วันอังคารที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

Super Junior : Sexy,Free&Single




Super Junior : Sexy,Free&Single : K-Pop/Electro Pop/Dance-Pop/R&B (72% = 3/5)


ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ซิงเกิ้ลแรก Sexy,Free&Single ที่ส่วนมากเท่าที่ได้ยินจะมาแนวก่นด่าแช่งชักหักกระดูกมากกว่า แต่ส่วนตัวอิฉันในฐานะเอลฟ์ประจำตัวของคุณชายชเวชีวอนก็หาได้แคร์ไม่ขอทำหน้าที่แฟน เอ๊ย แฟนคลับที่ดีในการสนับสนุนราชวงศ์ลิงต่อไป ก็แหมๆๆๆไหนๆก็รู้จักเห็นหน้าค่าตามานานแล้วออกอัลบั้มหกทั้งที่จะให้มาชิ่งทิ้งกันไปง่ายๆเดี๋ยวเอ็ดเวิร์ดชเวของดิฉันก็จะครหาว่าแนสทิน่าไม่รักกันจริงน่ะสิคะแถมอัลบั้มนี้ยังเป็นงานคัมแบ็คของพี่คังอินหลังจากหายหน้าหายตาไปรับราชการทหารมาสองปีอีกมันก็เลยอดใจที่จะรีวิวไม่ได้ หาใช่ว่าเป้ามันบังตาอย่างที่ผึ้อ่านบางท่านคิดอกุศลกับดิฉันนะเจ้าคะ เค้าก็แค่ทำเพื่อคนที่รักอาทิ อีทึก,ทงเฮ,อึนฮยอกและคยูฮยอนจ๋าด้วยความบริสุทธิ์ใจจริงๆหาได้มีสิ่งอื่นใดเจือปน


ไม่ต้องพูดพล่ามทำเพลงลีลากันมากมาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า ถามว่าอัลบั้มนี้ "แป๊กมั้ย?" ในแง่ความนิยมนอกเหนือจากหมู่เอลฟ์อาจจะไม่น่าพึงพอใจเท่าที่ควรแต่เอาจริงๆดิฉันว่าอัลบั้มชุดนี้เรียบเรียงออกมาได้ไพเราะน่าฟังและมีเอกภาพมาดว่า Mr.Simple อีกนะ โอเคเรื่องของความหลากหลายอาจจะไม่เท่าเพลงที่ดูแล้วน่าจะพีคจะฮิตก็อาจจะหาได้ยากถ้าเทียบกับอัลบั้มเก่าๆ แต่!!!ในแง่ของเมโลดี้และความระรื่นหูกินขาด ต้องเรียนตามตรงว่าเป็นอัลบั้มในประวัติศาสตร์ของพวกคุณชายSJที่ดิฉันฟังได้ตั้งแต่ต้นจนจบโดยไม่ต้องเบือนหน้าหนีและกลั้นหายใจกดข้าม


