วันพุธที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

Girls' Generation : Girls&Peace



Girls' Generation : Girls&Peace : J-Pop/Dance-Pop (87% = 4.5/5)

เอาจริงๆเป็นอัลบั้มที่ส่วนตัวประทับใจมากชนิดที่ว่าจะเขียนตั้งแต่ปีที่แล้วแต่เผอิญงานดันออกมาชนกับช่วงที่ดิฉันต้องรับผิดชอบงานรีวิวหลายอัลบั้มเหลือเกินแถมยังเป็นช่วงที่ไม่มีInspirationที่จะเขียนงานของศิลปินเอเชียจึงล่วงเลยมาตามกว่าเวลากว่าจะได้ฤกษ์เอาก็วันนี้ - - ที่พวก9สาวออกงานคัมแบ็คที่เกาหลีไปร่วมจะปาเข้าไปเดือนที่3 - - นี่ล่ะ

ก่อนอื่นต้องขอออกตัวว่าความรู้สึกที่ดิฉันมีต่ออัลบั้ม "Girls&Peace" อัลบั้มภาษาญี่ปุ่นของพวก9ดรุณีนี่ค่อนข้างจะสวนทางกับเหล่าSONEส่วนมากที่ออกจะไม่ค่อยปลาบปลื้มอัลบั้มนี้เอากันเสียเท่าไรโดยสิ้นเชิง เพราะส่วนตัวดิฉันขอบอกว่า "ชอบม๊ากกกกกก!!!!!" ชอบชนิดที่ส่วนตัวขอยกให้เป็นหนึ่งในอัลบั้มที่ดีที่สุดของคณะโซนยอชีแดกันเลยทีเดียว ด้วยเอกภาพและความลงตัวของอัลบั้มที่มีสูงกว่างานภาษาญี่ปุ่นชุดแรกที่ค่อนข้างจะออกแนวประดักประเดิดกล้อมแกล้มไปทางไร้รสชาติสำหรับดิฉันโดยส่วนตัว รวมถึงการเรียบเรียงที่ไหลลื่น ประณีต มีแนวทางที่ชัดเจนและตีโจทย์ดนตรีเจพ็อพแตกเรียกได้้ว่างานชุดนี้เป็นการแก้มือในการตีตลาดญี่ปุ่นที่สมศักดิ์ศรีของวงเกิร์ลกรุ๊ปที่โด่งดังที่สุดของแดนเกาหลีในวินาทีนี้เลยทีเดียว

ภาคดนตรีโดยรวมของ "Girls&Peace" ยืนพื้นที่งานดนตรีเจพ็อพที่ฉุยฉายกรุยกรายด้วยกลิ่นอายเรโทรซาวนด์ย้อนยุคอันเน้นหนักบนดนตรีเต้นรำจำพวกอิเล็คโทรพ็อพ ดิสโก้และเทคโนตลอดจนงานสไตล์ทีนพ็อพร่วมสมัยซึ่งนับว่าในส่วนของการเรียบเรียงและการนำเสนอดูมีทิศทางที่ชัดเจนมากกว่าอัลบั้มญี่ปุ่นชุดแรกที่แม้จะมีความเป็น Girls' Generation ในตัวสูงกว่าแต่กลับออกมาแบบเหนือไม่ไปใต้ไม่มาชนิดที่ดูไม่สุดสักทางในขณะที่ชุดนี้แม้เหล่าSONEท่านอื่นจะลงความเห็นว่า "ดูพยายามที่จะตีตลาดญี่ปุ่นเกินไป" หรือ "ดูไม่ค่อยเป็นตัวตนของSNSDเสียเท่าไร" ซึ่งในส่วนนั้นก็จริงแต่ส่วนตัววัดที่ผลงานคิดว่างานชุดนี้ระเบิดศักยภาพในหลายๆด้านนะคะ อาทิในแง่ของความลงตัวและเอกภาพอย่างเดียวสำหรับดิฉันก็กินขาดแล้ว ความทรงพลังของท่อนฮุคไปจนถึงชั้นเชิงของการนำเสนอดนตรีที่ถึงและมีหีบห่อโดยองค์รวมแล้วตัวงานออกมาถูกจริตดิฉันพอควรทีเดียว - - แต่จะว่าไปมันก็ต้องแล้วแต่คนล่ะเนอะเพราะส่วนตัวเป็นนักวิจารณ์และฟังดนตรีที่นิยมสายเอกภาพรวมถึงรักใคร่อัลบั้มเพลงที่มีความชัดเจนเด็ดขาดก็เลยอาจจะถูกใจเป็นส่วนตัวแต่กับแฟนคลับท่านอื่นอาจจะคาดหวังรอคอยไปกันคนละแบบ

