วันอังคารที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2556

T-ara N4 : Jeon Won Diary/Countryside Life



T-ara N4 : Jeon Won Diary/Countryside Life : K-Pop/Dance-Pop/Electropop/R&B (78% = 3.5/5)

นับว่าเป็นอีกหนึ่งโปรเจ็คที่ดิฉันและเหล่า Queen's ตั้งหน้าตั้งตานับวันนับคืนรอคอยเพราะหลังจากที่สาวๆ T-ara ได้สร้างวีรกรรมไว้เมื่อช่วงโอลิมปิคปีที่ผ่านมาจนชื่อเสียงของวงระบือลือลั่นขึ้นทำเนียบตำนานผลงานชิ้นเอกที่สร้างประดับตนกันไว้ชิ้นนั้นทำเอาการเปิดตัวของน้อง"ดานี่"ที่หมายมั่นปั้นมือว่าจะเดบิ้วท์ช่วงปลายปีที่แล้สมีอันต้องเลื่อนมาจวบจนวินาทีก็ยังไม่มีวี่แววหรือข่าวคราวแต่อย่างใดตลอดจนกิจกรรมการคัมแบ็คที่เกาหลีที่ก่อนหน้านี้เห็นทางCCMท่านว่ามีแพลนไว้ตั้งแต่มกราคมหรือกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาก็เงียบหายไปสับรางไปเป็นกระต่ายเพลย์บอย Bunny Style เอาใจแฟนๆชาวญี่ปุ่นว่าแล้วดิฉันคาดเดาว่าทางCCMคงไปตรวจสอบฤกษ์ยามไว้ดีแล้วก็เลยส่งซับยูนิตของสมาชิก4ท่านในนาม T-ara N4 หรือมีช่อย่อมาจากคอนเส็ปท์ T-ara Brand New 4 อันประกอบไปด้วยสามดาวมฤตยูอึนจอง จียอน ฮโยมินและน้องใหม่อารึม ว่าแล้วในฐานะ Queen's ดิฉันก็ขอโบกสะบัดถุงมือแมว Bo Peep,Bo Peep เชียร์สาวๆเต็มที่ค่ะ (อย่ามาว่าทีอาร่าของเค้านะ!)

แรกๆเปิดตัวภาพโปรโมตกับทีเซอร์มากิ๊บเก๋เปรี้ยวปราดกับลุ๊คส์สาวฮิพฮอพจ๋าและแฟชั่นแนวสตรีทสไตล์ที่ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ตั้งแต่วินาทีแรกว่าก็อปสไตล์ของวง"2NE1"และ"Girls' Generation"ซึ่งในแง่ของแฟชั่นนี่ส่วนตัวก็ต้องพูดตามตรงว่าปฏิเสธไม่ได้จริงๆที่จะไม่คิดถึง2NE1เพราะวงสาวๆวงนั้นเขาหยิบจับทั้งฮิพฮอพและสตรีทแฟชั่นกันมาตั้งแต่ยุคแรกๆจนเป็นโลโก้ของตัวเองไปแล้วในส่วนกรณีของ Girls' Generation นี่อาจจะเป็นในกรณีที่พวก9สาวทำออกมาก่อนใน I Got A Boy ซึ่งถ้าถามดิฉันว่าสาวๆT-ara N4นี่ไปได้แรงบันดาลใจจากพวกSNSDมามั้ยนี่ก็ต้องตอบว่า "ไม่รู้ว่ะ!" เพราะไม่ได้เข้าไปร่วมประชุมในห้องอัดกับพวกนางด้วยว่าคิดคอนเส็ปท์กันมาจากไหนอย่างไรแต่ในแง่ของความเป็นไปได้ก็อาจจะมีเพราะว่า9สาวก็หยิบจับสตรีทแฟชั่นขึ้นมาเล่นกันอีกครั้งซึ่งก็อาจจะด้วยบารมีของวงระดับ Girls' Generation ด้วยที่หยิบจับอะไรขึ้นมาก็ดูจะกลายเป็นออริจินัลเสียส่วนมาก (แม้แต่4Minuteที่เปิดตัวแนวสตรีทแฟชั่นมาก่อนในอัลบั้มแรกๆยังไม่วายโดนหาว่าก็อปพวก9สาวเลยคิดดู)

แต่ในส่วนของภาคดนตรีนี่เท่าที่ฟังแล้วกล้าพูดนะคะว่าคนละเรื่องกับI Got A Boyและพวก2NE1ด้วยความที่Jeon Won DiaryหรือCountryside Life(4/5) ไทเทิ่ลแทร็คที่เป็นซิงเกิ้ลโปรโมตนี่เท่าที่ดูตั้งใจจะมาแนวคลับแบงเกอร์เลยซึ่งก็เข้าทางพวกทีอาร่าอยู่แล้วที่ส่วนมากมักจะทำเพลงเอาใจขาแด๊นซ์ตามคลับกันหากแต่เพลงนี้เนี่ยดิฉันขอพูดตรงๆในฐานะนักวิจารณ์เพลงนะคะตัดความเป็นQueen's เป็นติ่งแฟนคลับหรือเมนจียอนในตัวออกให้หมดก็คงพูดได้ว่าส่วนตัวไม่แน่ใจว่าจะสามารถส่งให้เป็น "Dance Anthem" เช่นเดียวกับLovey Dovey,Cry Cry,Roly PolyและBo Peep,Bo Peepได้หรือไม่หรือแม้แต่Sexy Loveที่มาในช่วงกระแสแผ่วจากแรงแอนตี้ก็ตามเพราะต้องสารภาพว่าเท่าที่ฟังครั้งแรกนี่คิดว่า "เพลงมันมันส์ดีนะแต่รู้สึกแปลกๆไปจนถึงไม่ชอบยันแอบผิดหวังกลายๆ" คือ ณ วินาทีแรกจริงๆเนี่ยในหัวคิดว่า "อะไรของพวกหล่อนกันเนี่ย?!!!" แต่พอเปิดฟังกรอกหูรอบที่4-5ตอนนี้เหยียบ30กว่ารอบแล้วกลายเป็นติดหูหนึบและรู้สึกดีด้วยมากๆไปโดยปริยาย หากแต่ก็ยังยืนยันว่า "ไม่แน่ใจว่าจะดังมั้ย?" เพราะขนาดดิฉันเองที่เป็นQueen'sฟังแล้วยังมึนๆและคนอื่นที่ไม่ใช่แฟนคลับของทีอาร่าล่ะเขาจะรู้สึกยังไง? - - ยิ่งพวกที่เกลียดทีอาร่านี่ไม่ต้องพูดถึง คงไม่เสียเวลามานั่งกรอกหูทำความเข้าใจกับเพลงเป็นหลายสิบรอบจนซึมซับหรอกจริงมั้ยคะ? - - ด้วยความที่ Countryside Life นี่ค่อนข้างจะหาความเป็นมิตรต่อสถานีวิทยุหรือที่เรียกง่ายๆว่า "เมนทสตรีม" ได้น้อยเต็มทีสำหรับดิฉันในตัวเพลงบีบแค่ความเป็นเคพ็อพเข้าไปเพิ่มความหวานหูยืนพื้นแค่หน่อยเดียวที่เหลือนี่ก็เป็นแนวทดลองที่ประดังประโคมมาตั้งแต่กลิ่นของความเป็นกรู๊ฟประพิมประพายก่อนจะตีสารพัดซาวนด์เต้นรำมาทำสงครามกันความเป็นอิเล็คโทรนิคมีตั้งแต่ยูโรบีทเฟี้ยวฟ้าวแกลมด้วยความร่วมสมัยของดั๊บสเต็ปภาคดนตรีบังคับแห่งทศวรรษที่อาจหาญจับมาประชันกับTrotที่เป็นลูกทุ่งพื้นเมืองของเกาหลีชนิดที่ยัดกันมาลงตัวมากๆเพราะที่ว่ามานี่คนละแนวกันโดยสิ้นเชิง แถมยังต้องชมที่เมื่อมีใจในการทำดนตรีแนวสตรีทก็มาซะสตรีทจริงๆสตรีทจนคนฟังประสาทหลุดไปเลยตั้งแต่กลิ่นของความเป็นสตรีทฮิพฮอพ ฟั้งค์กี้ย์ อาร์แอนด์บีเทคโนยันความพยายามที่จะดึงมุขแบบพวกMC โอลด์สคูลฮิพฮอพแบบ80s'มาใช้แม้ยังไม่ชัดเจนแต่ก็นับว่าเป็นวัตถุดิบทางแรงบันดาลใจที่น่าจับตา อย่างไรก็ตามหลายความเห็นลงมติเป็นเอกฉันท์ว่าเมื่อลงเสียงร้องแล้วออกมา"เละ!!!"ซึ่งส่วนตัวก็เห็นด้วย ขอเปรียบเทียบกับงานทดลองของวงที่ดิฉันชอบมากๆอย่างPandoraของKaraและI Got A Boy ของ Girls' Generationที่มาสายเอ็กซ์เพอและก็เจอปัญหาเดียวกันตอนการฟังรอบแรกๆหมดว่า "ออกมาแปลกๆ" แต่ส่วนตัวดิฉันว่าสองเพลงนั้นจะมีข้อได้เปรียบกว่าคือมีเมโลดี้ของฮุคที่สวยและเป็นเรื่องเป็นราวกว่าในขณะที่งานของทีอาร่ามาในแนวที่ไปไฮไลท์เอาตรงจังหวะท่อนดั๊บสเต็ปที่เน้นมึนเน้นตึ๊บเข้าว่า"แต่ความเป็น T-araล่ะ?" ในขณะที่Pandoraรอดได้เพราะเป็นการต่อยอดจากจุดยืน"เดิม"ของตัวเองในLupinเช่นเดียวกับเกิร์ลเจนที่จะตีเพลงจนเพี้ยนขนาดไหนท่อนคอรัสก็ยังมีความเป็นงานเคพ็อพที่เป็นอัตลักษณ์ของGirls' Generationอยู่เต็มเปี่ยมในขณะที่ทีอาร่าหลอมตัวเองไปเป็นอีกแบบเลยซึ่งก็เสี่ยงตายพอตัว แต่ยังไงซะพิจารณาในข้อดีที่นับว่าน่าชื่นชมมากสำหรับเพลงสายทดลองจ๋าขนาดนี้คือ "ดนตรีเรียบเรียงออกมาได้ลงตัวนะ" คือฟังแล้วต้องยอมรับเลยว่าทีมโปรดิวซ์เซอร์ของT-araค่อนข้างแข็งพอฟัดพอเหวี่ยงเลยทีเดียวในขณะที่ Pandora และ I Got A Boy ที่ดิฉันฟังมาจวบจนทุกวันนี้ก็ยังไม่แน่ใจว่าตัวศิลปินเองยังหาทางออกในเพลงตัวเองเจอกันรึยัง?ด้วยความที่เราต้องพูดกันตามตรงว่าออกแนวเละเทะสะเปะสะปะคิดจะสาดอะไรก็สาดเข้ามาหมด "จะมาอ้างว่าแนวทดลองไม่ได้หน่า" เพราะหลายๆศิลปินที่มาสายทดลองเขาก็สามารถเกลี่ยเพลงของเขาให้เนียนได้และนำเสนอจุดสมดุลย์ของงานดนตรีในความเป็นงานทดลองได้ไม่ใช่หรือ?ซึ่งในแง่ของภาคดนตรี Countryside Life เพลงนี้ของT-araก็เยอะไม่แพ้กันแต่ทีมโปรดิวซ์เก่งที่สามารถตะบันยัดสารพันแนวพวกนี้ได้ออกมาลงตัวพอดิบพอดีซึ่งก็ไม่รู้ว่าพวกท่านทำกันได้ยังไง จุดนี้แหละที่ทำให้เราดิฉันประทับใจเพลงนี้มากกว่าครึ่งช่วงตัวจึงขอมอบคะแนนให้มากกว่า.5แต้ม

สำหรับพวกบีไซด์เริ่มกันด้วย Can We Love (4.5/5) หลังจากที่ซิงเกิ้ลโปรโมตมาแบบเสี่ยงตายกันสุดๆเราก็มาเพลย์เซฟกันสุดๆกับงานพ็อพอาร์แอนด์บีเพราะๆที่เป็นงานโมเดิร์นอาร์แอนด์บีสไตล์มิดเทมโพคอนเทมโพรารี่ย์อาร์แอนด์บีบัลลาดที่ตัวเพลงเจือความเป็นนูโซลสอดประสานมาครบครันตั้งแต่โซลหวานๆลอยละล่อง ชิลล์แจ๊ซซ์กรีดกรายเก๋ไก๋สุดสุนทรียแถมยันแทรกท่อนแร็พเก๋ๆฟังแล้วเพลิดเพลินเจริญใจเป็นบ้า ว่าแล้วก็นึกถึงพวกเธอในยุคอัลบั้มแรกและสมัยเพลงTime To Loveที่ทำเพลงเก๋กันมากๆหวังว่าคัมแบ็คเต็มๆทั้งวงจะมีงานประมาณนี้และแบบสมัยนั้นมาให้แฟนๆฟังกันอีก มาที่ Countryside Life ที่จั่วหัวว่าเป็นElectronicเวอร์ชั่นฟังแล้วก็แอบขำ บ้ารึเปล่าคะ!!! ไม่เห็นมีอะไรแตกต่างจากออริจินัลเท่าไรเลยตัดแค่ลูฟTrotออกก็มางุบงิบแปะว่าเป็นเวอร์ชั่นอิเล็คโทรนิค ง่ายเกินไปมั้ย?รีมิกซ์สักนิดก็ดีนะ มาที่ MR Version ที่เปรียบเสมือนเวอร์ชั่น Instrumental ที่ให้เรามานั่งฟังดนตรีแบบเต็มๆแซมด้วยท่อนร้องเก๋ๆพูดก็พูดเถอะชอบมากกว่ามีเสียงร้องอีกนะอีกนะ สาวๆจะเสียใจมั้ยนี่? ส่วนInstrumentalของCan We Loveที่เอามาปิดท้ายอัลบั้มก็เพราะไปอีกแบบฟังแล้วก็กล้อมแกล้มว่าตัวเองกำลังนั่งฟังเพลงชิลล์เอ๊าท์และเล้าจ์นดีๆอยู่ได้อย่างไม่ขัดเขิน
ท้ายที่สุดมานั่งดูปกอัลบั้มหลังจากฟังเพลงทั้งชุดเสร็จก็งงเห็นว่าคอนเส็ปท์ได้แรงบันดาลใจมาจากJeon Won Diary ละครในยุค80s'ของเกาหลีแต่คอนเส็ปท์อาร์ทเวิร์คกับธีมดนตรีนี่คนละเรื่องกันเลยไม่เหมือนกับ Roly Poly ในงาน งานชุด John Travoltra Wannabe ที่คีปคอนเส็ปท์วัฒนธรรมดิสโก้70s'ได้ดีมากๆทั้งในการนำเสนอของตัวเพลงและสไตล์แฟชั่นแต่กับCountryside Lifeนี้เพลงมันออกแนวร่วมสมัยมากกว่าแถมออกซับยูนิตทั้งทีนะคะมีเพลงมาให้จริงๆแค่2เพลง แหม เค็มจับใจไปแมะ? พวกแฟนคลับเขาก็อยากที่จะใช้เวลาซึมซับอยู่กับพวกท่านหลายๆเพลง (สัก5เพลงไม่ซ้ำกันต้องมีInstrumentalแค่นี้ก็ไม่ได้) รู้หรอกน่าเพลงอื่นๆกั๊กไว้ใส่ในงานคัมแบ็ควงล่ะสิ กิ๊ว กิ๊ว ^ ^