มันอาจจะจริงสำหรับกระแสวิจารณ์ที่ว่า "สูตรสำเร็จ","ซ้ำซาก" ไปจนถึง "ไร้ซึ่งพัฒนาการ" ในมุมมองของเอลฟ์ที่ยุติธรรมก็คงต้องบอกว่าพวกเขาไม่ได้โตขึ้นหรือนำเสนออะไรใหม่ๆเลย ใช่ว่าไม่มีอะไร "เปลี่ยน" พวกเขาเปลี่ยนแต่เป็นการเปลี่ยนในแบบที่กอดจุดยืนและสูตรสำเร็จแน่นๆพร้อมวิ่งเข้าไปหาความร่วมสมัยมากกว่าที่จะเปลี่ยนแบบกระโดดข้ามขึ้นมาอีกขั้นให้สมศักดิ์ศรีบอยแบนด์ที่เป็นทั้งกระแสและตำนานของอาณาจักรเคพ็อพ เอาแค่ไทเทิ่ลแทร็ค Sexy,Free&Single (3.5/5) ซิงเกิ้ลแรกที่ดูด้อยสุดในแง่ของพัฒนาการคือแสดงให้เห็นกันโต้งๆเลยว่าพวกเขาขอเดินตามความสำเร็จของ Mr.Simple กับดนตรีอิเล็คโทรพ็อพเต้นรำตบยูโรบีทและดั๊บสเต็ปบนสรรพสำเนียงออโต้จูนระรัวจนกลายเป็นโรโบติคอันเป็นเทรนด์ล่าสุดของดนตรีเคพ็อพเล่นกันตั้งแต่รุ่นเล็กอย่างMblaqไปยันเจ้าพ่อBig Bang แต่ส่วนตัวฟังแล้วชอบในรสชาติหวานๆเริงระบำล่องลอยแบบเฮ้าส์เจือกลิ่นกรู๊ฟนิดๆแถมฟังแล้วยังนึกถึงเวอร์ชั่น2.0ของบอยแบนด์ตะวันตกยุค90's มันก็ไม่แย่นะเอาจริงๆแล้ว


ของดีในอัลบั้มขอนำเสนอพวกบัลลาดที่สูตรสำเร็จจริงแต่เมโลดี้ไพเราะและเด็ดขาดชัดเจนตั้งแต่ From U(4.5/5) โอลด์สคูลมิดเทมโพพ็อพอาร์แอนด์บีเจืออารมณ์โซลหวานๆละเมียดละไม ฟังแล้วช็อคลมแถบจับเพราะไม่คิดว่าพวกพี่ท่านจะแน่นอนกันขนาดนี้ เอาง่ายๆดีกว่าถ้าไม่ร้องเป็นภาษาเกาหลีดิฉันคงนึกว่าเป็นงานจากศิลปืนโมเดิร์นอาร์แอนด์บีจากฝากอเมริกา Daydream (4/5) นี่เชื่อว่าเอลฟ์ที่ติดตามSuper Juniorมานานจะต้องชอบแน่ๆเพราะงานบัลลาดอดัลท์คอนเทมโพรารียแบบนี้นี่สูตรสำเร็จของตลาดเคพ็อพโดยเฉพาะ SM Town นี่ชอบนักละถ้าคุณฟังดงบังชินกิไปจนถึงสามหนุ่มJYJที่ย้ายค่ายหนีสัญญาทาสไปแล้วล่ะก็ นี่แหละเพลงของคุณ  มาที่ Bittersweet (4/5) เปิดตัวบนการพรมเพียโนพลิ้วไสวก่อนจะกลายเป็นเพลงขาวสะอาดบริสุทธิ์แบบที่วัฒนธรรมเคพ็อพเท่านั้นที่จะทำได้ เกาหลี๊ เกาหลีค่ะเพลงนี้น่าจับไปประกอบซีรี่ยส์ ปิดท้ายด้วย A 'Good' bye (4/5) บัลลาดปิดอัลบั้มเพราะๆ


 ที่ว่าแย่จนเปิดโสตรับฟังไม่ได้นี่ก็ขอแก้ข่าวนะคะว่างานชุดนี้มันไม่ได้แย่ขนาดนั้น....แค่อาจจะไม่ดังตู้มต้ามมมเป็นกระแสไปทั่วทุกที่ๆพวกเขาไปถึงอย่าง Mr.Simple ก็แค่นั้น งานหน้ารบกวนหาโปรดิวซ์เซอร์ที่ทำอะไรแตกต่างออกไปหน่อยมาทำเพลงคัมแบ็คให้แล้วกันนะคะ A-chaก็เป็นภาคสองแล้วนี่ท่านชายยังทะลึ่งคลอดภาคสามออกมาแล้วใคร คร๊ายย มันจะไม่เอียนระอาเอือม

วันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

Justin Bieber : Believe


Justin Bieber : Believe : Pop/Dance-Pop/R&B/Electro Pop (85% : 4/5 )


