วันอาทิตย์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

Jamie Cullun : Momentum



Jamie Cullun : Momentum : Crossover Jazz (75% = 3.5/5)

ถามถึงหนึ่งใน "ศิลปินชาย" ที่ดิฉันโปรดปรานที่สุดตลอดกาล แน่นอนล่ะค่ะว่าชื่อของ "เจมี่ คัลลั่ม" ย่อมติดอยู่ในนั้นด้วย แม้จะไม่ได้ชอบมากมายเทียบเท่ากับกับพี่เจมส์ มอริสันหรือเอมอส ลีที่ถ้าจัดอันดับแล้วคงไม่พ้นเป็นสองอันดับแรก แม้แต่ "จอห์น เมเยอร์" ที่ดิฉันชอบน้อยลงทุกๆวันก็อาจจะชอบมากกว่าแต่ก็ไม่มีทางที่จะหลุดท็อป10ไปแน่นอนสำหรับตาฮ็อบบิทแจ๊ซซ์คนนี้ซึ่งปีนี้ก็ออกอัลบั้มแบบไม่ทันให้ตั้งตัวหรือคาดหวังใดๆ

และด้วยความที่ "ไม่ทันได้คาดหวังใดๆ" อย่างที่บอกกระมังคะ Momentum จึงลอยดาหน้าเข้ามาเป็นหนึ่งในงานที่ไม่ถึงกับสุดโปรดแต่ก็ฟังได้เพลิดเพลินจนเป็นหนึ่งในอัลบั้มที่ทรงอิทธิพลที่สุดอีกหนึ่งชุดสำหรับปีนี้ - - แม้จะช่วงเวลาสั้นๆ - - ไปโดยปริยาย หากแต่ถ้าเจาะกันตามเนื้องานแล้วก็คงจะต้องบอกกันว่าเป็นอัลบั้มที่แลดูธรรมดา เฉยๆ ไปจนถึงงั้นๆที่สุดแล้วตั้งแต่ที่เคยฟังงานทั้งหมดทั้งมวลของพี่เจมี่มาก ไม่ใช่อัลบั้มที่แย่ - - แค่เป็นงานดนตรีมีคุณภาพที่ต่ำกว่ามาตรฐานของความเป็น "เจมี่ คัลลั่ม" ก็แค่นั้น

 หลังจากที่พี่เข้าสู่ตลาดเมนทสตรีมกับอัลบั้มสร้างชื่ออย่าง Twenty Something ที่ยังมีขายแม้แต่ในบ้านเรา (ที่คนฟังแจ๊ซซ์เฉพาะกลุ่มเพียงหยิบมือ) ซึ่งก็เป็นอัลบั้มที่นับว่าพลิกปรากฏการณ์แก่วงการแจ๊ซซ์ฝั่งผู้ดีมากจนหลายคนเข้าใจกันผิดว่าเป็นอัลบั้มแรก จากการเรียบเรียงนำเสนอบทเพลงแจ๊ซซ์ที่นำมาตีความใหม่ได้ถึง มีมิติของความเป็นแจ๊ซซ์ยุคใหม่ที่เปี่ยมด้วยวิญญาณรวมถึงฉีกออกจากกรอบของความเป็นสแตนดาร์ดแจ๊ซซ์ตามธรรมเนียมหนักเข้าก็กลายร่างเป็น "Crossover Jazz" ซึ่งเป็นการจับดนตรีสแตนดาร์ดแจ๊ซซ์มาผสมผสานกับภาคดนตรีหลากหลายและบูรณาการเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว - - ภาษาปากเรียกว่าฟิวชั่น อัลเทอเนทีฟหรือจะโพรเกรสซีฟก็แล้วแต่

ส่วนตัวคิดว่าสิ่งที่ขาดไปในอัลบั้มนี้คือ "ความชัดเจน" เป็นครั้งแรกในการผสมผสานที่หลากหลายและลงตัวเป็นเอกภาพแต่เราที่ตามฟังงานเขามานานกลับสัมผัสไม่ได้ว่า "แก่น" ของอัลบั้มต้องการจะสื่ออะไร? ทั้งนี้ทั้งนั้นในแง่ของเนื้อหาและการนำสนอในรูปแบบของเจมี่ คัลลั่มยังทำได้ดีอยู่จนเชื่อว่าแฟนๆหลายคนที่ตามมาฟังต้องเกิดอาการที่เรียกว่า "ประทับใจ" มากกว่าผิดหวังล่ะนะ แค่เปิดอัลบั้มมากับ The Same Things (4/5) ก็เป็นงานCrossover Jazzที่ครึกครื้นสนานใจด้วยการผสานเอาสแตนดาร์ดแจ๊ซซ์ชนกับอินดี้ร็อคตู้มต้ามอารมณ์บรรเจิดประหนึ่งถ้าแยกพาร์ทดนตรีออกมาก็กล้อมแกล้มว่ากำลังฟังวงร็อคอังกฤษได้อยู่แถมด้วยโพรแกรมมิ่งอิเล็คโทรนิคเฟี้ยวฟ้าวก็มีมาให้ฟังกันยันเสียงกีต้าร์ย้อนยุคเชยลากก่อนจะลากไปจบที่อะแค็พเพลล่าแบบโซล60s' ดูแล้วไม่น่าจะเข้ากันได้แต่ก็เข้ากันได้กลมกล่อมทีเดียวที่สำคัญสรรพสำเนียงการร้องแบบกวนประสาทของพี่เจมี่ยังทำหน้าที่ได้ดีไม่ตก ข้ามมาที่ When I Get Famous (4.5/5) เริ่มต้นมาด้วยเครื่องเป่าละทินบิ๊กแบนด์ปะทะกับเสียงประสานแบบโซลอารมณ์โมทาวน์แท้ๆ ตัวเพลงกรีดกรายมากๆพวกผู้หญิงคุณนายต้องชอบแน่ๆพวกคอละทินโซลละทินแจ๊ซซ์บิ๊กแบนด์ติดฟั้งค์ติดซัลช่าอะไรพวกนี้ เป็นเพลงที่โดดเด่นที่สุดของอัลบั้มนี้แล้วในแง่ของความสมบูรณ์แบบ สีสันและความทรงพลัง สำหรับ Love For $ale (4.5/5) ซิงเกิ้ลแรกของอัลบั้มที่แรกๆรู้สึกงั้นๆแต่ฟังไปฟังมาหลายรอบพาลชอบมากๆชนิดถอนตัวไม่ขึ้น คือเพลงมันดูธรรมดามากๆเป็นสแตนดาร์ดแจ๊ซซ์ปะทะบีทฮิพฮอพดิบดำมืดสนิทแกลมอารมณ์แก๊งคสทาแร็พช่วงท้ายแต่พอฟังไปฟังมานานๆเข้าเพลงแบบนี้แหละตัวตนพี่เจมี่แท้ๆ Pure Imagination (4/5) อีกเพลงหนึ่งที่มีความเป็นเจมี่ คัลลั่มสูงโด่ สแตนดาร์ดแจ๊ซซ์ขมุกขมัวแบบอังกฤษแท้ๆแบบนี้ล่ะแม้ใครอาจจะหาว่าซ้ำซากแต่ส่วนตัวชอบนะ Save Your Soul (4/5) งานแบบพ็อพแจ๊ซซ์เรียบง่ายธรรมดามากๆแต่เมโลดี้เพราะพริ้งสะอาดสะอ้านงามบรรเจิดใจฟังแล้วตาสว่างเลย ชอบการนำเสนอแบบอดัลท์คอนเทมโพรารี่ย์เชิงกอสเพลในตัวเป็นอีกหนึ่งเหตุผลในตัวที่บวกคะแนนใหเ้พราะส่วนตัวแล้วแม้มันจะดูสูตรสำเร็จแต่ดันทำออกมาสัมผัสถึงใจจริงๆค่ะยิ่งส่วนตัวเป็นคนแพ้ความอลังการของออเครสตร้าและการอิมโพรไวซ์ของศิลปินแจ๊ซซ์อยู่แล้ว เจอแบบนี้เข้าไปยิ่งรักเลย มาถึง Get A Hold Of Yourself (4.5/5) เพลงที่เพราะที่สุดของอัลบั้มนี้เป็นงานอคูสติคเบาๆเจือชิลล์แจ๊ซซ์บนความเป็นโฟล์คพ็อพหวานสวยลอยละล่อง ตายไปเลย!!! ปิดอัลบั้มด้วย You're Not The Only One (4/5) ด้วยท่วงทำนองสดใสรื่นเริงสว่างไสวขาวบริสุทธิ์ ติดหูมากๆฟังแล้วอารมณ์ดี

 จะว่าไปเพลงของพี่ฮ็อบบิทแจ๊ซซ์ชุดนี้ก็คลายมนตร์ขลังไปเยอะนะคะ ก็อย่างว่าแหละเนอะพี่สร้างมาสเตอร์พีซไปแล้วใน Twenty SomethingกับCatching Talesที่งานดีมากๆจนกราบ ในขณะที่ The Pursuit ก็เป็นอัลบั้มที่งานก็ดีมากๆมาในชุดนี้เพลงค่อนข้างจะสามัญไปนิดเหมือนช่วงที่กำลังต้องการเชื้อไฟและจินตนาการบรรเจิดใหม่ๆมาเติมเต็มเลยอาจจะดูมีอะไรที่ขาดไปบ้าง แต่เชื่อเถอะค่ะขนาดต้องการการมาเติมเต็มเพื่อให้สมบูรณ์แบบสมกับเป็นงานของเจมี่ คัลลั่มมากกว่านี้แต่งานพี่ก็ยังกินศิลปินเรียบไปกว่าครึ่งค่อนวงการอยู่ดี

วันพุธที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

Armin Van Buuren : Intense



Armin Van Buuren : Intense : Trance (90% = 4.5/5)

หลังจากผ่านช่วงตื่นเต้นของการตบเท้าคัมแบ็คของวงบอยแบนด์เกิร์ลกรุ๊ปเกาหลีสุดโปรดรวมไปถึงเพลงใหม่ของแม่มาลัยกับเจ๊เจโลที่ก็ออกมาเรียกน้ำย่อยให้แฟนคลับสาดน้ำลายกันยกใหญ่ดิฉันก็ถึงจุดตีบตันทางความคิดอย่างหนักเพราะช่วงนี้ก็ไม่ค่อยมีงานของศิลปินท่านใดที่โดนใจจริงๆจังๆถึงกับต้องจับมานั่งเขียน ลงไปเคลียร์รีเควสต์ก็แล้วอะไรก็แล้วแรงบันดาลใจก็ยังไม่ยักเกิด ไปๆมาๆไล่ลงไปดูรูปด้านล่างๆของเพจถึงกับอุทาน "ตายห่า!!!" นี่ดิฉันแปะอัลบั้มใหม่ของพี่อาร์มินไว้นานจนถึงกับลืมไปเลยหรือไรว่าจะเขียน...ว่าแล้วก่อนที่จะโดนคนอ่านก่นด่ามากไปกว่านี้เราก็ต้องรีบทำหน้าที่แฟนจ๋าที่ดีแบบไม่รอช้า(ไปกว่านี้ ^ ^)

