วันจันทร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2555

Britney Spears : Blackout


Britney Spears : Blackout : Electropop/R&B/Dance-Pop (78% = 3.5/5)

จริงๆดิฉันเคยเขียนวิจารณ์อัลบั้มชุดนี้ของบริทนี่ย์ไปแล้วกับ"มาดามจ๊อกกาโล่"และ"ลุงนีล"ในช่วงที่งานชุดนี้เพิ่งวางขายใหม่ๆแต่เมื่อสามสี่วันนี้ได้ย้อนกลับมาฟังอีกครั้งและมุมมองที่มีมันเปลี่ยนไป อาจจะเป็นเพราะในช่วงนั้นวิสัยทัศน์ทางดนตรึของดิฉันยังไม่โตและกว้างขวางพอด้วยส่วนหนึ่ง ว่าแล้วก็ขอนำอัลบั้มชุดนี้มา "เขียนใหม่" ซึ่งเป็นงานแรกๆในช่วงหลายปีที่ผ่านมาที่เอามาเขียนใหม่จริงๆ - - ไม่ใช่เอามาลงใหม่!!!

วัดกันในระยะยาวแล้วดิฉันเห็นแฟนคลับและคนส่วนมากยกย่องให้อัลบั้ม Blackout ชุดนี้เป็นอัลบั้มชุดที่ดีสุด- - มาสเตอร์พีซ - - ของบริทนี่ย์ แม้แต่นักวิจารณ์มืออาชีพจากหลายสถาบันก็ตามทีก็ยังกล่าวชื่นชมอัลบั้มชุดนี้กันไม่ขาดปาก แต่กับดิฉันนี่ไม่รู้จะเป็นกรณี"ขวางโลก"รึเปล่านะคะ คือต้องบอกก่อนว่าเป็นงานระดับคุณภาพและเป็นอัลบั้มที่ดีทีเดียวแต่ส่วนตัวกลับรู้สึกว่า Baby One More TimeและIn The Zone ดีกว่า อาจจะจริงว่าในแง่ของการระเบิดศักยภาพและความทรงพลังเข้มข้นของดนตรีจะไม่สามารถสู้ Blackout ได้ - - ในฐานะที่เป็นงานชุดที่มีเพลงที่ดีที่สุดของบริทนี่ย์อยู่ในอัลบั้มและเกือบครึ่งของอัลบั้มนี้ต้องยกให้เป็นบรรดาแทร็คระดับแถวหน้าสุดของบริทนี่ย์ - - แต่ในแง่ของการเป็นอัลบั้มที่ไพเราะและมีพลังที่จะส่งตัวเองขึ้นไปเป็นงานระดับสร้างปรากฏการณ์กลับสู้ Baby One More Time ไม่ได้เช่นเดียวกับที่ในเรื่องของชั้นเชิงการนำเสนอดนตรีส่วนตัวรู้สึกว่า In The Zone จะล้ำกว่าที่สำคัญในแง่ของความลงตัวดิฉันรู้สึกว่า Blackout ยังแพ้สองชุดนั้นขาดลอย คืออาจจะอ้างได้ว่าอัลบั้มนี้เพลงดิบแบบเออร์บันมากกว่าสองชุดดังกล่าวที่พลังของความเป็นเมนทสตรีมสูงกว่า - - แต่นี่ดิฉันกำลังเสนอในแง่ของความ "ตลอดรอดฝั่ง" คือครึ่งหลังของ Blackout นี่เอาจริงๆคิดว่าแม้จะไม่ถึงกับเหลวแต่ก็ฉุดภาพรวมของอัลบั้มให้ดร็อปลงพอควรนะคะ ด้วยความที่ศักยภาพของเพลงไปไม่สุด

 อย่างไรก็ตามเรื่องของความชอบก็เป็นรสนิยมส่วนบุคคลกำหนดคุณค่ากันตามบรรทัดฐานของใครของมัน เพราะสิ่งที่ไม่สามารถปฏิเสธได้คืออัลบั้ม Blackout ชุดนี้คือหนึ่งในงานที่ดีที่สุดตลอดกาลที่เจ้าหญิงเพลงพ็อพของเราเคยทำออกมา นับเป็นอีกหนึ่งงานเสี่ยงตายหลังจาก In The Zone ที่ฉีกความเป็นพ็อพสไตล์บริทนี่ย์ออกไกลจากหมวดหมู่ความเป็นเมนทสตรีมและเข้าหาดนตรีจำพวก "เออร์บัน" ดิบ ดำและเข้มแบบดนตรีคนผิวดำมากขึ้นทั้งอัลบั้มแพรวพราวไปด้วยการสอดแทรกลูกเล่นของอาร์แอนด์บี ฮิพฮอพ ฟั้งค์ แร็พและโซลเข้ากับดนตรีพ็อพเต้นรำที่มีตั้งแต่งานอิเล็คโทรพ็อพตลาดจ๋าแบบยูโรดิสโก้ คลับแด๊นซ์สไตล์เออร์บัน ฟลาเมงโก้ไปจนถึงระดับพวกนิวเวฟ ดั๊บสเต็ปและพวกและงานเชิงทดลองกับกีตาร์อคูสติค พร้อมกับภาคเนื้อหาที่ว่าด้วยเรื่องของเซ็กส์ ชื่อเสียง ความรักและการปลดปล่อยด้านมืดหม่นของตัวเองออกมาประชดเสียดสีโลกได้อย่างถึงพริกถึงขิง - - อาจจะนับว่า "ดีที่สุด" ในแง่ของการเป็นงาน "ปล่อยของ" อย่างที่เขาว่าก็คงจะจริง

