วันเสาร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2556

Madonna : American Life


Madonna : American Life : Folk/Pop/Rock/Electronica (85% = 4/5)

ถ้าหากถามดิฉันว่านั่งเขียนวิจารณ์เพลงมาเป็นสิบปีส่วนตัวแล้ว "ภูมิใจงานเขียนชิ้นไหนที่สุด?" เอาจริงๆแล้วดีใจนะคะที่ตลอดสิบปีที่ผ่านมาดิฉันสามารถมีงานเขียนที่เป็น "ไฮไลท์" ของตัวเองได้อย่างน้อยก็หนึ่งชิ้นในแต่ละปีแต่ถ้าถามว่าภูมิใจงานเขียนชิ้นไหนที่สุดนี่ก็ไม่น่าจะมีอะไรที่ประทับใจและภูมิใจไปกว่า "งานวิจารณ์ชิ้นแรกที่เขียน" นั่นคืออัลบั้ม "American Life" ของมาดอนน่าซึ่งก็นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้รักการเขียนวิจารณ์เพลงมาจวบจนวินาทีนี้เลยทีเดียว จะว่าไปเวลาก็ผ่านไปเร็วจนน่าตกใจนะคะนี่ก็จะครบสิบปีที่เขียนงานอัลบั้มนี้มาแล้วเหรอ? ว่าแล้วนับสิริรวมอายุของดิฉันตั้งแต่เปิดตัวในบอร์ด FF Mag ตั้งแต่สมัยเป็น The Nastina,Da Nastina และล่าสุด Armand D'angouleme รวมระยะเวลาวิจารณ์เพลงมาถึงเปิดเพจ Hysteria เองก็ร่วมเข้าไปจะ11ปีแล้วสินะ ว่าแล้วก็ขอ Happy Birthday ให้กับวันใกล้วันเกิดครบรอบ12ปีของดิฉันในบอร์ด FF Mag รวมถึงเป็นโอกาสดีที่จะได้หยิบงานวิจารณ์ของตัวเองขึ้นมาเขียนใหม่อีกครั้งหลังจากครบรอบ10ปี...ซึ่งก็นับว่าน่าสนใจไม่น้อยว่ามุมมองของตัวเองจะเปลี่ยนไปอย่างไร

 สำหรับเหตุผลที่เมื่อตอนนั้นดิฉันเลือกอัลบั้มชุดนี้ขึ้นมาเขียนก็เพราะว่าช่วงนั้น "ชอบมาดอนน่า" มากๆด้วยความที่ต้องเรียนตามตรงว่าผู้หญิงคนนี้เป็นอะไรที่มอบแรงบันดาลใจให้ตัวดิฉันอย่างถึงขีดสุด ดิฉันรักในวิสัยทัศน์ของเธอที่ดูมีอะไรกว้างไกลลึกซึ้งให้จับต้องมากกว่าความผิวเผินที่ได้รับจากศิลปินหญิงท่านอื่นๆทั่วๆไปหลายคน ดิฉันรักในความเป็นตัวตนของเธอคือมาดอนน่าเป็นผู้หญิงที่มีภาพลักษณ์สูงเสียดฟ้าจับต้องยาก มีเสน่ห์ ทรงพลังและลึกลับหากแต่เธอนำความเป็นนามธรรมเหล่านั้น Down To Earth ผ่านเสียงดนตรีและการสื่อสารในเรื่องของปุถุชนที่บางทีก็ตรงเกินขอบเขตุการยอมรับของสังคมและเหนือสิ่งอื่นใดดิฉันรักในทัศนคติของเธอด้วยความที่เธอเป็นคนที่กล้าจะแตกต่างและทำอะไรในสิ่งที่คนอื่นไม่กล้าทำเสมอ

