วันพฤหัสบดีที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2556

Christina Aguilera : Back To Basics



Christina Aguilera : Back To Basics : Pop/R&B/Soul/Blues/Jazz (100% = 5/5)

ลำดับแรกเลยต้องขอกราบสวัสดีปีใหมปี2556ท่านผู้อ่านทั้งจากบอร์ดFF MagและทางเพจนิตยสารHysteriaด้วยนะคะ สำหรับFF Magนี่อีก4เดือนก็จะครบรอบ11ปีที่แนสทิน่าเดบิ้วท์ในฐานะนักรีวิวแล้วค่ะขอบคุณที่ให้โอกาสด้านงานเขียนมาโดยตลอด สำหรับที่Hysteriaแนสขอกราบขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกๆท่านที่ไม่ว่าจะกดLikeหรือแค่แวะเวียนเข้ามาอ่านเป็นขาจรตลอดจนได้Unlikeไปแล้ว แนสขอบอกนะว่าซึ้งใจที่ทุกๆคนเข้ามาอ่านกันไม่ว่าจะรู้สึกอย่างไรก็ตามแต่นี่คือสิ่งที่มีค่าที่สุดสำหรับแนสค่ะ - - ในฐานะนักวิจารณ์เพลงโนเนมไม่ใช่คนเด่นดังมีชื่อเสียงอะไรได้เขียนงานและ 555 มีเพื่อนๆตามอ่านมาตลอดเกือบ11ปีและส่วนหนึ่งตามมาถึงเพจนี้แค่นี้แนสก็ดีใจสุดๆแล้วค่ะ - - และสำคัญที่สุดขอกราบขอบคุณพี่ๆน้องๆแอดมินทุกท่านตั้งแต่พี่ปุ้มสตาฟFFและคณะแอดมินของทางHysteria น้องพารา,น้องบอล,เจ๊นาโอ,น้องหยก,น้องเฟี๊ยตและผกา มอนโรลค่ะ...ขอให้ทุกๆท่านมีความสุขในวาระดิถีปีใหม่นี้และเป็นครอบครัวเดียวกันไปแบบนี้นานๆ

 สำหรับงานที่ส่วนตัวขอหยิบขึ้นมา"เขียนใหม่"อีกครั้งเพื่อต้อนรับศักราชใหม่นี้เป็นงานที่ได้รับรีเควสต์จากน้อง A Riie LikeMe รวมถึงเป็นอัลบั้มที่ดิฉันวางแผนไว้ว่าจะเขียนช่วงเดือนมกราคมเพื่อต้อนรับชีวิตใหม่และเดือนเกิดของตัวดิฉันเองเพราะช่วงชีวิตที่ผ่านมาไม่นานนี้มันมีสัญญาณของความเป็น"วัฏจักร"อยู่ในตัวเป็นความรู้สึกมืที่พิเศษและก็อดใจรอไม่ไหวจริงๆว่าในสัญญาณดังกล่าวเราจะพบเจอกับอะไรในอนาคตต่อไป  อัลบั้มดังกล่าวคืองานชุด Back To Basics สตูดิโออัลบั้มในปี2006ของศิลปินสุดที่รัก"คริสทิน่า อากิเลร่า"ซึ่งเป็นอัลบั้มแรกที่ได้ฟังของปีนี้ เป็นหนึ่งในงานที่ชีวิตนี้รอคอยที่จะฟังมากที่สุดและเป็นหนึ่งในอัลบั้มพ็อพที่ส่วนตัวชอบมากที่สุดตลอดกาลและแน่นอนนี่คือหนึ่งในอัลบั้มที่ช่วยให้ดิฉันผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดของชีวิตมาได้ - - ความรู้สึกในวันนี้เหมือนกับความรู้สึกก่อนที่จะเดินไปพบเจอกับจุดที่สูงสุดเมื่อ5ปีที่แล้ว

