วันจันทร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2555

Spice Girls : Spice World

Spice Girls : Spice World : Pop/R&B/Dance-Pop (90% = 4.5/5)

ความประทับใจในพิธีปิดโอลิมปิคลอนดอน2012เพิ่งผ่านไปหยกๆ ส่วนตัวเชื่อว่าสาวกสไปซ์ทุกเพศทุกวัยคงจะอิ่มเอมใจกับการกลับมารวมตัวกันเฉพาะกิจของทั้ง5สาวนะคะที่แม้ว่าจะเป็นเวลาสั้นๆเพียงไม่กี่นาทีแต่ก็ยังการันตีได้อย่างดีว่า...โลกนี้ยังมีไว้กรี๊ดให้พวกเธอจริงๆ

สำหรับดิฉันในฐานะแฟนคลับของสไปซ์เกิร์ลตั้งแต่วินาทีแรกสุดและยืนเคียงข้างจวบจนทุกวันนี้ขอบอกว่าดีใจและภูมิใจในตัวพวกเธอมากๆที่ยังเห็นทุกนางยังคงท็อปฟอร์มสะกดทุกสายตาคนดูได้อยู่หมัดเฉกเช่นเมื่อ10กว่าปีที่แล้ว ดังนั้นจึงเป็นโอกาสที่ดีสำหรับนิตยสาร Hysteria ที่จะดึงวินาทีแห่งความประทับใจสมัยช่วงยุค90'sที่ชื่อของ "สไปซ์เกิร์ล" ยืนอยู่บนจุดที่รุ่งโรจน์ถึงขีดสุดกับอัลบั้ม Spice World งานดนตรีพ็อพที่สะท้อนวัฒนธรรมของโลกแห่งอาณาจักรดนตรีในยุค Spice Mania ได้อย่างดี

ก่อนอื่นคงต้องท้าวความไปถึงความสำเร็จของซิงเกิ้ลเปิดตัว Wannabe กับความสำเร็จจาก Spice งานชุดแรกที่เรียกได้ว่าเขย่าบัลลังก์ของอาณาจักรดนตรีพ็อพไปทั่วโลก นำมาซึ่งความสำเร็จมากมายและส่งผลให้ชื่อของสไปซ์เกิร์ลทะยานขึ้นเป็นเกิร์ลกรุ๊ปแถวหน้าของโลกสู่ความเป็นตำนานในทุกวันนี้

หลังจากที่อาละวาดประกาศศักดาบนชาร์ตเพลงไปทั่วทุกมุมโลกชนิดใหญ่เล็กกินเรียบก็ถึงเวลาที่จะคลอดสตูดิโออัลบั้มชุดที่สอง หากแต่ด้วยความสำเร็จท่วมท้นในวินาทีนั้นแม้แต่โลกภาพยนตร์ก็ยังต้องการพวกเธอขึ้นไปโลดแล่นเป็นส่วนหนึ่ง อัลบั้ม Spice World จึงถือกำเนิดขึ้นไม่เพียงแต่ในฐานะเป็นสตูดิโออัลบั้มชุดที่สองของทางวงหากแต่ยังคงเป็นอัลบั้ม "ซาวนด์แทร็ค" ประกอบภาพยนตร์ภายใต้ชื่อเดียวกันอีกด้วย วุ้ย เก๋เนอะ!

เทียบกับ Spice งานชุดแรกส่วนตัวคิดว่าตัวงานยังคงเสน่ห์ในแบบฉบับของดนตรีพ็อพตามคอนเส็ปท์ "Girl Power" อันเป็นเอกลักษณ์เอกอุของ5สาวสไปซ์เกิร์ลไว้ได้อย่างดี ตัวงานยืนพื้นที่ดนตรีพ็อพแบบอังกฤษจ๋าบนภาคดนตรีทีนพ็อพหวานหูแต่ในส่วนของเนื้อหายังคงความแข็งแกร่งแสบซ่านแบบจริตหญิงพร้อมทั้งอารมณ์ขันเสียดสีแบบเอกอุสมวัฒนธรรมผู้ดี ในแง่ของพลังเมื่อเทียบกับอัลบั้มแรกส่วนตัวรู้สึกว่า "เรียบและนิ่งกว่า" ภาพรวมดูธรรมดาแต่ประทานโทษทีเถอะเจ้าค่ะตัวอัลบั้มนี่เพลงติดหูหนึบมากๆทุกแทร็คยังคงเมโลดี้ที่ไพเราะขาดใจและมนตร์สะกดสมความเป็น "พ็อพ"

