วันจันทร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2556

Paula Abdul : Forever Your Girl



Paula Abdul : Forever Your Girl : Pop/Dance/R&B/New Jack Swing (71% = 3/5)

 ณ ขณะนี้บ.ก.ได้โดดงานแว๊บมานั่งเล่นคอมที่อินเตอร์เน็ตคาเฟ่นะเจ้าคะว่าแล้วเมื่อเวลาว่างมันเหลือเยอะเสียเหลือเกินดิฉันก็เลยคิดว่าขอทำสิ่งที่สมควรแก่การทำเสียทีนั่นคือ "เคลียร์รีเควสต์" เพื่อเซอร์วิสท่านผู้อ่านที่รัก ส่วนตัววันนี้ขอเลือกอัลบั้ม "Forever Your Girl" สตูดิโออัลบั้มแรกของเจ๊ "พอลล่า อับดุล" รีเควสต์ของคุณน้อง พีระดล รักษาชนม์ที่ดิฉัีนค้างไว้นานมากๆ

 เอาจริงๆส่วนตัวแล้วไม่เคยฟังเพลงของป้าพอลล่ามาก่อนรวมถึงส่วนตัวก็ไม่เคยมีพื้นฐานหรือข้อมูลของศิลปินท่านนี้มาก่อนดังนั้นจึงขอใช้การเขียนวิจารณ์ในรูปแบบของการ "รีวิวสด" คือฟังสดๆไปพร้อมๆกันเลยแล้วจึงค่อยตัดคะแนนนะเจ้าคะ ดังนั้นการเรียบเรียงในรีวิวนี้จึงอาจจะมีรูปแบบที่แตกต่างไปจากรีวิวอัลบั้มอื่นที่ดิฉันเคยเขียนๆมา

สำหรับ Forever Your Girl นี่เป็นสตูดิโออัลบั้มชุดแรกในปี1988ของป้า "พอลล่า อับดุล" ซึ่งจากข้อมูลเห็นว่าใช้เวลากว่า64สัปดาห์ทีเดียวกว่านางจะคว้าอันดับ1บนบิลบอร์ดอัลบั้มชาร์ตได้ (แสดงว่านางก็ต้องมีของดีจริงๆสินะ!!!) แถมยังมีซิงเกิ้ลอันดับหนึ่งถึง4เพลงเสียด้วยว่าแล้วตามไปฟังงา่นของนางกันเลยดีกว่า

เริ่มที่ (It's Just) The Way That You Love Me (4/5) เพลงเปิดอัลบั้มที่นับว่าบ่งบอกภาพรวมของตัวงานได้อย่้างชัดเจน ด้วยตัวงานพ็อพเต้นรำผสานอาร์แอนด์บีและลูกเล่นของ "นิวแจ็คสวิง" อันเป็นงานฟิวชั่นที่นิยมเล่นกันมากในตลาดเมนทสตรีมช่วงปลายยุค80'sที่จับเอางานพ็อพเต้นรำมาปะทะกับความเป็นเออร์บันทั้งฮิพฮอพ ฟั้งค์ แร็พและแจ๊ซซ์ เท่ห์ดี!!! นับว่าเป็นหนึ่งในเพลงที่ติดหูมากๆ ขนาดคนที่ไม่ชอบอะไรป้ามากมายอย่างดิฉันยังอดฟังวนไปวนมานี่ก็ร่วม5รอบแล้วไม่ได้ มาที่ซิงเกิ้ลแรกและเพลงแรกที่เธอได้อัดเสียง Knocked Out (3.5/5) งานพ็อพอาร์แอนด์บีเต้นรำที่ได้ได้ LA Reid และBabyface มาเป็นมือโปรดิวซ์ให้ฟังแล้วก็อดนึกถึงเพลงของมาดอนน่าในยุคแรกๆที่ยังดังกระหึ่มในคลับใต้ดินไม่ได้ส่วนตัวชอบกีตาร์ฟั้งค์เชยลากช่วงหลังจัง ต่อด้วย Straight Up (3/5) งานเต้นรำมิดเทมโพสไตล์พ็อพ80'sแท้ๆชอบช่วงเบรคที่ดูเหมือนเจ๊จะแร็พให้ฟังเล็กๆด้วย ดนตรีน่ารักดี ไทเทิ่ลแทร็ค Forever Your Girl (4/5) ฟังแล้วรักมากกกกกกกกกกกกกกกกกงานพ็อพ80'sจังหวะใสๆน่ารักๆคือไม่มีลูกเล่นโดดเด่นแพรวพราวเท่าพวกเพลงที่เขียนมาข้างต้นแต่แบบถูกจริตอ่ะ ตอบโจทย์ดนตรีที่ส่วนตัวดิฉันต้องการได้ครบถ้วน ชอบอารมณ์กรู๊ฟแบบสมูธแจ๊ซซ์ช่วงท้ายเพลงจัง  อีกเพลงที่ส่วนตัวคิดว่าโดดเด่นมากๆคงหนีไม่พ้น Opposites Attract(4/5)ซิงเกิ้ลปิดอัลบั้ม ที่เป็นงานนิวแจ็คสวิงจับเอาฮิพฮอพพ็อพแร็พมาชนกับพ็อพเต้นรำ อาร์แอนด์บีและฟั้งค์มีสีสันมากๆ วิดีโฮน่ารักด้วยนะ และ One Or The Other (4/5) เพลงปิดอัลบั้มที่ป้าพอลล่าจรดปากกาแต่งเอง หยอดความเป็นดิสโก้ลงไปตีกับฟั้งค์กี้ย์ อาร์แอนดืบีและพ็อพเหมือนป๋าไมเคิล แจ็คสันติดหูดีนะ

 โดยสรุปภาพรวมแล้ว Forever Your Girl นี่เป็นงานพ็อพเต้นรำผสานอาร์แอนด์บีและนิวแจ็คสวิงที่เชื่อว่าคอเพลงยุค80's - - เอาเป็นว่าเด็กๆยุคนี้ที่หลงใหลในดนตรีีของยุค80's - - ได้ลองฟังแล้วน่าจะชอบ เนื้องานโโยรวมเป็นงานพ็อพเต้นรำจังหวะสนุกๆสดใสๆที่ฟังได้เพลินๆไม่น่าเบื่อ ต้องขอขอบคุณน้องพีระดล รักษาชนม์ที่รีเควสต์อัลบั้มนี้มา - - หยิบมาฟังล้างหูจากพวกเพลงพ็อพน่าเบื่อๆสมัยนี้ได้ดีทีเดียว

วันพุธที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2556

T-ara : Bunny Style




T-ara : Bunny Style : J-Pop (74% = 3.5/5)

นี่คือรีวิวแบบจานด่วนเป็นรีวิวชนิดเขียนกันสดๆปราศจากข้อมูลอ้างอิงใดๆคือเขียนกันตัดสินกันโดยใช้ First Impression ล้วนๆไม่ต้องรอให้ความคิดตกตะกอนหรือปรุงกันให้สุกแต่ประการใดเนื่องด้วยซิงเกิ้ลคอลเล็คชั่นภาษาญี่ปุ่นชุด Bunny Style ของทีอาร่าที่จะวางแผงเต็มๆวันพรุ่งนี้แต่ด้วยอำนาจมืดตอนนึ้ทุกเพลงอยู่ในมือบ.ก.เรียบร้อยแล้วจ้า - - มันแรงตรงงานเขาจะวางแผงพรุ่งนี้น่ะสิ ดิฉันนี่เป็น Queen's ที่แย่มากๆ

ก่อนจะเข้าตัวงานคงต้องสาวไส้ เอ๊ย ย้อนรอยกันนิ๊ดนึงถึงคดีความของแร็พเพอร์สาว "ฮวายอง" ที่ถูกต้นสังกัดปลดกลางอากาศเมื่อช่วงโอลิมปิคกลางปีที่แล้วแถมด้วยกระแสด้านลบวิพากษ์วิจารณ์สารพัดเกี่ยวกับประเด็นของการกลั่นแกล้งสมาชิกในวง T-ara เรียกได้ว่างานเข้าชนกับมรสุมลูกโตชนิดอลังการไปไม่เป็นทั้งจากสื่อมวลชน แฟนคลับ แอนตี้แฟนและกระแสในโลกไซเบอร์ชนิดที่เล่นเอาเหล่าเจ้าหญิงเกือบจะต้องยุบวงแต่ด้วยความมั่นอะไรจะเกิดเราก็ต้องเดินหน้ากันต่อไป ทางT-araและต้นสังกัดก็เดินหน้าโปรโมตซิงเกิ้ล Sexy Loveและเดินสายทัวร์คอนเสิร์ตกันต่อไปชนิดที่ "ไม่มีใครทำอะไรพวกเธอได้จริงๆ" 5555 ต๊ายย ซูฮก!!! และแล้วประวัติศาสตร์ที่สร้างไว้เสียงามไส้ก็โดนกระแสลูกใหม่ๆกลบๆๆๆและกลบจนท้ายที่สุดชาวบ้านเขาก็ลืมเรื่องแอนตี้พวกนางไปโดยปริยาย เอเมน

