วันอังคารที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2555

Spica : Russian Roulette



Spica : Russian Roulette : Pop/R&B/Electro Pop (85% = 4/5)

ได้ยินชื่อมาสักระยะแล้วสำหรับวง Spica ที่ได้ข่าวว่าเป็นเกิร์ลกรุ๊ปที่น่าจับตานักหนาว่าโดดเด่นทั้งการร้องการเต้นแถมด้วยลวดลายดนตรีที่แสนจะไม่ธรรมดา ไอ้ตอนแรกก็นั่งนึกๆว่า "เอ๊ะ!!!ดีขนาดนั้นเลยเหรอ?" แต่พอได้หามาฟังจริงๆแล้วขอตบเข่าผาง - - เออ มีแววไปได้ดีทีเดียว

จริงๆแล้วที่สนใจเนื่องจากส่วนตัวดิฉันเป็น "Queen's" แฟนคลับของ T-ara ไงคะแล้วเผอิญ "ยังจิวอน" อดีตสมาชิกทีอาร่าสมัยบุกเบิกก็มาเป็นสมาชิกวงนี้พอดี - - แม่คนนี้รู้สึกว่าอยู่มาหลายวงทีเดียว - - แถมยังได้ข่าวว่ามี Davichi คอยเป็นเจ๊ดันอยู่ห่างๆด้วย...แค่นี้ก็น่าจะไม่เบาอยู่นะ!!!!

ท่ามกลางเกิร์ลกรุ๊ปเป็นร้อยเป็นพันวงตั้งแต่หน้าเก่าเก๋าในเกมส์และหน้าใหม่ๆใสๆที่แจ้งเกิดกันรายวัน การทำดนตรีในฐานะ "เกิร์ลกรุ๊ป" เกิดใหม่ที่เปี่ยมคุณภาพของ Spica นี่นับว่าสมควรอย่างยิ่งแก่การเป็นที่จับตาทีเดียว แม้ว่าจะไม่ได้โดดเด่นหรือแปลกแยกแตกต่างจากชาวบ้านเขาอย่างถึงขีดสุดแต่ก็นับว่ามีคุณภาพและลงตัวเหมือนกับคร่ำหวอดอยู่ในวงการมาสักระยะเลยทีเดียวนับว่าประสานความหลากหลายของภาคดนตรีตั้งแต่พ็อพ อาร์แอนด์บี อิเล็คโทรนิคและเต้นรำได้ชนิดกลมกล่อมชวนฟัง

เพลงที่ส่วนตัวชอบมากๆนี่ยกให้ไทเทิ่ลแทร็คอย่าง Russian Roulette (4.5/5) เป็นเพลงแรกเลย ผสานงานพ็อพเต้นรำอิเล็คโทรนิค บีทอาร์แอนด์บีกระฉึกกระฉักและท่อนแร็พเก๋ๆพองามแกลมโพรแกรมมิ่งแบ็คกราวนด์เครื่องสายกรีดเสียงสวย บทสรุปออกมาเป็นงานตามวัฒนธรรม "เคพ็อพ" สูตรสำเร็จที่ติดหูและเปรี้ยวปราดทีเดียว

Up N Down (4/5) นี่ไม่อยากเชื่อว่าบทจะทำอิเล็คโทรพ็อนเต้นรำยูโรบีทสลัดสะบัดตื๊ดๆติดเทคโนตึ๊บและออโต้จูนสนั่นหวั่นไหวแล้วจะออกมาดีขนาดนี้ ดนตรีเป็นคลับแด๊นซ์เต้นระบำชนิดรากแตก มาที่ Painkiller (3.5/5) ไทเทิ่ลแทร็คในงานรีแพ็คเกจนี่ต่างกันชนิดคนละขั้วเลยจากอิเล็คโทรนิคเก๋ล้ำสู่ความดิบสดแบบเออร์บันด้วยงานมิดเทมโพพ็อพอาร์แอนด์บีบัลลาดตามสไตล์งานแบบคอนเทมโพรารี่ย์ร่วมสมัย โชว์เนื้อเสียงและอินเนอร์กันได้ดี

เพลงที่5และเพลงที่6นี่เป็นภาษาเกาหลีนะคะอ่านไม่ออกแต่ชอบทั้งคู่เลย เพลงแรกเป็นงานบัลลาดเพราะๆที่มีกลิ่นอายของดนตรีแบบชิลล์เอ๊าท์จางๆท่อนคอรัสสวยมากๆไพเราะขาดใจ ส่วนเพลงปิดอัลบั้มเป็นงานพ็อพอาร์แอนด์บีบนบีทกีตาร์อคูสติคที่เมโลดี้งดงามระยิบระยับเหนือคำบรรยายอารมณ์โซลฟูลลอยละล่อง ศิลปินเกาหลีนี่ทำเพลงแบบนี้ออกมาทีไรก็ชนะใจเสมอ เอาไป4.5เต็ม5ดาวทั้งคู่เลย

ไม่จำเป็นต้องเลือกเส้นทางว่าจะเอาดีในแง่ที่จะเป็น Vocal Group จะเป็นสาวอาร์แอนด์บีหรือจะทำอิเล็คโทรนิคแด๊นซ์กระจายเพราะมาชนิดครบแพ็คเก็จสมบูรณ์พูนสุขทำได้ดีทุกอย่าง งานนี้ขอมอบดาวสวยๆให้4ดวงจาก5เต็มก่อนแล้วกันรับไป 85%เนื้อๆเลยจ๊ะ

Blake Shelton : Cheers It's Christmas



Blake Shelton : Cheers It's Christmas : Christmas,Country (80% = 4/5)

นับว่าเป็นธรรมเนียมที่คอเพลงสากลคุ้นชินกันดีว่าช่วงใกล้สิ้นปีแบบนี้ศิลปินสุดที่รักส่วนมากก็จะทยอยออกอัลบั้ม "คริสมาสต์" มาโกยตังค์ เอ๊ย เอาใจแฟนๆกันไม่หวาดไม่ไหว จะว่าไปมาตรฐานส่วนมากก็ใกล้ๆกันเพลงก็เหมือนๆกันอยู่ที่ว่าใครจะเอาไปประยุกต์เป็นอย่างไร ก็แหมเพลงคริสมาสต์ที่ดังๆโลกนี้เราจะฟังกันอยู่กี่เพลงเชียวล่ะเจ้าคะ? มีเป็นร้อยก็อาจจะจริงแต่ก็วนอยู่แค่เป็นร้อยนั่นแหละ จะมาตื่นเต้นหน่อยก็อีตอนมาโป๊ะเช๊ะตรงกับศิลปินที่เรารักใคร่ชื่นชมนั่นแหละหนา เฉกเช่นอัลบั้ม Cheers it's Christmas ของคุณโค้ชสุดหล่อ "เบลค เชลทัน" ชุดนี้ที่ #TeamBlake กับ #TeamThevoice พลาดกันไม่ได้วุ้ย!!!!

หลังจากซีซั่นเปิดตัวรายการ The Voice ที่คุณเบลคเธอเข็นน้องพจมาน "เดีย แฟรมพ์ทัน" ขึ้นไปถึงอันดับสองของรายการได้กุศลและบารมีก็ดูเหมือนจะมาตกที่ป๋าเต็มๆนี่แหละเพราะ Red River Blue สตูดิโออัลบั้มล่าสุด (ไม่นับงานคั่นเวลาเพื่อเทศกาลรื่นเริงนี้) ก็ได้รับกระแสตอบรับชนิดถล่มทลายเกินคาดแถมยังทะลึ่งชนะอันดับหนึ่งของซีซั่นที่แล้วอีก ว่าแล้วป๋าก็ขอมอบของขวัญเป็นอัลบั้มคริสมาสต์เพราะๆชุด Cheers it's christmas นี้ที่เป็นงานพ็อพคริสมาสต์เปี่ยมด้วยสารพัดคริสมาสต์แครอลสุดอมตะนิรันดร์กาล โดยงานชุดนี้นอกจากเราจะได้เห็นคุณเบลคเจือปนความเป็นคันทรี่ย์ลงไปแล้วก็ยังจะได้ฟังงานแบบสแตนดาร์ดแจ๊ซซ์เพราะๆ บางเพลงเป็นคอนเทมโพรารีย ไล้ไปหาคลาสสิลและกอสเพลตามธรรมเนียม

เพลงที่โดดเด่นนี่ไม่รู้ว่ะเอาเพลงที่บ.ก.ชอบแล้วกันนะคะ เปิดอัลบั้มด้วยเพลงสนุกๆอย่าง Jingle Bell Rock ที่ไปลากศรีภรรยามิแรนด้ามาร้องด้วย เชอะ!!! มีความสุขกันล่ะสินะ Oklahoma Christmas ที่ร้องร่วมกับหนึ่งในราชินีเพลงคันทรี่ย์ "รีบา แม็คอินไทร์" อันนี้ใส่ลวดลายของเสน่ห์ความเป็นคันทรี่ย์ลงมาได้น่าสนใจ เช่นเดียวกันกับ Santa's Got A Choo Choo Train นี่ออกกลิ่นแบบ Rockabilly คาวบอยจ๋ายี้ฮ่ามาเลย เท่ห์ดีและอีกเพลงคือ Time for me to come home ที่คอคันทรี่ย์น่าจะชอบ