เสี้ยวหนึ่งของความกล้าจะแตกต่างในตัวของเธอนั้นได้ถูกฉายลงอีกครั้งในอัลบั้ม "American Life" สตูดิโออัลบั้มในปี2003ที่นักการตลาดระดับโลกอย่างมาดอนน่าไม่รอช้าที่จะหยิบประเด็นของความบาดหมางระหว่างสหรัฐอเมริกากับประเทศตะวันออกกลาง (ช่วงนั้นนี่ทำสงครามกับอิรักแล้วใช่มั้ยคะ? เพราะเรื่องมันนานจนดิฉันลืมไปแล้วเลยไม่กล้าฟันธง) ขึ้นมาเป็นธีมประจำอัลบั้มนี้อย่างทันท่วงที - - ซึ่งก่อนหน้านี้เห็นว่าไทเทิ่ลแทร็คที่ยังไม่ได้ตกลงอย่างเป็นทางการคือ Hollywood - - ซึ่งทั้งอาร์ทเวิร์ค ชื่ออัลบั้มตลอดจนภาคเนื้อหาในเพลง American Life (3/5) ไทเทิ่ลแทร็ค - - ซึ่งก็ต้องรวมไปถึงมิวสิควิดีโออันร้อนระอุนั่นด้วย - - ได้ถูกสับเละจากนักวิจารณ์ด้วยเนื้อหาที่กล่าวโจมตีวิถีชีวิตของอเมริกันชนที่ว่าด้วยความอำมหิตของสังคมที่มีแต่เรื่องของผลประโยชน์และการแข่งขัน ความเลือดเย็นของวัฒนธรรมทุนนิยมและความเหลื่อมล้ำของสถานภาพทางสังคมตลอดจนการเสียดสีท่านประธานาธิบดีว่าเป็นเผด็จการที่แฝงอยู่บนบัลลังก์ของประเทศแห่งเสรีภาพประชาธิปไตยซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างดูแล้วเสแสร้งรวมถึงขัดต่อสิ่งที่มหาราชินีเพลงพ็อพท่านนี้แสดงออกในฐานะผู้หญิงหิวเงิน โหยหาชื่อเสียงและทำทุกอย่างเพื่อที่จะสะกดทุกสายตาก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ภาคดนตรีที่เหมือนกับพยายามจะต่อยอดความสำเร็จจากอัลบั้ม Ray Of Light และ Music ในก่อนหน้านี้ที่พยายามจะจับความเป็นโฟล์คจากบีทกีต้าร์อคูสติคมาชนกับซาวนด์อิเล็คโทรนิคในเพลงกลับดูล้มเหลวระเนระนาดและดูลวกเสียจนภาคเนื้อหาที่กลั่นกรองออกมาเสียดิบดีกับแนวคิดที่น่าจะล้ำกลับคว่ำไม่เป็นท่า อีกทั้งความล้มเหลวของท่อนแร็พที่เจ๊อุตริแร็พเองที่แม้จะทำให้เพลงดูมีรายละเอียดน่าสนใจ - - ซึ่งก็เก๋นะเพราะสิบปีเดินผ่านไปซาวนด์ทดลองเอ็กซ์เพอจับแพะชนแกะอะไรประมาณนี้ก็ระบาดอย่างหนักในยุคที่ดิฉันกำลังนั่งเขียนอยู่ทุกวันนี้ - - แต่ก็กลับกลายเป็นโดนค่อนขอดว่าเป็นการแร็พที่ห่วยแตกที่สุดในประวัติศาสตร์ ด้วยทั้งหมดทั้งมวลนี้แล้วหลังจากเพลงนี้อัลบั้มนี้เจ๊แม่ของเราก็ถูกอเมริกันชนเชิ่ดใส่มาจวบจนทุกวันนี้ผ่านไป3อัลบั้ม Confessions On A Dancefloor,Hard Candy และล่าสุด MDNA เจ๊ก็ทำได้แค่ติดท็อป10ในซิงเกิ้ลแรกก่อนจะเงียบฉี่และค่อยๆร่วงลงอย่างรวดเร็ว