คนใกล้ตัวดิฉันอาจจะงงประมาณว่า "อีห่านี่กินอะไรผิดสำแดงเข้าไป!" อยู่ๆจะมาเขียนถึงจัสติน บีเบอร์!!! อ้าวก็ส่วนตัวไม่เคยบอกนี่คะว่าแอนตี้น้องเขาคืออาจจะไม่ได้มากมายมหาศาลถึงขั้นเป็นพวก Bielieveber หรืออะไรก็ตามที่เป็นสาวกแฟนคลับแต่ก็ใช่ว่าจะหลับหูหลับตาไม่รู้ไม่เห็นหรือไม่ยอมรับในความสามารถของน้องเขาสักหน่อยนี่! ยิ่งได้ดูโชว์Boyfriendเพลงโปรดของดิฉันในรายการ The Voice แล้ว แม้ แแแหมมมมม ห แหมๆอัลบั้มหลุด เอ๊ย ออกมา (ตั้งเดือนกว่า) แล้ว ถึงไม่ได้รอฟังแต่ไม่หามาฟังก็กระไรอยู่


จะว่าไปรู้สึกดีใจนะคะเพราะ "คิดไม่ผิดจริงๆที่หามาฟัง" ต้องสารภาพกันโต้งๆตรงนี้เลยว่าดีกว่าที่คาดหวังไว้มาก ในแง่ของความทรงพลังของตัวงานนี่คนละเรื่องกับตอนMy Worldเลยทีเดียวผิดกันและดีกว่ามากชนิดลิบลับทั้งในแง่ของการเรียบเรียง ชั้นเชิงของการนำเสนอภาคดนตรีดูมีหีบห่อขึ้นเยอะ ภาพรวมฉีกจากงานทีนพ็อพแบบในอัลบั้มแรกขยับขยายไปสู่ธีมของดนตรีเต้นรำและเออร์บันมากขึ้นตั้งแต่พื้นๆอย่างอิเล็คโทรพ็อพ อาร์แอนด์บี ฮิพฮ็อพไปถึงเทรนด์ร้อนแรงสุดเกร่ออย่างดั๊บสเต็ปแผ่กระจายไปเล่นกับอคูสติค ยูโรบีท เฮ้าส์ คอนเทมโพรารี่ย์อาร์แอนด์บียันกอสเพล นับว่าชัดเจนทั้งในแง่ของความหลากหลายและพัฒนาการ 


แต่กระนั้นก็เถอะคมดาบอีกด้านที่หวนกลับมาแทงนายบีเบอร์ก็คือกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าพ่อคุณเธอสลัดอิทธิพลของศิลปินท่านอื่นไม่หลุดจนกลายเป็นอาจะถูกค่อนขอดตราหน้าว่าวอนน่าบีไป คือคุณน้องจะก็อปไม่ก็อปหรือจะหยิบยกแรงบันดาลใจจากใครมาใช้ในห้องอัดรึเปล่านี่ไม่มีใครทราบหรอกค่ะ แต่เท่าที่พี่ใช้หูฟังกับประสบการณ์ตรวจตราเอาสไตล์เรามันก็ไม่หนีเขาจริงๆว่ะค่ะพ่อรูปหล่อเรียงหน้ามาเลยตั้งแต่จัสติน ทิมเบอร์เลค,เจสซี่ แม็คคาร์ทนี่ย์และไมเคิล แจ็คสันผู้ล่วงลับนี่ยังไม่นับที่คุณพี่อุตริคิดเตลิดเปิดเปิงเผื่อไปถึงอดัม ริทคิทท์,นี่โย่,คริส บราวน์,เดวิด เกตต้าไปยันBackstreet Boys,A1ยันC21โน่น...


