วันพุธที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2556

Mariah Carey : Charmbracelet


Mariah Carey : Charmbracelet : Pop/R&B (70% = 3/5)

เป็นหนึ่งในอัลบั้มที่เรียกว่าหยิบกลับมาเขียนใหม่ "บ่อยที่สุด" ชุดหนึ่งตั้งแต่ที่เคยรีวิวมาเลยทีเดียว เมื่อสองสามวันที่ผ่านมานี้ก็เป็นอีกครั้งที่หยิบมาฟังแล้วเกิดอารมณ์อยากที่จะเขียนงานวิจารณ์ถึงอัลบั้มชุดนี้อีกครั้งซึ่งจะเป็น "ครั้งสุดท้าย" ที่จะเขียนงานชุดนี้ก่อนที่จะสมควรแก่เวลาที่จะพอกับมันเสียที

เอาจริงๆถามว่า "ชอบอัลบั้มนี้เป็นอันดับต้นๆของมารายห์มั้ย?" คงจะดูแปลกที่ต้องตอบว่า "เฉยๆ" โดยส่วนตัว Charmbracelet เป็นอะไรที่เทียบไม่ได้เลยกับผลงานขอวมารายห์ แครี่ย์ที่ดิฉันชอบจริงๆจังๆอย่าง Emotions,Daydream,Butterfly หรือแม้แต่อัลบั้มหลังจากนี้อย่าง The Emancipation Of Mimi คือต้องบอกเลยว่าเนื้องานของอัลบั้มมาแบบเรียบนิ่งออกแนวแกนๆเนิบนาบสมกับที่เป็นงานเพลย์เซฟหลังจากผ่านจุดที่สร้างความสำเร็จมหาศาลจากอัลบั้มชุดก่อนหน้านี้อย่าง Glitter ที่เจ๊งระยิบระยับถล่มทลายเป็นโศกนาฏกรรมวินาศสันตะโรทั้งตัวอัลบั้มและภาพยนตร์ภายใต้ชื่อเดียวกัน สร้างสถิติเป็นศิลปินที่เซ็นสัญญามูลค่ามหาศาลกับค่ายใหญ่ยักษ์อย่าง EMI และโดนจ้างออกด้วยเม็ดเงินหลายหลักจนค่ายแทบจะเกิดวิกฤติทีเดียวนับว่านอกจากสถิติที่เป็นตำนานอันลือลั่นบนบิลบอร์ดชาร์ตไม่ว่าจะเป็นศิลปินหญิงที่มีอันดับหนึ่งมากที่สุดหรือเจ้าของเพลงที่ครองแชมป์อันดับหนึ่งได้ยาวนานที่สุดจากเพลง One Sweet Day แม่มาลัยเราก็ทำสถิติแปลกๆประสาทๆแบบนี้ประดับตัวได้เหมือนกัน แต่ก็อย่างที่นักวิจารณ์ท่านหนึ่งเคยเขียนไว้แหละนะว่า "คุ้มแล้ว" เพราะเงินที่เขาจ้างเข้าจ้างออกนี่มากกว่ารายได้ทั้งหนังและยอดขายอัลบั้มรวมกันเสียอีก

แต่พูดก็พูดเถอะ Charmbracelet กลับกลายเป็นอัลบั้มของแม่มาลัยที่ส่วนตัวดิฉันหยิบกลับมาฟังบ่อยที่สุดทั้งที่ใช่ว่าจะเป็นอัลบั้มที่ดีเด่นอะไรแต่เป็นงานเพลงที่ฟังได้เพลิดเพลินลืมเบื่อนวลเนียนกลมกล่อมและมีเอกภาพมากๆ ภาคดนตรีถอยหลังจากงานพ็อพ อาร์แอนด์บีฮิพฮอพดิบๆโต่งๆและซาวนด์เรโทรแบบงานยุค80sกลับสู่สูตรสำเร็จของความเป็นมารายห์ แครี่ย์ตั้งแต่งานดิว่าบัลลาด90sสร้างชื่อไปจนพ็อพอาร์แอนด์บีนวลเนียนแกลมจังหวะจะโคนแบบฮิพๆฮอพๆอย่างที่เทียบเคียงได้กับงานยุคก่อนหน้านี้ได้อย่าง Butterfly หรือ Rainbow เป็นต้น แค่ซิงเกิ้ลเปิดตัวอย่าง Through The Rain (4/5) งานที่ส่วนตัวดิฉันขอเรียกว่า "Inspiration Ballad" ในแบบฉบับบัลลาดสไตล์ดิว่ายุค90sที่มารายห์ถนัดซึ่งก็นับว่าตอบโจทย์ฐานคนฟังในยุคแรกเริ่มของมารายห์ได้อย่างดีกับงานบัลลาดเพราะๆ เมโลดี้หวานสวยทรงพลังจับใจและภาคเนื้อหาที่สวยงามซาบซึ้งเชิงให้กำลังใจ ถึงแม้ว่าบางกระแสจะค่อนขอดว่าซ้ำซากแต่ส่วนตัวคิดว่าเธอยังทำบัลลาดแนวๆนี้ได้ดีเสมอนะ

 จะว่าไปกว่าครึ่งของเพลงในอัลบั้มนี้อย่าง Boy (I Need You),Yours,You Had Your Chanceและ Lullaby นี่เรียกได้ว่ามาสายเดียวกันหมดคืองานสไตล์คอนเทมโพรารี่ย์อาร์แอนด์บีเนิบนาบเจือฮิพฮอพกระฉึกกระฉักบ้างออกแนวโซลฟูลลอยๆบ้างในแบบที่เธอเคยสร้างความฮือฮามาแล้วกับอัลบั้ม Butterfly ก็นับว่าไม่มีเพลงไหนโดดเด่นเลยมาเนิบๆเรื่อยๆแกนๆแต่ก็ฟังได้เพลินๆทุกเพลง เอาเป็นว่าให้3ดาวเสมอตัวหมดทุกเพลง เพลงที่เข้าหูหน่อยเห็นจะเป็น You Got Me (3.5/5) ที่ร่วมงานกับเจย์ซีและฟรีเวย์ที่นับว่ามีหีบห่อสีสันที่น่าสนใจด้วยความเป็นงานมิดเทมโพพ็อพอาร์แอนด์บีผสานสตรีทฮิพฮอพเท่ห์ๆน่ารักๆฟังได้เพลิดเพลินดี ในขณะที่ The One (5/5) กลายเป็นแทร็คที่ส่วนตัวขอยกให้เป็นมาสเตอร์พีซของอัลบั้มพวกเพลงอาร์แอนด์บีฮิพฮอพตระกูลเดียวกับ BreakdownหรือShake It Offนั่นแหละแต่ส่วนตัวชอบมากกว่าด้วยเมโลดี้ที่เพราะพริ้งสง่างามบรรเจิดใจกว่าหลายสิบช่วงตัวแถมแม่มาลัยยังอิมโพรไวซ์ด้นสดระรัวลิ้นได้เหนือมนุษย์ชวนตะลึงตะลานแต่เสียงยังสวยไม่มีตก Irresistible (West Side Connection)(3/5) ที่ฟังครั้งแรกนึกว่าเพลงของอแชนทิเป็นงานอาร์แอนด์บีฮิพฮอพติดซาวนด์G-Funkที่โปรยซินธิ์ลอยละล่องในเพลงประสานกับการแร็พมืดๆแบบพวกแก๊งค์สทานี่ฝั่งตะวันตกเขาชอบเล่นกันงั้นๆแหละ ไม่ได้ชอบ ส่วน Clown (2/5) ที่แต่งด่าเอมิเน็มขึ้นต้นมาเหมือนจะดีกับท่วงทำนองกีตาร์อคูสติคสวยๆตีๆกับบีทอาร์แอนด์บีแต่ไปๆมาๆดูประสาทๆสมกับเป็นเพลงมารายห์จริงๆฟังแล้วอดขำไม่ได้ อย่างไรก็ตามพออ่านเนื้อหาตามแล้วขนลุกนะคะแม่ไอ้เน็มถ้าได้นั่งฟังก็คงจะสะดุ้งเฮือกเหมือนกันเป็นเครื่องการันตีว่าปากนางมาลัยจัดมากๆ

My Saving Grace (4.5/5) เปิดตัวมาเป็นบลูส์โซลอาร์แอนด์บีดิบๆที่ฟังแล้วอดลุ้นให้มาแนวเดียวกับเพลงในอัลบั้ม Emotions ไม่ได้แต่พอเข้าเพลงจริงๆกลับกลายเป็นงานคอนเทมโพรารี่ย์อาร์แอนด์บีประสานอารมณ์โซลฟูลลอยๆก่อนจะสลับไปเป็นกอสเพลช่วงจบ มาที่ Subtle Invitation (3.5/5) มาแปลกกับแนวที่กระเดียดไปทางสแตนดาร์ดแจ๊ซซ์บิ๊กแบนด์สดๆประสานสวิงโซล70sนุ่มหู ไม่ค่อยเห็นมารายห์ทำแบบนี้มานานแล้วถ้าไม่นับสองอัลบั้มแรกนะ ปิดท้ายด้วย Bringin' On The Heartbreak (4.5/5) ที่เสี่ยงตายหยิบเอาเพลงร็อคอมตะขึ้นหิ้งของตำนานร็อค80sอย่างDef Leppardมาปัดฝุ่นทำใหม่เป็นงานอดัลท์คอนเทมโพรารี่ย์บัลลาด90sดำเนินบนท่วงทำนองพลิ้วๆเศร้าๆและอารมณ์ร็อคเจือจางก่อนจะของขึ้นประโคมออเครสตร้าพาลลากกีต้าร์ร็อค80sยาวเฟื้อยตบเข้ากับการแอดลิบของแม่มาลัยยันจะตบความเป็นโซลจากคอรัสกอสเพลช่วงท้ายเพลง เอาเถอะแม้จะโดนด่าแต่ในฐานะลูกแกะชอบเวอร์ชั่นนี้นะอย่างน้อยอินเนอร์ก็มาเต็ม

ตอนแรกว่าจะหยิบอัลบั้มนี้ขึ้นมาต้อนรับ The Art Of Letting Go เสียหน่อยพอหมายมั่นปั้นมือจะลงรีวิวเสียหน่อยมาลัยดันทวีตข้อความว่าเลือนวันวางแผนซะงั้น เชอะ! ทำออกมาดีๆก็แล้วกันช่วงหลังๆนี้มาดอนน่าก็แป๊ก คริสทิน่าก็แป๊ก ขอคัมแบ็คดีๆสักคนแบบไคลี่ย์ มิโน้กกอบกู้หน้าศิลปินเจเนอเรชั่นเราหน่อยนะแม่นะ

Mandy Moore : Wild Hope



Mandy Moore : Wild Hope : Pop-Rock/Folk/Indie Pop/Alternative Rock (90% = 4.5/5)

ช่วงเวลาว่างๆช่วงนี้ก็เป็นช่วงที่ย้อนกลับไปฟังอัลบั้มเพลงเก่าๆที่ประทับใจเป็นการส่วนตัวหลายชุดเลยทีเดียวซึ่งส่วนมากก็เป็นอัลบั้มที่เคยเขียนวิจารณ์ถึงไปแล้วแทบทั้งสิ้น จะว่าไปด้วยความที่พื้นฐานเป็นคนขี้เกียจและขี้เบื่อเป็นทุนเดิมอยู่แล้วจึงมีไม่มากนักที่อยากจะหยิบอัลบั้มที่เคยรีวิวไปแล้วขึ้นมาเขียนใหม่นอกเสียจากจะเป็นงานเพลงที่สามารถจุดประกายแรงบันดาลใจอันแรงกล้าให้ดิฉันได้จนอดไม่ไหวที่จะจับมาปัดฝุ่นพร้อมนำเสนอมุมมองที่เป็นปัจจุบัน

 และอัลบั้มแรกที่จุดประกายแรงบันดาลใจดังกล่าวให้แก่ดิฉันคงหนีไม่พ้นอัลบั้มชุด Wild Hope ของแมนดี้ มัวร์ที่แม้จะไม่เคยเขียนคอลัมน์วิจารณ์ให้เป็นการส่วนตัวแต่ก็เคยจับไปเปรียบเทียบกับอัลบั้มล่าสุดในช่วงนั้นของบรรดาเพื่อนร่วมรุ่นทีนดิว่าอย่างบริทนี่ย์ สเปียรส์,คริสทิน่า อากิเลร่าและเจสซิก้า ซิมป์สันในรีวิวใหญ่ของบอร์ด Forwardmag เมื่อหลายปีมาแล้ว