 Home คัฟเว่อร์จากไมเคิล บลูเบย์ที่ได้เจ้าของเพลงมาร่วมดวลด้วยก็คารวะต้นฉบับได้อย่างไพเราะเพราะพริ้งไม่แพ้กันเลยทีเดียว ชอบที่สุดในอัลบั้มละ Silver Bells ที่ได้ลูกทีมจาก The Voice ซีซั่นแรกอย่างน้อย "ซีเนีย มาร์ทิเนซ" มาร้องก็ไพเราะจับใจ สำหรับเพลงคริสมาสต์คลาสสิคที่ฟังแล้วเพลิดเพลินอารมณ์ดีก็ขอแนะนำ Let It Snow! Let It Snow! Let It Snow!,Winter Wonderland,The Christmas Song,There's A New Kid In Town และ Blues Christmas มีตั้งแต่งานสแตนดาร์ดแจ๊ซซ์ บลูส์ โฟล์ค พ็อพคริสมาสต์ไปยันกอสเพล

จะว่าน่าเบื่อมั้ยก็ไม่เชิงคือไม่ใช่อัลบั้มคริสมาสต์ที่แปลกใหม่น่าตื่นตาตื่นใจแต่ก็ฟังได้เพลิดเพลินเจริญใจแถมไพเราะจับใจอีกต่างหาก งานนี้ขอมอบให้ 80% ถ้วนๆรับไป4ดาวเต็มค่า ^ ^ เมอร์รี่คริสมาสต์ล่วงหน้า

Angie Stone : Rich Girl


Angie Stone : Rich Girl : R&B/Neo-Soul (88% =4.5/5)

ก่อนอื่นต้องขอบอกเลยว่า "ดีใจมากๆ" ที่มีโอกาสฟังและเขียนถึงอัลบั้มดีๆชุดนี้เป็นงานอาร์แอนด์บีที่ไพเราะและครบเครื่องสมบูรณ์แบบชนิดที่ไม่ได้ยินได้ฟังมานาน ขอแนะนำท่านผู้อ่านที่หลงใหลดนตรีแนวๆนี้ว่าอย่าลืมหางานดีๆแบบนี้มาฟังกันโดยไว

สำหรับ "แองจี้ สโทน" นี่ก็นับว่าเป็นหนึ่งในศิลปินหญิงสายนีโอโซลและอาร์แอนด์บีที่คร่ำหวอดตลอดจนประสบความสำเร็จในวงการมานานพอดูเทียบเคียงกับจิล สก็อทและเอริคา บาดูที่ทำเพลงเขี้ยวลากดินเหนือมนุษย์สุนทรียไม่แพ้กัน ย้อนกลับไปเมื่อช่วงพีคสมัยอัลบั้ม Mahogany Soul ที่ชื่อว่าผู้อ่านหลายท่านคงคุ้นกับเพลงเก่งอย่าง Wish I Didn't Miss You Anymore แทร็คมาสเตอร์พีซของเธอเป็นอย่างดีและถึงแม้ว่าทุกวันนี้กระแสความสนใจที่มีต่อแวดวงนีโอโซลจะซบเซาไปตามวัฏจักรแต้่ีมอการทำดนตรีของเธอคนนี้ไม่เคยพร่องหรือจืดจางลงไปตามกาลเวลา หากแต่จะจัดจ้านนุ่มละมุนและแพรวพราวกลมกล่อมขึ้นสมกับที่เป็นหนึ่งในศิลปินตัวจริงของวงการ

อย่างเช่นที่ได้เห็นได้ฟังกันใน Rich Girl สตูดิโออัลบั้มชุดล่าสุดทีหมัดเด็ดอยู่ที่เมโลดี้ที่ไพเราะนุ่มละมุนบาดใจ บนภาคดนตรีคอนเทมโพรารี่ย์อาร์แอนด์บีและนีโอโซลที่ผสมผสานรสชาติของฮิพฮอพโซล เรโทร ดิสโก้ Spoken Wordsและแจ๊ซซ์คลุกเคล้าเข้าด้วยกันอย่างกลมกล่อม ส่งผลให้ Rich Girl ลอยลำเข้าเป็นหนึ่งในอัลบั้มอาร์แอนด์บีและโซลที่ดีที่สุดแห่งปีสำหรับดิฉันไปเลย

แค่อินโทร Real Music ลอยมาก็ทำเอาตั้งตัวไม่ติดแล้ว อะแค็พเพลล่าเพราะๆคลอไปกับดนตรีคลาสสิคจางๆ ฟังแล้วอารมณืดี Do What U Gotta Do (4.5/5) งานนูโซลสไตล์เจ๊แองจี้แท้ๆกับงานฮิพฮอพโซลนวลๆบนบีทอาร์แอนด์บีฮิพฮอพกระฉึกกระฉักโยกได้หวานๆติดหูสุดๆ ต่อด้วย Backup Plan (4.5/5) งานเรโทรผสานกลิ่นอายฟั้งค์กี้ย์ดิสโก้ที่ชวนให้อดคิดถึงงานเพลงเต้นรำที่ราชินีวิทนี่ย์ ุฮุูทันชอบทำมิได้ First Time (4.5/5) อันนี้เป็นโมเดิร์นอาร์แอนด์บีชิลล์ๆจำพวกโซลแจ๊ซซ์ เมโลดี้เด็ดขาดที่สุดแล้ว Alright (4/5) เป็นงานโซลอาร์แอนด์บีเชิงกอสเพลฟังได้เพลินๆ Livin' It Up (4/5) เร่งจังหวะขึ้นเป็นงานเต้นรำแบบอัพเทมโพมีสีสันฉูดฉาดที่สุดในอัลบั้มแล้ว

เทียบกับพวกจิล สก็อทท์หรือเอริคา บาดูนี่ก็ต้องบอกว่างานเบากว่าเขาคือ "เข้าถึงง่ายกว่า" มีเมโลดี้ที่หวานหูเป็นมิตรต่อการฟังในระยะยาวมากกว่า เหมาะสำหรับคนที่ควานหาดนตรีอาร์แอนด์บีดีๆที่ไม่ต้องปีนกะไดขึ้นไปเสพย์แต่ก็ได้เสพย์คุณภาพเต็มเปี่ยม



Kylie Minogue : The Abbey Road Sessions


Kylie Minogue : The Abbey Road Sessions : Orchestra (97% = 5/5 )

ช่วงหลังๆมีความรู้สึกว่าเจ๊ไคย์ลี่ย์ มิโน้กนี่ค่อนข้างจะ "เยอะ" ไปนิดเพราะไม่รู้จะเข็นสารพัดงานรวมฮิตอะไรมาออกขายกันนักหนาชนิดรวมแล้วรวมอีกไม่มีที่สิ้นสุด The Greatest Hits เอย Best Of เอยไปยันล่าสุดก็เฉลิมฉลอง25ปี ล่าสุดนี่เจ๊ก็ออกงานรวมฮิตมาอีกแล้วจ้าแต่ชะรอยว่าคงได้ยินเสียงด่าระงมของบตดาสาวกหนนี้แม่คุณเลยทำเก๋ มาใหม่เรียบเรียงใหม่เป็นงานออเครสตร้าเริ่ดๆเลยทีเดียว

ส่วนตัวแล้วเป็นแฟนคลับชนิดที่ "เห่อ" เจ๊แกเป็นพักๆคงต้องเรียนตามตรงว่าอัลบั้มของเจ๊ที่ทำเอาดิฉันนับวันนับคืนรอกินไม่ได้นอนไม่หลับทุรนทุรายก็เห็นจะมีแต่งานชุด Body Language ส่วนที่เหลือก็งั้นๆออกมาก็ฟังเผลอๆฟังช้ากว่าชาวบ้านเขาเกือบหนึ่งเดือนเป็นอย่างต่ำ นับว่าความรู้สึกดังกล่าวทิ้งช่วงนานพอดูทีเดียวก่อนจะมาป๊ะกันจังๆอีกทีกับ The Abbey Road Sessions ชุดนี้ที่เล่นเอานั่งตะเกียดตะกายนับคืนนับตะวันรอด้วยหัวใจเปี่ยมความกระหาย ก็เพราะอิฉันดันไปได้ยินเพลง Finer Feeling หนึ่งในเพลงที่ส่วนตัวรักใคร่บูชาที่สุดของเจ๊ในฉบับออเครสร้าที่ใจดีปล่อยชิมลางมาให้ฟังกันก่อนหน้านี้แล้วไหนจะที่เจ๊นาโอได้เขียนวิจารณ์โชว์คอนเสิร์ตออเครสตร้าสุดอลังการของเจ๊ตบท้ายไว้อีก วู้ยยย รู้มัยคะว่านั่นก็ยิ่งกระพือความอยากฟังเข้าไปอีกคูณสิบชนิดที่เล่นเอาอิฉันแถบจะลงไปดิ้นพราดๆให้ได้

 คอนเส็ปท์เขาว่าเป็นอัลบั้ม "ออเครสตร้า" แต่จริงๆแล้วบางแทร็คก็แถบจะไม่ได้เข้าข่ายออเครสตร้าเลย แค่ภาคดนตรีดังกล่าวคุมทิศทางของอัลบั้มเสียเป็นส่วนใหญ่มากกว่า อาทิ Confide In Me (4/5) นี่ส่วนตัวคิดว่าความเป็นบริทร็อคแบบงานอินดี้ร็อคกึ่งโลไฟที่ชวนให้นึกถึงเจ๊แกสมัยยุค Impossible Princess นั่นค่อนข้างจะโดดเด่นจนฉีกและแหวกตัวเองเป็นแกะดำในหมู่เพื่อนฝูงท่านอื่นๆที่มาแบบสวยงามหวานไสวเลยทีเดียวที่เหลือก็ยังตามด้วยอิทธิพลของดนตรีแบบทริพฮอพและกลิ่นเวิลด์มิวสิคอะบอริจิ้นลึกลับ