สำหรับแทร็คที่ต้องหยิบขึ้นมาเขียนคงหนีไม่พ้นบรรดางานครึ่งแรกของอัลบั้ม(เว้นRadar)ที่ล้วนแต่เด็ดดวงและแสดงพัฒนาการทางดนตรีที่เติบโตและมีชั้นเชิงแบบก้าวกระโดดของบริทนี่ย์เริ่มที่ Break The Ice (5/5) ที่ฟังไปฟังมาขอลงความเห็นให้เป็นหนึ่งในเพลงเต้นรำที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เจ๊หอกเราเคยทำมากับการอัดดนตรีอัพบีทอิเล็คโทรนิคแบบคลับแด๊นซ์จ๋าๆปะทะกับซาวนด์เออร์บันเทคโนของจังหวะอาร์แอนด์บีฮิพฮอพสุดเร่าร้อนเบรคด้วยอิทธิพลจากความเป็นโซลของเสียงประสานแบบกอสเพลช่วงกลาง ส่วนตัวยกให้เป็นพาร์ทที่เป็นไฮไลท์ของอัลบั้มเนื่องด้วยความสมบูรณ์แบบในตัวภาคดนตรีเองที่สูงมากอยู่แล้วยิ่งได้ศักยภาพความเป็นแด๊นซซิ่งควีนของบริทนี่ย์ช่วยส่งยิ่งไร้ที่ติหนักเข้าไปใหญ่ Freakshow (4/5) นี่ส่วนตัวแรกๆไม่เคยชอบเลยแต่พอกลับมาฟังอีกครั้งแล้ว "แม่งเปรี้ยวนี่หว่า!!!" ด้วยความที่ในสมัยนั้นยังไม่คุ้นกับงานฟิวชั่นจำพวกอิเล็คโทรฮิพฮอพพ็อพแร็พติดลูกเล่นนิวเวฟและดั๊บสเต็ปมึนๆเหวี่ยงๆกวนๆแบบนี้ พอมาฟังอีกทีแล้วรู้สึกอายเป็นบ้าที่เคยให้คะแนนไปแค่3ดาว เพราะเพลงมันเท่ห์แยงประสาทเหลือใจ สำหรับเพลงเก่ง Piece Of Me (4.5/5) ซิงเกิ้ลที่สองที่เป็นงานดาร์คอัลเทอเนทีฟลูกผสมระหว่างอาร์แอนด์บีและอิเล็คโทรพ็อพเต้นรำติดสรรพสำเนียงโรโบติคซินธิ์ฟาดเปรี้ยงปร้างโพรแกรมมิ่งแพรวพราวฟังแล้วถึงกับตบเข่าผาง "วู้ยย!!! ต้องให้มันได้แบบนี้สิบริท ^ ^" ส่วนตัวแม้จะมีอิทธิพลของมาดอนน่ายุค MusicกับAmerican Lifeในเพลงแต่คิดว่าเธอฉีกออกไปนำเสนอในแบบของตัวเองได้อย่างน่าชื่นชมทีเดียว เนื้อหาจิกมากกก!!! ใครไม่เคยเจอเวลาหอกของขึ้นก็ฟังไว้ให้ดี