จะว่าไปงานชุดนี้เป็นอัลบั้มที่ฟังได้ลื่นๆยกชุดนะคะแต่ถ้าจะให้คัดเพลงที่ส่วนตัวฟังบ่อยในระยะยาวจริงๆก็ขอเป็น Paparazzi (4.5/5) ซิงเกิ้ลแรก จังหวะจะโคนดูเป็นเพลงเต้นรำที่มีความร่วมสมัยมากกว่าแทร็คอื่นๆในอัลบั้มที่มาสายเรโทรชวนนึกถึงยุค70's-80's งานอิเล็คโทรพ็อพเต้นรำอัพยูโรบีทผสานโพรแกรมมิ่งแพราวพราว เปรี้ยวและแรงที่สุดในอัลบั้มแล้ว สำหรับแทร็คเปิดอัลบั้ม Flower Power (5/5) ก็นับว่าจับเอาลูกเล่นของงานเต้นรำแบบเทคโนล้ำๆตึ๊บๆผสานกับอาร์แอนด์บีแกลมฮิพฮอพเท่ห์ๆ บีทหนักแน่นชนิดวิ่งจากอินเอียร์ข้างซ้ายทะลุไปข้างขวาเอเนอร์จี้สูงเขย่าขวัญสั่นประสาทมากๆ จะว่าไปดูเหมือนจะได้แรงบันดาลใจจากดนตรีคลับแด๊นซ์จำพวกโพรเกรสซีฟนะคะผสานมาหมดทั้งอิเล็คโทรฮาร์ดเฮ้าส์ ยูโรยันแทรนซ์ เก๋อ่ะ!!! All My Love Is For You (5/5) งานมิดเทมโพทีนพ็อพอาร์แอนด์บีเมโลดี้ไพเราะหวานหยด แค่ท่อนฮุคนี่ก็เชื่อว่าจับคนฟังทั้งขาประจำและขาจรอยู่หมัดยอมรับอย่างไม่อายว่าเพลงเต้นรำเก๋ๆเกลื่อนอัลบั้มแต่รักเพลงนี้ที่สุดจริงๆค่ะ ^ ^ มาที่ Oh!(4/5) เพลงเก่งของทางวงที่นำมาดัดแปลงเป็นภาษาญี่ปุ่นก็นับว่าโดดเด่นแปลกหูและลงตัวไปอีกแบบ ด้วยความที่อาจจะไม่ได้ฟังฉบับเกาหลีนานแล้วเลยกล้อมแกล้มรับได้ไร้ปัญหา ไทเทิ่ลแทร็ค Girls&Peace (4.5/5) นี่ท่อนคอรัสติดหูชนิดฆ่ากันตายไปเลย อารมณ์ฟีลกู๊ดและญี่ปุ่นจ้ามากๆน่าจับไปประกอบแอนิเมชั่น เป็นอีกแทร็คที่ไม่คิดว่าจะได้ยินจาก9สาว น่ารักดี

 แม้ว่าจะผิดเต็มประตูโทษฐานที่เป็นแฟนคลับภาษาอะไรมาเขียนเอาป่านนี้?!!! แต่เอาเถิดค่า เขียนช้าก็ดีกว่าไม่เขียนนะ 555 ไหนๆก็จะเข้าฤดูร้อนอย่างเป็นทางการแล้ว (ได้ข่าวว่าร้อนทุกฤดู) ก็ขอมอบรีวิวอัลบั้มนี้ฝากผู้อ่านทุกท่านรับขวัญซัมเมอร์หฤโหดตับแล่บของแดนสยามเมี๊ยวๆหง่าวบ้านเราละกัน แหม ดูท่าจะเข้ากับบรรยากาศเดือนมีนา-เมษาที่จะถึงนี้ทีเดียว

วันเสาร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

India Arie : Voyage To India



 India Arie : Voyage To India : R&B/Soul (92% = 4.5/5)

หลังจากที่เขียน - - ต้องใช้คำว่า"อัด"ถึงเหมาะกว่า - - งานจากฟากเคพ็อพไปซะเยอะมากๆก็ถึงเวลากลับมาหางานดนตรีติ๊สท์ๆกันบ้าง ก่อนหน้านี้ได้เขียนอัลบั้มเพลงคลาสสิคของ"ซาร่าห์ ไบร์ทแมน"ไปแล้วมาคราวนี้ขอต่อด้วยรีเควสต์จากแอดมินเพจ Alicia Keys Thailand กันบ้างกับงานอัลบั้มโซลอาร์แอนด์บีเพราะๆของสาว "อินเดีย อารี" ที่ไม่ได้หยิบมาฟังนานพอดู