‎...บวกลบคูณหารคิดสะระตะในใจแล้วส่วนตัว "ชอบ" ค่ะจะไปเหมือนใครบนโลกนี้กี่คนก็ช่างแม่มันเถอะเพราะอย่างน้อยในฐานะคนฟังเพลงส่วนตัวประทับใจทุกครั้งที่ได้เห็นศิลปินมอบพัฒนาการและความตั้งใจผ่านทางผลงานเพลง ความเหมือนที่ถ้ามองในแง่ร้ายคือเลียนแบบแต่สิ่งดีๆในตัวของอัลบั้ม Believe คือทำออกมาได้ "ถึง" และฟังได้เพลิดเพลินในทุกแทร็ค อาจจะโหลแต่ร่วมสมัยไม่เชยรวมถึงยังมีกลิ่นหอมๆของจิตวิญญาณทีนพ็อพแบบทศวรรษ90ที่เราชอบวนเวียนลอยละล่องอยู่ด้วย ทุกสิ่งทุกอย่างลงตัว ก้าวหน้า น่าชื่นชมและ "ดีเกินพอ" สำหรับการพิสูจน์ตัวเองในบทที่สองว่าไม่ใช่กระแสเพียงประเดี๋ยวประด๋าวดังชั่วข้ามคืนในเพลงเดียวก่อนจะต่อยอดพัฒนาชั่วโมงบินและประสบการณ์ในฐานะศิลปินคุณภาพในระยะเวลาต่อไป บทพิสูจน์เดียวกันกับพวกศิลปินพ็อพที่เขาดังกันระดับโลกอย่างไมเคิล แจ็คสัน,มาดอนน่า,บริทนี่ย์ สเปียรส์,บียอนเซ่และเลดี้กาก้านั่นแหละ 


ในส่วนของแทร็คแนะนำนี่ที่รักปักใจกันจริงจังเลยเห็นจะเป็น All Around The World (4.5/5) เพลงเปิดอัลบั้มที่ร่วมงานกับลูดาคริสเป็นอิเล็คโทรพ็อพเต้นรำคลับแบงเกอร์ที่ถ้าตัดเป็นซิงเกิ้ลออกมามีแววเป็นหนึ่งในDance Anthemแห่งปีได้ไม่ยาก ส่วนตัวชอบชั้นเชิงการเล่นดั๊บสเต็ปที่ประสานชนกับฮิพฮอพได้เท่ห์บรรลัยท่ามกลางหลากสรรพสำเนียงของมนตร์สะกดแห่งดนตรีเต้นรำตั้งแต่เฮ้าส์สวยงามล่องลอย เทคโนตึ๊บๆและยูโรบีทกระชากใจเปรี้ยวปรีดส์ ชนิดที่น่าจะจับไปไว้ในอัลบั้มของพิทบุล Boyfriend (4/5) ซิงเกิ้ลแรกที่เดินบนบีทอาร์แอนด์บีฮิพฮอพมืดๆเกลากับทำนองของกีต้าร์อคูสติคไพเราะระรื่นหู ใครว่าเหมือน Like I LoveYou ของจัสตินก็เถอะส่วนตัวชอบมากๆ  As Long As You Love Me (4/5) ที่ร่วมงานกับ Big Sean แรกๆฟังแล้วรู้สึกแปร่งๆนะคะเป็นงานดั๊บสเต็ปแบบแปลกๆแต่ก็เพราะมันแปลกแบบครบทุกรสชาติดีนะตั้งแต่ฟั้งค์ตบมือกันพัลวัน อิเล็คโทรพ็อพ เต้นรำ ยูโร แร็พ ได้ข่าวว่าจะเป็นซิงเกิ้ลใหม่นี่ Catching Feelings(4.5/5),Fall(4/5) และ Be Alright (4.5/5) เป็น3แทร็คมิดเทมโพพ็อพอาร์แอนด์บีบนบีทกีตาร์อคูสติคสุดเพราะมีตั้งแต่อดัลท์คอนเทมโพรารี่ย์ ชิลล์ โซลฟูลยันอะแค็พเพลล่า 