แต่แม้ว่าเรื่องอื้อฉาวในวันวานจะดูสงบนิ่งไปแล้วแต่ภายใต้ความไม่แน่นอนนี้กิจกรรมการคัมแบ็คในเกาหลีที่ต้นสังกัดเคยหมายมั่นปั้นมือว่าจะเปิดตัวสมาชิกใหม่ "ดานี่" ในช่วงต้นปีก็เป็นอันต้องเลื่อนกำหนดคลอดไปก่อนเพื่อความปลอดภัยของทุกๆฝ่าย ซึ่งก็นับว่าทั้งสังกัดและสาวๆเดินเกมส์กันถูกที่มาชุบตัวพร้อมรับทรัพย์กันที่ "ญี่ปุ่น" แดนปลาดิบเสียก่อนเพราะกระแสตอบรับจากแฟนๆแดนอาทิตย์อุทัยก็นับว่าดีเลิศไม่หยอกว่าแล้วกิจกรรมการโปรโมตซิงเกิ้ล Bunny Style และการทำธุรกิจในแดนปลาดิบจึงเริ่มต้นขึ้นอย่างเข้มข้นจริงจัง

สำหรับซิงเกิ้ล Bunny Style นี่จะมีวางขายทั้งหมด "10ฉบับ!!!" ด้วยกันคือตัวเมนซิงเกิ้ลที่จะมีให้ในทุกๆแผ่นโดยสามแผ่นแรกจะเป็นงานซับยูนิตจากเหล่าสมาชิกที่ฟอร์มทีมใครทีมมันกันอย่างดีและอีก7แผ่นก็จะเป็นงานโซโล่ของสาวๆแต่ละท่านพร้อมแถม DVD ด้วยถ้าเข้าใจไม่ผิด จากภาพรวมเท่าที่ฟังแล้วก็เป็นงาน "เจพ็อพ" ชนิดตามธรรมเนียมของตลาดเพลงบ้านเขาจริงๆทุกกระเบียดคือส่วนมากมาในแนวสูตรสำเร็จกะขายกันโต้งๆพวกคนที่ฟังแล้วหวังว่าจะได้ยินการโชว์ศักยภาพแบบพวก5สาวนางฟ้า Kara ในงานโซโล่ภาษาญี่ปุ่นเมื่อปีที่แล้วก็อาจจะต้องผิดหวังเพราะงานนี้มาแบบชนิดเข้าเมืองตาหลิ่วเราๆก็ขอหลิ่วตาตามคืองานเป็นญี่ปุ่นม๊ากก มากชนิดที่เกิร์ลกรุ๊ปบ้านเขายังต้องตกใจพร้อมกุมอกอุทานด้วยใจสั่นระรัวว่า "นี่พวกหล่อนกะจะมาปักหลักตีตลาดกันจริงๆใช่มั้ย?" ซึ่งก็นับว่าออกตัวชัดเจนและตรงประเด็นกันดี แถมจากตอนแรกๆที่คาดว่าคงจะน่าเบื่อเพราะในพรีวิวส่วนมากก็คล้ายๆกันแต่เอาจริงๆแล้วพอได้มาฟังทั้งหมดแล้วกับเป็นงานที่ไพเราะและมีเอกภาพชนิดที่ฟังได้ไหลลื่นฉลุยทีเดียว

ด้วยความที่เป็นงานทั้งซิงเกิ้ล ซับยูนิตและโซโล่ด้วยดังนั้นจึงจำเป็นต้องเขียนถึงหมดทุกเพลงเลยนะคะ (อิอิ ) เริ่มจากเมนซิงเกิ้ลเลย Bunny Style (4/5) ก็นับว่าเป็นอะไรที่ เอ่อ ต่างไปจากซิงเกิ้ลในตลาดบ้านเกิดช่วงหลังๆของเธอที่ใส่จริตกันซะเยอะเหลือเกินตัวเพลงสลับมาจากงานเต้นรำเรโทรแรงๆที่เป็นเครื่องหมายการค้าสู่งานสไตล์เจพ็อพที่เริ่มต้นมาดูเหมือนจะเป็นงานพ็อพเต้นรำธรรมดาๆแต่ฟังรายละเอียดแล้วนับว่าการเรียบเรียงใช้ได้ทีเดียวคือใส่มาทั้งเออร์บันและซินธิ์ที่แม้จะดูเชยๆไปนิดผิดกับงานย้อนยุคที่พวกเธอมักจะทำออกมาเปรี้ยวปราดแถมฟังไปฟังมายังดูคล้ายๆซินธ์ของพวกKaraในPandoraอีกแต่มาให้อภัยเมื่อมาชนกับท่อนคอรัสที่ติดหูจัดๆออกเป็นงานทีนพ็อพแบบพวกงานค่าย Hello Project เช่น Morning Musume เป็นอาทิ คือฟังแล้วชอบนะแม้ใครจะครหาว่า "ลอกเจ้าบ้าน" ด้วยความที่ชัดเจนดีว่าข้ามาเพื่อขาย ตรงแน่วแบบไม่มีมุขอิดออดเขินอายใดๆชนิดที่พวกGirls' Generation หรือ Kara ที่พยายามโชว์ศักยภาพชนิดเลือดตาแทบกระเด็นคงต้องค้อนกันเป็นแถว แถมตัวเพลวยังหยอดความร่วมสมัยด้วยการเบรคท่อนแร็พเท่ห์ๆของน้องอารึมที่น้องแร็พได้ดีขึ้นและน่ารักดีอีกทั้งช่วงดั๊บสเต็ปเบรคตามสมัยนิยมที่อึนจองกับคิวริโชว์ก็นับว่าใช้ได้ โดยสรุปชอบมากๆ

