วันจันทร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2555

Putumayo : Blues Lounge (Myspace#91)


Putumayo : Blues Lounge : Blues/Lounge (100%)

เมื่อปีที่แล้วดิฉันได้ให้สัญญากับผู้อ่านที่รักดนตรีเวิลด์มิวสิคและเป็นสาวกของซีรี่ยส์จากค่าย Putumayo - - ค่ายดนตรีแนวเวิลด์มิวสิคที่เก๋ไก๋น่ารักที่สุดจริงๆนะ!!! - - ไว้ว่าจะเขียนแนะนำซีรี่ยส์ของค่ายนี้ให้เยอะๆแต่สุดท้ายก็ทำได้ไม่จุใจท่านผู้อ่านเท่าที่ควร ก็ต้องขอโทษจากกระัแสที่ตำหนิมานะคะไม่ได้ตั้งใจจะทำให้ผิดหวังเอาเป็นว่าปีนี้จอเริ่มใหม่ก็แล้วกัน และเพื่อความสบายใจสัญญาว่าถ้ามีเวลาดิฉันจะพยายามเขียนแนะนำซีรี่ยส์จากค่ายนี้ถ้าทำได้ก็จะเขียนให้ทุกเดือนก็แล้วกันนะคะ ^ ^

สำหรับงานชุดแรกที่ขอหยิบมาแนะนำในมายสเปซแบบเต็มๆในช่วงเดือนแรกของปีนี้เลย ยกให้กับซีรี่ยส์ชุด Blues Lounge ที่นับว่าน่าจะเป็นยุคแรกๆที่ทางค่ายเบรคจากความสนใจจากสายตาของมหาชนในอุตสาหกรรมดนตรีในฐานะค่้ายเพลงแนวหน้าที่นำเสนอดนตรีแนวเวิลด์และจุดประกายให้กระแสและความนิยมของดนตรีประเภทนี้เบ่งบานแบบสุดๆในช่วงทศวรรษ90เลยทีเดียว

จากการทำซีรี่ยส์อัลบั้มดนตรีแนวเวิลด์ที่มหาชนคาดหวังมาสู่การนำเสนอดนตรีแนวฟิวชั่นในอัลบั้มชุด Blues Lounge ที่เป็นการบูรณาการกันระหว่างความดิบสดของดนตรีแนว "บลูส์" ในช่วงปลายทศวรรษ40เข้ากับวัฒนธรรมดีเจคัลเจอร์ร่วมสมัยจากความเป็น "อิเล็คโทรนิก้า" ที่โดดเด่นบนภาคดนตรีแบบชิลล์เอ๊าท์และเล้าจ์นพลางผสมผสานเอาอิทธิพลจากดนตรีแนวทริพฮอพ ดาวน์เทมโพและบีทฮิพฮอพลงสู่ตัวงานได้อย่างแยบยล นับเป็นซีรี่ยส์ที่เป็นตัวแทนของการผนวกวิญญาณระหว่างนวัตกรรมและความดิบสดเข้มข้นของจิตวิญญาณดั้งเดิมอันก่อให้เกิดเป็นดนตรีแนวฟิวชั่นจำพวกนูโซลที่ได้รับกรัแสตอบรับอย่างท่วมท้นในช่วงปลายยุค90จนถึงต้นยุคสองพันได้อย่างชัดเจน

แทร็คที่ส่วนตัวอยากจะแนะนำนี่จริงๆแล้วก็อยากจะให้ฟังซะทุกเพลงเลยนะคะแต่ถ้าให้ตัดใจเลือกมาเฉพาะเพลงที่โดดเด่นและโดนใจแบบสุดๆเป็นการส่วนตัวจริงๆนี่ขอยกให้ Pablo's Blues จาก Gare du Nord ที่จับเอาเสียงร้องแบบบลูส์โซลดิบสดเข้มข้นมาปะทะเอากับแบ็คกราวนด์ดนตรีอิเล็คโทรนิก้าจำพวกดาวน์เทมโพได้อย่างลงตัวไปอีกแบบทำให้จินตนาการถึงวันใดที่เพลงบลูส์กลับขึ้นมาเป็นกระแสในยุคโลกาภิวัฒน์นี้อีกครั้งก็คงจะละจากการเล่นกับพวกเครื่องดนตรีสดไปสู่อารยธรรมของซาวด์สังเคราัห์แบบนี้แทนกระมัง Run On โดยดีเจคนเก่งอย่างโมบี้ย์ที่ฟังแล้วถึงกับจะลงไปชักกระแด่วๆๆๆๆๆๆ วู้ยยยยย เก๋กว่านี้ไม่มีอีกแล้ว ช่างคิดนะคะจับเอาวัฒนํรรมแบบลูส์ช่วงยุค30-40แท้ๆมามิกซ์เข้ากับลูกเล่นดนตรีโซลแบบโมทาวน์60ก่อนจะใส่ทั้งซาวนด์สแครช เฮ้าส์ติดเบรคบีทนิดๆ เจิดจรัสม๊ากกกกกก!!! Midnight Dream โดย Little Axe เพลงเปิดอัลบั้มอันนี้ออกแนวทริพฮอพเข้มๆแบบงานโซลและอาร์แอนด์บีช่วงต้นยุค90ที่มาฟิวชั่นเข้ากับดนตรีอิเล็คโทรนิคและบีทฮิพฮฮพน่ะค่ะ ต่อด้วย Parchmebn Blues จาก Tangle Eye ซึ่งนับว่าเป็นงานที่สมคอนเส็ปท์ของการผิวชั่นที่เอาบลูส์ดิบๆและดนตรีเล้าจ์นแท้ๆมายืนชนกันตรงกลางพอดิบพอดี และ John Henry's Blues โดยวงเดียวกันด็ตอกย้ำคำสรรเสริญเยินยอข้างต้นของดิฉันได้อย่างดีว่า ไม่ได้เกินจริงแต่อย่างใด

ท้ายที่สุดต้องขอขอบคุณอีเมลล์ติเตียนจากท่านผู้อ่านทุกท่านนะคะ ไม่งั้นก็คงจะอีกนานทีเดียวกว่าจะได้เขียนแนะนำอัลบั้มดีๆแบบนี้ลงในบล็อคและในบอร์ด - - เพราะคงมัวแต่ไปเขียนถึงศิลปินเกาหลี 555 - - สพหรับครั้งหน้าใครอยากอ่านซีรียส์อะไรของทางค่ายนี้หรือสนใจดนตรีปรัเภทไหนจากค่ายนี้ไม่ว่าจะเป็นเออร์บัน กรู๊ฟ เซลติคหรือจะเจาะเป็นเวิลด์ของแต่ละภูมิภาคไปก็เขียนอีเมลล์เข้ามาได้นะคะ ^ ^

วันอังคารที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2555

Jay Park + T-ara + JYJ (Myspace#90)




Jay Park : New Breed Part 1 : POp/R&B/Hip-Hop (85%) + T-ara : Funky Town(EP) : K-Pop (78%) + JYJ : The Beginning : Pop/R&B/Electro Pop/Dance-Pop (94%)


จริงๆแล้วมายสเปซครั้งที่90นี่รอแล้วรอเล่านะคะว่าจะเขียนถึงซิงเกิ้ลใหม่ของเจ๊แม่ไม่ก็นางติ๊นา แต่ก็อย่างว่าแหละค่ะรอแล้วรอเล่าจนไม่รอแล้วพวกตัวออกงานมาเมื่อไรก็ขึ้นชกกับเดี๊ยนเมื่อนั้นแล้วกันนะคะ ตอนนี้ขอหนีกลับไปหาเกาหลีให้มันชุ่มชื่นหัวใจและให้คนแถวนี้เขาด่ากันเล่นๆดีกว่า หึหึหึ

หลังจากเผชิญมรสุมจากกรณีพิพาทที่ข้อความทางมายสเปซที่มีเนือ้หาในเชิงดูถูกประเทศเกาหลีของ "ปาร์คแจบอม" ได้ถูกแอนตี้แฟนเจาะออกมาเผยแพร่ แม้ว่าหนุ่มซิกแพ็คสุดงามของเราจะออกมาขอโทษขอโพยพลางยอมรับว่าที่พิมพ์ไปเพราะไม่ตั้งใจแต่ด้วยแรงกดดันอันมหาศาลในช่วงนั้นก็มีผลถึงกับต้องทำให้หนุ่มแจบอมของเราถึงกับต้องเลือกที่จะสละตำแหน่งหัวหน้าวงของ 2PM วงบอยแบนด์อนาคตไกลกลับไปตั้งหลักที่ซีแอ็ตเทิ่ลเลยทีเดียว ส่วนตัวก็นั่งลุ้นใจแถบขาดค่ะว่าน้องเขาจะถึงขั้นอำลาวงการไปเลยรึเปล่าแต่ก็ต้องมีอันโล่งใจเมื่อโมเดอเรเตอร์แสนกลของบอร์ดเราอย่างคุณน้่อง Disney Boy ได้นำข่าวมาอัพเดทให้ดิฉันทราบว่าน้องเขาได้กลับมาแล้วในฐานะศิลปินเดี่ยวแถมออกEPมาให้ฟังแล้วถึงสองชุดต่างหาก หุหุหุ ว่าแล้วสาวแก่ก็ขอติดตามพาร์ทต่อไปด้วยตัวเองสิคะ...ไหนก็กลับมาให้ปีศาจสาวโลกีย์อย่างอิฉันแทะโลมแลเ้วก็ขอหยิบพาร์ทแรกของอัลบั้ม New Breed สตูดิโออัลบัมชุดแรกในชีวิตที่เพิ่งปล่อยครึ่งแรกมาให้ฟังเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมานี้สักหน่อย ต๊ายๆๆๆๆๆ ฟังแล้วเพลงเท่ห์มากเลยค่ะคุณน้อง คือเราวัดกันที่มาตรฐานของความเป็น "แจบอม" หรือในนามกรใหม่สุดกิ๊บว่า "เจย์ ปาร์ค" โดยไม่หยิบไปเทียบกับพวกเอมิเน็ม,จัสติน ทิมเบอร์เลค,สนู๊พด็อกก,หรือบัสทา ไรห์มที่คร่ำหวอดในเพลงแนวๆนี้จนเป็นเซียนไปแล้วน่ะนะคะ - - ในพาร์ทแรกของ New Breed นี่ภาพรวมออกมาเป็นงานพ็อพอาร์แอนด์บีซึ่งจะว่าไปเนื้องานนี่เข้าขั้นอินเตอร์เลยทีเดียวนะภาคดนตรีนอกจากจะหนักและแน่นแล้วยังครบหมดทุกสูตรตามวัฒนธรรมอาร์แอนด์บีที่เล่นกันในทุกตลาดมีตั้งแต่ฮิพฮอพอาร์แอนด์บีดิบๆหนักๆใน Enjoy The Show ที่ร่วมงานกับ Dok2และThe Quietตัวเพลงเป็นสตรีทแร็พบนจังหวะฮิพฮอพหนักๆแบบอีสต์โคสต์หน่อยๆที่ชวนให้คิดถึงยุคแรกๆของสนู๊พด็อกก,บัสทา ไรห์มและเอมิเน็มไม่น้อย - - จะว่าไปก็แอบนึกถึงแร็พเพอร์เอเชียอย่างจินเจ้าของเพลง Learn Chinese อยู่เหมือนกัน - - นับว่าโดดเด่นเข้าขั้นเป็นไฮไลท์ของอัลบั้มเลยทีเดียว หรือจะเป็น Star เพลงเปิดอัลบั้มนี่ก็เป็นมิดเทมโพพ็อพอาร์แอนด์บีบัลลาดติดกลิ่นสโลแจมไพเราะตามสูตร มาที่ Up And Down นี่ก็เมนทสตรีมเอาใจตลาดสุดๆกับงานอาร์แอนด์บีฮิพฮอพที่ลงเสียงเป็นพ็อพแร็พและไปขยำเอากับบีทเต้นรำโจ๊ะๆพวกฟลอไรด้ากับวิล ไอ แอมชอบทำกันนักละ ปิดท้ายด้วยอคูสติคเพราะๆใน Can't Live Without You ที่ทำเก๋ลงเสียงเป็นแร็พและการร้องแบบอาร์แอนด์บีชะอุ่มไปด้วยกลิ่นอายโซลฟูลหวานๆเต็มเปี่ยม....แหมมมมมมม ว่าแล้วก็อยากให้ถึงวันที่หนึ่งเดือนกุมภาเร็วๆจังนะคะเพราะแค่พาร์ทแรกนี่ก็เจิดจรัสซะขนาดนี้นะคะ อยากรู้จังเลยว่าพาร์ทสองจะออกมาอีหรอบไหนน๊อออออ