"อาร์มิน ฟาน บูเรน" โปรดิวเซอร์และดีเจแนวแทรนซ์สุดหล่อจากเนเธอร์แลนด์ที่ดิฉันหมายมั่นปั้นมือไว้ว่าหากเขาคนนี้สั่งสมบารมีมากมายมหาศาลถึงขีดสุดเมื่อไร พี่ดีเจดัตซ์ท่านนี้ล่ะจะมาเด็ดหัว "เดวิด เกตต้า" โปรดิวซ์เซอร์และดีเจแนวเฮ้าส์ที่อดีตเคยเก๋แต่ตอนนี้กลายเป็นอะไรไปแล้วก็ไม่รู้พอส่งตัวเองเข้ากระแสหลักได้การทำเพลงของพี่ก็ถอยหลังลงคูจมใต้ตมไปเลยนี่พี่อาร์มินของดิฉันก็เริ่มจะมีชื่อบ้างในแวดวงเมนทสตรีมแล้ว - - ว่าก็ว่าเถอะด่าตาเกตต้าไว้มากกลัวว่าคนของดิฉันจะไปซะเองน่ะสิ

 อย่างไรก็ตามหลังจากที่ฟัง Intense จบทั้งอัลบั้มแล้วค่อยหายใจหายคอทั่วท้องหน่อยโดยรวมก็ยังคงเป็นงาน "แทรนซ์" ตึ๊บๆตามแบบฉบับพี่อาร์มินที่คุ้นเคยที่แม้ว่าท่วงทำนองจะดูเอาใจตลาดขึ้นแต่ลูกล่อลูกชนมิติในการนำเสนอพัฒนาขึ้นไปมากทีเดียว เอาแค่ไทเทิ่ลแทร็คเปิดอัลบั้มอย่าง Intense (4.5/5) ที่ยาว 8นาทีกับอีก47วินี่ก็แสดงให้เห็นเด่นชัดไปเลยกับการทดลองขยำหยิบจับซาวนด์ต่างๆไม่ว่าจะจะลูกเล่นของความเป็นEDM บีทเทคโนตึ๊บๆชวนหัวหมุนและความเป็นคลาสสิคคัลจากเครื่องสายเพราะๆที่วาดลวดลายบนท่วงทำนองของแทงโก้ร้อนแรงผลลัพธ์ออกมาเป็นงานโพรเกรสซีฟแทรนซ์ที่มีมนตร์เสน่ห์และสีสันในตัวสูง แพรวพราวมากๆ

This Is What It Feels Like ft.Trevor Guthrie (4/5) พูดก็พูดเถอะรูปแบบการนำเสนอเป็นสูตรสำเร็จที่ถอดแบบเดียวมากับงานของพวกเดวิด เกตต้าหรือคาลวิน แฮร์ริสเลย งานอิเล็คโทรพ็อพตามสมัยนิยมที่หาได้ทั่วไปในยุคนี้มันก็ติดหูดีแต่อาจจะไม่ค่อยชอบเท่าไร อย่างไรก็ตามคงหาว่าพี่ก็อปพวกเขาไม่ได้เพราะถ้าติดตาอาร์มินมาพอสมควรจะรู้ว่าแนวๆนี้พี่ก็เล่นมานานแล้วเพียงแต่ไม่โจ่งแจ้งเมนทสตรีมเท่านี้ ต่อด้วย Beautiful Life Ft. Cindy Alma (4.5/5) นี่ค่อยหายใจทั่วท้องหน่อยนึกว่าจะคลายความเก๋ไปซะแล้ว แค่เปิดมาด้วยบีทเทคโนตึ๊บๆสุดฮิพนั่นก็รู้แล้วว่าไม่ธรรมดาตัวเพลงหยอดความเป็นแฟชั่นบนท่วงทำนองของพ็อพแทรนซ์และยูโรบีทเปรี้ยวๆที่พี่อาร์มินทำได้ดีเสมอ น่าจับไปเปิดบนเวทีแคทวอล์คมากๆ  Waiting For The Night (4.5/5) ที่มาแบบสูตรสำเร็จสไตล์อาร์มิน ฟาน บูเรนแท้ๆแต่ก็ชนะใจทุกครั้งส่วนตัวเป็นคนที่ไม่ชอบงานโพรเกรสซีฟแทรนซ์แบบเทคโนจ๋าEDMจัดๆแบบนี้อยู่แล้วแต่ฟังเพลงแนวๆนี้จากฝีมือดีเจชาวดัตท์มากความสามารถท่านนี้ทีไรแล้วยอมศิโรราบทุกที ดนตรีหนักๆกับเสียงร้องโหยหวนทรงพลังหลอนหูของ Fiora ทำเอาอะดรีนาลีนในตัวพุ่งพล่าน ในAlone(4.5/5)ที่ร่วมงานกับ Lauren Evans ก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งเพลงที่ติดหูและทรงพลังเป็นอันดับต้นๆ ถ้าไม่ตั้งแง่ไปซะก่อนว่าภาคดนตรีก็ไม่ได้ขยับไปไหนมากนักก็นับว่าเป็นแทร็คที่ดีทีเดียว ที่เหลือก็ฟังได้เพลิดเพลินเจริญใจนับว่าเป็นอัลบั้มเพลงอิเล็คโทรนิคเต้นรำและแทรนซ์ที่เก็บเอกภาพได้ดีทีเดียว

เชื่อว่าคงไม่พ้นโดนคำครหาว่า "มาแนวเดิมๆ" และก็ "มันก็เหมือนกันไปหมดทั้งอัลบั้ม" แต่ถ้าจับรายละเอียดดีๆลูกล่อลูกชนของพี่แพรวพราวน่าสนใจขึ้นกว่าเดิมมากทีเดียวแม้จะตลาดขึ้นแต่ก็ยังดูไว้ลายซึ่งสไตล์อันมีรสนิยมการนำเสนออันดีของตัวเองมันก็ดีไปอีกแบบนะที่เขาทำเพลงเข้าถึงง่ายขึ้น นอกจากนี้เรื่องเอกภาพสุดยอดมากๆเหมือนกับเดินเข้าไปคลับที่พี่เขาเป็นดีเจมาเปิดแผ่นให้ฟังตลอดชั่วโมงกว่าสุดหฤหรรษ์กว่า15แทร็คในอัลบั้มหลอมรวมวิญญาณเข้ากันเป็นหนึ่งเดียวแัเนรมิตสภาพแวดล้อมของคลับเพลงแทรนซ์อันแสนมหัศจรรย์

วันพฤหัสบดีที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

Lil' Kim : Hard Core



Lil' Kim : Hard Core : East Coast Hip-Hop/Dirty Rap/Hardcore Rap (94% = 5/5)

 ตลอด10ปีที่เขียนวิจารณ์มานี้ส่วนตัวก็ได้ทำความรู้จักกับดนตรีค่อนข้างจะหลากหลายแขนงพอตัวทีเดียว แต่ถ้าถามว่า "มีเพลงแนวไหนมั้ยที่บ.ก.นิตยสารHysteriaไม่ชอบ ชนิดที่ไม่ได้วนเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันเลย?" ก็นอกจากเมทัลกับลูกทุ่งไทยแล้วหนึ่งในนั้นก็ต้องพ่วงชื่อของ"ฮิพฮอพ"และ"แร็พ"เข้าไปด้วยว่าเป็นแนวดนตรีที่ไม่ถูกโรคกับดิฉันเอาเสียเลย

ซึ่งก็แปลกอยู่นะคะเพราะปกติเป็นคนออกตัวเสมอว่าชอบงานแนว "เออร์บัน" คือพวกอาร์แอนด์บี โซล บลูส์ ฟั้งค์และแจ๊ซซ์อะไรพวกนี้นี่ฟังได้หมดแต่กับฮิพฮอพนี่ต้องขอเว้นไว้จริงๆฟังนานๆแล้วปวดหัวพาลอารมณ์เสียจะอ้วกเอาด้วย แต่ในทุกสิ่งอย่างมันก็ย่อมมีข้อยกเว้นนะคะเพราะถึงแม้ว่าคุณไม่ชอบแนวเพลงแต่ถ้าชอบการสื่อสารหรือตัวตนของศิลปินเราก็อาจจะสามารถเปิดใจยอมรับฟังดนตรีแขนงนั้นๆในบางเวลาและบางโอกาสได้ อย่างเช่นที่ดิฉันก็สามารถอยู่กับเพลงขอวพวก Rammstein,Cradle Of Filth,เอมิเน็มหรือเรฟรันได้โดยไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจใดๆ

 ในชีวิตนี้ศิลปินที่รักใคร่ชอบพอถึงขั้นออกปากเรียกว่า "แม่" นี่มีไม่เยอะนะคะเท่าที่ดิฉันจำได้คนที่ดิฉันออกตัวเรียกว่าแม่ในวงการนี้ชนิดสม่ำเสมอชินปากก็เห็นจะมีแต่แม่มาลัย "มารายห์ แครี่ย์" คนเดียว คิดดูว่าขนาดคนที่ชอบมากกว่าอย่างคริสทิน่า อากิเลร่าหรือมาดอนน่าเองเอาจริงๆดิฉันยังไม่เรียกพวกนางว่าแม่ด้วยซ้ำแล้วนับประสาอะไรกับแวดวงฮิพฮอพที่ส่วนตัวไม่ชอบงานแนวๆนี้เป็นทุนอยู่แล้วคาดว่าก็คงจะออกปากเรียกใครว่า"แม่"ยาก แต่แล้วมีแร็พเพอร์หญิงอยู่นางนึงค่ะที่ทำลายการคาดคะเนของตัวดิฉันเองเสียพังทลายราบคาบ เธอคนนี้ทำให้ดิฉันยอมกราบกรานเรียกยกให้เธอเป็น "คุณแม่" เฉพาะในแวดวงฮิพฮอพเลยทีเดียว ชอบเพลงเธอเหรอ?ก็ชอบอยู่! สัมผัสอะไรจากตัวเธอได้เป็นพิเศษ?ไม่เลย! เธอดูอบอุ่นน่ารักเสพย์ผลงานแล้วบังเกิดแรงบันดาลใจเหมือนเวลาฟังเพลงมารายห์? ผิดมหันต์!!!! - - เอาจริงๆแล้วที่เราต้องยกเธอเป็น "แม่" นี่ไม่ใช่ว่ารักในตัวเธอหรือเคารพผลงานแต่ประการใด แต่เป็นเพราะว่านังคนนี้นี่แม่งแสบทรวงเด็ดสะระตี่จริงๆชนิดที่ต้องจุดธูปไหว้พันผ้าเจ็ดสียาวเจ็ดศอกแล้วทูนขึ้นหิ้งบูชาจริง อย่าหาว่าหยาบคายนะคะแต่คนห่าอะไรก็ไม่รู้ "คุณสมบัติครบถ้วน" ตรงต้องกับคุณสมบัติของกุลสตรีตัวอย่างที่ดิฉันนิยามจริงๆ ตั้งแต่เป็นเมียน้อยเขา พฤติกรรมการแต่งตัวนุ่งลมห่มฟ้าที่อีกนิดก็เรียกได้ว่าแทบจะแก้ผ้าเดินอยู่แล้ว สรรพสำเนียงการแร็พของนางรึก็ต่ำเตี้ยติดดินไพร่สถุนได้ใจมากๆไปกันได้ดีกับเนื้อหาที่มีแต่เรียกร้องสิทธิสตรีเพศ ด่ากราดสาดกระสุนไปยันเรื่องใต้สะดือที่อันหลังดูเหมือนว่านางจะชอบเป็นพิเศษเพราะจะกี่อัลบั้มนางก็สามารถวนไปวนมากับเรื่องนี้คั้นสดออกมาเป็นดนตรีฝากคนฟังได้ทุกอัลบั้มแถมเนื้อความยังตรงเผงขวานผ่าซากชนิดที่ไม่ต้องเล่นคำหรืออ้อมค้อมใดๆเลยถ้านั่งฟังงานเธอแล้วอ่านเนื้อหาไปด้วยคงไม่พ้นได้ตาเหลือกพลางเอามือปิดปาก "จัญไรไปมั้ยคะ?" ขอการันตีว่าพวกที่คิดว่าเพลงของมาดอนน่าหรือเจเน็ตนี่ทะลึ่งตึงตังแล้วลองมาฟังงานที่ดิฉันกำลังพูฏดถึงชุดนี้ดูแล้วจะรู้ว่าทีเด็ดนี่ยังไม่รวมถึงวีรกรรมที่นางเคยเข้าไปอยู่ในคุกสร้างประวัติศาสตร์แร็พเพอร์หญิงคนแรกที่ไปนอนในมุ้งสายบัวจ นพวกแร็พเพอร์ชายในวงการถึงกับตบเท้ามาออกปากชมว่าอี "ลิลคิม" นี่แม่งเจ๋งจริงๆว่ะ และวันนี้เพจนิตยสารHysteriaขอนำเสนอเรื่องราวทางดนตรีของ "ลิลคิม" กับสตูดิโออัลบั้มชุดแรกที่มีชื่อชวนเสียวไส้ว่า "Hard Core"(อีนี่ซอฟต์แบบชาวบ้านชาวช่องเขาไม่เป็นเลยใช่แมะ?)หนึ่งในอัลบั้มฮิพฮอพสุดอื้อฉาวในตำนานจากรีเควสต์ของน้อง "พีระดล รักษาชนม์" คนอ่านเพจค่ะ

สำหรับอัลบั้ม "Hard Core" เป็นสตูดิโออัลบั้มชุดแรกในปี1996ของอาเจ๊ลิลคิมที่สามารถทำอันดับได้ถึงที่11บนบิลบอร์ดอัลบั้มชาร์ตซึ่งถ้าจำไม่ผิดนี่น่าจะเป็นงานของแร็พเพอร์หญิงที่ทำอันดับบนชาร์ตได้สูงที่สุดของช่วงเวลานั้นเลยทีเดียว รูปแบบการนำเสนอดนตรีฮิพฮอพของลิลคิมในอัลบั้มนี้มาในแบบ "อีสต์โคสต์ฮิพฮอพ" ที่เป็นงานฮิพฮอพแร็พฝั่งตะวันออกที่มีตั้งแต่จังหวะสนุกๆบนซาวนด์เต้นรำมากสีสัน ไปยันมืดหม่นดิบดุออกแนวแก๊งคสทาแร็พยันฮาร์ดคอร์แร็พกลายๆจนถึงเจืออารมณ์ของความเป็นโอลด์สคูลจากวัฒนธรรมดนตรีผิวสีย้อนยุคทั้งอาร์แอนด์บี โซลจนถึงแจ๊ซซ์ถ่ายทอดผ่านสรรพสำเนียงการแร็พที่มีตั้งแต่อารมณ์เท่ห์ออกสตรีทไปยันสัปดี้สีปะดนเป็น "เดอร์ตี้แร็พ" ที่ภาคเนื้อหาชวนหวาดเสียวติดเรทสมชื่ออัลบั้ม (นับว่าในแง่ของการคีปคอนเส็ปท์นางตีโจทย์คำว่า Hard Core ได้แตกกระจุยเพราะแต่ละเพลงนี่งามเข้าไปในไส้เลย หยาบโลนต่ำไพร่ถ่อยได้ใจข้าจริงๆ) ซึ่งก็เป็นจุดที่ทำให้งานชุดนี้ก้าวขึ้นไปเป็นอัลบั้มฮิพฮอพระดับตำนานคลาสสิคขึ้นหิ้งของยุค90s'โดยฝีมือแร็ปเปอร์หญิงด้วยความที่ภาคเนื้อหาการนำเสนอและความงดงามทางภาษาวาทะศิลป์ของอัลบั้มนี้นี่เป็นที่ฮือฮาโจษจันระบือกันไปทั่วทั้งบาง มันจะสยองแค่ไหนก็คิดเอาสิคะยุคนั่นแร็พเพอร์ชายแน่ๆตั้งเยอะแต่งานชุดนี้ของนางลิลคิมหลุดมาขึ้นแท่นเป็นงานคลาสสิคที่สร้างความระทึกชนิดปรากฏการณ์ได้ หึหึหั

แค่เปิดอัลบั้มมากับ Intro In a-Minor พวกคุณๆก็จะรู้ว่าดิฉันมิได้สาธยายสรรพคุณใดๆเกินจริงไปซักกะผีกยังกับนั่งฟังเสียงในคลิปหนังXล่อซะดิฉันใจหายใจคว่ำ ตามติดมาด้วย Big Momma Thang Ft.Jay-Z and Lil' Cease (4.5/5) ที่มาในอารมณ์อีสต์โคสต์ฮิพฮอพเท่ห์ๆออกแนวสตรีทแร็พที่เมโลดี้สวยงามงดหมดจดตลอดทั้งเพลแถมอีเจ๊ยังแร็พได้ใจมากๆคือถ้าจะให้ฟังฮิพฮฮพส่วนตัวก็จะชอบฮิพฮอพอารมณืประมาณนี้น่ะค่ะ เท่ห์อ่ะชอบ!!! ต่อด้วย No Time Ft. Puff Daddy (5/5) งานสไตล์เดอร์ตี้แร็พทะลึ่งตึงตังที่ประสานวัฒนธรรมความเป็นแก๊งสทาของอีสโคสต์เข้ากับกลิ่นอายความเป็นโอลด์สคูลทั้งโซลและพรมเพียโนแจ๊ซซ์พลิ้วไสวผนวกลงสู่ฮิพฮอพได้อย่างลงตัวตอบโจทย์เราได้อย่างครบถ้วน แค่ดูชื่อคนมาร่วมงานก็การันตีได้แล้วถึงความไม่ธรรมดา แต่จะว่าไปเพลงหล่อนหยาบได้ใจจริงๆค่ะ ซูฮกเลย  แทร็คที่โดดเด่นจนน่าจับตาอีกเพลงเห็นจะไม่พ้น Not Tonight Ft.Jermaine Dupri (4/5) ที่ดันแทรกเอาอิทธิพลของซาวนด์แบบ G-Funk ที่พัฒนามาจากรากฐานของฝั่งเวสต์โคสท์เขาด้วยงานแบบแก๊งคสทาแร็พฝั่งตะวันตกที่โดดเด่นแพรวพราวบนมิติของซินธิ์และคอนเทมโพรารี่ย์อาร์แอนด์บีเจือโซลฟูลลอยๆสวยๆน่ะค่ะ นับเป็นอีกแทร็คมีพลังในตัวสูง ในขณะที่ Spend a Little Doe (4.5/5) งานฮิพฮอพอาร์แอนด์บีหม่นๆที่แซมเพิ่ลความเป็นโอลด์สคูลด้วยกลิ่นโซลและแจ๊ซซ์พอประพิมประพาย นี่ก็คิดว่าน่าสนใจในแง่ของการใช้เสียงและอินเนอร์ของลิลคิมที่ส่วนตัวไม่คิดว่าเธอจะทำแบบนี้ได้ จะว่าไปเหมือนกับเป็นงานคอนเทมโพรารี่ย์อาร์แอนด์บีที่ลงเสียงเป็นแร็พมากว่า สำหรับคนที่ชอบงานสไตล์อีสโคสต์ฮิพฮอพที่เป็นเดอร์ตี้แร็พไปยันท่วงทำนองเก๋าๆถ่อยๆแบบแก๊งคสทากึ่งฮาร์ดคอร์แร็พก็น่าจะชอบ Drugs Ft.Notorious B.I.G. (4.5/5),Queen Bitch (4.5/5)และM.A.F.I.A. Land (4/5) นับว่ามีสีสันในตัวสูงแต่สีสันที่ว่านี่คือมืดๆดิบๆนะคะ ไพร่ได้ใจ มีหีบห่อและเป็นเอกภาพมากมายโดยแท้

เป็นงานฮิพฮอพเนื้อหาแรงๆที่ฟังจบแล้วกับอิ่มเอมประทับใจมากกว่าขยาดหรือปวดหัว เพลงนางลิลคิมเห็นหยาบโลนดำปิ๊ดปี๋แบบนี้แต่กลับฟังได้ระรื่นหูแถมดนตรีที่หยอดแซมเพิ่ลกลิ่นโซลกลิ่นแจ๊ซซ์มายังไพเราะเสนาะหูละเมียดละไมไม่ใช่เอะอะก็เอาแต่ความหยาบถ่อยจิ๋มๆจู๋ๆเข้าว่าอย่างที่คาดการณ์กัน นับว่าเด็ดดวงกว่างานของศิลปินชายอกสามศอกจากสายดนตรีเดียวกันหลายๆคน


วันอังคารที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

Westlife : Coast To Coast



Westlife : Coast To Coast : Pop (75% = 3.5/5)