ที่เหลือขอสุ่มรีวิวนะคะเริ่มที่สองงานซับยูนิตก่อนเพลงแรก Sign (3/5) งานพ็อพบัลลาดสูตรสำเร็จที่ลีดเดอร์โซยอนดูเอ็ทกับน้องอารึม ถามว่าเพราะมั้ย? เพราะแน่ๆ!!! เมโลดี้พริ้งดีจังแต่ก็คงให้คะแนนแค่ตามมาตรฐานเสมอตัวเพราะก็หาได้มีลูกเล่นดาดดื่นแปลกใหม่จากบัลลาดภาษาญี่ปุ่นใดๆ แต่แหม นานไปเริ่มติดหูมากๆซะด้วยเพิ่มให้อีก.5 ในขณะที่ Soap Bubbles (3.5/5) โดยเจ๊โบรัมและคิวริ 555 ลืมวัยกันมากๆนับว่าออกมาได้ดีเกินคาดนะคะกับงานสไตล์บับเบิ้ลกัมพ็อพแบบพวกค่าย Hello Project หรือสาวๆ AKB แม้จะดูแบ๊วๆแต่ก็ปฏิเสธไม่ลงว่าน่ารักติดหูหนึบดีที่สำคัญทำได้ถึงและเหมาะกับพวกเธอดี ชอบอ่ะ!!! ข้ามฝากมาพูดถึงงานโซโล่บ้างขอให้เกียรติพี่ใหญ่โบรัมก่อนเลยในเพลง Maybe Maybe (3.5/5) ที่ยังคงความเป็นบับเบิ้ลกัมพ็อพใสๆที่แกลมกลิ่นของอาร์แอนด์บีจางๆ ฟั้งค์ปรบมือสนานใจรื่นเริงและงานสไตล์บอสซ่าพ็อพแบบที่ศิลปินค่ายแกรมมี่บ้านเราชอบทำกันเหลือเกินในยุคนี้เข้ามา ชอบกีต้าร์ช่วงกลางเพลงและโพรแกรมมิ่งดูลงตัวดี ลูกเล่นแบบพวกอินดี้พ็อพของบ้านเรา 555 คิดเอาแล้วกันว่ามันจะเป็นเพลงที่เมนทสตรีมขนาดไหน ต่อด้วย Two As One (4/5) งานโซโล่ของสาวอึนจองที่ขอยกให้เป็นหนึ่งในเพลงโซโล่ที่ดีที่สุดของงานชุดนี้มาแบบทีนพ็อพดิสโก้ใสๆที่มีทีเด็ดตรงท่อนคอรัสที่เพราะมากๆแถมยังดูมีเคมีที่น่าจะถูกจริตมัดใจวัยรุ่นญี่ปุ่นได้ดีทีเดียว เพราะมากๆ ต่อด้วย Happy Rain (4/5)โดยอารึม ตัวเพลงเป็นอาร์แอนด์บีพ็อพใสๆฟังแล้วรื่นเริงเบิกบานใจดีฟังจากลูกเล่นแล้วคิดถึงบีทแบบสมัย80'sและนิวแจ็คสวิง แต่ไม่ใช่!!!แล้วก็ไม่รู้ว่าดิฉันคิดไปเองคนเดียวรึเปล่าแต่มาตอกย้ำอีกทีก็ช่วงแร็พเป็นอีกเพลงที่ไพเราะสดใส สำหรับเพลงที่ส่วนตัวขอยกให้ดีที่สุดในบรรดาโซโล่ทั้งหมดขอยกให้ Love Poem (4.5/5) โดยโซยอนแม้จะเป็นงานอดัลท์คอนเทมโพรารี่ย์สไตล์ดิว่าบัลลาดสูตรสำเร็จแต่เมโลดี้อลังการและอินเนอร์ที่โซยอนถ่ายทอดออกมาเป็นอะไรที่สวยงามกรีดใจสุดๆคือฟังแล้วซึมไปเลย เนื้อเสียงหวานๆของเธอไปกันได้ดีกับเพลงแบบนี้สามารถดึงศักยภาพทางอารมณ์ร่วมกับผู้ฟังไปได้ถึงขีดสุด เชื่อว่าจะเป็นเพลงที่แฟนๆT-araต้องรักหมดใจโดยที่ไม่จำเป็นเลยว่าจะต้องเป็นเมนใคร มาถึง My Sea (3/5) งานโซโล่จากจียอนเมนของคุณนายบ.ก.เองตอนแรกๆก็แอบคิดไว้ว่าจี้อาจจะทำบัลลาดโชว์เนื้อเสียงก็ทำออกมาจริงๆ จะว่าไปการร้อยเรียงเมโลดี้ก็สวยดีนะตัวเพลงมีฮุคชัดเจนและการถ่ายทอดอารมณ์ของจียอนก็นับทำได้แต่ส่วนตัวรู้สึกว่ามีบางสิ่งที่ขาดไปคือด้วยศักยภาพทุกอย่างเพลงนี้มันออกมาได้ดีกว่านี้แต่นี่ดูค่อนข้างไม่ค่อยมีพลังดึงดูดที่น่าตื่นตาตื่นใจใดๆเท่าไร แต่ก็เพราะดีนะเปิดฟังก่อนนอนนี่เหมาะ สลับมาแด๊นซ์กระจายกันใน Do We Do We (3/5) โดยคิวริตัวงานเป็นพ็อพเต้นรำที่สาดมาทั้งรสชาติของเทคโน คลับแด๊นซ์ เออร์บันและซินธิ์เฟี้ยวๆเหมาะกับคิวริมากๆเพราะนางทำแนวๆออโต้จูนและเต้นรำแบบนี้ขึ้นเป็นทุนแต่จะว่าไปผิดคาดอยู่นะ เพราะตอนแรกคิดว่านางจะเพลย์เซฟไม่นึกว่าจะแด๊นซ์กระจายซะขนาดนี้ มาที่ Love Suggestion (4.5/5) โซโล่จากสาวฮโยมินที่ดูโต่งและเสี่ยงตายที่สุด เป็นงานเต้นรำที่สาดทุกสีสันมาครบรสทั้งอิเล็คโทรนิค เออร์บัน ฟั้งค์ คาบาเร่ต์ แจ๊ซซ์ บรอดเวย์แถมยังทั้งร้องทั้งแร็พอีก แพรวพราวและเก๋ไก๋ที่สุดในอัลบั้มแล้วมั้ง เหมาะกับคนสวยมากๆจ้า ฟังแล้วนึกถึงมิวสิคคัลชิคาโก้ผสานกับดนตรีแบบพวกดีเจคัลเจอร์ ปิดท้ายด้วย Dangerous Love (3.5/5) ของดีจากสามสาวท็อปทรีจียอน,ฮโยมินและอึนจองออกแนวแด๊นซ์พ็อพผสานเทคโนดูแรงและมีองค์มีของและดูมีความเป็น T-ara ที่สุด จะว่าไปพวกนางทำอีแบบนี้ประมาณนี้ขึ้นกว่าใสๆแบ๊วๆอีกนะ

บอกตามตรงว่าแรกๆฟังพรีวิวคิดว่าหลายเพลงไม่น่ารอดแต่พอได้ฟังเต็มๆแล้วดีกว่าที่คิดนับว่าผ่านฉลุยในเรื่องของความไพเราะติดหู การเรียบเรียง ความมีเอกภาพแม้ว่าจะไม่ใช่อัลบั้ม - - อย่าลืมว่าเขาแยกแผ่นขาย!!! - - แต่เนื้องานโดยรวมสามัคคีกันดีที่สำคัญคงถูกจริตวัยรุ่นญี่ปุ่นไม่น้อย Fighting!!!

วันเสาร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2556

Suede : Bloodsports


Suede : Bloodsports : Alternative Rock (85% = 4/5)

เมื่อคืนเพิ่งแคนเซิ่ลงานเขียนวิจารณ์อัลบั้มล่าสุดของ Stereophonics ไปหมาดๆด้วยความที่เนื้องานไปกันกับรสนิยมคนเขียนไม่ได้สักเท่าไร - - แต่งานก็ไม่แย่ขนาดนั้นนะคะแค่ฟังได้ - - มาถึงคิวอัลบั้มใหม่ของ Suede ที่หายหน้ากันไปเสียนานสารภาพว่าหลังจากฟังงานของพวกเตี้ยซ่าไปแล้วแทนที่จะเสียวสันหลังหวั่นเกรงกับการกลับมาของวงรักแต่ "เปล่าเลย!!" เหมือนกับมันมีเซ้นส์บางอย่างบอกว่าเพลงใน Bloodsports มันต้องเป็นอะไรที่ดีแน่ๆ

วู้ยยยย ซึ่งถ้าเดาหวยแม่นแบบเซ้นส์ทางดนตรีได้ก็คงจะดีไม่หยอกหรอกเพราะ Bloodsports เป็นงานที่หวนกลับสู่สมรภูมิของหนึ่งในตำนานบริทพ็อพ90'sอย่าง Suede ได้ชนิดที่สมศักดิ์ศรีเลยทีเดียว เพลงในอัลบั้มฟังแล้วไม่ต้องงุนงงว่าใครหรือวงไหนทำเพราะเนื้องานมันเป็นงานแบบSuedeแท้ๆเป็นSuedeแบบสมค่าที่ตาเบร็ท แอนเดอร์สันนักร้องนำท่านจีบปากไว้ว่า "Bloodsportsนี้นะฮะทางเราตั้งใจให้เป็นการบูรณาการกันระหว่างอัลบั้ม Dog Man Star กับ Coming Up" งานจึงออกมาเป็น Suede สมใจนับว่าต่อยอดจากอัลบั้มล่าสุดก่อนบรรดาสมาชิกในวงจะสลายโต๋ไปนับสิบปีได้ชนิดที่แฟน Suede แท้ๆคงยิ้มกันหน้าบาน - - ถึงบรรทัดนี้ถ้าใครยังมีหน้ามาถามว่า Suede ชุดนี้ทำเพลงแนวอะไรแม่จะเอาสากกะเบือทิ่มให้หน้าแหก

 ถามว่างานชุดนี้มีอะไรด้อยมั้ย? อย่างที่บอกงานมันเป็น Suede ชนิดที่แฟนๆของวงที่ตามหอบหิ้วรักใคร่กันมานานคงชอบแต่คนที่หวังจะได้ยินอะไรใหม่ๆหรืองานคลำทางแบบพวก Radiohead หรือ Blur ก็คงต้องไปอัดเสียงทำเพลงกันเอง แต่ส่วนตัวกล้ายืนยันว่าเป็นอัลบั้มที่ดีเกินมาตรฐานของ Suede ช่วงที่เนื้องานดร็อปๆไปตั้งแต่ชุดที่สามลงมา