วันอาทิตย์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2556

Wonder Girls : Wonder World



Wonder Girls : Wonder World : K-POP (75% = 3.5/5)

เอากับยัยบ.ก.สิคะ!!! ก่อนหน้านี้เพิ่มตั้งสตาตัสขอโทษคนอ่านเสียดิบดีพร้อมเหตุผลยาวเป็นนิยายว่า "จำเป็นต้องเลื่อนรีวิวอัลบั้มนี้ของ Wonder Girls" แต่จะว่าไปก็เหมือนอาถรรพ์นะคะเวลาคุณนายเธอตั้งสตาตัสขอเลื่อนอัลบั้มไหนเป็นทางการนี่มีอันได้เขียนทุกทีแต่ไอ้อันที่จีบปากกรีดนิ้วพิมพ์ป่าวประกาศว่าจะเขียนส่วนมากต้องรอไปประมาณเกือบ"2เดือน"กว่าจะได้อ่าน นี่แหละหนาแนสทิน่าที่เอาแน่เอานอนอะไรกับคำพูดเธอไม่ได้ - - ลื่นยังกับปลาไหล 

สำหรับอัลบั้ม Wonder World ของ5สาวมหัศจรรย์ชุดนี้ได้รับรีเควสต์มาจากPMทางเว็บบอร์ดForwardMag นะคะ มาถึงจุดนี้คุณพี่ต้องขอกราบขออภัยคุณน้องที่รีเควสต์งานชุดนี้มาเนื่องจากก่อนหน้านี้ท่องจำชื่อคุณน้องมาอย่างดิบดีพอถึงเวลาจะเขียนจริง ณ วินาทีนี้ เอ่อ คือ "คุณพี่ลืมชื่อคุณน้องซะแล้วค่ะ!!!" Y Y เอาเป็นว่าต้องกราบขอโทษคุณน้องที่รีเควสต์อัลบั้มชิ้นนี้มาจริงๆทางบ.ก.เพจจะนำความผิดพลาดในครั้งนี้ไปปรับปรุงแก้ไขเพื่อคราวหน้าจะได้ไม่เกิดความผิดพลาดเช่นนี้อีก - - "สำหรับดิฉันการลืมชื่อคนอ่านที่รีเควสต์งานมานี่ถือว่าเป็นการเสียมารยาทมากๆแต่นั่งคิดมาหลายตลบแล้ว...คิดไม่ออกจริงๆค่ะว่าคุณน้องชื่ออะไร "

ก่อนอืนต้องกราบเรียนก่อนว่าส่วนตัวดิฉันไม่เคยสนใจวง Wonder Girls มาก่อนเลยซึ่งเป็นความไม่สนใจถึงขั้นไม่รู้จักชื่อสมาชิกและไม่เคยรับรู้หรือติดตามข้อมูลเบื้องลึกใดๆทั้งสิ้นของวงนี้ด้วยความที่ส่วนตัวมาคลั่งไคล้เคพ็อพเอาก็หลังจากยุครุ่งเรืองของพวกเธอไปแล้วรวมถึงจริตส่วนตัวอาจจะถูกใจเกิร์ลกรุ๊ปวงอื่นๆมากกว่าดังนั้นหากงานวิจารณ์ชิ้นนี้มีอะไรผิดพลาดก็ต้องกราบขออภัยเหล่า Wonderful ไว้ก่อนเลย ณ ที่นี้รวมถึงจะขออนุญาติที่จะโฟกัสงานเขียนนี้ไปที่ความรู้ทางดนตรีและภาพรวมของเนื้องานในอัลบั้มมากกว่านะคะ

อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะไม่ได้ติดตามงานของพวกเธอเป็นจริงเป็นจังแต่ด้วยความที่ก็เป็นคนหนึ่งที่เติบโตขึ้นมาในช่วงของ "เกาหลีฟีเว่อร์" ที่บ้านเราใช้เรียกการแพร่ระบาดของดนตรี แฟชั่นและศิลปะวัฒนธรรมของประเทศเกาหลีที่เข้ามามีอิทธิพลในบ้านเราอย่างมหาศาลในช่วงเวลานั้น (ทุกวันนี้เบาลงแต่ศิลปินเกาหลีก็ขายในบ้านเราได้เรื่อยๆมากกว่าศิลปินจากต่างประเทศบางคนรวมไปถึงศิลปินไทยแท้ๆบ่งคนเสียอีก เอเมน) ซึ่งหลังจากการบุกเบิกโดยซีรี่ยส์ของแม่นาง "แดจังกึม" และ "หนุ่มเรน" แล้วก็เห็นจะมีวงดงบังชินกิ,Super Juniorแล้วก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าก็มี5สาวWonder Girlsอีกนี่ล่ะที่เป็นปัจจัยสำคัญที่จุดประกาย"ความเป็นที่นิยม"ของดนตรีเกาหลีที่ระบาดหนักไปทั่วหัวระแหงจนวัยรุ่นวัยแก่บ้านเราติดกันงอมแงม

 งานดนตรีของ5สาวWonder Girlsในสตูดิโออัลบั้มWonder Worldชุดที่สองนี้ภาคนำเสนอโดยรวมเป็นงานพ็อพที่เน้นหนักบนการผสานเอาท่วงทำนองของภาคดนตรีที่หลากหลายทั้งเต้นรำ อาร์แอนด์บี อิเล็คโทรนิค ร็อค บัลลาด เรโทรยันฮิพฮอพเข้าทำปฏิกิริยาทางเคมีด้วยกัน สิริรวมได้ผลลัพธ์ออกมาเรียกว่า"เคพ็อพ"อันเป็นศัพท์ทางดนตรีที่นิยามงานดนตรีเมนทสตรีมของฝั่งเกาหลีใต้ที่ทั่วโลกเริ่มเปิดรับและหันมาให้ความสนใจต่อเอกลักษณ์อันยิ่งยวดของคลื่นลูกใหม่ทางวัฒนธรรมดนตรีนี้ในช่วงเวลานั้น - - หากแต่ "เคพ็อพ" ในยุคนี้ส่วนตัวก้าวไปสู่งานฟิวชั่นแบบตะวันตกเสียมากกล่าวคือเป็นงานอิเล็คโทรนิคเต้นรำตีออโต้จูนรัวๆ ยูโรบีทหนักๆ ดั๊บสเต็ปและงานจำพวกสตรีทฮิพฮอพแต่ก็ยังมีเอกลักษณ์ของงานพ็อพแบบเกาหลีอยู่จนมีการเรียกจิกว่า "อิเล็คโทรนิคแบบเกาหลี" ซึ่งแปลว่าอะไรไปคิดเอา? - - ถ้าจะถามหาตัวแทนที่นิยามความเป็น "เคพ็อพ" ที่เป็นอัตลักษณ์ของWonder Girls ในงานชุดนี้มากที่สุดคงหนีไม่พ้น Be My Baby (3.5/5) ซิงเกิ้ลโปรโมตอันเป็นงานโอลด์สคูลพ็อพจังหวะสดใสน่ารักที่มีความเป็นเรโทรตามแบบฉบับของWonder Girlsแบบเดียวที่แฟนๆชอบใน Nobody,Tell Me หรือ So Hot ที่นับว่าดังในบ้านเรากันมากทีเดียว สำหรับเพลงนี้ไม่รู้ว่ากระแสในบ้านเราเป็นยังไงแต่ส่วนตัวเท่าที่ฟังแล้วรูสึกเฉยๆงั้นๆเพลงอื่นในอัลบั้มดีกว่าตั้งเยอะทำไม่ไม่ตัด (หรือตัด?) ไม่เข้าใจ จะว่าไปก็ติดหูดีแต่ส่วนตัวรู้สึกว่าเป็นเพลงที่ไม่มีพลังดึงดูดในระยะยาวเอาซะเลยจริงๆ (แต่เพรานะ!) ส่วนตัวยังชอบ Ra.D Mix ในอัลบั้มที่ฉีกแนวไปเป็นงานสแตนดาร์ดแจ๊ซซ์กึ่งพ็อพโซลเพราะๆหวานๆให้อารมณ์สวยสดประหนึ่งกำลังเดินหัวเราะร่าในบรรยากาศคริสมาสต์เสียมากกว่า ฉบับนี้แม้จะไม่เมนทสตรีมแต่ก็โชว์เรนจ์เสียงและเทคนิคการร้องตลอดจนวิสัยทัศน์ของพวกสาวๆได้ดีกว่าชนิดพลังผิดกัน ส่วนตัวฉบับนี้ให้4.5ดาวไปเลย

สำหรับเพลงอื่นในอัลบั้มนี่มีแรงๆกว่ามากชนิดที่ปล่อยของจนส่วนตัวเสียดายที่ดันมาชอบเพลงเกาหลีหลังยุคพวกเธอ อาทิ เพลงเปิดอัลบั้ม G.N.O. (5/5) ที่เป็นงานเต้นรำอัพบีทแรงๆสไตล์เรโทรคลับแด๊นซ์ที่หยอดสารพัดเล่มเกวียนมาทั้งเทคโน ดิสโก้ ฮิพฮอพตลอดจนความเป็นโซลหรูหรากรีดกรายในเพลงฟังแล้วนึกย้อนไปถึงงานเต้นรำช่วงยุคดิสโก้70s'คาบต่อกับ80s'ที่เพลงดิสโก้โดยศิลปินผิวดำกำลังเป็นที่แพร่หลาย - - พูดตรงๆนึกถึงบียอนเซ่ใน I Am...Sasha Fierce แผ่นที่สองที่ก็มาเป็นงานเต้นรำย้อนยุคประมาณนี้ไปจนถึงเพลง One Night Only ในภาพยนตร์เรื่อง Dream Girls - - ในฐานะนักวิจารณ์ดนตรีขอชมที่แม้ Wonder Girls จะไม่ใช่ออริจินัลแต่ก็ทำออกมาได้ถึงชนิดที่ตีโจทย์ดนตรีแนวๆนี้แตกกระจุยทีเดียว มาที่ Girls Girls (4.5/5) เริ่มต้นมาเป็นงานพ็อพอาร์แอนด์บีดำเนินเรื่องบนบีทกีต้าร์อคูสติคสวยๆเมโลดี้เพราะพริ้งมากๆนานไปเผยทีเด็ดด้วยการกลายร่างไปเป็นงานโซลหวานๆลอยละล่องพร้อมด้วยเครื่องเป่าสุดสุนทรียที่ฟังแล้วทำเอาหลุดลอยไปไกลเพราะอ่ะ! Me,in (3.5/5) สลับมาเป็นฟั้งค์ร็อคดิบๆตีคู่กับบีทอิเล็คโทรแกลมกลิ่นอายเรโทรย้อนยุคออกโซลที่ฟังแล้วดูโต่งที่สุดในอัลบั้มละแต่ก็แปลกหูดีนะ สำหรับคนชอบงานคอนเทมโพรารี่ย์อาร์แอนด์บีบัลลาดก็น่าจะหลงรัก Long Long Time (4/5) ได้ไม่ยาก ตัวเพลงเป็นงานโซลฟูลอาร์แอนด์บีไควเอทสตอร์มหลอนๆนวลเนียนที่ไพเราะเหลือใจ เพลงสุดท้ายที่ชอบน่าจะเป็น Act Cool (4/5) เป็นงานสตรีทฮิพฮอพติดอิเล็คโทรนิคเท่ห์ๆที่ช่วงต้นแซมเพิ่ลเพลงดังๆในอดีตของทางวงไว้ในท่อนแร็พด้วย เก๋ดีอ่ะ!!! ชอบมากๆ


ส่วนตัวฟังจบแล้วก็ต้องขอคารวะสาวๆเลยนะคะนับว่าเรื่องของวิสัยทัศน์ทางดนตรีนี่พวกเธอไม่เบากันเลยทีเดียวจะว่าไปยิ่งฟังยิ่งเสียดายนะคะที่ส่วนตัวมาฟังเพลงเกาหลีหลังยุคพวกเธอรวมถึงเสียดายที่รีบยุติกิจกรรมวงกลายเป็นตำนานกันไปเสียก่อนทั้งที่จริงๆแล้วด้วยฝีมอและศักยภาพแล้วน่าจะสามารถรังสรรค์งานดีๆสู้กับเกิร์ลกรุ๊ปหน้าเก่าหน้าใหม่ได้อีกหลายปี อย่างไรก็ตามครั้งหนึ่งพวกเธอก็มอบมาสเตอร์พีซไว้ให้พวกเราจดจำพวกเธอกันไปตลอดกาลแล้วล่ะนะ

ป.ล. อนี่งรีวิวชิ้นนี้เขียนสดๆเลยไม่ได้ทำการบ้านใดๆมาทั้งสิ้น ย้ำว่าถ้าตรงไหนผิดหรือพูดอะไรแรงไปต้องกราบขออภัยชาวWonderfulด้วยค่ะ...แต่ที่พูดนี่จริงใจนะ!!!