ย้อนไปเมื่อสมัย10กว่าปีที่แล้วในบ้านเราเชื่อว่าไม่มีคอเพลงสากลท่านใดที่ไม่รู้จักวงบอยแบนด์5อวบจากไอร์แลนด์อย่าง Westlife ที่ในช่วงเวลานั้นอันเป็นช่วงเวลาของศิลปินบอยแบนด์อาทิ Nsync,A1ยันลุงๆBackstreet's Boysที่ยังยืนผงาดง้ำค้ำแวดวงเมนทสตรีมครองใจวัยรุ่นทั่วโลกกันอยู่ ซึ่งก่อนอื่นต้องขอสารภาพว่าเอาจริงๆแล้วส่วนตัวดิฉันไม่ค่อยถูกชะตากับวงนี้เท่าไรแต่เผอิญเป็นช่วงเวลาที่เหมาะัเจาะพอดีเนื่องจากได้รีเควสต์จากคุณน้อง Sunny 's Cyrn คนอ่านเพจ Hysteria ซึ่งคุณน้องร่อนรีเควสต์มาได้ตรงเผงถูกที่ถูกเวลา เพราะมองจากสภาพแวดล้อมของดนตรีในตลาดเมนทสตรีม ณ ช่วงเวลาล่าสุดแล้วประกอบกับที่วินาทีนี้ศิลปินเกาหลีบุกมาคัมแบ็คให้บ.ก.มากระหน่ำรีวิวใน Hysteria คิดไปคิดมาก็กลัวคนอ่านจะเบื่อเพราะจับมุขบ.ก.กันได้หมดแล้วเขียนเกาหลี เดี๋ยวก็ทำเป็นดัดจริตสลับไปเขียนอินดี้แล้วก็มาหากินกับพวกศิลปินดิว่าแล้วก็เอาอะไรแปลกๆมาคั่นอัลบั้มสองอัลบั้มก่อนจะกลับไป "เกาหลี" อีกที...คิดไปคิดมา "เขียน Westlife บ้างก็เก๋ดีเหมือนกันนะ"

อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่าสำหรับดิฉันแล้ว "Westlife" - - ไบรอัน,เคียน,เชน,นิคกี้และพี่มาร์คขาขวัญใจป้าก๊อฟ ศรีวิการ์อดีตกองPop - - ในช่วงนั้นเป็นอะไรที่ไม่ถูกโรคด้วยอย่างแรงชนิดขยาดแกมขนลุกขนพอง คือเพลงพวกพี่มันก็เพราะกันดีหรอกค่ะไม่มีใครปฏิเสธได้ลงคอแต่แบบพัฒนาการโดยรวมเท่าที่ดิฉันติดตามมาโดยผิวเผินแล้ววงของพวกพี่นี่เป็นอะไรที่แบบ "ซ้ำซาก" เน่าสนิทจริงๆในความรู้สึกส่วนตัวจากอกบึ้มๆของดิฉัน (เช่นเดียวกับเอ็มวีที่เดินวนไปวนมาทั้งเอ็มวีชนิดถ้าจับลงแข่งเดินทนโอลิมปิคนี่พวก5หน่อนี่จะต้องเป็นตัวเต็งเรียนทองแน่ๆ เมื่อยแทนว่ะ!!!) แถมด้วยเพลงเพราะๆของคุณพี่หลายเพลงไม่ว่าจะเป็น Fool Again,Uptown Girl,Flying Without Wings,I Lay My Love On YouและMy Loveที่ก็มาขนบเดียวกันทั้งหมดจนน่าจะเป็นเพลงเดียวกันได้ในวันนั้น(จนถึงวันนี้)ก็เปิดกระหน่ำทุกซอกทุกมุมหาได้ทั่วไปเวลาโดดเรียนพิเศษไปซื้อเสื้อผ้าที่สยามสแควร์,บนรถแท็กซี่,ประกวดแปลเพลงในงานสัปดาห์ภาษาอังกฤษไปยันคลื่นวิทยุต่างๆที่ทุกวันนี้ก็ยังพร้อมใจเปิดเพลงพวกพี่กันอยู่ โดยเฉพาะอีMy Loveนี่ไม่รู้ว่าจ้างเปิดไปเท่าไรนะคะพอๆกับพวกShape Of My HeartหรือI Want It That WayของลุงๆBackstreet's Boysที่ป่านนี้พวกท่านก็ยังไม่ยอมกลับประเทศกันเสียที

อย่างไรก็ตามพอมาถึงวันนี้ - - วันที่วุฒิภาวะโตขึ้น เปิดใจมากขึ้นและมองอะไรกว้างและลึกขึ้นกว่าจะไหลไปตามลมปากหรือกระแส - - ต้องขอขอบคุณคุณน้อง Sunny's Cyrn มากเลยทีเดียวนะคะที่อุตส่าห์รีเควสต์อัลบั้มชุดนี้มา พอได้มาฟังแบบเต็มๆอีกครั้งในวันนี้มุมมองและความรู้สึกที่มีต่ออัลบั้ม Coast To Coast เป็นอะไรที่ต่างออกไปจากเมื่อสิบกว่าปีก่อนโดยสิ้นเชิง งานดนตรี "พ็อพ" ละมุนละไมสะอาดสะอ้านตามแบบฉบับของงานพ็อพของพวกบอยแบนด์แท้ๆชุดนี้ในวันนี้ - - วันที่ดนตรีเมนทสตรีมกลายเป็นขยะไปโดยสิ้นเชิงแล้ว - - กลับมอบมุมมองและความรู้สึกอีกแง่หนึ่งที่สวยงาม อบอุ่นและแน่นอนไพเราะหวานหูรับประทานได้แบบที่สำคัญที่สุด "ความสมควรที่จะดัง" ในแบบฉบับที่ดนตรีพ็อพเคยเป็น แม้ว่างานชุดนี้จะเน้นหนักไปทางบัลลาดอาจจะเนิบเนือยจนหงอยไปบ้างกว่าจะฟังจบแต่ชั้นเชิงของการเรียบเรียง พลังของเมโลดี้และท่อนฮุคเพราะๆสุดแสนอัจฉริยะนั้นทำให้วันนี้ไม่แปลกใจว่าทำไม Coast To Coast ถึงได้เป็นหนึ่งในอัลบั้มที่เข้าขั้นปรากฏการณ์ในปี2000

 เนื่องจากเพลงในอัลบั้มมีมากมายเหลือเกินจึงขอเขียนถึงเฉพาะเพลงที่ชอบจริงๆและเพลงที่มีลูกเล่นน่าสนใจเหมาะแก่การรีวิว แค่เปิดอัลบั้มมากับ My Love (5/5) ที่ทำเอาเราหวนนึกถึงวันวานเมื่อสิบกว่าปีก่อนตั้งแต่เมโลดี้ขึ้นต้นมาเมื่อก่อนเคยก่นด่าว่ารำคาญเพลงนี้เปิดกันจังเปิดอยู่ได้แต่พอมาฟังตอนเขียนวิจารณ์เอาสิบกว่าปีให้หลังนี่อายตัวเองที่แค่เพลงเดียวกดออโต้รีเพลย์นั่งฟังวนไปวนมากว่ายี่สิบรอบ มาถึงขั้นนี้คงปฏิเสธไม่ได้ถึงความไพเราะ ทรงพลังและความเป็นงานพ็อพบัลลาดที่องค์ประกอบครบถ้วนสมบูรณ์แบบจนต้องยกให้เป็นหนึ่งในตำนานของเพลงพ็อพแห่งยุคมิลเลเนียม ขึ้นหิ้งเพลงคลาสสิคของโลกไปแบบไร้ข้อกังขา (เชอะ!) Against All Odds ft. Mariah Carey (4/5) งานพ็อพบัลลาดพรมเพียโนงามระยับพลิ้วไสวที่ไปเกี่ยวก้อยเอาแม่มาลัย "มารายห์ แครี่ย์" ที่ดิฉันรักใคร่กราบไหว้บูชามาร่วมโหยเสียงโชว์ลูกคอเพราะๆและพลังปอดพอท้วมๆในเพลงส่วนตัวชอบพาร์ทที่แม่มาลัยเธอโซโล่ช่วงคอรัสแล้วพวก5อวบเธอประสานเสียงฮู้ๆฮ้าๆเชิงกอสเพลเป็นแบ็คกราวนด์ฟาดฟันกับเครื่องสายออเครสตร้าสุดอลังการนั่นแล จำไม่ผิดเพลงนี้มีรวมอยู่ในอัลบั้ม Rainbow ของนางมาลัยด้วยนี่!!! ใช่มั้ยคะ? What Makes A Man (3.5/5) งานบัลลาดสูตรสำเร็จที่จะว่าไปก็งั้นๆฟังได้เพลินๆเพราะมั้ย? ก็โอเคนะแต่พอมาเจอการประสานเสียงแบบอะแค็พเพลล่าช่วงคอรัสนี่ทำเอาตื่นเลย จะแพ้ก็แค่ Boyz II Men ละมั้งพ่อคู๊ณณณ  I Lay My Love On You (4.5/5) งานทีนพ็อพใสๆที่ไพเราะติดหูตั้งแต่รอบแรกวินาทีแรกที่ฟังส่วนตัวชอบนะคะถึงแม้ว่าจะสลัดตัวเองออกมาไม่พ้นเงาของพวกลุงๆBSBก็เถิด ไม่ได้หาว่าก็อปนะแต่แนวๆนี้Backstreet's Boysเขาทำมาจนเป็นเครื่องหมายการค้าไปละ Angel's Wings (4.5/5) เนื้อเสียงแน่นๆทรงพลังดวลกับเครื่องสายช่วงขึ้นต้นทำให้นึกถึงบัลลาดโชว์พลังเสียงแนวมิวสิคคัลมาตะหงิดๆซึ่งการเรียบเรียงก็มาสายนั้นเลยนะคะอดัลท์คอนเทมโพรารี่ย์ ออเครสตร้า อะแค็พเพลล่าและกลายร่างเป็นกอสเพลในช่วงจบ นับว่าเป็นงานบัลลาดสูตรสำเร็จที่เนื้องานงามระยับเหนือสูตรสำเร็จดาดดื่นทั่วไปหลายช่วงตัว ฟังแล้วขนลุก เอาล่ะถึงเวลาที่จะเลือกสักเพลงปิดรีวิวส่วนตัวขอเลือก Fragile Heart (3.5/5) ที่โดดเด่นด้วยการเรียบเรียงดนตรีที่แตกต่างออกไปตั้งแต่โพรแกรมมิ่งช่วงอินโทรไปหาบีทกีต้าร์อคูสติคก่อนจะพรมเครื่องสายและประโคมสูตรสำเร็จของดนตรีแบบ Westlife ลงไปหลังจากนั้นดนตรีไพเราะอื้ออึงและการประสานเสียงอลังการชวนขนลุกสมใจค่ะ