เปิดอัลบั้มมาอย่างทรงพลังด้วย Barriers (4/5) แค่เบิกโรงพลังของความเป็นร็อคตามขนบธรรมเนียมของ Suede ก็ปกคลุมเสียจนเล่นเอาขนลุก เสียงร้องที่แสนเจิดจรัสของป๋าเบร็ทกับภาคดนตรีระยิบระยับแพรวพราวสวยสุดๆเกินคำบรรยายชนิดที่เมื่อหยิบจับมาเทียบกับความรู้สึกแรกกับตอนฟังงานใหม่ของ Stereophonics นี่ผิดกันราวฟ้ากับเหว ยิ่งแทร็คถัดไป Snowblind (4.5/5) นี่เล่นเอาอดใจไม่ไหวต้องเด้งขึ้นมากระโดดปล่อยใจไปตามเสียงร้องกราดเกรี้ยวจากท่อนคอรัสสุดขบถนั้น วู้ยยย ขนาดเครียดๆอยู่นะคะยังลืมทุกข์ไปได้ชั่วขณะ ก็แหมม ดนตรีแบบนี้การร้องแบบนี้มันเป็นบริทพ็อพแบบที่ดิฉันรอคอยจะฟังด้วยใจจดจ่อมาตลอด ยิ่งเสียงกีต้าร์ตอนจบนี่แทบจะลากไส้ออกมาเลย It starts and end with you (4/5) นี่ก็ยังคงความเป็นงานอัลเทอสวยๆตามมาตรฐานของ Suede ในอดีตที่ทุกคนรักใคร่ใฝ่หา สูตรสำเร็จและเดิมๆไปนิดแต่ถ้าฟังแล้วชอบก็ขอโยนคะแนนให้ไปเต็มๆไม่เก็บหรือกั๊กใดๆทั้งสิ้น For The Strangers (4/5) แค่เสียงกีต้าร์งามๆช่วงต้นเพลงก็ทำเอาเคลิ้มและหลุดลอยชนิดถอนตัวถอนใจไม่ขึ้น อาจจะงั้นๆไปนิดแต่ก็นะเป็นเพลงช้าโหยหวนทอดสะพานแบบที่วงนี้ชอบทำนั่นแหละ มาสะดุดแบบจริงๆจังๆอีกทีก็ในเพลงAlways (4.5/5) ที่ระเบิดด้านมืดหม่นอนธกาลออกมาได้ชนิดถึงใจแถมการเรียบเรียงยังดูแพรวพราวมีชั้นเชิงและแตกต่างซับซ้อนที่สุดในอัลบั้ม ฟังแล้วหายใจหายคอไม่ทัน เจ็บว่ะ!!!

เชื่อว่าแฟนเก่าๆชนิดเดนตายของทางวงก็คงจะไม่ทิ้งกัน ในขณะที่แฟนในแบบกลางๆกึ่งขาจรอย่างข้าพเจ้าและคนที่หวังในอัลบั้มร็อคที่ดนตรีมีหีบห่อและเสียงของนักร้องที่อัศจรรย์นี่คงได้ใจไปเต็มๆดวง สำหรับแฟนยุคใหม่ที่ถ้าคิดจะลองเริ่มต้นทำความรู้จักกับพวกเขาที่งานชุดนี้ก่อนจะทยอยไปไล่เก็บงานเก่าๆมาฟังก็เป็นตัวเลือกที่ไม่เลว...แล้วคุณๆจะหลงในมนตร์เสน่ห์ของบริทพ็อพ90'sชนิดถอนตัวไม่ขึ้น

วันศุกร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2556

Black Rebel Motorcycle Club : Specter At The Feast



Black Rebel Motorcycle Club : Specter At The Feast : Alternative Rock/Garage Rock/Post Punk/Experimental Rock (95% = 5/5)




รู้จักมักคุ้นกันมาตั้งแต่สมัยเป็นวงร็อคแอนด์โรลหน้าใหม่ที่กิตติศัพท์ในเรื่องการทำดนตรีดิบ ดุ โหดและเขย่าขวัญขาโจ๋เสียจนนิตยสารNMEเสนอตัวเป็นแม่ยกดันแหลกสำหรับ B.R.M.C. หรือที่เรารู้จักท่านในนามเต็มๆสุดเท่ห์ว่า Black Rebel Motorcycle Club ที่วันนี้มีงานอัลบั้มใหม่แกะกล่องอย่าง Specter At The Feast มาให้เราฟังกันเสียที



สำหรับวงนี้นี่มีผลงานที่โดดเด่นปักเข้ากลางใจอิฉันชนิดจังๆเต็มดวงก็ตอนสมัย B.R.M.C.และTake Them On,On Your Own อันเป็นสองอัลบั้มแรกสุดที่เป็นงานสไตล์การาจร็อคเก๋าๆที่จับเอาร็อคย้อนยุคมาชนกับพั้งค์ โลไฟและงานอัลเทอเนทีฟจำพวกโลไฟได้ชนิดดุเดือดเลือดพล่านถึงใจ ถัดไปอัลบั้มสามนี่พวกคุณเธอหนีไปทำงานสไตล์อเมริกาน่ายันแหวกแหกไปทำเอ็กซ์เพอริเมนทัลในงานถัดๆไปซึ่งดูเหมือนกระแสตอบรับและคำวิจารณ์จะไม่โสภาแบบสมัยงานแรกๆก่อนจะวนกลับเข้าหารากเหง้าในงานชุดก่อนหน้า...



...พล่ามมาเสียยาวในอัลบั้มล่าสุด Specter At The Feast ชุดนี้ภาพรวมเป็นงานอัลเทอเนทีฟสไตล์เอ็กซ์เพอริเมนทัลที่ผนวกเอาทั้งรสชาติของงานร็อคย้อนยุค พั้งค์ โลไฟและการาจของเดิมเข้ากับซาวนด์ทดลองสุดโต่งโดยที่เห็นได้ชัดนี่คงเป็นภาคดนตรีจำพวกNoise RockและDroneที่ต่อยอดมาจากชุดที่แล้ว เรียกได้ว่าแซมแทนความดิบดุเป็นพั้งค์เอ็ดตะโรแบบเดิมกลายเป็นงานทดลองหวีดหวิวหลอนหูเขย่าประสาทระทึกขวัญไปกันอีกแบบ



แค่เปิดอัลบั้มมากับ Fire Walker (4.5/5) นี่ก็เล่นเอาอึ้งแล้วโหมโรงด้วยหมอกควันของโพรแกรมมิ่งอิเล็คโทรนิคแบบเอ็กซ์เพอริเมนทัลกึ่งทริพฮอพจางๆก่อนจะกลายร่างมาเป็นงานสไตล์เอ็กซ์เพอริเมนทัลร็อคที่ผสานลูกของความเป็นอัลเทอเนทีฟเข้ากับNoise Rock,Drone Ambientและงานอินดี้กึ่งโลไฟหลอนๆ ไม่ถึงขั้นโพสท์อินดัสเทรียลแต่ความเก๋าได้ใจอยู่ ดาร์คมากๆ Let The Day Begin (3.5/5) นี่เหมาะสำหรับคนฟังที่ชอบงานของพวกเขาในยุคแรกเป็นงานร็อคย้อนยุคเท่ห์ๆที่ใส่ทั้งการาจ ซินธิไซเซอร์ นิวเวฟและพั้งค์ผสานเข้าด้วยกันชนิดกลมกล่อมแต่ว่ากันตามตรงค่อนข้างจะธรรมดาไปหน่อยสำหรับวงที่ไม่เหมือนชาวบ้านชาวช่องอย่างวงนี้ ในขณะเดียวกัน Hate The Taste (4/5) นี่ก็จับเอาลูกเล่นของกลิ่นอายอเมริกาน่าสมัยอัลบั้มที่สามมาขยำกับงานการาจร็อคและพั้งค์ได้น่าฟังไม่หยอกและ Rival (4.5/5) นี่ก็ทำออกมาเอาใจคอโพสท์พั้งค์ที่ชอบเพลงประมาณ Whatever Happened To My Rock And Roll กับ Six Barrel Shot Guns หากแต่เรื่องความเอ็ดตะโรบ้าพลังนี่ยังถือว่าอ่อนด้อยกว่าหลายระดับ มาตกใจเอาก็อีตอนได้ยินเพลง Returning (4.5/5) ต๊ายยย ไหงมันพ็อพจ๋าผิดขนบแบบนี้ละคะตัว คือหวานหูและนุ่มสลวยผิดจากความเป็นB.R.M.C.ไปไกลเสียจนกล้อมแกล้มให้เข้าหมวดบริทร็อคได้เลยทีเดียว ฟังแล้วนึกถึงPlacebo ต่อด้วย Lullaby(4.5/5) อีกเพลงที่สวยหวานรุ่มรวยจนช็อคที่ปูพรมด้วยบีทกีตาร์อคูสติคสวยๆชนิดที่นึกถึงเพลงยุคบุปผาชน กลับมาโหดต่อใน Teenage Disease (4.5/5) อันนี้จับเอาร็อค80'sย้อนยุคจ๋ามาชนกับการาจและพั้งค์แต่พูดๆก็พูดเถอะนึกถึง Nirvana มากๆเพลงนี้เพียงแต่ไม่กล้าพอที่จะฟันธงฉับลงไปว่าพวกเธอได้รับอิทธิพลของกรั๊นจ์มาด้วย สำหรับเพลงที่โดนสุดยกให้ Sell It (5/5) เป็นงานอัลเทอเนทีฟอินดี้โลไฟหลอนๆชนกับพั้งค์ร็อคเกรี้ยวกราด ไม่ใช่เพลงที่ดีที่สุดของอัลบั้มรวมถึงไม่ใช่ของใหม่ของวงเพียงแต่ถูกจริตชนิดบอกไม่ถูก เป็นงานที่ตอบสนองด้านมืดของดิฉันได้อย่างดี