สำหรับอัลบั้มที่คุณแอดมินรีเควสต์มาคือ "Voyage To India" สตูดิโออัลบั้มชุดที่สองที่ถ้าจำข้อมูลไม่ผิดนี่น่าจะชนะรางวัลแกรมมี่ไปถึงสองรางวัลนะคะ ตัวงานเป็นการต่อยอดความเป็น "โซลอาร์แอนด์บี" จาก Acoustic Soul ชุดแรกสู่ภาคดนตรีที่เข้มข้นและดิบสดมากขึ้นโดยการผนวกจิตวิญญาณของโฟล์คอคูสติคเรียบง่ายเข้ากับคอนเทมโพรารี่ย์อาร์แอนด์บีระดับ5ดาวเน้นหนักบนความเป็นโซลและอาร์แอนด์บีเข้มๆโดยแทรกลูกเล่นของมิติแพรวพราวแบบ "นีโอโซล" มาพอควรมีตั้งแต่ละทิน เวิลด์ ชิลล์แจ๊ซซ์ บลูส์ยันกอสเพล

 เทียบกับ Acoustic Soul งานชุดแรกส่วนตัวคิดว่างานดนตรีของเธอมีพัฒนาและหีบห่อขึ้นไปอย่างเห็นได้ชัด คือขอบเขตุของความสุนทรีย์และละเมียดละไมตลอดจนเอกภาพเพิ่มไปมากขึ้นแม้ว่าอาจจะดู "เนิบเนือย" ไปถนัดใจแต่ก็ฟังยากขึ้นเพียงนิดเดียว สำหรับดิฉัน Voyage To India ยังคงเป็นอัลบั้มที่หวานหูเปี่ยมด้วยคุณภาพเช่นเดิม - - มากกว่าเดิมดีกว่า

เพลงที่ชอบก็ Little Things (4.5/5) ฟังแล้วคิดถึงงานก่อนหน้านี้ของศิลปินนูโซลอย่างพวกเอริคา บาดู,จิล สก็อท,แองจี้ สโทนไปยันฟากกอสเพลอย่าง "โยลันด้า อดัมส์" ตัวเพลงเป็นนูโซลสวยๆที่พรมบนคอนเทมโพรารี่ย์อาร์แอนด์บีตบบีทสแครชแบบสตรีทฮิพฮอพกระฉึกกระฉักชวนโยกหวานๆชนกับจิตวิญญาณของวัฒนธรรมดนตรีโซลอาร์แอนด์บีได้เหมาะเจาะเหมาะใจ เช่นเดียวกับ Talk To Her (4.5/5) ที่มาในแบบเดียวกันแต่ออกไปทางโซลฟูลอาร์แอนด์บีละมุนละไมแบบงานอาร์แอนด์บี90'sของแบรนดี้,อาลีญ่าห์,โมนิก้าและมารายห์ แครีาย์ จัดเป็นสองเพลงสไตล์โมเดิร์นอาร์แอนด์บีและนีโอโซลแนวหน้าของอัลบั้ม  The Truth (4.5/5) งานโมเดิร์นอาร์แอนด์บีชิลล์แจ๊ซซ์กรีดกราย เพอร์คัสชั่นและการประสานเสียงแบบอะแค็พเพลล่าเพราะโฮก!!!! Beautiful Surprise (4.5/5) ดำเนินเรื่องอย่างเรียบง่ายบนบีทกีตาร์อคูสติคแฝงเพียโนไลท์แจ๊ซซ์พลิ้วหวานคลอกับน้ำเสียงบลูส์โซลอบอุ่นโหยหวน วาทะศิลป์สวยงานจนต้องขอถอนสายบัว Get It Together (4.5/5) ถ้าจะให้หานิยามก็คงจะลงตัวที่ "อคูสติคโซล" ตามที่ได้ยินไม่มีอะไรจะพูดมากกว่าไพเราะงดงามจับใจ Can I Walk With You (4.5/5) งานสไตล์พ็อพโฟล์คประสานโซลสวยๆนึกถึงเพลงสมัย60's-70's มีฮุคที่โดดเด่นติดหูที่สุดในอัลบั้มแล้ว ปิดท้ายด้วย God Is Real (5/5) งานอคูสติคเชิงกอสเพลชอบที่สุดในอัลบั้มแล้ว