สลับจากศิลปินชายมาที่เกิร์ลกรุ๊ปกันบ้างนะคะเดี๋ยวจะหาว่าพูดถึงแต่ผู้ชาย งวดนี้ขอหยิบเอางาน Extended Play ชุดล่าสุดของ T-ara มาเขียนก็แล้วกัน ซึ่งกับวงนี้จริงๆแล้วไม่เคยอยู่ในสายตาดิฉันมาตั้งแต่ไหรแต่ไรแล้วแต่ไม่รู้อะไรเข้าสิงจู่ๆอยากฟังอยากเขียนถึงซะงั้น ย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นของพวกเธอในวันที่สมาชิกลงตัวที่เลข5กับพัคจิยอน,เฮียวมิน,ฮันอึนจอง,จิวอนและจิเอ แต่เคราห์ซ้ำกรรมซัดไม่ทันจะได้เดบิวท์สาวจิวอนกับจิเอก็ดันเล่นชิ่งออกจากวงไปเสีัยก่อน (วงในเม้าท์มาว่าเป็นเ้พราะความโดดเด่นเกินหน้าเกินตาของคุณน้องจิยอนสองสาวเธอก็เลยไม่อยากจะอยู่ใต้เงาเป็นสะพานให้ใคร ตูข้าขอออกไปตายเอาดาบหน้าดีกว่าว่ะค่ะ) แต่หลังจากนั้นไม่นานทางต้นสังกัดก็ได้ดึงตัวจอนโบรัมเข้ามาเสียบสำทับด้วยQri,Soyeonและ Hwayoung (ขอเขียนเป็นภาษอังกฤษนะคะอ่านไม่ออก) เดินตามต้อยๆเข้าวงเรื่อยมาตามโชคชะตาจะปราณี วันนี้พวกเธอมาลงตัวกันที่เลข7เลขนำโชคอันมาพร้อมกับพลังมหาศาลอันน่าอัศจรรย์เสมอว่าไปนั่น!! พร้อมกับงานอีพีสุดเพราะอย่าง Funky Town ที่เป็นรีแพ็คเก็จจากงานชุด Black Eyes โดยมี Lovey-Dovey เพลงเคพ็อพเต้นรำน่ารักๆที่เปิดตัวมาออกแนวดั๊บสเต็ปที่ฟังแล้วหน้าของคุณนายหอกบริทนี่ย์ สเปียรส์เจ้าหญิงแห่งเพลงพ็อพจากฝากอเมริกาลอยมาฉีกยิ้มอยู่รางๆแต่พอเข้าตัวเพลงจริงๆกับเป็นงานอิเล็คโทรพ็อพเต้นรำติดฟั้งค์กี้ย์ดิสโก้เริงร่าแบบที่ีฟังแล้วคุณจะสามารถเห็นภาพในยุค80ของน้าไคย์ลี่ย์ มิโน้กโบว์ใหญ่เบ้อเริ่มเท่าหัวยืนดีดดิ้นวี๊ดว๊ายอยู่ตรงหน้า ที่พูดนี่ไม่ได้หาว่าพวกเธอไปก็อปเขามานะคะถือซะว่าเอาไปเปรียบเทียบกับพวกตำนานฝั่งตะวันตกเพราะทึ่งในฝีมือมากกว่าเพราะส่วนตัวชอบนะคะทำออกมาได้ถึงและติดหูมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกในอีพีนี้ยังมีเวอร์ชั่น Club Remix ที่ก็ไม่ต่างจาก Extended Mix ให้เลือกฟังกันด้วย สำหรับแทร็คอื่นๆที่เด็ดนี่ก็ 우리 사랑했잖아(We Were In Love) เป็นคอนเทมโพรารีย์บัลลาดแบบพ็อพอาร์แอนด์บีงามๆเครื่องสายกรีดเสียงสวยมากกกกกกกกกกกกกกแถมแทรกเสียงแร็พลงกับแบ็คกรวนด์เพียโนเหงาๆเศร้าๆได้เนียนพริ้งสุดๆ ต๊ายยย ไม่น่าเชื่อว่าพวกเธอจะทำได้ นอกจากนี้ก็มี Cry Cry เพลงเก่งของพวกเธอที่ป่านนี้หลายคนก็คงได้ฟังกันแล้วก็สนุกสนานเซ็กซี่ดีและ O My God อันนี้ติดกลิ่นสแตนดาร์ดแจ๊ซซ์จางๆฟังทั้งหมดทั้งมวลจบแล้วก็ต้องขอซูฮกและคงต้องกลับไปมองพวกเธอกันใหม่...ฝีมือไม่เลวเลยทีเดียวถ้าเอาจริงๆ - - SNSD,KaraและWonder Girlsอย่าประมาท!!!

ท้ายที่สุดกับ The Beginning สตูดิโออัลบั้มภาษาอังกฤษชุดแรกของสามทหารเสือ JYJ - - จุนซู,ยูชอนและ หึหึหึ แจจุงสุดที่รัก - - ที่ตอนแรกดิฉันว่าจะเขียนตัดคะแนนแบบเต็มๆแต่ไปๆมาๆงานมันก็ออกมาตั้งแต่ปี2010แล้วรอชุดหน้าแล้วกันนะคะที่รัก สัญญา!!! - - ผู้หญิงที่ดีมิมีเสียสัตย์ค่ะ - - เท่าที่ติดตามข้อมูลมาได้ข่าวว่าพวกตัวกังวลกับเรื่องการออกสำเนียงถึงขั้นต้องเทคคอร์สภาษากันเลย แต่าถึงแม้ว่าอาจจะไม่ได้ชำนาญการด้านภาษาแต่ดิฉันกล้าพูดนะคะว่านี่คือหนึ่งในงานที่ดีที่สุดในบรรดาทั้งหมดทั้งมวลที่พวกตัวเคยออกมาให้ฟังกันเลยทีเดียว - - นับรวมยุคดงบังชินกิด้วยเอ้า!!! - - ภาคดนตรีของพวกเขามันเป็นอะไรที่แบบก้าวกระโดดจากพวกเมนทสตรีมในตลาดเคพ็อพไปแล้วนับว่าไม่เสียทีที่ทำอัลบั้มภาษาอังกฤษเพราะวิสัยทัศน์ของพวกตัว พัฒนาการรวมไปถึงการนำเสนอแบบแทร็คต่อแทร็คในงานชุดนี้เป็นอะไรที่สากลม๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ชนิดที่ศิลปินตลาดยุโรปและอเมริกาบางคนฟังแล้วต้องอายเอาซีดีตัวเองไปเผาทิ้งแล้วหันไปขายแม็คโดนัลด์แทน แม้ว่าแนสทิน่าคนนี้จะเพิ่งมาเป็นแฟนจ๋าแคสสิโอเปีัยในช่วงเวลาสั้นๆแต่ฟังแล้วก็อดเช็ดน้ำตาป้อยๆไม่ได้ - - กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ แจจุงฉะนทำงานระดับนี้ออกมาได้เลยทีเดียวนะตัว - - พูดแล้วจะหาว่าเว่อร์งั้นเรามาแนะนำแทร็คเด็กันดีกว่าเริ่มต้นที่นี่เลยค่ะ Ayyy Girl ที่ได้ Kanye West และ Malik Yusef มาลงเสียงแร็พให้เป็นงานพ็อพอาร์แอนด์บีติดบีทฮิพฮอพเข้มๆออกลีดแบ็คดาวน์เทมโพแบที่จัสติน ทิมเบอร์เลคกับอัชเชอร์ชอบทำ เปรียบเทียบกันแล้วในแนวๆนี้อัชเชอร์คร่ำหวอดอยู่แล้วในเรื่องของความหวานและน้ำเสียงโซลนุ่มละมุนเหนือกว่าหนึ่งระดับในขณะที่ของจัสตินจะออกล้ำและเปรี้ยวแบบฟัลเซ็ทโทแหลมปรี๊ดดดด แต่จุดเด่นของ JYJ คือการวางไลน์เสียงที่สอดประสานกันได้อย่างนุ่มนวลราวกับขนนกแต่เปี่ยมด้วยพลังและที่สำคัญเซ็กซี่มาก!!! เส้นเสียงอิสระตามใจฉันของมิคกี้ไปได้ดีกับการส่งอารมณ์ขั้นเทพของจุนซูโดยจุดเด่นอยู่บนการอิมโพรไวซ์อันทรงเสน่ห์ที่เป้นเครื่องหมายการค้าของแจจุง ฟังแล้วแถบจะลงไปดิ้นพราดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ วู๊ยยย แฟนจ๋าภูมิใจในพวกเธอม๊ากกกกกกกกกกกกกกกกค่า เพลงถัดไป Empty นี่เปลี่ยนคอนเส็ปท์เร็วเหลือเกินนะคะกลายร่างเป็นหนุ่มเมโทรสุดเซ็กซี่กับเพลงแด๊นซ์พ็อพเทคโนโยกได้หวานๆและยูโรบีทติดดิสโก้ตึ๊บๆเปรี้ยวปรี๊ดดดดด แหมๆๆๆๆ ทำไมใน In Heaven ไม่ทำให้ได้แบบนี้บ้างล่ะค่ะเจ้าชาย??? มาที่ Be My Girl อันนี้เป็นมิดเทมโพพ็อพอาร์แอนด์บีเพราะๆหวานๆตามสูตรสำเร็จที่ดีไม่มีตกของ JYJ และ เอ่อ TVXQ เอาเป็นว่าพวกแคสสิโอเปียต้องชอบกันแน่ๆ และเจิดจรัสสุดๆใน I Can Soar ที่เป็นงานคอนเทมโพรารีย์บัลลาดจำพวกเพียวโซลหวานละมุนในช่วงต้นและสลับไปเป็นโมทาวน์และบลูส์โซลอาร์แอนด์บีกอสเพลจัดจ้านในช่วงหลัง ตกยกเครดิตให้พี่จุนซูเขาจริงๆค่ะที่นำชั้นเชิงของความเป็นมิวสิคคัลมาถ่ายทอดลงเพลงนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบสุดๆ สมแล้วที่ Mozart ที่พี่เล่นเป็นละครบรอดเวย์ที่ทรงอิทธิพลแห่งยุค...ฟังแล้วต้องบอกว่าไร้ข้อครหา!!!

Keep The Faith!!!

วันเสาร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2555

Amy Winehouse+Duffy+Adele (Myspace#89)




Amy Winehouse : Frank : Soul/R&B/Neo-Soul/Jazz (95%) + Duffy : Rockferry : Pop/Soul (92%) + Adele : 19 : Pop/Soul (95%)

มายสเปซคอลัมน์ที่89นี้ต้องขอขอบคุณน้องเฟี๊ยต "Mcqueen" สุดหล่อที่เพิ่งจะรีเควสต์อัลบั้ม 19 ของอะเดลมาทางเฟซบุ๊คส์เมื่อไม่นานมานี้ ทำให้ดิฉันได้แรงบันดาลใจว่าไหนๆจะเขียนถึงอัลบั้มโซลจากฝั่งอังกฤษแล้วเราก็จับเอาอัลบั้มแรกของสามสาวโซลที่ส่วนตัวดิฉันจับตามองผลงานของพวกเธอและคิดว่าน่าสนสนใจมาโดยตลอด หลังจากวินาทีรุ่งโรจน์ของลิซ่า สแตนฟีลด์ (คนนี้จะออกแนวอาร์แอนด์บีที่กระเดียดไปทางทริพฮอพ),เบเวอลี่ย์ ไนท์และจอส สโทนแล้วก็มีสามท่านที่ดิฉันยกผลงาพวกเธอนมาเขียนในคอลัมน์ครั้งนี้แหละค่ะที่เป็นตัวแทนของบริทโซลฝากศิลปินหญิงจากฝั่งสหราชอาณาจักรที่ดิฉันคิดว่าเด็ดดวงที่สุดแล้วในครึ่งหลังของทศวรรษ2010ที่ผ่านมา