ท้ายที่สุดคงต้องบอกว่า Specter At The Feast นี่คืองานที่ชอบที่สุดเท่าที่ได้ฟังในช่วงนี้เคียงข้างกับ Girl Who Got Away ของDidoเลยทีเดียว เป็นหนึ่งในอัลบั้มร็อคที่ส่วนตัวเชื่อว่าดีที่สุดชุดหนึ่งแห่งคริสตศักราช2013 เชื่อสิ!!!

วันพฤหัสบดีที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2556

Justin Timberlake : The 20/20 Experience



Justin Timberlake : The 20/20 Experience : Soul/R&B/Hip-Hop (94% = 5/5)

อีกหนึ่งศิลปินแถวหน้าที่ห่างหายจากการทำเพลงไปเอาดีด้านการแสดงหลังจากที่งานชุดล่าสุดของพี่ท่าน Futuresex/Lovesounds ได้รับความสำเร็จในระดับมหาศาลแต่นั่นมันก็ทิ้งช่วงมาตั้งแต่ปี2006แล้วนะนั่น ในวันนี้นับว่าเป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับคอดนตรีและแฟนๆของหนุ่มย่อยที่ได้ร่วมกันต้อนรับการกลับมาในรอบ7-8ปีของ "จัสติน ทิมเบอร์เลค" เมื่อการระดมสมอง วิสัยทัศน์และอัจฉริยภาพทางดนตรีกาลได้รับการบ่มเพาะจนสุกงอมเต็มที่

ในสตูดิโออัลบั้มแรก Justified หลังจากที่เหล่า N'sync พร้อมใจกันสลายโต๋หนุ่มจัสตินของเราก็พิสูจน์ให้โลกได้เห็นถึงความฝักใฝ่ในดนตรีผิวดำอย่าง "อาร์แอนด์บี" ว่าข้นคลั่กในสายเลือดขนาดไหน ท่ามกลางกระแสกดดันจากสายตาของสาธารณชนที่คอยจับตามองและคาดหวังว่าเขาจะฉีกตัวเองออกจาก N'sync ได้ขนาดไหน (กันเชียว?!!) ซึ่งหยอยเราได้อุดปากนักวิจารณ์ที่รอสับให้หงายเงิบด้วยงานพ็อพอาร์แอนด์บีสายพันธุ์คุณภาพที่ตลบอบอวนไปทั้งฟั้งค์ โซลและฮิพฮอพ ตอกย้ำกันอีกคำรบใน Futuresex/Lovesounds ที่ออกเชิงทดลองผสมผสานกันชนิดโต่งกันพอตัว ลูกบ้าที่ขนเข้ามาเล่นกับงานเออร์บันต่างๆนี่ถ้าเป็นภาษาร็อคก็อาจจะเรียกได้ว่าพยายามถีบตัวสู่ความเป็นโพรเกรสซีฟสุดกำลังวังชา

มาที่สตูดิโออัลบั้มล่าสุด The 20/20 Experience ส่วนตัวมองว่าเป็นการต่อยอดลูกเล่นจาก Futuresex/Lovesounds ขึ้นมาในระดับที่ "บ้าสุดพลัง" ทั้งจังหวะ ชั้นเชิงและลูกเล่นนั้นมีรายละเอียดที่ "โคตร" จะซับซ้อนให้ขบคิดติดตามทุกแทร็๊คคือแต่ละเพลงในอัลบั้มนี้เปรียบเสมือนบทย่อยๆของหนังสือดีๆสักเล่มที่แต่ละบทมีไฮไลท์ พรีลูดและการสื่อสารบอกเล่าที่ชัดเจนแจ่มแจ้งในตัวโดยภาพรวมบอกเล่าผ่านดนตรีแนว "เออร์บัน" จ๋าโดยกว่า95%เป็นคอนเทมโพรารี่ย์อาร์แอนด์บีและโซลมากกว่าฮิพฮอพหรือแร็พที่ตามมาพอแก้กระษัยก็แค่นั้นตบด้วยลูกเล่นแบบฟิวชั่นอื่นๆมีทั้งแจ๊ซซ์เล้าจ์น นีโอโซลเป็นฟั้งค์ร็อคและอิเล็คโทรนิคบ้างในบางเพลงหลอมรวมเข้ากันเป็นหนังสือดีๆที่อ่านยากเล่มหนึ่งชื่อ The 20/20 Experience - - ไหนๆสมัยนี้ใครๆก็บ้าเอ็กซ์เพอบ้าทดลองกันไปหมดแล้วมาดูงานทดลองสไตล์JTกันบ้างเป็นไร

ว่าก็ว่าเถอะไอเดียดีมากๆเพลงก็ดีจริงๆไม่เถียงแต่ดูเหมือนพี่หยอยจะ "หนักมือ" ไปนิดจนเยอะและล้นเพราะเพลงเกือบทั้งอัลบั้มเหยียบเข้ากว่า7นาทีแถมยังฟังยากเข้าใจยากชนิดที่ไม่ปราณีผู้ฟังขาจรหน้าไหนทั้งสิ้น เชื่อว่าจะได้รับคำชมจากนักวิจารณ์ที่ฟังเพลงเป็นแน่ๆแต่พวกคนที่เขาไม่ถูกจริตคงจะเบือนหน้าไม่ชอบชัวร์ ไหนตัวงานจะเสี่ยงมากๆสำหรับวงการดนตรีในยุคนี้ที่เน้นฟังง่ายย่อยง่ายเข้าว่า...หายไปนานก็แบบนี้ล่ะ?

 สำหรับเพลงที่ชอบ เปิดอัลบั้มได้หวานหยดย้อนใน Pusher Love Girl(5/5) บรรเลงเครื่องสายกรีดเสียงสวยจนแอบนึกถึงพวกวอลซ์ไม่ก็Torch Song ยุค50'sแต่เข้าตัวเพลงเป็นงานบลูส์โซลอาร์แอนด์บีโมทาวน์จ๋ากรีดบิ๊กแบนด์แจ๊ซซ์ทรงพลังสุดสุนทรีย์หลุดจากเพลงนี่ประดังลูกเล่นมาแพรวพราวชนิดของสแตนดิ้งโอครบทั้งฮิพฮอพ ซาวนด์สแครช บีทบ็อกซ์ เริ่ด!!! ต่อด้วยซิงเกิ้ลเปิดตัว Suit&Tie (4.5/5) เปิดอินเทอลูดมาด้วยเครื่องเป่าโซล70'sก่อนจะสับมาออกแนวฮิพฮอพดำปี๋แบบเวสต์โคสต์ ตัวเพลงจริงๆเป็นงานคอนเทมโพรารี่ย์อาร์แอนด์บีผสานโซลและแจ๊ซซ์เล้าจ์นหวานๆแซมด้วยท่อนแร็พ บีทฮิพฮอพและจังหวะล้อเลียนดั๊บสเต็ปช่วงเบรคเอ๊าท์ จัดให้เข้าหมวดหมู่งานนีโอโซลดีๆได้เลยทีเดียว  Don't Hold The Wall (4.5/5) บีทฮิพฮอพดำปิ๊ดปี๋ชนกับสรรพสำเนียงภารตะและการแร็พมืดๆแบบแก๊งค์สทา ลูกเล่นแพรวพราวมากอีกแทร็คทั้งบีทบ็อกซ์ เวิลด์บีท ซาวนด์สแครชแล้วสารพัดโพรแกรมมิ่งฟังแล้วแบบมึนตึ๊บ Strawberry Bubblegum (4/5) ปล่อยบีทและโพรแกรมมิ่งอิเล็คโทรนิคแบบเอ็กซ์เพอริเมนทัลวิ่งกันชุลมุนฟังไปฟังมาเป็นงานแบบคอนเทมโพรารีย์อาร์แอนด์บีและโซลผสานแจ๊ซซ์เล้าจ์นแถมแอบดีพเฮ้าส์ลอยละล่องอีกต่างหาก ชอบที่สุดคงเป็นความที่เป็นงานเชิงทดลองในตัวประดังมาสารพัดจนขอไม่บรรยายแต่ลงตัว ชอบ!!! That Girl (4.5/5) งานโอลด์คูลโซลอาร์แอนด์บีแบบยุค60's กระชับและชอบทันที ปิดท้ายด้วย Mirrors (4.5/5) ที่ใครๆเขาว่าเป็นCry Me A River และ What Goes Around... ภาคสองแต่ส่วนตัวคิดว่าเพราะกว่านะ เป็นงานสไตล์พ็อพอาร์แอนด์บีหนึ่งเดียวในอัลบั้มที่ท่อนคอรัสชัดเจนกระชากใจติดหูหนึบ ในขณะที่เพลงอื่นฟังยากเหลือเกิน