สำหรับงานชุดนี้ส่วนตัวขอแนะนำทุกท่านที่ฝักใฝ่รักใคร่ในการฟังงาน "อาร์แอนด์บี" และ "โซล" รวมถึงเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับท่านที่อยากจะทำความรู้จักกับดนตรีแนวๆนี้เพราะตัวงานยังคงหวานหูฟังง่าย ถ้าจะให้เปรียบก็คงประมาณอลิช่า คียส์ลงมาทำอคูสติคไปจนถึงคนที่ชอบงานของคอลิน เบย์ลี่ย์ เรย์และเบเวอลี่ย์ ไนท์ชุดแรก ก่อนจะไต่ระดับไปฟังแองจี้ สโทน,จิลล์ สก็อทและเอริคา บาดูตามลำดับ งานดีๆกันทั้งน้น

วันพฤหัสบดีที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

Tim Mcgraw : Two Lanes Of Freedom


 Tim Mcgraw : Two Lanes Of Freedom : Country (70% = 3/5)


 อีกหนึ่งอัลบั้มที่ก่อนอื่นต้องสารภาพตามตรงว่า "รอคอย" ที่สุดชุดหนึ่งของปีเช่นกันด้วยความที่อัลบั้มอำลาสังกัดเดิมเมื่อปีที่แล้วอย่าง Emotional Traffic ของป๋า "ทิม แม็คกรอว์" เจ้าพ่อคันทรี่ย์นี่เด็ดเด้งไพเราะบาดใจจนสามารถดาหน้าไปถึงอันดับ2ของ20อันดับอัลบั้มที่ทางHysteriaประทับใจที่สุดเมื่อปีที่แล้ว ออกงานใหม่มาให้ฟังทั้งทีใครเล่าจะเมินลง

Two Lanes Of Freedom เป็นอัลบั้มเบิกโรงเปิดศักราชกับสังกัดใหม่หลังจากที่ก่อนหน้านี้ดราม่ากับ Curb Record ที่หอบหิ้วอุ้มชูกันมาเป็นสิบกว่าปีจนถึงขั้นขึ้นโรงขึ้นศาลมาชุดนี้ป๋าทิมได้พกโปรดิวซ์เซอร์คู่บุญหนีตามไปปลุกปั้นกันต่อ ณ บ้านหลังใหม่ โดยตัวงานยังคงเป็นคันทรี่ย์ทั้งร็อคและพ็อพไปยันคันทรี่ย์ดั้งเดิมดิบสดแท้ๆติดกลิ่นพวกบลูส์หรืออเมริกาน่าตามสไตล์ป๋า

 เทียบกับ Emotional Traffic ที่ส่วนตัวยกให้ขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในอัลบั้มที่ดีที่สุดของป๋าแล้ว ใน Two Lanes Of Freedom นี่ส่วนตัวก็ต้องขอพูดตามตรงล่ะค่ะว่าเป็นงานแบบ "สูงสุดคืนสู่สามัญ" แท้ๆ หลังจากที่ป๋าปล่อยของไปเต็มที่เพื่ออำลาสังกัดเดิมอย่างสมศักดิ์ศรีลูกสาวก็ขอเดาเอาว่าท่านคงจะอยากทำอะไรสบายๆกลางๆบ้างเพื่อสะท้อนถึงสภาวะแห่งอิสรภาพทางใจที่หมดจากเวรจากกรรมเสียที เทียบกับชุดที่แล้วก็คงต้องบอกว่า Two Lanes Of Freedom นี่เป็นงานคันทรี่ย์พ็อพร็อคที่ออกจะ "นิ่ง" และ "เนิบ" ลงไปมากทีเดียวคือไอ้เพราะมั้ยมันก็เพราะล่ะนะคะแต่พลังในตัวเมื่อเทียบกับงานชุดที่แล้วนี่ก็คงต้องขีดไฮไลท์เน้นว่า "สู้ไม่ได้เลย" แต่ก็ไม่ใช่งานที่แย่อะไรนะคะ ไพเราะและระรื่นหูฟังเพลิดเพลินเจริญจิตดีแต่เป็นความเพลินแบบผ่านมาแล้วก็ไปไม่ได้ถึงขั้นคลั่งต้องเก็บมาอวยยาวนานข้ามปีแบบ Emotional Traffic อ่ะ "เพลย์เซฟมั้ย?" นี่คงไม่ทราบเจตนารมย์ที่แท้จริงของศิลปินและโปรดิวซ์เซอร์แต่เป็นงานง่ายๆออกสูตรสำเร็จที่จับท้งตลาดคันทรี่ย์ได้ถ้วนทั่วลามไปถึงขาจรในแวดวงเมนทสตรีมได้มาฟังก็คงรักชอบกันอยู่