สำหรับเหตุผลที่หยิบมาเขียนก็คงจะหนีไม่พ้นในเรื่องของความรู้สึกและมุมมองส่วนตัวที่มีต่ออัลบั้มนี้มันเปลี่ยนไปอย่างมากจริงๆ เช่นเดียวกับความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดของแมนดี้ที่ก้าวข้ามจากพ็อพไอค่อนฉาบฉวยสู่ฐานะของศิลปินคุณภาพอย่างเต็มตัวจริงๆแล้วจะว่าไปก่อนหน้านี้เธอก็มีอัลบั้ม Coverage เป็นผลงานที่เรียกได้ว่าเข้าขั้นคุณภาพเช่นกันหากแต่สำหรับเราแล้วพัฒนการของแมนดี้ใน Wild Hope นับเป็นการระเบิดศักยภาพสูงสุดของตัวเธอจริงๆ ขอสารภาพว่าส่วนตัวไม่เคยคาดคิดว่าศิลปินที่เราเคยปรามาสน้ำหน้าไว้ว่า "ขยะ!" ที่ร้องเพลงต๊องๆไร้สติอย่างSo Real,CandyหรือIn My Pocketจะสามารถรังสรรค์ผลงานระดับนี้ออกมาได้ภาคดนตรีใน Wild Hope ฉีกจากความเป็นบับเบิ้ลกัมพ็อพในอัลบั้มชุดแรกโดยสิ้นเชิงสู่ภาคดนตรีพ็อพร็อคสวยๆนุ่มละมุนหวานหูบนความเป็นโฟล์ครุ่มรวยและคันทรี่ย์เจือจางจนดิบหม่นเข้าขั้นอัลเทอเนทีฟในบางเพลง บางเพลงเป็นอินดี้พ็อพเมโลดี้สวยๆที่ขยับไปเล่นกับคลาสสิคคัลได้อย่างดี ภาคเนื้อหาที่ด่ำดิ่งลงสู่การสื่อสารกับจิตวิญญาณของตนก่อนจะระเบิดด้านหมองหม่นออกมาได้ทรงพลังหากแต่เป็นความดิบหม่นที่ยังคงความสวยงาม อบอุ่น รอยยิ้ม ความหวังและแสงสว่างเรืองรองในตัวงาน ไม่ถึงขั้นเกรี้ยวกราดระทึกขวัญแบบ Stripped ของคุณนายคริสทิน่า อากิเลร่าที่ขณะนี้แป๊กไปเป็นที่เรียบร้อย จะว่าไปอัลบั้มนี้ของแมนดี้ก็เทียบเคียงได้กับงานของศิลปินหญิงมากฝีมือหลายท่านที่มาจากภาคดนตรีสายเดียวกัน อาทิ เคที ทันสตรอล,ราเชล ยามากาตะ,มิเชล แบรนซ์,วาเนสซ่า คาร์ลทันตลอดจนตำนานอย่างโจนี่ มิทเชล

 ตามบรรทัดฐานของดิฉันแล้ว Wild Hope เป็นอัลบั้มที่มีเอกภาพในตัวสูงรวมถึงเพลงในอัลบั้มค่อนข้างแข็งพอตัวชนิดที่ถ้าได้ค่ายแบบพ่อบุญทุ่มโปรโมตเท่าไรไม่อั้นล่ะก็สามารถหลับตามจิ้มหรือเลือกจับสลากเป็นซิงเกิ้ลได้สบาย แต่ถ้าจะถามถึงเพลงที่ชอบจริงๆในงานชุดนี้คงหนีไม่พ้น All Good Things (5/5) งานพ็อพโฟล์คหม่นๆเรียบง่ายแต่กรีดลึกถึงกลางใจด้วยภาคเนื้อหาที่พร่ำพรรณนาถึงสภาวะอันทุกข์ระทมของคนที่ไม่สามารถจะประคับประคองความสัมพันธ์กับคนรักไว้ได้หากแต่ลึกๆในใจยังคงมีความหวังในชีวิตหลังจากรักแท้ตลอดจนมีศรัทธาในความทรงจำและวินาทีที่ดีต่อกัน นับว่าเป็นกระจกที่สะท้อนด้านที่ดิฉันคาดไม่ถึงจากแมนดี้ออกได้ชนิดแทบจะลงไปกราบ เปิดอัลบั้มด้วย Extraordinary(4/5) ซิงเกิ้ลแรกที่เป็นงานอินดี้พ็อพจังหวะน่ารักๆแบบที่อีแบบนี้หาได้ทั่วไปแล้วจากค่ายGMMในบ้านเราตัวเพลงประสานเอาเครื่องสายแบบคลาสสิคคัลเข้ามาได้อย่างน่าสนใจจะว่าไปชวนให้นึกถึงอัลบั้มแรกของวาเนสซ่า คาร์ลทันตะหงิดๆอยู่นะ นับว่าทั้งเนื้อหาและดนตรีบ่งบอกภาพรวมของอัลบั้มนี้และความเป็น "แมนดี้ มัวร์" คนใหม่ได้ครบถ้วนสมบูรณ์แบบสมกับเป็นซิงเกิ้ลแรก มาที่ Lastest Mistake (4/5) งานพ็อพร็อคที่เมโลดี้ไพเราะชนิดฆ่ากันตายแถมท่อนคอรัสยังติดหูมากๆเป็นงานอดัลท์คอนเทมโพรารี่ย์สไตล์อีซีลิสนิ่งเจือโฟล์คและแต่งแต้มคันทรี่ย์จางๆได้อย่างมีชั้นเชิงจนแม้แต่จีวล์ยังต้องเหลียวมอง

 Ladies' Choice (4.5/5) ที่ได้ราเชล ยามากาตะมาร่วมแต่งโดดเด่นด้วยภาคเนื้อหาเอาใจลัทธิสตรีนิยมสวยเลือกได้ไม่แพ้กับภาคดนตรีเชิงอัลเทอเนทีฟที่ทดลองขยำเอาพ็อพร็อค คันทรี่ย์และคลาสสิคตบเข้าด้วยกันอย่างมีชั้นเชิงฟังแล้วก็อดจะขยับปากร้องตามท่อนคอรัสเพราะๆไม่ได้ "Go ahead.Waste your time.Count me out.Take your place at the end of line." คือโดนอ่ะเข้าใจประชดประชันมากๆ ไฮไลท์ของอัลบั้มนี้ขอยกให้กับสองแทร็คเด็ดอย่าง Few Days Down (5/5) และ Can't You Just Adore Her? (5/5) ที่ไพเราะจนพูดไม่ออก แทร็คแรกเป็นงานโฟล์คงามระยับภายใต้บรรยากาศขมุกขมัวและวาทะศิลป์ที่บรรจงแต่งออกมาได้ชนิดที่ดิฉันอ่านแล้วถึงกับหลุดลอยไปเลยทีเดียวนับว่าเป็นแทร็คที่ดีที่สุดในชีวิตของแมนดี้ ขอปรบมือให้กับความเข้าใจประดิษฐ์เมโลดี้และเลือกถ้อยคำพรรณนาออกมาได้อย่างอัจฉริยะรวมถึงบรรยากาศแวดล้อมในเพลงที่บีบคั้นความรู้สึกลึกสุดใจแต่กลิ่นอายของความหวังยังคงเรืองรองโชยมาให้สัมผัสเสมอ ในขณะที่เพลงหลังเป็นงานอัลเทอเนทีฟร็อคติดพ็อพโฟล์คเข้มๆที่แค่เสียงเพราะๆใสๆเปี่ยมด้วยพลังและวิญญาณของแมนดี้ก็คุมคนฟังอยู่หมัด เป็นเพลงที่จะว่าสูตรสำเร็จก็ได้แต่ออกมาเลอค่าและน่าประทับใจ ปิดท้ายด้วย Looking Forward To Looking Back (4.5/5) อีกหนึ่งงานพ็อพโฟล์คเพราะๆติดกลิ่นคันทรี่ย์ปะแล่มๆเจือจาง ฟังครั้งแรกแล้วรักเลยเมโลดี้สวยสะติดหูขนาดนี้ก็มีชัยไปเกินครึ่งแถมภาคเนื้อหายังเหลาออกมาได้โดนใจแค่ฮุคที่เธอร้องว่า "And I Know You Loved Me In Your Way และ I'm fine but I'm not Okay" แค่นี้ก็คงแทนใจใครหลายๆคนที่เคยผ่านประสบการณ์ความรักที่ท้ายที่สุดไปกันไม่ได้เพราะดำเนินอยู่บนพื้นฐานของอัตตาและกรอบที่ต่างฝ่ายต่างพยายามจำกัดอีกฝ่าย ท้ายที่สุดก็เป็นนิยายเศร้า

 จะว่าไปก็น่าเสียดายที่งานดีๆชุดนี้แม้จะประสบความสำเร็จในแง่ของการชนะใจนักวิจารณ์และผู้ฟังเพลงคุณภาพแต่ในแง่ของความนิยมยังไปได้ไม่กว้างเท่าที่ควรจะเป็นซึ่งแมนดี้ มัวร์ ณ ขณะนี้ก็เหมือนกับผันตัวไปเป็นศิลปินกึ่งอินดี้ขายงานคุณภาพแล้วแต่จะว่าไปใครเล่าจะสนเมื่อเรารักในผลงานของเธอในแบบนี้มากว่า หวังว่าหลังจากทิ้งช่วงไปนานกับอัลบั้มหลังจากชุดนี่เราจะยังมีหวังได้เสพย์งานดีๆจากเธออีกนะ

Robin Thicke : Blurred Lines EP



Robin Thicke : Blurred Lines EP : R&B/Soul (95% = 5/5)

 ก่อนที่จะกลับไปนั่งใจจดใจจ่อกับการเขียนนิยายในเพจดิฉันขอคั่นเวลากับรีวิวงานที่ซัดเปรี้ยงโดนเข้ากลางใจในวินาทีนี้ - - เพิ่งได้ฟังค่ะอัลบั้มในสต็อคเยอะเกิน - - กับอัลบั้มอีพีชุด Blurred Lines งานดีจากหนุ่มอาร์แอนด์บีเสียงสุดเซ็กซี่อย่างคุณพี่ "โรบิน ธิ๊ค" ที่แม้จะคร่ำหวอดเป็นตัวจริงของวงการมานานแต่ก็เรียกได้ว่าเพิ่งจะประสบความสำเร็จในแง่ของสถิติอันดับเพลงเป็นที่สนใจกรี๊ดกร๊าดกล่าวขานตอบรับในแวดวงเมนทสตรีมอย่างดีก็เห็นจะเป็นเพลงนี้นี่แหละ

 สำหรับไทเทิ่ลแทร็ค Blurred Lines (5/5) ที่ร่วมงานกับแร็พเพอร์ทะมึนอย่างป๋าT.I.และพี่Pharrell Williamsโปรดิวซ์เซอร์และศิลปินฮิพฮอพอาร์แอนด์บีสุดเซ็กซี่ซึ่งล่าสุดก็ทะยานขึ้นไปถึงอันดับหนึ่งบนบิลบอร์ดชาร์ตแล้วในขณะที่กำลังเขียนนี้ จะว่าไปก็ตกใจนะคะเพราะเพิ่งรู้ว่าคุณพี่โรบินสุดหล่อเพิ่งจะมาได้อันดับหนึ่งบนบิลบอร์ดชาร์ตเป็นเพลงแรกในชีวิตเอาก็ปาเข้าไปปี2013นี่แหละ สำหรับตัวเพลงฟังแล้วอดนึกถึงพริ๊นซ์กับจัสติน ทิมเบอร์เลคไม่ได้จริงๆกับการใช้น้ำเสียงฟัลเซ็ทโทมาสายฟั้งค์โซลสุดเซ็กซี่ควบอยู่บนดนตรีโอลด์สคูลพ็อพโซลอาร์แอนด์บีหอมกลิ่นเรโทรย้อนยุคทั้งฟั้งค์กี้ย์ดิสโก้ โมทาวน์โซล ฮิพฮอพอาร์แอนด์บีรวมถึงแกลมความร่วมสมัยจากบีทอิเล็คโทรนิคหรูเข้าไปพอมีเสน่ห์จะว่าไปของคุณพี่โรบินแรงอ่อยทอดสะพานฟังแล้วเกิดอาการกระสับกระส่ายใคร่ขึ้นจนถึงขั้นฟังตบเข่าผางฟินพุ่งปรี๊ดๆเนื่องจากหลังจากซิงเกิ้ล End Of Night ของเจ๊ไดโด้ก็มีเพลงนี้นี่แหละค่ะที่ฟังแล้วถึงขั้นถูกใจจริงจังชนิดที่ตลอดระยะเวลา4นาทีกับอีก23วินี่มีแต่ความหฤหรรษ์ไร้ที่ติฟังแล้วขอศิโรราบกราบในฐานะหนึ่งในเพลงที่ดีที่สุดประจำปีนี้เลยทีเดียวแถมในอีพียังใจดีแถม Laidback Luke Remix มาให้ฟังกันตึ๊บๆเพลินๆด้วยบอกตามตรงว่าฟังแค่สองรอบแล้วก็ไม่ฟังอีกเลย เหอๆ

นอกจากไทเทิ่ลแทร็คกับรีมิ๊กซ์แล้วคุณพี่ยังใจดียัดเพลงฮิตเก่าๆของตัวเองมาเอาใจแฟนๆรวมถีงเด็กยุคหลังๆที่อาจจะไม่รู้จักมักจี่หรือเกิดทันฟังเพลงคุณพี่ตั้งแต่ซิงเกิ้ลแรก Lost Without You งานคอนเทมโพรารี่ย์อาร์แอนด์บีหวานๆเจืออคูสติคและชิลล์แจ๊ซซ์นุ่มละมุนสุดเซ็กซี่ปล่อยอารมณ์โซลเมโลดี้สวยหวานล่องลอยคุมทิศทางยันเพลงโปรดของบ.ก.Hysteriaอย่างMagicงานพ็อพอาร์แอนด์บีกรีดกรายด้วยโซลและดิสโก้ย้อนยุคดูหรูหรา เซ็กซี่มากๆ อร๊ายยย อดใจรออัลบั้มเต็มในเดือนกรกฎาคมนี้ไม่ไหวแล้วจริงๆ