จะดังหรือไม่ดังไม่รู้นะงานชุดนี้แต่เป็นงานจากศิลปินพ็อพที่ตบหน้าบรรดาศิลปินพ็อพในยุคนี้เข้าฉาดใหญ่ด้วยเนื้องานแบบมาสเตอร์พีซและทรงคุณภาพจริงๆชนิดที่ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไรหยอยก็ยืดอกภูมิใจได้ละกันว่า "ข้าทำดนตรีดีๆได้สมศักดิ์ศรีการกลับมาก็แล้วกัน"งานแบบนี้นี่นอกจากเก่งอย่างเดียวนี่ไม่พอนะคะยังต้องมั่นมากด้วยเพราะพี่แกเล่นกับของยากจริงๆ

Dawn Richard : Goldenheart



 Dawn Richard : Goldenheart : Pop/R&B/Electronic (71% = 3/5)

รีเควสต์ของน้อง Natz Say ที่ส่วนตัวแปะลงเพจไว้นานมากๆแต่บ.ก.ดันมาเจอปัญหาส่วนตัวเสียก่อนแล้วเอาเครียดจนเขียนอะไรไม่ได้ไปหลายวันทีเดียว วันนี้อาการดีขึ้นแล้วจึงขอรีบเขียนเสียก่อนที่อาการเดิมจะกำเริบอีกแล้วมันจะค้างคาไปนาน 555

งานที่ได้รับรีเควสต์มาคือ Goldenheart สตูดิโออัลบั้มชุดที่สองของสาว "ดอว์น ริชาร์ด" อดีตหนึ่งในสมาชิกวง Danity Kane ซึ่งส่วนตัวยอมรับว่าไม่ได้ติดตามอะไรวงนี้เลยจริงๆจึงไม่รู้จะขุดข้อมูลตรงไหนมาบรรยายเป็นน้ำประกอบได้ - - เขียนทุกสิ่งเท่าที่มีในหัวแล้วกันเนอะ!!

ความรู้สึกที่มีต่องานชุด Goldenheart นี้โดยรวมต้องบอกว่า "ดีกว่าที่คิด" หลายแทร็คนับว่าเป็นอะไรที่เกินคาดว่าจะได้ยินจากอดีต Danity Kane ภาพรวมของอัลบั้มนี้เป็นงานดนตรีแนวพ็อพอาร์แอนด์บีที่ฟิวชั่นเอาความเป็นคอนเทมโพรารี่ย์อาร์แอนด์บีและพ็อพทดลองเข้ากับภาคดนตรีแตกต่างหลากหลาย อาทิ อิเล็คโทรนิค,ดรีมพ็อพไปยันลูกเล่นของจังหวะเต้นรำที่แพรวพราวหลากหลายเข้าตำรับเกือบแล้วที่จะเป็น "อัลเทอเนทีฟแด๊นซ์" แต่อาจจะติดตรงที่ช่วงหลังๆอัดแต่แทร็คแกนๆธรรมดาๆเข้ามาเยอะไปนิดจนฉุดภาพรวมของอัลบั้มที่แรกๆมาแบบแข็งแรงมากๆให้ดูยวบอย่างน่าเสียดาย 16เพลงแลดูจะเป็นการแออัดยัดเยียดมาทำลายอัลบั้มเกินไปเพราะบางเพลงที่ไม่จำเป็นก็เยอะอยู่คราวหน้าหั่นออกเหลือซะ11-12แทร็คนี้กำลังดี แต่เรื่องของดนตรีนี่สาวดอว์นมาถูกทางแล้วงวดหน้าเอาให้ชัดเจนเป็นตัวเองมากกว่านี้พร้อมทั้งฉีกตัวเองจากมารายห์,เลโอน่าและเคลลี่ย์ โรวแลนด์ที่มักจะโผล่หน้ามาหลอกหลอนตอนฟังให้ขาดกระจุยรับรองว่า "มีสิทธิ์รุ่ง!!!"

เพลงที่ชอบเหรอ? เอาจริงๆเลยนะอินโทรเปิดงาน Intro (In The Hearts Tonight) (4.5/5) นี่นับว่าสวยมากๆจนอยากจะให้ทำออกมาเป็นเพลงเต็มๆแล้วแทนที่เพลงแกนๆบางเพลงซะให้รู้แล้วรู้รอด ตัวงานจับเอามโหรีออเครสตร้ามาชนกับการลงเสียงอะแค็พเพลล่าและลูกเล่นทดลองจำพวกเอ็กซ์เพอได้เด็ดขาดจนฟังแล้วทึ่ง ต่อด้วย Return Of A Queen (4.5/5) งานฟิวชั่นแบบพ็อพอาร์แอนด์บีสวยที่หยิบเอาคอนเทมโพรารี่ย์อาร์แอนด์บี อิเล็คโทรพ็อพ บีทฮิพฮอพกระฉึกกระฉักตลอดจนซาวนด์สแครชประดังเข้าหลอมรวมกันได้อย่างลงตัว เสียดายอีแบบนี้ Janelle Monae ก็ทำมาให้ฟังกันแล้วในอัลบั้มแรกแถมเด็ดขาดกว่า Riot (4/5) กระโดดเข้ามาทักทายแวดวงเมนทสตรีมกับงานอิเล็คโทรพ็อพเต้นรำตบยูโรบีทเปรี้ยวฉูดฉาดปะทะดั๊บสเต็ปเฟี้ยวฟ้าวแถมด้วยลูกเล่นที่หยอดบีทอคูสติคเข้ากับจังหวะเต้นรำของอิเล็คโทรแบบพวกเดวิด เกตต้าหรือคาลวิน แฮร์ริสชอบทำ นับว่าเป็นแทร็คที่ดีทีเดียว Pretty Wicked Things (4/5) ขึ้นต้นมาเฉยๆแต่พอฟังนานไปแล้วตกยกนิ้วให้พร้อมคำนับเหล้าสามจอกโพรแกรมมิ่งและรายละเอียดยุ่บยั่บมากๆมีตั้งแต่แทรนซ์ลอยๆตึ๊บๆ ดั๊บสเต็ปไปยันลูกเล่นกึ่งๆดรัมส์แอนด์เบสส์ และ Goldenheart (4/5) งานสแตนดาร์ดแจ๊ซซ์เพราะๆอันเป็นไทเทิ่ลแทร็คปิดอัลบั้มได้อย่างสง่างาม ประสานกับเสียงตัวเองเป็นอะแค็พเพลล่ากึ่งกอสเพลได้ดี

เอาจริงๆฟังเนื้องานของอัลบั้มนี้แล้วกล้ายืนยันว่าเธอคนนี้มีแวว คือเพลงที่ทำออกมาได้ดีก็คือดีเลยทีเดียวส่วนเพลงที่ไม่ชอบก็ไม่ขี้ริ้วขี้เหร่เป็นงานอยู่ในระดับมาตรฐานขอเพียงต้นสังกัดให้โอกาสเธออย่างเต็มทีพร้อมโปรดิวซเซอร์เจ๋งๆรับรองสักวันระเบิดศักยภาพแน่ๆ




Kazaky : The Hills Chronicles


Kazaky : The Hills Chronicles : EDM/House/Techno/Synth Pop (95% = 5/5)