ก็นับว่าเปรียบเสมือนถูกหวยไปที่เลือกลัดรีเควสต์นี้ขึ้นมาเขียนก่อน จะว่าไปบางทีบางอัลบั้มสำหรับบางคนอาจจะต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ยิ่งช่วงเวลาที่ดนตรีพ็อพรอบตัวมีแต่อิเล็คโทรนิคจืดชืดกับสูตรสำเร็จซ้ำซากซินธิ์ปลอมๆ ออโต้จูนเสร่อๆและเอะอะไรก็จะดั๊บสเต็ปฟังแล้วมึนเวียนอ้วกแทบจะพุ่ง การกลับไปล้างหูด้วยดนตรีพ็อพหวานๆเมโลดี้สวยๆเสียงร้องสดๆเพราะๆกระจ่างใจใน Coast To Coast นี่นับว่าเป็นหนทางที่ดีที่สุดประดุจดวงตาเล็งเห็นแสงแห่งธรรม ต่อไปนี้จะไม่ว่าพวกตัวซ้ำซากแล้วจ้า/อนึ่ง....หวังว่าดนตรีในอีก10ปีข้างหน้าจะไม่มีอะไรที่แย่กว่าดนตรีในวันนี้


วันจันทร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

2PM : Grown



2PM : Grown : K-Pop/Ballad/R&B (75% = 3.5/5)

ก่อนหน้านี้เชื่อว่าผู้อ่านที่ติดตามกันมานานคงจะรู้ว่าดิฉันไม่ชอบเพลงเกาหลีขนาดหนักถึงขั้นที่เรียกได้ว่า "แอนตี้เคพ็อพ" ย่อมๆได้เลยทีเดียว เชื่อว่าคนอ่านหลายคนคงงงถ้าจะบอกว่าเอาจริงๆแล้วเพิ่งมาฟังเพลงเกาหลีได้น่าจะไม่ถึงสองปีดีด้วยซ้ำทั้งๆที่ช่วงหลังๆเขียนวิจารณ์งานของศิลปินเกาหลีเสียทะลักทลายชนิดเปรียบเสมือนญาติสนิทมิตรสหาย ซึ่งความดีความชอบทั้งหมดทั้งมวลก็ต้องยกให้กับ "2PM" ที่เป็นศิลปินเคพ็อพวงแรกจริงๆที่ทำให้ดิฉันเปิดใจอยากจะลองสัมผัสเพลงเกาหลีดูจนกลายเป็นความรักความชอบชนิดคลั่งไคล้ฝังหัวมาจวบจนทุกวันนี้ เรียกได้ว่าจุดเริ่มต้นในการเป็นสาวกเคพ็อพของบ.ก.นิตยสาร Hysteria เริ่มต้นที่ความเป็น Hottest ก็คงไม่ผิด

หมายมั่นปั้นมือรอการคัมแบ็คของพวกเขาช่วงปลายปีที่แล้วมาทั้งปีแต่มีอันต้องประสบกับโรคเลื่อนมาเป็นพฤษภาคม 2013นี้แทนกับGrownสตูดิโออัลบั้มชุดที่สามของทั้ง6หนุ่ม - - แทคยอน,นิชคุณ,จุนโฮ,ชานซอง,จุนซูและอูยอง(แก้มยุ้ยที่ดิฉันเรียกว่า "จั้มโบ๊ะ" เมนดิฉันเอง) - - ที่ในที่สุดวันนี้เหล่าHottestทั่วสารทิศในพื้นพิภพก็ได้สดับรับฟังให้หายคิดถึงกันเสียที ซึ่งก็คงต้องขอเรียนตามตรงว่าอัลบั้มชุดนี้และการกลับมาของ2PMคือหนึ่งในสิ่งที่ส่วนตัวดิฉันเองจับตามองและรอคอยมากที่สุดของแวดวงดนตรีเคพ็อพในปี2013เลยทีเดียว

ภาพรวมในเรื่องของการนำเสนอภาคดนตรีและการเรียบเรียงใน "Grown" นับว่าเป็นไปตามคอนเส็ปท์สมชื่ออัลบั้มนั่นคือ "โตขึ้น" จากก่อนหน้านี้ที่พวกเราได้สัมผัส2PMที่ทำเพลงเต้นรำสนุกสนานได้บ้าระห่ำแหวกแนวมีสีสันแต่ในชุดนี้เหล่าHottestจะได้สัมผัสกับอีกด้านหนึ่งของพวกเขาที่นุ่มละมุน สุขุมและนิ่งขึ้นสมกับพัฒนาการของวุฒิภาวะที่เจริญเติบโตขึ้นจากการสะสมประสบการณ์ก้าวผ่านหลายสิ่งหลายอย่างในวงการจนหลอมพวกเขาขึ้นเป็น2PMในรูปแบบใหม่ เชื่อว่าหลายคนที่คาดหวังว่าจะได้ยินเพลงเต้นรำๆสนุกๆกระโดดกระดิ้นตีลังกาจากพวกเขาแบบที่เคยได้ยินได้ฟังในงานชุดแรกคงจะผิดหวังเพราะภาพรวมของอัลบั้ม Grown นี้ออกไปในทางงาน "พ็อพอาร์แอนด์บี" ที่เน้นบัลลาดและมิดเทมโพนุ่มเนิบเป็นหลักมีตั้งแต่งานโอลด์สคูลแบบเจือกลิ่นอายโซลย้อนยุค คอนเทมโพรารี่ย์อาร์แอนด์บีไปยันงานอาร์แอนด์บีร่วมสมัยและอาร์แอนด์บีตามธรรมเนียมแวดวงเคพ็อพซึ่งถามว่าโตขึ้นมั้ย?ก็คงต้องตอบว่าเป็นด้านที่โตขึ้นในการนำเสนอทั้งพัฒนาการในเรื่องของการประสานเสียงตลอดจนการเรียบเรียงผลงานออกมาได้อย่างมีเอกภาพแต่ในเรื่องของพัฒนาการทางชั้นเชิงดนตรีนี่ส่วนตัวไม่ขอตัดสินเพราะเรื่องแบบนี้มันแล้วแต่ความชอบ ส่วนตัวถามว่า "ชอบอัลบั้มนี้มั้ย?" ก็ต้องตอบว่า "เฉยๆ" Grownก็เป็นอัลบั้มเพราะๆที่ฟังได้เพลิดเพลินดีแต่ "งานที่เพราะก็อาจจะไม่ใช่งานที่ดีเสมอไป" ด้วยความที่ส่วนตัวพวกเขาเคยมีสีสัน หีบห่อและวิสัยทัศน์มากกว่านี้ตลอดจน "มีความน่าสนใจ" มากกว่านี้ในสายตาเราแต่พอมาเจองานนิ่งๆเนิบๆแบบนี้ก็ต้องยอมรับว่า "ช็อค" ไปเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าผิดหวังนะคะหากแต่มันไม่ได้เป็นไปอย่างที่หวังต่างหาก ยอมรับว่าความรู้สึกแรกหลังจากฟังอัลบั้มชุดนี้จบคือ "ดร็อป" เหมือนกับหลายกระแสที่ฟังงานของพวกเขาแล้วมีความเห็นว่าง่อยเงือกน่าเบื่อชวนหลับแต่พอมาเปิดใจฟังดีๆแล้วได้เห็นอะไรสวยงามหลายอย่างใน Grown มากมายทีเดียวคือไม่ได้เข้าข้างนะแต่ถึงงานจะออกมานิ่งจนน่าตกใจแต่ใช่ว่าจะออกมาระทดระทวยราบระนาบเป็นหน้าเดียวคือถ้าฟังแล้วให้เวลาในการตัดสินแยกแยะก็จะเห็นว่าหนุ่มได้ยัดลูกเล่นและมิติในตัวเพลงที่น่าสนใจมาค่อนข้างหลากหลายทีเดียวเป็นความเก๋ที่จะต้องใช้เวลาซึมซับและทำมาเพื่อคนรักกันจริงโดยแท้ ต้องอาศัยรอบการฟังมากกว่า4-5รอบขึ้นไปถึงจะซึมลึก - - ติดแต่ว่าถ้าคิดโดยผิวเผินมันดูเมนทสตรีมเหมือนกำลังนั่งฟังงานของพวกดงบังชินกิในยุคแรกๆยังไงอย่างงั้น ขนาดแฟนจ๋ายังจะหลับพริ้มแล้วคนอื่นนี่10จะผ่านกันถึง3มั้ยออนนี่ยังสงสัยเลยตัว

เพลงน่าสนใจส่วนตัวก็ขอพูดถึงสองเพลงเปิดอัลบั้มที่มีวิดีโอโปรโมตก่อนอย่าง Comeback When You Hear This Song (3/5) นับว่าตั้งชื่อมาแบบภูมิใจนำเสนอว่าพวกบ่ายสองทำมาเพื่อสื่อสารกับHottestโดยแท้ แม้หลายกระแสจะวิจารณ์มาว่าค่อนข้าง"แป๊ก"หรือ"ง่อย"แต่ส่วนตัวกลับชอบในการนำเสนอที่นิ่งและสุขุมขึ้นของพวกเขานะเสียแต่ที่ก่อนหน้านี้พวกเขาเคยมีสีสัน บ้าระห่ำและมีความเป็นเทรนด์เซ็ตเตอร์ทางดนตรีมากกว่านี้พอมาได้ยินเพลงเมนทสตรีมจ๋าแบบเทรนด์เคพ็อพล่าสุดที่เป็นซาวนด์อิเล็คโทรพ็อพเต้นรำอืดๆผสานอาร์แอนด์บี ฮิพฮอพและยูโรบีทพอเท่ห์ๆก็เลยกลายเป็นอาจจะแลดูด้อยที่สุดเมื่อเทียบกับบรรดาซิงเกิ้ลเปิดตัวทุกเพลง อีกเพลง A.D.T.O.Y (3.5/5) อันนี้เป็นพ็อพอาร์แอนด์บีซาวนด์มืดๆติดอาร์แอนด์บีทฮิพฮอพพวกเพลงเครือญาติสูตรสำเร็จเดียวกับ Heartbeat ก็ยังน่าสนใจอยู่นะเมื่อเทียบกับภาพรวมในอัลบั้ม