ถามว่าพัฒนาขึ้นมั้ย? "ไม่ได้โตขึ้นหรือก้าวหน้าไปไกลถึงไหนนะ" แต่ดูหลากหลายขึ้น เรียบเรียงได้พริ้งพลิ้วละมุนชวนฟังขึ้นรวมถึงพลังของทางวงที่ใส่ผ่านงานดนตรีเข้ามาดูทรงพลังขึ้นไปอีกระดับ ไม่ต้องมองที่ไหนไกลแค่ Spice Up Your Life (4/5) ซิงเกิ้ลเปิดตัวที่เป็นเพลงเก่งของอัลบั้ม ถ้าจำไม่ผิดไปได้สูงสุดที่อันดับ18บนบิลบอร์ดชาร์ต ตัวเพลงจริงๆไม่ลูกเล่นอะไรเทียบชั้นพวก Wannabe,Say You'll Be There หรือ Who Do You Think You Are เลยนะ เพลงพ็อพเต้นรำบนท่วงทำนองของละทินรุมบ้าและซัลช่าที่แสนจะธรรมดาค่อนไปทางฉาบฉวยแบบมีคุณภาพด้วยซ้ำแต่ไม่รู้ว่าทำไมฟังแล้วถึงได้รู้สึกว่าเพลงนี้มันมีพลังที่เหมาะสมต่อการสะท้อนความเป็นสไปซ์เกิร์ลในวินาทีนั้นชนิดยากที่จะปฏิเสธ ความทรงพลังของท่อนคอรัสที่ฟังแล้วขนลุก ลูกเล่นแบบ Dark Futuristic Space ที่สอดคล้องกับเอ็มวี วิญญาณของวัฒนธรรมกระแสหลักที่ก้มหัวคารวะให้แก่ทั้ง5สาวในวินาทีนั้น - - นี่คือเพลงธรรมดาๆที่เป็นธีมสำหรับยุค Spice Mania อย่างแท้จริง

อีกหนึ่งจุดใหญ่ที่ส่วนตัวสังเกตุในอัลบั้มนี้คือรู้สึกถึงความเป็น "เรโทร" มากกว่าอัลบั้มแรกที่ค่อนข้างจะร่วมสมัยเป็นเท่าตัว จิตวิญญาณของกลิ่นอายย้อนยุคกระจายตัวอยู่ทั่วอัลบั้มเริ่มตั้งแต่ Never Give On The Good Times (4.5/5) ที่มาแบบฟั้งค์กี้ย์กิสโก้แบบ70'sจ๋าแลดูกรีดกรายรุ่มรวยและคุณนายมากๆ Stop (4/5) ซิงเกิ้ลหนึ่งเดียวที่ชวดอันดับหนึ่งบนเกาะอังกฤษของสาวๆ (ไม่นับซิงเกิ้ลจากงานรวมฮิต) เป็นโอลด์สคูลพ็อพแบบบับเบิ้ลกัมพ็อพที่ได้รับอิทธิพลมาจากลูกเล่นของโมทาวน์และฟั้งค์รื่นเริงช่วงยุค60's อาจฟังดูกะโหลกกะลาไปนิดแต่ติดหูสุดๆ Too Much (5/5) อีกหนึ่งเพลงโลโก้ของทางวง นี่ก็จุดธูปเชิญเอาจิตวิญญาณของ "ดูว็อพ" ยุค50'sในช่วงเวลาที่บุกฝากเมนทสตรีมประสานคอนเทมโพรารี่ย์อาร์แอนด์บีและแจ๊ซซ์จางๆ ส่วนตัวชอบภาคเนื้อหาอันแสนลุ่มลึกที่แฝงมาในท่อน Too Much Of Something Is Bad Enough นี่สัจธรรมของการดำรงชีวิตโดยเฉพาะ "ชีวิตรัก" แท้ๆเลยนะคะ ถ้าถามดิฉันว่าโตมาแล้ว "ประทับใจเพลงไหนมากขึ้นที่สุด?" ขอยกให้ Lady Is A Vamp (4.5/5) เพลงปิดอัลบั้ม ที่ตอนเด็กๆฟังแล้วไม่เข้าใจหรอกค่ะด้วยภาคดนตรีสแตนดาร์ดแจ๊ซซ์ผสานสวิงและความเป็นบรอดเวย์บนเนื้อหาเปรียบเสมือนบทละครทริบิ้วท์แด่บุคคลสำคัญขอ
งอังกฤษรวมถึงแรงบันดาลใจที่สำคัญต่อศิลปะและวัฒนธรรมเมืองผู้ดี แฝงด้วยอารมณ์ขันแบบอังกฤษจ๋าและลูกบ้าในตัวเพลงที่ระรัวเร็วฟังแล้วเถียงไม่ออกได้แต่พยักหน้าตามหงึกๆท้ายที่สุดยังไม่วายมาปิดม่านที่ตัวเองในฐานะตำนานแห่งทศวรรษ90'sอีก แยบยลมาก!!! รักศิลปินอังกฤษก็ตรงนี้