ตอนนี้กำลังนั่งจัดการกับพวกบรรดางานรีเควสต์จากคนอ่านอยู่แล้วไปสะดุดเอาอย่่างจังกับงานชุด The Hills Chronicles รีเควสต์จากน้อง สตอเบอรี่ อวกาศ เพราะเผอิญกำลังเปิดงานชุดนี้ฟังอยู่พอดี เฮ้ย!!! งานเก๋มากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกนะคะเนี่ย ต๊ายตาย ชนิดที่แค่เปิดฟังผ่านๆก็เกิดแรงบันดาลใจอยากจะหยิบขึ้นมาเขียนกันสดๆซะเลย

เจ้าของผลงานชุดที่ีกล่าวมานี้คือ Kazaky วงบอยแบนด์ (???) จากยูเครนที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันไปทั่วกับภาพลักษณ์เกย์ก้ามปูจิกส้นสูงขึ้นมาเต้นระบำรากแตกเป็นที่ฮือฮาแจ้งเกิดแฮปปี้เบิร์ธเดย์กันตั้งแต่ในYoutubeก่อนหน้านี้จนกระโดดเข้าโลกของ Pop Culture ในมิวสิควิดีโอ Girl Gone Wild ของเจ๊แม่มาดอนน่านั้นแล

ใครครหาว่า"เพลงเกย์"จาก"วงเกย์ๆ"คงหนีไม่พ้นเพลงเต้นรำจังหวะสนุกสนานดาดดื่นสามช่าไร้รสนิยมกะโหลกกะลา ขอให้รีบเบ่งความคิดนั้นลงชักโครกพร้อมกดทิ้งไปให้ลับตาถ้าไม่อยากให้ชาวบ้านครหาว่าเป็นคน "โลกทัศน์แคบ" เพราะเพลงของเหล่านางๆ Kazaky นี่นับว่าเป็นงานเต้นรำที่มีชั้นเชิงกันค่อนไปจนถึงสูงทีเดียวตัวงานจืกเอา EDM หรือที่เรารู้จักกันว่า Electronic Dance Music อันเป็นที่เข้าใจกันตรงตัวไม่ต้องแปลว่า "เพลงอิเล็คโทรนิคเต้นรำ" ที่แพรวพราวเก๋ไก๋ชนิดที่เ้หล่าDJ Cultureทั้งหลายต้องค้อนขวับมีหมดค่ะตั้งแต่ความรื่นเริงของซินธิ์พ็อพเต้นระบำเจือกลิ่นอาย80'sประพิมประพายบีบดิสโก้ เฮ้าส์ลอยละล่อง ดั๊บ ยูโรไปยันพวกซาวนด์หนักๆตึ๊บๆจำพวกเทคโนและพ็อพแทรนซ์ก็เก็บมาให้ฟังกันครบทีเดียว

เปิดอัลบั้มมาด้วย Symphony No.404 (5/5) ที่เปรียบประหนึ่งอินโทรโหยหวนด้วยศิลปะแบบออเครสตร้าผสานคลาสสิคและซิมโฟนีสมชื่อก่อนจะอัดบีทเทคโนตึ๊บๆฟาดฟันกับยูโรบีทมาชนิดที่ดิฉัน - - ที่ตอนแรกกะฟังแค่เพลินๆ - - ถึงกับตาค้างถลนตะลึงตะลาน วู้ยยยยย ใจคอจะเป็น Ladytron ภาคเกย์เหรอคะ Game Over (5/5) ขึ้นต้นมาด้วยเสียงแร็พเยือกเย็นกับซาวนด์อิเล็คโทรนิคล่องลอยประหนึ่งอยู่ในอวกาศพอใกล้คอรัสเท่านั้นแหละสลับมาเป็นงานเต้นรำประหนึ่งหลุดมาจา่กรันเวย์เก๋ๆสักแห่ง ตบทั้งเฮ้าส์ทั้งแทรนซ์เข้าขั้นโพรเกรสซีฟเลยทีเดียว I Can't Stop (5/5) ฟังแล้วคิดถึงงานเฮ้าส์สไตล์ David Guetta ยุคแรกๆที่มีท่อนคอรัสเก๋ๆสวยๆและจังหวะจะโคนกระชากใจ มาที่ Last Night (4.5/5) ซินธิ์พ็อพสวยๆลอยละล่องเย็นยะเยือกไม่ถึงขั้นทริพฮอพฟังแล้วปลดปล่อยใจให้โบยบินตามไปอย่างอิสระ และDance And Change (4/5) ก็เป็นเฮ้าส์แฟชั่นๆตามธรรมเนียมนิยมนาจะถูกจริตคอเต้นรำเป็นอย่างดี

ไม่คิดว่าส่วนตัวจะฟังแล้วชอบถึงขนาดนี้ต้องขอบคุณน้องสตอเบอรี่ อวกาศมากๆด้วยนะคะที่รีเควสต์เข้ามาได้ยินงานดนตรีเต้นรำเก๋ลากในเวลาจิตตกเครียดๆแทบคลั่งขนาดนี้แล้วอารมณ์ดีเป็นบ้า ส่วนตัวเป็นกำลังใจให้ศิลปินวงนี้ด้วยนะคะทิศทางดนตรีนับว่ามาถูกทางและดีมากๆทีเดียวมีพลัง มีความเป็นแฟชั่น ร้อนแรงและมีเคมีของศิลปินที่ทำดนตรีเต้นรำอย่างแรงกล้า งานชุดหน้าต่อยอดสู่ความเป็นตัวเองมากขึ้นและบีบเอกลักษณ์ของความเป็น Kazaky ลงไปมากขึ้นรับรองเกิดในวงการเต้นรำเป็นสิบๆปีแน่ฟันเฟิร์ม

วันเสาร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2556

Dido : Girl Who Got Away



Dido : Girl Who Got Away : Pop/Folk/Trip-Hop/Electronica (95% = 5/5)

สำหรับศิลปินอังกฤษท่านนี้นี่คงต้องท้าวความไปถึงสมัยซิงเกิ้ล Thank You ในอัลบั้มแรกที่ป๋าเอมิเน็มแร็พเพอร์หัวใสหยิบไปหยอดเป็นแซมเพิ่ลในเพลง Stan ของเขาส่งอานิสงส์ผลพลอยให้ชื่อของสาว "ไดโด้" หรือที่เรียกเต็มๆว่า "ไดโด้ ฟลอเรียง คลู เดอ บูเนอเวย์ อาร์มสตรอง" เป็นที่จับตามองถึงขั้นที่ No Angels อัลบั้มเปิดตัวชุดแรกขายดิบขายดีไปถึงสามล้านชุดในอเมริกาเลยทีเดียว

ในอัลบั้มชุดที่สอง Life For Rent นี่เป็นงานที่ทำให้ดิฉันได้รู้จักศิลปืนท่านนี้จำได้ว่าแรกๆ "ไม่ชอบ" ไม่ใช้ว่างานไม่ดีแต่ด้วยความที่งานของเธอเป็นอัลบั้มพ็อพชั้นดีมีหีบห่อห่างไกลจากงานพ็อพเมนทสตรีมและค่อนข้างฟังยาก แต่หลังจากที่วุฒิภาวะทั้งทางอายุและรสนิยมทางดนตรีเจริญเติบโตขึ้นเมื่อย้อนไปฟังบางเพลงอย่างDon't Leave Home,This Land Is MineหรือLife For Rent ทุกวันนี้กลับหลงหัวปักหัวปำเช่นเดียวกับที่ใจยังเต้นดังเสมอเมื่อได้ยิน "White Flag " เพลงเก่งของอัลบั้มเล่นตามสถานีวิทยุบ่อยๆนั่นแหละ

เชื่อว่าเด็กคอเมนทสตรีมรุ่นนี้บางท่านคงรู้สึกกับ "Girl Who Got Away" งานชุดล่าสุดของเธอไม่ต่างจากสมัยที่ดิฉันฟัง Life For Rentนั่นแหละ งานของสาวไดโด้ยังคงต่อยอดความเป็นโฟล์ค ทริพฮอพและอิเล็คโทรนิก้าผสมผสานลงสู่งานพ็อพชั้นดีของเธอ คราวนี้หลายแทร็คค่อนไปเชิงทดลองจนกล้อมแกล้มเป็นดนตรีจำพวกฟิวชั่นหรือเอ็กซ์เพอริเมนทัลที่ยุคนี้นิยมเล่นกันก็อย่างที่บอกเป็นงานพ็อพที่อาจจะฟัง "ยาก" สำหรับคอเมนทสตรีมแต่เชื่อเถอะคุ้มค่าทุกเสี้ยววินาทีที่ลอง