เริ่มต้นด้วยศิลปินมากความสามารถที่ด่วนลาโลกไปเมื่อปีที่แล้วอย่าง "เอมี่ ไวน์เฮ้าส์" กับอัลบั้มเปิดตัวในปี2003 - -แต่ไฮไลท์ของเธอทราบกันดีว่าคืองานถัดจากนี้ในอัลบั้มชุด Back To Black ในปี2006 - - ภายใต้ชื่อ Frank กับงานดนตรีแนวคอนเทมโพรารีย์ดิบดำเข้มข้นสไตล์ "โซลอาร์แอนด์บี" ที่ทั้งภาคดนตรี รูปแบบการนำเสนอและเสียงร้องของเธอในงานชุดนี้เปรียบเสมือนกับการทริบิ้วท์ให้แก่ศิลปินผิวสียุค50-60รวมถึงวัฒนธรรมของอาณาจักรดนตรีในช่วงนั้น - - กลางยุควินเทจแจ๊ซซ์จวบจนย่างเข้าสู่กลางโมทาวน์ - - ท่ามกลางภาคดนตรีที่เปี่ยมไปด้วยมนตร์เสน่ห์สุดคลาสสิคอย่างแจ๊ซซ์ที่ผสานเข้ากับจิตวิญญาณของความร่วมสมัยแบบ "นูโซล" ผนวกเข้าสู่ความเป็นเอกภาพได้อย่างกลมกลืนแถมยังอิสระไร้ขอบเขตุสุดๆ ฟังแล้วชวนจินตนาการถึงวันที่วิญญาณของเจ้าป้า "บิลลี่ ฮอลิเดย์" นึกสนุกแล้วลงมาชวน "เอริคา บาดู" เข้าห้องอัดเสียงทำสตูดิโออัลบั้มด้วยกัน...ผลงานที่ได้ก็คงจะออกมาอีหรอบเดียวกับอัลบั้ม Frank ชุดนี้กับความทรงพลังบนดนตรีโซลอาร์แอนด์บีเข้มข้นดิบบ้างลอยละล่องบ้างที่ผสานอิทธิพลของการอิมโพรไวซ์อย่างเหนือชั้นภายใต้วัฒนธรรมพลิ้วไสวหวานหอมแต่แฝงภายในไว้ด้วยความเร่าร้อนและห้วงอารมณ์อันรุนแรงดิบลึกและเชือดเฉือนแบบแจ๊ซซ์...จะว่าไปแม้จะไม่โด่งดังสร้างชื่อเท่า Back To Black แต่เอกภาพและความทรงพลังในเนื้องานเหนือชั้นกว่าชนิดที่เห็นได้ชัดทีเดียว

สลับจากงานโซลอาร์แอนด์บีดิบๆมาที่บลูส์อายส์โซลหวานๆจากศิลปินฝั่งเวลส์อย่าง "ดัฟฟี่" กับสตูดิโออัลบั้มเปิดตัวสุดโปรดปรานของดิฉันอย่าง Rockferry กันบ้าง ซึ่งงานเปิดตัวชุดนี้ของเธอก็สร้างความสำเร็จอย่างล้นหลามชนิดที่เรียกได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ย่อยๆที่แถบจะไม่ค่อยเกิดกับศิลปินที่ทำดนตรีแนวๆนี้สักเท่าไร ตั้งแต่ทะยานขึ้นไปถึงอันดับหนึ่งบน UK Album Charts ได้ (นี่ยังจิ๊บๆเพราะเพลงดีจริง ไม่ได้ก็แย่แล้ว!!!) ถ้าจำไม่ผิดนี่งานชุดนี้น่าจะเป็นอัลบั้มที่ขายดีที่สุดของเกาะอังกฤษในปี2008ด้วยมั้งคะ นอกจากนี้อัลบั้มนี้ยังพาดัฟฟี่ขึ้นไปคว้ารางวัลบนเวที่บริทอวอร์ดในปี2009อีกด้วยลามไปจนถึงการเฉือนชนะคู่แข่งเขี้ยวลากดินทั้งหลายแหล่บนเวทีแกรมมี่ครั้งที่51โดยเอาชนะรางวัลสาขา Best Pop Vocal Album มานอนกอดได้ (ได้ยังไงวะ?) เห็นภาพลักษณ์เรียบๆนิ่งๆจากหน้าปกและในเอ็มวีทำเอาดิฉันนั่งไม่เชื่ออยู่นานแต่พอได้ลองสัมผัสกับผลงานของเธอนี่ต้องขอบอกเลยว่าเป็นอีกหนึ่งสา่วที่ต้องใช้สำนวนว่า "เสื่อซ่อนเล็บ" โดยแท้เพราะ Rockferry เป็นอัลบั้มพ็อพโซลที่เชือดเฉือนและทุกๆแทร็คโดดเด่นมีเอกลักษณ์ที่ชัดเจนแถมยังไพเราะยกอัลบั้มอีกต่างหาก ไม่เฉพาะเพลงเก่งของงานชุดนี้อย่าง Warwick Avenue งานอดัลท์คอนเทมโพรารีย์พ็อพโซลบัลลาดงามงดจับจิตที่คุณเธอโหนเสียงได้เพราะพริ้งเจียนขาดใจและ Mercy อันเป็นงานพ็อพโซล60แบบโมทาวน์แท้ๆที่ท้าชนกับพวกเจ้าป้าอรีธ่า แฟรงคลินร่างยักษ์ไล่แถกๆไปชนบลูส์อายส์โซลตัวแม่อย่างดัทที่ สพริงฟีลด์ไปจนถึงวงอาร์แอนด์บีโซลระดับตำนานอย่าง The Supremes ให้เจ็บปวดรวดร้าวเลือดซิบกันไปข้างแล้ว ทีเด็ดในอัลบั้มก็ยังมีไทเทิ่ลแทร็คอย่าง Rockferry ที่ล่วงหน้าเป็นซิงเกิ้ลแรกเป็นพ็อพโซลบัลลาดผสานซอฟท์ร็อคงามระยับ เครื่องสายสวยๆและกีตาร์บลูส์เชือดๆแต่สิ่งที่พาเพลงไปถึงจุดไคลแม็กซ์ได้มากที่สุดคงหนีไม่พ้นเรื่องของ "น้ำเสียง" ที่ส่งอารมณ์ได้สุดยอดจริงๆ Syrup&Honey นี่อาจจะไม่ถูกหูมากนักในช่วงต้นแต่ฟังไปนานแล้วขอยกให้เป็นงานบลูส์โซลที่ดีไม่แพ้บางเพลงใน Soul Sessions ของจอส สโทนเลยทีเดียว ปิดท้ายด้วย Distant Dreamer เพลงปิดอัลบั้มที่สวยสุดๆอลังการมาก

มาที่อัลบั้มที่ถูกใบสั่งให้เขียนมาบ้าง รีเควสต์นี้จากคุณน้อง Mcqueen เจ้าค่ะบอกว่า "อยากอ่านรีวิวอัลบั้มอัลบั้ม19ของอะเดลมากๆ" ซึ่งก็ต้องขอขอบคุณน้องเฟี๊ยตนะคะที่รีเควสต์อัลบั้มนี้มาเพราะทำให้พี่ได้ย้อนกลับไปตั้งใจฟังงานชุดนี้อีกครั้งและเปรียบเทียบกับงานชุดล่าสุดอย่าง "21" ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นมาสเตอร์พีซของเธอ ซึ่งตอนนี้ส่วนตัวไม่เห็นด้วยซะแล้วว่าเธอมีมาสเตอร์พีซเพียงชิ้นเดียว...เราอาจจะต้องยอมรับว่าใน 21 อะเดลพัฒนาขีดของศักยภาพที่สามารถไต่ระดับไปเล่นกับภาคดนตรีที่หลากหลายมากขึ้นตั้งแต่อินดี้ร็อควิ่งขึ้นไปหาเพลงระดับสูงอย่างพวกกอสเพลเลยทีเดียวรวมถึงความโดดเด่นและความกระชากใจของแทร็คที่เป็นไฮไลท์ อาทิ Rolling In The Deep และ Someone Like You เป็นต้นนี่ต้องยอมรับว่าทำได้ "ถึง" และทรงพลังกว่าเยอะ หากแต่พอได้ฟังงานชุดนี้แล้วกลับรู้สึกว่า "มีเอกภาพในตัวสูงกว่า" อันนี้มันแน่นอนนะคะเพราะด้วยภาคดนตรีที่มีขีดจำกัดในตัวมากกว่ามันก็ย่อมฟังแล้วลื่นไหลต่อเนื่องมากกว่าเป็นธรรมดา แต่ที่สำคัญไปกว่านั้นคือความสมูธของ "เสียง" ที่มันสำคัญตรงที่ฟังแล้วมันรู้สึกอึดอัดน้อยกว่า 21 ที่ค่อนข้างจะเล็งขาดและเป๊ะกับตัวโน๊ตเกินจนฟังแล้วเกร็งขาดความเป็นธรรมชาติ (นั่นไม่ได้หมายความว่างานไม่ดี) ความรู้สึกนี้มันเริ่มตั้งแต่เมโลดี้ใน Daydreamer บรรเลงขึ้นอีกครั้งกับดนตรีแผ่วเบาของกีตาร์หวานๆและเสียงทุ้มนุ่มอบอุ่นแบบอคูสติคโซลซึ่งพอย้่อนกลับมาฟังแล้วสัมผัสได้ชัดเลยว่า "อะเดลสนุกและสบายๆกับอัลบั้มนี้มากกว่า" บางทีความที่ไม่ปรุงแต่งอะไรมากมันก็ทำให้เราเข้าใกล้สิ่งดีของศิลปินได้มากกว่าความสมบูรณ์แบบที่มันมีเกินขีดจำกัดจนเกินไปนะ!! Best For Last นี่แรกๆฟังแล้วไม่เข้าใจในการสื่อสารของเธอที่อิมโพรไวซ์แบบเลอะๆดิบๆในช่วงต้นแต่พอเข้าช่วงท่อนคอรัสเท่านั้นแหละ "เจิดจรัส!!!" (ทำเสียงแบบทาทา ยัง) กลายร่างเป็นงานโมทาวน์โซลจ๋าชนิดที่คอโซลและอาร์แอนด์บีฟังแล้วต้องลงไปชักๆๆๆๆๆรากเลือด เริ่ดมากกกกกกกกกกกกกกกว่าอะไรทั้งปวง ที่ไม่พูดถึงไม่ได้คงจะเป็น Chasing Pavements งานอดัลท์คอนเทมโพรารีย์บัลลาดเจืออารมณ์บลูส์โซลหม่นๆเหงาๆแรกๆฟังแล้วไม่ชอบเสีัยงของเธอแต่พอฟังไปนานๆแล้วถึงกับหยุดไม่ได้ แหมมม๊ อีแบบนี้มันต้องเบิ้ลๆๆๆๆๆๆอีกสักสิบรอบ อ๋อ เพลงนี้ชนะแกรมมี่สาขาศซิลปินพ็อพหญิงยอดเยี่ยมปี2009ด้วยนะคะ Crazy For You เป็นงานบลูส์บนเชิงอคูสติคเรียบง่ายแต่ชวนขนลุกแท้ๆ น่าจะชอบเกือบที่สุดในอัลบั้มนี้แล้ว Right As Rain นี่ติดหูตั้งแต่รอบแรกที่ฟัง อีกหนึ่งเพลงพ็อพโซลแบบโมทาวน์ดีๆที่ผสานดนตรีไลท์แจ๊ซซ์เข้ามาได้อย่างกลมกล่อมดีแท้ มาที่ Make You Feel My Love คัฟเว่อร์จากบ็อบ ดีแลนในฉบับคอนเทมโพรารีย์บัลลาดผสานโซลกรีดกรายฟังแล้วนึกถึง "แครอล คิง" ขึ้นมาจับใจ ปิดท้ายด้วย Hometowm Glory ซิงเกิ้ลเปิดตัวเป็นงานเพียโนบัลลาดสุดอลังการประหนึ่งสกอร์ประกอบภาพยนตร์จำพวกมิวสิคคัล เริ่ดมากกกกกกกกกกกกกก!!!