I'm sorry (3.5/5) งานสไตล์มิดเทมโพคอนเทมโพรารี่ย์อาร์แอนด์บีผสานโซลหอมกรุ่นรุ่มรวยตบตามด้วยอารมณ์ชิลล์แจ๊ซซ์หวานๆดูกรีดกรายแบบงานอาร์แอนด์บีสายแจ๊ซซ์เล้าจ์นซึ่งก็เพราะดีแต่สำเนียงในช่วงพรีคอรัสมันดูเหือดแห้งโรยแรงเหมือนคนใกล้ตายยังไงก็ไม่รู้สิคะจากเพลงที่น่าจะเก๋กลายเป็นฮาแต่โดยรวมรอดนะโดยเฉพาะท่อนแร็พเท่ห์ๆกับอิมโพรไวซ์เด็ดๆช่วงท้าย เพลงที่4เป็นภาษาเกาหลีอ่านไม่ออกแต่ถูกจริตถูกใจดิฉันมากๆด้วยงานอาร์แอนด์บีตามแบบฉบับวัฒนธรรมเคพ็อพที่หยอดเครื่องเป่าโซลสวยๆให้อารมณ์โอลด์สคูลย้อนยุคแบบโมทาวน์60s'หรูหราแกลมด้วยท่อรเบรคฮิพฮอพร่วมสมัยเท่ห์ๆไปอีกแบบ ฟังไปฟังมาให้5เต็มไปเลยชอบ Dangerous (4.5/5)งานโอลด์สคูลพ็อพอาร์แอนด์บีผสานโซลหวานๆตบด้วยกลิ่นอายฟั้งค์กี้ย์กิสโก้แบบ70s'เบาๆแถมด้วยท่อนแร็พสวยๆ เอ๊ะ!!! นี่พยายามจะทำนิวแจ็คสวิงกันรึเปล่าคะเนี่ย? ฟังแล้วนึกถึงเพลงของพวกไมเคิล แจ็คสันไม่ก็ศิลปินอาร์แอนด์บีสมัย90s'จัง  เพลงที่7นี่เฉยๆนะเป็นงานพ็อพอาร์แอนด์บีบัลลาดสูตรสำเร็จตามตลาดเคพ็อพทั่วไปแต่เพราะและติดหูสุดๆแถมเมโลดี้ดนตรีก็สวยดรามาติคมากๆขอให้คะแนน3.5/5เลยคำว่าเสมอตัวมาหนึ่งช่วงตัว เชื่อว่าแฟนๆน่าจะชอบกันแหละ มาที่ Game Over (4/5) หม่นมากเพลงนี้แค่ออเครสตร้าช่วงเปิดตัวก็สัมผัสได้แล้วว่าไม่ธรรมดาตัวเพลงเป็นซิมโฟนิคร็อคประสานงากับฮิพฮอพดิบดุจนจะข้ามขั้นไปเป็นฮาร์ดคอร์แร็พได้อยู่รอมร่อ ดูโต่ง ทดลองและโหดที่สุดในอัลบั้มนี้จนหลุดภาพรวมไปนิดชอบท่อนล้อเลียนดั๊บสเต็ปเบรคและกีต้าร์80s'เชยลากนั่นจัง Coming Down (3.5/5) ชอบตรงการหยอดกลิ่นอายของสแตนดาร์ดแจ๊ซซ์กับโซลฟูลอาร์แอนด์บีแบบไควเอทสตอร์มเข้าไปได้คลาสสิคสุนทรียดีแรกๆมาแบบเนือยๆเนิบฟังไปฟังมาขอเพิ่มคะแนนให้.5กับส่วนผสมที่เก๋ไก๋ลงตัวและ Love Song (4.5/5) งานบัลลาดพ็อพโซลอาร์แอนด์บีเพราะๆชอบชั้นเชิงการผสานเสียงแบบอะแค็พเพลล่ากึ่งกอสเพลในเพลงมากๆ มีคลาสสุดๆ

จะว่าไปก็เพิ่งมาบรรลุเอาว่าเป็นอัลบั้มที่นำเสนอดนตรีที่สดและสุนทรียเปี่ยมจิตวิญญาณสวนทางกับกระแสเคพ็อพยุคนี้โดยสิ้นเชิงที่เอะอะอะไรก็จะดั๊บเอะอะอะไรก็จะออโต้จูนกันโดยสิ้นเชิง ไม่รู้คิดไปเองรีเปล่านะคะแต่ส่วนตัวนับว่าไปๆมาๆเริ่มเป็นงานที่เข้าทางดิฉันแล้วทั่วทั้งวงการมีแต่อิเล็คโทรนิคเกลื่อนๆมาฟังหนุ่มๆบ่ายสองสุดที่รักทำงานดนตรีแบบนี้แล้วมันชวนให้มีชีวิตชีวากว่าเยอะจริงๆนะ ว่าแล้วขอเพิ่มเปอร์เซนต์ให้เป็น75%เจ้าค่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

Atoms for Peace : Amok



Atoms for Peace : Amok : Electronica/Experimental Rock/Alternative Rock (95% = 5/5)

หลังจากแปะภาพไว้ว่าจะเขียนวิจารณ์เสียดิบดีตัวดิฉันเองก็หนีไปเอ้อระเหยเล่นเกมส์ทำโน่นทำนี่เป็นร่วมสัปดาห์กว่าจะมา(อ้าว!!!)ได้ฤกษ์ฉุกคิดได้ว่าเรามีสัญญากับแฟนเพจว่าจะเขียนวิจารณ์ถึงหนึ่งในอัลบั้มที่ชอบที่สุดของปี2013อย่า่ง Amok ของ Atoms For Peace นี่หว่า - - ที่สำคัญงานเขาวางขายมาตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์เพิ่งจะมามีอารมณ์เขียนวิเคราะห์วิจารณ์เอาอีตอนเดือนพฤษภาคมนี่ก็ว่าช้าจะแย่แล้วนี่ยังไม่วายมีอารมณ์ชมนกชมไม้ตั้งคอลัมน์แล้วก็เลื่อนออกไปอีก หึหึหึ

เชื่อว่าแฟนคลับชนิดเดนตายที่ตามหอบหิ้ววง Radiohead มานานก็คงไม่พลาดที่จะให้การสนับสนุน Atoms For Peace ชนิดอุ่นหนาฝาคั่งเนื่องด้วยหัวหอกของโปรเจ็คไม่ใช่ใครที่ไหนคะ คุณ"ธอม ยอร์ค"นักร้องนำของทางวงตามติดมาด้วยโปรดิวซ์เซอร์คู่บุญอย่าง "ไนเจล ก็อดริช" ที่ก็นับว่าเป็นอาวุธลับของRadioheadปลุกปั้นดนตรีอิเล็คโทรนิคจิตหลุดเจ๋งๆให้พวกเราได้ฟังกันมายาวนานทีเดียว นอกจากนี้แล้วหันมาพิจารณาผู้ร่วมงานท่านอื่นๆก็ต้องบอกว่าAtoms For Peaceนี่ไม่ใช่ไก่กานะคะเพราะพ่วงมาด้วยนักดนตรีดีกรีระดับพระกาฬทั้งนั้น มือเบสส์จาก Red Hot Chili Peppers(Flea),มือกลองของ BeckและวงR.E.M.( Joey Waronker)ตลอดจนสมาชิกจาก Forro In The Dark ( Mauro Refosco ) ที่มาทำหน้าที่เล่นเพอร์คัสชั่นให้ อ่านชื่อแต่ละท่านแล้วก็ถึงกับขนหัวลุกกันเลยทีเดียว

 ในเรื่องของภาคดนตรีเดากันไม่ยากเพราะถึงขนาดที่ออกตัวแรงซะขนาดนี้ว่าป๋า"ธอม ยอร์ค"เป็นพ่องานและมีท่าน"ไนเจล ก็อดริช"มาขึ้นแท่นกุมบังเหียน ตัวเพลงมันก็คงจะไม่หนีไปจาก"เพลงแบบRadiohead"เสียเท่าไรซึ่งก็ออกมาจริงเสียยิ่งกว่าคาดเดาเพราะในอัลบั้ม Amok ชุดนี้อัดแน่นไปด้วยดนตรีอิเล็คโทรนิคขมุกขมัวหนาวเหน็บเย็นยะเยือกหลอนลอยละล่องที่สะท้อนถึงสภาวะความแปรปรวนซับซับภายในใจมนุษย์ตลอดจนสภาพแวดล้อมภายนอกที่วิปริตวิปลาสได้อย่างดี บางเพลงยังจับเอาความเป็นร็อคเข้ามาประดังกับซาวนด์ทดลองต่างๆนานาจนถือกำเนิดงานแบบ "เอ๊กซ์เพอริเมนทัลร็อค" ป่วงๆล้ำๆชวนระทึกขวัญตามสไตล์ของสองคู่หูที่ดิฉันเรียกแบบคู่จิ้นเกาหลีว่า "ธอมริช" อย่างที่แฟนๆคุ้นเคย - - แล้วที่เราคุ้นเคยกันมาร่วม20กว่าปีได้ตั้งแต่มีRadioheadเคยผิดหวังกับพวกเขากันมั้ยล่ะ?

จะว่าไปเท่าที่อ่านวิจารณ์ของสำนักนอกดูส่วนมากแล้วพวกนักวิจารณ์เขาจะหยิบงานชุดนี้ไปเปรียบเทียบกับ "Eraser" โซโล่อัลบั้มชุดแรกของป๋าธอมโดยนิยามว่าเป็นภาคที่มีความหนักแน่นทางดนตรีและมีสีสันมากกว่าตลอดจนเจือความเป็นRadioheadใน The King Of Limbsไว้พอสังเขป ส่วนตัวเท่าที่ฟังภาพรวมแล้วก็เห็นด้วยนะคะเพราะใน Amok นี่ดูเหมือนจะเป็นการต่อยอดอิทธิพลจาก Eraser อย่างเห็นได้ชัดซึ่งพัฒนาลูกเล่นต่างๆไปสู่ภาคดนตรีอิเล็คโทรนิคที่หนักแน่นกว่า ซับซ้อนและโต่งกว่าเป็นเท่าตัวส่วนตัวดิฉันว่าฟังยากกว่านะ อย่างไรก็ตามส่วนตัวถ้าให้มองความเป็น Radiohead ในงานชุดนี้ส่วนตัวไม่ได้คิดถึง The King Of Limbs เลย อาทิใน Before Your Very Eyes (4.5/5) เพลงเปิดอัลบั้มนี่เป็นการผสานเอากีต้าร์ร็อคสไตล์อัลเทอเนทีฟเท่ห์ๆชนกับดนตรีอิเล็คโทรนิคและสารพัดซาวนด์ทดลองต่างๆทั้งโพรแกรมมิ่ ซินธิ์ตามธรรมเนียมเอ็กซ์เพอริเมนทัลที่ทำเอานึกไปถึงงาน "อาร์ทร็อค" เท่ห์ๆในอัลบั้ม In Rainbow มากกว่า งานสไตล์อวองการ์ตที่เป็นศิลปะAbstractจัดๆยากที่จะจับต้องน่ะค่ะ เคมีแรงมากๆฟังแล้วอยากจะไปหยิบอัลบั้มเก่าๆของRadioheadตั้งแต่สมัย Kid A ย้อนกลับมาฟัง