เพลงที่ดีที่สุดของอัลบั้มแน่นอนว่าต้องเป็น Gimme More (5/5) ซิงเกิ้ลเปิดตัว คือใครจะว่ายังไงไม่รู้นะแต่สำหรับดิฉันขอยืนยันคำเดิมจากความรู้สึกแรกที่ได้สัมผัสคือ "นี่คือเพลงที่ดีที่สุดของบริทนี่ย์" เธอตอบโจทย์ของการทำดนตรีคุณภาพชนิดมาเหนือเมฆได้ครบถ้วนแถมยังสะท้อนภาพรวมของ "Blackout" ออกมาอย่างเด่นชัดสมบูรณ์แบบกับงานดนตรีอิเล็คโทรพ็อพเต้นรำเก๋สะบัดที่หลอมรวมมิติของงานดนตรีแบบเออร์บันทั้งฟั้งค์และอาร์แอนด์บีหม่นๆผสานกับซาวนด์ทดลอง อาทิ แอมเบี้ยนท์กับดาร์คเวฟที่ดูเหมือนจะเป็นแรงบันดาลใจสำหรับคอนเส็ปท์ที่เธอจะระเบิดด้านที่มืดหม่นวิปริตภายใต้จิตใจออกมาได้อย่างดีทีเดียว - - แม้จะหยิบยกมาแค่แรงบันดาลใจเพราะตัวตนของศิลปินเป็นพ็อพแต่ก็นับว่าทำได้ถึงนะ เพลงระดับนี้แต่เข้าถึงแฟนๆที่ส่วนมากปักฐานอยู่ในหมวดเมนทสตรีมได้กว้างขวางทีเดียว - - เป็นแทร็คที่ปลดปล่อยความเหนือศักยภาพที่แท้จริงของบริทนี่ย์โดยแท้ มาที่ Get Naked (4.5/5) งานเต้นรำแบบอาร์แอนด์บีฮิพฮอพจัดจ้านดำปิ๊ดปี๋แบบงานสาขาอิเล็คโทรนิคของพวกดีเจคัลเจอร์โซนเออร์บันโดยแท้ เท่ห์ดีนะกับท่อนแร็พที่บีบลูกเล่นสโลวแจมเนิบๆชนกับบีทฮิพฮอพเต้นรำจำพวกอาร์แอนด์บีเทคโนสุดพระเดชพระคุณเอะอะมะเทิ่ง เสียดายที่ไม่ได้ตัดเป็นซิงเกิ้ล อีกเพลงที่โดดเด่นมากเห็นทีจะหนีไม่พ้น Heaven On Earth (4.5/5) ที่เป็นงานยูโรดิสโก้หอมฟุ้งตบเฮ้าส์ลอยๆประสานท่วงทำนองจะโคนนิวเวฟงามสง่า ภาษาสวยมาก นับเป็นเพลงต้นกำเนิดของ Usual Youและคาดว่าจะมีอีกหลายๆเพลงประมาณนี้ตามมาโดยแท้

เพลงอื่นๆหลังจากพวกนี้จะออกไปโซน "อาร์แอนด์บี" ชัดเจนกว่างานจำพวกฟิวชั่นแบบช่วงต้นแล้วที่ชอบก็เห็นจะมี Ooh Baby! (3/5) เป็นพ็อพอาร์แอนด์บีเต้นรำบนท่วงทำนองกีตาร์สไตล์ละทินฟลาเมงโก้สวยๆ เซ็กซี่มาก ที่เพิ่งจะชอบก็นี่เลย Toy Soldiers (3.5/5) อันนี่เป็นฮิพฮอพอาร์แอนด์บีจังหวะมาร์ชชิ่งชนกับฮุคพ็อพจัดๆ เพิ่งชอบได้ไม่ถึง5วันเองมั้งหลังจากฟังมาหลายปี หอกเอ๊ย!!! และเพลงปิดอัลบั้ม Why Should I Be Sad (3.5/5) งานมิดเทมโพพ็อพอาร์แอนด์บีบัลลาดโซลลอยๆฟังแล้วคิดถึงงานสมัย 70's

จะว่าไปก็น่าภูมิใจนะคะถึงใครจะค่อนขอดครหาถึงความสามารถของเธอมานมนานเป็นทศวรรษแต่อย่ลน้อยบริทนี่ย์ สเปียรส์ก็ไม่เคยออกอัลบั้มที่คุณภาพต่ำกว่ามาตรฐานมาขายแฟนๆและชาวโลกนะ ได้ยินข่าวลือว่าปีหน้าจะคัมแบ็คไม่รู้ว่าจริงรึเปล่า แต่ถ้าจริงก็อดลุ้นไม่ได้ว่าหลังจาก Femme Fatale ที่ตลาดจ๋าจนสยองไปแล้ว งวดหน้าเธอจะมาไม้ไหนอีก

วันศุกร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

Avril Lavigne : Let Go



Avril Lavigne : Let Go : Pop Rock/Alternative Rock (90% = 4.5/5)

เป็นอีกหนึ่งอัลบั้มที่ชอบที่สุดชุดหนึ่งของชีวิตที่เพิ่งจะได้มีโอกาสเขียนวิจารณ์เป็น "ครั้งแรก" สำหรับงานชุด Let Go สตูดิโออัลบั้มชุดแรกของน้องป่วง "อาวริล ลาวีญ" ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นแรงบันดาลใจอย่างยิ่งยวดทั้งภาพลักษณ์และดนตรี - - เป็นจุดเปลี่ยนให้ลองหันมาฟังร็อคโดยเริ่มจากอัลบั้มนี้และตอนนี้ไปไกลถึงพวกNirvana,Black Rebel Motorcycle Club และ Manic Street Preachers ละ รวมถึงเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้สนใจแฟชั่นพั้งค์เป็นครั้งแรก ^ ^ จะว่าไปก็อดขำตัวเองไม่ได้เพราะก่อนที่จะชอบอัลบั้มนี้นั้น ต้องสารภาพว่าไม่เคยคิดจะฟังเลยคือไม่ได้สนใจด้วยซ้ำแค่ซื้อเทปแข่งกับเพื่อนช่วงใกล้วันหยุดหยิบอะไรได้หยิบ - - เงินพ่อเงินแม่นี่เนอะ!!! - - แถมซื้อมาก็มาดองซะนานกว่าจะได้มีโอกาสฟังรู้สึกว่สชีตัดไปเกือบสามซิงเกิ้ลได้แล้วมั้งคะ 555