เพลงแนะนำนี่คงเขียนแต่เพลงที่ชอบล่ะนะคะเพราะว่ามันก็ฟังได้เรื่อยๆทั้งอัลบั้ม เริ่มที่ Two Lanes Of Freedom (4/5) ไทเทิ่ลแทร็คเปิดอัลบั้มเป็นคันทรี่ย์โฟล์คเรียบง่ายสะอาดสะอ้านอารมณ์ชายทุ่งแท้ๆ นับว่าใช้เป็นแทร็คที่สะท้อนภาพรวมที่อยากจะนำเสนอได้ดี Southern Girl (4/5) งานคันทรี่ย์สดๆแท้ๆและดั้งเดิมกลิ่นของวัฒนธรรมแบบอเมริกาน่าแต้มบลูส์ลอยหอมคละคลุ้งตลบอบอวนในเพลง Nashville Without You (4/5) อีกหนึ่งงานคันทรี่ย์โฟล์คเพราะๆฟังเพลินๆ ติดหูมากๆและ Highway Don't Care (4/5) ที่ร่วมงานกับหนู "เทย์เล่อร์ สวิฟท์" ก็เป็นงานที่ไพเราะโดดเด่นคู่ควรแก่การตัดเป็นซิงเกิ้ล

 เอาจริงๆก็ต้องบอกว่าค่อนข้าง "ผิดหวัง" กับงานชุดนี้พอควร ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ใช่งานที่แย่อะไรนะคะแต่ส่วนตัวหวังสูงไปเอง เฮ้อ ชีช้ำ!!! Y Y แต่เชื่อเถอะว่าเป็นอัลบั้มที่เพราะจริงๆไม่โกหก แต่ฟังแค่รอบสองรอบนี่ท่านที่ขี้เบื่ออย่างดิฉันก็คงจะหนีไปหาอัลบั้มอื่นแล้วในยุคที่ดนตรีหาได้ฟังรวดเร็วทันใจพอๆกับสั่งอาหารจานด่วน

Kara : The First Blooming



 Kara : The First Blooming : K-Pop/R&B (90% = 4.5/5

ต้อนรับเดือนแห่งความรักด้วยรีเควสต์จากคุณน้อง A Riie LikeMe กับ The First Blooming งานเดบิ้วท์อัลบั้มหวานๆของวง Kara ซึ่งช่างประจวบเหม๊าะ ประจวบเหมาะกับกุมภาพันธ์นี้ - - คุณน้องช่างรีเควสต์มาได้เข้ากับเทศกาลจริงๆค่ะเพราะเดือนที่แล้วรีเควสต์อัลบั้ม Back To Basics ของน้องก็ได้เป็นงานที่บ.ก.เลือกมาเขียนต้อนรับปี2013ด้วยความที่ตรงคอนเส็ปท์เป๊ะเว่อร์สุดฤทธิ์

สำหรับอัลบั้มชุดแรกของ Kara นี่ก่อนที่เหล่าคามิเลียจะติดตากับภาพลักษณ์หวานใสและโยกย้ายส่ายสะโพกไปกับเพลง Mister ที่ดังกระหึ่มไปทั่วหัวระแหงแล้วยังจำกันได้หรือเปล่าเอ๋ยว่าตอนเปิดตัวกันใหม่ๆพวกเธอเป็นสาวอาร์แอนด์บีเปรี้ยวๆกันโดยมีสมาชิก4คน - - ซึงฮยอนหรือแฮมๆของแอดมิน Chryst Voegele นิโคลสาวแร็พสุดเปรี้ยวจี๊ด เทพธิดาคยูรีของบ.ก. (Proudly Presentจังนะยะ) และซองฮีที่คุณน้องรีแอบแย๊บๆป้อนข้อมูลมาว่าเคยถูกจับตามองว่าจะเป็นดิว่าอนาคตไกลเชียวนะคะ เสียดายที่สาวเสียงดีจำต้องอำลาวงไปเพราะพ่อแม่ไม่ปลื้มเรื่องของผลการเรียนที่ตกต่ำทำให้ Kara ต้องเปลี่ยนแปลงคอนเส็ปท์จากสาวเปรี้ยวมาหวานใสเป็นบับเบิ้ลกัมพ็อพเปลี่ยนลุ๊คส์เป็นสาวใสแบ๊วโดยรับสมาชิกน้องใหม่เข้ามาอีกสองนางคือ "คูฮาร่า" อิมเมจวง (เชอะ!!!) และน้องจียองที่ฉายแววสวยขึ้นทุกวันๆ จำไม่ผิดพวกเธอน่าจะคัมแบ๊คแบบกลับมายืนหยัดได้อีกครั้งกับซิงเกิ้ล Honey กระมัง