4Minute : Name Is 4Minute



4Minute : Name Is 4Minute : K-Pop/Dance-Pop/Urban/Electropop (70% = 3/5)

จริงๆแล้วก่อนหน้านี้ได้รับรีเควสต์อัลบั้ม Wonder World ของวงสาวน้อยมหัศจรรย์ Wonder Girls แต่เผอิ๊ญกว่าจะเคลียร์คิวงานเขียนได้ก็ดันมาชนตู้มเข้ากับการคัมแบ็คของเหล่าบอยแบนด์เกิร์ลกรุ๊ปที่ยังมีชีวิตอยู่ในวงการครั้งใหญ่โปรเจ็คดังกล่าวจึงจำเป็นต้องเลื่อนออกไปก่อน - - เพราะนะคะงานเขียนวิจารณ์ทางเพจHysteriaในบางครั้งเราก็จำเป็นต้องเกาะกระแสไว้ก่อน - - โดยที่ขอเริ่มการรีวิวต้อนรับคัมแบ็คใหญ่ของบรรดาเหล่าบอยแบนด์และเกิร์ลกรุ๊ปของเกาหลีใต้ในครั้งนี้กับมมินิอัลบั้มล่าสุดของ4Minute

เอาจริงๆถ้าถามว่าชอบวง 4Minute - - หรือที่ใครๆมักจะเรียกว่าวงฮยอนอาและเพื่อนๆ - - มั้ย? ก็คงต้องตอบว่า "ชอบ!!!" แต่อาจจะเป็นความชอบแบบขาจรเทียวไปเทียวมาออกงานมาก็ฟังไม่ออกก็ไม่ได้เดืฉดร้อนรอคอยอะไร คือไม่ได้ชอบถึงขั้นคลั่งไคล้สนใจติดตามถึงขั้นเป็นแฟนคลับเหนียวแน่นอะไรแบบที่ดิฉันชอบ T-ara,Girls' Generation,Brown Eyed Girls,Karaหรือล่าสุดกับSistar พูดตรงๆว่าวงนี้รู้จักอยู่คนเดียวจริงๆคือ "ฮยอนอา" นี่ขนาดสองสาว "2Yoon" ฉีกแนวมาออกซับยูนิตเป็นสาวคันทรี่ย์ตั้งแต่ต้นปีแล้วทุกวันนี้ยังไม่ได้หางานของพวกเธอมาฟังเลยคิดดู

มาที่มินิอัลบั้มล่าสุด "Name Is 4Minute" ที่เขาก็จั่วหัวบอกตั้งแต่หน้าปกแล้วว่าเป็นมินิอัลบั้มลำดับที่4ของทางวงซึ่งส่วนตัวเท่าที่ฟังภาพรวมแล้วก็ขอสารภาพตามตรงว่าอาจจะปลื้มไม่เท่ากับ Volume Up ที่ดูค่อนข้างจะระเบิดศักยภาพให้เป็นที่น่าประทับใจมากกว่ารวมถึงความแกร่งและความแรงของเมโลดี้ค่อนข้างจะเหนือกว่าName Is 4Minuteหลายช่วงตัวทีเดียว อย่างไรก็ตามในมินิอัลบั้มล่าสุดนี้พวกเธอก็มีทิศทางที่ก้าวหน้ามากขึ้นมากค่ะคือในแง่ของภาคดนตรีดูมีความหลากหลายและมีความเป็นงานทดลองเพื่อปูพื้นสู่การนำเสนอในอนาคตในระดับที่ลงตัวทีเดียววัดกันโดนรวมแล้ว Name Is 4Minute ชุดนี้เป็นงานที่ผสานเอาภาคดนตรีที่หลากหลายลงสู่ความเป็น "เคพ็อพ" ทั้งอิเล็คโทรนิค เต้นรำ ยันซาวนด์เออร์บันที่ใส่มาทั้งฮิพฮอพและอาร์แอนด์บีชนิดที่ดูแล้วได้รับอิทธิพลมาจากดนตรีในโซโล่ของฮยอนอาในระดับที่ค่อนข้างสูงทีเดียว นอกจากนี้ยังหยิบจับเอาความเป็นฟั้งค์กี้ย์และแฟชั่นสตรีทสไตล์ลงสู่ตัวงานซึ่งก็เรียกได้ว่าทันยุคทันเทรนด์ของเคพ็อพในยุคนี้ดีแรกๆรู้สึกถึง I Got A Boy ของสาวๆ Girls' Generation แต่มาคิดกันดีๆ (บวกกับมีคนแย้ง) ว่าสไตล์ของ 4Minute ก็ออกแนวสตรีทมาตั้งแต่สมัยยุคแรกๆแล้วเพียงแค่วัฏจักรของแฟชั่นและดนตรีเคพ็อพเพิ่งวนกลับมานิยมงานในลักษณะนี้อีกครั้งก็แค่นั้นหลังจากทิ้งช่วงไปนาน - - ซึ่งภาพรวมก็นับว่ายังกับสมคอนเส็ปท์ที่พวกเธอนิยามภาพลักษณ์ของตัวเองในยุคแรกๆว่า "Candy Funky" ดี เพียงแต่ออกแนวดิบและมืดกว่าเดิมนิดหน่อยก็แค่นั้น (แต่งงว่าทำไมไม่เรียกว่า "Funky Candy" จะดูถูกหลักไวยกรณ์กว่ามั้ย?!!!"

 เปิดอัลบั้มมากับ What's My Name (3.5/5) ที่เหมือนกับเป็นอินโทรเปิดงานสั้นๆแต่ก็นับว่าระเบิดทิศทางใหม่ๆของสาวๆให้แฟนๆจับทางเล่นกันไม่น้อยส่วนตัวชอบภาคดนตรีแนวซิมโฟนิคที่ผสานเอาความเป็นฟั้งค์ร็อคเกรี้ยวกราดเข้ากับบีทฮิพฮอพอาร์แอนด์บีหนักๆมืดๆนับว่าเท่ห์ดีไม่หยอกถึงจะไม่ได้หนักหน่วงถึงขั้นเป็นพวกฮาร์ดคอร์แร็พแต่ก็นับว่าพวกเธอทำออกมาได้ถึงทีเดียว ส่วนตัวให้ผ่าน What's Your Name (3.5/5) ซิงเกิ้ลโปรโมตอัลบั้มที่มาแนวสตรีทอาร์แอนด์บีปะทะฮิพฮอพ เต้นรำและฟั้งค์กี้ย์จัดจ๋านับว่าพวกนางและทีมโปรดิวซ์ประดิษฐ์ซาวนด์เคพ็อพที่แสนจะเก๋ไก๋ทันเทรนด์แฟชั่นกันอีกครา ฟังแล้วอดนึกถึงพวกศิลปะแบบกราฟฟิที่ย์ที่เรามักจะเห็นตามคลับฮิพฮอพอันเดอกราวนด์ของพวกเด็กแนวไม่ได้ ต่อด้วย Whatever (4/5) เปิดตัวมาเป็นงานที่คล้ายจะเป็นพวกโอลด์สคูลฮิพฮอพ80s'แต่พอตัดเข้าท่อนคอรัสเมโลดี้กับเป็นงานร่วมสมัยที่จับเอาเคพ็อพมาชนกับครั้งค์ อิเล็คโทรนิคและดั๊บสเต็ปชนิดที่หัวหมุนไปข้าง ฟังมาทั้งอัลบั้มถูกใจจริงจังจนเกิดแรงบันดาลใจให้เขียนถึงก็สามเพลงนี่แหละ

นับว่าเป็นอีกหนึ่งอัลบั้มเคพ็อพที่น่าสนใจที่สุดของปีทีเดียวโอเคในเรื่องของดนตรีเนื้องานอาจจะไม่ได้โดดเด่นถึงกับต้องออกปากว่าเป็นอัลบั้มที่สุดแสนจะเลิศล้ำมหัศจรรย์แต่งานที่ดูแล้วเป็นงานที่เฉยๆค่อนไปทางธรรมดาอย่างอัลบั้มนี้ฟังนานๆไปกลับติดหูถึงขั้นน่าสะพรึงกลัวเลยทีเดียวนะคะซึ่งก็เหมาะสำหรับคนที่กำลังสอดส่ายหางานเปรี้ยวๆแบบที่บูรณาการแฟชั่น สไตล์และวัฒนธรรมของเคพ็อพวินาทีล่าสุดลงสู่ตัวเพลงล่ะก็ Name Is 4Minute นี่แหละงานที่คุณตามหา

วันอังคารที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2556

Will.I.Am : #willpower



Will.I.Am : #willpower : Hip-Hop/Electropop/Dance-Pop/Dub-Step (75% = 3.5/5)

ก่อนอื่นคงต้องขอกราบเรียนท่านผู้อ่านทั้งที่เพจHysteriaและบอร์ดForwardmag ดอทคอมตามตรงว่า "สาบานได้ค่ะว่าไม่ได้คิดจะเขียนวิจารณ์ถึงอัลบั้มชุดนี้เลยจริงๆ" ด้วยความที่เพลงของตาวิล.ไอ.แอมในช่วงหลังๆ - - อันนี้ขอประทานโทษที่จะหมายรวมไปยันพวกBlack Eyed Peasทั้งคณะด้วย - - นี่เป็นอะไรที่ไม่ถูกจริดดิฉันอย่างแรงชนิดที่แบ่งพื้นที่อยู่กับคนละโลกแกอยู่ส่วนแกข้าอยู่ส่วนข้าอย่าได้โคจรมาบรรจบกันเลยเถิด (สาธุ) แต่เคราะห์ร้ายที่โซโล่อัลบั้มล่าสุดตาวิลนี้ดันไปดึงศิลปินที่ดิฉันรักใคร่ชอบพอมาซะเยอะตั้งแต่ระดับเจ๊หอกบริทนี่ย์ สเปียรส์เจ้าหญิงเพลงพ็อพผู้ไร้เดียงสาตลอดกาล,หนุ่มคริส บราวน์,น้องจัสติน บีเบอร์,ไมลี่ย์ ไซรัสไปยันเกิร์ลกรุ๊ปเกาหลีจากต่างดาว 2NE1(เก๋!!!!) ที่หลายหลังนี่ทำเอาน้ำลายสออยากฟังเสียฯดิ้นพราดๆกินไม่ได้นอนไม่หลับ

ว่าแล้วต้องกราบขอบคุณน้องเอิ๊ก Noël Levesque ท่านผู้มีอุปการะคุณสุดหล่อที่ช่วยให้ดิฉันได้ฟังอัลบั้มนี้ ซึ่งก็พูดตรงๆว่าก่อนจะฟังนี่ใส่อคติไปสูงลิบด้วยความที่ไม่ขอบสไตล์นายวิลสมัยนี้เป็นทุนอย่างที่ได้กล่าวไปแต่พอมาฟังเอาจริงๆแล้วที่ไหนได้ดันชอบซะงั้นชอบแบบชนิดหัวปักหัวปำและชอบแบบชนิดที่ไม่เคยคาดเดาว่าจะชอบถึงเพียงนี้ แม้เพลงจะเป็นงานดาดดื่นตามยุคสมัยทั่วไปแต่ขอโทษทีเถอะค่ะปฏิเสธไม่ลงจริงๆว่าเป็นอัลบั้มที่ติดหูและฟังได้เพลิดเพลินเจริญใจมากๆชนิดที่ดิฉันที่ออกตัวแรงเสมอว่าไม่ชอบงานของตาวิลยุคหลังๆนี้ยังอดไม่ได้ที่จะนั่งฟังวนไปวนมาถึงตอนที่กำลังเขียนอยู่นี่ก็น่าจะเป็นรอบที่6ได้แล้วกระมัง เพลงดีมั้ยนี่?ไม่รู้ว่ะ!!! แต่สอบผ่านฉลุยในฐานะอัลบั้มชวนฟังแห่งปี ฟังได้ไหลลื่นสนุกหรรษาที่สุดชุดหนึ่งของปีชนิดที่ลืมไปเลยว่าลูกเล่นในอัลบั้มที่มันก็มีเสี่ยวโหลโบ๊เบ๊สามตัวร้อยแถมยังดูเกลื่อนกลาดดาดดื่นบ้างจนจักวิจารณ์บางท่านอาจจะเรียกว่า "ดนตรีขยะ" ไหนจะมันก็เหมือนๆคล้ายๆกับงานเมนทสตรีมยุคนี้ไปแทบจะทั้งหมด.....แต่ฟังเพลิ๊น เพลินนะคะไม่เชื่อลองดูสิ

มาถึงบรรทัดนี้ถ้าใครยังเดาไม่ออกว่าในอัลบั้มชุด #willpower นี่ตัวเพลงมันออกมาอีหรอบไหน(วะ?!!!)ก็แนะนำว่าโปรดฟัง Scream&Shout (4/5) - - เชื่อว่าคงไม่มีท่านใดในเพจหรือในบอร์ดที่เกาหัวแกรกๆไม่รู้จักเพลงนี้ใช่มั้ยเจ้าคะ? - - ที่ตาวิลไปเกี่ยวก้อยพาองค์หญิงหอกบริทนี่ย์มาร่วมเสี่ยงตายเสียจนดังระบือไปทุกหนแห่งทั่วโลกซึ่งก็สามารถบ่งบอกภาพรวมใน #willpower ชุดนี้ได้เป็นอย่างดีว่าเป็นงานเมนทสตรีมพ็อพมาตรฐานดนตรีกระแสหลักแห่งปี2013ซึ่งวาดลวดลายถายทอดบนความเป็นฮิพฮอพ อิเล็คโทรนิค เต้นรำสไตล์คลับแด๊นซ์พวกเทคโนยันยูโรบีทตึ๊บๆและดั๊บสเต็ปเป็นหลักใหญ่ใจความ ซึ่งแม้ว่าในเพลงนี้ที่ร่วมกับคุณนายบริทนี่ย์มันอาจจะไม่ได้ออกดั๊บเด่นระยับดับเครื่องชนเท่าเพลงอื่นๆในอัลบั้มที่มาแบบแรงกว่ามากแต่ก็ขอยกให้เป็นจุดศูนย์กลางของอัลบั้มที่สะท้อนถึงความเป็นธีมหลักของดนตรีพ็อพในปัจจุบันได้อย่างดี ส่วนตัวไม่ได้ติ่งแต่ต้องขอยกเครดิตให้บริทนี่ย์จริงๆที่ยกระดับให้งานที่ดูเหมือนจะเป็นสูตรสำเร็จดาดๆโหลๆซ้ำซากแบบงานช่วงหลังๆของ Black Eyed Peas ให้กลายเป็นเพลงที่โดดเด่นจนทะยานขึ้นแท่นเป็นเพลงชาติของทุกผับได้ - - แค่ท่อนร้อง ท่อนแร็พ ท่อนพูดของแม่นางโผล่มาก็ล่อเอาคนฟังหลอนแล้วคะ เพราะว่า It's Britney Bitch! (จบแมะ?)