พอได้ฟัง - - ณ ช่วงนั้น - - ก็เกิดอาการอู้หู้!!! อ้าหา!!! "เพลงร็อค" มันดีอย่างนี้นี่เอง อันที่จริงอัลบั้ม Let Go ชุดนี้เป็นงาน "พ็อพร็อค" จ๊ะอีแนส!!! แต่เป็นงานพ็อพประเภทเนื้องานเป็นร็อคแล้วละลายความเป็นพ็อพเข้าไปคุมทิศทางให้มีเมโลดี้ละมุนหวานหูแม้บางเพลงจะเกรี้ยวกราดสติแตกไปบ้างแต่ก็ไม่ดิบโต่งหรือหนักหนาฮาร์ดคอร์เกินไป จะว่าไปก็คนละแบบกันกับพวก "พ็อพ" ทั้งดุ้นที่เจือความเป็นร็อคลงไปล่ะนะ ในอัลบั้ม Let Go ชุดนี้หนูวีนยังใส่ลูกเล่นของความเป็นอัลเทอเนทีฟหลากหลายรสชาติลงมาให้ลิ้มลองมีตั้งแต่พั้งค์ อคูสติค อินดี้ร็อคยันกลายๆเป็นจำพวโพสท์กรั๊นจ์คล้ายๆอลานิส มอริเซ็ต

ถามถึงข้อบกพร่องของอัลบั้มชุดนี้เอาตรงๆส่วนตัวตอบว่า "ไม่มี" เนื่องจากฟังมันมาได้ร่วม10ปีแล้วมั้งจวบจนวันนี้ยังไม่เห็นมีจุดไหนให้ตำหนิเลยนะคือเป็นอัลบั้มที่เรียกได้ว่าแทบจะเข้าขั้นสมบูรณ์แบบทีเดียวทั้งการเรียบเรียงที่เป็นเอกภาพและเนียนไหลลื่น ทุกแทร็คมีพลังในตัวที่จะสะกดผู้ฟังให้หลงใหลไปกับงานร็อคเล็กๆแต่โคตรขบถของเธอแถมยังเป็นงานพ็อพร็อคที่ค่อนข้างจะอัจฉริยะในการทำฮุคได้ติดหูมันทั้งอัลบั้ม - - จะมีก็แค่ความรู้สึกที่โตขึ้นเจอดนตรีมาเยอะฟังร็อคที่หนักแน่นขึ้นแล้วรู้สึกว่าไอ้ที่มันดูหม่นๆเกรี้ยวกราดตอนนั้นนี่ในตอนนี้มันเด็กๆจังแถมเนื้องานก็ไม่ได้พั้งค์ตามที่ฉาบภาพลักษณ์ไว้...มีแค่เพลงหรือสองเพลงมั้งที่เป็นพั้งค์จริงๆ

เพลงเด่นของอัลบั้มแน่นอนค่ะหนีไม่พ้น Complicated (4.5/5) ซิงเกิ้ลเปิดตัวที่สร้างชื่อน้องป่วงให้ดังภายในชั่วข้ามคืน นับเป็นเพลงอัลเทอเนทีฟร็อคที่ออกจะพ็อพมากจนส่วนตัวมองมันเป็นพ็อพร็อคไปเลย ภาคดนตรีเหมือนกับได้รับแรงบันดาลใจมาจากงานร็อคช่วงยุค90'sของ "อลานิส มอริเซ็ต" บีทกีตาร์อคูสติคเพราะๆและอารมณ์ป่วงๆกระแทกกระทั้นช่วงท่อนคอรัสที่โดดเด่นตามประสางานพ็อพร็อคที่หยิบยืมแรงบันดาลใจมาจากงานจำพวกโพสท์ร็อคและอินดี้นั่นแหละ ฟังแล้วคิดถึงภาคที่เบากว่าหลายเท่าของ You Oughta Know Sk8er Boi (4.5/5) งานพ็อพพั้งค์สนุกๆหนึ่งเดียวของอัลบั้มที่ดูโดดเด่นชัดเจนที่สุดแล้ว สนุกสดใสเปี่ยมพลังและขบถสะใจดี เป็นหนึ่งในเพลงโลโก้ของวีนที่หลังจากนี้มีตามมาอีกไม่รู้กี่ภาค ต่อด้วย I'm With You (4/5) บัลลาดพ็อพร็อคเพราะๆที่อาวริลร้องได้ถึงอารมณ์ กรีดใจสุดๆฟังแล้วหงอยไปข้าง เมโลดี้โดดเด่นแปลกหูดี Tomorrow (5/5) กับอคูสติคร็อคสุดไพเราะ ฟังแล้วหลุดลอยไปเลยจริงๆเธอทำเพลงแนวๆนี้ขึ้นมากเลยทีเดียวนะ เป็นเพลงที่ดีที่สุดของอัลบั้ม นี่แหละความงดงามเรียบง่ายที่ปราบความเยอะและหนักหนาบาดหูชนิดราบคาบ