ขอปิดท้ายด้วยการพูดถึงทั้งสามท่านเล็กน้อยสำหรับ "เอมี่ ไวน์เฮ้าส์" นี่คงต้องบอกว่าแม้จะชอบน้อยสุดแต่ส่วนตัวดิฉันให้เครดิตเธอเป็นตำนานไปแล้วน่าเสียดายที่ด่วนไปเข้าร่วม Forever 27 Club ทั้งๆที่เธอคนนี้เป็นศิลปินที่เก่งและมีวิสัยทัศน์ทางดนตรีที่ดี มาที่ "ดัฟฟี่" อาจจะพลาดในอัลบั้มที่สองแต่ส่วนตัวชอบเธอที่สุดเลยนะและขอเป็นกำลังใจให้เธอทำงานดีๆออกมาให้พวกเราฟังได้อีกในเร็วๆนี้ สิ่งที่อยากจะพูดคือในบรรดาสาวโซลจากฝั่งอังกฤษนับจาก "จอส สโทน" แล้ว ดัฟฟี่เป็นศิลปินหญิงที่ดิฉันให้ความสนใจในเรื่องของ "น้ำเสียง" ของเธอมากที่สุดคิดว่าเธอมีเส้นเสียงที่น่าสนใจและมีการอิมโพรไวซ์กับแอดลิบในตัวที่มีเสน่ห์มากๆแม้จะถุกค่อนขอดว่าเสียงของเธอจะออกลูกน่ารำคาญไปบ้าง แต่ก็อย่าได้แคร์!! ดิฉันคนนึงล่ะคะที่จะรอฟังเสียงของเธอในงานใหม่ๆอีก ส่วนอะเดลนี่ต้องขอบอกว่าเป็นศิลปินรุ่นใหม่ที่ "สุดยอด" ทั้ง19และ21เป็นอัลบั้มพ็อพโซลที่ทรงคุณภาพและมีพลังมากๆ เอาใจช่วยให้เธอสามารถพิสูจน์ตัวเองได้อย่างเหนือครั้งอีกในครั้งที่3 4และครั้งต่อๆไป - - ขอขอบคุณทั้งสามท่านที่ช่วยสานมนตร์เสน่ห์ของบริทโซลที่เปี่ยมไปด้วยความหวังอันเรืองรองให้ยังคงงดงามจวบจนทุกวันนี้ เอมี่ด่วนลาโลกไปแล้วไม่เป็นไีรเธอจะไม่ถูกลืมแน่นอน....ดังนั้นดัฟฟี่กับอะเดลรีบๆออกงานดีๆมาให้ฟังกันอีกนะคะ ^ ^

วันศุกร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2555

Kylie Minogue + Etta James + Stereophonics (Myspace#88)





Kylie Minogue : Kylie : Pop/Dance (77%) + Etta James : The Dreamer : Blues/Jazz (100%) + Stereophonics : Performances And Cocktails : Alternative Rock (96%)

จากมายสเปซคอลัมน์ที่แล้วของป้าวิทนี่ย์ ฮุสทันทำให้ดิฉันนั่งคิดถึงศิลปินหลายท่านที่ส่วนตัวชื่นชมมากๆอยู่เหมือนกันแต่ก็ไม่มีโอกาสที่จะได้เขียนงานวิจารณ์ถึงมากมายสักเท่าไรนัก ว่าแล้วมายสเปซคอลัมน์ที่88นีั้ก็ขอเขียนงานอุทิศแด่แรงบันดาลใจจากสามฝากฝั่ง - - ราชินีเพลงเต้นรำจากออสเตรเลีย "ไคลี่ย์ มิโน้ก",ตำนานเพลงบลูส์ที่ยังคงลมหายใจ "เอ็ทท่า เจมส์" และ "Stereophonics" วงบริทพ็อพชื่อก้องจากเวลส์ (สหราชอาณาจักร)

เริ่มต้นกับเจ๊ไคย์ที่ก่อนอื่นต้องบอกว่า "เธอคือแรงบันดาลใจของมายสเปซครั้งที่88นี้" เพราะว่าอัลบั้มที่หยิบมาเขียนถึงคือ Kylie ซึ่งเป็นสตูดิโออัลบั้มแรกในปี "1988" ซึ่งก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งปีสำคัญที่เปิดตัวให้โลกได้รู้จักกับราชินีฟลอร์เต้นรำจากฝั่งออสซี่ท่านนี้เลยทีเดียว ในฐานะที่ส่วนตัวไม่ได้เป็นแฟนเพลงขาจรของไคลี่ย์และติดภาพของเธอในฐานะราชินีดิสโก้ทำเพลงเต้นรำเปรี้ยวๆแรงๆตั้งแต่อัลบั้ม Fever ขึ้นไป พอได้มาลองสัมผัสกับความสดใสของเธอในอัลบั้มแรกนี้ก็รู้สึกแปลกไปอีกแบบ เพราะไม่คิดว่าส่วนตัวมาฟังเจ๊ไคย์ในภาคนี้แล้วจะชอบด้วยความที่ตัวงาน "หวาน" และ "ใส" มาก แถมฟังแล้วยังอดที่จะจับเอางานชุดนี้ไปเปรียบเทียบกับตัวแม่ของดนตรีพ็อพเต้นรำยุค80อย่างเจ๊แม่ "มาดอนน่า" และเจ้าป้า "ซินดี้ ลอเพอร์" อีก ในเรื่องของความแรงในด้านการนำเสนอตัวตนและเนือ้หารวมถึงความมีอัตลักษณ์ทางดนตรีที่ชัดเจนคงต้องบอกว่าในช่วงนั้นไคลี่ย์ยังสู้สองป้าไม่ได้ แต่หนึ่งในสิ่งที่ชอบในงานชุดนี้ของเจ๊ไคย์มากกว่าสองป้านั่นก็คือ "งานชุดนี้เป็นอัลบั้มพ็อพ80ที่ติดหูและไพเราะยกอัลบั้ม" คือฟังได้เรื่อยๆไม่เบื่อแถมฟังแล้วอารมณ์ดีอยากเบิ้ลต่ออีกหลายๆรอบต่างหาก ฟังแล้วก็หายคาใจว่าทำไมใครๆเขาถึงยกให้ SAW - - Stock,Aitken And Waterman - - เป็นหนึ่งในโปรดิวซ์เซอร์มือทองของยุค80 เพราะพวกเขาได้พิสูจน์ตัวเองอย่างยิ่งยวดในงานมาสเตอร์พีซ (อีกชุด) ชิ้นนี้แล้วว่าจิตวิญญาณของภาคดนตรีและมนตร์เสน่ห์แห่งยุค80ที่พวกเขาได้ฝังรากลงไปในอัลบั้ม Kylie นั้นมันเป็นอะไรที่เหนือกาลเวลาจริงๆ....ต่้อให้ทุกวันนี้คนรุ่นหลังนำกลับมาฟังความสดใสในวันนั้นก็ยังคงสดใหม่และไม่มีวันเชย

ข้ามฝากมาที่ฝั่งอเมริกากับงานชุด The Dreamer ของเจ้าป้า "เอ็ทท่า เจมส์" ราชินีอีกหนึ่งท่านแห่งอาณาจักรดนตรีบลูส์และอาร์แอนด์บีผู้ที่เป็นแรงบันดาลใจอย่างยิ่งยวดให้แก่ดิว่ารุ่นเล็กในยุคนี้ อาทิ คริสทิน่า อากิเลร่าและบียอนเซ่ เป็นต้น - - เพลงดังๆของป้าก็มี At Last และ Something Gotta Hold On Me - - ซึ่งเจ้าป้าก็ออกมาประกาศแล้วว่า The Dreamer จะเป็นสตูดิโออัลบั้มชุดสุดท้ายของเธอ!!! แม้ส่วนตัวจะรู้สึกใจหายเล็กๆแต่ก็เข้าใจสัจธรรมที่ว่า "ไม่มีงานเลี้ยงใดที่ไม่มีวันเลิกรา" นะคะ และใน The Dreamer ก็เป็นการปิดม่านในฐานะตำนานและคนดนตรีคุณภาพของเจ้าป้าอย่าง "สมศักดิ์ศรี" ทีเดียว หลายแทร็คสะท้อนถึงจิตวิญญาณของตำนานผู้คร่ำหวอดและถ่ายทอดดนตรีผิวสีอย่างอาร์แอนด์บี บลูส์ โซลและแจ๊ซซ์ออกมาได้อย่้างดี แถมด้วยอารมณ์ดิบๆและเกรี้ยวกราดแบบสาวร็อคที่มีทั้งพวกฟั้งค์ร็อคและRockabilly ที่นำมาผสานกับความเป็นเออร์บันได้อย่างลงตัว ฟังแล้วก็ต้องขอคารวะให้แก่ความเป็น "ตัวจริง" ของป้าตั้งแต่แรกเริ่มจวบจนวินาทีที่จะอำลาสังเวียนดนตรีเลยทีเดียว

ปิดท้ายคอลัมน์กับงาน "บริทพ็อพ" จากสหราชอาณาจักรกันบ้าง หลังจากที่ห่างหายจากการเขียนงานถึงบริทพ็อพไปค่อนข้างจะนานพอตัวทีเดียว - - ล่าสุดถ้าจำไม่ผิดนี่คงเป็น Mylo Xyloto ของ Coldplay - - ในมายสเปซครั้งนี้เราขอหยิบวงที่ไม่เคยเขียนขึ้นมากันบ้าง โดยขอมอบพื้นที่ให้แก่อีกหนึ่งตำนานร็อคจากเวลส์อย่าง Stereophonics และ Performances And Cocktails สตูดิโออัลบั้มชุดที่สองในปี1999 ซึ่งก็น่าจะเป็นอัลบั้มที่เป็นที่รู้จักในวงกว้างที่สุดของวงนี้แล้ว (มั้ง?) แต่ถึงไม่เป็นไปตามที่ดิฉันคาดส่วนตัวก็ขอยกให้อัลบั้มนี้เป็นหนึ่งในงาน "บริทพ็อพ" ที่ดีที่สุดของฝั่งสหราชอาณาจักรหลังจากพวกอัลบั้มสร้างชื่อในช่วงก่อนหน้านี้ของพวก Blur,Radiohead,Suede และ Oasis ทีเดียว โดยจุดเด่นของ Performances And Cocktails สำหรับดิฉันคือความเป็นอัลเทอเนทีฟร็อคเข้มๆที่โหมกระหน่ำกีตาร์กันแรงๆเต็มสตรีมพร้อมกับเสียงร้องยียวน - - กระเดียดไปทางพั้งค์ในเพลงเร็ว - - ของตานักร้องนำที่ฟังที่ไรแล้วรู้สึกว่า แหมมมมม นี่คือร่างแบ่งภาคของตาเลียม Oasis นักร้องนำปากดีคนนั้นหรืออย่างไร? ในส่วนของเพลงช้าก็เป็นการโชว์เสียงร้องทรงพลังคลอเคลียไปกับกีตาร์ร็อคตามวัฒนธรรมบริทพ็อพที่เพราะเหลือหลายฟังแล้วเหงาแถบขาดใจ บางเพลงก็ทำออกมาได้อารมณ์ฮาร์ดร็อคหม่นๆเศร้าๆที่มีท่อนคอรัสติดหูชะงักชะงันแบบที่พวกศิลปินคัฟเว่อร์ตามผับแถวข้าวสารฟังแล้วคงต้องรีบมาแกะริฟฟ์แล้วเอาไปร้องตาม...สำหรับเด็กยุค Arctic Monkey ถ้าอยากจะลองหาอะไรที่ใกล้เคียงกับงานอัลบั้ม Suck It And See ชุดล่าสุดนี่ลองหามาฟังดูก็น่าจะชอบนะคะ

มายสเปซครั้งที่88นี้ก็ขอปิดท้ายด้วยการคารวะตำนานทั้งสามท่านและผลงานดนตรีในระดับตำนาน - - แบบที่ตำนานเขาทำกัน - - ทั้งสามชุดนี้และขอฝากฝังชื่อของพวกเขาทั้งสามไว้ในคอลัมน์ของดิฉัน...สักครั้งหนึ่ง!!! ก็รู้สึกเป็นเกียรติสุดๆ



วันพฤหัสบดีที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2555

Whitney Houston : My Love Is Your Love (Myspace#87)


Whitney Houston : My Love Is Your Love : R&B/Soul/Pop (92%)

สำหรับวันนี้ - - 12 มกราคม - - ก็เป็นวันคล้ายวันเกิดของดิฉันนะคะ มายสเปซคอลัมน์ที่87นี้เลยขอมอบของขวัญให้แก่ตัวเองเป็นงานรีวิวเชิง Recommend สั้นๆจากศิลปิน "ดิว่า" ด้วยความที่อย่างที่เคยบอกไปแหละค่ะว่าไม่มีศิลปินประเภทใดในโลกที่จะสามารถสื่อสารทางจิตวิญญาณกับ "เกย์" ได้ลึกซึ้งเท่าสารพัดดิว่าอีกแล้ว พวกเธอเกิดมาเพื่อชนเผ่าเราโดยแท้เราสุขก็เปิดเพลงของพวกเธอเต้นเราเศร้าก็เปิดเพลงของพวกเธอคลอเคลียปลอบประโลมจิตใจ โดยมายสเปซครั้งนี้ขอเลือกดิว่าท่านที่ "ไม่ได้ผูกพันอะไรมากมายเป็นพิเศษ" - - แต่ก็เคารพในผลงานของเธอมากๆเลยทีเดียว - - อย่าง "วิทนี่ย์ ฮุสทัน" เพื่อเป็นนิมิตหมายของการมีชีวิตใหม่และเรียนรู้อะไรใหม่กับงานดนตรีใหม่ๆคนใหม่ๆและหลีกออกจากความเคยชินเดิมๆ เหนือสิ่งอื่นใดเราก็รู้กันดีอยู่แล้วนะคะว่าในอดีตวิทนี่ย์ ฮุสทันเคยเป็นดิว่าที่ยิ่งใหญ่และทรงพลังขนาดไหน...ถ้าจะหาสุภาพสตรีระดับแนวหน้าของวงการสักคนที่ส่องประกายความเป็นราชินีในตัวและสะท้อนนิยามของคำว่า "ดิว่า" ออกมาได้ดีที่สุด - - เช่นเดียวกับที่ถ้าคิดจะเลือกใครสักคนเป็นตัวแทนเอาฤกษ์เอาชัยของชีวิตแบบดิว่า ฮุฮุฮุ - - คงจะหนีไม่พ้นป้าวิทคนนี้แน่นอน