 หลังจากการระเบิดศักยภาพสูงสุดในผลงานระดับมาสเตอร์พีซชุด Stripped ในปี2002ที่เปรียบเสมือนการปลดเปลื้องพันธนาการทางจิตวิญญาณและดำดิ่งลงสู่ด้านที่มืดหม่นอนธกาลกับพัฒนาการทางดนตรีชนิดก้าวกระโดดจากงานทีนพ็อพในอัลบั้มเปิดตัวสู่ภาคดนตรีที่เข้มข้นบนความเป็นอาร์แอนด์บี ร็อค โซลและฮิพฮอพซึ่งผสมผสานร้อยเรียงเรื่องราวออกมาได้อย่างทรงพลัง การกลับมาอีกครั้งกับผลงานชุด Back To Basics จึงทำให้เธอต้องเผชิญกับความคาดหวังจากมหาชนในระดับสูงเสียดฟ้าในช่วงเวลานั้น ซึ่งแทนที่จะเลือกย่ำรอยตามความสำเร็จของStrippedและลุ๊คส์สุดฉาวของXtinaเธอกลับเลือกขยับไปสู่หนทางที่เสี่ยงกว่าด้วยการขจัดภาพลักษณ์ของสาวDirrtyทิ้งเสียหมดจดสู่ลุ๊คส์คลาสสิคของ "ฮอลลีวู้ดไอค่อน"จำพวกมาริลีน มอนโร,เกร็ทต้า การ์โบ,จูดี้ การ์แลนด์และBette Davis เป็นต้น อันเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงการสิ้นสุดของชีวิตที่หมองหม่นทุกข์ระทมและก้าวผ่านพ้นจากด้านมืดในยุคStrippedสู่บทบาทใหม่ของชีวิตที่สุขสม - - แน่นอนโดยเฉพาะเรื่องของ "ความรัก" ในส่วนของแรงบันดาลใจทางภาคดนตรีเป็นการย้อนไปหยิบยกแรงบันดาลใจจากดนตรีโซล บลูส์และแจ๊ซซ์อันเปรียบเสมือนหัวใจของคริสทิน่าและเป็นแนวดนตรีที่ทรงอิทธิพลสื่อสารต่อจิตวิญญาณส่วนตัวของเธอได้ดีเสมอมาโดยงานชุดBack To Basicsได้นำเสนอเรื่องราวโดยแบ่งซีดีออกเป็นสองแผ่นซึ่งแผ่นแรกเป็นงานที่นำแรงบันดาลใจจากดนตรียุคเก่ามาประยุกต์เข้ากับภาคดนตรีร่วมสมัย ส่วนแผ่นที่สองคริสทิน่าบอกว่า "เป็นเพลงยุคเก่า" แต่ส่วนตัวดิฉันกลับมองว่ามันเหมือนกับงานทริบิ้วท์ไฮไลท์ให้แก่ดนตรียุค20's-50'sมากกว่า ยุคตั้งแต่เพลงบลูส์แบบเบสซี่ สมิธ,สวิง,แจ๊ซซ์ไปจนถึงยุคของพวกโมทาวน์ช่วงเวลารุ่งเรืองของดนตรีโซลและอาร์แอนด์บีสมัย60's-70'sน่ะค่ะ