 ไทเทิ่ลแทร็ค Believe (5/5) แรกๆดูเหมือนจะเป็นอดัลท์คอนเทมโพรารี่ย์พ็อพบัลลาดสูตรสำเร็จแต่มาตีคะแนนได้แจ็คพ็อตไปเต็มๆตรงเสียงประสานกอสเพลช่วงท้ายนั่นแหละ เหนือความคาดหมายมากๆ ส่วนพวกโบนัสแทร็คในอัลบั้มนี่น่าจะจับมายัดแทนที่บางเพลงจริงๆ อย่าง Out Of Town Girl (4/5) เป็นงานเออร์บันแบบอัลเทอเนทีฟฮิพฮอพ ดั๊บ แด๊นซ์ฮอลล์ในแบบที่เอาไปใส่ไว้ในอัลบั้มของพวก Major Lezor ได้เลย พ็อพไปนิดไม่ว่ากัน She Don't Like The Light(4.5/5) เป็นดีพเฮ้าส์แดนซ์พ็อพเทคโนติดดั๊บสเต็ปและยูโรบีทเฟี้ยวฟ้าว เพลงจำพวกโพรเกรสซีฟพ็อพแทรนซ์น่ะค่ะ Maria(4/5) พ็อพเต้นรำซินธิ์เด่นเด้งดั๋งดั๋งหอมกลิ่นเรโทรซาวนด์แบบฟั้งค์กี้ย์ดิสโก้แฝะการใช้เสียงฟัลเซ็ทโทแบบจัสติน ทิมเบอร์เลค,พริ๊นซ์และไมเคิลแจ็คสันที่ทำได้ดีไม่หยอก นึกถึงยุคนิวแจ็คสวิงที่ไม่มีแร็พหรือคอนเทมโพรารี่ย์อาร์แอนด์บีประสาน ในขณะที่ Love Me Like You Do (4/5) เป็นคอนเทมโพรารี่ย์อาร์แอนด์บีผสานซาวนด์สแครช โซลฟูล ไควเอ็ทสตอร์มและฮิพฮอพแร็พได้ลงตัวมาก ไม่ทราบว่า4เพลงนี้มันดีเกินไปเหรอคะ? ถึงได้จับมาเป็นแค่โบนัสแทร็คน่ะ!!! โกรธ


ท้ายที่สุดไม่ทราบว่าคุณน้องจัสติน บีเบอร์เปิดรับสมัครติ่งอายุ25มั้ยคะ? จะไปสมัคร เหอๆๆ 

Maroon 5 : Overexposed



Maroon 5 : Overexposed : Pop-Rock/Dance-Pop/Disco/Funk Rock (75% = 3.5/5)


หลังจากที่ดิฉันมัวแต่เริงร่าอยู่กับที่ทำงานและผู้ชายวันนี้ก็ได้ฤกษ์มานั่งเคลียร์รีวิวของ5หนุ่มมารูน5ที่ค้างไว้เสียที จะให้เรียกว่าวงสุดรักก็กระดากปากซะเต็มประดาเพราะมันก่ำกึ่งระหว่างเฉยๆและแอบชอบเบาๆอย่าง This Love,MiseryหรือShe Will Be lovedทุกวันนี้ก็ยังหยิบมาเปิดฟังบ่อยๆแถมยังเป็นกรุ๊ปปี้รายการ The Voice อีกดังนั้นงานชุด Overexposed นี้ก็ต้องจัดว่าเป็นอีกหนึ่งอัลบั้มบังคับประจำปีที่แนสทิน่าต้องเขียนถึง - - แม้ว่าจะเพิ่งฟังจริงจังเมื่อกลางสัปดาห์ที่แล้วก็เถอะ