สำหรับอัลบั้มที่เลือกมาเขียนถึงในโอกาสพิเศษสำหรับตัวดิฉันเองในวันนี้ขอเป็น My Love Is Your Love สตูดิโออัลบั้มลำดับที่4ในปี1998ของป้าก็แล้วกันนะคะ แม้ว่้าในแง่ของสถิติจากการทำอันดับบนชาร์ตจะด้อยกว่้าทุกอัลบั้มที่ผ่านมาของเธอ - - สูงสุดที่อันดับ13 - - รวมถึงสตูดิโอสองอัลบั้มล่าสุดหลังจากงานชุดนี้อย่าง Just Whitney และ I Look To You แต่จากเนื้องานเท่าที่สัมผัสแล้ว แม้ว่าส่วนตัวจะไม่เคยฟังผลงานช่วงต้นยุคของป้าวิทแบบเต็มๆอัลบั้มแต่ก็กล้าพูดนะคะว่า "นี่อาจจะเป็นหนึ่งในงานที่ดีที่สุดของเธอเลยทีเดียว" ที่สำคัญสำหรับผู้ฟังรุ่นใหม่ที่รู้จักกับผลงานของป้าในยุคหลังๆนี้ถ้าได้ลองหามาฟังจะสัมผัสได้ขัดเจนเลยว่า "ความทรงพลังของตัวงานแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง"

8ปีที่ทิ้งห่างจาก I'm Your Baby Tonight อัลบั้มชุดก่อนหน้านี้ไป ใน My Love Is Your Love ภาคดนตรีของป้าวิทขยับขยายจากงานอดัลท์คอนเทมโพรารีย์สูตรสำเร็จและพ็อพอาร์แอนด์บีขึ้นไปเล่นกับภาคดนตรีหลากระดับโดยภาพรวมทั้งหมดยืนพื้นอยู่บนความเป็นงาน "คอนเทมโพรารีย์อาร์แอนด์บี" เข้มๆและนุ่มนวลตามแบบฉบับอาร์แอนด์บีผิวสีทรงเสน่ห์ของวิทนี่ย์ ฮุสทันผสานความร่วมสมัยด้วยบีทฮิพฮอพอินเทรนด์เกาะกระแสไล่้กวาดไปหาจิตวิญญาณของความเป็นโอลด์สคูล อาทิ โซล,Torch Song จำพวกบัลลาดที่แฝงกลิ่นอายของดนตรียุค50,สมูธแจ๊ซซ์,อดัลท์คอนเทมโพรารีย์สูตรสำเร็จตามแบบฉบับป้าวิท ไปจนถึง "กอสเพล" ตัดสินจากภาพรวมทั้งหมดทั้งมวลแล้วนับว่าเป็นงานที่แสดงให้เห็นถึงความทรงศักยภาพและวิสัยทัศน์ทางดนตรีของป้าวิทอย่างเด่นชัดที่สุดครั้งหนึ่งเลยทีเดียว - - Just Whitney ส่วนตัวคิดว่าหลากหลายกว่าแค่ไม่เข้มเท่า ออกไปเอาใจคอเมนทสตรีมเอาซะมากกว่า

แทร็คที่พลาดไม่ได้เลยจริงๆก็พวกบรรดาซิงเกิ้ลทั้งหลายของอัลบั้มนี้ที่เรียกได้ว่า "โด่งดัง" เป็นที่รู้จักและยอมรับในหมู่นักฟังเพลงอย่างกว้าขวางทีเดียวนับตั้งแต่สองอัลบั้มแรกและพีคสุดๆในยุค The Bodyguard เริ่มที่เพลงเปิดอัลบั้มอย่าง It's Not Right But It's OK เพลงอาร์แอนด์บีเต้นรำจังหวะจะโคนเก๋ๆและท่อนฮุคที่หลอนหัวติดหูกระซวกเข้าไปในจิตวิญญาณ เป็นหนึ่งในเพลงเต้นรำของป้าวิทที่ดังในหมู่เกย์ม๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกไม่แพ้ I Wanna Dance With Somebody หรือ I'm Every Woman เลยทีเดียว ขึ้นหิ้ง!!! มาที่ไทเทิ่ลแทร็คใน My Love Is Your Love เด็ดดวงตรงการผสานบีทมิดเทมโพอาร์แอนด์บีเนิบๆเข้ากับอิทธิพลของวัฒนธรรมดนตรีเร็กเก้และศิลปะการนำเสนอแบบกอสเพล เป็นหนึ่งในเพลงที่ชอบที่ของป้าวิทเท่าที่เคยฟังมาเลยทีเดียว และแน่นอนว่าเพลงที่เป็นไฮไลท์ของงานชุดนี้จะเป็นอะไรไปได้นอกจาก When You Believe ซาวนด์แทร็คจากแอนนิเมชั่นเรื่อง The Prince Of Egypt งานดูเอ็ทระดับตำนานกับดิว่ารุ่นน้องอย่างแม่มาลัย แครี่ย์เจ็ดสีเจ็ดศอก เป็นอดัลท์คอนเทมโพรารีย์บัลลาดกอสเพลที่เพราะและทรงพลังจนขนหัวลุก If I Told You That ผลผลิตจาก "ร็อดนี่ย์ เจอร์กินส์" ก็เปิดตัวได้อย่างสง่าผ่าเผยบนอารมณืดิบสดแบบบลูส์โซลอาร์แอนด์บีที่ชวนให้นึกถึงอารยธรรมโมทาวน์ก่อนจะหักดิบเข้าเป็นอาร์แอนด์บีฮิพฮอพร่วมสมัยที่พรมด้วยเพียโนแจ๊ซซ์พลิ้วไสวคลอเคลียเป็นแบ็คกราวน์ สำหรับ Heartbreak Hotel นี่ก็เป็นงานบัลลาดจำพวกคอนเทมโพรารีย์โซลฟูลอาร์แอนด์บีเนียนๆแบบที่ฟังแล้วนึกถึงเครื่องหมายการค้าของ "แบรนดี้" สมัยยังดังอยู่ แต่เชื่อว่าที่แฟนๆจะต้องชอบคือ I Learned From The Best ที่เป็นงานดิว่าบัลลาดโชว์พลังเสียงสไตล์บัลลา่ดสูตรสำเร็จของป้าวิท จะว่าไปฟังแล้วแอบนึกถึงป้าโทนี่ แบร็กทันในเวอร์ชั่นที่ดุขึ้นมาอีกระดับ อย่างไรก็ตามสำหรับดิฉันเพลงที่ดันหลงรักเข้าจริงๆกับเป็น Until You Come Back ที่มาแนวสแตนดาร์ดพ็อพบัลลาดอิืงแอบด้วยอารมณ์โซลหวานๆลอยๆปะทะสมูธแจ๊ซซ์กลมกล่อมเครื่องหมายการค้าของป้าวิท น่าเสียดายที่ไม่ได้ตัดเป็นซิงเกิ้ลแต่ก็ถูกเอาไปรวมไว้ในงานชุด Love,Whitney ที่คิดว่าเป็นงานรวมบทเพลงรักอมตะที่ดีที่สุดของวิทนี่ย์ - - ดีกว่ารวมฮิตแพ็คคู่เจาะสว่านนั่นเยอะเลยทีเดียว - - ส่วนตัวชอบพลังเสียงแบบอาร์แอนด์บีเข้มๆของป้าที่สะกดดิฉันซะอยู่หมัดที่สำคัญการอิมโพรไวซ์แบบอิสระพอดีๆและไพเราะมากมาย วู๊ยยยย ฟังแล้วแถบจะขาดใจ ปิดท้ายด้วย I Was Made To Love Him ดิบและมีความเป็นเออร์บันมากที่สุดแล้วในตัวงานกับภาคดนตรีแบบบลูส์โซลอาร์แอนด์บีกอสเพลที่ทำขึ้นคารวะปรมาจารย์โซลและจิตวิญญาณของดนตรีแห่งจิตวิญญาณยุค60โดยแท้

มายสเปซคอลัมน์ที่87นี้ขอมอบรีวิว My Love Is Your Love เป็นของขวัญให้แก่ตัวดิฉันเอง นับว่าเป็นโชคชะตาที่ดีทีเดียวที่ดันมาเกิดอาการสนใจอยากจะฟังงานของป้าวิทอย่างจริงจังเอาช่วงนี้พอดิบพอดี ต้องขอบคุณพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้าที่ทรงทำให้ดิฉันพบเจอกับงานดีๆชุดนี้และไม่แน่อาจจะได้พบเจอแรงบันดาลใจ....ที่ชีวิตนี้มองข้ามเธอไปนาน

วันจันทร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2555

Yolanda Adams : Mountain High...Valley Low (Myspace#86)

















Yolanda Adams : Mountain High...Valley Low : Gospel/R&B/Pop/Soul (100%)






























ก่อนหน้านี้ได้เขียนงานวิจารณ์เกี่ยวกับอัลบั้ม "กอสเพล" ที่เป็นงานจำพวกเพลงสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้าไปเยอะพอสมควรทีเดียว - - จำได้ว่าปฐมฤกษ์ของคอลัมน์มายสเปซก็เป็นงานกอสเพลจากท่านบิชอพ เลียวนาร์ด สก็อทท์และล่าสุดก็อัลบั้ม Beyond The Darkness ของทาราลีน แรมซีย์ที่เพิ่งลงไปเมื่อปลายปีที่แล้ว - - ก็มีนั่งถามตัวเองนะคะว่าที่เขียนๆไปมีงานอัลบั้มกอสเพลชุดไหนที่ "ถูกใจเราที่สุดรึยัง?"...คำตอบที่ได้คือ "แม้จะชอบทุกชุดที่เขียนมาแต่ก็ยัง ไม่มี!!! อยู่ดี"




























ในมายสเปซครั้งที่86นี้ดิฉันก็ได้มานั่งถามตัวเองว่าอัลบั้ม "กอสเพล" ชุดไหนที่ถือว่าเป็น "ที่สุดของความประทับใจ" เท่าที่ชีวิตนี้เคยดื่มด่ำสัมผัสกับดนตรีแขงนี้เป็นการส่วนตัว?


























คำตอบที่ได้คืออัลบั้ม Mountaih High...Valley Low - - งานที่ฟังมานานร่วมปีแต่ก็ไม่มีโอกาสได้เขียนสักที - - สตูดิโออัลบั้มในปี1999ของ "โยแลนด้า อดัมส์" งานนอัลบั้มกอสเพลที่ได้รับการขนามนามว่าเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางที่สุดในบรรดาอัลบั้มเพลงกอสเพลทั้งหมดที่ตลาดโลกเมนทสตรีมรู้จัก - - เช่นเดียวกับที่ได้รับการยอมรับว่า "เป็นอัลบั้มกอสเพลที่ดีที่สุด"
























ก่อนที่จะได้ลองฟังตอนแรกรู้สึกว่า "เว่อร์ไปรึเปล่า!!!" ด้วยความที่อัลบั้มดนตรีสรรเสริญพระเจ้าแนวๆนี้มันไม่มีกรอบอะไรที่จะมาวัดได้เลยนะว่า "ดีที่สุด" - - คุณสามารถวัด "ศรัทธา" ของคนทุกคนบนโลกนี้ได้รึเปล่าล่ะว่า ใครมีศรัทธามากที่สุด?!!! - - แต่พอได้ฟังแล้วก็ค่อนข้างจะเข้าใจว่าและเห็นด้วยทีเดียวว่า Mountain High...Valley Low ชุดนี้เป็นอัลบั้มที่ดีที่สุดในแง่ของ "การเข้าถึงผู้ฟังได้อย่างง่ายดายและกว้างขวาง" ที่สุดเมื่อเทียบกับบรรดาอัลบั้มกอสเพลที่ฟังๆมา...






