 แค่บีทอิเล็คโทรนิคหลอนๆดูลึกลับใน Default(4.5/5) ขึ้นต้นมาก็ทำเอาดิฉันใจเต้นระส่ำเพราะส่วนตัวสัมผัสได้ว่าต้องเป็นเพลงที่ไม่ธรรมดาซึ่งก็จริงแม้จะเป็นงานอิเล็คโทรนิคหลอนๆเย็นยะเยือกบาดขั้วหัวใจตามสูตรที่ Radiohead ชอบทำแต่ก็นับว่าทำออกกมาได้มีเสน่ห์ถูกอกถูกใจทุกครั้ง ฟังแล้วอินมากๆถึงขั้นหลุดลอยไปเลย เร่งจังหวะขึ้นมาหน่อยกับซินธิ์ตึ๊บๆที่ทำให้โครงสร้างเพลงแลดูซับซ้อนขึ้นเป็นเท่าตัวใน Dropped (4.5/5) งานเชิงเอ็กซ์เพอริเมนทัลสไตล์EraserประสานRadioheadอันสุดแสนงามระยับฟังแล้วหายใจหายคอไม่ทัน มาที่ Stuck Together(5/5) ใครอาจจะหาว่ามาแบบสยองหูระทึกขวัญแต่ส่วนตัวเป็นเพลงที่น่ารักมากๆค่ะสำหรับดิฉันกับงานเอ็กซ์เพอริเมนทัลร็อคหลอนๆที่จับเอาทั้งอิเล็คโทรนิค ซินธิ์ ทริพฮอพและอัลเทอเนทีฟร็อคเท่ห์ๆมาสอดประสานกันได้อย่างลงตัว เท่ห์มากๆชอบเกือบจะที่สุดในอัลบั้มนี้แล้ว  กีต้าร์สวยๆกับซาวนด์หลอนๆใน Judge Jury And Excecutioner (4.5/5) ที่คนอื่นฟังอาจจะหาว่าวิปริตหรือหลุดโลกแต่กับเรานี่คือหนึ่งในแทร็คที่เป็นนิยามของความสวยงามใน Amok ชนิดที่เหนือจะพรรณนา เช่นเดียวกับใน Reverse Running (5/5) แทร็คถัดมาที่ดำเนินเรื่องบนความเรียบง่ายของกีต้าร์เท่ห์ๆกับอิเล็คโทรนิคแต่พลังที่เข้มข้นมหาศาลของผลลัพธ์สะกดเราให้นิ่งอยู่กับที่ชนิดลุกหนีไปไหนไม่รอดจริงๆ ชอบบรรยากาศในเพลงนี้มากๆมันจับต้องยาก ฟังยาก เข้าถึงยากแต่มีอยู่จริงนะลองมองรอบตัวเราสิ! ปิดท้ายอัลบั้มด้วยไทเทิ่ลแทร็ค Amok (4/5) นี่ก็หลอนหัวชนิดทำเอาเราหลุดลอยออกไปในอวกาศ

 ฟังจบด้วยอาการ เอ๋อๆเบลอๆมึนๆ "เปล่า!!!" ไม่ใช่ว่าเพลงไม่ดีแต่มันดีเสียจนเป็นงานที่แทบจะไม่น่าถือกำเนิดมาบนโลกนี้ใบนี้สำหรับดิฉันคือฟังแล้วเหมือนกับเราถูกดูดไปอยู่ในมิติอื่นจักรวาลอื่นที่ความหนาบเหน็บเย็นยะเยือกล่องลอยอ้างว้างเข้าขั้นอำมหิตนี้คือความสวยงามอย่างถึงขีดสุด จะว่าไปทุกงานของ Radiohead ตั้งแต่ Kid A ก็แบบนี้ทั้งนั้นแต่ใช่ว่าจะสักแต่ฟังยากฟังไม่รู้เรื่องเสียเมื่อไรของเขาฟังยากจริงแต่ถ้าเปิดใจแล้วคุณจะสามารถสัมผัสได้ถึงพลังอันเข้มข้นและมนณ์เสน่ห์อันเหลือร้ายของอัจฉริยภาพทางดนณีของพวกเขาโดยแท้

วันพฤหัสบดีที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

Putumayo : Vintage France



Putumayo : Vintage France : Chanson/Jazz (98% = 5/5)

จำได้ว่าอัลบั้มจากค่าย Putumayo - - ค่ายเพลงเวิลด์มิวสิคที่น่ารักน่าฟังที่สุดของโลก - - ชุดแรกที่ดิฉันเขียนวิจารณ์คือซีรี่ยส์ "Paris" ซึ่งนี่อีกไม่กี่เดือนก็น่าจะครบรอบสองปี(หรือ3จำไม่ได้ละ?!!!)ที่ครบรอบการเขียนรีวิวอัลบั้มชิ้นแรกให้กับ Putumayo ว่าแล้วก็ขอเฉลิมฉลองการครบรอบล่วงหน้าด้วยการวนกลับมาเขียนถึงงานดนตรีของวัฒนธรรมฝรั่งเศสอีกครั้งกับซีรี่ยส์ "Vintage France" ซีรี่ยส์ชุดแรกประจำปี2013จากทางPutumayoที่เพิ่งวางขายไปเมื่อกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา (ช่างประจวบเหมาะดีแท้)

หนึ่งในสิ่งที่ชอบ ไม่สิ! ต้องใช้คำว่า"รัก"ในการนำเสนอของทางPutumayoคือการสะท้อนคอนเส็ปท์ของตัวงานถ่ายทอดผ่าน "อาร์ทเวิร์ค" ได้น่ารักมากๆเฉกเช่นในซีรี่ยส์ "Vintage Jazz" ที่ก็สามารถบอกเล่าถึงเจตนารมย์ที่จะดึงผู้ฟังกลับไปดื่มด่ำกับอารยธรรมดนตรีของดินแดนฝรั่งเศสในยุคคลาสสิคอันมี "Chanson" ที่เป็นภาคดนตรีประจำถิ่นโดดเด่นสุกสกาวส่งกลิ่นอายหอมหวนเคียงคู่กับวินเทจแจ๊ซซ์แบบฝรั่งเศสจ๋าในช่วงเวลานั้น เทียบกับภาคดนตรีในซีรี่ยส์ "Paris" ที่เคยเขียนวิจารณ์ไปส่วนตัวเห็นว่าแตกต่างกันในเรื่องของ "ช่วงเวลาของภาคดนตรี" โดยที่ Paris สำหรับดิฉันค่อนข้างจะผสานออกมาในรูปแบบที่ร่วมสมัยมากกว่าทั้งในแง่ของความเป็นงานดนตรีในรูปแบบของงานดนตรีที่เล่นกันตามคาเฟ่หรือในร้านอาหารของฝรั่งเศสที่พบเห็นได้แพร่หลายในปัจจุบันตลอดจนความเป็น Chanson ช่วงสมัย60s'อันเป็นช่วงเวลาที่ดนตรีแขนงนี้เข้าสู่ความเป็นเมนทสตรีมเป็นที่เรียบร้อย - - แบบที่คออินดี้พ็อพทั้งหลายเรียกเหมาว่า "เฟรนซ์พ็อพ" น่ะ - - ในขณะที่ Vintage France สำหรับดิฉันนี่ดูจะได้แรงบันดาลใจมาจากงาน Chanson สมัยเพิ่งบุกเบิกช่วงกลางยุค1900s'มากกว่าแต่ภาพรวมค่อนข้างไปผสานกับงานในยุควินเทจอย่างสวิง คาบาเร่ต์หรือสแตนดาร์ดแจ๊ซซ์จนภาพรวมออกมาเป็นงานที่ครึ่งหนึ่งเน้นหนักไปทางเฟรนซ์แจ๊ซซ์สมัย40s'-50s' ในส่วนที่เหลือก็เป็นChansonตลอดจนงานคอนเทมโพรารี่ย์ร่วมสมัยที่ใส่กลิ่นอายของความเป็นเรโทรหรือวินเทจเข้าไปควบคุมทิศทางมิให้หลุดคอนเส็ปท์ นับว่าภาพรวมนำเสนอออกมาได้อย่างมีเอกภาพมากๆ

นิยามของรากฐานเพลงChansonตามธรรมเนียมฝรั่งเศสแท้ๆถูกขับขานออกมาได้อย่างหอมหวานใน La Valse Brune (5/5) โดยตำนานของบ้านเขาอย่าง Juliette Greco ที่มาดามท่านก็สามารถเนรมิตบรรยากาศของวัฒนธรรมฝรั่งเศสยุคคลาสสิคมาสะท้อนภาพรวมของคอนเส็ปท์ "Vintage France" ออกมาได้อย่างครบถ้วน ตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้ฟังก็ตกหลุมรักเลยคลาสสิคมากๆ สำหรับคนที่ชอบงานสแตนดาร์ดแจ๊ซซ์เพราะๆเชื่อว่าน่าจะถูกใจ La Javanaise (4.5/5) ผลงานของ Serge Gainsbourg ที่ถูกนำกลับมาคัฟเว่อร์อีกครั้งโดย Madeleine Payroux ที่ก็นับว่าเป็นศิลปินแจ๊ซซ์ที่ค่อนข้างเป็นที่จับตาในหมู่ผู้ฟังแจ๊ซซ์ยุคนี้ทีเดียว (บ้างก็ว่า "บิลลี่ ฮอลิเดย์" กลับชาติมาเกิด 555 จริงเหรอ?) ส่วนตัวไม่เคยฟังต้นฉบับแต่เวอร์ชั่นของสาวMadeleineนี่เป็นงานเฟรนซ์แจ๊ซซ์เย็นๆที่ยืนพื้นระหว่างการผสานสแตนดาร์ดเพียโนแจ๊ซซ์และเครื่องสายChansonของฝรั่งเศสเข้าด้วยกันอย่างลงตัว สุนทรียมากๆ มาที่แทร็คก่อนหน้าอย่าง J'attendrai (4/5) ที่ได้ศิลปินสแปนนิชอย่าง Asier Etxeandia มาขับขานก็เป็นอีกหนึ่งงานเฟรนซ์แจ๊ซซ์เพราะๆฟังเคลิ้มๆฝันๆผ่อนคลายสบายใจสุดๆ

