วันพุธที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2556

Mandy Moore : Wild Hope



Mandy Moore : Wild Hope : Pop-Rock/Folk/Indie Pop/Alternative Rock (90% = 4.5/5)

ช่วงเวลาว่างๆช่วงนี้ก็เป็นช่วงที่ย้อนกลับไปฟังอัลบั้มเพลงเก่าๆที่ประทับใจเป็นการส่วนตัวหลายชุดเลยทีเดียวซึ่งส่วนมากก็เป็นอัลบั้มที่เคยเขียนวิจารณ์ถึงไปแล้วแทบทั้งสิ้น จะว่าไปด้วยความที่พื้นฐานเป็นคนขี้เกียจและขี้เบื่อเป็นทุนเดิมอยู่แล้วจึงมีไม่มากนักที่อยากจะหยิบอัลบั้มที่เคยรีวิวไปแล้วขึ้นมาเขียนใหม่นอกเสียจากจะเป็นงานเพลงที่สามารถจุดประกายแรงบันดาลใจอันแรงกล้าให้ดิฉันได้จนอดไม่ไหวที่จะจับมาปัดฝุ่นพร้อมนำเสนอมุมมองที่เป็นปัจจุบัน

 และอัลบั้มแรกที่จุดประกายแรงบันดาลใจดังกล่าวให้แก่ดิฉันคงหนีไม่พ้นอัลบั้มชุด Wild Hope ของแมนดี้ มัวร์ที่แม้จะไม่เคยเขียนคอลัมน์วิจารณ์ให้เป็นการส่วนตัวแต่ก็เคยจับไปเปรียบเทียบกับอัลบั้มล่าสุดในช่วงนั้นของบรรดาเพื่อนร่วมรุ่นทีนดิว่าอย่างบริทนี่ย์ สเปียรส์,คริสทิน่า อากิเลร่าและเจสซิก้า ซิมป์สันในรีวิวใหญ่ของบอร์ด Forwardmag เมื่อหลายปีมาแล้ว

สำหรับเหตุผลที่หยิบมาเขียนก็คงจะหนีไม่พ้นในเรื่องของความรู้สึกและมุมมองส่วนตัวที่มีต่ออัลบั้มนี้มันเปลี่ยนไปอย่างมากจริงๆ เช่นเดียวกับความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดของแมนดี้ที่ก้าวข้ามจากพ็อพไอค่อนฉาบฉวยสู่ฐานะของศิลปินคุณภาพอย่างเต็มตัวจริงๆแล้วจะว่าไปก่อนหน้านี้เธอก็มีอัลบั้ม Coverage เป็นผลงานที่เรียกได้ว่าเข้าขั้นคุณภาพเช่นกันหากแต่สำหรับเราแล้วพัฒนการของแมนดี้ใน Wild Hope นับเป็นการระเบิดศักยภาพสูงสุดของตัวเธอจริงๆ ขอสารภาพว่าส่วนตัวไม่เคยคาดคิดว่าศิลปินที่เราเคยปรามาสน้ำหน้าไว้ว่า "ขยะ!" ที่ร้องเพลงต๊องๆไร้สติอย่างSo Real,CandyหรือIn My Pocketจะสามารถรังสรรค์ผลงานระดับนี้ออกมาได้ภาคดนตรีใน Wild Hope ฉีกจากความเป็นบับเบิ้ลกัมพ็อพในอัลบั้มชุดแรกโดยสิ้นเชิงสู่ภาคดนตรีพ็อพร็อคสวยๆนุ่มละมุนหวานหูบนความเป็นโฟล์ครุ่มรวยและคันทรี่ย์เจือจางจนดิบหม่นเข้าขั้นอัลเทอเนทีฟในบางเพลง บางเพลงเป็นอินดี้พ็อพเมโลดี้สวยๆที่ขยับไปเล่นกับคลาสสิคคัลได้อย่างดี ภาคเนื้อหาที่ด่ำดิ่งลงสู่การสื่อสารกับจิตวิญญาณของตนก่อนจะระเบิดด้านหมองหม่นออกมาได้ทรงพลังหากแต่เป็นความดิบหม่นที่ยังคงความสวยงาม อบอุ่น รอยยิ้ม ความหวังและแสงสว่างเรืองรองในตัวงาน ไม่ถึงขั้นเกรี้ยวกราดระทึกขวัญแบบ Stripped ของคุณนายคริสทิน่า อากิเลร่าที่ขณะนี้แป๊กไปเป็นที่เรียบร้อย จะว่าไปอัลบั้มนี้ของแมนดี้ก็เทียบเคียงได้กับงานของศิลปินหญิงมากฝีมือหลายท่านที่มาจากภาคดนตรีสายเดียวกัน อาทิ เคที ทันสตรอล,ราเชล ยามากาตะ,มิเชล แบรนซ์,วาเนสซ่า คาร์ลทันตลอดจนตำนานอย่างโจนี่ มิทเชล