สำหรับเพลงที่ฟังแล้วขอกรี๊ดดดังๆด้วยความประทับใจขอยกให้กับ Hand On Your Heart (5/5) ไพเราะสว่างไสวบนความเป็นงานEasy Listeningเรียบง่ายแบบอคูสติคพร้อมอารมณ์ชิลล์แจ๊ซซ์ละมุนละไมสุดสุนทรีย ฟังแล้วถึงกับน้ำตาซึมด้วยมันจุกอกเพราะความอิ่มเอมประทับใจ ไม่ได้เจอเจ๊ไคย์ทำเพลงน่ารักๆผ่อนคลายๆแบบนี้มานานขนาดไหนแล้วนะ? ช่วงหลังๆเจอแต่ไม่แด๊นซ์กระจายก็ติ๊สท์แตกไปเลย และแน่นอนเพลงที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ Finer Feelings (5/5) ออริจินัลเป็นงานอาร์แอนด์บีกึ่งทริพฮอพมาคราวนี้ได้วงมโหรีกรีดเสียงสวยตั้งแต่เบิกโรงเบรคด้วยเสียงกีตาร์อคูสติคเพราะๆและเพอร์คัสชั่นสุดเซ็กซี่ในช่วงคอรัส โอ๊ยย ต๊ายย ตายๆๆๆ ลูกสาวเจ๊ที่นั่งฟังอยู่ตรงนี้ละลายหลอมระรวยหมดแล้วค่า เป็นหนึ่งในเพลงที่ดีที่สุดตลอดกาลที่เจ๊เคยทำมาร่วม25ปี พูดแบบไม่กลัวหน้าแหกเอ้า!!! อีกเพลงที่ชอบไม่แพ้กันคงหนีไม่พ้น I Believe In You (5/5) ที่สลับจากงานอิเล็คโทรพ็อพเต้นรำเปรี้ยวๆมาเดินเกมส์ด้วยกีตาร์นุ่มๆเครื่องสายเบาบางพร้อมเสียงประสานสไตล์คลาสสิคคัลกึ่งกอสเพล ฟังแล้วฉ่ำปอดฉ่ำใจ

แทร็คเปิดอัลบั้ม All The Lovers (4.5/5) ขึ้นต้นมาพร้อมกับเครื่องสายและเสียงประสานก็ทำเอาชะงักชะงันเพราะเป็นอะไรที่คาดไม่ถึงยิ่งช่วงฮุคที่ได้วงออเครสตร้ามาบรรเลงความเป็นคลาสสิคคัลและมหาชนคอรัสประสานเสียงเพราะๆนั่นอีก วู้ยย จะอัจฉริยะไปไหนนี่ มาที่ Better The Devil You Know (4.5/5) นี่เล่นของสูงสลับเป็นงานคอนเทมโพรารี่ย์แบบสแตนดาร์ดเพียโนแจ๊ซซ์เรียบง่ายไม่มากความแต่ยิ่งใหญ่อลังการ แต้มอารมณ์บลูส์เจือจางช่วงท้าย วู้ยย อัลบั้มนี้เจ๊จะมีคลาสไปไหนนี่ มันทำให้หนูรักรู้มั้ยคะ? Slow (4/5) นี่เป็นเพลงที่ยอมรับว่าจำไม่ได้จริงๆฯมาร้องอ๋อก็ตอนได้ยินท่อนคอรัสนั่นแหละ ออกแนวครอสโอเวอร์แจ๊ซซ์พิสดารล้ำลึกแบบพี่ฮ็อบบิทแจ๊ซซ์ "เจมี่ คัลลั่ม" Where The Wild Roses Grow (4.5/5) ร้องคลอไปกับกีตาร์อคูสติคและเพอร์คัสชั่น ดิบ เศร้าและหมองหม่นไม่แพ้ต้นฉบับ

 I Should Be So Lucky (4.5/5) นับเป็นอีกเพลงที่นำมาทำใหม่ได้อย่างเด็ดดวงภาคดนตรีเหมือนพวกบัลลาดTorch Songและวอลทซ์แบบยุค50's Love At First Sight (5/5) ก็มาปัดฝุ่นเป็นพ็อพโฟล์คอคูสติคเพราะๆติดอารมณ์โซลฟูลหวานๆฟังแล้วนึกถึงงานในระดับที่อ่อนกว่านิดนึงของ เอมอส ลี,จอห์นนี่ย์ แคช,อินเดีย อารีและเจมส์ มอริสัน ไม่น่าเชื่อว่าเจ๊จะเปลี่ยนเพลงเต้นระบำมันส์รากแตกซ่องกระเจิงให้ออกมารูปนี้ได้ หวานหูมาก ส่งท้ายด้วย Never Too Late(4.5/5) บัลลาดปิดอัลบั้มเมโลดี้สุดไพเราะ ฟังก่อนนอนแล้วจะฉ่ำมากๆ

 ท้ายที่สุดขอบอกว่ารักและภูมิใจอัลบั้มนี้มาก!!! เป็นอีกหนึ่งของทั้งพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงที่เจ๊ไคย์นำมาฝากแฟนๆของเธออย่างไม่หยุดยั้งตลอด25ปีตั้งแต่สาวน้อยข้างบ้านผูกโบว์อันเท่ากังหันลมทำเพลงพ็อพสนุกๆก้าวผ่านจุดไอค่อนเพลงเต้นรำแห่งยุคขยับมาทำอาร์แอนด์บี ทริพฮอพ เฮ้าส์ยันร็อคดิบๆจวบจนก้าวขึ้นมาเป็นDancing Queenตัวแม่แห่งยุค เรียกได้ว่าเธอหลอมตัวเองเข้ากับดนตรีมาแล้วแถบจะทุกอย่างแต่สิ่งที่ยิ่งใหญ่และน่าชื่นชมที่สุดคือ "เธอไม่เคยลืมจุดยืนของความเป็นไคย์ลี่ย์" จะขายศิลปะสุดโต่งดนตรีเล่นกันยากๆแบบที่ได้ยินกันในชุดนี้ ในKylieหรือในImpossible Princessเธอก็ทำได้ หรือจะให้ตลาดแตกโจ่งแจ้งขายกันดื้อไปเลยแบบ Fever,Aphrodie หรืองานในยุคแรกๆไปเลยเธอก็ทำได้ "ออเครสตร้า" อาจจะไม่ใช่สิ่งใหม่สำหรับไคย์ลียเพราะก่อนหน้านี้เธอก็มีสอดแทรกบัลลาดประมาณนี้มาโดยตลอด แต่เธอได้พิสูจน์ตัวเองต่อทุกสายตาที่ท้าทายว่าเธอคือ "ศิลปิน" ที่แท้จริงๆที่มีทั้งวิสัยทัศน์และทุกครั้งาหรับผู้หญิงที่ชื่อไคลี่ย์ จะทำเพลงทั้งทีมันต้อว "ถึงขีดสุด" ไม่มีกั๊กไม่มีธรรมดา ดิฉันถามความรู้สึกตัวเองแล้วคิดว่า The Abbey Road Sessions ชุดนี้ควรได้ 97% ซึ่งก็เข้าทำเนียบอัลบั้ม5ดาวเต็มเป็นลำดับ3ของเจ๊ไคย์ที่แนสทิน่ารีวิว (ก่อนหน้านี้คือ KylieและImpossible Princess) ฟังงานชุดนี้แล้วรักไคลี่ย์มากขึ้น

วันอังคารที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2555

T-ara : Absolute First Album

T-ara : Absolute First Album : K-POP (92% = 4.5/5)

จะหาอะไรแน่แท้กับสิ่งที่เรียกว่า "ใจคน" ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวรคงจะไม่ต่างอะไรกับความรู้สึกที่มีต่อวงเกิร์ลกรุ๊ปวงนี้ จากที่เคยเกลียดเข้าไส้กลายเป็นรักหัวปักหัวปำนั่งขลุกนั่งฟังเพลงของพวกเธอได้ทั้งวัน - - ชะรอยที่เขาว่านี่แหละ "เกลียดอะไรมักได้อย่างนั้น"

ถามเหตุผลว่านอกจากเป็น "เกย์ควีน" อยู่ดีๆแล้วทำไมจู่ๆจึงกลายเป็น "Queen's" แฟนคลับของเจ้าหญิง T-ara? พวกเธอมีน้ำเสียงที่ทรงพลังถึงขั้นฟังแล้วเข่าอ่อนกรีดวิญญาณน้ำตาซึม? พวกเธอคือศิลปินที่ขายดนตรีอย่างแท้จริงเป็นสมบัติล้ำค่าของวงการ? พวกเธอคือเกิร์ลกรุ๊ปน่ารักใสๆดูแล้วสบายตาแถมเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับสาวก?....