ถึงแม้ว่าซิงเกิ้ลเปิดตัวจะได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ลบจนลามไปถึงกระแสที่พาลว่างานชุดนี้เป็นอัลบั้มที่ "แป๊ก" แต่เอาจริงๆถ้าตัดสินกันโดยปราศจากอคติแล้วส่วนตัวดิฉันคิดว่าอัลบั้มนี้เป็นอัลบั้มที่จริงๆแล้ว "ดี" ทีเดียวนะคะแม้ว่าอาจจะมีแทร็คที่ดูแกนๆประดักประเดิดอยู่บ้างแต่ภาพรวมเมื่อจับมาวางด้วยกันเป็นกลุ่มก้อนก็ลงตัวดี ภาคดนตรีในAmerican Lifeชุดนี้เป็นงานพ็อพที่เน้นหนักบนส่วนผสมระหว่างดนตรีโฟล์คกับอิเล็คโทรนิก้าที่ดูเหมือนถูกจับวางให้เป็นไฮไลท์ของงานชุดนี้เลยทีเดียวนอกจากนี้ยังมีความเป็นร็อคและเออร์บันแกลมเข้ามาผสมผสาน ในส่วนของเพลงดีๆถ้าคุณจะหาในงานชุดนี้เชื่อว่าเจอเยอะนะแต่ถ้าจะให้แนะนำส่วนตัวก็ขอเริ่มที่ I'm So Stupid (3.5/5) แทร็คที่แฟนคลับของมาดอนน่าส่วนมากไม่ชอบเมื่อสิบปีที่แล้วดิฉันก็ไม่ชอบแต่พอย้อนกลับมาฟังอีกทีก็รู้สึกว่ามันเท่ห์ดีแม้จะดูกระเปิ๊ปกระป๊าปดูขาดๆไปนิดแต่ก็มีไม่มากหรอกที่จะได้เห็นมาดอนน่าทำงานอัลเทอเนทีฟร็อคเปรี้ยวๆแบบนี้แถมเจ๊ยังร้องได้กวนโอ๊ยสะใจมากๆ ตัวเพลงจับเอาอินดี้ร็อคตบเข้ากับโฟล์คและอิเล็คโทรนิคแม้จะไปไม่ถึงขั้นพวกเอ็กซ์เพอริเมนทัลร็อคแต่ก็นับว่าครั้งนึงเจ๊ทำแบบนี้ออกมาประดับตัวแล้วในชีวิต สำหรับคนที่ชอบเพลงแบบแรงๆโต่งๆส่วนตัวแนะนำ Nobody Knows Me (4.5/5) ซึ่งเป็นงานเต้นรำสไตล์อิเล็คโทรนิก้าแรงๆดัดเสียงผ่านโวโคเดอร์เป็นหุ่นยนตร์และบีทวิ่งกันเฟี้ยวฟ้าวตึ๊บมากๆ นับว่าเป็นเพลงที่ดูโดดเด่นที่สุดแล้วของงานชุดนี้ ช่วงที่ยกให้เป็นไคลแม็กซ์ของอัลบั้มนี้ส่วนตัวขอมอบให้กับช่วงที่เป็นเพลงช้าติดกันสามเพลงตั้งแต่ Nothing Fails (5/5) เป็นบัลลาดโฟล์คสวยๆประสานบีทอิเล็คโทรนิคที่มีเนื้อหาเย็นยะเยือกลุ่มลึกว่าด้วยสัจธรรมของผู้ที่ผ่านมรสุมชีวิตมาอย่างโชกโชนและไม่มีสิ่งใดที่จะมีค่ามากไปกว่า "ความรัก" เป็นเพลงที่ฟังทีไรก็เล่นเอาซึมทุกทีช่างเหงาบาดใจและเศร้าชนิดที่ยากจะสรรหาคำใดมาบรรยาย ส่วนตัวชอบเสียงประสานแบบกอสเพลช่วงท้ายเพลงซึ่งเป็นอะไรที่พาอารมณ์ร่วมให้พุ่งพล่านไปถึงขีดสุดจริงๆ Intervention (5/5) งานพ็อพโฟล์คสวยๆที่ท่อนคอรัสและเมโลดี้ไพเราะจับใจซึ่งเป็นหนึ่งในเพลงที่เห็นว่าเพราะที่สุดเท่าที่มาดอนน่าเคยร้องมา จริงอย่างที่นิตยสารPOPท่านว่าประมาณ "ค่าของคนเราไม่ใช่อยู่ที่การเอาชนะใครแต่เป็นการเอาชนะใจตัวเองและพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนเสียสละเพื่อความสุขของอีกฝ่าย" เชื่อเถอะว่าความรักนี่แหละคือบ่อเกิดพลังอันมหาศาลที่ทำให้เราสามารถเปลี่ยนอะไรหลายๆอย่างในตัวเพื่อคนที่เรารักได้และ X-Static Process (5/5) บัลลาดโฟล์คเชิงกอสเพลชวนขนลุกที่มาดอนน่าใช้เทคนิคการประสานเสียงสไตล์โฟล์คได้ดีมากๆจนดิฉันเองฟังแล้วก็ประหลาดใจ เป็นสามแทร็คที่บริสุทธิ์งดงามหมดจดทุกรายละเอียดชนิดที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งรายละเอียดใดๆมากมายแค่ความเรียบง่ายคุณก็ได้เพลงที่ดีมากๆทีเดียว มาที่ Die Another Day (4/5) ซาวนด์แทร็คจากภาพยนตร์007 เจมส์ บอนด์ที่เมื่อย้อนไปสิบปีนี่ดิฉันไม่ชอบเอาซะเลยแต่พอเมื่อโตขึ้นมีวุฒิภาวะมากขึ้นกลับรู้สึกว่าเป็นอะไรที่ "เก๋" มากๆ จริงอยู่ที่ว่าเพลงนี้มันมีความเป็นมาดอนน่ากลบตาเจมส์ บอนด์ซะมิดแถมยังดูเป็นความพยายามที่จะทำตัวทำงานอวองการ์ตแบบ "Bjork" แต่จากการนำเสนอแล้วคิดว่านางตีโจทย์แตกพอควรทีเดียวนะกับงานดนตรีอิเล็คโทรนิคโครงสร้างซับซ้อนที่สะท้อนถึงความแปรปรวนของสภาวะภายในจิตของมนุษย์และเรื่องของ "อัตตา" ตามทฤษฎีจิตวิทยาของซิกมันด์ ฟรอยด์ (ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นจิตวิเคราะห์) ได้อย่างดี รวมถึงเครื่องสายเลียนแบบธีม007ที่วาดลวดลายล้อเลียนจังหวะแทงโก้นั่นอีกสิริรวมแล้วทุกสิ่งอย่างในเพลงจัดเป็นซาวนด์ทดลองที่สะท้อนถึงทฤษฎีข้างต้นและเนื้อเรื่องของภาพยนตร์ได้อย่างมีศิลปะแม้จะมาแบบ Abstract ไปนิดแต่ถ้าคุณเข้าใจมันวันใด คุณจะอดรักมันไม่ได้วันนั้น ปิดท้ายด้วย Easy Ride (5/5) เป็นงานแบบมิวสิคคัลที่ดำเนินเรื่องบนความเป็นโฟล์คหม่นๆเหงาๆ เครื่องสายออเครสตร้ากรีดเสียงสวยและอิเล็คโทรนิคขอยกให้เป็นเพลงปิดอัลบั้มที่ดีที่สุดของมาดอนน่าฟังทีไรก็หลุดลอยไปกับภาคเนื้อหาที่เจ็บปวดอยู่ในทีแต่หาได้ตีโพยตีพายหรือกรีดร้องใดๆหากแต่กลับซึมซับความทุกข์ระทมด้วยความสงบนิ่งและเข้าใจ เป็นการใช้สัจธรรมบอกลาผู้ฟังชนิดบีบหัวใจสุดๆ นี่แหละ "วัฏจักรแห่งชีวิต"

ส่วนตัวดีใจที่ได้หยิบอัลบั้มนี้ขึ้นมาเขียนใหม่อีกครั้ง ได้อ่านมุมมองของตัวเองแล้วก็คิดว่าจริงนะกับคำที่ว่า "ประสบการณ์สอนคน" เมื่อเราโตขึ้นมุมมองของเราจะกว้างขึ้น มองอะไรลึกขึ้นและสงบนิ่งยิ่งขึ้นและขอขอบคุณมาดอนน่ากับอัลบั้ม American Life ที่เราทั้งคู่ต่างเติบโตและเดินข้ามผ่านกาลเวลามาเป็นสิบปีพร้อมๆกัน ขอบคุณที่มอบชีวิตในฐานะนักวิจารณ์เพลงให้ฉันมาเป็น10ปี...และเราจะเดินไปด้วยกันอีกนับสิบปี


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น