 ตามบรรทัดฐานของดิฉันแล้ว Wild Hope เป็นอัลบั้มที่มีเอกภาพในตัวสูงรวมถึงเพลงในอัลบั้มค่อนข้างแข็งพอตัวชนิดที่ถ้าได้ค่ายแบบพ่อบุญทุ่มโปรโมตเท่าไรไม่อั้นล่ะก็สามารถหลับตามจิ้มหรือเลือกจับสลากเป็นซิงเกิ้ลได้สบาย แต่ถ้าจะถามถึงเพลงที่ชอบจริงๆในงานชุดนี้คงหนีไม่พ้น All Good Things (5/5) งานพ็อพโฟล์คหม่นๆเรียบง่ายแต่กรีดลึกถึงกลางใจด้วยภาคเนื้อหาที่พร่ำพรรณนาถึงสภาวะอันทุกข์ระทมของคนที่ไม่สามารถจะประคับประคองความสัมพันธ์กับคนรักไว้ได้หากแต่ลึกๆในใจยังคงมีความหวังในชีวิตหลังจากรักแท้ตลอดจนมีศรัทธาในความทรงจำและวินาทีที่ดีต่อกัน นับว่าเป็นกระจกที่สะท้อนด้านที่ดิฉันคาดไม่ถึงจากแมนดี้ออกได้ชนิดแทบจะลงไปกราบ เปิดอัลบั้มด้วย Extraordinary(4/5) ซิงเกิ้ลแรกที่เป็นงานอินดี้พ็อพจังหวะน่ารักๆแบบที่อีแบบนี้หาได้ทั่วไปแล้วจากค่ายGMMในบ้านเราตัวเพลงประสานเอาเครื่องสายแบบคลาสสิคคัลเข้ามาได้อย่างน่าสนใจจะว่าไปชวนให้นึกถึงอัลบั้มแรกของวาเนสซ่า คาร์ลทันตะหงิดๆอยู่นะ นับว่าทั้งเนื้อหาและดนตรีบ่งบอกภาพรวมของอัลบั้มนี้และความเป็น "แมนดี้ มัวร์" คนใหม่ได้ครบถ้วนสมบูรณ์แบบสมกับเป็นซิงเกิ้ลแรก มาที่ Lastest Mistake (4/5) งานพ็อพร็อคที่เมโลดี้ไพเราะชนิดฆ่ากันตายแถมท่อนคอรัสยังติดหูมากๆเป็นงานอดัลท์คอนเทมโพรารี่ย์สไตล์อีซีลิสนิ่งเจือโฟล์คและแต่งแต้มคันทรี่ย์จางๆได้อย่างมีชั้นเชิงจนแม้แต่จีวล์ยังต้องเหลียวมอง