เพลงอื่นๆในอัลบั้มนี่ก็มีอีกเยอะแยะล้นหลามทะลักทลายนะคะที่ส่วนตัวเชื่อว่าถ้าตัดออกมาโปรโมตนี่น่าจะฮิตได้ไม่ยากเพราะว่ามีความเป็นธีมของยุคสูงทั้งนั้น เริ่มที่ซิงเกิ้ลล่าสุด #thatPOWER (4.5/5) ที่ได้เจ้าหนูน้อยมหัศจรรย์ขวัญใจดิฉันอย่างตาหนู "จัสติน บีเบอร์" มาร่วมสังฆกรรมนี่ก็เป็นงานสไตล์คลับแบงเกอร์จ๋าที่ฟังๆไปก็เหมือนงานยุคหลังๆของเดวิด เกตต้าอยู่นะคะกับลูกเล่นของงานอิเล็คโทรฮิพฮอพ แดนซ์-พ็อพเทคโนอัพยูโรบีทติดกลิ่นเฮ้าส์ลอยๆเจือจางไปยันดั๊บสเต็ปมืดๆที่จังหวะจะโคนลูพในตัวเพลงกวนประสาทมากๆ นับว่าดูมีอนาคตที่สดใสทีเดียว อีกหนึ่งเพลงที่น่าจับตามองที่สุดของอัลบั้มคงหนีไม่พ้น Let's Go(4.5/5) ที่ร่วมงานกับคริสบราวน์ที่ก็เป็นงานอิเล็คโทรพ็อพเต้นรำที่ขนมาทั้งอาร์แอนด์บีเทคโน ดั๊บสเต็ปและฮิพฮอพแร็พแซมเข้าด้วยกันได้ลงตัวมากๆจะว่าไปดูเป็นเพลงของคริส บราวน์มากกว่าตาวิลอีกนะคะแต่ก็เป็นหนึ่งในแทร็คที่ดูมีพลังมากที่สุดของอัลบั้ม แทร็คเปิดอัลบั้ม Hello (3.5/5) นี่ฟังแล้วก็มุขจาก Black Eyed Peas ใน Dirty Bit ชัดๆแต่ส่วนตัวให้ผ่านนะเพราะอย่างน้อยเมื่อมาผสานกับภาพรวมแล้วนับว่าเรียบเรียงออกมากันได้ดี สำหรับเพลงที่ทำให้อยากฟังอัลบั้มนี้คงหนีไม่พ้น Gettin' Dumb (4/5) ที่ดึงเอาตาApl.De.Apเพื่อนซี้จากBlack Eyed Peasรวมไปถึง2NE1วงเกิร์ลกรุ๊ปตัวแม่จากเกาหลีใต้ซึ่งก็นับว่าเป็นการประสานเคมีระหว่างกันได้ลงตัวเพราะพี่สองมืดก็แว๊นซ์มาเจอกับแปลกๆอย่าง4สาวเพลงมันเลยออกมาไม่ธรรมดาแม้ว่าจะยืนพื้นบนลูกเล่นของงานอิเล็คโทรนิคประสานฮิพฮอพมาตรฐานตาวิลที่ตบเอาบีทอคูสติคมาชนกับจังหวะจะโคนของงานเต้นรำแบบยูโรบีทแต่งวดนี้บีบความเป็นเออร์บันให้ดิบเป็นเท่าตัวด้วยอิทธิพลของดนตรีแด๊นซ์ฮอลล์ชนโครมกับฮิพฮอพอาร์แอนด์บีและดั๊บสเต็ปยังไม่ถึงกับข้ามสายพันธุ์ไปเป็นReggaetonหรือพวกอัลเทอเนทีฟฮิพฮอพแต่ก็ตึ๊บอยู่แถมสาวซีแอลยังแร็พได้โคตรเท่ห์ชนิดที่เหล่าแบล็คแจ็คได้ฟังแล้วคงต้องดีดดิ้นวี๊ดว๊าย - - ดูแล้วมีแววน่าจะได้ออกงานภาษาอังกฤษแข่งกับพวก9สาว - - ว่าแล้วตอนนี้ข้อมูลล้นแล้วค่าอยากจะเขียนถึงทุกแทร็คเลยว่าแล้วก็ขอรีบอำลาด้วย Smile Mona Lisa (4.5/5) โบนัสแทร็คที่ดนตรีละเมียดละไมน่าฟังกับการเรียบเรียงที่แตกต่างออกไปกับภาคดนตรีจำพวก "เวิลด์มิวสิค" ถ้าเรียกแบบกำปั้นทุบดินส่วนตัวชอบเมโลดี้ของกีต้าร์อคูสติคในเพลงนี้ทำออกมาได้คลาสสิคและสวยจับใจ

อยากจะบอกว่าส่วนตัวมีความรู้สึกว่าการจัดอันดับ20อัลบั้มปลายปีนี้งานชุดนี้คงจะมีสิทธิ์เป็นม้ามืดที่ติดอันดับหนึ่งในยี่สิบค่อนข้างสูง อาจจะเป็นอัลบั้มเมนทสตรีมดาดๆโหลๆหาได้ทั่วไปในตลาดเพลงยุคนี้แถมอาจจะน่าเบื่อหน่ายอย่างที่เขาว่าแต่ "แม่งติดหูฉิบหายเลยว่ะ!" - - ดิฉันที่ทำเป็นดัดจริตเขียนงานยากๆอย่างพวก Black Rebel Motorcycle Club,Suede,The Strokes,Dido,Justin Timberlake,Yeah Yeah YeahsหรือSarah Brightmanยังต้องยอมโค้งคำนับให้...เจอหนึ่งในเพื่อนที่ดีที่สุดของปีนี้จนได้

วันเสาร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2556

Billie Holiday : Complete Jazz Series 1957



Billie Holiday : Complete Jazz Series 1957 : Vocal Jazz (100% = 5/5)

นับว่าเป็นอีกหนึ่งของแรงบันดาลใจทางดนตรีที่ตัวดิฉันเองก็ห่างหายจากสิ่งนี้ไปนานนั่นคือการฟังและเขียนวิจารณ์อัลบั้มเพลง "แจ๊ซซ์" หนึ่งในแนวดนตรีที่ส่วนตัวดิฉันเองรักใคร่โปรดปรานที่สุดอันเป็นหนึ่งในภาคดนตรีที่หล่อหลอมจิตวิญญาณตลอดจนชีวิตการฟังดนตรีของตัวดิฉันเองมาตลอดหลายปีที่ผ่านมาซึ่งช่วงหลังๆอาจจะมีห่างหายไปบ้างเพราะตัวดิฉันเองก็เป็นคนที่ชอบเปลี่ยนอะไรไปเรื่อย อย่างที่ท่านผู้อ่านเห็นกันว่าช่วงหลังๆดิฉันจะค่อนข้างอยู่กับเคพ็อพและพวกอินดี้ค่อนข้างมากแต่ก็ไม่เคยลืมช่วงเวลาอันมีความสุขและผ่อนคลายทุกครั้งยามที่ได้ฟังเพลงแจ๊ซซ์นะคะยิ่งช่วงสมัย6-7ปีที่แล้วเป็นช่วงเวลาที่คลั่งไคล้ดนตรีแนวนี้มากเลยจริงๆซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องขอขอบคุณน้อง Thanakrit Khamsangthong ที่ได้รีเควสต์งานของ "บิลลี่ ฮอลิเดย์" ศิลปินแจ๊ซซ์ที่ส่วนตัวดิฉันเองชอบมากที่สุดนับว่าน้องหนุ่มนี่ได้ดึงพี่กลับสู่ห้วงอารมณ์ของการดื่มด่ำสุนทรียภาพของดนตรีแจ๊ซซ์ที่ส่วนตัวห่างหายไปนานให้กลับมาชนิดถูกจังหวะเวลาจริงๆ

ชื่อของ "บิลลี่ ฮอลิเดย์" นี่สำหรับคอดนตรีแจ๊ซซ์ไม่ว่าจะเป็นระดับบรมครูหรือจะฟังพอให้ทราบเป็นสังเขปก็ต่างยกย่องให้เธอเป็นหนึ่งใน "ราชินีเพลงแจ๊ซซ์" ระดับแถวหน้าชนิดขึ้นหิ้งเช่นเดียวกับเอลล่า ฟิทซ์เจอรัลด์,แอนนิต้า โอ'เดย์,ซาร่าห์ วอห์นและนีน่า ซีโมน เอาจริงๆแล้วดิฉันขอเปรียบเทียบราชินีท่านนี้กับทุกๆท่านที่ผ่านมาโดยส่วนตัวดิฉันมองว่าการร้องเธอดู "ธรรมดาที่สุด" ในบรรดาทั้งหมดทั้งมวล น้ำเสียงของเธอทรงพลังและดิบดุเท่ากับซาร่าห์ วอห์นหรือนีน่า ซีโมนมั้ย?ก็เปล่า!!!แท้จริงแล้วเจ้าป้าบิลลี่เสียงเล็กไปเลยเมื่อเทียบกับอีกสองท่านที่กล่าวมา ในเรื่องของเทคนิคชั้นเชิงการอิมโพรไวซ์รึก็ไม่ได้เข้าข่ายมหัศจรรย์เท่าเอลล่า ฟิทซ์เจอรัลด์หรือแอนนิต้า โอ'เดย์ที่แลดูจะเหนือมนุษย์กันมากแต่อ้างอิงตามคำกล่าวของตำนาน "แฟรงค์ สินาทรา" ที่เคยยกย่องการอิมโพรไวซ์ของป้าบิลลี่ว่าเป็นนิยามการอิมโพรไวซ์ที่ดีที่สุดเท่าที่วงการดนตรีแจ๊ซซ์เคยมีมา - - "เธอทำให้เรารู้ว่าขอบเขตุการอิมโพรไวซ์ของคนเราไปได้ไกลถึงระดับไหน" ลุงแฟรงค์ท่านกล่าว - - รวมถึงสำหรับดิฉันแล้ว "บิลลี่ ฮอลิเดย์" เป็น Vocal Jazz ที่หาตัวจับยากในแง่ของการสื่อสารความรู้สึกจากก้นบึงของหัวใจเธอเองก่อนจะระเบิดออกมาให้ผู้ฟังสามารถที่จะสัมผัสทุกพยางค์ว่าเธอหมายความตามนั้นจริงๆ ให้เรามีอารมณ์ร่วมและเชื่อในสิ่งที่เธอกำลังถ่ายทอดไม่ว่าจะเป็นดนตรีสวิงสนุกสนาน งานบลูส์ปวดร้าวทุกข์ระทมแทบขาดใจตลอดจนสแตนดาร์ดแจ๊ซซ์หวานๆที่ขับกล่อมให้ทุกหูเพลิดเพลินประหนึ่งต้องมนตร์สะกดซึ่งนับว่า "อัตลักษณ์" ในการขับขานดนตรีแจ๊ซซ์ของเธอได้ทลายพรมแดนที่ปิดกั้นระหว่างดนตรีพ็อพและแจ๊ซซ์ลงสู่การสมานเนื้องานที่บรรเจิดชนิดมีชีวิตยืนยงเหนือกาลเวลา...โดยทุกสิ่งเริ่มมาจาก "ความรู้สึก" ล้วนๆ

จริงๆตอนแรกว่าจะหยิบอัลบั้มชุด Solitude ซึ่งเป็นงานรีรีสจาก LP ชุดแรกของเธอที่ชื่อ "Sings" มาเขียนแต่ด้วยความที่มันหายากมากจนส่วนตัวขอสับรางมาเขียนงานที่สะท้อนภาพรวมของผลงานของเธอโดยอัลบั้มที่เลือกมาคือ "Complete Jazz Series 1957" ซึ่งก็เป็นยุคที่ถ้าจำไม่ผิดก็น่าจะยุคเกือบท้ายๆก่อนที่ป้าจะเสียชีวิต (หากข้อมูลผิดพลาดก็ต้องกราบขออภัยมา ณ ที่นี้) โดยภาพรวมของอัลบั้มนี้จะเป็นงานสแตนดาร์ดแจ๊ซซ์ละเมียดละไมติดกลิ่นอายบลูส์เข้มๆทุกข์ระทมตามแบบฉบับของป้ารวมไปถึงยุคของงานจำพวก Torch Song อันเป็นบัลลาดเครื่องสายและออเครสตร้าซึ่งก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งมนตร์เสน่ห์ของบิลลี่ ฮอลิเดย์หลังจากยุคสิ้นอิทธิพลของดนตรีสวิงและบีบ็อพในสองทศวรรษก่อนหน้านี้ตามลำดับ (ไม่แน่ใจว่าอิทธิพลของบีบ็อพสมัย'50sจะยังคลุกกรุ่นอยู่หรือไม่หลังจากที่เข้าไปแทนที่สวิงในช่วง'40s) ซึ่งก็นับว่าเป็นตัวเลือกที่ดีไม่น้อยสำหรับใครที่อยากรู้จักเธอ...ก็ลองหางานคลาสสิคๆในชุดนี้ของเธอมาลองฟังดู