 ...ที่ถามมา "ไม่ใช่" เลยสักข้อ!!! สำหรับดิฉันเหตุผลที่ชอบ T-ara เป็นเรื่องของการมี "เคมี" ที่ตรงกัน ส่วนตัวรักในจริตจก้านที่พวกเธอใส่ลงไปในเพลงหรือพูดกันตรงๆแบบไม่ต้องแปลคือ "อีพวกนี้มันซ่านดี ฉันชอบผู้หญิงตอแหลๆร้ายๆแบบนี้แหละ" ศิลปินบางทีเขาก็ใส่ตัวตนของตัวเองลงไปในเวลาร้องเพลงนั่นแหละค่ะ และส่วนตัวเชื่อในเซนส์ของตัวเองนะเพราะไม่เคยมองวงนี้ว่า "ใส" หรือ "บ๊องแบ๊ว" มาตั้งแต่แรกแล้ว อยากจะบอกว่า "แร่ด" ถูกใจสะกิดต่อมกะหรี่ในตัวก็เกรงใจควีนส์ท่านอื่น ด้วยความที่ T-ara เป็นไอดอลวงแรกที่เราเห็นว่าไม่เหมาะสมต่อการเป็น "แบบอย่างให้แก่เยาวชน" นี่แหละ จึงถูกใจฉันหนักหนา

มาพูดถึงจุดเริ่มต้นของวงก่อนจะมี Absolute First Album สตูดิโออัลบั้มแรกที่เขียนถึงอยู่ ในปี2009ทีอาร่าเปิดตัวด้วยเพลงบัลลาดประกอบซีรี่ยส์อย่าง Good Person(5/5) งานพ็อพบัลลาดแบบอดัลท์คอนเทมโพรารี่ย์ที่ไพเราะโดดเด่นทั้งน้ำเสียงใสๆจาก5สมาชิกอึนจอง,ฮโยมิน,จียอน,จิวอนและจิเอรวมถึงภาคเนื้อหาที่ทรงพลังบาดใจ แต่ด้วยความไม่ลงตัวในแง่ของสไตล์ที่แตกต่างจากสมาชิกบางท่านรวมถึงข่าวลือที่ว่าเกิดเรื่องดราม่ากันในวงเนื่องจากความโดดเด่นอย่างมากของสาว "จียอน" ที่ได้รับความสนใจอย่างมากด้วยใบหน้าที่ละม้ายคล้ายกับรักแสดงสาวคิมแทฮีทำให้สาวจิวอนและจิเอ(ลีดเดอร์วง)ตัดสินใจถอนตัวออกไป - - ตอนนี้จิวอนเป็นหนึ่งในสมาชิกวง Spicaและจิเอเพิ่งจะเดบิ้วท์ไปไม่นานในนาม "ฮาน่า" วงJeviceนะคะ 

ว่าแล้วทางวงก็ได้ดึงโบรัม,โซยอนและคิวริเข้ามาเสียบเป็นสมาชิกใหม่และก็มีงาน Good Person Ver.2 (3/5) ที่สมาชิกใหม่มาร่วมลงเสียงออกมาให้ฟังกัน เฮ้อ แม้จะป่วนไปนิดแต่ก็นับว่ามีวิสัยทัศน์ดีที่ไม่ตัดทิ้งให้ลอยหายเข้ากลีบเมฆ

ด้วนประการฉะนี้ "T-ara" ที่เคยหมายมั่นปั้นมือให้เป็นวง Vocal Group หรือ Ballad Girl Group ก็มีอันต้องพับไปแล้วก็กลายมาเป็นอย่างที่เห็นในทุกวันนี้นี่แหละค่ะ เหอๆๆๆ - - ภาคดนตรึในงาน Absolute First Album สับรางให้ออกมาเป็นงาน "เคพ็อพ" ครบเครื่องเน้นพ็อพเต้นรำสลัดสบัดสนุกสนานและอิเล็คโทรนิคเป็นหลักใหญ่ใจความ ตบตามด้วยอิทธิพลของภาคดนตรีล้านแปดตั้งแต่ซินธิ์พ็อพโพรแกรมมิ่งไปยันอาร์แอนด์บีและแร็พเป็นสาวฮิพๆฮอพๆ กลิ่นอายขลังๆของเรโทรจวบยูโรบีทร่วมสมัยคลับแด๊นซ์ชนิดรากแตก นิวเวฟ ดิสโก้ยันบัลลาดเหมาหมด

เปิดศักดาด้วย One&One (4.5/5) ที่ฟังแล้วขอตะลึงเพราะไม่คิดว่าพวกเธอจะทำอิเล็คโทรนิคแบบนี้กันได้ บีทอิเล็คโทรนิคแบบเทคโนตื๊ดๆผสานลูกเล่นแบบ "ดาร์คอัลเทอเนทีฟ"ผสานอาร์แอนด์บีเข้ากับสรรพสำเนียงโรโบติคชนกับนิวเวฟและยูโรบีทสนานใจ วู้ยยย แซ่บ!!! Like The First Time (5/5) งานอิเล็คโทรพ็อพเต้นรำผสานกลิ่นอายเรโทรสุดเซ็กซี่อัดบีทกลองแน่นเป็นฟั้งค์หนักหน่วงนิวเวฟมึนๆแทรกช่วงเบรคเอ๊าท์ด้วยท่อนแร็พเก๋ๆติดดั๊บนิดๆแบบงานชุด Hard Candy ของมาดอนน่า ที่ยอมให้เลยคือจริตจก้านที่ใส่มาได้ล้นเกินกินขาดชนิดที่ไม่รู้ว่าไปขุดขนเล่มเกวียนกันมาจากไหนแต่ดูแล้วท่าทางสาวๆมีความสุขกันดีนะคะได้ร้องเพลงแบบนี้ ดูเป็นตัวตนของพวกเธอดี ^ ^ Tic Tic Toc (5/5) ดูโต่งที่สุดในอัลบั้มแล้วกับงานแด๊นซ์พ็อพ-เทคโนติดยูโรบีทสะบัดหัวจัดจ้านขนาดนี้ เปรี้ยวมากๆ มาที่ Bye Bye (5/5) งานเคพ็อพจ๋าแบบทีนพ็อพสดใสน่ารักบนดนตรีอิเล็คโทรพ็อพเต้นรำจังหวะคึกคักสนุกสนานเพราะติดหูที่สุดในอัลบั้มสำหรับเรา แต่ไม่วายร้องได้ตอแหล๊ ตอแหล

มาถึงตรงนี้คงอดพูดถึง3เพลงเก่งที่เป็นไฮไลท์ของงานไม่ได้เริ่มด้วย Bo Peep,Bo Peep (3/5) หนึ่งใน Signature Song ของพวกเธอกับท่าเต้นแมวเหมียวพร้อมถุงมือแมวน่ารัก (มากแมะ???) ก็เป็นงานบับเบิ้ลกัมพ็อพแบบอิเล็คโทรนิคออโต้จูนกันรัวๆจะว่าน่ารักมั้ย?ก็ไม่เชิง แปลกหูดี  Lie (4/5) ซิงเกิ้ลเปิดตัวอย่างเป็นทางการเป็นงานเต้นรำเชิง "เรโทร" แบบดิสโก้ช่วง70'sแต่ส่วนตัวปลื้มเวอร์ชั่นภาษาญี่ปุ่นมากกว่า ลองมาฟังพวกเธอร้องกันเองก็แล้วกันแล้วจะรู้ว่าทำไมฉันถึงรักวงนี้เพราะเพลงมันทำมาสำหรับ "คนเซี่ยนๆ" อย่างบ.ก.นิตยสาร Hysteria แท้ๆ แถมด้วย Slow Version (4.5/5) สับรางวาดลวดลายด้วยซินธิ์พ็อพหลอนๆแบบดาวน์เทมโพที่การร้องประสานเสียงเป็นไปอย่างมีเสน่ห์ทั้งอะแค็พเพลล่าทั้งแร็พ เริ่ดดี!!! เกือบละอีกนิดก็เข้าขั้ืนทริพฮอพได้ละ และ TTL (Time To Love)(4.5/5) ที่ร่วมงานกับ Supernova ก็เป็นงานอาร์แอนด์บีฮิพฮอพเจ๋งๆที่แร็พกันได้มันส์สะเด็ดตับแล่บและเท่ห์มากๆ ส่วนเพลงจากงานรีแพ็คเก็จ Breaking Heart ก็มีสองเพลงที่โดดเด่นอย่าง I Go Crazy Beacause Of You ที่เหมือนกับการจับเอา If U See Amy,Ooh Baby!และ Womanizer ของบริทนี่ย์ สเปียรส์มารวมกัน (จะเรียกก็อปก็คงหนีไม่พ้นเพราะมันกระโตกกระตากโจ่งแจ้งเหลือเกิน) อีกเพลงกับ I'm Really Hurt ก็เป็นพ็อพเต้นรำแบบเรโทรที่ติดหูดี

นับจากสไปซ์เกิร์ลสำหรับบ.ก.ก็วงนี้ล่ะค่ะ อยู่ด้วยกันไปนานๆนะสาวๆ



The Cribs : In the Belly of the Brazen Bull


The Cribs : In the Belly of the Brazen Bull : Indie Rock/Punk/Alternative Rock (90% = 4.5/5)

อีกหนึ่งวงอินดี้ร็อคชั้นดีจากเกาะอังกฤษที่อักอัลบั้มมาสักพักใหญ่มากแล้วแต่ดิฉันก็เพิ่งมีเวลามานั่งเขียนถึงนี่แหละค่ะ แถมเขียนแบบเปล่าๆสดๆเนื่องจากปราศจากข้อมูลใดๆให้อ้างอิง ดังนั้นถ้ารีวิวมันออกมาห้วนๆลวกๆมะนาวไม่มีน้ำก็อย่าด่ากันเลยนะตัว 

 อีกหนึ่งย่างก้าวของ The Cribs ใน In the Belly of the Brazen Bull ก็ยังคงไว้ลายสมศักดิ์ศรีฐานะหนึ่งในวงอินดี้แถวหน้าของวงการ เป็นอีกหนึ่งผลงานคุณภาพน่าสะสมของคอ "อินดี้ร็อค" ที่กวาดครบตั้งแต่ดนตรีน่ารักๆหงุงหงิงๆบนสรรพสำเนียงน้ำเสียงเก๋าๆตามสไตล์อินดี้ร็อคแบบอังกฤษแท้ไปจนถึงถ้าคุณชอบงานอัลเทอแบบเท่ห์ๆไปจนถึงอารมณ์ขบถแบบพั้งค์นี่แหละคืองานของคุณ ภาคดนตรีไม่ได้หฤโหดหนักหน่วงเป็นการาจและก็ไม่ได้สง่างามละเมียดเช่นเดียวกันกับท่วงทำนองของบริทพ็อพ แต่ถ้าคุณอยากลองสัมผัสอีกหนึ่งเสน่ห์ของงานร็อคจากอังกฤษแบบห่ามๆ ทะเล้นๆ ดิบหยาบแต่ระรื่นหูและบ้าพลังล่ะก็...หามาเป็นเจ้าของโดยด่วน!!