...ด้วยความที่ต้องเรียนตามตรงว่านั่งฟังงานชุดนี้นี่ให้ความรู้สึกที่ไม่เหมือนนั่งฟังอัลบั้มกอสเพลทั่วๆไปเลยทีเดียว เป็นงานกอสเพลที่จัดว่าไพเราะและร่วมสมัยมากๆบนภาคดนตรีแบบคอนเทมโพรารีย์อาร์แอนด์บีเหยาะด้วยความหวานละมุนและชวนฟังแบบ "พ็อพ" อันโดดเด่นเป็นแกนกลางมากกว่าที่จะเน้นพวกคริสเตียนมิวสิคจำพวกโซลกอสเพลที่ยกคอรัสสุดอลังการแบบยกโบสถ์กันมาทั้งมหาวิหาร จะว่าไปแล้วฟังไปฟังมาก็คงจะเปรียบได้กับอัลบั้ม My Love Is Your Love ของป้าวิทนี่ย์ ฮุสทันในเวอร์ชั่นกอสเพลนั่นแล




















เพลงแนะนำที่ส่วนตัวชอบ Time To Chance ที่เป็นแทร็คเปิดอัลบั้มมากๆในภาคดนตรีคนส่วนใหญ่อาจจะเรียกกันง่ายๆว่า "พ็อพอาร์แอนด์บี" แต่ส่วนตัวยกให้เป็น "นูโซล" นะคะด้วยความมหัศจรรย์ของการเรียบเรียงดนตรีที่หลากหลายผ่านภาคเนื้อหาเชิงกอสเพลได้น่าสนใจมากๆตั้งแต่บีทมิดเทมโพอาร์แอนด์บีกรุ๊งๆกริ๊งๆเพราะหวานหูแกลมด้วยจังหวะจะโคนเก๋ๆกระฉึกกระฉักแบบฮิพฮอพและอิเล็คโทรนิคนิดๆเหยาะความเป็นพ็อพและเติมด้วยโซลหวานๆแค่นี้ก็ชนะใจแล้ว งานนี้เหมาะสำหรับคอนีโอโซลที่นิยมรักใคร่จิล สก็อทท์และแองจี้ สโทนข้ามฝากไปถึงดิว่าพ็อพอย่างป้าวิทนี่ย์ ฮุสทัน เพลงที่ชอบที่สุดของอัลบั้มนี้คงหนีไม่พ้นอดัลท์คอนเทมโพรารีย์เพลงเก่งอย่าง Yeah ที่ไพเราะเก๋ไก๋มากๆตัวเพลงเปิดด้วยกีตาร์อคูสติคผสานบีทอาร์แอนด์บีและอารมณ์โซลฟูลนวลๆเด็ดเด้งด้วยท่อนคอรัสเก๋ๆที่สวยสง่าและติดหูเหลือร้ายสลับปิดท้ายด้วยท่อนคอรัสกอสเพลอ่อนๆ สำหรับคอดนตรีหลังยุคสองพันนี้ถ้านึกไม่ออกลองจินตนาการถึงการผสานกันระหว่างอคูสติคโซลเพราะๆของอินเดีย อารีกับงานอาร์แอนด์บีลอยๆหวานๆแบบเอริคา บาดูนั่นแหละค่ะผลลัพธ์ที่ออกมาในเพลงนี้ ต่อด้วย That Name งานบัลลาดแบบกอสเพลบนศิลปะของความเป็นคอนเทมโพรารีย์คริสเตียนจำพวกโซลอาร์แอนด์บีที่ช่วงต้นโดดเด่นบนการพรมเพียโนไลท์แจ๊ซซ์พลิ้วละมุนก่อนจะค่อยๆเร่งข้ามฝากไปเป็นอเครสตร้าจำพวกแชมเบอร์คลาสสิคคัลมิวสิคสุดแสนทรงพลังอลังการประหนึ่งนั่งชมละครบรอดเวย์กอสเพล นับถือการใช้เสียงของป้าในเพลงนี้ว่ากินขาดไปเลยทีเดียว มาที่ In The Midst Of It All เป็นงานบลูส์โซลอาร์แอนด์บีกอสเพลที่ภาคดนตรีทริบิวท์ให้แก่จิตวิญญาณที่ไม่มีวันสูญสลายของวัฒนธรรมโมทาวน์ คอโซลยุค60ไม่ควรพลาดปิดท้ายด้วย Already Alright งานโอลด์สคูลพ็อพสวยๆแบบพวกฟั้งค์กี่ย์ดิสโก้รุ่มรวยกรีดกรายที่ป้าวิทชอบทำในช่วงหลังๆ เพราะดี!!!






สำหรับคอกอสเพลที่ชอบอะไรอลังการๆจำพวก Choir หรือ Chant แบบในโบสถ์ไปจนถึงดนตรีจำพวก Spoken Wordsที่ด้นสุนทรพจน์ ข้อความในพระคัมภีร์และสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้าสดๆท่ามกลางดนตรีเออร์บันดิบๆแบบพวกบลูส์หรือโซลนี่คงอาจจะไม่สะใจถึงขีดสุดยามบริโภคงานชุดนี้ แต่ถ้าคุณต้องการที่จะสัมผัสกับงานดนตรีกอสเพลที่มีเอกภาพ เข้าถึงง่าย ดนตรีไพเราะและเป็นอัลบั้มกอสเพลที่ทำออกมาเพื่อคอดนตรีทุกคนบนโลกแล้วล่ะก็ งานชุดนี้คืออัลบั้มกอสเพลที่สมบูรณ์แบบที่สุด ครบเครื่องที่สุด เก๋สุดและร่วมสมัยที่สุดที่ดิฉันกล้าท้าให้ลองฟัง

วันศุกร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2555

KARA + Jose Padilla + Putumayo (Myspace#85)




























KARA : Super Girl : Dance-Pop/Teen Pop (70%) + Jose Padilla : Bella Musica Vol.5 : Chillout (93%) + Putumayo : Afro-Latin Party : Latin/World Music (94%)




















ช่วงนี้คอลัมน์มายสเปซขอเขียนถึงงานหลายอัลบั้มหน่อยภายในการลงงานครั้งเดียวนะคะเพราะว่าช่วงนี้มีหลายอัลบั้ม (ที่ดองไว้) ตีกันจนชุลมุนไปหมด ถ้าไม่ใช้วิธีนี้ดิฉันคงจะมีมายสเปซครบ150คอลัมน์ภายในสิ้นเดือนนี้แน่นอนฮ่ะ หึหึหึ ช่วงนี้อาจจะลวกหน่อยนะคะเพราะไม่มีอะไรจะคุยมาก อยากจะพูดถึงงานดนตรีมากกว่า




















ประเดิมคอลัมน์กับ Super Girl สตูดิโออัลบั้มภาษาญี่ปุ่นลำดับที่สองจากหนึ่งในเกิร์ลกรุ๊ปที่เรียกได้ว่าเป็นที่นิยมมากที่สุดของฝั่งเกาหลี "KARA" ซึ่งความรู้สึกของดิฉันที่มีต่อวงนี้ในตอนแรกจริงๆเลยคือ "ชอบพวกเธอแต่ไม่ชอบเพลง" ด้วยความที่อาจจะหลงใหลในใบหน้าน่ารักประดุจนางฟ้าแถมแต่ละคนยังแลดูน่าทนุถนอมกันสุดๆอีกต่างหาก - - งานนี้ต่อให้โคตรเกย์ตัวแม่อย่างดิฉันก็อดจะตกหลุมรักเธอไม่ได้ โดยเฉพาะ "คยูรี" จ๋าสุดสวาทขาดใจของอะฮั๊น หึหึหึ - - แต่ด้วยความที่แนสทิน่าดันไปผจญกับอะไรบ้าๆบอๆหนักหน่วงมาก่อนหน้านี้เยอะพอมาฟังงานของพวกเธอก็เกิดอาการกระอักเลือดรับไม่ได้ - - ไม่ใช่เพลงไม่ดีนะคะเพราะติดหูดี - - เพราะว่าเพลงของพวกเธอสดใส น่ารัก คึกคักและแบ๊วกันม๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกเสียจนปีศาจสาวโลกีย์อย่างอะฮั๊นฟังแล้วถึงขั้นร้อนรุ่มทุรนทุราย รับไม่ได้จริงๆค่ะตะเอง!!! อย่างว่าล่ะเนอะหญิงชั่วอย่างดิฉันจะไปต้านทานอะไรกับความบริสุทธิ์ผุดผ่องของพวกเธอได้ขออะไรที่มันแบบแรงออกมาเลยอย่างพวก Brown Eyed Girls หรือแบ๊วแต่ร้ายลึกๆแบบพวกGirls' Generation จะดีซะกว่า ระหว่างนั้นก็นั่งสงสัยไม่หายค่ะว่า "วงนี้ยังอยู่รอดกันได้อย่างไร?"ท่ามกลางการแข่งขันอย่างดุเดือดบ้าเลือดของพวกเกิร์ลกรุ๊ปในอุตสาหกรรมดนตรีเกาหลี "สวยกันเป็นอันดับต้นๆน่ะจริง แต่แค่นั้นจะพอเหรอ???" เพราะว่าเท่าที่ติดตาม KARA มาระยะสั้นๆนี้ส่วนตัวเห็นการเติบโตทางดนตรีนะคะที่มีอะไรแปลกใหม่ขึ้นแต่ในแง่ของลุ๊คส์และพัฒนาการโดยรอบคิดว่ายังไม่เด่นชัดเท่าไร ในขณะที่วงอื่นๆดูเหมือนจะมีเชิงมวยที่เหนือกว่ามากไม่ว่าจะเป็น Wonder Girls ที่ข้ามฝากไปกระแซะๆแถบอเมริกาอยู่ช่วงหนึ่ง Brown Eyed Girls ที่ดนตรีดีกันม๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกจนแถบจะฆ่าเกริ์ลกรุ๊ปทุกวงในเกาหลีตายหมดแถมด้วยเสียงร้องอันเปี่ยมด้วยพลังกับวิสัยทัศน์ที่จัดจ้าน มาที่พวก2NE1 แม้ว่าส่วนตัวดิฉันจะไม่ได้รักใคร่อะไรพวกเธอมากแต่ก็ยอมรับว่าวงนี้มีลุ๊คส์ที่ทรงพลังและรังสีอำมหิตของสมาชิกวงแต่ละท่าน อาทิ พัคบมกับซีแอลนี่แรงและน่ากลัวกันมาก ส่วนพวก SNSD ที่ว่าแบ๊วๆกันนี่ก็มีจริตจก้านที่กินขาดหลายๆวงคือฟังรู้เลยว่าเป็นความใสที่ฉาบความแรงร้ายรอวันปะทุไว้ภายใน - - ไม่เชื่อฟังท่อนคอรัสใน Genie กับ The Boys ดูสิจะรู้ว่าจริงๆพวกนี้แสบสันกันใช่ย่อย - - พิจารณาทั้งหมดทั้งมวลแล้ววนกลับมามอง5สาวนางฟ้าอย่าง KARA เอาจริงๆแล้วสำหรับดิฉันพวกเธอเป็นอะไรที่ค่อนข้างจะธรรมดาสมาญที่สุดแล้วในบรรดาเกิร์ลกรุ๊ปทั้งหมดที่ยกมาพูดถึง แล้วพวกเธอมีอะไรดีขนาดนี้นะถึงฟัดกับพวกเขามาได้จนถึงทุกวันนี้ ??? คำตอบก็มีคลี่คลายเอาที่อัลบั้ม Super Girl นี้ที่ใครจะไปเชื่อว่าพวกเธอจะสามารถพางานนี้เดบิ้วท์ที่อันดับหนึ่งบนโอริคอนชาร์ตของญี่ปุ่นและสามารถทำยอดเปิดตัวได้ในอันดับที่สูงสุดในบบรดาศิลปินเกิร์ลกรุ๊ปต่างชาติทั้งหมดทั้งมวล (ถ้าจำไม่ผิด) แถมด้วยเป็นศิลปินต่างชาติวงแรกในรอบ30ปีที่เปิดตัวได้ที่อันดับหนึ่ง!!! เหอๆๆๆๆ...เห็นแบ๊วๆเรียบๆแบบนี้ก็ไม่เบานะนี่ ตัวเพลงในอัลบั้มก็ยังคงความเป็นคาร่าจ๋าคือทีนพ็อพเต้นรำใสๆจังหวะสนุกสนานไปยันบัลลาดหวานๆเจืออาร์แอนด์บีบางๆยันเพลงเต้นรำหนักๆที่ไต่ระดับไปถึงดนตรีอิเล็คโทรนิคจำพวกคลับแด๊นซ์ ฟังไปพิจารณาไปจบอัลบั้มซะแล้ว!!! ด้วยความที่เพลงของพวกเธอฟังเพลินมากๆคือยังหวานและแบ๊วแบบเดิมแต่งวดนี้กลับไปแขยงเพราะเล็งเห็นข้อดีที่สุดของเธอก็คือ "การทำเพลงติดหู" ที่ไม่เฉพาะเพียงซิงเกิ้ลแต่ยังรักษามาตรฐานการทำเพลงที่ฟังได้ทนทานติดหูและไพเราะยกอัลบั้มซึ่งก็เป็นเสน่ห์ของวงนี้จริงๆนับตั้งแต่ที่ดิฉันได้ติดตามงานของพวกเธอตั้งแต่อัลบั้ม Revolution มา นอกจากนี้ฟังแล้วยังไม่แปลกใจที่ทำไมพวกเธอถึงได้รับความนิยมในญี่ปุ่นกันเกินหน้าเกินตาจนพวกเกิร์ลกรุ๊ปร่วมชาติวงอื่นๆหรือแม้แต่บอยแบนด์บางวงเองถึงกับอยากจะเขม่น เพราะแหมมมมมมมมมมมมมมมมมการร้องแบบนี้ การใส่จริตจก้านแบบนี้ การตะเบ๊ะทางดนตรีเอ๊ะ อ๊า แอร๊ยยยยยยยยยย ย่าหหหหหหหห์ ฮู้วววววววววว อะไรนี่มันเข้าทางพวกสาวกยุ่นเขาจริงๆนี่เจ้าคะฟังแล้วก็อดอมยิ้มไม่ได้น่ารักกันดี (ก๊ะดีค่าถูกใจ!!!) - - สำหรับเพลงแนะนำไม่มีค่ะเพลงเพราะยกอัลบั้มก็ต้องฟังทั้งอัลบั้มนะคะถ้าคิดจะลองฟัง ฟังแล้วเห็นโลกเป็นสีชมพู - - วู๊ยยยยยยย ท่าทางงานนี้5สาวจะได้คามิเลียคนใหม่เป็นนักวิจารณ์บอร์ด FF ซะแล้ว เหอๆๆๆ