 Losing Grip(3/5)และUnwanted(3/5) อัลเทอเนทีฟร็อคหม่นๆโต่งๆสองเพลงที่ดูดุดันและเกรี้ยวกราดที่สุดแล้วของงานชุดนี้ มาฟังตอนนี้คิดว่าถ้าพัฒนาความหนักขึ้นไปมากกว่านี้ล่ะก็ฉลุยแน่ๆเพราะหนูวีนเธอก็เหมาะกับเพลงมืดๆดาร์คๆแบบนี้อยู่แล้วอย่างเพลงหลังที่เป็นงานเข้าขั้นโพสท์กรั๊นจ์ที่พยายามเอาพวกฮาร์ดคอร์มาชนกับพั้งค์และอีโมถ้าใส่ลูกเล่นของความเป็นการาจและอินดี้โลไฟมากกว่านี้ขึ้นไปงัดกับเจ๊พิ้งค์ได้สบาย มาที่ Mobile (5/5) เพลงที่ส่วนตัวโปรดปรานที่สุดของอัลบั้ม หลงรักในภาคเนื้อหาที่ว่าด้วยสัจธรรมอันลึกซึ้งว่าทุฏสิ่งสามารถเปลี่ยนแปลงและสูญเสียการควบคุมได้เสมอ นับว่าบ่งบอกกันโต้งๆว่าอย่๊ามาเอาอะไรกับเธอมานัก เหอๆๆ Thing I'll Never Say (4.5/5) งานพ็อพร็อคเพราะๆที่โดดเด่นบนสำเนียงแคนาเดี้ยนใสๆของเธอ รักมากฟังแล้วรู้สึกเป็นอิสระ แม้เนื้อเพลงจะพูดถึงเรื่องรักๆใคร่ๆก็ตามแต่ช่างเถอะค่ะเราเอาอารมณ์ความรู้สึกเป็นที่ตั้งนี่ พิสูจน์กันอีกเพลงกับ My World (4.5/5) ที่ติดหูสุดๆ

Nobody's Fool (4.5/5) พยายามจะใส่ลูกเล่นของแร็พร็อคเข้ามา ไม่ได้หนักหน่วงถึงขั้นเป็นฮาร์ดคอร์แร็พแบบพวก Run DMC,Limp BizkitหรือLinkin Parkแต่ก็เป็นงานเชิงอัลเทอเนทีฟที่จัดสมดุลย์ระหว่างพ็อพร็อคกับสตรีทแร็พได้ดี ปิดท้ายกับ Naked (5/5) งานบอกลาผู้ฟังที่ชัดเจนถึงภาพรวมของ Let Goและการนำเสนอตัวเองของผู้หญิงที่ชื่อ "อาวริล ลาวีญ" ในช่วงนั้น งานพ็อพร็อคลูกผสมกับอัลเทอที่มีทั้งบัลลาดพั้งค์ กรั๊นจ์และฮาร์ดร็อคที่เข้มข้นและหมองหม่นถึงอารมณ์...ฟังทีไรก็ซึมทุกที

ฟังทีไรก็ฟินทุกครั้ง นับว่าคิดถูกที่ชีวิตนี้มาเอาดีทางด้านการเป็นนักวิจารณ์เพลงแม้จะไม่ได้สร้างรายได้อะไรแต่สุขใจล้นเหลือค่ะ...ฟังแล้วมีกำลังใจที่จะเขียนอะไรดีๆอีกเยอะ นับตั้งแต่วันวานจนผ่านมาวันนี้ก็สิบปีอัลบั้ม Let Go ชุดนี้ก็มอบแรงบันดาลใจอันดีเสมอมา - - เวลาบางทีก็ใช่ว่าจะพรากความผูกพันทางจิตใจและจิตวิญญาณไปได้ซะหมด




Ke$ha : Warrior



Ke$ha : Warrior : Electro Pop/Dance-Pop/Synth Pop (70% = 3/5)

หนึ่งในอัลบั้มที่ส่วนตัว"กลัว"ที่จะฟังที่สุดแต่ก็จำเป็นที่จะต้องเขียนเพราะได้รับอีเมลล์จากท่านผู้อ่านมาชนิดล้นหลามพอตัว ไม่ต้องถามหรอกกระมังคะว่าดิฉันกลัวอะไรเพราะหลังจากที่สาวKe$haฝากรักชนิดที่ไม่มีวันลืมเลือนไปจนวันตายให้แก่ดิฉันกับผลงานสุดสยองชุดแรกอย่าง "Animal" ที่ประทานโทษเถอะค่ะในมุมมองของอะฮั๊นแม้มันจะเป็นงานที่โด่งดังถึงขั้นมีศักดิ์ศรีเป็นอัลบั้มดับหนึ่งบนบิลบอร์ดชาร์ตก็ตามแต่งานชุดนั้นนี่ "แดก" ไม่ลงจริงๆ ขอยกให้เป็นหนึ่งในอัลบั้มที่ห่วยแตกในชีวิตที่สุดฐุดหนึ่งที่เคยฟัง