เป็นอีกหนึ่งอัลบั้มที่เลือกเพลงมาเขียนยากมากๆเพราะถ้าจะให้ดีอยากให้ฟังทั้งอัลบั้มเพราะแต่ละแทร็คมีลูกเล่นบ้าๆน่าสนใจและริฟฟ์เพี้ยนๆมาเอาใจจนเก็บข้อมูลไม่ทันจริงๆ แต่ถ้าจะให้ดิฉันเลือกมาแซมเพิ่ลน่ะเหรอคะ? ส่วนตัวขอ Glitters Like Gold เพลงเปิดอัลบั้มก็แล้วกันกับงานอินดี้ร็อคท่วงทำนองน่ารักๆฟังแล้วพาลอดคิดถึงกลิ่นร็อคยุค 60's ของตำนาน The Beatles ไม่ได้ทุกที

Come On,Be a No-One งานปล่อยของอันแสนขบถแบบพั้งค์อังกฤษแท้ๆฟังแล้วรู้สึกอยากจะกระโดดกระโจนตะโกนโห่ร้องให้สมแค้นกับความกดดันที่มันอัดอั้นข้างใน เพลงต่อไปJaded Youthและ Anna เป็นอีกสองเพลงที่เพราะและมีลูกเล่นน่าสนใจทีเดียว Confident Men ลดความห่ามบ้าคลั่งดุเดือดลงมากับจังหวะช้าๆไพเราะระรื่นหูฟังเพลินๆลอยละล่องดีแท้

Uptight ดูพ็อพและติดหูที่สุดในงานชุดนี้แล้ว ในขณะที่ Back The Bolthole นี่เป็นงานอินดี้ร็อคช้าๆติดไซคลีเดลิกเท่ห์ ชอบเสียงร้องอันยียวนกวนตีนนั่นจังและ I Should have helped นั่นก็เป็นงานอคูสติคเพราะๆ โอ๊ยย แค่นี้พอดีกว่ามั้งคะ!!! เดี๋ยวจะกลายเป็นเขียนยกอัลบั้มไป

อย่างเรียนไว้ข้างต้นแหละค่ะว่าแนะนำสำหรับคอเพลงร็อคว่าไม่ควรพลาดเพราะงานดีจริงๆ คะแนนขอให้ 90% ตัดเป็น4.5ดาวเต็ม5นะคะ พลาดไม่ได้แล้วใช่มั้ย?

Leona Lewis : Glassheart


Leona Lewis : Glassheart : Pop/Electronic (77% = 3.5/5)

จริงๆตอนแรกไม่กล้าเขียนวิจารณ์เพราะคาดไปเองว่างานอาจจะออกมาไม่ถูกใจจนนำเสนองานเขียนออกมาในแง่ลบเนื่องด้วยอานิสงส์จากครั้ง Collide ยังคงหลอกหลอนไหนจะอัลบั้มที่เลื่อนข้ามปีจากปลายปีมาชนปลายปีอีก ที่ไหนได้พอลองมาฟังจริงๆก็ร้อง โอ๊วว อ๊าวว ว้าว เป่าปากตั้งแต่รอบแรกยังไม่สิ้นสุดการฟังดี ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าอัลบั้มนี้อาจจะเป็นหนึ่งใน20ผลงานที่ถูกใจดิฉันที่สุดประจำปีก็ได้

จากอัลบั้มเปิดตัว (ชื่อ Spirit ใช่มั้ยคะ?) ที่ภาคดนตรีมาในแนวอดัลท์คอนเทมโพรารี่ย์ พ็อพอาร์แอนด์บีและดิว่าบัลลาดที่หวนให้นึกถึงยุค 90's จ๋าๆที่แม่มาลัยเกยตื้นเป็นมาเฟียประจำบิลบอร์ดชาร์ต สู่การสลัดเงาเจ๊หมีทิ้งใน Echoes ที่เปรียบเสมือนงานเชิงทดลองขยับขยายไปเล่นกับภาคดนตรีหลากแนวที่ส่วนตัวรู้สึกว่าอาจจะไม่ค่อยลงตัวเท่าที่ควรรวมถึงในช่วงเวลานั้นความรู้สึกไม่สามารถจูนเข้ากับตัวงานของเธอได้จึงเป็นงานที่ฟังทีเดียวเลิก (ทั้งที่จริงๆก็ไม่ใช่ว่าไม่ดีนะ)

 มาพูดถึงแนวเพลงใน Glassheart ที่ยืนพื้นอยู่บนระหว่างดนตรีพ็อพหวานหูและน้ำเสียงทรงพลังจับจิตวิญญาณของสาวเลโอน่ากับจังหวะอิเล็คโทรนิคหลากหลายมีตั้งแต่ยูโรบีทสนานใจสู่ดีพเฮาส์ลอยละล่อง วัฒนธรรมของดั๊บสเต็ปประสานงากับดรัมส์แอนด์เบสส์แบบอังกริ๊ด อังกฤษไปจนถึงงานเชิงทดลองกึ่งๆจะเป็นเอ็กซ์เพอริเมนทัล ภาพรวมนับว่าลงตัวจนน่าชื่นชมทั้งในแง่เอกภาพของดนตรีที่ดูเหมือนจะชัดเจนเล็งขาดมากกว่ามาแนวสุ่มเก็บกวาดทดลองไปเสียทุกแนว รวมถึงระเบิดศักยภาพของเลโอน่า ลูอิสในแง่ที่เราไม่คาดคิดออกมาได้อย่างน่าทึ่ง...กู้ศรัทธากลับมาได้อย่างสง่างาม

เปิดอัลบั้มาด้วย Trouble (4/5) ที่ใช้เนื้อเสียงได้โหดมากแถมยังโหยหวนขาดใจฟังครั้งแรกแล้วถึงกับอุทานว่า "เสียงนางคนนี้แม่งดีจริงๆ" ขึ้นต้นมาหลอกล่อให้ตายใจนึกว่าเป็นงานเพียโนบัลลาดแต่พอเดินหน้าตรงเข้าไปเรื่อยๆซาวด์อิเล็คโทรนิคมึนๆและบีทกลองหนักๆฟาดตู้มต้ามจนพาลคิดในใจว่านี่เธอจะทำอินดี้ร็อคหรือไร? นานไปไม่ใช่แล้วแฮะใช้บีทกลองวนเป็นลูพเดียวกันกับดั๊บสเต็ปแบบล้อเลียนสุดๆ ซินธิ์อร้าอร่างามระยับพร้อมหยอดเสน่ห์ของคอนเทมโพรารี่ย์อาร์แอนด์บีแบบมีคลาสเก๋ไก๋สุดๆเข้ามาจนร้องอื้อหือ แรกๆอาจจะงงๆแปลกๆแต่นานไปแล้วเพลงนี้เจ๋งเหี้ยๆเลยคุณขา

 Un Love Me (4/5) ที่จะเรียกงานแบบ Classic Leona Lewis ก็คงไม่ผิด งานอดัลท์คอนเทมโพรารียเมโลดี้งามบาดจิตและท่อนคอรัสไพเราะติดหูบาดใจ ตัวเพลงยืนพื้นอยู่ระหว่างกลางของดนตรีพ็อพละเมียดละมุนกับอิเล็คโทรนิคกระจ๋างใสฟังแล้วนชวนอารมณ์ดีๆแท้ ชอบตอนจบที่ใส่ลูกเล่นประมาณยูโรกอสเพลเข้ามาฟังแล้วแถบเหาะ วู้ยย อะไรๆก็สง่างามไปหมดจริงๆค่ะเพลงนี้ เพื่อไม่ให้สะดุดเชิญดื่มด่ำกับ Lovebird (4/5) เพลงถัดไปที่เปิดตัวสวยด้วยออร์แกนจางๆเป็นงานอิเล็คโทรพ็อพบัลลาดเพราะๆ คิดว่าคนชอบอัลบั้มชุด Spirit น่าจะชอบเพลงนี้ได้ไม่ยากนะคะ I To You (3.5/5) ฟังยากไปนิดแต่นานๆไปแล้วจะรึ้ว่าเก๋ล้ำ เป็นงานกึ่งทริพฮอพท่วงทำนองสวยๆแบบอังกฤษแท้

Come Alive (4.5/5) ดูโต่งและทดลองที่สุดในอัลบั้มแล้ว เป็นงานเอ็กซ์เพอริเมนทัลที่ทำให้คิดถึง Radiohead ตะหงิดๆตัวเพลงเป็นอิเล็คโทรนิคประสานงากับดั๊บสเต็ปและดรัมส์แอนด์เบสส์แต่มีท่อนคอรัสเท่านั้นที่เป็นเลโอน่าดนตรีเปรี้ยวชนิดเลือดสาด Fireflies (3.5/5) งานเพียโนบัลลาดเพราะๆมีกลิ่นนิวเอจและทริพฮอพดาวน์เทมโพเจือจางกลายๆ