งานลำดับถัดมานี่สำหรับคอชิลล์เอ๊าท์และสาวก Cafe Del Mar ก็คงจะรู้จักชื่อของ "โอเซ่ พาดิลล่า" กันดีนะคะในฐานะหัวหอกที่ร่วมบุกเบิกอัลบั้ม Cafe Del Mar ตั้งแต่ชุดที่หนึ่งจวบจนชุดที่6จนสร้างชื่อให้เป็นงานดนตรีชิลล์เอ๊าท์ระดับตำนาน สำหรับ Bella Musica นี่เป็นโปรเจ็กต์ทางดนตรีที่ป๋าโฮเซ่เขาแยกออกมาทำเองจากความหลงใหลในมนตร์เสน่ห์ของบอสซาโนว่าเข้าจับใจในตอนแรกส่งผลให้ความแตกต่างระหว่างงานชุดนี้กับCafe Del Marที่เน้นการนำดนตรีบอสซาโนว่าขยำคลุกเคล้าเข้ากับแนวดนตรีที่หลากหลายมากกว่าที่จะเน้นไปทางชิลล์เอ๊าท์หรือดนตรีจำพวกเล้าจน์อย่างเดียว แต่ในอัลบั้มนี้ไม่รู้เกิดอะไรขึ้นนะคะจากอิทธิพลของบอสซาโนว่าที่ตลบอบอวนในอัลบั้มแรกๆใน Volume 5 นี่รู้สึกว่าภาคดนตรีค่อนข้างจะกระจายแนวเด่นชัดกว่าและหลากหลายกว่า "บอสซาโนว่า" กลายเป็นเพียงองค์ประกอบย่อยๆองค์ประกอบหนึ่งเท่านั้นและแทนที่ความเด่นด้วยดนตรีอิเล็คโทรนิคที่ออกแนวดนตรีทดลอง ชิลล์เอ๊าท์และทริพฮอพเอาซะมากกว่า เพลงเด่นๆก็มี Higher Than The Star ที่ดนตรีเป็นชิลล์เอ๊าท์ที่ค่อนไปทางพวกเอ็กซ์เพอริเมนทัลอย่างเห็นได้ชัดส่วนตัวชอบการเรียงเรียงดนตรีในเพลงนี้ที่ร่วมเจิมด้วยดนตรีเฮ้าส์เต้นรำกคึ่งการาจนิดๆ นิวเอจและดีพแทรนซ์ลอยละล่องได้ลงตัวดีฟังแล้วเคลิ้ม Hurricane Water กับ Fantasy ที่ก็เป็นตัวแทนที่ดีของการพบกันตรงกลางระหว่างทริพฮอพและเล้าจ์น ในขณะที่ Get It ก็เป็นงานพ็อพโซลพลิ้วๆบนดนตรีเฮ้าส์และอิเล็คโทรนิคที่ชวนให้จินตนาการถึงวันใดที่ Soul II Soul กลับมาทำดนตรีนูโซลในรูปแบบยูเคโซลผสานอิเล็คโทรนิคลามไปถึงงานของพวก Masters At Work! Nuyorican Soul ที่ส่งอิทธิพลในเพลงนี้ตลบอบอวนไม่แพ้กัน Arianita นี่ทำมาสำหรับเอาใจคนรักดนตรีพื้นเมืองแอฟริกันโยเฉพาะและ La Cumbia Del Mole เป็นบอสซาโนว่าที่เพราะมากๆฟังแล้วถึงกับนั่งหลุดลอยไปในภวังค์ทีเดียว




ปิดท้ายกับ Afro-Latin Party อีกหนึ่งซีรี่ยส์สุดเก๋จาก Putumayo ค่ายดนตรีเวิลด์มิวสิคที่น่ารักที่สุดของโลกกับอัลบั้มเพลงเต้นรำแนวละทินที่อุทิศแด่ตำนานดนตรีทั้งจากฝากคิวบาและแอฟริกา ภาคดนตรีในอัลบั้มนี้เรียกแบบกำปั้นทุบดินก็ "ละทินผสานดนตรีแอฟริกัน" นั่นแหละ มีทั้งดนตรีจำพวกซัลช่า ดนตรีสกาแบบคิวบา แมมโบตลอดจนเร็กเก้พื้นเมืองของแอฟริกัน เป็นต้น นับว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีสำหรับคนรักดนตรีละทินรวมถึงต้องการจะเรียรู้สภาพของการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมตั้งแต่เรื่องของวิถีชีวิตตามภมิศาสตร์ตลอดจนเรื่องของจิตวิญญาณระหว่างอารายธรรมของคิวบาและมาลิ

วันอังคารที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2555

Anthony Hamilton + AIH + Radiohead (Myspace#84)























Anthony Hamilton : Back To Love : R&B/Soul (94%) + Architecture In Helsinki : Moment Bends : Indie Pop/Electro Pop/Synth Pop (94%) + Radiohead : The King Of Limbs Live From The Basement : Alternative Rock/Electronic/Experimental Rock (100%)







ในการจัดอันดับอัลบั้มโปรดของแต่ละปีเชื่อว่าหลายครั้งทีเดียวที่คุณจะรู้สึกประมาณว่า "เฮ้ย! ลืมใส่อัลบั้มนี้ลงไปด้วยได้ยังไง" ด้วยความที่อะไรๆมันก็ละลานตาไปหมดช่วงนั้นซึ่งความผิดพลาดอันใหญ่หลวงของดิฉันในช่วงจัดอันดับปลายปีที่ผ่านมาคือลืมใส่อัลบั้ม Gather' Round ลงไปในลิสต์ด้วย - - แต่ก็ช่างเถอะเพราะถือว่างานชุดนั้นเอามาเขียนแนะนำใหญ่โตไปแล้ว - - เฃ่นเดียวกับ3อัลบั้มดังต่อไปนี้ที่ ณ ขณะนี้นั่งถามใจตัวเองว่า "มันหลุดไปได้ยังไง???"












เริ่มต้นกับงานจากฝาก "อาร์แอนด์บี" ที่ปีที่แล้วหางานถูกใจๆไม่ค่อยได้เท่าไรเริ่มตั้งแต่งานของมิวสิค โซลไชน์ก็งั้นๆเรื่อยๆ ลอยด์กับจีนูไวน์นี่ออกมาค่อนข้างจะน่าเกลียดทีเดียว ไบรอัน แม็คไนท์ก็ดีแต่ก็ไม่เท่าที่หวังไว้จะมีมากูหน้าอุตสาหกรรมเอาไว้ได้ก็ Back To Love ของป๋าแอนโธนี่ แฮมมิลทันนี่แหละ จะว่าไประดับป๋าคนนี้ออกงานมาทีไรแฟนเพลงก็ไม่ค่อยจะผิดหวังกันอยู่แล้วนี่อ้างอิงลามไปถึงอัลบั้มชุดก่อนอย่าง The Point Of It All ที่ทุกวันนี้ดิฉันก็ยังปลาบปลื้มไม่เสร็จจนขอยกให้เป็นอัลบั้มระดับมาสเตอร์พีซของป๋าไปเลยทีเดียว ในส่วนของ Back To Love ภาคดนตรียังยึดที่ความเป็นคอนเทมโพรารีย์อาร์แอนด์บีเข้มข้นจะต่างจากงานที่ดีมากๆๆๆๆๆอย่างชุดเก่าก็ตรงการเฉดสีสันที่ค่อนข้างจะเอนเอียงไปทางโซลและบลูส์จัดจ้านกว่าชุดที่แล้วที่มาแบบโซลฟูลอาร์แอนด์บีจ๋าติดฮิพฮอพกระฉึกกระฉักวัยรุ่นกระชากใจมาพองาม สำหรับส่วนผสมโดยภาพรวมก็ยังคงเป็นจำพวกดนตรีเออร์บันผิวสีดิบดำจัดจ้าน อาทิ สมูธแจ๊ซซ์ ฟั้งค์ร็อค กอสเพลยันบลูส์กราส เช่นเดิม แต่จะว่าดิบจะว่าดำงานชุดนี้ก็ยังแอบเติมความหวานให้มีความฟังง่ายนุ่มหูขึ้นกว่าชุดที่แล้วที่ดิบจริงๆแบบถ้าไม่ชอบอาร์แอนด์บีจริงๆมีหวังสลบ










ต่อกันด้วยอัลบั้มล่าสุดจากวงอินดี้สุดเก๋อย่าง Architecture In Helsinki ที่ชื่ออาจจะดูเหมือนมาจากฟินแลนด์แต่จริงๆแล้วพวกเขามาจากเมลเบิร์น ออสเตรเลียจ้า มาที่ Moment Bends งานล่าสุดก็เป็นแนวอิเล็คโทรพ็อพสดใสน่ารักๆงุงๆงิ้งๆฟังแล้วอารมณ์ดีเหลือหลาย ดนตรีเป็นงานอินดี้พ็อพขยำเข้ากับดนตรีอิเล็คโทรนิคโพรแกรมมิ่งหลากระดับตั้งแต่ซินธิ์พ็อพ ดิสโก้80 เทคโนไล่ไปยันดนตรีอคูสติคที่เคล้าออกมาเป็นดาวน์เทมโพไม่หวานลอยละล่องจนหลอนหัวเหมือนเพื่อนร่วมชาติอย่าง Zero 7 แต่ฟังแล้วบันเทิงใจยิ้มออกกว่ากันเยอะ ไปๆมาๆก็นึกถึง Tahiti 80 ที่ถอดเขี้ยวเล็บของฟั้งค์กีย์และบีทฮิพฮอพพร้อมด้วยบรรยากาศของความเป็นเฟรนซ์พ็อพไปจนหมดแล้วเชิญนักร้องนำจาก Saint Etienne มาร่วมร้องและให้ New Order มาทำดนตรีในแบบฉบับของ Pet Shop Boys ที่ลดความเยือกเย็นของดนตรีเทคโนและแต่งแต้มบรรยากาศหมองหม่นหนาวเหน็บให้สดใสพร้อมที่จะเป็นซาวนด์แห่งฤดูร้อน เช่นเดียวกับที่วันใด Erasure จะปวารณาตัวเองลงจากฟลอร์เต้นรำยามค่ำคืนแล้วมาทำอัลบั้มดนตรีอินดี้พ็อพเต้นรำเพื่อวันสบายๆไปจนถึงการเติมเต็มความฝันของแฟนๆที่อยากจะได้ยินส่วนใดส่วนหนึ่งของดนตรีแบบมาดอนน่าหรือไคลี่ย์ช่วงยุค80อีกครั้ง...โดยเนรมิตขึ้นใหม่จากนวัตกรรมของดนตรีซินธิ์พ็อพยุค2011




ปิดท้ายกับอัลบั้มบันทึกการแสดงสดของ Radiohead วงอัลเทอเนทีฟร็อคและอิเล็คโทรนิคหัวก้าวหน้าจากเกาะอังกฤษ (เครดิตจากเว็บ Popaganda) ไม่รู้หรอกค่ะว่าบนเวทีเขาเอ็นเตอร์เทนคนดูกันยังไงแต่ถ้าตัดสินในฐานะของงานบันทึกเสียงอัลบั้มนี้เป็นอะไรที่สุดยอดเลยทีเดียว!!! อยากรู้ต้องไปฟังกันเอง

วันอาทิตย์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2555

JYJ+Wang Leehom+X-Japan (Myspace#83)


