30 Seconds To Mars : Love,Lust,Faith+Dreams



30 Seconds To Mars : Love,Lust,Faith+Dreams : Experimental Rock/New Prog/Symphonic Rock (90% = 4.5/5)

 นับว่าเป็นอีกหนึ่งวงที่มีพัฒนาการทางดนตรีที่น่าจับตามองมาโดยตลอดหลังจากที่อัลบั้มเปิดตัวทำเอาบรรดาแฟนจ๋าของพี่ "จาเร็ด เลโท" นักร้องนำสุดหล่อที่ติดสอยหอยตามมาฟังถึงขั้นหูบวมหูชา พอขยับมาที่อัลบั้มชุดที่สองพัฒนการในการประดิษฐ์คิดค้นเมโลดี้ที่สลวยวิจิตรบนจิตวิญญาณของความเป็นร็อคหนักหน่วงเข้มข้นก็ค่อยฉายแววออกมาจวบก่อนหน้านี้ในปี 2009 This Is War สตูดิโออัลบั้มชุดที่สามที่ภาคดนตรีขยับไปเล่นกับซาวนด์อิเล็คโทรนิคและสารพัดงานเชิงทดลองมากขึ้นตามธรรมเนียมวงร็อคหลายวงที่ขยับหีบห่อของการนำเสนองานตัวเองขึ้นสู่ความเป็นวง "เอ็กซ์เพอริเมนทัลร็อค" ตามยุคสมัยด้วยการนำเสนอภาคเนื้อหาที่ดิบลึกและมืดหม่นอนธกาลขึ้นประกอบกับมนตร์เสน่ห์ของซินธิ์ร็อคย้อนยุคแพรวพราวในตัวงานที่ทำเอา This Is War ชุดก่อนหน้าขึ้นแท่นเป็นอัลบั้มที่ประสบความสำเร็จที่สุดในแง่ของยอดขายและการกล่าวขวัญถึงในวงกว้างของทางวง

แต่ดูเหมือนว่าการกลับมาของพวกเขา 30 Second To Mars ใน Love,Lust,Faith+Dreams สตูดิโอชุดล่าสุดแกะกล่องไปไม่นานนี้จะเป็นอะไรที่ปราศจากความกดดันจากความสำเร็จในอัลบั้มก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด เท่าที่ดิฉันติดตามวงการดนตรีสากลและฟังเพลงมาหลายแขนงในรอบสิบกว่าปีที่ผ่านมาพบว่ามีไม่มากเมื่อศิลปินหรือวงที่ก้าวไปแตะจุดสูงสุดมาแล้วจะยังสามารถถ่ายทอดผลงานโดยไม่ยึดติดสูตรสำเร็จเดิม ขยับเข้าสู่กระแสหลักเพื่อขยายฐานความนิยมตลอดจนเพลย์เซฟไม่ทำอะไรที่สุดโต่งจนเกินไปแต่กับพวก Mars นี่ขอซูฮกเลยว่าทำงานกันอย่างอิสระเสรีปราศจากความกังวลกันเหนืออื่นใดจนเห็นได้ชัด พวกเขายังไม่สูญเสียอัตลักษณ์ในความเป็น 30 Seconds To Mars ไปรวมถึงยังต่อยอดขึ้นสร้างผลงานอันเปี่ยมคุณภาพที่นับว่าดีมากๆจนปฏิเสธไม่ได้ว่าพวกเขาทลายคำครหาในช่วงแรกว่าเป็นวงร็อคที่อาศัยบารมีของนักแสดงที่ฝันลมๆแล้งๆว่าตัวเองจะสามารถ(ดันทุรัง)เป็นร็อคเกอร์ที่ดีได้แล้วข้ามขีดสู่ความเป็นตัวจริงของวงการอย่างน่าภาคภูมิใจ

สำหรับงานชุด Love,Lust,Faith+Dreams นี่ก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งอัลบั้มที่แตกคอนเส็ปท์ได้น่าสนใจโดยแท้จากการบูรณาการเอาการนำเสนอเพลงของแต่ละ Segment ทั้งLove,Lust,FaithและDreamsซึ่งแต่ละองค์ก็จะมีแทร็คที่เป็นตัวแทนการนำเสนออยู่แล้ว (แต่จะว่าไปพิสูจน์เนื้อหาแล้วก็คาดว่าบางเพลงจะสามารถยืนคร่อมได้มากกว่าหนึ่ง Segment) โดยหลอมรวมกัยนำเสนอเป็นมหากาพย์เรื่องเดียวได้อย่างมีเอกภาพและดูเหมือนจะสะท้อนสภาวะล่าสุดของความเป็น 30 Seconds To Mars ได้ชนิดชัดเจนสมบูรณ์แบบผ่านภาคดนตรีที่ขยับขึ้นไปนำเสนอบนความเป็นวง "เอ็กซ์เพอริเมนทัลร็อค" ที่จับเอาความเป็นอัลเทอเนทีฟร็อคสอดประสานเล่นกับภาคดนตรีเชิงทดลองต่างๆได้อย่างไม่ขัดเขิน อีกทั้งอิทธิพลของความเป็น New Prog หรือที่เรียกกันอีกชื่อว่า Nu Prog ไม่ก็ Post Prog ที่เป็นแนวถือกำเนิดใหม่ช่วงกลางยุค2000sโดยการจับเอาโพรเกรสซีฟร็อคไต่ระดับขึ้นไปเล่นกับดนตรี Experimental มากขึ้นอย่างใน Love,Lust,Faith+Dreams ชุดนี้ก็เห็นว่ามีตั้งแต่อารมณ์เพลงสว่างเจิดจ้าประหนึ่งเป็นญาติมิตรกับงานในยุคหลังๆของ Coldplay ไต่ไปหาพวกพั้งค์ร็อคและอินดี้ร็อคหม่นๆยันลูกเล่นของความเป็นซิมโฟนิคร็อคที่โดดเด่นจนเห็นได้ชัดทีเดียว

วันอาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2556

After School : First Love



After School : First Love : K-Pop/R&B/Dance-Pop/Ekectropop (68% = 3/5)

ช่วงนี้เป็นช่วงที่ดิฉันเบรคจากงานรีวิวเพื่อเขียนนิยายบนเพจดังนั้นจึงขอเขียนเฉพาะอัลบั้มที่จุดประกาย "แรงบันดาลใจ" ให้เกิดอาการอดรนทนไม่ไหวอยากที่จะเขียนถึงจริงๆนะคะส่วนงานที่ท่านผู้อ่านรีเควสต์ไว้รวมถึงรีวิวอัลบั้มของDaft Punkและ30 Seconds To Marsที่ตั้งใจว่าจะเขียนตั้งแต่เดือนที่แล้วจะค่อยๆทยอยตามมาหลังจากนี้

นับว่าเป็นอีกหนึ่งวงเกิร์ลกรุ๊ปจากฟากฝั่งเกาหลีที่ดิฉันจับตารอคอยเป็นอย่างมากไม่แพ้วงอื่นๆ ก่อนหน้านี้ก็เฝ้าเก็บรายละเอียดและข้อมูลต่างๆของศิลปินเกาหลีเด่นๆเพื่อที่จะมาทำชาร์ตอัลบั้มและซิงเกิ้ลประจำปลายปีนี้ซึ่งในส่วนของวงเกิร์ลกรุ๊ปนี่ปีนี้พูดตรงๆว่ายังหางานที่ "ถูกใจ" จริงๆจากวงไหนไม่ได้เลยที่ชอบมากๆจนต้องยกให้เป็นงานคุณภาพลำดับต้นๆเห็นจะเป็นอัลบั้ม Mystic Ballad Pt.2 ของ Davichi ซึ่งก็น่าจะนับเป็นวงดูโอ้มากกว่าสำหรับดิฉันเช่นเดียวกับที่ปีนี้หลงใหลในมินิอัลบั้ม Gone Not Around Any Longer ของซับยูนิต Sistar19 มากๆแต่ในขณะที่ Give It To Me อัลบั้มคัมแบ็คเต็มวงที่เพิ่งปล่อยมาไม่นานกลับค่อนข้างน่าผิดหวังทีเดียวสำหรับดิฉัน ในขณะที่งานซับยูนิตของ T-ara N4 กับอัลบั้มชุดล่าสุดของ 4Minute อยู่ในระดับที่ดีแบบพอไปวัดไปวาได้คราวนี้ก็มาถึงคราวของเกิร์ลกรุ๊ปซูเปอร์โมเดลอย่าง After School ที่ล่าสุดก็เพิ่งจะปล่อย Maxi Single ลำดับที่6ภายใต้ชื่อหวานๆแต่คงความกำกวมว่า First Love มาเอาใจแฟนๆกันสดๆร้อนๆ

ส่วนตัวสำหรับวงนี้ดิฉันเองก็คงต้องของสารภาพว่าเป็นแค่ชาว "Play Girlz" เพราะส่วนมากติดตามผลงานของพวกเธอจากการฟังเพลงและดูมิวสิควิดีโอกับการแสดงสดมากกว่าแต่สาบานค่ะว่าถ้าให้ดิฉันมาชี้ว่าคนไหนคือจองอา นานะหรือเรนะนี่ก็มีมึนตึ๊บเหมือนกันเพราะไม่ได้ติดตามถึงกับรู้จักชื่อแส่หน้าตาของทุกท่าน เพราะเอาจริงๆวงนี้รู้จักแต่พัคกาฮีอดีตลีดเดอร์วงสุดเซ็กซี่และพอจะจำแร็พเพอร์สาวสุดเท่ห์ของวงอย่างเบ็คก้าได้บ้างซึ่งทั้งคู่ก็สำเร็จการศึกษาออกจากวงเป็นที่เรียบร้อยแล้วแต่ที่ยังติดตามหรือสนใจวงนี้อยู่คงหนีไม่พ้นเป็นเพราะส่วนตัวประทับใจในความครีเอทในแต่ละโชว์ของพวกนางตั้งแต่ตีกลองกันใน Bang! ละเก๋ไก๋ได้โล่ห์มากๆล่าสุดนี้ก็รูดเสาอีกเรียกได้ว่าเรื่องการเต้นนี่วงนี้มาเหนือเมฆและร้อนแรงเสมอชริดที่ไม่เคยทำให้สาวกผิดหวัง

มาที่ Maxi Single ลำดับที่6นี้กันบ้างจากเท่าที่ฟังมาหลายรอบแล้วกล้ายืนยันทีเดียวนะคะว่าเป็นงานที่ทำออกมาในระดับที่ "โอเคทีเดียว" แม้ว่าส่วนตัวจะตัดคะแนนให้ในระดับที่เสมอตัวแต่ก็เป็น3ดาวที่กลมกล่อมหวานละมุนระรื่นหูด้วยการผนวกเอาภาคดนตรีที่หลากหลายเข้ามาประสานรวมกันเป็นอัลบั้มเดียวได้ชนิดเกิดเอกภาพและฟังได้เพลิดเพลินเจริญใจสุดๆตัวงานมีตั้งแต่เคพ็อพใสๆหวานๆอย่าง Time's Up (3/5) ที่เป็นงานทีนพ็อพหวานหูที่ตบบีทอิเล็คโทรพ็อพเข้ากับสารพัดโพรแกรมมิ่งสูตรสำเร็จต่างๆได้อย่างลงตัวมากๆ เป็นแทร็คที่มีเมโลดี้สวยและฮุคติดหูชะงัดเพียงแต่ศักยภาพในตัวของมันเองไปได้มากสุดเพียงแค่เพลงเพราะๆธรรมดาๆเพลงหนึ่งที่หาได้มีความโดดเด่นใดๆ งานแบบนี้เกาหลีทำกันหมดประเทศแล้วมั้ง มาที่ไทเทิ่ลแทร็คอย่าง First Love (4/5) ที่เป็นซิงเกิ้ลเปิดตัวที่ได้ยินหลายเสียงครหาค่อนขอดมาว่าเนิบเนือยอืดยืดยาดน่าเบื่อบ้างล่ะไปจนถึงก็อปปี้ Gone Not Around Any Longer ของพวก Sistar19 มาบ้างล่ะ แต่ส่วนตัวประทับใจในชั้นเชิงการนำเสนอและรายละเอียดของตัวเพลงที่เจ๋งจริงกล้าพูดเลยว่า "เจิดจรัส" กับการจับเอาคอนเทมโพรารี่ย์อาร์แอนด์บีเนิบๆมาชนกับบีทฮิพฮอพและต่อยอดความเป็นกรู๊ฟแบบที่ทางวงชอบเล่น ผลลัพธ์ออกมาเซ็กซี่ทอดสะพานยั่วยวนแบบมีจริตมีคลาสมากๆนับว่าเด็ดดวงเพราะแสดงให้เห็นกันชัดเจนว่าพวกข้าจะขายศิลปะแบบนี้กันก็ได้หรือจะโฉ่งฉ่างขายกันมันส์ๆโต้งๆก็ไม่ยาก นับว่าเข้ากับได้ดีกับ 8 Hot Girl (3/5) อินโทรเปิดอัลบั้ม (ที่ทำไมไม่มีSหลังคำว่า Girl? หรือมี?) ก็เป็นงานมิดเทมโพอาร์แอนด์บีเนิบๆแบบที่พวก Sistar ชอบทำ ที่น่าเสียดายคือเพลงเต้นรำของอัลบั้มชุดนี้มากกว่าที่เหมือนจะแรงแต่ไม่สุดฤทธิ์สุดเดชดูกั๊กๆเก้ๆกังๆไม่เต็มที่ อย่าง Dressing Room (3.5/5) นี่การเรียบเรียงดนตรีน่าสนใจตั้งแต่การฟาดซินธิ์ช่วงต้นเพลงแล้วตบความเป็นร็อคเข้ากับยูโรบีทและซาวนด์เทคโนที่หวนให้นึกถึงงานเต้นรำยุค 80s' มาตะหงิดๆคือเซ็กซี่ดีนะแต่ด้วยความที่ตัวเพลงมันน่าจะไต่ไปได้มากกว่านี้อันนี้ยังออกมาดูงงๆอยู่คือดุดันแต่ไม่ระอุอ่ะ อีกนิดเดียวก็ถึงจุดพีคแล้วหนูๆเอ่ย!!! อย่าง Love Beat (3.5/5) นี่ซาวนด์แฟชั่นมากๆเป็นงานอิเล็คโทรพ็อพเต้นรำผสานทั้งกลิ่นของความเป็นเฮ้าส์ ยูโรและดิสโก้มาพอประพิมประพาย ซึ่งส่วนตัวเข้าใจสิ่งที่ต้องการจะสื่อนะซึ่งไอเดียดีแต่ศักยภาพอาจจะยังไม่ถึงเท่ากับสมัยที่กาฮีอยู่ก็แค่นั้น (ความเห็นส่วนตัวนะคะ ชอบจึงติกันตรงๆฐานะผู้บริโภค!!!) คือเพลงแบบนี้มันต้องการจริตที่มากกว่านี้อ่ะ แต่ได้ขนาดนี้ก็ทำเอายัย Holly Valance (อดีตนักร้องออสเตรเลีย)แทบจะหันหลังมาค้อนได้แล้วกระมัง แทร็คสุดท้ายเป็นภาษาเกาหลีซึ่งอ่านไม่ออกเป็นงานคอนเทมโพรารี่ย์บัลลาดเพียโนเพราะดีเหมือนกันเอาไป3.5ดาว