วู๊ยยย ต๊ายยยย ยย อ๊ายยย ต๊ายยย ตายๆๆๆเทียบกับความผิดหวังจากอัลบั้มที่แล้วแล้วล่ะก็อัลบั้มนี้เหมือนแสงท่องผ่องอำไพสว่างสดใสตั้งแต่ความรู้สึกที่รอบแรกเลยทีเดียว ในแง่ของพลังในการเรียบเรียง เมโลดี้และเอกภาพนี่ผิดกันเยอะ ผิดกันไกลและผิดกันลิบลับทีเดียว โอเคเพลงแกนๆยังมีอยู่แต่ก็ลวกได้สุกพอรับประทานและแน่นอนอาจจะไม่ได้สมบูรณ์แบบไปทุกกระเบียดประการแต่ก็ฟังได้เพลิดเพลินเจริญจิตไหลลื่นยกอัลบั้มโดยปราศจากอารมณ์สะดุดหงุดหงิดประการใด 


หนึ่งในสิ่งที่ชอบคือตัวเลือกทางดนตรีที่หลากหลายหากแต่มันแสนจะลงตัวจะเรียกว่าเป็นงานทดลองก็ไม่ถูกเพราะก็ไม่ได้ออกมาแบบจับแพะชนแกะสุ่มสี่สุ่มห้าแต่เหมือนว่าอยากจะขยับขยายเขยิบไปเล่นกับอะไรที่หลากหลายมากกว่าเพื่อรองรับรสนิยมของทุกหูและขยายฐานแฟนเพลง ดังนั้นรับประกันค่ะว่าฟังอัลบั้มนี้แล้วมอบให้คุณคุ้มทุกอารมณ์รสชาติของดนตรีจริงๆตั้งแต่แทร็คเปิดอัลบั้มอย่าง One More Night (3.5/5) ที่น่าจะเป็นซิงเกิ้ลที่สองของ Overexposed นี้ไปเรียบร้อยแล้วแค่เปิดตัวมาโดยจับเอาจังหวะเร็กเก้มาประสานงากับภาคของความเป็นพ็อพร็อคแบบมารูน5ตบบีทเต้นรำและฟองดั๊บตุ๊บป่องแค่นี้ก็แตกต่างพอแล้วกระมังคะ หรือจะเป็นเพลงเก่งของอัลบั้มอย่าง Payphone(5/5) ที่ดิฉันสุดโปรดปรานก็เป็นพ็อพอาร์แอนด์บีเออร์บันจ่าติดฮิพฮอพจากสรรพสำเนียงแร็พของ Wiz Khalifa เป็นหนึ่งในแทร็คที่เท่ห์ที่สุดของปีนี้เลยทีเดียว น่าจะได้อันดับหนึ่งไปให้รู้แล้วรู้รอด ต่อด้วย Daylight (4/5) พ็อพร็อคสูตรสำเร็จแต่ติดหูกู่ไม่กลับลูกเล่นคล้ายกับเพฝงของColdplayในภาคที่พ็อพกว่าคือเป็นซอฟต์ร็อคปะทะบีทกีตาร์สวยๆเหยาะบีทเต้นรำเจือจาง บางคนอาจจะหาว่าดาดโหลแต่ยอมรับว่าชอบนะ Lucky Strike (3.5/5) นี่ค่อนไปทางฟั้งค์ร็อคติดเรโทรนิดๆแต่แอบเปรี้ยวช่วงเบรคเอาท์ที่เอากีตาร์ฟั้งค์ร็อคมาทำเลียนแบบดั๊บสเต็ปจะว่าไปมีอิเล็คโทรนิคอ่อนๆด้วยนะในขณะเดียวกันThe man who never lied (4/5) นี่ก็เป็นอีกหนึ่งพ็อพร็อคธรรมดาๆที่ติดหูเหลือร้าย Beautiful Goodbye (5/5) บัลลาดปิดอัลบั้มสุดไพเราะเก๋ไก๋เป็นงานคอนเทมโพรารี่ย์กึ่งชิล์แจ๊ซซ์บนจังหวะพ็อพเร็กเก้นวลๆปราศจากวัฒนธรรมเอซิดแจ๊ซซ์แบบที่ทางวงชอบทำ