ภาพรวมของงานดนตรีใน The First Blooming อย่างที่ได้บอกไปว่าเป็นงาน "พ็อพอาร์แอนด์บี" หวานแกมเปรี้ยวบ้างถ้าจะให้หาคำจำกัดความโดยสรุปก็เป็นงานเคพ็อพที่หยอดส่วนผสมของอาร์แอนด์บีตลอดจนโซลหวานๆเข้าไปผสมผสานนั่นแหละ แทร็คที่น่าจะสะท้อนนิยามได้ดีที่สุดคงหนีไม่พ้น Words I Couldn't Keep (4.5/5) แทร็คเปิดอัลบั้มที่มาแบบมิดเทมโพพ็อพอาร์แอนด์บีหวานๆละเมียดละไมด้วยส่วนผสมจากอดัลท์คอนเทมโพรารี่ย์ เคพ็อพ โซลและลูกเล่นแบบดูว็อพย้อนยุคนิดๆแต่ออกกมาค่อนข้างร่วมสมัยมากๆ หวานซ่อนเปรี้ยว มีชั้นเชิงและไพเราะนี่แหละ The First Blooming มาขยับแข้งขยับขากันใน Break It (5/5) หนึ่งในเพลงที่ส่วนตัวชอบที่สุดของทางวงเป็นงานพ็อพเต้นรำเจือสตรีทอาร์แอนด์บีและเบรคด้วยบีทฮิพฮอพเท่ห์ๆชวนให้คิดถีงงานอาร์แอนด์บีของพวก Destiny's Chid,TLCไปยันงานยุคแรกๆของบริทนี่ย์ สเปียรส์ แซ่บมาก!!!! ต่อด้วยแทร็คที่รักมากๆๆๆอย่าง If U Wanna (5/5) งานสไตล์พ็อพอาร์แอนด์บีแบบทีนพ็อพตาวัฒนธรรมเคพ็อพแท้ๆต้องชมว่าคนเกาหลีทำเพลงอารมณ์นี้ได้เก่งจริงๆเจอทีไรก็เพราะถูกใจทุกท่านทุกรายไป ช่วงเบรคท่อนแร็พก็เท่ห์มากๆเป็นหนึ่งในเพลงเคพ็อพที่ดิฉันชอบที่สุดตลอดกาล

 มาที่สองแทร็คที่คุณน้อง A Riie LikeMe มารออวย - - คุณน้องน่ารักมากๆค่ะอยากให้เขียนถึงแทร็คไหนก็ระบุมาเลย คนอ่านบางท่านที่ชอบรีเควสต์มาแล้วมาด่าบดิฉันทีหลังรบกวนเอาเป็นตัวอย่างหน่อยนะคะว่าอยากจะให้เขียนเพลงไหนเป็นพิเศษก็โปรดระบุมาให้ชัดเจนแจ่มแจ้ง (ห้ามบอกว่าเขียนทุกเพลง!!!!) ไม่ใช่ว่ารีเควสต์มาแต่อัลบั้มแล้วมาด่าเดี๊ยนทีหลังว่าทำไมไม่เขียนเพลงนั้นเพลงนี้ ใครจะไปทราบละยะ?!!! - - เริ่มที่ Don't Be Shy (4.5/5) เป็นงานคอนเทมโพรารี่ย์สไตล์พ็อพโซลบรรเลงลวดลายด้วยเครื่องเป่าไพเราะ จะว่าไปก็เหมือนพวกงานบอสซ่าและกึ่งชิลล์แจ๊ซซ์อยู่เหมือนกัน เพราะดีค่ะ อีกเพลง I'll Be There (4/5) พ็อพบัลลาดเพราะๆฟังแล้วคิดถึงงานอดัลท์คอนเทมโพรารี่ย์ช่วงยุค90'sของงานจากศิลปินสายพ็อพอาร์แอนด์บีที่ชอบประสานเสียงแบบอะแค็พเพลล่าเนียนๆในท่อนคอรัสกันน่ะค่ะ จะว่าไปตัวเพลงมีกลิ่นของบัลลาดแบบอาร์แอนด์บีโซลยุค70'sจำพวกไดอาน่า รอสอยู่เหมือนกันนะ ปิดท้ายด้วยเพลงที่ส่วนตัวชอบบ้างกับ The Two Of Us (4.5/5) เป็นงานอาร์แอนด์บีEasy Listeningสไตล์เคพ็อพที่เพราะมากๆเรียบเรียงได้อย่างดีทั้งอคูสติค โซลและสตรีทแร็พ ไม่มีอะไรจะมอบนอกจาก "โล่ห์" เริ่ดมากๆ