น่าแปลกที่ส่วนตัวตัดคะแนนให้อัลบั้มมาแนวมาตรฐานคือเสมอตัวเป็นงานที่อยู่ในระดับธรรมดาแต่ไม่ต่ำกว่างานคุณภาพที่น่าฟังแต่กลับฟังอัลบั้มนี้ได้อย่างเรื่อยๆเพลิดเพลินเจริญจิตมากกว่าบางอัลบั้มที่ได้คะแนน 70%อัพอีกต่างหาก เช่นงานล่าสุดของเหล่า2PMและสาวๆ4Minute(ฮยอนอาและเพื่อนๆ) เป็นอาทิ บางทีคะแนนเป็นบรรทัดฐานส่วนบุคคลที่วัดอะไรไม่ได้จริงๆจังๆจริงๆคือเรื่องศักยภาพของภาคดนตรีโดยรวมใช้ได้แต่ถ้าถามเรื่องความชอบว่าชอบมั้ยนี่คงต่องตอบว่า "ชอบมาก!!!" ว่าแล้วหาเรื่องบวกคะแนนให้หลังเขียนเสร็จยังทันมั้ยนี่?

Sistar : Give It To Me



Sistar : Give It To Me : K-Pop/R&B/Synth Pop (69% = 3/5)

 คงต้องบอกกันตามตรงว่านี่เป็นอีกหนึ่งอัลบั้มที่ส่วนตัวตั้งหน้ารอคอยมากที่สุดของปีนี้เช่นกันแม้ว่าจะเพิ่งมาสนใจรักใคร่จนต้องวิ่งตามมากรอกใบสมัครเป็นแฟนคลับพวก4สาว Sistar - - ฮโยริน,โบรา,ดาซมและโซยู - - ด้วยความที่คิดว่าบางสิ่งบางอย่างในการแสดงออกของพวกเธอมันช่างมีอะไรที่ตอบสนองความเป็นตัวตนของดิฉันได้ค่อนข้างชัดเจนเหลือเกิน 555 เอาเถอะค่ะแม้ว่าเพื่อนฝูงรอบข้างจะพร้อมใจกันเทิดทูนพวกนางให้เป็นสัญลักษณ์ของเกิร์ลกรุ๊ปอาชีพพิเศษประจำเกาหลีไปจนถึงโบ๊ยว่าสมาชิกท่านนึงในกลุ่มเหมือน "สาวพัทยา" บาร์เบียร์บ้านเราก็ไม่แคร์...ไม่ออกมาเป็นแบบที่ว่าซะขนาดนี้ข้าก็ไม่ชอบหรอกนะบอกไว้ก่อน!!!

หลังจากกระสับกระส่ายนับวันนับคืนรอพอได้สดับอัลบั้ม Give It To Me สตูดิโออัลบั้มเต็มชุดที่สองของทางวงก็ต้องขอบอกว่า "ผิดหวังว่ะ!" คือถามว่าแย่มั้ย?ก็ฟังได้นะแต่ตัวดิฉันอาจจะคาดหวังกับวงนี้ไว้สูงเกินไปจนพอมาได้ยินหลายๆเพลงในอัลบั้มนี้ที่ค่อนข้างดร็อปลงและมาแนวกลางๆแกนๆอย่างเห็นได้ชัดก็เรียนตามตรงว่าอดรู้สึกปวดใจไม่ได้ เอายังไงดีอ่ะ?ประการแรกเลยคือมีไม่กี่เพลงในอัลบั้มที่ทรงพลังถึงขั้นจับคนฟังอยู่จนเป็นเพลงโปรโมทได้ ในงานชุดนี้กลิ่นของความเป็นซาวนด์เออร์บันแบบคอนเทมโพรารี่ย์อาร์แอนด์บีและพ็อพโซลที่เป็นเครื่องหมายการค้าของทางวงได้ถูกลดทอนลงไปเยอะเหมือนกันคือยังมีอยู่แต่สัดส่วนทั้งหมดเหมือนกับถูกแทนที่ด้วยอารมณ์เคพ็อพหวานๆใสๆประมาณ Loving You ชนิดเกลื่อนอัลบั้มซึ่งมันก็เพราะดีแต่ก็ใช่ว่าทางวงจะสามารถดึงศักยภาพสูงสุดของตัวเองออกมาในเพลงเทือกๆนี้ได้เสียเมื่อไหร่เรียกได้ว่าไอ้เกินค่อนอัลบั้มที่นั่งฟังๆอยู่เป็นอะไรที่ส่วนตัวไม่เหมาะกับSistarในความคิดส่วนตัวของดิฉันเรียกได้ว่าคลายความดิบและความขลังไปเยอะ นอกจากนี้ยังดูไม่เข้ากับคอนเส็ปท์การนำเสนอของธีมอัลบั้มอีกเรียกได้ว่าเอกภาพสะเปะสะปะเหนือไม่ไปใต้ไม่มาทั้งภาคดนตรีและKeep Conceptงานทีเดียว

 ถามถึงเพลงที่ชอบสำหรับชุดนี้ชอบจริงๆเห็นจะไม่ถึงสามเพลงกระมัง ส่วนตัวที่ประทับใจที่สุดขอยกให้ Miss Sistar (4.5/5) ที่เหมือนกับอินโทรเปิดอัลบั้มสวยๆแบบที่เป็นธรรมเนียมของพวกSistarไปแล้ว เป็นเพลงที่มีความสมบูรณ์แบบในตัวสูงที่สุดของงานชุดนี้รวมถึงมีความเป็น Sistar มากที่สุดแล้ว น่าจะถูกใจคอเพลงเออร์บันที่ชอบเพลงโอลด์สคูลอาร์แอนด์บีที่เจือวัฒนธรรมเรโทรแบบพ็อพโซลและฟั้งค์กี้ย์ดิสโก้ยุค70s'งามระยับกรีดกรายฟังแล้วก็รู้สึกเหมือนกับเป็นเพลงเปิดโชว์คอนเสิร์ตย้อนยุคในคลับคนดำยังไงยังงั้น มาที่ Give It To Me (4/5) ที่ปฏิเสธไม่ลงจริงๆว่าขึ้นต้นเพลงมานี่กลิ่นอายของเพลง Pandora ลอยหึ่งมาเลยทีเดียวนับว่าสาวๆ Kara สมควรจะภูมิใจในความเป็นเทรนด์เซ็ตเตอร์ครั้งนี้ ตัวเพลงเป็นซินธิ์พ็อพเต้นระบำลวดลายแบบเดียวกับ Pandora เพียงแต่กลิ่นของความเป็นเออร์บันในเพลงของ Sistar สูงกว่าเป็นเท่าตัวตบมาทั้งอาร์แอนด์บี โซล ฟั้งค์และกลิ่นคาบาเร่ต์นิดๆ ส่วนตัวคิดว่าติดหูดีนะ

อีกเพลงที่คิดว่าชอบก็คงไม่พ้น The Way You Make Me Melt (4/5) งานโมเดิร์นอาร์แอนด์บีผสานชิลล์แจ๊ซซ์ท่วงทำนองหวานแหววโซลฟูลลอยละล่องฟังได้เพลินๆ ส่วนที่เหลือนี่ตอบยากจริงๆว่าชอบเพลงไหนเพราะเฉยๆไปหมดแต่เท่าที่ฟังแล้วที่มีภาคดนตรีและเมโลดี้น่าสนใจก็คงหนีไม่พ้น Crying (3.5/5) งานคอนเทมโพรารี่ย์อาร์แอนด์บีแบบโซลฟูลอาร์แอนด์บีบัลลาดลอยๆแทรกท่อนแร็พพอสวยงามประมาณ Gone Not Around Any Longer นั่นแหละเหมือนจะฟังง่ายกว่าแต่สู้ไม่ได้ Bad Boy (3/5) นี่ก็ติดหูดีสำหรับคนชอบเพลงทีนพ็อพเจืออาร์แอนด์บีใสๆสะอาดหวานละมุนหู (แต่เสียดายไม่ใช่ดิฉันคนหนึ่งล่ะค่ะ) ช่วงครึ่งหลังอัพบีทเต้นรำกระฉึกกระฉักชนกับท่อนแร็พของโบราได้น่ารักดี มาที่ Summer Time (3/5) ถ้าใครอยากจะฟังเพลงเคพ็อพอารมณ์หวานๆแบ๊วๆแบบ Loving You ในภาคอัพบีทเต้นรำเป็นพ็อพแด๊นซ์พอโยกได้ล่ะก็น่าจะชอบ เอ่อ แค่นี้แหละ

 ว่ากันโดยรวมแล้วสำหรับสตูดิโอชุดที่สองของ Sistar อย่าง Give It To Me ชุดนี้ก็ทำออกมาในระดับที่ "พอฟังได้" ถามว่าแย่มั้ย?ก็ไม่ถึงขั้นแย่ แต่คงพูดได้ไม่เต็มปากว่าเป็นงานที่ "ดี" จนเรียกได้ว่าสมศักดิ์ศรีวงที่ได้รับการจับตามองที่สุดวงหนึ่งของแวดวงเคพ็อพในขณะนี้ สิ่งที่ขาดไปคงจะเป็นเรื่องของพลังและแรงบันดาลใจ - - เพลงที่จะแรงให้เทียบชั้นAloneก็แรงแบบไม่สุด มุขต่อยอดของ Loving You ที่ใช่ว่าจะทำได้เฉียบขาดตลอดจนมุขที่เหลือใช้มาจากอัลบั้ม Sistar19 คือมีนะเพลงอย่าง Ma Boy หรือ Gone Not Around Any Longer แต่ออกมาเป็นเพลงเศษๆไร้ซึ่งความน่าสนใจ - - ว่าแล้วครั้งหน้าเอาใหม่นะสาวๆ Star1 คนนี้เอาใจช่วยเสมอ

วันศุกร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2556

Mblaq : Sexy Beat



Mblaq : Sexy Beat : K-Pop/R&B/Electropop (95% = 5/5)

ช่วงที่ผ่านมาดิฉันอาจจะห่างหายไปจากงานเขียนวิจารณ์อัลบั้มค่อนข้างนานเนื่องด้วยการขาดวัตถุดิบทางแรงบันดาลใจซึ่งเชื่อว่าผู้อ่านที่ติดตามงานเขียนมาหลายปีคงจะทราบกันดีว่าแนสทิน่าเป็นคนที่ใช้อารมณ์เขียนงาน คือถุ้าไม่มีอารมณ์คือจบ!!!ต่อให้ชอบแค่ไหนก็เขียนไม่ออก จึงไม่แปลกใจที่แฟนเพจ Hysteriaจะเห็นว่าช่วงนี้ดิฉันจริงจังกับการเขียนนิยายในเพจชนิดเป็นเรื่องเป็นราว

ซึ่งก็คงจะเปรียบเสมือนเป็นจุดอ่อนเพราะต่อให้อยู่ในอารมณ์ซึมกระทือเซ็งเบื่อหรือนอยด์ปานใดก็ตามแต่พอ "ผู้ชาย" ออกอัลบั้มกันมาทีนี่ ดิฉันจะเกิดอารมณ์อยาก(เขียน)ขึ้นมาฉับพลันแถมครั้งนี้นี่ยังเป็นการคัมแบ็คของหนึ่งในวงบอยแบนด์ที่ส่วนตัวดิฉันโปรดปรานที่สุดของฟากฝั่งเกาหลีอย่าง Mblaq อีกต่างหาก ก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยจะได้มีโอกาสเขียนงานถึงพวกเขาจริงๆจังๆเสียที...วันนี้ข้าไขว้นิ้วว่าถึงตายนก็จะไม่ขอพลาดการทำหน้าที่ภรรยา เอ๊ย APLUSที่ดีเจ้าค่ะ

ถ้า2PMมีความสำคัญต่อดิฉันในฐานะวงบอยแบนด์วงแรกที่ทำให้ดิฉันลองเปิดใจฟังเพลงเกาหลีอย่างจริงจังในขณะที่ดงบังชินกิ (สมัยที่ยังสามัคคีครบ5คน) ก็เป็นวงบอยแบนด์ที่เราชื่นชมที่สุดในฐานะไอดอลที่มีศักยภาพรอบด้าน พวกหนุ่มๆ Mblaq - - จีโอ,มีร์,ซึงโฮ,อีจุนและธันเดอร์ - - ของดิฉันก็คงต้องยกให้เป็นวงบอยแบนด์ที่เปรียบเสมือน "รักแรกพบ" ของแท้เพราะเท่าที่จำความได้พวกท่านเป็น"วงเกาหลี"วงเดียวจริงๆค่ะที่ดิฉันรู้สึกปิ๊งตั้งแต่แรกเห็นชนิดที่ไร้ที่ติไร้ข้อครหาในใจใดๆคือกับวงนี้นี่ไม่เคยจริงๆที่เห็นแล้วยี้ อี๋ย์หรือรู้สึกอึดอัดกระอักกระอ่วนในใจใดๆ ต่างจากวงอื่นๆทุกวงที่ดิฉันเขียนมาเพราะส่วนมากจะมีความสัมพันธ์กับดิฉันในแบบ "ด่าก่อนลองสัมผัสมากกว่า" ที่สำคัญที่สุดพวก Mblaq นี่เป็นวงที่ทำให้ดิฉันเข้าใจอาการของแฟนคลับที่ "จิ้น" ว่ามันเป็นยังไง ทุกวันนี้มโนไปเองกับวงนี้แบบสนุกสนานชนิดที่ยังไม่รู้ตัวเลยว่าจะตกลงปลงใจกับใครดี เลือกไม่ได้จริงๆเจ้าค่ะ (แต่รักธันเดอร์สุดนะ 555)/เลวกว่านางวันทองอีกกู

พูดก็พูดเถอะค่ะวินาทีแรกที่ได้ฟังเพลงและได้ดูเอ็มวี Smoky Girl นี่ส่วนตัวแอบรู้สึกละเหี่ยใจนิดๆเพราะกลิ่นแป๊กแรงมากพอๆกับแม่หมอสัมผัสได้จากเพลงของเหล่้า 2PM ในอัลบั้มล่าสุด ยิ่งทรงผมของจีโอนี่ แอร๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย สไตลิสท์รังแกใช่มั้ยคะ?ไปตัดร้านไหนมาแก๊ แฟนจ๋าจะไประเบิดร้านให้ ฮือๆๆๆๆ โฮๆๆๆๆๆ พอได้ลองหยิบ Sexy Beat มินิอัลบั้มชุดที่5มาฟังจากที่คิดว่า "แป๊กแน่" กลับกลายเป็น "ยิ้มออก" เพราะส่วนตัวเพลิดเพลินมากๆกับความหวานละไมกลมกล่อมของงานแนวพ็อพอาร์แอนด์บีหวานๆละมุนละไมที่ส่วนมากเข้าขั้นงานระดับคอนเทมโพรารี่ย์อาร์แอนด์บีักรีดกรายและหรูหรามากยกอัลบั้มมีเพลงเต้นรำแบบเทรนด์ล่าสุดเคพ้อพหลอกมาแค่เพลงเดีวเองกระมังคือซิงเกิ้ลเปิดตัว เป็นหนึ่งในอัลบั้มเคพ็อพที่หลงรักหลงใหลและฟังเพลินที่สุดในรอบปีนี้ทีเดียวกล้าพูดคือชอบพอๆกับงานของพวก Sistar19,Davichi,CN Blueและพี่คิมแจจุง แต่พวกตัวนัดกันกับ2PMรึเปล่าคะเนี่ยทำม๊ายยย ทำไมถึงทำงานออกมาแนวเดียวกันรูปแบบเดียวกันแถมอารมณ์ใกล้เคียงไม่ใกล้สิ "เหมือน" กันมากเลยดีกว่าจนน่าตกใจขนาดนี้ แต่ไม่แย่ ผ่านฉลุย!ชอบๆ

ที่เขาว่าเริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่งนี่ก็คงจริงเพราะ Sexy Beat (4.5/5) แทร็คเปิดอัลบั้มที่ดูเหมือนจะเป็น Intro นำเข้าสู่ตัวงานมากกว่า ฟังแล้วอมยิ้มเลยแพรวพราวมากๆทั้งชั้นเชิงการนำเสนอ การใช้ลูกเล่นเสียงและเรียบเรียงดนตรีชนิดที่ใครชอบงานคอนเทมโพรารี่ย์อาร์แอนด์บีบัลลาดเนิบๆของศิลปินฝั่งอเมริกันแบบอัชเชอร์ไปจนถึงพวกที่ชอบยิงฟัลเซ็ทโทแหลมเฟี้ยวอย่างพริ๊นซ์หรือจัสติน ทิมเบอร์เลคนี่น่าจะเข้าทางถึงแม้ว่าจะร้องเป็นภาษาเกาหลีแต่วัดที่เนือ้งานแล้วก็นับว่าเป็นงานโซลฟูลอาร์แอนด์บีดีๆทีเดียว ทำให้ Sexy Girl (4/5) ซิงเกิ้ลแรกที่ส่วนตัวรู้สึกเฉยๆฟังดูดีมีเสน่ห์ขึ้นในพริบตางานอิเล็คโทรพ็อพเต้นรำแบบแด๊นซ์พ็อพ-เทคโนตื๊ดๆตามเทรนด์เคพ็อพยุคนี้ก็ทั่วไปนะแต่มาฟังฝนอัลบั้มนี้แล้วเซ็กซี่ขึ้นมาอีกระดับ R U OK (4.5/5) งานมิดเทมโพคอนเทมโพรารี่ย์อาร์แอนด์บีกึ่งบัลลาดที่มีเมโลดี้ไพเราะสะดุดหูนับว่าเป็นงานโมเดิร์นอาร์แอนด์บีที่มีการเรียบเรียงภาคดนตรีได้น่าสนใจตั้งแต่โซล ชิลล์แจ๊ซซ์ยันฮิพฮอพเพราะมากๆ สำหรับ Celebrate (4/5) ก็เป็นงานบัลลาดที่เมโลดี้ออกแนวสูตรสำเร็จแบบเพลงบัลลาดเคพ็อพทั่วไปมีเจือความเป็นอาร์แอนด์บีและโซลแถมมาในตัว ก็เพราะดีแต่ยังไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ตื่นตาตื่นใจ เพลงที่5เป็นภาษาเกาหลีโดดเด่นบนบีทกีต้าร์อคูสติคเพราะๆตบเข้ากับบีทอาร์แอนด์บีใสๆเจือโซลหวานๆลอยละล่องเรียบง่ายแต่มีฮุคที่ทรงพลังเอาไป4.5เต็ม5 ปิดท้ายด้วย Dress Up (4.5/5) กรีดกรายไปกับงานโอลด์สคูลย้อนไปช่วงฟั้งค์กี้ย์ดิสโก้70s'หอมละมุนผสานท่วงทำนองของวัฒนธรรมความเป็นโซลและอาร์แอนด์บีที่คอดนตรีผิวสีฟังแล้วถ้าไม่อคติเชื้อชาติก็คงยิ้มรับได้ไม่ยากเย็น

จากที่ตอนแรกตัดสินจากเอ็มวีแล้วรู้สึกผิดหวังเล็กๆแต่พอได้มาลองฟังเต็มๆแล้วไม่มีผิดหวังเลยจริงๆ เนื้องานสมบูรณ์แบบมากๆละเมียดละไม ทรงพลังในการนำเสนอ ลงตัว มีเอกภาพหากแต่สิ่งที่ขาดไปอาจจะเป็นสไตล์ของตัวเองเพราะว่าก็ว่าเถอะงานเทือกๆนี้ศิลปินเกาหลีก็ทำออกมากันเยอะมากๆแต่้โชคดีที่ศักยภาพของโปรดิวซ์เซอร์และตัวนักร้องถึง Sexy Beat จึงกลายเป็นงานเพลงที่ดิฉันกล้ารับประกันว่าคอเคพ็อพโปรดหามาฟังเถิดไม่มีผิดหวัง




วันอาทิตย์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

Jamie Cullun : Momentum



Jamie Cullun : Momentum : Crossover Jazz (75% = 3.5/5)

ถามถึงหนึ่งใน "ศิลปินชาย" ที่ดิฉันโปรดปรานที่สุดตลอดกาล แน่นอนล่ะค่ะว่าชื่อของ "เจมี่ คัลลั่ม" ย่อมติดอยู่ในนั้นด้วย แม้จะไม่ได้ชอบมากมายเทียบเท่ากับกับพี่เจมส์ มอริสันหรือเอมอส ลีที่ถ้าจัดอันดับแล้วคงไม่พ้นเป็นสองอันดับแรก แม้แต่ "จอห์น เมเยอร์" ที่ดิฉันชอบน้อยลงทุกๆวันก็อาจจะชอบมากกว่าแต่ก็ไม่มีทางที่จะหลุดท็อป10ไปแน่นอนสำหรับตาฮ็อบบิทแจ๊ซซ์คนนี้ซึ่งปีนี้ก็ออกอัลบั้มแบบไม่ทันให้ตั้งตัวหรือคาดหวังใดๆ

และด้วยความที่ "ไม่ทันได้คาดหวังใดๆ" อย่างที่บอกกระมังคะ Momentum จึงลอยดาหน้าเข้ามาเป็นหนึ่งในงานที่ไม่ถึงกับสุดโปรดแต่ก็ฟังได้เพลิดเพลินจนเป็นหนึ่งในอัลบั้มที่ทรงอิทธิพลที่สุดอีกหนึ่งชุดสำหรับปีนี้ - - แม้จะช่วงเวลาสั้นๆ - - ไปโดยปริยาย หากแต่ถ้าเจาะกันตามเนื้องานแล้วก็คงจะต้องบอกกันว่าเป็นอัลบั้มที่แลดูธรรมดา เฉยๆ ไปจนถึงงั้นๆที่สุดแล้วตั้งแต่ที่เคยฟังงานทั้งหมดทั้งมวลของพี่เจมี่มาก ไม่ใช่อัลบั้มที่แย่ - - แค่เป็นงานดนตรีมีคุณภาพที่ต่ำกว่ามาตรฐานของความเป็น "เจมี่ คัลลั่ม" ก็แค่นั้น

 หลังจากที่พี่เข้าสู่ตลาดเมนทสตรีมกับอัลบั้มสร้างชื่ออย่าง Twenty Something ที่ยังมีขายแม้แต่ในบ้านเรา (ที่คนฟังแจ๊ซซ์เฉพาะกลุ่มเพียงหยิบมือ) ซึ่งก็เป็นอัลบั้มที่นับว่าพลิกปรากฏการณ์แก่วงการแจ๊ซซ์ฝั่งผู้ดีมากจนหลายคนเข้าใจกันผิดว่าเป็นอัลบั้มแรก จากการเรียบเรียงนำเสนอบทเพลงแจ๊ซซ์ที่นำมาตีความใหม่ได้ถึง มีมิติของความเป็นแจ๊ซซ์ยุคใหม่ที่เปี่ยมด้วยวิญญาณรวมถึงฉีกออกจากกรอบของความเป็นสแตนดาร์ดแจ๊ซซ์ตามธรรมเนียมหนักเข้าก็กลายร่างเป็น "Crossover Jazz" ซึ่งเป็นการจับดนตรีสแตนดาร์ดแจ๊ซซ์มาผสมผสานกับภาคดนตรีหลากหลายและบูรณาการเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว - - ภาษาปากเรียกว่าฟิวชั่น อัลเทอเนทีฟหรือจะโพรเกรสซีฟก็แล้วแต่