สลับมาฟังงานคอนเทมโพรารี่ย์ร่วมสมัยใน Souls le Ciel de Paris (4.5/5) จาก Francesca Blanchard เป็นงานChansonในเชิงเฟรนซ์พ็อพแบบชิลล์แจ๊ซซ์เหงาๆหรูหรากรีดกรายแกลมเล้าจ์นหม่นๆ เสียงนักร้องเศร้าสลดโหยหวนกรีดใจมากๆฟังแล้วเล่นเอาหงอยไปเลย มาที่ Les Parapluies de Cherbourg (4.5/5) โดย Martijin Luttmer โดดเด่นบนฮาร์โมนิก้าและท่วงทำนองเก๋ไก๋แปลกหูแบบดัตซ์แจ๊ซซ์จากฟากเนเธอร์แลนด์นับว่าน่าสนใจไปอีกแบบ Nany (5/5) ผลงานของ Norbert Slama Trio ที่จะหวนพาคุณกลับคืนสู่บรรยากาศของงานยิปซีแจ๊ซซ์แบบฝรั่งเศสช่วงยุค 40s' นับเป็นอีกแทร็คที่ไม่ควรพลาด แทร็คที่ชอบมากที่สุดในอัลบั้มนี้พอๆกับเพลงเปิดอัลบั้มขอยกให้แก่ Les Baleines Bleues (5/5) กับงานเฟรนซ์แจ๊ซซ์ที่เมโลดี้งดงามหมดจดแต้มกลิ่นอายบลูส์หอมๆและการอิมโพรไวซ์ในเพลงที่ทรงเสน่ห์สุดๆ เป็นเพลงที่ทรงพลัง สมบูรณ์แบบและมีพลังดึงดูดแทบจะที่สุดแล้วในอัลบั้มนี้สำหรับดิฉัน ปิดท้ายด้วยงานสวิงสวยๆกรีดกรายใน Cloviswing (5/5) โดย Jean Claude Laudat อีกหนึ่งของความมีคลาสในอัลบั้มชุดนี้ที่ไม่ควรพลาด


นับว่าเป็นอีกหนึ่งอัลบั้มที่เป็นตัวเลือกอันดีสำหรับผู้ที่อยากจะจรลีหลีกหนีดนตรีเมนทสตรีมจืดชืดซ้ำซากน่าเบื่อหน่ายในยุค2013สู่จิตวิญญาณของความสุนทรียแห่งอารยธรรมดนตรีฝรั่งเศสที่ไพเราะจับใจนับว่าหรูหราพอๆกับบรรยากาศรื่นเริงและมีเอกลักษณ์ของานดนตรีฝรั่งเศสแท้ๆพอๆกับภาพของ "หอไอเฟล" สัญลักษณ์ของประเทศฝรั่งเศสที่ตั้งตระหง่านสุกสกาวอยู่บนหน้าปกนั่นแล เพียงแค่หลับตาผ่อนคลายและหามุมสบายๆในห้อง - - หรือจะในรถ ในที่ทำงานหรือไอพอดส่วนตัวพกไปทุกที่ก็แล้วแต่ศรัทธา - - แล้วลองเปิด "Vintage France" เชื่อเถอะว่าความสวยงามคลาสสิคของดนตรีดีๆในอัลบั้มนี้จะมอบอีกหนึ่งความสุขในแบบที่คุณไม่เคยคาดถึงได้จริงๆ...ไม่เชื่อต้องลอง!!!

วันพุธที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

Putumayo : Samba Bossa Nova


Putumayo : Samba Bossa Nova : Bossa Nova/Samba/Afro-Brazilian Music (100% = 5/5)

สำหรับเดือนมีนาคมและเมษายนอันเป็นสองเดือนอภิมหาร้อนระอุโลกันตร์ชนิดที่เชื่อว่าเราๆท่านๆชาวสยามประเทศต่างสุกเกรียมไปตามๆกัน - - แม้แต่แอร์ก็เอาไม่อยู่ไม่เชื่อเหรอ? - - ว่าแล้วแต่ละคนก็คงมีวิธคลายร้อนตามแบบฉบับของตัวเองนะคะสำหรับบ.ก.นิตยสารHysteriaก็ใช้วิธีการบำบัดด้วย"ดนตรี"ค่ะในเมื่อมันร้อนตับแล่บเอาเสียขนาดนี้เราก็มโนสู้กับมันซะเลยด้วยการหาอัลบั้มต้อนรับฤดูร้อนมาเปิดฟังกันให้เบิกบานสนานใจไปข้างพลางคิดว่านอนจิบอะไรเย็นๆรับลมแถวฮาวาย - - อันที่จริงนอนแผ่สองสลึงเอาแอร์เป้าอู้ๆพลางจิบน้ำเป๊ปซี่ - - ว่าแล้วคิดว่าคงไม่มีดนตรีแขนงใดที่น่าจะสร้างวิมานให้ร้อนนี้สมบูรณ์แบบมากไปกว่าการหาอัลบั้ม "บอสซาโนว่า" ดีๆมานอนฟังสักชุด

งานที่หยิบมาเขียนถึงในวันนี้ก็นับว่าส่วนตัวทิ้งช่วงห่างหายไปนานนับปีได้ทีเดียวสำหรับการรีวิวอัลบั้มจากค่าย "Putumayo" - - ค่ายดนตรีแนวเวิลด์มิวสิคที่น่ารักที่สุดจริงๆนะคะ - - เนื่องจากช่วงหลังๆผละจากแจ๊ซซ์และเวิลด์มิวสิคหนีไปฟังเคพ็อพยันลงใต้ดินฟังพวกอินดี้เสียมากกว่า โดยอัลบั้มที่เลือกมาวันนี้คือ "Samba Bossa Nova" ซึ่งก็นับว่าน่าจะเป็นหนึ่งในซีรี่ยส์ที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดชุดหนึ่งจากทางPutumayoที่จับเอาดนตรีบราซิลเลี่ยนบอสซาโนว่าเย็นๆมาประสานเข้ากับความเป็นละทินและแอฟฟริกันจากดนตรีแซมบ้าทั้งพื้นเมืองและลูกผสมตามแบบฉบับของผลลัพธ์ที่นิยามได้ว่าเป็นงานดนตรีแนว "แอฟโฟร่-บราซิลเลี่ยน" อันผสานกลิ่นอายของสองอารยธรรมเข้าด้วยกันอย่างลงตัว

การผสานเอาความเป็นบอสซาโนว่าเข้ากับท่วงทำนองที่หลากหลายในอัลบั้มนี้ส่วนตัวคิดว่าภาพรวมได้ถูกสะท้อนอย่างลงตัวที่สุดในแทร็คเปิดอัลบั้ม Eu e o Meu Amor/Lamento No Morro (4.5/5) โดย Quarteto Jobim-Morelenbaum ที่ขึ้นต้นมาด้วยจังหวะอันสุดแสนจะรื่นเริงของดนตรีแซมบ้าปะทะเร็กเก้ขี้เล่นประหนึ่งแสงตะวันยามบ่ายที่สาดกระทบท้องทะเลก่อนที่จะตบตามด้วยความเป็นอคูสติคและเพอร์คัสชั่นเพราะๆสไตล์บอสซาโนว่าที่จับเอาความร่วมสมัยในแบบชิลล์แจ๊ซซ์เพราะๆประสานลงไปได้อย่างเหมาะเจาะ Cores (5/5) จาก Da Lata อันนี้เป็นงานที่มีกลิ่นอายของวัฒนธรรมแบบดนตรีแอฟริกันบลูส์อันเป็นอารยธรรมพื้นบ้านของแอฟริกาแท้ๆฟังแล้วประหนึ่งต้องอยู่ในมนตร์สะกดเป็นไม่กี่นาทีสั้นๆที่ลึกลับและเข้มข้นทรงพลังเปี่ยมมนตร์เสน่ห์แท้ๆ La Vem a Baiana (4.5/5) ที่ได้เสียงหวานๆของJussara Silveiraมาขับกล่อมดนตรีบอสซาโนว่าสวยๆในรูปแบบจำพวกงานอคูสติคคาเฟ่เพราะๆจะว่าไปก็ค่อนข้างเมนทสตรีมทีเดียวเพราะสมัยนี้พวกศิลปินแนวบอสซ่าพ็อพก็หยิบแนวๆนี้มาเล่นกันจนเป็นที่แพร่หลายแล้ว

Deusa Do Amor (4.5/5) โดยMoreno Velosoอันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งงานอคูสติคเชิงบอสซ่าเหงาๆเพราะๆแม้จะไม่ใช่งานบอสซาโนว่าแท้ๆจัดจ๋าแต่ก็ฟังได้เพลิดเพลินดี ดนณีน่ารักมากๆโดยเฉพาะช่วงหลังๆที่ผสานเครื่องเป่าพื้นเมืองเข้ามาเล่นกับการแอดลิบ Preto,Cor Preta (4.5/5) เพลงจังหวะสนุกๆน่ารักโดยJorge Aragซึ่งก็เริ่มเข้าพาร์ทของโซนแอฟโฟร่-บราซิลเลี่ยนจาดารจับงานละทินแซมบ้ามาชนกับบลูส์และเวิลด์ตามแบบฉบับแอฟริกันส่วนตัวรู้สึกว่าเป็นเพลงที่มีท่อนสวยหลายท่อนทีเดียว ต่อด้วย Meu Mudo e Hoje (5/5) โดย Eliete Negreiros เป็นงานบัลลาดบอสซาโนว่าคลอเคลียไปกับกีต้าร์อคูสติคและบีทแอฟริกันแซมบ้าที่เรียบง่ายแต่สวยงามในความรู้สึกสุดๆแม้ส่วนตัวจะไม่เข้าใจภาษาแต่ท่วงทำนองและการนำเสนอเป็นอะไรที่จับใจดิฉันจริงๆ ฟังแล้วรู้สึกเหงาหงอยอ้างว้างแทบขาดใจ E Luxo So (4.5/5) โดย Rosa Passos เป็นอีกหนึ่งบอสซาโนว่าเพราะๆผสานอคูสติค แซมบ้า เครื่องสายแบบงาน50s'-60s'และแจ๊ซซ์ที่ไพเราะเพลิดเพลินฟังแล้วผ่อนคลายเป็นบ้า ปิดอัลบั้มด้วย Banho Cheirsos (5/5) โดย Rita Ribeiro งานบอสโซว่ากลิ่นอายบราซิลเลี่ยนจ๋ารื่นเริงเบิกบานกระจ่างแจ้งมากๆฟังแล้วอยากไปทะเล

ว่าแล้วก็ต้องขอบคุณอากาศร้อนที่สุดในประวัติการณ์ของ26ปีแห่งการดำรงชีวิตที่ทำให้เราหยิบอัลบั้มนี้ขึ้นมาฟังอีกครั้งแม้นี่จะเข้าช่วงครึ้มฟ้าครึ้มฝนแล้วแต่เชื่อเถอะว่า Samba Bossa Nova ชุดนี้จะเป็นหนึ่งในเพลงที่สร้างบรรยากาศดีๆและความสดชื่นรื่นเริงเย็นสบายใจสู่ภายนอกให้คุณไม่ว่าจะเปิดฟังบนรถ ในอ๊อฟฟิศ ใส่ไอพ็อดตอนเดินเล่นสยามหรือแม้แต่ตอนนอนเปิดแอร์เช็คเฟซเช็คไลน์ที่บ้าน...แค่เพลงบอสซาโนว่าสวยๆเพราะๆจากอัลบั้มระดับตำนานชิ้นนี้สวรรค์ก็ไม่ไกลเกินเอื้อมละ