Shake You Up (4/5) งานเต้นรำออกเรโทรแบบคลับใต้ดินช่วงยุค 80's ขนมาหมดตั้งแต่ดิสโก้ ฟั้งค์ ซินธิ์พ็อพและอาร์แอนด์บี อยากทำอิเล็คโทรแคลชรึเปล่าค่ะเนี่ย?ต้องแรงกว่านี้อีกเยอะอ่ะแต่ส่วนตัวทำลองเชิงออกมาแบบนี้ก่อนก็ดีนะดูไม่โต่งเกินไปแถมยังเรียบเรียงดนตรีได้ดีทีเดียว ครั้งหน้าค่อยตบบีทและใส่ความเป็นพั้งค์เข้าไปมากกว่านี้คิดว่าเกิดอ่ะ Stop The Clocks (4/5) นึกว่าจะเป็นนิวเอจซะอีกเห็นเปิดมาหวานเย็นเลย เป็นงานบัลลาดที่เหมือนงานของเลโอน่าเองและซีลิน ดิออน ขอปิดอัลบั้มด้วย Favourite Scar (4/5) มิดเทมโพอาร์แอนด์บีเพราะๆที่แฟนๆเลโอน่าและเจ๊มารายห์ แคร์รี่ย์ต้องชอบแน่ๆ

โดยรวมแล้วค่อนข้างประทับใจและอิ่มเอมใจกับอัลบั้มนี้นะคะ เรื่องอันดับและยอดขายไม่ขอคาดเดาแต่ในฐานะกลับอย่างเปี่ยมคุณภาพนี่นับว่าสมศัดิ์ศรีบางจุดที่อาจจะดู "น่าจะใส่ได้เต็มกว่านี้" นี่ก็ขอมองในแง่ของความลงตัวก่อนก็แล้วกันนะคะในรีวิวนี้ บางทีนักวิจารณ์เพลงก็ไม่ได้มองหาแต่ความสมบูรณ์แบบเสมอไป

วันอาทิตย์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2555


Kara : Pandora(EP) : K-Pop (74% = 3.5/5)

 ถ้าใครติดตามนิตยสาร Hysteria ช่วงหลังๆจะเห็นว่าหนังสือเรานี่นำเสนอแต่ข่าวคราวของ5สาวนางฟ้า Kara เสียจนมีคนอ่านพาลซื่ออีเมลล์มาถามนังบ.ก.แนสทิน่าจริงๆค่ะว่า "ถามจริง DSP จ้างเขียนรึเปล่า?" วู้ยยย!ขอบคุณสำหรับเกียรตินะยะถ้านิตยสารเรามันดังถึงขั้นที่ค่ายใหญ่เกาหลีเขาต้องเอาเงินมาจ่ายให้เขียนเชียร์นี่จริงๆนี่อีแนสมันบอกมาว่าจะปิดบอร์ดFFเลี้ยงตำปูปลาร้าชุดใหญ่เลยทีเดียว

เรื่องของเรื่องคือตัวคุณนายบ.ก.กับตาแอดมินพาราสองหน่อนี้เขาเป็น "คามิเลีย" สาวกของ5สาวค่ะ ปกตินิสัยนางแนสคุณผู้อ่านก็น่าจะทราบดีนะคะว่าไม่ค่อยชอบเขียนถึงศิลปินคนไหนซ้ำๆ ตามประสาหญิงเรื่อยเปื่อยเอาอะไรด้วยไม่ค่อยได้นั่นแหละ แต่พอแอดมินเธอตะบันอัพข่าว Kara ไม่ยั้งจนคนอ่านเอียน แทนที่เธอจะห้ามกลับเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ซะแบบที่ชาวเซี่ยนเห็นนี่ล่ะ

แล้ววันนี้ก็ได้ฤกษ์ดีที่อิฉันจะมาลงรีวิวมินิอัลบั้มหรืออีพีชุดนี้ด้วยตัวเองเลยทีเดียว เหอๆๆ อย่าเพิ่งเบื่อกันซะก่อนล่ะตัว!

หลังจากใช้เวลาสังเกตุการณ์เก็บข้อมูล3วันเต็มๆกับการกระหน่ำฟังที่ศัพท์เก๋ไก๋สมัยนี้คงต้องเรียกว่า "ฟังแบบรัวๆ" จนคนข้างตัวนับคะแนนไม่ทัน ส่วนตัวรู้สึกว่างานมินิอัลบั้ม Pandora ชุดนี้ได้รับอิทธิพลจากดนตรีฝาก "เจพ็อพ" เยอะนะคะ จนเรียกได้ว่ากล้อมแกล้มเป็นอัลบั้มเพลงเจพ็อพที่รองภาษาเกาหลีสำหรับดิฉันทีเดียว นับว่าทำงานล่วงหน้ามองการณ์ไกลดีนะคะเพราะถ้าคิดจะออกอัลบั้มนี้เป็นภาษาญี่ปุ่นด้วยก็คงจะไม่ต้องไปปรับแต่งอะไรมากนอกจากภาษา เพราะเรื่ององค์ประกอบ สรรพสำเนียง บรรยากาศยันจริตจก้านนี่มีเคมีตรงกับตลาดเพลงญี่ปุ่นมากๆ - - เชื่อว่าตอนนี้คามิเลียแดนอาทิตย์อุทัยหลายคนคงดีดดิ้นวี๊ดว๊ายกรี๊ดกร๊าดถูกจริตด้วยประหนึ่งฟังเพลงภาษาตัวเอง แม้ว่าจะเป็นงานภาษาเกาหลีล้วนก็ตาม...ส่วนตัวจะไม่แปลกใจถ้าสมมุติจะทะลึ่งไปขึ้นโอริคอนชาร์ตได้ - -

ในเรื่องของตัวงานคนที่หวังอะไรเริ่ดๆเปรี้ยวตลอดจนพัฒนาการใดๆจากพวกเธอก็คงจะไม่ค่อยถูกใจ แต่ถ้าคิดจะมาพึ่งพาความไพเราะหวานใสติดหูล่ะก็ขอบอกว่าคุณจะรักอัลบั้มนี้มากๆเพราะทั้งอัลบั้มให้อารมณ์สีขาวบริสุทธิ์ไปยันอมพูตลอดสาดแสงสีฟ้าสว่างจ้าดุจท้องฟ้ายามที่แดดขี้เล่นเปล่งประกายเจิดจ้าร้อนแรงยามบ่ายๆ นั่นแหละอารมณ์ของงานชุด Pandora ที่คุณจะได้ฟัง นับเป็นตัวแทนความใสของวัยหวานหรือแม้จะเลยวัยใสวัยหวานมาแก่แร่ดอย่างนางบ.ก.ก็ตามทีรวมถึงเป็นหนึ่งในอัลบั้มที่น่ารักน่าฟังที่สุดชุดหนึ่งของปีนี้ทีเดียว

ในส่วนของภาคดนตรีภาพรวมก็เป็นทีนพ็อพหรืองานจำพวกบับเบิ้ลกัมพ็อพตามมาตรฐาน Kara นั่นแหละค่ะ ที่โดดเด่นจนเห็นได้ชัดคือดนตรีจำพวก "ซินธิ์พ็อพ" ที่มีบทบาทและเด่นมากในงานชุดนี้ ลวดลายลูกเล่นที่วาดลงไปในทุกแทร็คสามารถสื่อคอนเส็ปท์โดยรวมของความเป็น Pandora ได้อย่างดี

แต่แนวที่ทำให้เซอร์ไพร์สก็มีนะอย่างใน Miss U (4.5/5) นี่มาแปลกกว่าชาวบ้านเขาทั้งหมดทั้งมวลเพราะล่อเป็นงานสแตนดาร์ดแจ๊ซซ์โอลด์สคูลจ๋า น่ารัก ไพเราะและประทับใจมากๆเพราะส่วนตัวเป็นคนชอบฟังแจ๊ซซ์อยู่แล้วพอมาเจอเพลงอารมณ์บิ๊กแบนด์เฉลิมฉลองอลังการรื่นเริงเครื่องเป่าเพราะๆแบบโซลหน่อยๆยิ่งใช่เลย ต๊ายย เจอเพลงสำหรับฤดูหนาวนี้แล้วเรา

ใน Idiot (3/5) นี่ก็เป็นงานบับเบิ้ลกัมพ็อพแบบเอาใจคามิเลียจริงๆ แม้จะดูแบ๊วๆไปบ้างแต่เพราะติดหูเอาเรื่อง ถ้าจะเอาปล่อยของก็ต้องเพลงเปิดอัลบั้ม Way (4.5/5) ที่ส่วนตัวรักที่สุดในงานชุดนี้แล้ว แม้จะดูเป็นเพลงแบบคาร๊า คาร่าที่มีกลิ่นอายของความเป็น Super Girl ล่อยละล่องคุมทิศทางแต่ขอโทษเถอะคุณขามีดีที่เมโลดี้สวยหวานไพเราะขาดใจ ตัวเพลงยืนพื้นบนความเป็นมิดเทมโพอาร์แอนด์บีพ็อพที่เรียบเรียงเอาความเป็นเจพ็อพ คอนเทมโพรารี่ย์ ซินธิ์ อิเล็คโทรนิคตลอดจนทีนพ็อพสอดประสานออกมาได้อย่าง เอ่อ ขอโทษเถอะค่ะ "โคตรจะลงตัว" เพราะม๊ากกก แอร๊ยยยๆๆ กรี๊ดดด