 สำหรับแผ่นแรกคิดว่าน่าจะถูกใจคอ "อาร์แอนด์บี" โดยเฉพาะอาร์แอนด์บีจากฟากอเมริกา ภาพรวมเป็นงานโอลด์สคูลอาร์แอนด์บีทีปรุงแต่งแรงบันดาลใจจากดนตรีโซล บลูส์และแจ๊ซซ์แบบสมัยยุคโมทาวน์60'sเข้ากับภาคดนตรีร่วมสมัยทั้งคอนเทมโพรารี่ย์อาร์แอนด์บี ฟั้งค์ พ็อพตลอดจนฮิพฮอพ เนื้องานหยิบยกแซมเพิ่ลเพลงสังคโลกมาหลอมรวมได้เรียบเนียนเก๋ไก๋เป็นเนื้อเดียวจะว่าไปก็เหมือนงานจำพวกอาร์แอนด์บียุค90'sไม่หยอก เพลงโปรดประจำแผ่นนี้ยกให้Intro(Back To Basics)ที่เปรียบเสมือนการเปิดม่านการแสดงสดของศิลปินโซลและแจ๊ซซ์ช่วงยุค50's-60'sด้วยอานิสงส์จากแซมเพิ่ลThe Thrill Is Goneเวอร์ชั่นไลฟ์ของตำนานบลูส์บี.บี คิงส์กับบีทฮิพฮอพและซาวนด์สแครชเก๋ๆบวกภาคเนื้อหาที่ถ่ายทอดนิยามของ "Back To Basics" ออกมาได้กระจ่างชัด สะท้อนบ่งบอกภาพรวมของอัลบั้มได้ชัดเจนแจ๋มแจ๋ว นับว่าคริสทิน่านี่เป็นเซียนในด้านการทำอินโทรจริงๆ  ตามมาติดๆกับ Makes Me Wanna Pray Feat.Steve Winwood(5/5) จากฝีมือโปรดิวซ์เซอร์ริช แฮร์ริสันที่ปั้นCrazy In Loveของเจ๊บียอนเซ่,Get RightของคุณนายเจโลและOne Thingของนางอเมรีจนโด่งดังมาแล้ว มางวดนี้สลับมาเป็นงานโอลด์สคูลพ็อพโซลแบบทริบิ้วท์ให้จิตวิญญาณโมทาวน์สุดฤทธิ์เดชตัวเพลงโดดเด่นบนบีทฮิพฮอพคร่อมๆ ฟั้งค์แน่นๆและเสียงประสานแบบงานกอสเพลสุดอลังการ แซ่บ!!! มาที่ Back In The Day (4.5/5)งานโอลด์สคูลอาร์แอนด์บีฮิพฮอพแซมเพิ่ลแพรวพราวที่ภาคเนื้อหานับว่านำความเป็นพ็อพสตาร์ของตัวเองมาถ่ายทอดถึงศิลปินเก่าๆระดับตำนานที่เป็นแรงบันดาลใจของเธอและคนรุ่นหลังสมควรรับรู้ได้อย่างน่าคารวะ ตัวเพลงเท่ห์ดีนะเป็นงานแบบอาร์แอนด์บีฮิพฮอพอันเดอกราวนด์ผสานซาวนด์สแครชเฟี้ยวฟ้าวและอารมณ์ย้อนยุคแบบโซลขลังๆตบบีทฟั้งค์เปรี้ยวๆสไตล์DJ Premiereแท้ๆ สำหรับซิงเกิ้ลแรก Ain't No Other Man(5/5) งานพ็อพโซลทรงเสน่ห์ที่ท่วงทำนองติดหูและโดดเด่นมากด้วยเสียงร้องที่ทรงพลังของคริสทิน่า ส่วนตัวชอบการเรียบเรียงที่มีทั้งฟั้งค์ บลูส์ แจ๊ซซ์ อาร์แอนด์บีและฮิพฮอพครบในเพลงเดียว เหนือมนุษย์มากๆ เพลงที่เสียดายสุดๆคือ Understand(4.5/5)ที่เป็นงานโอลด์สคูลพ็อพโซลอาร์แอนด์บีบัลลาดหวานๆลอยละล่อง ฟังแซมเพิ่ลในเพลงทีไรพาลนึกถึงAkon แรกๆไม่ชอบแต่นานไปนี่หวานหยาดเยิ้มหยดย้อยสุดสุนทรีย์จริงๆ Slow Down Baby (4/5) ฟังครั้งแรกนึกถึงพวกDestiny's Childแต่ดิบและดุกว่า อีกหนึ่งงานพ็อพโซลหอมกลิ่นโอลด์สคูลเริ่ดๆของอัลบั้มภาคการนำเสนอมาในแบบเดียวกับเกือบทุกเพลงที่เขียนมาด้านบนเพียงแต่ใส่ความเป็นร็อคลงมาด้วยเท่ห์เชียว ยกให้เป็นDinah WashingtonกับEtta Jamesของยุคได้มั้ย?...เนื้อหาเจ็บมากโดยเฉพาะท่อน "You're comin' 'round here like you thing that everything's about you.If you knew anything,you'd realize I wear a ring" นางติ๊ปากจัดมากกก อ่านแล้วลงไปดิ้นพราดๆๆๆ Oh Mother (4/5) งานสโลแจมมิดเทมโพพ็อพอาร์แอนด์บีบัลลาดเพราะๆกับเสียงร้องที่ทรงพลังแบบโซล ภาคเนื้อหาเจ็บปวดกรีดใจมากๆ ฟังแล้วนึกถึงภาคต่อของI'm OKในแง่ของเนื้อหา มาที่ Without You (4.5/5) ที่ย้อนกลับมาฟังแล้วหงายเงิบ ค่อนข้างจะหลุดคอนเส็ปท์แต่เจ๋งนะคะกับงานคอนเทมโพรารี่ย์สไตล์โมเดิร์นอาร์แอนด์บีผสานชิลล์แจ๊ซซ์ เพอร์คัสชั่นและเสียงประสานเพราะมากๆและ Still Dirrty (4.5/5) งานโอลด์สคูลฮิพฮอพโซลประสานฟั้งค์ บลูส์และแจ๊ซซ์เปรี้ยวปรี๊ดส์ ภาคเนื้อหายังคงความขบฏแบบXtinaได้อย่างดี ยกให้เป็น Can't Hold Us Down ภาคสองไปเลย