ด้วยความที่เป็นอัลบั้มรวมเพลงอมตะก่อนอื่นก็ต้องบอกว่าทุกเพลงไพเราะคลาสสิคฟังได้เพลิดเพลินหมดซึ่งก็แล้วแต่ว่าท่านจะไปถูกใจแทร็คไหนกันบ้าง ส่วนตัวดิฉันชอบ I Wished On The Moon (5/5) งานสแตนดาร์ดแจ๊ซซ์เพราะพริ้งครบเครื่องทั้งเพียโนพลิ้วไสว เครื่องเป่าที่ได้อรรถรสของมนตร์เสน่ห์แห่งจิตวิญญาณแจ๊ซซ์'50sช่างงดงามกรีดกรายเสียนี่กระไรยิ่งได้อารมณ์ความเป็นบลูส์หอมๆหรูหราเจือเข้ามายิ่งรักเข้าไปใหญ่ ฟังแล้วอบอุ่นเคลิบเคลิ้มนี่ขนาดฟังในแท็ปเล็ตนะคะยังเหมือนกับหลุดไปอยู่ในยุคของคลับดนตรีแจ๊ซซ์ยังไงยังงั้น Body And Soul (4.5/5) เป็นงานบลูส์แจ๊ซซ์เข้มๆโหยหวยติดโซลหม่นๆซึ่งยุคนั้นไม่แน่ใจว่านิยามคำว่า "โซล" ขึ้นมาใช้ในแวดวงดนตรีผิวสีหรือยัง แต่เราก็ขอใช้ศัพท์ปัจจุบันนิยามตามภาพรวมก็แล้วกันเปิดฟังตอนดึกๆพลางมองไฟตามท้องถนนจากหน้าต่างห้องนี่แบบทำให้รู้สึกเหงาจับขั้วหัวใจแค่เสียงเครื่องเป่าในเพลงก็แทนความรู้สึกของตัวเพลงทั้งหมดได้เต็มเปี่ยมแล้วคิดดูว่ามาชนกับเสียงของ "บิลลี่ ฮอลิเดย์" จะบรรเจิดใจขนาดไหน Moonlight In Vermont (4.5/5) ตัวเพลงเป็นสแตนดาร์ดแจ๊ซซ์สไตล์เพียโนไลท์แจ๊ซซ์บางเบานุ่มนวลคลอเคลียไปกับกีต้าร์บลูส์เชือดเฉือนก่อนจะเบรคตามด้วยเครื่องเป่าสุดสุนทรียส่วนตัวชอบในเมโลดี้ที่ดูลื่นไหลไปอย่างอิสระเช่นเดียวกับเสียงกระซิบๆเบาๆชวนเคลิ้มฝันของเจ้าป้าที่ฟังแล้วนชวนผ่อนคลายแบบบอกไม่ถูก ต่อด้วย A Foggy Day (5/5) ที่ภาคดนตรีใกล้เคียงกันเพียงแต่มีอารมณ์ของความเป็นบลูส์ที่เข้มและอัพบีทดนตรีมากกว่าจะว่าไปตัวเพลงยังดูสดและใหม่ชนิดที่นำมาเปิดกับพวกโมเดิร์นแจ๊ซซ์ไปยันครอสโอเว่อร์แจ๊ซซ์ยุคนี้ได้ชนิดไม่ขัดเขินแถมยังดูมีคลาสกว่าด้วยซ้ำ - - ที่สำคัญจริตป้าเป็นต่อ - - นี่แหละเสน่ห์ของความเป็นออริจินัล ขออำลาพาร์ทแนะนำเพลงไปกับเพลง Comes Love (5/5) ที่มีท่อนที่สวยทั้งเมโลดี้ตลอดจนสรรพสำเนียงการร้องของป้าที่ทรงเสน่ห์เหนือคำบรรยายตลอดจนการเรียบเรียงที่ฟังแล้วมีสิบให้สิบมีร้อยให้ร้อยเลย วิจิตรงดงามจนพูดไม่ออก

ท้ายที่สุดคงต้องไม่พ้นที่จะต้องขอบคุณน้อง Thanakrit Khamsangthong ที่รีเควสต์งานของศิลปินดีๆมาอันนี้ต้องเรียนตามตรงว่าถ้าน้องหนุ่มไม่รีเควสต์มาคงจะไม่มีโอกาสได้เขียนถึงป้าบิลลี่ ฮอลิเดย์เป็นครั้งที่สองแน่ๆ รวมถึงทำให้ดิฉันได้หวนกลับคืนสู่บรรยากาศของดนตรีแจ๊ซซ์ยุค'50sที่ยังคงสดและเต็มเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณของดนตรีคุณภาพอันน่าเคารพนับว่าเป็นตัวเลือกอันแสนวิเศษสำหรับการหลีกหนีเพลงเมนทสตรีมชืดๆน่าเบื่อน่ารำคาญในยุคนี้ได้ดีจริงๆ


วันอังคารที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2556

Major Lazer : Free The Universe



Major Lazer : Free The Universe : Alternative Hip-Hop/Dancehall/Electronica/Dub-Step/Bounce/Moombahton (95% = 5/5)

จำได้ว่าเมื่อสมัย2008-2009เคยคลั่งไคล้วงนี้มากๆเนื่องจากทำเพลงเต้นรำแบบอัลเทอเนทีฟฮิพฮอพผสานจาไมกันแด๊นซ์ฮอลล์ ดั๊บและอิเล็คโทรนิคได้ดิบ กวนตีน(ต้องขอใช้คำนี้!!!)และแม่งแว๊นซ์ได้ใจดิฉันจริงๆ งานชุด Guns Don't Kill People...Lazer Do อัลบั้มแรกของทางวงนี่ส่วนตัวดิฉันยกให้เป็นหนึ่งในงานสุดยอดเยี่ยมตลอดกาลในหมวดหมู่งานดนตรีประจำฤดูร้อนเลยทีเดียวและวันนี้พวกเขากลับมาแล้วกับ Free The Universe สตูดิโออัลบั้มชุดที่สองซึ่งก็แน่นอนว่าเป็นหนึ่งในที่สุดแห่งความคาดหวังประจำปี2013ของบ.ก.เพจ Hysteria อีกอัลบั้ม

Major Lazer คือโปรเจ็คการรวมตัวกันของ "สวิตซ์" และ "ดิพโล" สองโปรดิวซ์เซอร์แนวเออร์บันที่มีฝีไม้ลายมือในการทำดนตรีระดับพระกาฬตลอดวิสัยทัศน์และอัจฉริยภาพอันหาตัวจับยากพร้อมกับบรรดากองทัพศิลปินที่ประโคมกันมาช่วยระเบิดความบ้าระห่ำในการเนรมิตดนตรีเออร์บันคลับแด๊นซ์มันส์ๆอย่างที่ได้เคยระเบิดศักยภาพกันชนิดช็อควงการไปรอบนึงแล้วในอัลบั้มแรก Guns Don't Kill People...Lazer Do ที่เป็นงานอัลเทอเนทีฟฮิพฮอพที่ผสานเอาดนตรีฮิพฮอพมาปะทะเอากับอิเล็คโทรนิคบีทมึนๆกวนๆ ดั๊บสเต็ปชนิดที่สะก๊อยมากตลอดจนจาไมกันแด๊นซ์ฮอลล์แรงๆโยกกันตัวหลุดลืมตายจวบจนงานแบบ Reggaeton อันเป็นงานจำพวกเร็กเก้แด๊นซ์ฮอลล์ที่ประสานเอาซาวนด์ดิบๆของความเป็นเออร์บันเข้ามาประสานงาชนิดที่คนฟังหอบ

 ใน Free The Universe ภาคดนตรีและการนำเสนอโดยรวมยังคงยืนพื้นที่งานดนตรีแบบเดิมคือยังคงความเป็นอัลเทอเนทีฟฮิพฮอพ ดั๊บสเต็ป อิเล็คโทรนิคและแด๊นซ์ฮอลล์ดิบดุสมนิยามของความหฤหรรษ์ประจำฤดูร้อนเช่นเดิมแต่ด้วยความที่ก่อนหน้านี้ทางวงก็คั่นงานอีพีมาร่วม2-3ชุดได้เรื่องความลงตัวและชั้นเชิงในการนำเสนอจึงดูประณีตขึ้นแม้ความแรงห่ามแบบที่เราถูกใจในสมัยอัลบั้มแรกจะถอยลงแต่เรากลับได้งานบ้าระห่ำที่กลมกล่อมขึ้นเป็นเท่าตัวแม้บทของอาวุธลับที่เป็นเพลงฮิพฮอพดั๊บสเต็ปหรือแด๊นซ์ฮอลล์แรงๆจะดูเดิมๆและอาจจะไม่มันส์สะใจวายป่วงเท่าเดิมแต่พิจารณาองค์ประกอบอื่นๆพวกเขาก็พัฒนาขึ้นไปเยอะทีเดียว นอกจากนี้แล้วใน Free The Universe ยังหยิบจับของใหม่มาฟิวชั่นเอาใจขาโจ๋ อาทิ Bounce ซึ่งเป็นงานสไตล์ฮิพฮอพยุค80'sที่ดิพโลคลั่งไล้ตลอดจนMoombahtonที่จับเอาดนตรีเฮ้าส์มาชนกับReggaetonนั่นแล

มาถึงช่วงแนะนำเพลงเด็ดนี่ส่วนตัวแนะนำไม่ถูกจริงๆเพราะส่วนตัวชอบมันทั้งอัลบั้มเลยอ่ะค่ะ แต่ถ้าจะต้องตัดใจเลือกก็ขอเลือก You're No Good (4/5) เพลงเปิดอัลบั้มที่ขนพลพรรคมาร่วมกันสังฆกรรมทั้งเจ๊ซานติโกลด์,Danielle Haim,Vybz KartelและYasmin งานเพลงเป็นงานอัลเทอเนทีฟฮิพฮอพดิบๆประสานจังหวะมาร์ชชิ่งแบบสมรภูมิสงครามพาร์ทของอาเจ๊ซานติโกลด์ออกมาหลอนหัวกระเดียดไปทางทริพฮอพซึ่งตีกับสรรพสำเนียงแร็พตับแล่บติดเหน่อแบบจาไมกันแด๊นซ์ฮอลล์แว๊นซ์ๆของฝ่ายชายได้ดี ไม่ได้มาเต้นลืมตายแบบที่คาดไว้แต่แม่งเท่ห์แน่นอนกันจริงๆว่ะ!!! เพลงต่อไป Jet Blue Jet (4.5/5) ที่ร่วมงานกับLeftside,GTA,RazzและBiggy นี่มาแนวปล่อยของสไตล์Major Lazerแล้ว ใครที่คอเป็นงานคลับแด๊นซ์แบบเออร์บันฮิพฮอพอันเดอร์กราวนด์ผสานReggaeton คงชอบงานดั๊บสเต็ปถ่อยๆยียวนกวนตีนและเสียงแร็พไพร่ๆสำเนียงจาไมกันแด๊นซ์ฮอลล์  เบรคจากความดิบห่ามมาฟังงานเร็กเก้เพราะๆกันใน Get Free (4/5) ที่ร่วมงานกับ Amber Coffman ในแทร็คที่สามตัวงานฟังสบายๆแต่แอบหยอดความเป็นอิเล็คโทรนิค ทริพฮอพและเวิลด์บีทแซมมาเพื่อความไว้ลายในชั้นเชิงว่าระดับMajor Lazerทั้งทีจะทำอะไรคงไม่มีธรรมดา ต่อด้วย Jah No Partial (4.5/5) กับ Flux Pavilion ขึ้นต้นมาร่ายภาษาพื้นเมืองทำเอาช็อคเลยทีเดียวตัวเพลงเป็น Moombahton ในยุคฟิวชั่นร่วมสมัยจับเอาท่วงทำนองของเฮ้าส์มาตบเข้ากับReggaetonที่เป็นงานเร็กเก้แด๊นซ์ฮอลล์ติดเออร์บันแกลมดั๊บสเต็ปแรงๆและอิเล็คโทรนิค เปิดเต้นกันในผับสบาย มาปล่อยของกันอีกทีใน Wind Up (5/5) ที่ดึงเอา Elephant ManและOpal มาร่วมบรรเลงตัวเพลงมีความเป็น Major Lazer ในอัลบั้มแรกชนิดสูงเสียดฟ้าเข้าทางคนชอบงานอัลเทอเนทีฟฮิพฮอพ ดั๊บสเต็ปและจาไมกันแด๊นซ์ฮอลล์ แทร็คที่ส่วนตัวจับตามองที่สุดเห็นจะไม่พ้น Scare Me (4/5) ที่สามารถคว้าผู้ร่วมงานระดับ Peaches มาด้นคู้กับ Timberlee ได้ ภาคดนตรีเป็นงานซินธิ์พั้งค์ติดนิวเวฟกวนๆสไตล์ Peaches ฟิวชั่นเข้ากับแด๊นซ์ฮอลล์และฮิพฮอพและฮิพฮอพแบบ Major Lazer โคตรชอบอ่ะ!!! อีกเพลงที่น่าสนใจเห็นจะไม่พ้น Jessica (4/5) ที่ได้ Ezra Koenig จาก Vampire Weekend มาร่ายมนตร์สะกดในเพลงแนวเร็กเก้ติดอินดี้พ็อพดูคลาสสิคดีไม่หยอกก่อนจะลุกขึ้นไปเต้นกันต่อใน Watch Out For This (Bumaye) (5/5) กับ Busy Signal,The FlexicanและFS Green ตัวเพลงดูออกงาน Hollertronic สไตล์ดิพโลที่จับเอาละทิน เฮ้าส์ แด๊นซ์ฮอลล์ ดั๊บ อิเล็คโทรนิค Moombahton เวิลด์บีทและฮิพฮอพมาปะทะกันซะสนานใจ ดิฉันต้องจำใจอำลาท่านผู้อ่านไปกับ Sweat (4.5/5) แทร็คสุดมันส์ที่ร่วมงานกับ Laidback Lukeกับ Ms.Dynamite ก่อนที่จะอดใจไม่ไหวเขียนมันหมดทั้งอัลบั้ม เพลงแม่งมันส์สัสว่ะค่ะขฉภัยในบางลีลาที่หยาบคายแต่โคตรจะสุดยอด!!!