ถามถึงเพลงที่ชอบเพลงแรกเลยคงหนีไม่พ้น No Freedom (5/5) ซิงเกิ้ลล่าสุดที่จับมาเปิดอัลบั้มได้สวยมากๆ เป็นงานโฟล์คเพราะๆลุ่มลึกนุ่มนวลอบอุ่น เรียบง่ายแต่กระแทกลงไปถึงกลางใจอารมณ์ประมาณบางเพลงของ Goldfrapp ในอัลบั้ม A&E นั่นแหละ ชอบท่อนที่ร้องว่า "No Freedom Without Love,No Love Without Freedom" ฟังแล้วหลุดลอยไปเลยทีเดียว ในขณะที่ไทเทิ่ลแทร็ค Girl Who Got Away (4.5/5) ก็เป็นงานอิเล็คโทรพ็อพเย็นยะเยือกจับขั้วหัวใจตามสไตล์ ไดโด้หลอมความเป็นฮิพฮอพเข้ามาเล่นใน Let Us Move On Ft. Kendrick Lamar (4/5) ซิงเกิ้ลเปิดตัวเป็นงานอิเล็คโทรนิก้าสไตล์ทริพฮอพที่เท่ห์ลงตัวไม่หยอก สำหรับ End Of Night (4.5/5) ก็เป็นงานทริพฮอพสวยๆลอยละล่องไปในอากาศแค่ท่อนคอรัสเจิดจรัสมากๆ รากฐานของดนตรีโฟล์คแท้ๆชนกับซาวนด์อิเล็คโทรนิคใน Sitting On The Roof Of The World (5/5) ก็นับเป็นงานสไตล์ทดลองกล้อมแกล้มสู่ภาคของดนตรีโฟล์คโทรนิก้าดีๆได้เลยทีเดียว ในขณะเดียวกัน Love To Blame (4.5/5) นี่ก็ออกแนวฟิวชั่นจ๋าเป็นเอ็กซ์เพอริเมนมัลที่จับเอาพ็อพ โซล ทริพฮอพ เร็กเก้และอิเล็คโทรนิก้ามาชนกันโครมดูมีสีสันและโต่งเกินภาพรวมของอัลบั้ม แต่ไม่เสียเอกภาพนะ ปิดอัลบั้มด้วย Day Before We Went To War (4.5/5) เป็นงานทริพฮอพที่หยิบเอาลูกเล่นของพวกมิวสิคคัลจำพวกออเครสตร้ามาประดับแพรวพราว ฟังในชั้นเชิงแล้วขนลุก เจ๊แน่จริงๆ

ไม่รู้จะสรุปอย่างไรให้สวยหวานดีสำหรับอัลบั้มนี้ คือเป็นงานชุดแรกของปี2013นี้จริงๆที่ได้ใจไปทั้งดวง ได้ใจไปแบบไม่ได้เข้าข้าง ไม่ได้เขียนเชียร์หรือรับคำสั่งจากใครให้เขียนชม เป็นงานที่ฟังแล้วแม้เนื้องานจะฉาบเต็มเปี่ยมด้วยความเย็นยะเยือกแต่ความรู้สึกภายในกลับอบอุ่น Girl Who Got Away คือหนึ่งในงานที๋ดีที่สุดประจำปี2013


Kim Jae Joong : I




Kim Jae Joong : I : Pop/Rock (87% = 4.5/5)

อัลบั้มของพี่ท่านออกมาให้เราฟังกันตั้งแต่17 มกราคมแล้ว จัดแฟนมี๊ตที่ไทยไปหมาดๆสดๆร้อนๆก็แล้วออกรีแพ็คเก็จมาอีกคำรบเป็นสัญญาณว่าเขาจะเลิกโปรโมตกันก็แล้วแต่เชื่อเถอะว่าเบลล่าแนสเพิ่งจะหาคิวเสียบงานรีวิวให้กับงานมินิอัลบั้มชุดแรกของคุณพี่เจค็อบแจจุงได้ก็อีวันนี้วินาทีนี้แหละเจ้าค่ะ - - ลัดคิวรีเควสต์ชาวบ้านเขาด้วยนะเออ

รู้จักมักจี่คุ้นหน้าค่าตาแอบชอบพอกันมาตั้งแต่สมัยแอนตี้เพลงเกาหลียันกระดึ๊บๆมาเป็น "แคสสิโอเปีย" แถมมาชอบหลังจากที่พี่แจจุง,ตามิคกี้และนายเซีย (เมนของดิช้านนนนนนนนนนน) ชิ่งหนีSMมาฟอร์มวงกันเองในนาม JYJ เสียอีก - - บอกแล้วว่าแนสทิน่านี่ช้ากว่าเขาเพื่อนตลอด - - ไม่เป็นไรค่ะก็แค่ทิ้งคุณชางมินและยุนโฮไว้ตามยถากรรมแล้วรีบวิ่งตามมาสวามิภักดิ์แห่แหนท่านพี่ทั้ง3ก็แค่นั้น หึหึหึ

หลังจากที่ปีที่แล้วหอบคำชมกระับุงใหญ่ให้อัลบั้ม Tarantallegra ของพี่เซีย จุนซูแมงมุมจอมขมังเวทย์ไปแล้วมาต้นปีมะเส็งศกนี้ก็ถึงคิวของหมาป่าเจ้าเสน่ห์อย่าง "คิม แจจุง" ของดิฉันบ้างกับ I มินือัีัลบั้มโซโล่ชุดแรกที่ผิดไปจากที่แอบคาดไว้ในตอนแรกมากโขเพราะอัลบั้มพี่เซียเธอออกแนวแด๊นซ์กระจาย อาร์แอนด์บีและบัลลาดลูกเล่นมิวสิคคัลจนแอบทึกทักไปเองว่าคงจะไม่ต่างอะไรกันเท่าไร ที่ไหนได้เนื้องานในอัลบั้ม I ดันผ่าไปเล่นกับพวกร็อคเสียนี่แถมทำออกมาได้ดิบโหดเกินกว่าหน้าหวานๆของเจ้าของผลงานเสียด้วยสิ

ไม่ต้องอะไรมากแค่ Mine (4/5) ที่มีวิดีโอสวยล้ำออกมาโปรโมตก็ฉีกตัวเองออกจากภาพของสามหนุ่มสามมุม JYJ ไปถึงไหนต่อไหนด้วยภาพดนตรีที่เป็นงานร็อคสไตล์ซิมโฟนิคด้วยท่วงทำนองละเมียดละไมสวยงามแต่ก็ตบลูกเล่นฟาดฟันได้โหดจนจะกลายร่างเป็นพวกเมทัลอยู่รอมร่อแล้ว เนื้องานค่อนข้างกระเดียดไปทางพวกโพรเกรสซีฟและมีความดรามาติคในแบบเจร็อคอยู่ในตัวจะว่าไปก็เท่ห์ทีเดียวนะ One Kiss (4/5) แทร็คเปิดอัลบั้มนี่เป็นงานจำพวกอัลเทอเนทีฟที่ผสานเอาเครื่องสายออเครสตร้าอลังการประชันมาชนกับร็อคและน้ำเสียงการขับขานสไตล์มิวสิคคัลที่ฟังแล้วชวนขนลุก พูดก็พูดเถอะฟังงานแบบนี้ทีไรคิดถึงพวก The Verve ทุกที มาที่ Healing for Myself/My Only Comfort (5/5) ซาวนด์แทร็คจาก Jackal Is Coming ชอบที่สุดในอัลบั้มแล้วเปิดฉากมาบนความเป็นอคูสติคไพเราะจับใจก่อนจะค่อยๆเร่งจังหวะขึ้นด้วยการบีบความเป็นร็อคและออเครสตร้าเข้ามามากขึ้นชนิดขนลุก เป็นเพลงที่สวยที่สุดในอัลบั้มนี้แล้ว ปิดอัลบั้มด้วย All Alone (4.5/5) งานอดัลท์คอมเทมโพรารี่ย์บัลลาดมาตรฐาน JYJ และ TVXQ พวกแคสสิโอเปียแต่แรกเริ่มเดิมทีคงจะชอบกันอยู่ไม่น้อย

 รีวิวแล้วก็รู้สึกอยากจะกรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด แอร๊ยยยยยยยยยยยย เสียดายๆจริงๆที่ไม่ได้ไปมีตติ้งเจค็อบของดิฉันไม่เป็นไรครั้งหน้ายังมี ส่วนตัวเชื่อจริงๆนะคะว่าดิฉันส่งใจไปให้แจจ๋าในทุกๆที่สุดหล่อจะต้องได้ยินเสียงเพรียกร้องของหัวใจดวงนี้แน่นอน ^ ^