 สำหรับแผ่นที่สองอย่างที่บอกว่าคุณนายติ๊เธอจีบปากโม้ไว้ว่าเป็นเพลงเก่าแบบยุค20's,30'sและ40'sซึ่งมันก็จริงนะคะแต่มีอย่างละเพลง 555 ที่เหลือก็มีเป็นงานแบบTorch Songพวกบัลลาด50'sแต่สาวติ๊เธอทำออกมาได้แบบดิว่าบัลลาด90'sมากๆยันพวกเพลงกอสเพลและโซลแบบ60's-70's เป็นต้น อย่างที่บอกว่าเหมือนกับเป็นอีพีสั้นๆที่ทำเป็นทริบิ้วท์ไฮไลท์มากกว่า เหมาะสำหรับคนชอบเพลงแนว "พ็อพ","แจ๊ซซ์"และ"ดิว่าบัลลาด" น่ะค่ะ  เพลงเด็ดสำหรับดิฉันคือEnter The CircusและWelcome(5/5) แทร็คแรกเป็นอินเทอลูดที่ได้แรงบันดาลใจมาจากธีมละครสัตว์ยุค20'sส่วนWelcomeนี่ดูจากชั้นเชิงการนำเสนอแล้วเป็นงานแนวๆคลาสสิคคัลที่มิติทางดนตรีเหมือนบรอดเวย์ช่วงยุค40's-50'sช่วงเอ๊าท์โทรที่แซมเพิ่ลเครื่องสายจากธีมของEnter The Circusนี่ขอปรบมือให้เลยถึงมากๆ      3เพลงที่เป็นจุดไคลแม็กซ์ของงานชุดนี้นี่ไม่พูดถึงไม่ได้แน่ๆเริ่มที่ Candy Man (5/5)งานสไตล์สวิงพ็อพแจ๊ซซ์แบบ30'sไม่ดิบหรืออิมโพรไวซ์เว่อร์เท่าแต่คนที่ชอบงานของพวกบิลลี่ ฮอลิเดย์หรือเอลล่า ฟิทซ์เจอรัลด์คงจะอมยิ้มไม่หยุด Nasty Naughty Boy (5/5)งานสไตล์คาบาเร่ต์แจ๊ซซ์ที่ชวนนึกถึงสไตล์ของมาริลีน มอนโรผสานกับบรอดเวย์แบบเรื่องChicagoและดนตรีของพวกคลับระบำBurlesqueนี่ใช่เลยและ I Got Trouble (5/5)งานสไตล์บลูส์ที่หยิบยกเอาบรรยากาศของวันวานยามที่เพลงบลูส์ของเบสซี่ สมิธกำลังโด่งดังและเป็นมิตรตามสถานีวิทยุ (ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่ายุคนั้นมีวิทยุหรือยังและถ้ามีเพลงของศิลปินผิวดำจะได้สิทธิ์เล่นหรือไม่ ใครรู้วานบอก) Hurt (4/5)แรกๆไม่ชอบแต่รอบนี้มันเพราะจัง เหอๆ ก็เป็นงานบลูส์อายส์โซลบัลลาด - - บัลลาดแบบโซลคนขาว - - นะคะส่วนตัวคิดว่าเพลงนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากเพลงประเภทTorch Songซึ่งเป็นบัลลาดของยุค50'sแต่ออกมาค่อนไปทางพวกเพลงสมัย90'sอยู่เนอะ (มารายห์กับวิทนี่ย์ก็หยิบงานบัลลาดแบบ50'sมาเล่นเหมือนกัน) หลังจากนี้ก็มีญาติออกมาเต็มตั้งแต่You Lost Me,Bound To YouและBlank Pageกลายเป็นSignatureไปแล้ว Mercy On Me(5/5)อันนี้เป็นบัลลาดโซลเดินหน้ามาสายกอสเพลเต็มที่ เป็นหนึ่งในเพลงที่ดีที่สุดของเธอที่แฟนๆไม่ค่อยพูดถึงเท่าไร Save Me From Myself (4.5/5) งานอคูสติคสมัยที่ดนตรีพ็อพยังสะอาดสะอ้านและเรียบง่าย จะทำพ็อพแท้ๆว่างั้น?คือพ็อพในแบบที่ดนตรึเป็นงานพ็อพบริสุทธ์โชว์น้ำเสียงโซลนุ่มนวลเชือดเฉือน ปิดอัลบั้มด้วย The Right Man (5/5)เรียกได้ว่าอลังการประดุจมโหรีบรรเลงมหากาพย์ดนตรีถ้าจะให้นิยามก็คงต้องจัดให้เป็น Classical Crossoverที่เป็นงานคลาสสิคคัลพ็อพเรียบเรียงตั้งแต่ออเครสตร้า บรอดเวย์ โซลและบัลลาดกอสเพล เนื้อหาตรึงจิตงามสง่ามากมาย