ปิดท้ายที่ไทเทิ่ลแทร็ค Pandora (3.5/5) ซิงเกิ้ลเปิดตัว ชอบน้อยที่สุดในบรรดาทุกเพลง เหมือนLupinในภาคสดใสบนความเป็นซินธิ์พ็อพตลอดแนวทดลองสารพัดตามที่ได้เขียนไว้แล้วก่อนหน้านี้ ส่วนตัวชอบท่อนดั๊บสเต็ปเบรคที่แทรกท่อนแร็พเก๋ดี ท้ายงานยังมีเวอร์ชั่น Instrument ให้เหล่าคามิเลียไปฝึกร้องฆ่าเวลา...แบบนี้ทุกงานแหละ

ว่ากันตามตรงเทียบกับมินิอัลบั้มก่อนหน้านี้แล้วในแง่ของเอกภาพและความตรงคอนเส็ปท์บอกเล่าเรื่องราวผ่านแทร็คต่างๆแบบต่อเนื่องยกอัลบั้มนี่ Pandora นับว่าทำได้ดีกว่าเขาเพื่อนนะคะ ต้องยอมรับว่าถึงแม้กลับมาครั้งนี้จะไม่ได้เปรี้ยวปราดเท่าที่หวังไว้แต่อัลบั้มนี้ก็เพราะอ่ะ ไม่ผิดหวังที่ตั้งตารอคอย - - ดูแววจากอัลบั้มนี้แล้วสงสัยกะจะข้ามฝากไปหาเงินเยนตลอดกาลในอนาคตชัวร์ มาถูกทางและปูทางได้ดีมากๆ




Tim Mcgraw : Emotional Traffic



Tim Mcgraw : Emotional Traffic : Country (90% = 4.5/5)

เป็นอีกหนึ่งอัลบั้มที่ดิฉันดองไว้นานมากๆก่อนที่จะเขียนวิจารณ์ เขาวางขายกันไปโครมๆตั้งแต่ต้นปีจนนักร้องเขาย้ายสังกัดขึ้นโรงขึ้นศาลมีคดีความกันจนจบไปถึงไหนต่อไหนแล้วก็เพิ่งจะมีโอกาสได้มาเขียนถึงเอาก็อีวันนี้ล่ะค่ะ เหอๆๆ เอาน่าดีกว่าฟังฟรีๆแล้วไม่เขียนนะคะ ว่ามั้ยคะ?

ก็อย่างที่ได้เกริ่นไปข้างต้นล่ะนะคะว่า Emotional Traffic สตูดิโออัลบั้มลำดับที่11ของป๋าทิม แม็คกรอว์ชุดนี้นี่เป็นงานลำดับสุดท้ายภายใต้สังกัด Curb Records ที่ปลุกปั้นป๋าแกมาตั้งแต่สมัยออกอัลบั้มชุดแรกชื่อเดียวกับตัวเองเมื่อ โอ๊ยย ปี1993 โน่น ภายใต้ความกดดันและความไม่ลงรอยระหว่างศิลปินกับต้นสังกัดถึงขั้นสาดโคลนกันไปกันมาจนเป็นคดีความขึ้นโรงขึ้นศาล (นี่ก็ไม่แน่ใจว่าไกล่เกลี่ยประนีประนอมกันได้รึยัง) แต่ขอโทษทีนะคะตัวงานนี่นิ้งสุดๆไพเราะมีเอกภาพเชือดเฉือนตามแบบฉบับของงานดนตรีเพื่อชีวิตหรือจะเรียกว่าลูกทุ่งจากฝั่งตะวันตกก็ตามที แม้ว่าความร่วมสมัยและทันสมัยจะใส่เข้ามามากแถมงานยังฟังระรื่นหูจนเปิดโปรโมตตามคลื่นวิทยุประเภทอดัลท์คอนเทมโพรารี่ย์ คลื่นเพลงพ็อพหรือกล้อมแกล้มแอบแทรกแซงไปตามEasy Listeningก็ได้อยู่แต่จิตวิญญาณและสรรพสำเนียงเท่ห์ๆเข้มๆแบบคันทรียแท้ๆยังอยู่ครบค่ะ

นับเป็นเรื่องยากสำหรับการจะหยิบยกแทร็คไหนสักแทร็คมาพูดถึงเพราะโดยรวมก็มีเมโลดี้ไพเราะติดหูโดดเด่นด้วยกันทั้งนั้นแต่ถ้าให้เลือกก็เริ่มที่นี่เลย Halo (4.5/5) เพลงเปิดอัลบั้ม ที่เหมือนพวกอัลเทอมากกว่าคันทรี่ย์แถมท่อนคอรัสยังพ็อพจ๋ามากๆประหนึ่งจับเอา Backstreet Boys ในยุคซิงเกิ้ล Incomplete มาเหยาะความเป็นร็อคลงไปมากกว่า ขัดใจนิดๆแต่นานๆไปฟังแล้วก็ชอบนะนับว่าเป็นเพลงที่มีฮุคเด็ดและสูตรสำเร็จดักคนฟังได้ดีทีเดียว เพลงถัดไป Right Back Atcha Babe (4.5/5) นี่ค่อยยังชั่วหน่อย เป็นคันทรี่ย์พ็อพร็อคกระจ่างใสสว่างจ้าติดหูสุดๆตัวเพลงน่ารักฟังสบายสดชื่นฟีลกู้ดสุดๆแถมเสียงของป๋าในช่วงคอรัสยังเพราะบาดใจสุดๆ คนรักเพลงคันทรี่ย์น่าจะชอบนะ

หนึ่งในเพลงที่ชอบสุดของอัลบั้มนี้ยกให้ I Will Not Fall Down (5/5) อาจจะดูสูตรสำเร็จไปนิด แต่เพลงแบบนี้แหละที่ตอบโจทย์ความต้องการของเราได้ดีอารมณ์ขบถๆและพลังใจมากล้นเหลือที่ได้ยินในเพลงบนทีเด็ดของฮุคเพราะๆและเมโลดี้สูตรสำเร็จที่คุมคนฟังอยู่แน่นอน อีกหนึ่งเพลงคือ The One (4/5) ต๊ายย ฟังไปฟังมาอัลบั้มนี้ป๋าทำเพลงเซฟพอตัวทีเดียวนะคะสูตรสำเร็จเกลื่อน ต่อด้วย Only Human (5/5) อันเปรียบเสมือนไทเทิ่ลแทร็ค นับว่าเป็นเพลงที่คนจับตามองมากที่สุดในอัลบั้มเนื่องจากการดึงเอาเทพบุตรอาร์แอนด์บีเนื้อหอมอย่าง "นีโย่" มาร่วมงานด้วย เป็นเพลงที่ถ้าตัดเป็นซิงเกิ้ลจะต้องดังแน่ๆเชื่อได้สมบูรณ์แบบในทุกประการที่คนฟังอย่างเราๆแสวงหาทั้งความไพเราะ เนื้อหาที่ทรงพลัง ท่อนคอรัสติดหูและเมโลดี้แสนงามระยับจับใจ อาจจะมีติดตรงที่เสียงอาร์แอนด์บีโซลฟูลหวานใสของนีโย่ไปกันกับเสียงเข้มๆและสรรพสำเนียงการร้องเท่ห์ๆของป๋าทิมไม่ได้เท่าไร แพ้ชั่วโมงบินอ่ะนะเลยออกมาเทียบกันไม่ติดเลยฟังไปฟังมาป๋าร้องเพลงนี้คนเดียวน่าจะดีกว่า ปิดอัลบั้มด้วย Die By My Own Hand (5/5) แทร็คส่งท้ายที่ไพเราะกรีดใจสุดๆ ฟังแล้วก็เสียดายที่หลายเพลงที่เขียนมาน่าจะได้รับการตัดเป็นซิงเกิ้ลโปรโมตทุกเพลง

จริงๆแล้ว Emotional Traffic นี่มีดีพอที่จะเป็นอัลบั้มที่สร้างปรากฏการณ์ให้แวดวงคันทรียได้เลยนะคะถ้าได้รับการโปรโมตเจ๋งๆ น่าเสียดายที่จังหวะดันไม่ดีศิลปินกับต้นสังกัดแตกคอกันซะก่อนแต่เอาเถอะค่ะส่วนตัวก็กล้ายืนยันอ่ะนะว่านี่คือหนึ่งในอัลบั้มคันทรี่ย์ที่สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่เคยฟังมา ชอบพอๆกับอัลบั้ม Made In America ของToby Keith เมื่อปีที่แล้วเลยล่ะ


Placebo : B3


Placebo : B3 : Alternative Rock (98% = 5/5)

ฟอร์มวงกันช่วงใกล้ๆกลางยุค 90's ช่วงเวลาที่ดนตรีอัลเทอเนทีฟร็อคและบริทพ็อพโดดเด่นเปรียบประดุจเทพเจ้าของวงการสำหรับ Placebo วงร็อคชั้นนำจากฝั่งสหราชอาณาจักรซึ่งเอาจริงๆแล้วอาจจะไม่ใช่วงที่ดิฉันสนใจจับตามองท่ามกลางวงบริทกว่าแสนล้านวงที่อัดแน่นกันแถบจะระเบิดเมืองผู้ดี

อย่างไรก็ตามช่วงนี้แวดวงเมนทสตรีมหันหน้ามองไปทางไหนก็มีแต่ความน่าเบื่อดังนั้นการที่ได้อัลบั้มเพลงร็อคดีๆชุดนี้มาล้างหูนี่สำหรับดิฉันนับว่าทรงค่าพอๆกับงมหาโคตรเพชรเจอในห้วงมหาสมุทร