ความรู้สึกที่มีต่อKe$haในช่วงนั้นนี่เป็นอะไรที่ขอเรียกว่า"ห้วงครหา"มากๆ ว่ามึง เอ๊ย หล่อนดังได้ยังไงเพราะต้องกราบเรียนตามตรงว่าช่วงนั้นไม่เห็นอะไรดีในตัวเธอเลย แต่แอบยอมรับนะว่า Tik Tok ฟังนานๆไปก็สนุกติดหูดีไม่หยอกและส่วนตัวก็ดันชอบ Blah Blah Blah!มาก มาฟังเธออีกทีในอีพี Cannibal ซึ่งภาพรวมไม่รู้ว่าผีหรือคนเพราะมันออกแนวคุ้มดีคุ้มร้ายแต่ดันไปสะดุดกับบัลลาดกรีดใจอย่าง The Harold Song เป็นอะไรที่ไม่ได้คาดคิดเลยว่าจะได้ยินเพลงที่ลุ่มลึกขนาดนี้จากเจ๊เขรอะแถมไทเทิ่ลแทร็คอย่าง Cannibalและเพลงเต้นรำสุดฮิตอย่างBlowก็โดนใจถูกจริตดิฉันเป็นการส่วนตัวสุดๆ ว่าแล้วเราก็มาลองปรับมุมมองและเปิดใจอีกครั้งกับงานชุดล่าสุดของเธอละกัน

คงต้องว่าเห็นด้วยกับ เดอะบีทแด็ทมายฮาร์ท สคิปป์ และ Jester Mizuno ที่เคยบอกดิฉันว่าดูดีๆผู้หญิงคนนี้มีความสามารถและมีแววที่จะเป็นได้มากกว่าศิลปินตามกระแส เพราะหลังจากที่ได้ฟัง Warrior งานชุดล่าสุดจนจบต้องบอกว่าเธอพัฒนาเอกลักษณ์ในรูปแบบของ"เคชช่า"ขึ้นไปมากกว่าเดิมมาก ทั้งความประณีตลงตัวและหีบห่อของตัวงานนับว่าอัลบั้มนี้ขัดเกลาเจียระไนออกมาได้ดีชนิดแทร็คต่อแทร็ค เรื่องของภาคดนตรีในWarriorนี้ยังคงยืนพื้นที่ดนตรีจำพวกอิเล็คโทรพ็อพเต้นรำผสานเสียงสังเคราะห์โพรแกรมมิ่งซินธิ์สนานใจเช่นเดิมภาคของยูโรบีทและพ็อพร็อคแบบชุดแรกถูกเจือจางลงแทนที่ด้ฯดั๊บสเต็ปและร็อค70'sย้อนยุคเน้นๆผสมกลมกลืนกันได้อย่างลงตัวพอเหมาะพอเจาะนับว่าพัฒนาไปได้ไกลกว่าเดิมลิบลับน่าชมทีเดียว ขอกราบขอบคุณที่ทำงานดีๆออกมาให้ฟัง เอเมน

ามว่าส่วนตัวไม่ชอบอะไรก็อาจจะเป็นความเป็นตัวของเคชช่าในบางจุดพวกเสียงแร็พเสียงออโต้จูนกะโหลกกะลาแบบเดิมๆซ้ำซากแต่จะว่าไปมันก็เป็นเอกลักษณ์ของเธอน่ะนะคะ ดิฉันไม่ชอบแต่แฟนๆสาวเขรอะเขาชอบนี่!!! รวมถึงบางเพลงที่มันสามารถไปได้มากกว่าที่ได้ยินกลับทำออกมาได้ "แค่นั้น" ใช่ว่าศักยภาพไม่ถึงแต่ดูรู้ว่าจงใจทำเหมือนกับที่ทำ Animal ออกมาเป็นงานอิเล็คโทรพ็อพสุกๆดิบๆประหนึ่งงานเดโมลงเสียงคาราโอเกะพร้อมขายชนิดที่จงใจออกมาให้ดูเป็นงานขยะเพื่อเสียดสีและรองรับรสนิยมทางดนตรีของอเมริกันชนที่ถึงจุดเสื่อมถอยเต็มที่/อ๋อ ชุดที่แล้วเหมือนกาก้าผสานเคที่มาชุดนี้ทำไมดิฉันถึงเห็นหน้าเทย์เลอร์กับอาวริลในหลายๆเพลงก็ไม่ทราบสิคะ

 แนะนำเพลงดีเหรอคะ? ก็เริ่มต้นกันที่ซิงเกิ้ลแรก Die Young(3/5)กันก่อนเลยแล้วกัน แม้ไม่ออกมาแจ๋นแจ๋เท่าเก่าแต่เขรอะก็พัฒนาแล้วกับงานซินธิ์พ็อพยูโรบีทผสานพ็อพเต้นรำอิเล็คโทรนิคคลอเคลียบนบีทกีตาร์อคูสติคเพราะๆแถมด้วยสรรพสำเนียงการแร็พแบบยียวนเช่นเดิม ติดหูมากๆ แต่ใช่ว่าจะมีดีแค่เพลงเปิดตัวนะคะเพราะอัลบั้มนี้ปล่อยของกันตั้งแต่เปิดม่านเลยอย่าง Warrior (4/5) เพลงเปิดอัลบั้มนี่ก็ต้องคารวะเลยว่าเป็นเพลงแนวอิเล็คโทรพ็อพเต้นรำที่เข้าตากรรมการมากๆจังหวะยูโรบีทสวยๆปะทะแกนของดนตรีเทคโนล้ำๆดั๊บสเต็ปเปรี้ยวปริ๊ดส์และสรรพสำเนียงอาร์แอนด์บีฮิพฮอพมืดๆฟิวชั่นเข้ามา คล้ายจะเป็นไทรบัลแต่ยังไม่ถึงขั้น เริ่ดอ่ะ!!!