ฟังอัลบั้มนี้จบแล้วคิดเหมือนน้อง A Riie LikeMe นะคะว่าเสียดาย"ซองฮี"เพราะถ้าชียังอยู่ขีดในศักยภาพของทางวงจะขยับไปไกลและเข้าสู่หมวดคุณภาพได้มากกว่าที่เป็นอยู่ แต่ที่เป็นอยู่ก็ใช่ว่าจะไม่ดีแต่ดูเหมือนจะมองข้ามศักยภาพของ5นางฟ้าไปว่ามีความสามารถมากมายขนาดไหนเพราะคนโฟกัสไปที่ภาพลักษณ์ที่ต้นสังกัดจรดใบสั่งให้นำเสนอมากกว่าจะเจาะลึกลงไปทำความรู้จักกับเนื้อแท้ของพวกเธอ อย่างไรก็ตามถ้าถามว่า "อยากให้ซองฮีกลับมาในวงมั้ย?" ตอบได้เต็มปากเต็มคำว่า "ไม่!!!" เพราะสำหรับดิฉัน Kara ถึงจุดที่ลงตัวแล้วและศักยภาพของจียองกับคูฮาร่าก็ถูกเจียระไนให้เจิดจรัสมากขึ้นทุกวัน ถ้าจะกลับไปทำแบบที่ได้ยินในอัลบั้มนี้หรือเอาให้ดีกว่านี้เชื่อว่าพวกเธอทำได้แน่นอน

วันศุกร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

Sarah Brightman : Dreamchaser



Sarah Brightman : Dreamchaser : Classical Crossover/Operatic Pop (90% = 4.5/5)

งานวางขายมาตั้งแต่ช่วงต้นเดือนแล้วแต่กระแสกลับเงียบกริบเป็นเป่าสากกับ Dreamchaser อัลบั้มชุดล่าสุดของสาวเสียงโซปราโน่ "ซาร่าห์ ไบร์ทแมน" ที่ในอดีตเคยเป็นหนึ่งในศิลปินหญิงที่บ.ก.หลงใหลคลั่งไคล้มากๆเชื่อว่าไม่ต้องคอเพลงคลาสสิคหรือพวกโอเปร่าก็คงจะรู้จักเธอดีจากการวาดลวดลายในเพลงบรอดเวย์สุดคลาสสิคอย่าง Phantom Of The Opera จวบจน Time To Say Goodbye ที่โด่งดังพอตัวในหมู่คนฟังคลาสสิคคัลนั่นล่ะ

 สืบไปสืบมาจึงรู้ถึงสาเหตุที่เงียบเพราะอัลบั้มชุดนี้ได้วางขายที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นที่แรกเมื่อวันที่16 มกราคมที่ผ่านมาโดยจะวางขายในอเมริกาก็ปาเข้าไปใจกลางเมษายนโน่นล่ะค่ะ จะว่าไปฐานแฟนคลาสสิคนี่ก็คนมีกำลังซื้ออยู่แล้วนะคะและก็ใช่ว่าจะกว้างขวางแบบพวกเมนทสตรีมหรืออาร์แอนด์บีเสียเมื่อไรก็ไม่เข้าใจว่าเป็นการตลาดหยั่งเชิงอะไรแต่อาจจะเป็นเพราะทิ้งช่วงจากงานเก่านานถึง5ปีด้วยล่ะมั้งและตลาดเพลงในอเมริกาก็เปลี่ยนไปมากจนงานของศิลปินเจ๋งๆหลายคนยังเงียบเป็นเป่าสากไม่ต้องอะไรมากขนาดงานของจอห์น เมเยอร์กับคริสทิน่า อากิเลร่ายังเงียบเลยและนับประสาอะไรกับงานของเจ๊ที่ไม่ได้เมนทสตรีมอะไรมาตั้งแต่สมัยไหนแล้วแม้หลังๆจะปรับตัวให้เนื้องานมีความฟูฟ่าและเอาใจตลาดก็เถอะ