ว่ากันตามตรงอัลบั้มนี้ก็โผล่มาชนิดที่ไม่คาดคิดหรือทราบข่าวคราวใดๆว่าจะได้ฟังนะคะ ส่วนตัวแน่ใจว่าเป็นอีกหนึ่งในอัลบั้มที่ดิฉันรักใคร่ถูกใจที่สุดของ2013นี้อย่างแน่นอน ขอยกให้เป็นอัลบั้มไฮไลท์ประจำฤดูร้อนนี้ไปเลย

Gain&Hyungwoo : Romantic Spring



Gain&Hyungwoo : Romantic Spring : K-POP/Acoustic/Easy Listening (80% = 4/5)

ก่อนอื่นต้องขอสารภาพนะคะว่าจริงๆแล้วใน Hysteria ไม่ได้มีคิวหรือรีเควสต์สำหรับรีวิวอัลบั้มนี้เลยเพราะด้วยความที่อัลบั้มนี้มาจากไหนดิฉันก็ไม่ทราบได้คือจู่ๆก็โผล่มาแบบไม่มีที่มาที่ไปแถมไม่มีข้อมูลให้ค้นหาอีกต่างหากรวมถึงเพิ่งจะเขียนวิจารต์อัลบั้ม Sound G.ไปหมาดๆ คนอ่านที่ติดตามงานเขียนของทางเพจมานานจะรู้ว่าทางเราไม่ค่อยเขียนงานของศิลปินท่านหรือวงเดิมติดกันเสียเท่าไรเพื่อความหลากหลายในการเสพย์งานวิจารณ์แต่เอาเป็นว่างวดนี้ "มือที่มองไม่เห็น" ตามหลักเศรษฐศาสตร์ได้เข้ามาแทรกแซงคิวรีเควสต์ในครั้งนี้เสียแล้ว

สำหรับอัลบั้มRomantic Springนี่ก็เพิ่งจะวางขายไปช่วงต้นเดือนเมษาศกนี้มาหมาดๆซึ่งก็นับว่าการหยิบขึ้นมาเขียนวิจารณ์นี้เป็นการทำหน้าที่ของ Everlasting ได้อย่างทันท่วงทีหากแต่ Everlasting นางนี้กราบขอประทานอภัยจากท่านผู้อ่านทุกๆท่านจริงๆค่ะเนื่องด้วยข้อมูลที่มีอยู่ในมือคือ "โซโล่อัลบั้มชุดที่สามของ กาอิน Brown Eyed Girls" ส่วนข้อมูลอื่นๆหาได้มีปรากฏว่าเจ้า Romantic Spring ชุดนี้เป็นงานในกรณีเฉพาะกิจใดๆหรือไม่ก็ไม่ทราบ เชิญตา Hyungwoo มาร่วมร้องทำไม? แล้วHyungwooคือใคร? เป็นงานประกอบซีรี่ยส์หรืออะไรยังไง? ดิฉันไม่ทราบจริงๆค่ะเนื่องด้วยข้อมูลส่วนมากที่ไปเจอเป็นภาษาเกาหลี "ซึ่งดิฉันอ่านไม่ออก" ดังนั้นก็ขอขุดความรู้ทางด้านดนตรีที่ติดตัวมาๆเขียนในแง่วิจารณ์ดนตรีละกัน

ในส่วนของภาคดนตรีใน Romantic Spring นี่ก็เข้าทางคนที่ชอบอะไรหวานๆเพราะๆฟังสบายหูด้วยทิศทางโดยรวมเป็นงานเคพ็อพที่นำเสนอผ่านดนตรีจำพวกอคูสติค บอสซ่าพ็อพตลอดจนอีซี่ลิสนิ่งเป็นหลักโดยส่วนตัวคิดว่าเหมาะมากสำหรับคนที่นิยมบริโภคงานชิลล์ๆหวานเย็นจำพวก "อคูสติคคาเฟ่" เนื้องานทั้งหมดทั้งมวลเป็นสีชมพูสมชื่อ ใครจะโหลดItunesหรือโหลดเถื่อน(ก็แล้วแต่)เก็บไว้เปิดฟังในวันสบายๆพลางมโนว่าตัวเองเป็นยัยตัวร้ายนางเอกซีรี่ยส์เวลานั่งอยู่ในสตาร์บัคหรือคาเฟ่ฟรีไวไฟทั้งหลายแหล่ก็ไม่ว่ากัน หึหึหึ

 มินิอัลบั้มชุดนี้มีเพลงเพราะๆมาฝากคุณ4เพลงพร้อมกับใจดีแถม Instrumental มาให้ฝึกร้องเล่นๆหรือจะเอาดีในการไปประกวดเป็นดาวเป็นเดือนก็แล้วแต่ท่านสะดวกในความมั่น เปิดมาเพลงแรกคุณจะเจอกับ Brunch (4/5) งานสไตล์อคูสติคคาเฟ่เพราะๆใสๆหัวใจสีชมพูฟังแล้วเคลิบเคลิ้มไปกับความหวานหยดเพราะมากๆรับประกัน แทร็คที่สองเป็นภาษาเกาหลีแค่เสียงใสๆของกาอินที่เปิดเพลงมาพร้อมกับกีต้าร์อคูสติคเพราะๆแค่นี้ใจเราก็ละลายแล้วใครชอบเพลงแนวๆบอสซ่าพ็อพที่ศิลปินบ้านเรายุคนี้ชอบเล่นไปจวบจนเพลงใสๆประกอบซีรี่ยส์เกาหลีห้ามพลาด รับไป4ดาวเต็ม มาที่แทร็คที่สาม Sway (4/5) ดูแตกต่างกระโดดออกมาจากภาพรวมเพราะสองหนุ่มสาวหันมาเล่นกับแนวสแตนดาร์ดแจ๊ซซ์บีบอารมณ์มิวสิคคัลแบบพวกเพลงละครเวทีบรอดเวย์นิดๆเก๋ไก๋มากๆ และแทร็คปิดท้ายเป็นภาษาเกาหลีเช่นกันเป็นงานอคูสติคโฟล์คติดกลิ่นคันทรี่ย์จางๆอันนี้เดาเอาว่าคงไม่ใช่แนว Trot หรือลูกทุ่งบ้านเขาแน่นอนเพราะของบ้านเขาต้องใช้ลูกคอและพลังเสียงค่อนข้างสูงไม่น่าจะอีซี่ลิสแบบนี้

จะว่าไปเจ๊กาอินนี่เก๋นะคะงานโซโล่ออกมาสามชุดละละไม่ซ้ำแนวกันทั้งสามอัลบั้มเลยดูเป็นคนที่มีความหลากหลายในตัวสูงดี

วันจันทร์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2556

Emma Bunton : Life In Mono



Emma Bunton : Life In Mono : Pop (75% = 3.5/5)

ตลอดช่วงเวลาสามวันแห่งเทศกาลสงกรานต์บ.ก.เพจของเราก็ทำตัวเป็นเด็กดีกุลสตรีจำศีลอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือนเนื่องด้วยถิ่นของเธอไม่ว่าจะเป็นสีลมหรือข้าวสารถูกม็อบยึดเป็นที่เล่นสาดน้ำกันโครมครามสนุกสนาน ใครที่ไม่เชื่อว่าคนนิสัยอย่างบ.ก.แนสทิน่ามันจะทนอยู่ในบ้านไม่ไปไหนมาไหนได้ยังไงถึงสามวันเต็มๆโดยที่ไม่คลั่งตายน้ำลายฟูมปากเสียก่อนดิฉันมีเคล็ดลับมาฝากว่าเป็นเพราะ "โหลดเพลงมาฟังชนิดเต็มคราบไปยันหมดสงกรานต์ปีหน้าดิฉันก็คงจะไล่นั่งฟังไม่หมด" ด้วยความที่ขุดทั้งอัลบั้มเก่าและเฟ้นหางานใหม่ๆเก๋ๆที่เพิ่งออกวางขายกัน (ไปจนถึงยังไม่มีวางขายดี) เพื่อมาเขียนวิจารณ์ให้คุณๆท่านๆชาว Hysteria ที่ประสบชะตากรรมจำศีลให้ได้อ่านกันตลอดสามวันนี้นั่นแล...จึงไม่ต้องแปลกใจที่หลังจากนี้บ.ก.เพจเราจะแว่บหายไปปาร์ตี้ร่วมเดือนทิ้งเพจไว้ให้คณะแอดมินท่านรับผิดชอบ ฮิฮิ

จริงๆแล้วมีอัลบั้มใหม่ที่น่าจะเขียนแนะนำลงในเพจเยอะนะคะหากแต่ส่วนตัวช่วงพักผ่อนนี้เราก็อยากจะฟังงานที่ฟังสบายๆเขียนวิจารณ์ได้ง่ายๆไม่เครียดกันบ้างนะคะ ซึ่งตัวเลือกในวันนี้ขอย้อนไปหยิบ "Life In Mono" สตูดิโอโซโล่อัลบั้มชุดที่สามของสาว "เอ็มม่า บันทัน" หรืออดีต Baby Spice แห่งวง5สาวสไปซ์เกิร์ลวงเกิร์ลกรุ๊ประดับตำนานที่ส่วนตัวดิฉันเคยคลั่งไคล้มากมายนั่นเอง

 สำหรับแนวเพลงใน Life In Mono สำหรับดิฉันคิดว่ารูปแบบการนำเสนอมีความเป็น "Free Me" ในภาคที่เจือจางและนิ่งกว่านั่นคืองานพ็อพสลวยรุ่มรวยสไตล์พ็อพอังกฤษแท้ที่ยังคงมีลูกเล่นของความเป็นงานโอลด์สคูลแบบโมทาวน์ทั้งโซล บอสซาโนว่าและSophisted Popผสานอยู่หากแต่อย่างที่กล่าวไปนั่นแหละค่ะ "เจือจาง" กว่าภาคดนตรีของงานในอัลบั้มก่อนหน้าที่กลิ่นอายย้อนยุคตลบอบอวน ในLife In Monoของเอ็มม่าเป็นงานอารมณ์คอนเทมโพรารี่ย์ที่เน้นหนักบนภาคดนตรีเย็นๆเรียบง่ายและออกนิ่งๆบนความเป็นเพียโนบัลลาดหรือเครื่องสายเจือจางผสานอิทธิพลของดนตรีย้อนยุคพอหอมหวนมากกว่า

ด้วยความที่มัน "นิ่ง" ซะขนาดนี้แหละค่ะเรื่องของความน่าสนใจอาจจะสู้สองอัลบั้มแรกไม่ได้อย่าง A Girl Like Me นี่ก็เป็นงานพ็อพหวานๆใสบริสุทธิ์สะอาดสะอ้านที่เมโลดี้ไพเราะบาดใจชนิดจับคนฟังอยู่หมัด ในขณะที่ Free Me ก็ร่ายมนตร์เสน่ห์ของความเป็นโมทาวน์ปกคลุมทั่วอัลบั้มชนิดคนฟังต้องหลงรักแต่ใน Life In Mono นี่อาจจะนิ่งและฟังยากมากขึ้นสำหรับใครหลายๆคนหากแต่พิจารณาที่เรื่องของภาคดนตรีและการเรียบเรียงส่วนตัวดิฉันว่างานชุดนี้พัฒนาขึ้นมากนะคะทั้งความน่าสนใจและเอกภาพแต่ถ้าฟังแบบผิวเผินก็อาจจะดูเป็นเหมือนงานเพราะๆที่ฟังเอาแค่เพลินๆไหลผ่านไปชนิดน่าเสียดาย

จริงๆส่วนตัวอยากจะให้ลองฟังกันทั้งอัลบั้มมากกว่าจะให้แนะนำแทร็คใดแทร็คหนึ่งเนื่องจากเนื้องานเป็นเอกภาพมากๆ แต่ถ้าให้เลือกที่ชอบก็ All I Need To Know (4/5) แทร็คเปิดอัลบั้มที่เป็นงานเพียโนบัลลาดเพราะๆอบอุ่นเรียบง่ายตอบโจทย์ผู้ฟังที่ต้องการเพลงดีๆทั้งความไพเราะในเนื้อเสียงของศิลปินและเมโลดี้ได้อย่างครบถ้วนโดยไม่ต้องการรายละเอียดอะไรมากมาย แค่เสียงหวานๆของเอ็มม่าก็สะกดผู้ฟังอยู่หมัดแล้ว ต่อด้วย Life In Mono (4/5) ไทเทิ่ลแทร็คที่บีบเอาความเป็นโอลด์สคูลแบบ Sophisted Pop สวยๆแพราวพราวเข้ากับงานบัลลาดแบบคอนเทมโพรารี่ย์ร่วมสมัยผลลัพธ์ออกมาเป็นงานบัลลาดทรงเสน่ห์แบบอังกฤษแท้ๆ ท่วงทำนองดราม่าละเมียดละไมและบีบหัวใจมากๆชนิดที่ฟังแล้วก็รู้สึกหลุดลอยไปไกล Perfect Stranger (4.5/5) ขึ้นต้นมาด้วยกีต้าร์อคูสติคเพราะๆปะทะกับเครื่องสายกรีดเสียงสวยแค่นี้ก็รู้ว่าไม่ธรรมดาแน่นอนเข้าตัวเพลงจริงๆเป็นงานที่ออกโซลแบบโมทาวน์ยุค60'sกึ่งชิลล์แจ๊ซซ์ไพเราะสุดๆ Undressing You (4/5) อันนี้เข้าสู่ความเป็นโอลด์สคูลแบบงานสไตล์ยุค60'sของอังกฤษแท้ดูคลาสสิคมากๆ จะว่าไปก็น่าประทับใจไม่ใช่เล่นนะคะที่สาว Baby Spice ที่ดูเด็กๆแบ๊วๆในSpice Girlsจะทำงานระดับนี้ออกมาได้ I'm Not Crying Over Yesterday (4.5/5) งานโอลด์สคูลแบบพ็อพโซลผสานบอสซาโนว่าไพเราะหวานหูสุดๆฟังแล้วเคลิบเคลิ้มนับว่าค่อนข้างสมบูรณ์แบบในทุกองค์ประกอบ ปิดอัลบั้มด้วย All That You'll Be (4/5) บัลลาดโซลปิดอัลบั้มได้อย่างไพเราะจับใจ

สำหรับพวกโบนัสแทร็คส่วนตัวก็ชอบ Downtown (4/5) ที่เห็นว่าตัดเป็นซิงเกิ้ลด้วยไปๆมาๆไหงเป็นแค่โบนัสแทร็คล่ะค่ะ เพลงก็ดี๊ดีนะคะเป็นพ็อพระรื่นชื่นบานกระจ่างแจ้งสว่างไสวมากครบเครื่องตั้งแต่เพียโน เครื่องสายไปยันอารมณ์เครื่องเป่าโซลย้อนยุคแบบโมทาวน์คือส่วนตัวคิดว่าดีกว่าบางเพลงในอัลบั้มอีกอ่ะ Something Tells Me (Something's Going To Happen) (4/5) งานพ็อพโซลหวานๆสไตล์โมทาวน์60'sตัวเพลงบีบเอาความเป็นแจ๊ซซ์เย็นๆและกลิ่นอายบอสซาโนว่าประสานมาอย่างลงตัว Perhaps,Perhaps,Perhaps (4/5) เก๋นะ!!! เป็นงานแทงโก้บอลรูมสวยๆสุนทราภรณ์มากๆเสียจนที่ดิฉันไม่คิดว่าจะมีศิลปินหน้าไหนเขาจะทำกันอีกแล้ว นี่แหละที่เราเรียกว่า "มีคลาส!!!" ปิดท้ายด้วย Por Favor (4/5) ก็เป็นบอสซาโนว่ากึ่งแจ๊ซซ์กึ่งโซลดี ไม่เข้าใจว่า4เพลงที่ดีขนาดนี้ทำไทันเป็นได้แค่ "โบนัสแทร็ค" ฮ๊า?!!!!

