วันจันทร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

Putumayo : American Blues



Putumayo : American Blues : Blues/Soul (100% = 5/5)

ช่วงก่อนหน้านี้อาจจะเห็นดิฉันเขียนงานวิจารณ์ถึงงานดนตรีพ็อพเมนทสตรีมบ่อยอาจจะเป็นเพราะว่าเป็นช่วงเวลาหนึ่งที่อิทธิพลของดนตรี "พ็อพจ๋า" ไหลเวียนในตัวและส่งอิทธิพลต่อชีวิตประจำวันจนเป็นความผูกพันที่ระบายผ่านงานเขียน เช่นเดียวกันกับที่ความรู้สึกบอกว่า "ดนตรี" นอกกระแสกำลังจะกลับมาเป็นเพื่อนให้ดิฉันฟังและเขียนงานรีวิวให้ท่านผู้อ่านกันในช่วงเวลายาวๆอีกครั้ง ขอประเดิมการกลับมาเขียนวิจารณ์อัลบั้มเพลงนอดระแสอีกครั้งกับซีรี่ยส์ชุด "American Blues" จากค่าย Putumayo - - ค่ายดนตรีเวิลด์มิวสิคที่น่ารักที่สุด - - กับการเอาใจคอเพลง "เออร์บันคอนเทมโพรารี่ย์" จำพวก "บลูส์" ซึ่งก็ระบุชัดเจนตรงตามชื่อนะคะว่า "ดนตรีบลูส์แห่งอารยธรรมอเมริกัน"

ก่อนหน้างานชุดนี้ทางค่ายเคยประสบความสำเร็จกับซีรี่ยส์ชุด Mali To Memphis : An African-American Odyssey ในปี1999ซึ่งก็เป็นงานที่รวบรวมเอาวัฒนธรรมของดนตรีบลูส์ตั้งแต่บลูส์ที่มีรกรากจากแอฟริกาแท้ๆมาถึงดนตรีบลูส์ตามวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำสไตล์มะกัน สำหรับ American Blues เป็นอะไรที่ต่างออกไปนิดนึงคือ "แขนง" ของดนตรี "บลูส์" ในงานชุดนี้คืออะไรก็ตามที่เป็นรากฐานของงานบลูส์สไตล์ "อเมริกัน" คือมีตั้งแต่ดนตรีบลูส์แท้ๆเรียบง่ายบนกีตาร์อคูสติค เดลต้าบลูส์ บูกี้วูกี้ไปยันบลูส์ที่ผสานกับแจ๊ซซ์ โซล กอสเพลจนถึงตัวงานที่เข้าหมวด "อาร์แอนด์บี"

เอาเข้าจริงอยากจะแนะนำให้ฟังทั้งอัลบั้มมากกว่าเจาะเป็นแทร็คๆไปถึงจะเข้าถึงความเข้มข้นสุดพระเดชพระคุณแต่ถ้าให้เลือกก็ขอเริ่มที่ Get Next To Me จากตำนานบลูส์ "บี.บี. คิง" ที่คนชอบงานบลูส์โซลอารมณ์บิ๊กแบนด์แบบเข้มๆประมาณช่วงกลางยุค 50's ไปจนถึงช่วงยุคเพลงอาร์แอนด์บีและโซลในโมทาวน์น่าจะชอบ Hand It Over โดย Keb' Mo'นี่ก็เพราะพริ้งมากมายกับงานบลูส์เรียบๆบนกีตาร์อคูสติคและเสียงประสานโซลแบบกอสเพลที่ทรงพลังจับใจ How Could You Do It? จาก Henry Grey ก็เจือลูกเล่นของสแตนดาร์ดแจ๊ซซ์สวยๆมาสอดประสานกับดนตรีเข้มๆดิบสดได้ลงตัวเสียนี่กะไร Call Me Baby จาก Raful Neal เป็นหนึ่งในแทร็คที่หวานหูที่สุดของอัลบั้มแล้ว คนที่ชอบงานอาร์แอนด์บียุค60's-70'sน่าจะชอบนะ ดิบกว่าหน่อยเดียวเอง เป็นบลูส์ที่เข้มกว่าเกินหนึ่งช่วงตัว Needed Time งานอคูสติคง่ายๆจาก Eric Bibb ที่ทรงพลังจับจิตวิญญาณ ก่อนจะปิดอัลบั้มด้วยงานจาก Solomon Burke ในเพลง None Of Us Are Free บัลลาดที่สมบูรณ์แบบทั้งภาคเนื้อหากรีดใจและดนตรีแบบบลูส์สดๆเข้มข้นที่หาฟังได้ยากแล้วในยุคนี้

อยากจะบอกว่าไม่ได้รู้สึก "ดื่มด่ำ" กับงานดนตรีแบบนี้ - - แบบที่ดนตรีเป็นดนตรีสดๆแท้ๆมากกว่าซาวนด์สังเคราะห์และเสียงร้องที่ทรงพลังมากกว่าจะเป็นออโต้จูนชวนประสาทเสียไม่ก็ฮิพฮอพแร็พระคายหู - - มานานมากๆ รู้สึกขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าอะไรก็ตามที่ทำให้ดิฉันรู้สึกอยากฟังอัลบั้มนี้ขึ้นมา เพลงบลูส์เป็นมิตรกว่าที่คิด

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น