 Ladies' Choice (4.5/5) ที่ได้ราเชล ยามากาตะมาร่วมแต่งโดดเด่นด้วยภาคเนื้อหาเอาใจลัทธิสตรีนิยมสวยเลือกได้ไม่แพ้กับภาคดนตรีเชิงอัลเทอเนทีฟที่ทดลองขยำเอาพ็อพร็อค คันทรี่ย์และคลาสสิคตบเข้าด้วยกันอย่างมีชั้นเชิงฟังแล้วก็อดจะขยับปากร้องตามท่อนคอรัสเพราะๆไม่ได้ "Go ahead.Waste your time.Count me out.Take your place at the end of line." คือโดนอ่ะเข้าใจประชดประชันมากๆ ไฮไลท์ของอัลบั้มนี้ขอยกให้กับสองแทร็คเด็ดอย่าง Few Days Down (5/5) และ Can't You Just Adore Her? (5/5) ที่ไพเราะจนพูดไม่ออก แทร็คแรกเป็นงานโฟล์คงามระยับภายใต้บรรยากาศขมุกขมัวและวาทะศิลป์ที่บรรจงแต่งออกมาได้ชนิดที่ดิฉันอ่านแล้วถึงกับหลุดลอยไปเลยทีเดียวนับว่าเป็นแทร็คที่ดีที่สุดในชีวิตของแมนดี้ ขอปรบมือให้กับความเข้าใจประดิษฐ์เมโลดี้และเลือกถ้อยคำพรรณนาออกมาได้อย่างอัจฉริยะรวมถึงบรรยากาศแวดล้อมในเพลงที่บีบคั้นความรู้สึกลึกสุดใจแต่กลิ่นอายของความหวังยังคงเรืองรองโชยมาให้สัมผัสเสมอ ในขณะที่เพลงหลังเป็นงานอัลเทอเนทีฟร็อคติดพ็อพโฟล์คเข้มๆที่แค่เสียงเพราะๆใสๆเปี่ยมด้วยพลังและวิญญาณของแมนดี้ก็คุมคนฟังอยู่หมัด เป็นเพลงที่จะว่าสูตรสำเร็จก็ได้แต่ออกมาเลอค่าและน่าประทับใจ ปิดท้ายด้วย Looking Forward To Looking Back (4.5/5) อีกหนึ่งงานพ็อพโฟล์คเพราะๆติดกลิ่นคันทรี่ย์ปะแล่มๆเจือจาง ฟังครั้งแรกแล้วรักเลยเมโลดี้สวยสะติดหูขนาดนี้ก็มีชัยไปเกินครึ่งแถมภาคเนื้อหายังเหลาออกมาได้โดนใจแค่ฮุคที่เธอร้องว่า "And I Know You Loved Me In Your Way และ I'm fine but I'm not Okay" แค่นี้ก็คงแทนใจใครหลายๆคนที่เคยผ่านประสบการณ์ความรักที่ท้ายที่สุดไปกันไม่ได้เพราะดำเนินอยู่บนพื้นฐานของอัตตาและกรอบที่ต่างฝ่ายต่างพยายามจำกัดอีกฝ่าย ท้ายที่สุดก็เป็นนิยายเศร้า

 จะว่าไปก็น่าเสียดายที่งานดีๆชุดนี้แม้จะประสบความสำเร็จในแง่ของการชนะใจนักวิจารณ์และผู้ฟังเพลงคุณภาพแต่ในแง่ของความนิยมยังไปได้ไม่กว้างเท่าที่ควรจะเป็นซึ่งแมนดี้ มัวร์ ณ ขณะนี้ก็เหมือนกับผันตัวไปเป็นศิลปินกึ่งอินดี้ขายงานคุณภาพแล้วแต่จะว่าไปใครเล่าจะสนเมื่อเรารักในผลงานของเธอในแบบนี้มากว่า หวังว่าหลังจากทิ้งช่วงไปนานกับอัลบั้มหลังจากชุดนี่เราจะยังมีหวังได้เสพย์งานดีๆจากเธออีกนะ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น