อีกหนึ่งเพลงที่โดดเด่นที่สุดของงานชุดนี้คงหนีไม่พ้น Move Over (4/5) เพลงประกอบโฆษณาเป๊ปซี่ภายใต้คอนเส็ปท์ "Generation Next" นับว่าเป็นอีกแทร็คที่ระเบิดความเป็นของ "Girl Power" ออกมาได้อย่างดี ส่วนตัวคิดว่าล้ำสมัยพอในยุคนั้นนะคะพวกดนตรีพาวเว
อร์พ็อพที่จับพ็อพ ร็อค เต้นรำและการาจมาประสานงากับฮิพฮอพ สตรีทแร็พและอาร์แอนด์บีที่เอาจริงๆไม่คิดว่าแนวหนักขนาดนี้สาวๆจะทำได้ดีถึงขนาดนี้ เพลงระดับน้องๆยูเคการาจที่ต้องใช้ฝีมือและกึ๋นมากพอดูทีเดียวถ้าวัดในฐานะศิลปินพ็อพ สมกับที่ได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนแห่งพลังและจิตวิญญาณของคนรุ่นใหม่ในวินาทีนั้นโดยแท้
 
Do It (4/5) กับ Denying (4/5) สองเพลงที่ติดหูสุดๆเพลงแรกออกซอฟต์ร็อคนิดๆอารมณ์ขบถและฟีลกู๊ดสุดๆ ในขณะที่เพลงหลังนี่เป็นอาร์แอนด์บีพ็อพสวยๆท่อนคอรัสโคตรเพราะซาวนด์สแครชหูดับ บีทฟึ้งค์แน่นๆและซินธิ์หลอนๆ จะเรียกเออร์บันพ็อพก็ไม่ผิดนะ Saturday Night Divas (3.5/5) อีแบบนี้ไม่รู้จะเรียกว่าแนวอะไรดีเหมือนพวกบริทโซลในภาคทีนพ็อพหวานหูมากๆ เพราะติดหูสุดๆ ท้ายสุดกับ Viva Forever (5/5) คอนเทมโพรารีย์บัลลาดที่จัดเข้าสู่หมวดหมู่งานชิลล์ระดับเพชรได้เลย กีตาร์อคูสติค เพอร์คัสชั่น การประสานเสียงและเครื่องสายกรีดได้ไพเราะสะท้านทรวงสุดๆ ฟังทีไรใจมันโหวงๆทุกที