ส่วนตัวคิดว่าสิ่งที่ขาดไปในอัลบั้มนี้คือ "ความชัดเจน" เป็นครั้งแรกในการผสมผสานที่หลากหลายและลงตัวเป็นเอกภาพแต่เราที่ตามฟังงานเขามานานกลับสัมผัสไม่ได้ว่า "แก่น" ของอัลบั้มต้องการจะสื่ออะไร? ทั้งนี้ทั้งนั้นในแง่ของเนื้อหาและการนำสนอในรูปแบบของเจมี่ คัลลั่มยังทำได้ดีอยู่จนเชื่อว่าแฟนๆหลายคนที่ตามมาฟังต้องเกิดอาการที่เรียกว่า "ประทับใจ" มากกว่าผิดหวังล่ะนะ แค่เปิดอัลบั้มมากับ The Same Things (4/5) ก็เป็นงานCrossover Jazzที่ครึกครื้นสนานใจด้วยการผสานเอาสแตนดาร์ดแจ๊ซซ์ชนกับอินดี้ร็อคตู้มต้ามอารมณ์บรรเจิดประหนึ่งถ้าแยกพาร์ทดนตรีออกมาก็กล้อมแกล้มว่ากำลังฟังวงร็อคอังกฤษได้อยู่แถมด้วยโพรแกรมมิ่งอิเล็คโทรนิคเฟี้ยวฟ้าวก็มีมาให้ฟังกันยันเสียงกีต้าร์ย้อนยุคเชยลากก่อนจะลากไปจบที่อะแค็พเพลล่าแบบโซล60s' ดูแล้วไม่น่าจะเข้ากันได้แต่ก็เข้ากันได้กลมกล่อมทีเดียวที่สำคัญสรรพสำเนียงการร้องแบบกวนประสาทของพี่เจมี่ยังทำหน้าที่ได้ดีไม่ตก ข้ามมาที่ When I Get Famous (4.5/5) เริ่มต้นมาด้วยเครื่องเป่าละทินบิ๊กแบนด์ปะทะกับเสียงประสานแบบโซลอารมณ์โมทาวน์แท้ๆ ตัวเพลงกรีดกรายมากๆพวกผู้หญิงคุณนายต้องชอบแน่ๆพวกคอละทินโซลละทินแจ๊ซซ์บิ๊กแบนด์ติดฟั้งค์ติดซัลช่าอะไรพวกนี้ เป็นเพลงที่โดดเด่นที่สุดของอัลบั้มนี้แล้วในแง่ของความสมบูรณ์แบบ สีสันและความทรงพลัง สำหรับ Love For $ale (4.5/5) ซิงเกิ้ลแรกของอัลบั้มที่แรกๆรู้สึกงั้นๆแต่ฟังไปฟังมาหลายรอบพาลชอบมากๆชนิดถอนตัวไม่ขึ้น คือเพลงมันดูธรรมดามากๆเป็นสแตนดาร์ดแจ๊ซซ์ปะทะบีทฮิพฮอพดิบดำมืดสนิทแกลมอารมณ์แก๊งคสทาแร็พช่วงท้ายแต่พอฟังไปฟังมานานๆเข้าเพลงแบบนี้แหละตัวตนพี่เจมี่แท้ๆ Pure Imagination (4/5) อีกเพลงหนึ่งที่มีความเป็นเจมี่ คัลลั่มสูงโด่ สแตนดาร์ดแจ๊ซซ์ขมุกขมัวแบบอังกฤษแท้ๆแบบนี้ล่ะแม้ใครอาจจะหาว่าซ้ำซากแต่ส่วนตัวชอบนะ Save Your Soul (4/5) งานแบบพ็อพแจ๊ซซ์เรียบง่ายธรรมดามากๆแต่เมโลดี้เพราะพริ้งสะอาดสะอ้านงามบรรเจิดใจฟังแล้วตาสว่างเลย ชอบการนำเสนอแบบอดัลท์คอนเทมโพรารี่ย์เชิงกอสเพลในตัวเป็นอีกหนึ่งเหตุผลในตัวที่บวกคะแนนใหเ้พราะส่วนตัวแล้วแม้มันจะดูสูตรสำเร็จแต่ดันทำออกมาสัมผัสถึงใจจริงๆค่ะยิ่งส่วนตัวเป็นคนแพ้ความอลังการของออเครสตร้าและการอิมโพรไวซ์ของศิลปินแจ๊ซซ์อยู่แล้ว เจอแบบนี้เข้าไปยิ่งรักเลย มาถึง Get A Hold Of Yourself (4.5/5) เพลงที่เพราะที่สุดของอัลบั้มนี้เป็นงานอคูสติคเบาๆเจือชิลล์แจ๊ซซ์บนความเป็นโฟล์คพ็อพหวานสวยลอยละล่อง ตายไปเลย!!! ปิดอัลบั้มด้วย You're Not The Only One (4/5) ด้วยท่วงทำนองสดใสรื่นเริงสว่างไสวขาวบริสุทธิ์ ติดหูมากๆฟังแล้วอารมณ์ดี

 จะว่าไปเพลงของพี่ฮ็อบบิทแจ๊ซซ์ชุดนี้ก็คลายมนตร์ขลังไปเยอะนะคะ ก็อย่างว่าแหละเนอะพี่สร้างมาสเตอร์พีซไปแล้วใน Twenty SomethingกับCatching Talesที่งานดีมากๆจนกราบ ในขณะที่ The Pursuit ก็เป็นอัลบั้มที่งานก็ดีมากๆมาในชุดนี้เพลงค่อนข้างจะสามัญไปนิดเหมือนช่วงที่กำลังต้องการเชื้อไฟและจินตนาการบรรเจิดใหม่ๆมาเติมเต็มเลยอาจจะดูมีอะไรที่ขาดไปบ้าง แต่เชื่อเถอะค่ะขนาดต้องการการมาเติมเต็มเพื่อให้สมบูรณ์แบบสมกับเป็นงานของเจมี่ คัลลั่มมากกว่านี้แต่งานพี่ก็ยังกินศิลปินเรียบไปกว่าครึ่งค่อนวงการอยู่ดี

วันพุธที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

Armin Van Buuren : Intense



Armin Van Buuren : Intense : Trance (90% = 4.5/5)

หลังจากผ่านช่วงตื่นเต้นของการตบเท้าคัมแบ็คของวงบอยแบนด์เกิร์ลกรุ๊ปเกาหลีสุดโปรดรวมไปถึงเพลงใหม่ของแม่มาลัยกับเจ๊เจโลที่ก็ออกมาเรียกน้ำย่อยให้แฟนคลับสาดน้ำลายกันยกใหญ่ดิฉันก็ถึงจุดตีบตันทางความคิดอย่างหนักเพราะช่วงนี้ก็ไม่ค่อยมีงานของศิลปินท่านใดที่โดนใจจริงๆจังๆถึงกับต้องจับมานั่งเขียน ลงไปเคลียร์รีเควสต์ก็แล้วอะไรก็แล้วแรงบันดาลใจก็ยังไม่ยักเกิด ไปๆมาๆไล่ลงไปดูรูปด้านล่างๆของเพจถึงกับอุทาน "ตายห่า!!!" นี่ดิฉันแปะอัลบั้มใหม่ของพี่อาร์มินไว้นานจนถึงกับลืมไปเลยหรือไรว่าจะเขียน...ว่าแล้วก่อนที่จะโดนคนอ่านก่นด่ามากไปกว่านี้เราก็ต้องรีบทำหน้าที่แฟนจ๋าที่ดีแบบไม่รอช้า(ไปกว่านี้ ^ ^)

"อาร์มิน ฟาน บูเรน" โปรดิวเซอร์และดีเจแนวแทรนซ์สุดหล่อจากเนเธอร์แลนด์ที่ดิฉันหมายมั่นปั้นมือไว้ว่าหากเขาคนนี้สั่งสมบารมีมากมายมหาศาลถึงขีดสุดเมื่อไร พี่ดีเจดัตซ์ท่านนี้ล่ะจะมาเด็ดหัว "เดวิด เกตต้า" โปรดิวซ์เซอร์และดีเจแนวเฮ้าส์ที่อดีตเคยเก๋แต่ตอนนี้กลายเป็นอะไรไปแล้วก็ไม่รู้พอส่งตัวเองเข้ากระแสหลักได้การทำเพลงของพี่ก็ถอยหลังลงคูจมใต้ตมไปเลยนี่พี่อาร์มินของดิฉันก็เริ่มจะมีชื่อบ้างในแวดวงเมนทสตรีมแล้ว - - ว่าก็ว่าเถอะด่าตาเกตต้าไว้มากกลัวว่าคนของดิฉันจะไปซะเองน่ะสิ

 อย่างไรก็ตามหลังจากที่ฟัง Intense จบทั้งอัลบั้มแล้วค่อยหายใจหายคอทั่วท้องหน่อยโดยรวมก็ยังคงเป็นงาน "แทรนซ์" ตึ๊บๆตามแบบฉบับพี่อาร์มินที่คุ้นเคยที่แม้ว่าท่วงทำนองจะดูเอาใจตลาดขึ้นแต่ลูกล่อลูกชนมิติในการนำเสนอพัฒนาขึ้นไปมากทีเดียว เอาแค่ไทเทิ่ลแทร็คเปิดอัลบั้มอย่าง Intense (4.5/5) ที่ยาว 8นาทีกับอีก47วินี่ก็แสดงให้เห็นเด่นชัดไปเลยกับการทดลองขยำหยิบจับซาวนด์ต่างๆไม่ว่าจะจะลูกเล่นของความเป็นEDM บีทเทคโนตึ๊บๆชวนหัวหมุนและความเป็นคลาสสิคคัลจากเครื่องสายเพราะๆที่วาดลวดลายบนท่วงทำนองของแทงโก้ร้อนแรงผลลัพธ์ออกมาเป็นงานโพรเกรสซีฟแทรนซ์ที่มีมนตร์เสน่ห์และสีสันในตัวสูง แพรวพราวมากๆ

This Is What It Feels Like ft.Trevor Guthrie (4/5) พูดก็พูดเถอะรูปแบบการนำเสนอเป็นสูตรสำเร็จที่ถอดแบบเดียวมากับงานของพวกเดวิด เกตต้าหรือคาลวิน แฮร์ริสเลย งานอิเล็คโทรพ็อพตามสมัยนิยมที่หาได้ทั่วไปในยุคนี้มันก็ติดหูดีแต่อาจจะไม่ค่อยชอบเท่าไร อย่างไรก็ตามคงหาว่าพี่ก็อปพวกเขาไม่ได้เพราะถ้าติดตาอาร์มินมาพอสมควรจะรู้ว่าแนวๆนี้พี่ก็เล่นมานานแล้วเพียงแต่ไม่โจ่งแจ้งเมนทสตรีมเท่านี้ ต่อด้วย Beautiful Life Ft. Cindy Alma (4.5/5) นี่ค่อยหายใจทั่วท้องหน่อยนึกว่าจะคลายความเก๋ไปซะแล้ว แค่เปิดมาด้วยบีทเทคโนตึ๊บๆสุดฮิพนั่นก็รู้แล้วว่าไม่ธรรมดาตัวเพลงหยอดความเป็นแฟชั่นบนท่วงทำนองของพ็อพแทรนซ์และยูโรบีทเปรี้ยวๆที่พี่อาร์มินทำได้ดีเสมอ น่าจับไปเปิดบนเวทีแคทวอล์คมากๆ  Waiting For The Night (4.5/5) ที่มาแบบสูตรสำเร็จสไตล์อาร์มิน ฟาน บูเรนแท้ๆแต่ก็ชนะใจทุกครั้งส่วนตัวเป็นคนที่ไม่ชอบงานโพรเกรสซีฟแทรนซ์แบบเทคโนจ๋าEDMจัดๆแบบนี้อยู่แล้วแต่ฟังเพลงแนวๆนี้จากฝีมือดีเจชาวดัตท์มากความสามารถท่านนี้ทีไรแล้วยอมศิโรราบทุกที ดนตรีหนักๆกับเสียงร้องโหยหวนทรงพลังหลอนหูของ Fiora ทำเอาอะดรีนาลีนในตัวพุ่งพล่าน ในAlone(4.5/5)ที่ร่วมงานกับ Lauren Evans ก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งเพลงที่ติดหูและทรงพลังเป็นอันดับต้นๆ ถ้าไม่ตั้งแง่ไปซะก่อนว่าภาคดนตรีก็ไม่ได้ขยับไปไหนมากนักก็นับว่าเป็นแทร็คที่ดีทีเดียว ที่เหลือก็ฟังได้เพลิดเพลินเจริญใจนับว่าเป็นอัลบั้มเพลงอิเล็คโทรนิคเต้นรำและแทรนซ์ที่เก็บเอกภาพได้ดีทีเดียว

เชื่อว่าคงไม่พ้นโดนคำครหาว่า "มาแนวเดิมๆ" และก็ "มันก็เหมือนกันไปหมดทั้งอัลบั้ม" แต่ถ้าจับรายละเอียดดีๆลูกล่อลูกชนของพี่แพรวพราวน่าสนใจขึ้นกว่าเดิมมากทีเดียวแม้จะตลาดขึ้นแต่ก็ยังดูไว้ลายซึ่งสไตล์อันมีรสนิยมการนำเสนออันดีของตัวเองมันก็ดีไปอีกแบบนะที่เขาทำเพลงเข้าถึงง่ายขึ้น นอกจากนี้เรื่องเอกภาพสุดยอดมากๆเหมือนกับเดินเข้าไปคลับที่พี่เขาเป็นดีเจมาเปิดแผ่นให้ฟังตลอดชั่วโมงกว่าสุดหฤหรรษ์กว่า15แทร็คในอัลบั้มหลอมรวมวิญญาณเข้ากันเป็นหนึ่งเดียวแัเนรมิตสภาพแวดล้อมของคลับเพลงแทรนซ์อันแสนมหัศจรรย์