จากรีวิวแล้วส่วนตัวดิฉันเองไม่มีปัญหาอะไรกับอัลบั้มชุดนี้ - - อย่างที่เคยเขียนบอกไปในรีวิวเก่าตอนปี2006ว่างานชุดนี้ไม่น่าเป็นห่วงแต่ที่ควรจะห่วงก็คืออัลบั้มถัดจากนี้ต่างหาก แล้วดูBionicสิว่าเป็นยังไง? - - จริงอยู่ว่างานชุดนี้มีจุดพลาดแค่เพียงจุดเดียวคือ "การโปรโมต" คือพูดแบบว่าเลิศเลอให้ความคาดหวังไว้มากว่ามันตอนออกมาโอ้ววโซลจ๋าเป็นแจ๊ซซ์แบบสดๆอิมโพรไวซ์สนั่นดั้งเดิมแต่พอออกมาจริงๆเนื้องานไม่ได้แธจุดที่เธอพูดไว้เลย หากแต่มาตายในอัลบั้มBionicนะคะเพราะงานชุดนี้ส่วนตัวยังคงยืนยันว่านี่คืองาน "มาสเตอร์พีซ" ของคริสทิน่าในแง่ของ "ชั้นเชิงทางดนตรี" คือไม่ได้ปล่อยของเป็นมาสเตอร์พีซแบบระเบิดศักยภาพเท่าStrippedแต่ในแง่ของอัจฉริยะภาพของการนำเสนอ การหลอมตัวเองเล่นตอบโต้กับภาคดนตรีในระดับสูงที่แม้ว่าอาจจะถูกจับไปเทียบกับพวกงานของคานยี เวสต์,มารายห์ แครี่ย์หรืองานของศิลปินอาร์แอนด์บีช่วง90'sแต่ก็ถือว่าในBack To Basicsนี่คริสทิน่าตีโจทย์ของตัวเองได้แตกกระจาย ส่วนตัวขอหยิบยกเครดิตที่เพื่อนสาว Antonie Aguilera Minogueที่เพิ่งจะมานิยามทิ้งท้ายในสตาตัสของดิฉันไว้อย่างเก๋ไก๋สดร้อนๆว่า "ง่ายๆ It's so Xtina" ส่วนตัวดิฉันว่าไม่มีคำใดที่จะเหมาะเจาะเหมาะใจไปมากกว่านี้อีกแล้ว - - คริสทิน่าได้พบภาคดนตรีที่เหมาะและเป็นตัวตนของเธออย่างแท้จริงในอัลบั้มนี้ ฉันเชื่อว่าโลกทั้งใบเห็นด้วย!!!

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น