ฟังจบแล้วก็อดไม่ได้ที่จะหวนคิดถึงวันวานที่เรามีความสุขมากๆกับSpice Girls เฮ้อ เสียงหวานๆของเอ็มม่ากับภาพดนตรีกลมกล่อมลุ่มลึกในอัลบั้มนี้นี่ทำเอาหัวใจเราหลุดลอยไปไกลดีแท้

Brown Eyed Girls : Sound G.



Brown Eyed Girls : Sound G. : K-POP/Electronic/Dance-Pop/R&B (87% = 4.5/5)

นับว่าเป็นความบังเอิญโดยแท้เพราะจริงๆแล้วก่อนหน้านี้ดิฉันก็หมายมั่นปั้นมือว่าจะเขียนวิจารณ์ "Sound G." สตูดิโออัลบั้มลำดับที่สามจาก4สาวนางพญา Brown Eyed Girls - - เจอา,นาร์ช่า,กาอินและมิร์โย(มิเรียว) - - ในช่วงเทศกาลสงกรานต์เพราะเห็นว่าเทศกาลปีใหม่ไทยทั้งทีอะไรจะเหมาะมากไปกว่าการขุดเพลงสนุกๆเต้นลืมตายอย่างAbracadabraมาโยกย้ายส่ายสะโพกหลังรถกระบะ (สำหรับผู้ที่ชอบเล่นสงกรานต์) กันอีกครั้ง ที่ไหนได้เมื่อวานนี้นาง Psy Gangnam Styleกลับปาดหน้าเค้กตัดหน้าอิฉันด้วยการดึงตัวเอาสาวกาอินอิมเมจวงสุดเซ็กซี่รวมถึงชุบชีวิตท่าเต้นส่ายสะโพกในเพลง Abracadabra มาไว้ในเอ็มวีใหม่ของตัวเองอย่างเพลง Gentleman อีกครั้ง กรี๊ดดดด ไม่ย้อม ไม่ยอม แต่จะว่าไปใจเราจะตรงกันไปไหมจ๊ะตี๋อ้วน?เพราะช่วงหลังๆนี่ติ่งจ๋าEverlastingก็หวนกลับมาเปิดเพลงนี้วนไปวนมาวันนึงเป็นสิบรอบ ว่าแล้วเพื่อความทันท่วงทีต่อกระแสเชิญพบกับรีวิวเจ้าค่ะ

ในอุตสาหกรรมบันเทิงไม่ว่าจะในประเทศไหนการเป็น "เทรนด์เซ็ตเตอร์" คือหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญที่สุดอันเป็นกุญแจแห่งความสำเร็จที่จำนำพาชื่อเสียงของศิลปินท่านหรือวงนั้นๆให้ก้าวไปสู่ความนิยมและการเป็นที่กล่าวขานในวงกว้าง ศักยภาพ ภาพลักษณ์ ความแปลกใหม่และการรู้จักรักษาจุดยืนที่มั่นคงบนความเปลี่ยนแปลงล้วนเป็นสิ่งที่ตัวดิฉันเชื่อว่าผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็น "ศิลปิน" ส่วนมากมีไว้เป็นคุณสมบัติ หากแต่จะสามารถนำคุณสมบัติเหล่านั้นมาระเบิดศักยภาพให้เป็นที่น่าพึงพอใจได้มากน้อยแค่ไหนก็อีกกรณีหนึ่ง ซึ่งมีไม่น้อยสำหรับศิลปินหลายท่านที่สัมผัสกับความสำเร็จจุดนี้โดยสามารถตีโจทย์ตัวเองและความต้องการของตลาดเพลงจวบจนความคาดหวังของผู้ฟังได้ครั้งแล้วครั้งเล่าหนึ่งในนั้นที่ต้องยอมรับว่าไม่ธรรมดากันจริงๆคือเหล่าเกิร์ลกรุ๊ปนางพญาจากเกาหลีใต้อย่าง Brown Eyed Girls ที่ระเบิดศักยภาพครั้งแล้วครั้งเล่าจวบจนนำเสนอวิสัยทัศน์ของตนได้อย่างเฉียบขาดและล้ำหน้าศิลปินร่วมชาติหลายชีวิตจนในใจแอบหวังให้พวกเธอไปได้ไกลถึงระดับโลก - - เปล่า ไม่ได้ติ่ง!!! - - แต่ถ้าใครได้รู้จักหรือติดตามพวกเธอมาจะรู้ว่าพวกเธอชั่วโมงบินสูงเสียดฟ้าและศักยภาพรอบด้านทั้งความสามารถในการร้องเพลง วิสัยทัศน์ ความแรงของภาพลักษณ์รวมถึงAmbitionอันแรงกล้าที่เปล่งประกายสะท้อนออกมาจนเป็น "เพชรล้ำค่า" ท่ามกลางความฉาบฉวยทั้งหลายแหล่

สำหรับอัลบั้ม Sound G. นี้ส่วนตัวเห็นด้วยกับที่น้อง A Riie LikeMe เสนอความคิดเห็นไว้ข้างต้นคือเป็นงานที่สมบูรณ์แบบทั้งในแง่ของเอกภาพ ความเป็นแฟชั่นนิสต้าตลอดจนการนำเสนอเรียบเรียงที่ถูกจริตคนฟังไม่ว่าจะเป็นEverlastingตัวกลั่น คนชอบฟังเพลงเคพ็อพตลอดจนคอเพลงคุณภาพ อย่างที่น้องรีบอก "Sound G." เป็นงานเมนทสตรีมพ็อพที่รวบรวมไว้ตั้งแต่งานแบบอดัลท์คอนเทมโพรารี่ย์สไตล์เคพ็อพบัลลาดแท้ๆไปจนถึงงานเต้นรำคลับแบงเกอร์เป็นอิเล็คโทรพ็อพจ๋า ความเป็นเออร์บันตั้งแต่อาร์แอนด์บี ฮิพฮอพไปจนถึงงานระดับพ็อพโซล10กะรัตที่หลอมรวมกันได้ชนิดที่เด็ดขาดบาดใจทรงพลังสุดๆ ไม่จำเป็นว่าจะต้องเฉพาะผู้ฟังเคพ็อพเท่านั้นที่สามารถรักงานนี้หมดใจเพียงแค่เปิดใจและคิดว่าดนตรีคือดนตรีอันเป็นสิ่งที่สามารถสื่อสารโดยได้ปราศจากพรมแดนทางภาษา เชื้อชาติหรือวัฒนธรรมมาขวางกั้น...ดิฉันเชื่อว่าSound G.ชุดนี้น่าจะเป็นงานสำหรับใครๆหลายคน

สำหรับเพลงแนะนำ แหมๆๆ จะไม่พูดถึงเพลงนี้ได้ไง Abracadara (5/5) ที่น่าจะเป็นมาสเตอร์พีซของทางวงในแง่ของการได้รับความนิยมและกล่าวขานถึงในวงกว้างจนขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในเพลงชาติของ "เคพ็อพ" ไปแล้ว สำหรับใครที่ไม่รู้ว่ามันเด็ดดวงยังไงลองหามาฟังดูพร้อมหาเอ็มวีมาฝึกเต้นประกอบท่าเต้นส่ายสะโพกในตำนานไปด้วยเพลงอิเล็คโทรพ็อพเต้นรำๆคลับแบงเกอร์เมนทสตรีมจ๋าที่ดูเหมือนไม่มีอะไรมากมายนี่แหละค่ะ "แสบทรวง" ทีเดียวเพราะเจ๊ๆของดิฉันแต่ละนางขุดเล่มเกวียนขึ้นมาวาดลวดลายกันชนิดที่กะเทยเก้งเกย์ฟังแล้วต้องลงไปดิ้นพราดๆด้วยความที่พวกนางประกาศศักดา Girls Power และ Gay Icon ผ่านตัวเพลงกันสุดฤทธิ์ ส่วนตัวชอบการลงเสียงแร็พผ่านออโต้จูนของเจ๊กาอินกับนาร์ช่านะคะแถมการใช้เสียงร้องแบบฟัลเซ็ทโทของเจอาก็เปรี้ยวเซ็กซี่ทรงศักดิ์สุดๆรวมไปถึงท่อนแร็พเดอร์ตี้ๆของมิร์โยก็โดนใจสุดๆ สิริรวมแล้วเพลงนี้พวกนางกะทำออกมาให้มันเป็นตำนานกันชนิดเต็มที่จริงๆ 

 เปิดอัลบั้มมากับ Glam Girl (4.5/5) แทร็คสุดเซ็กซี่ฟังแล้วมีกลิ่นอายของความเป็นเรโทรของซาวนด์เต้นรำจำพวกซินธิ์แบบ 80's ผสานอารยธรรมร่วมสมัยของอิเล็คโทรพ็อพตบนิวเวฟเข้ากับยูโรบีทได้อย่างลงตัวตลอดจนยัดความเป็นเออร์บันจากทั้งอาร์แอนด์บีและฮิพฮอพมาฟิวชั่นได้ผลลัพธ์ชนิดเก๋เริ่ดแบชอกไม่ถูกประหนึ่งหลุดมาจากรันเวย์แฟชั่นก็ไม่ปาน แทร็คที่สามมีช่อเป็นภาษาเกาหลีนี่ส่วนตัวให้4ดาวเต็มเลยสำหรับใครที่ชอบงานคอนเทมโพรารี่ย์ประมาณงานมิดเทมโพอาร์แอนด์บีบัลลาดผสานสตรีทฮิพฮอพและโซลฟูลอาร์แอนด์บีนวลเนียนกลมกล่อมเท่ห์และไพเราะขาดใจนี่คือเพลงของคุณ ต่อด้วย Candy Man (4.5/5) ผสานเอาซาวนด์เต้นรำแบบอิเล็คโทรนิคบีทตึ๊บๆเจือฟั้งค์ โซลและฮิพฮอพซึ่งการนำเสนอมีความเป็นBrown Eyed Girls สูงโด่ ดูรุ่มรวยและร้อนแรงแบบมีคลาสมากๆ  บัลลาดท้ายอัลบั้มทั้งสองเพลงนี่เชื่อว่าน่าจะถูกใจผู้ฟังที่รักดนตรีเคพ็อพโดยเฉพาะพวกที่ชอบฟังงานอดัลท์คอนเทมโพรารี่ย์บัลลาดตามธรรมเนียมไปจวบจนคนที่หลงใหลงานบัลลาดสไตล์อะแค็พเพลล่าประสานเสียงเพราะๆนี่เข้าทางเลยยิ่งได้นักร้องเสียงคุณภาพอย่าง Brown Eyed Girls มาขับขานนี่รับประกันได้ว่าไพเราะอลังการ ให้4ดาวทั้งสองเพลง ไหนๆก็ไหนๆขอแถมเพลงในงานรีแพ็คเกจอัลบั้ม Sign เริ่มด้วย Drunk On Sleep (4.5/5) เป็นงานมิดเทมโพพ็อพอาร์แอนด์บีออกแนวเซมิบัลลาดที่โดดเด่นบนบีทกีต้าร์อคูสติคเพราะๆและเมโลดี้สวยสะอาดระรื่นหูแถมยังไพเราะจับใจชนิดที่ฟังแล้วอึ้ง และเพลงเก่ง Sign (4.5/5) เพลงเต้นรำร่วมสมัยบนท่วงทำนองของงานคลับแด๊นซ์แบบเทคโนอ่อนๆชนกับโซลหวานๆและอาร์แอนด์บีฮิพฮอพเท่ห์ๆ ดูเรียบๆแต่หลอนประสาทสุด ว่าแล้วก็อยากจะหยิบพัดขึ้นมาร่ายระบำ

เขียนงานชุดนี้เสร็จพร้อมอาการองค์ลง กรี๊ดดดด ฉันรอวันที่พวกนางจะคัมแบ็คไม่ไหวแล้วยังไง Everlasting คนนี้ก็ขอเอาใจช่วยเจ๊ๆBrown Eyed Girlsเสมอนะคะ ระหว่างที่กำลังรอดูกระแสAbracadabraในGentlemanของตาPsyอยู่รวมถึงงานเดี่ยวของกาอินที่เห็นว่ากำลังจะวางขายอีก เราก็ได้แต่หวังว่าพวกนางจะนำงานดีๆกลับมาฝากแฟนๆให้เป็นที่ฮือฮากันอีกครั้ง

วันเสาร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2556

Madonna : American Life


Madonna : American Life : Folk/Pop/Rock/Electronica (85% = 4/5)

ถ้าหากถามดิฉันว่านั่งเขียนวิจารณ์เพลงมาเป็นสิบปีส่วนตัวแล้ว "ภูมิใจงานเขียนชิ้นไหนที่สุด?" เอาจริงๆแล้วดีใจนะคะที่ตลอดสิบปีที่ผ่านมาดิฉันสามารถมีงานเขียนที่เป็น "ไฮไลท์" ของตัวเองได้อย่างน้อยก็หนึ่งชิ้นในแต่ละปีแต่ถ้าถามว่าภูมิใจงานเขียนชิ้นไหนที่สุดนี่ก็ไม่น่าจะมีอะไรที่ประทับใจและภูมิใจไปกว่า "งานวิจารณ์ชิ้นแรกที่เขียน" นั่นคืออัลบั้ม "American Life" ของมาดอนน่าซึ่งก็นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้รักการเขียนวิจารณ์เพลงมาจวบจนวินาทีนี้เลยทีเดียว จะว่าไปเวลาก็ผ่านไปเร็วจนน่าตกใจนะคะนี่ก็จะครบสิบปีที่เขียนงานอัลบั้มนี้มาแล้วเหรอ? ว่าแล้วนับสิริรวมอายุของดิฉันตั้งแต่เปิดตัวในบอร์ด FF Mag ตั้งแต่สมัยเป็น The Nastina,Da Nastina และล่าสุด Armand D'angouleme รวมระยะเวลาวิจารณ์เพลงมาถึงเปิดเพจ Hysteria เองก็ร่วมเข้าไปจะ11ปีแล้วสินะ ว่าแล้วก็ขอ Happy Birthday ให้กับวันใกล้วันเกิดครบรอบ12ปีของดิฉันในบอร์ด FF Mag รวมถึงเป็นโอกาสดีที่จะได้หยิบงานวิจารณ์ของตัวเองขึ้นมาเขียนใหม่อีกครั้งหลังจากครบรอบ10ปี...ซึ่งก็นับว่าน่าสนใจไม่น้อยว่ามุมมองของตัวเองจะเปลี่ยนไปอย่างไร