Crazy Kids(4/5)บีทกีตาร์อคูสติคเพราะๆตอนต้นชวนให้นึกถึงมาดอนน่าในยุค Music และ American Life ตะหงิดๆแต่สักพักก็สลับมาเป็นอาร์แอนด์บีฮิพฮอพคลับแด๊นซ์อันเดอกราวน์ดจัดๆสไตล์เคชช่า เพราะและมันส์หยดในเวลาเดียวกัน Dirty Love ft.Iggy Pop (4/5) ดึงตำนานรุ่นเดอะอย่าง Iggy Pop มาร่วมสังฆกรรมด้วย ออกแนวทริบิวท์ให้จิตวิญญาณของร็อค70'sชนิดจริงใจไม่เสแสร้งใดๆทั้งสิ้น ดูโต่วและปล่อยของที่สุดในอัลบั้ม สนุกและเก๋ามากๆ Supernatural (4/5) อีกหนึ่งเพลงเต้นรำที่น่าจับตามองที่สุดของอัลบั้ม ดั๊บสเต็ปโดดเด่นมากๆ จะว่าโหลก็ได้แต่ถูกหูว่ะ  Love Into The Light (3.5/5) เพลงปิดอัลบั้มนับว่ามีชั้นเชิงดีกับการใส่จังหวะของพวกเวิลด์และทริพฮอพหลอกมาช่วงต้นก่อนจะชนกับท่อนคอรัสแบบพ็อพจ๋าและเพราะใช้ได้ ปิดท้ายด้วย Last Goodbye (4/5) ในDeluxeที่ดิฉันโปรดปรานมากๆเป็นงานพ็อพร็อคละเมียดๆเพราะๆเมโลดี้สวยติดหูสุดๆ ว่าแล้วน่าจะจับมาไว้ในสแตนดาร์ด

จากศิลปินที่ทำอัลบั้มแบบที่ดิฉันชอบอย่างมากไม่เกินสามเพลงมาสองชุดสู่งานชุด Warrior ที่ฟังได้ไหลลื่นไม่ต้องกดข้ามเลยสักแทร็คแค่นี้ก็เพียงพอต่อการเชียร์แล้วกระมัง


วันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

Alicia Keys : Girl On Fire



Alicia Keys : Girl On Fire : Pop/R&B/Soul (90% = 4.5/5)

อีกหนึ่งอัลบั้มที่รอคอยประจำปีจาก "อลิช่า คียส์" ศิลปินหญิงที่ไม่เคยทำให้ผิดหวัง ต้องยอมรับนะคะว่า4อัลบั้มก่อนหน้านี้ตั้งแต่Song In A MinorจนถึงThe Element Of Freedomเธอคนนี้ไม่เคยมีงานที่ต่ำกว่าระดับมาตรฐาน "งานคุณภาพ" เลยแม้แต่ชิ้นเดียวและวันนี้ก็ถึงเวลาที่สาวกุญแจคนสวยของเราจะมากลับประกาศศักดาในฐานะคนดนตรีตัวจริงและศิลปินแนวหน้าของแวดวงโซลอาร์แอนด์บีตัวจริงอีกครั้งกับ Girl On Fire สตูดิโออัลบั้มชุดที่5ที่พร้อมจะตอกย้ำถึงความมากความสามารถในการรังสรรค์ศิลปะดนตรีอันหาตัวจับยากของเธอ - - รีวิวนี้เป็นรีเควสต์จากแอดมินประจำแฟนเพจทางเฟซบุ๊คส์ของ Alicia Keys Thailand ค่ะ

พื้นฐานทางดนตรีของสาวอลิช่า คียส์ตั้งแต่อัลบั้มเปิดตัวสุดเจ๋งอย่าง Song In A Minor ใครฟังก็พอจะเดากันได้ว่าเธอคนนี้มีใจรักฝักใฝ่ในดนตรี "อาร์แอนด์บี" ชนิดเข้าสายเลือดจริงๆ ด้วยเนื้องานที่นำเสนอดนตรีแบบโซลอาร์แอนด์บีแท้ๆชนิดขุดรากเหง้าของยุคโมทาวน์อันเป็นยุคทองของดนตรีอาร์แอนด์บีช่วงทศวรรษ 60's-70's หยิบยกขึ้นมาเป็นแรงบันดาลใจประสานกับความร่วมสมัยของฮิพฮอพเข้ากับฟั้งค์ แจ๊ซซ์ บลูส์และเพียโนคลาสสิคส่งอานิสงส์ให้ตัวงานออกมาเป็นอัลบั้มอภิมหามาสเตอร์พีซ ก่อนจะขยับมาเป็นงานสไตล์ "พ็อพโซลอาร์แอนด์บี" ในอัลบั้มชุดถัดๆมาพร้อมกับการนำเสนองานที่ลดความดิบดุสไตล์ศิลปะแบบดนตรีโซลผิวดำแท้ๆลงหันเข้าหาความหวานหูที่บีบความเป็น "พ็อพ" คุมทิศทางเข้าโลดแล่นสู่วัฒนธรรมเมนทสตรีมเพื่อเข้าถึงฐานผู้ฟังในวงกว้าง