มาพิจารณาถึงภาคดนตรีใน Dreamchaser ครั้งนี้ป้าแกของเกาะกระแสดนตรีทดลองกับเขาเหมือนกันคือสลับจากงานที่ยืนพื้นบน Operatic Pop ที่เป็นงานดนตรีคอนเทมโพรารี่ย์อันลงเสียงร้องแบบโอเปร่าและดนตรีจำพวกคลาสสิคคัลยันออเครสตร้าอลังการขยับเข้าสู่หมวดหมู่ของ Classical Crossover ที่ฟิวชั่นเข้ากับงานอิเล็คโทรนิคจำพวกเอ็กซ์เพอริเมนทัลและแอมเบี้ยนท์เพียงแต่น้ำหนักของการนำเสนอทั้งหมดยังไม่หลุดจากกรอบของความเป็นซาร่าห์ ไบร์ทแมนที่คุ้นเคยนะคะคือยังเป็นคลาสสิค นิวเอจ พ็อพ โอเปร่าและงานกอสเพลแบบคาทอลิกอยู่...ความขลังและมนตร์เสน่ห์แบบเดิมที่ดูมีมิติขึ้น

 เพลงเด่นๆก็มี Angel (4/5) แทร็คเปิดอัลบั้มเปิดมาตกใจนึกว่านั่งฟังงาน Fever Ray แต่พออินโทรเครื่องเสียงขึ้นก็ค่อยเป็นซาร่าห์ ไบร์ทแมนหน่อยเป็นงานโอเปราติคพ็อพออกนิวเอจเย็นๆตามสไตล์ป้านั่นแหละเพียงแต่ใส่ความเอ็กซ์เพอเข้ามามากกว่าเดิมซึ่งก็ดูมีมิติขึ้นนะ One Day Like This (5/5) เพราะมากๆ คือเป็นการจับสูตรสำเร็จของป้าซาร่าห์มาปรุงแต่งใหม่กับดนตรีสไตล์ Classical Crossover อย่างที่บอกโพรแกรมมิ่งอิเล็คโทรนิคลอยละล่องสวยงามเปี่ยมมนตร์สะกดพอๆกับเครื่องสายออเครสตร้าแบบมิวสิคคัลในเพลงบีบความเป็นพ็อพละเมียดละไมมาแต่งแต้มความหวานและคอรัสยูโรกอสเพลช่วงท้าย งามระยับจับจิตมากๆ คิดถึงงานของเลโอน่า ลูอิสชุดล่าสุดในแบบคลาสสิคก็กล้อมแกล้มไปได้นะ Glosoli (4/5) อีกหนึ่งงานนิวเอจเพราะๆของอัลบั้มเยือกเย็นหลอนหูแต่เจิดจรัส  Ave Maria (5/5) ทำมากี่ฉบับแล้วก็ไม่รู้ ครั้งนี้มาในแนวเอ็กซ์เพอริเมนทัลที่ถูกครอบคลุมด้วยภาคดนตรีแบบนิวเอจและดนตรีคอนเทมโพรารี่ย์คริสเตียนจำพวก Choir แบบกอสเพลของพวกคาทอลิกฟัง เปี่ยมด้วยมนตร์สะกดจนดิ้นไม่หลุดเช่นเดิม Eperdu (4.5/5) นี่กระโดดมาเล่นกับอิเล็คโทรนิคและแอมเบี้ยนท์เต็มตัวแต่การลงเสียงยังเป็นโอเปร่าแบบซาร่าห์ ไบร์ทแมนก็แค่นั้นนับว่าจับดนตรีเชิงทดลองมาชนกันคลาสสิคได้ลงตัว ชอบนะ! A Song Of India (4.5/5) แค่ขึ้นต้นมาก็เดาทิศทางออกแล้วว่าจะมาแนวมิวสิคคัลจำพวกงานโอเปร่าสไตล์ละครบรอดเวย์ อลังการมากๆฟังแล้วคิดถึงการจับวาทะศิลป์ในอัลบั้มชุด Harlem มาชนกับดนตรีของอัลบั้ม Classic

เนื้องานนับว่าดีตามสไตล์และมาตรฐานของ Sarah Brightman แม้ว่าในแง่ของการสร้างปรากฏการณ์ใหม่ๆคงจะไม่มีแต่ก็นับเป็นอีกย่างก้าวที่ไม่หยุดนิ่งในการยกระดับเพลงคลาสสิคและโอเปร่าให้เข้าถึงผู้ฟังหมู่มาก เป็นไปตามกระแสและแฟชั่นดนตรีโดยที่ยังเก็บเอกลักษณ์ของตนเองไว้อย่างครบถ้วน