 สำหรับเหตุผลที่เมื่อตอนนั้นดิฉันเลือกอัลบั้มชุดนี้ขึ้นมาเขียนก็เพราะว่าช่วงนั้น "ชอบมาดอนน่า" มากๆด้วยความที่ต้องเรียนตามตรงว่าผู้หญิงคนนี้เป็นอะไรที่มอบแรงบันดาลใจให้ตัวดิฉันอย่างถึงขีดสุด ดิฉันรักในวิสัยทัศน์ของเธอที่ดูมีอะไรกว้างไกลลึกซึ้งให้จับต้องมากกว่าความผิวเผินที่ได้รับจากศิลปินหญิงท่านอื่นๆทั่วๆไปหลายคน ดิฉันรักในความเป็นตัวตนของเธอคือมาดอนน่าเป็นผู้หญิงที่มีภาพลักษณ์สูงเสียดฟ้าจับต้องยาก มีเสน่ห์ ทรงพลังและลึกลับหากแต่เธอนำความเป็นนามธรรมเหล่านั้น Down To Earth ผ่านเสียงดนตรีและการสื่อสารในเรื่องของปุถุชนที่บางทีก็ตรงเกินขอบเขตุการยอมรับของสังคมและเหนือสิ่งอื่นใดดิฉันรักในทัศนคติของเธอด้วยความที่เธอเป็นคนที่กล้าจะแตกต่างและทำอะไรในสิ่งที่คนอื่นไม่กล้าทำเสมอ

เสี้ยวหนึ่งของความกล้าจะแตกต่างในตัวของเธอนั้นได้ถูกฉายลงอีกครั้งในอัลบั้ม "American Life" สตูดิโออัลบั้มในปี2003ที่นักการตลาดระดับโลกอย่างมาดอนน่าไม่รอช้าที่จะหยิบประเด็นของความบาดหมางระหว่างสหรัฐอเมริกากับประเทศตะวันออกกลาง (ช่วงนั้นนี่ทำสงครามกับอิรักแล้วใช่มั้ยคะ? เพราะเรื่องมันนานจนดิฉันลืมไปแล้วเลยไม่กล้าฟันธง) ขึ้นมาเป็นธีมประจำอัลบั้มนี้อย่างทันท่วงที - - ซึ่งก่อนหน้านี้เห็นว่าไทเทิ่ลแทร็คที่ยังไม่ได้ตกลงอย่างเป็นทางการคือ Hollywood - - ซึ่งทั้งอาร์ทเวิร์ค ชื่ออัลบั้มตลอดจนภาคเนื้อหาในเพลง American Life (3/5) ไทเทิ่ลแทร็ค - - ซึ่งก็ต้องรวมไปถึงมิวสิควิดีโออันร้อนระอุนั่นด้วย - - ได้ถูกสับเละจากนักวิจารณ์ด้วยเนื้อหาที่กล่าวโจมตีวิถีชีวิตของอเมริกันชนที่ว่าด้วยความอำมหิตของสังคมที่มีแต่เรื่องของผลประโยชน์และการแข่งขัน ความเลือดเย็นของวัฒนธรรมทุนนิยมและความเหลื่อมล้ำของสถานภาพทางสังคมตลอดจนการเสียดสีท่านประธานาธิบดีว่าเป็นเผด็จการที่แฝงอยู่บนบัลลังก์ของประเทศแห่งเสรีภาพประชาธิปไตยซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างดูแล้วเสแสร้งรวมถึงขัดต่อสิ่งที่มหาราชินีเพลงพ็อพท่านนี้แสดงออกในฐานะผู้หญิงหิวเงิน โหยหาชื่อเสียงและทำทุกอย่างเพื่อที่จะสะกดทุกสายตาก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ภาคดนตรีที่เหมือนกับพยายามจะต่อยอดความสำเร็จจากอัลบั้ม Ray Of Light และ Music ในก่อนหน้านี้ที่พยายามจะจับความเป็นโฟล์คจากบีทกีต้าร์อคูสติคมาชนกับซาวนด์อิเล็คโทรนิคในเพลงกลับดูล้มเหลวระเนระนาดและดูลวกเสียจนภาคเนื้อหาที่กลั่นกรองออกมาเสียดิบดีกับแนวคิดที่น่าจะล้ำกลับคว่ำไม่เป็นท่า อีกทั้งความล้มเหลวของท่อนแร็พที่เจ๊อุตริแร็พเองที่แม้จะทำให้เพลงดูมีรายละเอียดน่าสนใจ - - ซึ่งก็เก๋นะเพราะสิบปีเดินผ่านไปซาวนด์ทดลองเอ็กซ์เพอจับแพะชนแกะอะไรประมาณนี้ก็ระบาดอย่างหนักในยุคที่ดิฉันกำลังนั่งเขียนอยู่ทุกวันนี้ - - แต่ก็กลับกลายเป็นโดนค่อนขอดว่าเป็นการแร็พที่ห่วยแตกที่สุดในประวัติศาสตร์ ด้วยทั้งหมดทั้งมวลนี้แล้วหลังจากเพลงนี้อัลบั้มนี้เจ๊แม่ของเราก็ถูกอเมริกันชนเชิ่ดใส่มาจวบจนทุกวันนี้ผ่านไป3อัลบั้ม Confessions On A Dancefloor,Hard Candy และล่าสุด MDNA เจ๊ก็ทำได้แค่ติดท็อป10ในซิงเกิ้ลแรกก่อนจะเงียบฉี่และค่อยๆร่วงลงอย่างรวดเร็ว

ถึงแม้ว่าซิงเกิ้ลเปิดตัวจะได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ลบจนลามไปถึงกระแสที่พาลว่างานชุดนี้เป็นอัลบั้มที่ "แป๊ก" แต่เอาจริงๆถ้าตัดสินกันโดยปราศจากอคติแล้วส่วนตัวดิฉันคิดว่าอัลบั้มนี้เป็นอัลบั้มที่จริงๆแล้ว "ดี" ทีเดียวนะคะแม้ว่าอาจจะมีแทร็คที่ดูแกนๆประดักประเดิดอยู่บ้างแต่ภาพรวมเมื่อจับมาวางด้วยกันเป็นกลุ่มก้อนก็ลงตัวดี ภาคดนตรีในAmerican Lifeชุดนี้เป็นงานพ็อพที่เน้นหนักบนส่วนผสมระหว่างดนตรีโฟล์คกับอิเล็คโทรนิก้าที่ดูเหมือนถูกจับวางให้เป็นไฮไลท์ของงานชุดนี้เลยทีเดียวนอกจากนี้ยังมีความเป็นร็อคและเออร์บันแกลมเข้ามาผสมผสาน ในส่วนของเพลงดีๆถ้าคุณจะหาในงานชุดนี้เชื่อว่าเจอเยอะนะแต่ถ้าจะให้แนะนำส่วนตัวก็ขอเริ่มที่ I'm So Stupid (3.5/5) แทร็คที่แฟนคลับของมาดอนน่าส่วนมากไม่ชอบเมื่อสิบปีที่แล้วดิฉันก็ไม่ชอบแต่พอย้อนกลับมาฟังอีกทีก็รู้สึกว่ามันเท่ห์ดีแม้จะดูกระเปิ๊ปกระป๊าปดูขาดๆไปนิดแต่ก็มีไม่มากหรอกที่จะได้เห็นมาดอนน่าทำงานอัลเทอเนทีฟร็อคเปรี้ยวๆแบบนี้แถมเจ๊ยังร้องได้กวนโอ๊ยสะใจมากๆ ตัวเพลงจับเอาอินดี้ร็อคตบเข้ากับโฟล์คและอิเล็คโทรนิคแม้จะไปไม่ถึงขั้นพวกเอ็กซ์เพอริเมนทัลร็อคแต่ก็นับว่าครั้งนึงเจ๊ทำแบบนี้ออกมาประดับตัวแล้วในชีวิต สำหรับคนที่ชอบเพลงแบบแรงๆโต่งๆส่วนตัวแนะนำ Nobody Knows Me (4.5/5) ซึ่งเป็นงานเต้นรำสไตล์อิเล็คโทรนิก้าแรงๆดัดเสียงผ่านโวโคเดอร์เป็นหุ่นยนตร์และบีทวิ่งกันเฟี้ยวฟ้าวตึ๊บมากๆ นับว่าเป็นเพลงที่ดูโดดเด่นที่สุดแล้วของงานชุดนี้ ช่วงที่ยกให้เป็นไคลแม็กซ์ของอัลบั้มนี้ส่วนตัวขอมอบให้กับช่วงที่เป็นเพลงช้าติดกันสามเพลงตั้งแต่ Nothing Fails (5/5) เป็นบัลลาดโฟล์คสวยๆประสานบีทอิเล็คโทรนิคที่มีเนื้อหาเย็นยะเยือกลุ่มลึกว่าด้วยสัจธรรมของผู้ที่ผ่านมรสุมชีวิตมาอย่างโชกโชนและไม่มีสิ่งใดที่จะมีค่ามากไปกว่า "ความรัก" เป็นเพลงที่ฟังทีไรก็เล่นเอาซึมทุกทีช่างเหงาบาดใจและเศร้าชนิดที่ยากจะสรรหาคำใดมาบรรยาย ส่วนตัวชอบเสียงประสานแบบกอสเพลช่วงท้ายเพลงซึ่งเป็นอะไรที่พาอารมณ์ร่วมให้พุ่งพล่านไปถึงขีดสุดจริงๆ Intervention (5/5) งานพ็อพโฟล์คสวยๆที่ท่อนคอรัสและเมโลดี้ไพเราะจับใจซึ่งเป็นหนึ่งในเพลงที่เห็นว่าเพราะที่สุดเท่าที่มาดอนน่าเคยร้องมา จริงอย่างที่นิตยสารPOPท่านว่าประมาณ "ค่าของคนเราไม่ใช่อยู่ที่การเอาชนะใครแต่เป็นการเอาชนะใจตัวเองและพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนเสียสละเพื่อความสุขของอีกฝ่าย" เชื่อเถอะว่าความรักนี่แหละคือบ่อเกิดพลังอันมหาศาลที่ทำให้เราสามารถเปลี่ยนอะไรหลายๆอย่างในตัวเพื่อคนที่เรารักได้และ X-Static Process (5/5) บัลลาดโฟล์คเชิงกอสเพลชวนขนลุกที่มาดอนน่าใช้เทคนิคการประสานเสียงสไตล์โฟล์คได้ดีมากๆจนดิฉันเองฟังแล้วก็ประหลาดใจ เป็นสามแทร็คที่บริสุทธิ์งดงามหมดจดทุกรายละเอียดชนิดที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งรายละเอียดใดๆมากมายแค่ความเรียบง่ายคุณก็ได้เพลงที่ดีมากๆทีเดียว มาที่ Die Another Day (4/5) ซาวนด์แทร็คจากภาพยนตร์007 เจมส์ บอนด์ที่เมื่อย้อนไปสิบปีนี่ดิฉันไม่ชอบเอาซะเลยแต่พอเมื่อโตขึ้นมีวุฒิภาวะมากขึ้นกลับรู้สึกว่าเป็นอะไรที่ "เก๋" มากๆ จริงอยู่ที่ว่าเพลงนี้มันมีความเป็นมาดอนน่ากลบตาเจมส์ บอนด์ซะมิดแถมยังดูเป็นความพยายามที่จะทำตัวทำงานอวองการ์ตแบบ "Bjork" แต่จากการนำเสนอแล้วคิดว่านางตีโจทย์แตกพอควรทีเดียวนะกับงานดนตรีอิเล็คโทรนิคโครงสร้างซับซ้อนที่สะท้อนถึงความแปรปรวนของสภาวะภายในจิตของมนุษย์และเรื่องของ "อัตตา" ตามทฤษฎีจิตวิทยาของซิกมันด์ ฟรอยด์ (ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นจิตวิเคราะห์) ได้อย่างดี รวมถึงเครื่องสายเลียนแบบธีม007ที่วาดลวดลายล้อเลียนจังหวะแทงโก้นั่นอีกสิริรวมแล้วทุกสิ่งอย่างในเพลงจัดเป็นซาวนด์ทดลองที่สะท้อนถึงทฤษฎีข้างต้นและเนื้อเรื่องของภาพยนตร์ได้อย่างมีศิลปะแม้จะมาแบบ Abstract ไปนิดแต่ถ้าคุณเข้าใจมันวันใด คุณจะอดรักมันไม่ได้วันนั้น ปิดท้ายด้วย Easy Ride (5/5) เป็นงานแบบมิวสิคคัลที่ดำเนินเรื่องบนความเป็นโฟล์คหม่นๆเหงาๆ เครื่องสายออเครสตร้ากรีดเสียงสวยและอิเล็คโทรนิคขอยกให้เป็นเพลงปิดอัลบั้มที่ดีที่สุดของมาดอนน่าฟังทีไรก็หลุดลอยไปกับภาคเนื้อหาที่เจ็บปวดอยู่ในทีแต่หาได้ตีโพยตีพายหรือกรีดร้องใดๆหากแต่กลับซึมซับความทุกข์ระทมด้วยความสงบนิ่งและเข้าใจ เป็นการใช้สัจธรรมบอกลาผู้ฟังชนิดบีบหัวใจสุดๆ นี่แหละ "วัฏจักรแห่งชีวิต"

ส่วนตัวดีใจที่ได้หยิบอัลบั้มนี้ขึ้นมาเขียนใหม่อีกครั้ง ได้อ่านมุมมองของตัวเองแล้วก็คิดว่าจริงนะกับคำที่ว่า "ประสบการณ์สอนคน" เมื่อเราโตขึ้นมุมมองของเราจะกว้างขึ้น มองอะไรลึกขึ้นและสงบนิ่งยิ่งขึ้นและขอขอบคุณมาดอนน่ากับอัลบั้ม American Life ที่เราทั้งคู่ต่างเติบโตและเดินข้ามผ่านกาลเวลามาเป็นสิบปีพร้อมๆกัน ขอบคุณที่มอบชีวิตในฐานะนักวิจารณ์เพลงให้ฉันมาเป็น10ปี...และเราจะเดินไปด้วยกันอีกนับสิบปี