สำหรับเพลงอื่นๆที่น่าสนใจอีกก็มี Ladykiller (3.5/5) งานพ็อพเต้นรำติดกลิ่นเรโทรซาวนด์ของฟั้งค์ กรู๊ฟและดิสโก้บนสตพสำเนียงฟัลเซ็ทโทสุดเซ็กซี่ที่พี่จัสติน ทิมเบอร์เลคและพผีราชาไมเคิล แจ็คสันชอบทำ Love Somebody(3.5/5) นี่ก็จับเอาลูกเล่น Eurythmics แบบอังกฤษจ๋าทีขนมาทั้งยูโรบีท ซอฟต์ร็อค ดิสโก้และซอฟต์ร็อคปะทะกับฟั้งค์กี้ย์ แรกๆไม่ชอบแต่นานไปนี่โอเคละ และแน่นอน Moves Like Jagger (3/5) แทร็คที่ร่วมงานกับคุตนายช็อคการีติ๊นา งั้นๆแต่ได้อันดับหนึ่งไปร่วมเดือนเมื่อปีที่แล้ว ม้ามืดแท้ๆ


จะบอกว่าจวบจนวินาทีนี้ยังไม่เกิดความรู้สึกว่านั่งฟังานของวงร็อคแต่เหมือนกับนั่งฟังอัลบั้มเพลงพ็อพรวมฮิตอะไรเทือกๆนั้นมากกว่า จะว่าไปเป็นหนึ่งในงานของฝั่งอเมริกาที่ฟังได้เพลิดเพลินเจริญจิตที่สุดแห่งปีทีเดียว 







Fiona Apple : The Idler



Fiona Apple : The Idler Wheel Is Wiser Than The Driver of The Screw And Whipping Cords Will Serve You More Than Ropes Will Ever Do : Indie/Altervative/Art Rock/Fusion Jazz/Experimental (95% = 5/5)


อีกหนึ่งอัลบั้มที่ส่วนตัวตั้งหน้าตั้งตานับวันรอคอยมากที่สุดประจำปีนี้กับ "THE IDLER" สตูดิโออัลบั้มล่าสุด(ที่ชื่อเต็มๆยาวโคตรชนิดที่ถ้าทำสถิติโลกได้จะไม่แปลกใจ)ของสาวมากความสามารถอย่าง "ฟิโอน่า แอ็พเพิ่ล" ที่แม้ดิฉันสูบมาฟังอู้หูอ้าหามานานพอตัวแล้วไหนจะยังแปะลงนิตยสารมาสักพักใหญ่ๆพอดูแล้วแต่ก็เพิ่งจะหาฤกษ์หายามเขียนให้ท่านๆอ่านได้ก็อีวันนี้ล่ะค่ะ - - โดนคนอ่านด่าขรมด่าเปิงไปถึงไหนต่อไหนแล้วนั่น!


พิจารณาภาพรวมของอัลบั้มเท่าที่เก็บข้อมูลแล้วขอบอกว่าเป็นงานที่มีเอกภาพและสะท้อนความเป็นฟิโอน่าออกมาได้อย่างครบถ้วนชัดเจน (เผลอๆจะมากกว่าTIDALอัลบั้มแรกซะอย่าง) ภาคดนตรียังคงเป็นอัลเทอเนทีฟฟังยากในแบบฉบับของฟิโอน่าที่มีรูปแบบในการนำเสนอเฉพาะตัวแบบสุดโต่ง(อินดี้)ที่อาจจะเล่นผู้ฟังขาจรให้อึ้งได้ด้วยความที่มันมีปัจเจคในตัวสูงล้นถึงขั้นอาจจะฟังไม่รู้เรื่องไหนจะยังโครงสร้างดนตรีทีค่อนข้างซับซ้อนเชิงทดลอง(EXPERIMENTAL)ที่ใส่ตั้งแต่สรรพสำเนียงแบบเวิลด์ไล่มาหาอาร์ทร็อคสไตล์อวองการ์ดออกแนวศิลปะสุดโต่งจนถึงฟิวชั่นแจ๊ซซ์ - - จะว่าไปมันฟังง่ายขึ้นนะเพราะปกติไม่เคยจะสามารถฟังฟิโอน่าจนจบทั้งอัลบั้มได้