จะว่าไป10กว่าปีนี่มันเร็วจนเหลือเชื่อจริงๆนะคะ แต่ก็นะเวลาก็คือเวลาเราเรียกอดีตกลับมาไม่ได้ในโลกแห่งการดำรงชีวิตแต่ก็ใช่ว่าเวลาจะมาอยู่เหนือความฝันและความทรงจำซะเมื่อไร แม้จะผ่านไปสิบกว่าปีแต่พอได้กลับมาฟังอัลบั้มชุดนี้อีกครั้งความรู้สึกอิ่มเอมประทับใจในวินาทีแรกก็ยังคงครบถ้วนและเผลอๆจะเพิ่มพูนมากขึ้นด้วยซ้ำ เช่นเดียวกับที่สไปซ์เกิร์ลก็ยังคงเป็นสไปซ์เกิร์ลแม้ว่าเวลาจะผ่านไปสิบกว่าปีแต่ชื่อของพวกเธอยังคงขลัง เกิร์ลพาวเวอร์ในวันนั้นไม่ได้จางหายไปไหน ทุกกระแสตอบรับยังคงการันตีได้ดีว่า "สไปซ์เกิร์ล" คือและยังคงเป็นตำนานแห่งวงเกิร์ลกรุ๊ปของอาณาจ
ักรเพลงพ็อพที่ทุกวันนี้ก็ยังยากที่จะหาเกิร์ลกรุ๊ปรุ่นใหม่วงใดขึ้นมาเทียบเคียง - - เช่นเดียวกับที่ผลงานของเธอจะถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งในสิ่งที่ดีที่สุดที่เกิดขึ้นในวินาทีที่ดนตรี "ทีนพ็อพ" กำลังเบ่งบานอย่างถึงขีดสุด

วันเสาร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2555

Joss Stone : The Soul Session Vol 2


Joss Stone : The Soul Session Vol 2 : Soul/R&B/Funk Rock/Blues ( 87% = 4.5/5)

ช่วงนี้นับว่าเป็นอีกช่วงที่ไม่ค่อยมีอัลบั้มของศิลปินหญิงท่านไหนที่ส่วนตัวดิฉันรู้สึกถูกใจมากมายเท่าไรที่ฟังบ่อยก็มีมินิอัลบั้มล่าสุดของ T-ara กับงานรวมฮิตของเจโลแต่ก็ไม่ได้ปลาบปลื้มถึงขั้นขนหัวลุกไม่ใช่ว่าไม่ชอบนะคะ "ชอบ" แต่ก็ชอบแบบแค่ฟังบ่อยในช่วงเวลานี้แต่พอนานไปก็ลืมเชื่อสิ ส่วนตัวต้องการอะไรที่ดิบสดเข้มข้นและการระเบิดพลัง ศักยภาพจวบจนวิญญาณของดนตรีฟังไปฟังมาท้ายที่สุดหวยก็มาออกที่อัลบั้ม The Soul Sessions ชุดที่สองของจอส สโทนศิลปินโซลมากความสามารถของเกาะอังกฤษเอาจนได้

คงต้องท้าวความไล่ไปถึงสมัยปี2003 (ถ้าจำไม่ผิด) ที่เธอออกอัลบั้ม Soul Sessions ชุดแรกเป็นงานเดบิ้วท์สร้างชื่อให้เป็นที่ฮือฮายอมรับนับถือในหมู่นักฟังเพลงและคอดนตรีไปทั่วโลก ก็แหมใครจะไปคาดคิดล่ะคะว่าหน้าสวยๆกับด้วยวัยเพียง17-18ในช่วงนั้นเธอจะทำเพลงโซลจ๋าดิบสดชนิดโคตรพ่อโคตรแม่มหาโซลของแท้ชนิดคารวะจิตวิญญาณแห่งยุค60's - 70'sได้ถึงพริกถึงขิงทีเดียว ส่งอานิสงส์ให้ชื่อของจอส สโทนคนนี้ลอยลำขึ้นเป็นศิลปินหน้าใหม่ที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงมากที่สุดทีเดียว หลังจากงัดข้อกับต้นสังกัดเก่าและโดดหนีมาทำฟั้งค์ร็อคดุๆ เร็กเก้และฮิพฮอพบ้างในงานสามสี่ชุดหลังมาคราวนี้ก็ได้ฤกษ์งามที่สาวจอสเธอจะหวนกลับคืนสู่แรงบันดาลใจในยุคแรกเริ่มกับอัลบั้มโซลคัฟเวอร์เชือดเฉือนสุดจิตวิญญาณอีกครั้ง