วันพฤหัสบดีที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

Lil' Kim : Hard Core



Lil' Kim : Hard Core : East Coast Hip-Hop/Dirty Rap/Hardcore Rap (94% = 5/5)

 ตลอด10ปีที่เขียนวิจารณ์มานี้ส่วนตัวก็ได้ทำความรู้จักกับดนตรีค่อนข้างจะหลากหลายแขนงพอตัวทีเดียว แต่ถ้าถามว่า "มีเพลงแนวไหนมั้ยที่บ.ก.นิตยสารHysteriaไม่ชอบ ชนิดที่ไม่ได้วนเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันเลย?" ก็นอกจากเมทัลกับลูกทุ่งไทยแล้วหนึ่งในนั้นก็ต้องพ่วงชื่อของ"ฮิพฮอพ"และ"แร็พ"เข้าไปด้วยว่าเป็นแนวดนตรีที่ไม่ถูกโรคกับดิฉันเอาเสียเลย

ซึ่งก็แปลกอยู่นะคะเพราะปกติเป็นคนออกตัวเสมอว่าชอบงานแนว "เออร์บัน" คือพวกอาร์แอนด์บี โซล บลูส์ ฟั้งค์และแจ๊ซซ์อะไรพวกนี้นี่ฟังได้หมดแต่กับฮิพฮอพนี่ต้องขอเว้นไว้จริงๆฟังนานๆแล้วปวดหัวพาลอารมณ์เสียจะอ้วกเอาด้วย แต่ในทุกสิ่งอย่างมันก็ย่อมมีข้อยกเว้นนะคะเพราะถึงแม้ว่าคุณไม่ชอบแนวเพลงแต่ถ้าชอบการสื่อสารหรือตัวตนของศิลปินเราก็อาจจะสามารถเปิดใจยอมรับฟังดนตรีแขนงนั้นๆในบางเวลาและบางโอกาสได้ อย่างเช่นที่ดิฉันก็สามารถอยู่กับเพลงขอวพวก Rammstein,Cradle Of Filth,เอมิเน็มหรือเรฟรันได้โดยไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจใดๆ

 ในชีวิตนี้ศิลปินที่รักใคร่ชอบพอถึงขั้นออกปากเรียกว่า "แม่" นี่มีไม่เยอะนะคะเท่าที่ดิฉันจำได้คนที่ดิฉันออกตัวเรียกว่าแม่ในวงการนี้ชนิดสม่ำเสมอชินปากก็เห็นจะมีแต่แม่มาลัย "มารายห์ แครี่ย์" คนเดียว คิดดูว่าขนาดคนที่ชอบมากกว่าอย่างคริสทิน่า อากิเลร่าหรือมาดอนน่าเองเอาจริงๆดิฉันยังไม่เรียกพวกนางว่าแม่ด้วยซ้ำแล้วนับประสาอะไรกับแวดวงฮิพฮอพที่ส่วนตัวไม่ชอบงานแนวๆนี้เป็นทุนอยู่แล้วคาดว่าก็คงจะออกปากเรียกใครว่า"แม่"ยาก แต่แล้วมีแร็พเพอร์หญิงอยู่นางนึงค่ะที่ทำลายการคาดคะเนของตัวดิฉันเองเสียพังทลายราบคาบ เธอคนนี้ทำให้ดิฉันยอมกราบกรานเรียกยกให้เธอเป็น "คุณแม่" เฉพาะในแวดวงฮิพฮอพเลยทีเดียว ชอบเพลงเธอเหรอ?ก็ชอบอยู่! สัมผัสอะไรจากตัวเธอได้เป็นพิเศษ?ไม่เลย! เธอดูอบอุ่นน่ารักเสพย์ผลงานแล้วบังเกิดแรงบันดาลใจเหมือนเวลาฟังเพลงมารายห์? ผิดมหันต์!!!! - - เอาจริงๆแล้วที่เราต้องยกเธอเป็น "แม่" นี่ไม่ใช่ว่ารักในตัวเธอหรือเคารพผลงานแต่ประการใด แต่เป็นเพราะว่านังคนนี้นี่แม่งแสบทรวงเด็ดสะระตี่จริงๆชนิดที่ต้องจุดธูปไหว้พันผ้าเจ็ดสียาวเจ็ดศอกแล้วทูนขึ้นหิ้งบูชาจริง อย่าหาว่าหยาบคายนะคะแต่คนห่าอะไรก็ไม่รู้ "คุณสมบัติครบถ้วน" ตรงต้องกับคุณสมบัติของกุลสตรีตัวอย่างที่ดิฉันนิยามจริงๆ ตั้งแต่เป็นเมียน้อยเขา พฤติกรรมการแต่งตัวนุ่งลมห่มฟ้าที่อีกนิดก็เรียกได้ว่าแทบจะแก้ผ้าเดินอยู่แล้ว สรรพสำเนียงการแร็พของนางรึก็ต่ำเตี้ยติดดินไพร่สถุนได้ใจมากๆไปกันได้ดีกับเนื้อหาที่มีแต่เรียกร้องสิทธิสตรีเพศ ด่ากราดสาดกระสุนไปยันเรื่องใต้สะดือที่อันหลังดูเหมือนว่านางจะชอบเป็นพิเศษเพราะจะกี่อัลบั้มนางก็สามารถวนไปวนมากับเรื่องนี้คั้นสดออกมาเป็นดนตรีฝากคนฟังได้ทุกอัลบั้มแถมเนื้อความยังตรงเผงขวานผ่าซากชนิดที่ไม่ต้องเล่นคำหรืออ้อมค้อมใดๆเลยถ้านั่งฟังงานเธอแล้วอ่านเนื้อหาไปด้วยคงไม่พ้นได้ตาเหลือกพลางเอามือปิดปาก "จัญไรไปมั้ยคะ?" ขอการันตีว่าพวกที่คิดว่าเพลงของมาดอนน่าหรือเจเน็ตนี่ทะลึ่งตึงตังแล้วลองมาฟังงานที่ดิฉันกำลังพูฏดถึงชุดนี้ดูแล้วจะรู้ว่าทีเด็ดนี่ยังไม่รวมถึงวีรกรรมที่นางเคยเข้าไปอยู่ในคุกสร้างประวัติศาสตร์แร็พเพอร์หญิงคนแรกที่ไปนอนในมุ้งสายบัวจ นพวกแร็พเพอร์ชายในวงการถึงกับตบเท้ามาออกปากชมว่าอี "ลิลคิม" นี่แม่งเจ๋งจริงๆว่ะ และวันนี้เพจนิตยสารHysteriaขอนำเสนอเรื่องราวทางดนตรีของ "ลิลคิม" กับสตูดิโออัลบั้มชุดแรกที่มีชื่อชวนเสียวไส้ว่า "Hard Core"(อีนี่ซอฟต์แบบชาวบ้านชาวช่องเขาไม่เป็นเลยใช่แมะ?)หนึ่งในอัลบั้มฮิพฮอพสุดอื้อฉาวในตำนานจากรีเควสต์ของน้อง "พีระดล รักษาชนม์" คนอ่านเพจค่ะ

สำหรับอัลบั้ม "Hard Core" เป็นสตูดิโออัลบั้มชุดแรกในปี1996ของอาเจ๊ลิลคิมที่สามารถทำอันดับได้ถึงที่11บนบิลบอร์ดอัลบั้มชาร์ตซึ่งถ้าจำไม่ผิดนี่น่าจะเป็นงานของแร็พเพอร์หญิงที่ทำอันดับบนชาร์ตได้สูงที่สุดของช่วงเวลานั้นเลยทีเดียว รูปแบบการนำเสนอดนตรีฮิพฮอพของลิลคิมในอัลบั้มนี้มาในแบบ "อีสต์โคสต์ฮิพฮอพ" ที่เป็นงานฮิพฮอพแร็พฝั่งตะวันออกที่มีตั้งแต่จังหวะสนุกๆบนซาวนด์เต้นรำมากสีสัน ไปยันมืดหม่นดิบดุออกแนวแก๊งคสทาแร็พยันฮาร์ดคอร์แร็พกลายๆจนถึงเจืออารมณ์ของความเป็นโอลด์สคูลจากวัฒนธรรมดนตรีผิวสีย้อนยุคทั้งอาร์แอนด์บี โซลจนถึงแจ๊ซซ์ถ่ายทอดผ่านสรรพสำเนียงการแร็พที่มีตั้งแต่อารมณ์เท่ห์ออกสตรีทไปยันสัปดี้สีปะดนเป็น "เดอร์ตี้แร็พ" ที่ภาคเนื้อหาชวนหวาดเสียวติดเรทสมชื่ออัลบั้ม (นับว่าในแง่ของการคีปคอนเส็ปท์นางตีโจทย์คำว่า Hard Core ได้แตกกระจุยเพราะแต่ละเพลงนี่งามเข้าไปในไส้เลย หยาบโลนต่ำไพร่ถ่อยได้ใจข้าจริงๆ) ซึ่งก็เป็นจุดที่ทำให้งานชุดนี้ก้าวขึ้นไปเป็นอัลบั้มฮิพฮอพระดับตำนานคลาสสิคขึ้นหิ้งของยุค90s'โดยฝีมือแร็ปเปอร์หญิงด้วยความที่ภาคเนื้อหาการนำเสนอและความงดงามทางภาษาวาทะศิลป์ของอัลบั้มนี้นี่เป็นที่ฮือฮาโจษจันระบือกันไปทั่วทั้งบาง มันจะสยองแค่ไหนก็คิดเอาสิคะยุคนั่นแร็พเพอร์ชายแน่ๆตั้งเยอะแต่งานชุดนี้ของนางลิลคิมหลุดมาขึ้นแท่นเป็นงานคลาสสิคที่สร้างความระทึกชนิดปรากฏการณ์ได้ หึหึหั

แค่เปิดอัลบั้มมากับ Intro In a-Minor พวกคุณๆก็จะรู้ว่าดิฉันมิได้สาธยายสรรพคุณใดๆเกินจริงไปซักกะผีกยังกับนั่งฟังเสียงในคลิปหนังXล่อซะดิฉันใจหายใจคว่ำ ตามติดมาด้วย Big Momma Thang Ft.Jay-Z and Lil' Cease (4.5/5) ที่มาในอารมณ์อีสต์โคสต์ฮิพฮอพเท่ห์ๆออกแนวสตรีทแร็พที่เมโลดี้สวยงามงดหมดจดตลอดทั้งเพลแถมอีเจ๊ยังแร็พได้ใจมากๆคือถ้าจะให้ฟังฮิพฮฮพส่วนตัวก็จะชอบฮิพฮอพอารมณืประมาณนี้น่ะค่ะ เท่ห์อ่ะชอบ!!! ต่อด้วย No Time Ft. Puff Daddy (5/5) งานสไตล์เดอร์ตี้แร็พทะลึ่งตึงตังที่ประสานวัฒนธรรมความเป็นแก๊งสทาของอีสโคสต์เข้ากับกลิ่นอายความเป็นโอลด์สคูลทั้งโซลและพรมเพียโนแจ๊ซซ์พลิ้วไสวผนวกลงสู่ฮิพฮอพได้อย่างลงตัวตอบโจทย์เราได้อย่างครบถ้วน แค่ดูชื่อคนมาร่วมงานก็การันตีได้แล้วถึงความไม่ธรรมดา แต่จะว่าไปเพลงหล่อนหยาบได้ใจจริงๆค่ะ ซูฮกเลย  แทร็คที่โดดเด่นจนน่าจับตาอีกเพลงเห็นจะไม่พ้น Not Tonight Ft.Jermaine Dupri (4/5) ที่ดันแทรกเอาอิทธิพลของซาวนด์แบบ G-Funk ที่พัฒนามาจากรากฐานของฝั่งเวสต์โคสท์เขาด้วยงานแบบแก๊งคสทาแร็พฝั่งตะวันตกที่โดดเด่นแพรวพราวบนมิติของซินธิ์และคอนเทมโพรารี่ย์อาร์แอนด์บีเจือโซลฟูลลอยๆสวยๆน่ะค่ะ นับเป็นอีกแทร็คมีพลังในตัวสูง ในขณะที่ Spend a Little Doe (4.5/5) งานฮิพฮอพอาร์แอนด์บีหม่นๆที่แซมเพิ่ลความเป็นโอลด์สคูลด้วยกลิ่นโซลและแจ๊ซซ์พอประพิมประพาย นี่ก็คิดว่าน่าสนใจในแง่ของการใช้เสียงและอินเนอร์ของลิลคิมที่ส่วนตัวไม่คิดว่าเธอจะทำแบบนี้ได้ จะว่าไปเหมือนกับเป็นงานคอนเทมโพรารี่ย์อาร์แอนด์บีที่ลงเสียงเป็นแร็พมากว่า สำหรับคนที่ชอบงานสไตล์อีสโคสต์ฮิพฮอพที่เป็นเดอร์ตี้แร็พไปยันท่วงทำนองเก๋าๆถ่อยๆแบบแก๊งคสทากึ่งฮาร์ดคอร์แร็พก็น่าจะชอบ Drugs Ft.Notorious B.I.G. (4.5/5),Queen Bitch (4.5/5)และM.A.F.I.A. Land (4/5) นับว่ามีสีสันในตัวสูงแต่สีสันที่ว่านี่คือมืดๆดิบๆนะคะ ไพร่ได้ใจ มีหีบห่อและเป็นเอกภาพมากมายโดยแท้