JYJ : In Heaven : K-Pop/R&B/Electro Pop/Dance (72%) + Wang Leehom : 18 Martial Arts : Mando Pop/R&B/Electro Pop (87%) + X-Japan : Art Of Life : Progressive Metal (85%)


เมื่อวานนี้ดิฉันมอบของขวัญปีใหม่เป็นงานของพวกเกิร์ลกรุ๊ปให้น้องๆเขาไปแล้ว วันนี้ขอมอบเป็น "ผู้ชาย" ให้ตัวเองสัก3อัลยั้มแล้วกันนะคะ หึหึหึ...ตอนนี้มีผู้อ่านหลายท่านรับไม่ได้ส่งอีเมลล์มาขอให้เพลาๆเรื่องการเขียนวิจารณ์ศิลปินเกาหลีบ้าง - - ทางที่ดีเลิกไปเลยเถิดบางท่านว่า - - เอาเป็นว่าหลังจากมายสเปซครั้งนี้ก็จะลดน้ำหนักของการเขียนวิจารณ์พวกเกาหลีให้น้อยลงก็แล้วกัน เหอๆๆๆ






















เริ่มต้นกับ In Heaven สตูดิโออัลบั้มแรกของสามหนุ่ม JYJ - - โดยอดีตสมาชิกดงบังชินกิอย่าง จุนซู,ยูชอนและ โฮะๆๆๆๆ ฮีโร่ แจจุงสุดที่รักของดิฉัน - - ที่เพิ่งวางขายไปเมื่อ28 กันยายนปีที่ผ่านมาแถมยังฟาดยอดขายไปอย่างสง่าอิ่มแปล้เยาะๆที่ 165,000 แผ่นหลังจากวางขายไปเพียงแค่3วัน จริงๆตอนแรกดิฉันไม่รู้หรอกค่ะว่าพวกหนุ่มๆเขาฟอร์มทีมขึ้นใหม่กันแล้วไปจ๊ะเอ๋เอาอีตอนอ่าน Asian Plus ฉบับล่าสุดนี่แหละ ถึงรีบสยายปีกบินไปหามาฟังรับปีใหม่ (ฟังช้าก็ดีกว่าไม่ได้ฟังนะคะ ใช่มั้ยฮีโร่?) ฟังจบรอบแรกนี่ถึงขั้นนั่งเคลิบเคลิ้มด้วยความประทับใจ เออ อัลบั้มพวกตัวเพราะจริงๆนะ แม้ว่าจะออกมาค่อนข้างเซฟไม่เสี่ยงไม่จัดจ้านเท่าที่ควรจะเป็นและคาดหวังไว้แต่เอกภาพของเนื้องาน การวางไลน์เสียงและมิติใหม่ๆที่ภาคดนตรีมีให้นี่นับว่าแคสสิโอเปียทั่วหล้าฟังแล้วถึงกับฉีกยิ้มได้ไม่หยุดก็แล้วกัน ภาพรวมของอัลบั้มค้องบอกตามตรงว่า "ไม่ได้ฉีกไปจากงานสูตรสำเร็จของ TVXQ เท่าไร" - - แต่ก็ต้องเข้าใจนะคะว่าพวกเขาได้ใส่ตัวตนทั้งหมดลงไปในดงบังชินกิแล้วจึงไม่ต้องแปลกใจที่งานของทั้งสามจะออกมา แหม๊ ดงบั๊ง ดงบัง - - ภาคดนตรีเป็นเคพ็อพหนักด้วยอาร์แอนด์บี อดัลท์คอนเทมโพรารีย์และบัลลาดที่แซมด้วยสีสันของดนตรีอิเล็คโทรนิคที่ค่อนไปทางพวกยูโรบีทในพวกเพลงเร็ว อาทิ Mission ที่จุนซูเราลงมือกรีดนิ้วงามๆโปรดิวซ์ดนตรีเองที่ค่อนข้างจะโดดเด่นด้วยมิติของยูโรบีทที่ผสานเข้ากับอาร์แอนด์บีและพ็อพเต้นรำสไตล์บอยแบนด์ได้อย่างลงตัว ฟังแล้วนึกถึงภาคอ่อนๆของจัสติน ทิมเบอร์เลคใน Sexy Back ในส่วนของเพลงเก่งอย่าง Get Out ที่ตอนแรกฟังแล้วรู้สึกเหมือนกับว่าจับเอาบัลลาดสูตรสำเร็จของดงบังมารีมิกซ์กับดนตรีอิเล็คโทรนิคเต้นรำแรกๆรู้สึกว่ามันงั้นๆโหลๆเป็นสูตรสำเร็จที่ตลาดอินเตอร์ยุคนี้ทำกันโดยทั่วไป - - นีโย่,เลโอน่า ลูอิสแม้แต่พิทบุล - - แต่พอฟังเข้ารอบที่4เท่านั้นแหละค่ะเพลงนี้หลอนหัวดิฉันม๊ากกกกกกกกกกกกกกก คือมันเป็นเพลงที่เรียบๆไม่โฉ่งฉ่างแต่เก๋แบบซึมลึกๆคมกริบในฝักและเชือดเฉือนใจมากๆ ชอบเกือบจะที่สุดในอัลบั้มแล้ว ในส่วนของบัลลาดชอบ Fallen Leaves กับ Boy's Letter ที่ฟังแล้วหวนนึกถึงงานพวกพวกเหล่าดงบังในยุคเดบิวท์ช่วง Tri-Angle แต่แทนที่จากบัลาดโพรแกรมมิ่งเข้าสู่คอนเทมโพรารีย์บัลลาดทั้งพรมด้วยเพียโนหวานละมุน เครื่องสายพลิ้วไสวกรีดเสียงสวยเจือด้วยอารมณ์โซลฟูลเต็มสตรีมทีเด็ดไม่ต้องเดาค่ะคือเรื่องของ "การใช้เสียง" ที่ฟังแล้วถึงขั้นขนหัวลุก ปิดท้ายด้วย Nameless Song Part 1 นี่ก็เป็นอีกวงที่คิดจะเล่นกับมุขจำพวกเมโลดิคโพรเกรสซีฟ ส่วนตัวชอบดนตรีนะคะอลังการดีเหมือนฟังสกอร์ภาพยนตร์เป็นเซมิบัลลาดที่สลับบนความเป็นฮิพฮอพเสียอย่างเดียวถ้าพวกตัวทำให้มันกระชับมากกว่านี้จะเป็นเพลงที่ดีที่สุดของอัลบั้มเลยทีเดียว - - ท้ายที่สุดแม้ว่าภาพรวมจะออกมาเสมอตัวแต่ก็ประทับใจนะคะ เชื่อว่างานชุดนี้ยังแค่ทดลองกันเบาะรอให้พวกเขาจับทางกันอีกสักพักเชื่อว่าต่อไป JYJ นี่จะมีอะไรเปรี้ยงใหญ่ออกมาให้ได้ยินกันแน่นอน












ถามถึงผู้ชายที่ดิฉันแอบชอบมานานชนิดไม่กระโตกกระตากให้ผู้ใดหน้าไหนรู้ก็ต้องนี่เลยค่ะคุณพี่ "หวัง ลี่ฮง" สุดหล่อรายนี้ส่งเข้าประกวดจากไต้หวันนะคะ หึหึหึ เดี๋ยวจะหาว่าแนสทิน่าเชียร์แต่หนุ่มๆเกาหลีและพวกฝรั่งตาน้ำข้าว นอกจากความหล่อแล้วหนึ่งในสิ่งที่ดิฉันชอบมากๆในดนตรีของคุณพี่เขาก็คงจะเป็นในเรื่องของการสอดแทรกกลิ่นอายของวัฒนธรรมและจิตวิญญาณแห่งอารยธรรม "จีน" โดยผ่านทางดนตรีพื้นเมืองหรือที่เรียกกันว่า "เวิลด์มิวสิค" ที่มีตั้งแต่ดนตรีมหากาพย์จำพวกงิ้ว คลาสสิคคัล ลูกทุ่งจีนไปจนถึงดนตรีจีนย้อนยุคแท้ๆผสานลงสู่ความร่วมสมัยของดนตรีพ็อพและความเป็นสากลอย่างพวกอาร์แอนด์บีและฮิพฮอพเป็นหลัก สิริรวมออกมาเป็นดนตรีจำพวก "แมนโดพ็อพ" ที่แม้ว่าจะไม่ได้ออกมาเป็นแนวอนุรักษ์นิยมจีนจ๋าจีนจัดแบบศิลปินอีกหลายๆท่านที่คร่ำหวอดในภสคดนตรีแนวนี้มาจนเป็นตำนาน แต่ก็นับว่าสุดหล่อของเราเป็นคนรุ่นใหม่ที่ยกระดับภาคดนตรีแนวนี้ให้มีความร่วมสมัยและเป็นที่รู้จักของคนรุ่สใหม่มากขึ้นไม่เพียงแต่ในประเทศของตัวเองแต่ยังหมายรวมถึงเด็กเจเนอเรชั่นใหม่อีกหลายคนที่รู้จักคุณพี่และสนใจติดตามผลงานของคุณพี่หวังเขา สำหรับ The 18 Martial Arts งานลำดับที่14ของคุณพี่ก็ยังรักษาคุณสมบัติของความเป็นศิลปินที่มีวิสัยทัศน์ทางดนตรีกาลในระดับก้าวหน้าและอัจฉริยะเช่นเดิม ของแบบนี้นี่อย่างหว่าขี้เกียจเลยค่ะแต่ให้มานั่งแนะนำเป็นแทร็คๆไปนี่ดิฉันหักใจไม่ได้จริงๆเพราะว่ามันดียกอัลบั้ม ชนิดที่ถ้าใครสนใจจะลองฟังนี่กล้าพูดได้เลยว่าถ้าคิดจะติดตามแล้วงานชุดนี้ต้องตามตั้งแต่ต้นจนจบถึงจะซาบซึ้ง....ไม่ได้เชียร์เกินจริงแต่ประการใด!!!






ปิดท้ายกับ Art Of Life มินิอัลบั้มในปี1993ของวงเฮฟวี่เมทัลระดับตำนานของญี่ปุ่นอย่าง X-Japan - - แถมเป็นครั้งแรกที่พวกเขาเปิดตัวภายใต้เชื่อ X-Japan ด้วย!!! - - ภายใต้ความยาวกว่า29นาทีในแทร็คเดียวเพลงนี้กับเป็นมหากาย์ทางดนตรีอันทรงศิลปะและทรงคุณค่าสำหรับดิฉันมากทีเดียว ในแง่ของความหนักหน่วงแบบ "เมทัล" นี่ทางภาคดนตรีไม่ได้สะใจเท่าไรแต่มันสะใจเอาอีตอนที่เพลงนี้ค่อยกรีดซึมเข้าไปในหัวใจด้วยการสื่อสารอันวิปริตเกรี้ยวกราดจากความรู้สึกสู่ความรู้สึก เริ่มต้นตั้งแต่เสียงกีตาร์แผ่วเบาในช่วงต้นที่ค่อยๆไต่ระดับเป็นฮารด์ร็อคและเครื่องสายออเครสตร้าอันเป็นวัฒนธรรมที่นิยมใช้กันในการวาดลวดลายลงบนดนตรีเมทัลจำพวกซิมโฟนิคไปยันแบล็คเมทัลขั้นต้น การพรมเพียโนนุ่มละมุนสลับไปกับคอร์ดกีตาร์เมทัลเกรี้ยวกราดกระแทกกระทั้น Spoken Wordsอันเป็นท่อนพูดที่แผ่วเบาท่ามกลางความดุดันของดนตรีที่โหมกระหน่ำแซมด้วยความเป็นโกธิคผสานออเครสตร้า บัลลาดเพียโนและโพรเกรสซีฟเมทัลที่ซับซ้อนและมีมิติที่สุดเท่าที่เคยสัมผัสมาในโลกก่อนที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะจบลงเหลือทิ้งไว้เพียงความรู้สึกที่อ้างว้างประดุจสายลมแผ่วเบาที่พัดผ่านทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าในจิตใจประหนึ่งยืนท่ามกลางซากปรักหักพัง...หนึ่งในเพลงที่ดีที่สุดเท่าที่อุตสาหกรรมดนตรีญี่ปุ่นเคยรังสรรค์ออกมาให้โลกฟัง


ทั้ง3อัลบั้มที่หยิบมาเขียนนี้คือความประทับใจทั้งหมดในช่วงปีใหม่เป็นตัวแทนของสามช่วงในชีวิตของปี2011ที่ผ่านมา ที่มาบรรจบให้เราได้สัมผัสภายในวันเดียว...ปาฏิหารย์และการรำลึกที่มาพร้อมกับงานดนตรีเกิดขึ้นกับคนที่เอาหัวใจไปผูกไว้กับมันเสมอ!!!