สำหรับอีพีภายใต้ชื่อ B3 ชุดนี้ถ้านับไม่ผิดก็น่าจะเป็นอีพีลำดับ4ของทางวง (มั้ง?) ซึ่งก็เป็นงานดนตรีอัลเทอเนทีฟร็อคเข้มข้นที่คอดนตรีแนวๆนี้ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้วปวง (ย้ำว่าประการทั้งปวงค่ะ?) ไม่ว่าคุณจะเป็นสาวกอินดี้ร็อค หัวก้าวหน้ารักงานเอ็กซ์เพอริเมนทัลร็อคจับใจ เป็นเด็กบริทพ็อพหรือคออัลเทอสุดโต่งก็ตาม ขอเอาคอเป็นประกันว่าอัลบั้มชุดนี้จะไม่ทำให้คุณผิดหวังแน่นอน

แม้ว่าจะเป็นงานอีพีที่มีความจุเพียง5เพลงแต่ก็เป็น5เพลงระดับเทพคุณภาพคับแก้วที่แต่ละแทร็คมีพลังในตัวเองพร้อมลูกเล่นโดดเด่นแตกต่างมาให้คุณๆได้อิ่มเอมกับอาหารจานภัตราคาร5ดาวนี้ เริ่มที่ B3 (4.5/5) ไทเทิ่ลแทร็คเปิดอัลบั้มเป็นงานเอ็กซ์เพอริเมนทัลร็อคที่ยืนระหว่างดนตรีอัลเทอเนทีฟร็อคกีตาร์เกรี้ยวกราดดุดันและบีทอิเล็คโทรนิคจิตๆหม่นๆโหมกระหน่ำ ใครจะฟังเป็นชูเกสซิ่ง เป็นพั้งค์หรือการาจก็แล้วแต่คุณจะจับคู่แต่กับดิฉันนี่มันงานสไตล์บริทร็อคแท้ๆประหนึ่งจับ Stereophonics มาตีกับ Suedeและประโคมความเป็น Radiohead ยุค Ok Computer เข้าไปนี่ใช่เลย เจ๋งโคตร!!!

I Know You Want To Stop (Minxus Cover)(4.5/5) งานจำพวกอินดี้ร็อคที่มีริฟฟ์สุดหฤหรรษ์งามระยับ เจอเสียงกีตาร์เชือดๆและพายุกลองโหมกระหน่ำแนสทิน่าก็จอดแล้วเจ้าค่ะ ในขณะที่ The Extra (5/5) ออกแนวทดลองแบบ Blur ในภาคที่เบาและหวานหูกว่ามีตั้งแต่กีตาร์โปร่งแบบบริทพ็อพเพราะๆ เสียงสังเคราะห์ด้วยซินธิ์แพรวพราวเป็นอิเล็คโทรนิคยันเสียงประสานท่อนคอรัสที่เป็นกอสเพล ฟังแล้วสะดุ้งเฮือกกับความเยือกเย็นหมองหม่นอนธกาลเปี่ยมเสน่ห์แบบเหนือคำบรรยายจริงๆ

มาที่ I.K.W.Y.L (4/5) ไพล่ไปคล้ายกับบางเพลงในอัลบั้มล่าสุดของ Smashing Pumpkins แต่เพลงดีทีเดียวนะคะและท้ายที่สุดกับ Time Is Money (5/5) งานบริทพ็อพเพราะๆที่ไม่ได้ยินได้ฟังมาซะนานนี่แหละเสน่ห์ของงานเพลงร็อคฝั่งอังกฤษแท้ๆฟังแล้วมีความสุขโคตร

 เครื่องการันตีที่ดีสำหรับคำว่า "ดนตรีดีๆไม่มีวันตาย"

P!nk : The Truth About Love


P!nk : The Truth About Love : Pop/Pop-Rock (65% = 3/5)

จะถามว่าเป็นงานที่ตั้งหน้าตั้งตา"รอคอย"มั้ย?ก็"ไม่"นะ อยากฟังมั้ย?ก็"เฉยๆ"นะ แต่อย่างไรก็ตามศิลปินหญิงที่ชื่อ "P!nk" นี่ก็ยังเป็นคนพิเศษสำหรับดิฉันเสมอ อย่างที่บอกไปว่าว่าคิดกับเธอไม่ต่างจากพี่สาวด้วยความที่ยึดเธอเป็นหนึ่งในไอดอลและโตมากับเพลงของเธอติดตามแห่แหนมาตั้งแต่อัลบั้มชุดแรก มา The Truth About Love นี่ถ้านับไม่ผิดก็ล่อเข้าไปชุดที่หกแล้ว แถมเป็นงานที่ทำขึ้นระหว่างชีวิตครอบครัวของเธอเปี่ยมสุขสมบูรณ์พร้อมกับเรื่องน่ายินดีของการให้กำเนิดชีวิตใหม่และบทบาทใหม่ในฐานะ "แม่" ซึ่งก็คาดว่าน่าจะหลอมมุมมองใหม่ๆให้แก่งานดนตรีของสาวพิ้งค์พอควร

จากงานชุดแรก Can't Take Me Home ในคราบของสาวอาร์แอนด์บีจ๋า มาร็อคขึ้นใน M!ssundaztood! และออกแนวดิบดุเป็นพั้งค์ กรั๊นจ์และอินดี้ซึ่งกระแสตอบรับไม่ค่อยตูมตามใน Try This! สู่การพุ่งชนกับตลาดเมนสตรีมตั้งแต่ I'm Not Dead เป็นต้นมา ซึ่งก็ดูเหมือนกับว่าเจ๊พิ้งค์เราจะเปลี่ยนคอนเส็ปท์จากศิลปินแนวๆโชว์ของกลายเป็นศิลปินทำเพลงขายตลาดแบบสุดโต่ง ดังนั้นงานชุดล่าสุดที่คุณกำลังอ่านวิจารณ์อยู่นี่ก็ไม่ต่างอะไรกับ Funhouse ในภาคที่ตัวดนตรีดร็อปลงไปสักสองสามเท่าแถมเมโลดี้ที่พ็อพขึ้นอีกระดับ จนเล่นเอาลืมพิ้งค์ในสมัยแรกๆไปโดยปริยาย...จนฟังได้เรื่อยๆไม่มีอารมณ์งงๆเหมือนกับงานของเธอสมัยแรกๆ...จนไม่มีอะไรน่าฟัง!!!

นับว่าเผอิญเป็นโชคร้ายของดิฉันที่ดันไปได้ยิน Snippet ซะก่อนเมื่อวาน พอฟังแล้วแหมๆๆๆเมโลดี้มันช่างไพเราะเสนาะหูไหลลื่นดีจริงเชียวแต่พอมาฟังเต็มๆ เอ่อ โอ๊ววว กูละอยากตบปากตัวเองจริงๆ...คือก็มันก็ฟังได้ทั้งอัลบั้มน่ะค่ะไหลลื่นแบบเข้าหูซ้ายและทะลุหูขวาลงแดนสัมพเวสีไปหมดเลย ยอมรับนะว่ามันฟังได้ยกอัลบั้มไม่ต้องกดข้ามแต่ก็เป็นไปแบบเซ็งๆน่าเบื่อหน่ายจนแบบไม่ต้องกดอะไรข้ามทั้งนันปล่อยมันเล่นไปเรื่อยๆเดี๋ยวก็หยุดเอง ฮุคและเมโลดี้ติดหูดีแต่ก็โรยแรงไม่มีพลังกลืนกันไปหมดคือฟังได้แต่ไม่จับเข้าไปในส่วนใดของความรู้สึกเลยฟังได้ผ่านเป็นสิบๆรอบโดยไม่รู้สึกสะดุดใดเลยแม้แต่หันหน้าไปสนใจ - - อีแบบนี้เรียกว่า "เพราะ" มั้ยคะ?

เพลงที่ฟังแล้วชอบจริงๆนะเหรอคะ ยกความดีให้แก่ Try (4/5) ซิงเกิ้ลล่าสุดที่เพิ่งเขียนเชียร์ไปแหมบๆไม่นานดูมีอนาคตที่สุดแล้วในอัลบั้มกับงานดนตรีพ็อพร็อคสูตรสำเร็จที่จับคนฟังอยู่หมัดและมีแววที่จะประสบความสำเร็จบนชาร์ตค่อนข้างสูง ดูเป็นเพลงที่มีพลังของความเป็นพิ้งค์มากที่สุดละ True Love (4/5) อันนี้ไพเราะหวานหูมากๆ เป็นงานมิดเทมโพบนบีทดนตรีที่มีอิทธิพลของเร็กเก้เป็นงานชิลล์ฟีลกู๊ดเข้ากับสมัยดีช่วงท่อนคอรัสโดดเด่นกระชากใจแบบพิ้งค์ น่าจะเข้ากันได้ดีกับพวกอดัลท์คอนเทมโพรารียแล้วพวกที่ชอบ Easy Listening เป็นสองแทร็คที่ทำมาเพื่อดักทางคนฟังแท้ๆ ท้ายสุด Blow Me Up (One Last Kiss) (3/5) ซิงเกิ้ลเปิดตัวที่เพิ่งจะมาเข้าหูเอาอีตอนฟังทั้วอัลบั้มนี่ล่ะ เป็นงานที่เหมือนเอาเพลง Funhouse มายำกับสูตรสำเร็จของ So What และ Raise Your Glass พอมาอยู่ในอัลบั้มแล้วดูดีขึ้นจม

นับว่า "พลัง" ลดถอยลงไปมากจนน่าตกใจแต่ก็เอาเถอะค่ะรักกันจริงก็ต้องทำใจกับพิ้งค์ยุคนี้ - - ยุคที่ทำเพลงออกมาเพื่อความอยู่รอดในอุตสาหกรรมดนตรี - - อย่างน้อย The Truth About Love ชุดนี้ก็เป็นงานที่ฟังเพื่อจะฆ่าเวลาหรือฟังสำหรับคนที่อยากจะเสียเวลาได้อย่างดี