เป็นงานฮิพฮอพเนื้อหาแรงๆที่ฟังจบแล้วกับอิ่มเอมประทับใจมากกว่าขยาดหรือปวดหัว เพลงนางลิลคิมเห็นหยาบโลนดำปิ๊ดปี๋แบบนี้แต่กลับฟังได้ระรื่นหูแถมดนตรีที่หยอดแซมเพิ่ลกลิ่นโซลกลิ่นแจ๊ซซ์มายังไพเราะเสนาะหูละเมียดละไมไม่ใช่เอะอะก็เอาแต่ความหยาบถ่อยจิ๋มๆจู๋ๆเข้าว่าอย่างที่คาดการณ์กัน นับว่าเด็ดดวงกว่างานของศิลปินชายอกสามศอกจากสายดนตรีเดียวกันหลายๆคน


วันอังคารที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

Westlife : Coast To Coast



Westlife : Coast To Coast : Pop (75% = 3.5/5)

ย้อนไปเมื่อสมัย10กว่าปีที่แล้วในบ้านเราเชื่อว่าไม่มีคอเพลงสากลท่านใดที่ไม่รู้จักวงบอยแบนด์5อวบจากไอร์แลนด์อย่าง Westlife ที่ในช่วงเวลานั้นอันเป็นช่วงเวลาของศิลปินบอยแบนด์อาทิ Nsync,A1ยันลุงๆBackstreet's Boysที่ยังยืนผงาดง้ำค้ำแวดวงเมนทสตรีมครองใจวัยรุ่นทั่วโลกกันอยู่ ซึ่งก่อนอื่นต้องขอสารภาพว่าเอาจริงๆแล้วส่วนตัวดิฉันไม่ค่อยถูกชะตากับวงนี้เท่าไรแต่เผอิญเป็นช่วงเวลาที่เหมาะัเจาะพอดีเนื่องจากได้รีเควสต์จากคุณน้อง Sunny 's Cyrn คนอ่านเพจ Hysteria ซึ่งคุณน้องร่อนรีเควสต์มาได้ตรงเผงถูกที่ถูกเวลา เพราะมองจากสภาพแวดล้อมของดนตรีในตลาดเมนทสตรีม ณ ช่วงเวลาล่าสุดแล้วประกอบกับที่วินาทีนี้ศิลปินเกาหลีบุกมาคัมแบ็คให้บ.ก.มากระหน่ำรีวิวใน Hysteria คิดไปคิดมาก็กลัวคนอ่านจะเบื่อเพราะจับมุขบ.ก.กันได้หมดแล้วเขียนเกาหลี เดี๋ยวก็ทำเป็นดัดจริตสลับไปเขียนอินดี้แล้วก็มาหากินกับพวกศิลปินดิว่าแล้วก็เอาอะไรแปลกๆมาคั่นอัลบั้มสองอัลบั้มก่อนจะกลับไป "เกาหลี" อีกที...คิดไปคิดมา "เขียน Westlife บ้างก็เก๋ดีเหมือนกันนะ"

อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่าสำหรับดิฉันแล้ว "Westlife" - - ไบรอัน,เคียน,เชน,นิคกี้และพี่มาร์คขาขวัญใจป้าก๊อฟ ศรีวิการ์อดีตกองPop - - ในช่วงนั้นเป็นอะไรที่ไม่ถูกโรคด้วยอย่างแรงชนิดขยาดแกมขนลุกขนพอง คือเพลงพวกพี่มันก็เพราะกันดีหรอกค่ะไม่มีใครปฏิเสธได้ลงคอแต่แบบพัฒนาการโดยรวมเท่าที่ดิฉันติดตามมาโดยผิวเผินแล้ววงของพวกพี่นี่เป็นอะไรที่แบบ "ซ้ำซาก" เน่าสนิทจริงๆในความรู้สึกส่วนตัวจากอกบึ้มๆของดิฉัน (เช่นเดียวกับเอ็มวีที่เดินวนไปวนมาทั้งเอ็มวีชนิดถ้าจับลงแข่งเดินทนโอลิมปิคนี่พวก5หน่อนี่จะต้องเป็นตัวเต็งเรียนทองแน่ๆ เมื่อยแทนว่ะ!!!) แถมด้วยเพลงเพราะๆของคุณพี่หลายเพลงไม่ว่าจะเป็น Fool Again,Uptown Girl,Flying Without Wings,I Lay My Love On YouและMy Loveที่ก็มาขนบเดียวกันทั้งหมดจนน่าจะเป็นเพลงเดียวกันได้ในวันนั้น(จนถึงวันนี้)ก็เปิดกระหน่ำทุกซอกทุกมุมหาได้ทั่วไปเวลาโดดเรียนพิเศษไปซื้อเสื้อผ้าที่สยามสแควร์,บนรถแท็กซี่,ประกวดแปลเพลงในงานสัปดาห์ภาษาอังกฤษไปยันคลื่นวิทยุต่างๆที่ทุกวันนี้ก็ยังพร้อมใจเปิดเพลงพวกพี่กันอยู่ โดยเฉพาะอีMy Loveนี่ไม่รู้ว่าจ้างเปิดไปเท่าไรนะคะพอๆกับพวกShape Of My HeartหรือI Want It That WayของลุงๆBackstreet's Boysที่ป่านนี้พวกท่านก็ยังไม่ยอมกลับประเทศกันเสียที

อย่างไรก็ตามพอมาถึงวันนี้ - - วันที่วุฒิภาวะโตขึ้น เปิดใจมากขึ้นและมองอะไรกว้างและลึกขึ้นกว่าจะไหลไปตามลมปากหรือกระแส - - ต้องขอขอบคุณคุณน้อง Sunny's Cyrn มากเลยทีเดียวนะคะที่อุตส่าห์รีเควสต์อัลบั้มชุดนี้มา พอได้มาฟังแบบเต็มๆอีกครั้งในวันนี้มุมมองและความรู้สึกที่มีต่ออัลบั้ม Coast To Coast เป็นอะไรที่ต่างออกไปจากเมื่อสิบกว่าปีก่อนโดยสิ้นเชิง งานดนตรี "พ็อพ" ละมุนละไมสะอาดสะอ้านตามแบบฉบับของงานพ็อพของพวกบอยแบนด์แท้ๆชุดนี้ในวันนี้ - - วันที่ดนตรีเมนทสตรีมกลายเป็นขยะไปโดยสิ้นเชิงแล้ว - - กลับมอบมุมมองและความรู้สึกอีกแง่หนึ่งที่สวยงาม อบอุ่นและแน่นอนไพเราะหวานหูรับประทานได้แบบที่สำคัญที่สุด "ความสมควรที่จะดัง" ในแบบฉบับที่ดนตรีพ็อพเคยเป็น แม้ว่างานชุดนี้จะเน้นหนักไปทางบัลลาดอาจจะเนิบเนือยจนหงอยไปบ้างกว่าจะฟังจบแต่ชั้นเชิงของการเรียบเรียง พลังของเมโลดี้และท่อนฮุคเพราะๆสุดแสนอัจฉริยะนั้นทำให้วันนี้ไม่แปลกใจว่าทำไม Coast To Coast ถึงได้เป็นหนึ่งในอัลบั้มที่เข้าขั้นปรากฏการณ์ในปี2000

 เนื่องจากเพลงในอัลบั้มมีมากมายเหลือเกินจึงขอเขียนถึงเฉพาะเพลงที่ชอบจริงๆและเพลงที่มีลูกเล่นน่าสนใจเหมาะแก่การรีวิว แค่เปิดอัลบั้มมากับ My Love (5/5) ที่ทำเอาเราหวนนึกถึงวันวานเมื่อสิบกว่าปีก่อนตั้งแต่เมโลดี้ขึ้นต้นมาเมื่อก่อนเคยก่นด่าว่ารำคาญเพลงนี้เปิดกันจังเปิดอยู่ได้แต่พอมาฟังตอนเขียนวิจารณ์เอาสิบกว่าปีให้หลังนี่อายตัวเองที่แค่เพลงเดียวกดออโต้รีเพลย์นั่งฟังวนไปวนมากว่ายี่สิบรอบ มาถึงขั้นนี้คงปฏิเสธไม่ได้ถึงความไพเราะ ทรงพลังและความเป็นงานพ็อพบัลลาดที่องค์ประกอบครบถ้วนสมบูรณ์แบบจนต้องยกให้เป็นหนึ่งในตำนานของเพลงพ็อพแห่งยุคมิลเลเนียม ขึ้นหิ้งเพลงคลาสสิคของโลกไปแบบไร้ข้อกังขา (เชอะ!) Against All Odds ft. Mariah Carey (4/5) งานพ็อพบัลลาดพรมเพียโนงามระยับพลิ้วไสวที่ไปเกี่ยวก้อยเอาแม่มาลัย "มารายห์ แครี่ย์" ที่ดิฉันรักใคร่กราบไหว้บูชามาร่วมโหยเสียงโชว์ลูกคอเพราะๆและพลังปอดพอท้วมๆในเพลงส่วนตัวชอบพาร์ทที่แม่มาลัยเธอโซโล่ช่วงคอรัสแล้วพวก5อวบเธอประสานเสียงฮู้ๆฮ้าๆเชิงกอสเพลเป็นแบ็คกราวนด์ฟาดฟันกับเครื่องสายออเครสตร้าสุดอลังการนั่นแล จำไม่ผิดเพลงนี้มีรวมอยู่ในอัลบั้ม Rainbow ของนางมาลัยด้วยนี่!!! ใช่มั้ยคะ? What Makes A Man (3.5/5) งานบัลลาดสูตรสำเร็จที่จะว่าไปก็งั้นๆฟังได้เพลินๆเพราะมั้ย? ก็โอเคนะแต่พอมาเจอการประสานเสียงแบบอะแค็พเพลล่าช่วงคอรัสนี่ทำเอาตื่นเลย จะแพ้ก็แค่ Boyz II Men ละมั้งพ่อคู๊ณณณ  I Lay My Love On You (4.5/5) งานทีนพ็อพใสๆที่ไพเราะติดหูตั้งแต่รอบแรกวินาทีแรกที่ฟังส่วนตัวชอบนะคะถึงแม้ว่าจะสลัดตัวเองออกมาไม่พ้นเงาของพวกลุงๆBSBก็เถิด ไม่ได้หาว่าก็อปนะแต่แนวๆนี้Backstreet's Boysเขาทำมาจนเป็นเครื่องหมายการค้าไปละ Angel's Wings (4.5/5) เนื้อเสียงแน่นๆทรงพลังดวลกับเครื่องสายช่วงขึ้นต้นทำให้นึกถึงบัลลาดโชว์พลังเสียงแนวมิวสิคคัลมาตะหงิดๆซึ่งการเรียบเรียงก็มาสายนั้นเลยนะคะอดัลท์คอนเทมโพรารี่ย์ ออเครสตร้า อะแค็พเพลล่าและกลายร่างเป็นกอสเพลในช่วงจบ นับว่าเป็นงานบัลลาดสูตรสำเร็จที่เนื้องานงามระยับเหนือสูตรสำเร็จดาดดื่นทั่วไปหลายช่วงตัว ฟังแล้วขนลุก เอาล่ะถึงเวลาที่จะเลือกสักเพลงปิดรีวิวส่วนตัวขอเลือก Fragile Heart (3.5/5) ที่โดดเด่นด้วยการเรียบเรียงดนตรีที่แตกต่างออกไปตั้งแต่โพรแกรมมิ่งช่วงอินโทรไปหาบีทกีต้าร์อคูสติคก่อนจะพรมเครื่องสายและประโคมสูตรสำเร็จของดนตรีแบบ Westlife ลงไปหลังจากนั้นดนตรีไพเราะอื้ออึงและการประสานเสียงอลังการชวนขนลุกสมใจค่ะ


ก็นับว่าเปรียบเสมือนถูกหวยไปที่เลือกลัดรีเควสต์นี้ขึ้นมาเขียนก่อน จะว่าไปบางทีบางอัลบั้มสำหรับบางคนอาจจะต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ยิ่งช่วงเวลาที่ดนตรีพ็อพรอบตัวมีแต่อิเล็คโทรนิคจืดชืดกับสูตรสำเร็จซ้ำซากซินธิ์ปลอมๆ ออโต้จูนเสร่อๆและเอะอะไรก็จะดั๊บสเต็ปฟังแล้วมึนเวียนอ้วกแทบจะพุ่ง การกลับไปล้างหูด้วยดนตรีพ็อพหวานๆเมโลดี้สวยๆเสียงร้องสดๆเพราะๆกระจ่างใจใน Coast To Coast นี่นับว่าเป็นหนทางที่ดีที่สุดประดุจดวงตาเล็งเห็นแสงแห่งธรรม ต่อไปนี้จะไม่ว่าพวกตัวซ้ำซากแล้วจ้า/อนึ่ง....หวังว่าดนตรีในอีก10ปีข้างหน้าจะไม่มีอะไรที่แย่กว่าดนตรีในวันนี้