 เทียบกับ The Soul Sessions ชุดแรกในแง๋ของภาคดนตรียังเน้นหนักที่ความเป็นโซลเช่นเดียวกันหากแต่ในแง่ของความดิบสดเข้มข้นแล้วชุดสองนี้แลดูจะดุกว่าเป็นเท่าตัวแถมชั้นเชิงในแง่ของการขับขานและความละเอียดอ่อนของภาคดนตรียังละเมียดละไมมากขึ้นไปอีกระดับ ที่แตกต่างออกไปอีกคือใน The Soul Sessions ชุดที่สองนี้ค่อนข้างจะมีความเป็น "ฟั้งค์ร็อค" โดดเด่นเห็นชัดกว่าเยอะจะว่าไปก็เป็นไปตามทิศทางของภาคดนตรีที่สาวจอสเธออยากให้เป็นอ่ะนะ ที่เหลือก็มีอารมณ์บลูส์โซลเฉือดๆและคอนเทมโพรารี่ย์อาร์แอนด์บีหม่นๆ โดยสรุปคงเรียกได้ว่าเป็นแรงบันดาลใจเดิมที่แตกต่าง ลุ่มลึกและก้าวหน้าขึ้นก็คงไม่ผิด

ยากมากๆที่จะต้องตัดใจเลือกมาเขียนเฉพาะบางเพลงเพราะโดยส่วนตัวชอบหมดทั้งอัลบั้มเลยอ่ะค่ะ แต่ถ้าต้องเลือกก็นี่เลย Then You Can Tell Me Goodbye (5/5) ที่โชว์เนื้อเสียงเพราะๆคลอเคลียร่วมไปกับกีตาร์อคูสติคงามระยับและเครื่องสายกรีดไปยันวิญญาณไพเราะจับจิตมากๆ โดยเฉพาะเสียงที่นุ่มละมุนของสาวจอสที่ไม่ต้องพยายามเค้นอะไรมากมายก็ได้เพลงที่สมบูรณ์แบบทีเดียว I Don't Wanna Be With Nobody But You (4.5/5) งานคอนเทมโพรารี่ย์70'sจำพวกบลูส์โซลอาร์แอนด์บีบิ๊กแบนด์โมทาวน์จ๋ามากๆใครที่อยากลองฟังงานโซลโชว์พลังเสียงย้อนยุคแบบที่ไม่หินจนเกินไปเริ่มได้ที่เพลงนี้ The High Road (4/5) อินโทรด้วยกีตาร์ฟั้งค์ร็อคเฟี้ยวฟ้าวก่อนจะย่างกรายเข้าสู่วัฒนธรรมโซลอาร์แอนด์บีบัลลาด ท่อนคอรัสติดหูดีนะ  ‎(For God's Sake)Give More Power To The People (5/5) นับว่าเป็นไฮไลท์ของอัลบั้มโดยแท้ครบเครื่องตั้งแต่โซล ฟั้งค์ กอสเพล บลูส์ร็อค อเมริกาน่าและแจ๊ซซ์ ดิบโต่งอลังการสะใจชอบสุดในอัลบั้มแล้ว Tearsdrops (4.5/5) อีกหนึ่งคอนเทมโพรารี่ย์โซลฟูลอาร์แอนด์บีบัลลาดติดพ็อพร็อคเพราะมากๆ จัดเป็นงานจำพวกโมเดิร์นอาร์แอนด์บีและนีโอโซลได้อยู่ ปิดท้ายกับ (1-2-3-4-5-6-7) Count The Days (4/5) งานพ็อพโซลใสๆปิดอัลบั้มแบบที่เธอชอบทำเพราะ พ็อพและฟังง่ายที่สุดในงานชุดนี้แล้ว หลายคนจะชอบนะ

 ถามว่างานชุดไหนดีกว่ากันชุดนี้ดนตรีเข้มและดุกว่าแต่ส่วนตัวชอบ The Soul Sessions ชุดแรกมากกว่าด้วยความที่มีเมโลดี้ติดหูกว่า พ็อพกว่าและฟังง่ายกว่าแต่อย่างไรก็ตามในฐานะภาคต่อที่เว้นช่วงห่างกันเป็นสิบปีนับว่าเธอมีพัฒนาการและก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องเลยทีเดียว ประทับใจอ่ะ!