ถามหาจุดด้อยก็คงต้องถามกลับว่าคุณ "เคยฟังฟิโอน่ามั้ย" ถ้าไม่เคยก็เตรียมใจได้เลยว่ามีความเป็นไปได้สูงทีเดียวที่จะไม่ชอบอัลบั้มชุดนี้ด้วยความที่ภาคดนตรีเฉพาะมางมากๆชนิดที่พวกขาจรมาเจอก็คงถึ้งขั้นลงไปชักน้ำลายฟูมปาก ส่วนตัวคิดว่าฟังง่ายกว่างาของบีเยิร์คกับโทรี่ เอมอสนิดนัึและฟังยากกว่างานของซานติโกลด์หรือMIAหลายโยชน์อยู่ ต่อให้แม้แต่คุณจะคุ้นเคยกับงานของเธอดีก็ตาม The Idler... ก็ยังจัดว่าเป็นอัลบั้มที่ไม่ง่ายเลยสำหรับการฟัง ด้วยความที่เนื้อหาต้องอาศัยการตีความสูง ตัวงานค่อนข้างออกแนวศิลปะชั้นสึูฟังแล้วต้องจินตนาการตามยากจะจับต้องเดือนนึงจะฟังสักสองครั้งสำหรับบางท่านอาจจะคิดหนัก - - ก็เหมือนกับให้เราเลือกหนังสือสักเล่มระหว่างหลักปรัชญากับกอสซิปสตาร์นั่นแหละค่ะ จะมีสักกี่คนที่จะไม่เลือกหยิบอย่างหลัง แม้แต่ดิฉันเองก็ขอหยิบพวกซุบซิบดารามาอ่านยังจะมันส์ซะกว่า 


ที่แปลกใจก็คืองวดนี้ชอบหลายเพลงซะด้วยน่ะสิ ตั้งแต่Every Single Night (4.5/5) ซิงเกิ้ลแรกที่แลดูเรียบง่ายที่สุดในอัลบั้มแล้วกับโพรแกรมมิ่งกรุ๊งกริ๊งบางเบาคลอเคลียไปกับเสียงกระซิบกระซาบบางเบากึ่งบอสซาโนว่าบนสรรพสำเนียงเวิลด์ออกอเมริกันพื้นเมืองนิดๆ  สำหรับคนชอบงานฟิวชั่นแจ๊ซซ์ไม่ว่าจะเป็นสแตนดาร์ด โมเดิร์น ครอสโอเว่อร์หรือบรอดเวย์ขอแนะนำ Valentine (5/5) กับ Johnathas (5/5) ที่นอกจากจะโชว์เนื้อเสียงและอินเนอร์ในการร้องแล้ว ยังโชว์กึ่นในแง่ของการเรียบเรียงได้อย่างดี 


Anything We Want (4.5/5) โฉยกลิ่นอายหอมๆของวัฒนธรรมตะวันออกผสานกับเครื่องสายและเพียโนร็อคฉบับฟิโอน่าได้อย่างลงตัว มีเสน่ห์ดีทีเดียว ปิดอัลบั้มด้วย Hot Knife (5/5) งดงามประหนึ่งRepriseปิดม่านละครเวทีสุดอลังการไล่เลียงตั้งแต่บรอดเวย์ แจ๊ซซ์ แอฟริกันเร็กเก้แบบอะแค็พเพลล่าไปยันอาร์ทร็อค


อัลบั้มนี้อาจจะเป็นงานดีที่ฟังยากจนไม่น่าฟัง แต่เชื่อเถอะภายใต้ความซับซ้อนมีความสวยงามนอนรออยู่เสมอ