เท่าที่นั่งฟัง Girl On Fire ไปประมาณ3รอบส่วนตัวมีความรู้สึกในแบบเดียวกันกับตอนที่ฟัง As I Am และ The Element Of Freedom คือเป็นงานที่ยังคงยืนพื้นบนภาคดนตรี "พ็อพโซลอาร์แอนด์บี" สไตล์อลิช่า คียส์เช่นเดิมแต่ส่วนตัวมีความรู้สึกว่าความดิบในแบบศิลปะของ "โซล"หรือ"บลูส์"แบบคนดำแท้ๆได้ถูกลดทอนลงแทนที่ด้วยเมโลดี้หวานหูละเมียดละไมเพื่อจับผู้ฟังในตลาดมากขึ้น กล่าวคือ "พ็อพขึ้น" และมีความเป็น "เมนทสตรีมขึ้น"แต่ตัวงานยังจัดอยู่ในหมวด "อาร์แอนด์บี" ได้อยู่อย่างไม่ขัดเขิน ฟังดูแล้วภาคดนตรีไม่ได้กว้างและเนื้องานไม่ได้ทรงพลังเท่า As I Am แต่ดูมีความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัด น่าสนใจรวมถึงเนื้องานมีความลงตัวและชัดเจนตลอดจนเมโลดี้ที่ดูอิสระมากกว่า The Element Of Freedom เอาจริงๆฟังแล้วดิฉันรู้สึกถึงบทบาทของเพียโนคลาสสิคพลิ้วๆ ชิลล์แจ๊ซซ์ เวิลด์และนีโอโซลมากกว่าโอลด์สคูลอาร์แอนด์บีสะบัดนำอย่างที่เคย เรียกได้ว่า Girl On Fire เป็นงานคอนเทมโพรารี่ย์แบบโมเดิร์นอาร์แอนด์บีแทนที่บลูส์โซลอาร์แอนด์บีในแบบสองอัลบั้มแรกก็คงไม่ผิด

เบิกโรงมหากาพย์ทางดนตรีครั้งใหม่ได้อย่างสวยงามเสมอกับอินโทรเจ๋งๆอย่าง De Novo Adagio (4/5) งานคอนเทมโพรี่ย์เพียโนคลาสสิคพลิ้วไสวไพเราะเพราะพริ้งขาดใจมากๆ ฟังแล้วนึกถึงงานสไตล์โมเดิร์นแจ๊ซซ์จำพวกแจ๊ซซ์เล้าจ์นข้ามไปถึงดนตรีคลาสสิคที่บรรจงกรีดนิ้วด้วยเพียโนนำทัพในการนำเสนอ คาบต่อกันได้อย่างลงตัวกับ Brand New Me (4/5) งานเพียโนบัลลาดเยือกเย็นเรียบง่ายหากแต่เข้มข้นทรงพลังกรีดจิตวิญญาณในแง่ของภาคเนื้อหานับว่าบ่งบอกภาพรวมของอัลบั้ม Girl On Fireและการหล่อหลอมตัวเองครั้งใหม่ของผู้หญิงชื่อ "อลิช่า คียส์" ได้อย่างดี ชอบตอนใกล้จบที่โหมโรงประโคมออเครสตร้านั่นจัง

New Day (4.5/5) น่าจะเป็นแทร็คที่แฟนตัวยงของสาวกุญแจชอบกับงานฟั้งค์โซลอาร์แอนด์บีอัพบีทระรัวที่ได้ยินกันมาตั้งแต่สมัยอัลบั้มชุดที่สอง (เพลงชื่อ Heart Burn รึเปล่าคะไม่แน่ใจ??? ลืมไปแล้วอ่ะ) เป็นแทร็คที่มีความเป็นตัวตนของอลิช่าสูงมาก ดนตรีร้อนแรงมันส์สะใจ สำหรับ When It's All Over (4/5) เปืดตัวมาเหมือนกับจะเป็นเพลงบลูส์โซลเข้มๆแบบสมัยโมทาวน์แต่ส่วนตัวคิดว่ามาแค่กลิ่นอายเพราะภาคดนตรีมีความเป็นงาน "ทดลอง" ค่อนข้างสูงทั้งโมเดิร์นแจ๊ซซ์ เล้าจ์น ฟั้งค์หรือแม้แต่เวิลด์กรู๊ฟหากแต่ตบความเป็นโซลอาร์แอนด์บีบังคับทิศทางก็แค่นั้น ชอบ Dialog ปิดท้ายจังน่ารักดี ต่อด้วย Listen To Your Heart (4.5/5) เพราะมากๆ เป็นงานนูโซลแบบคอนเทมโพรารี่ย์อาร์แอนด์บีมิดเทมโพเนิบๆเจือจางด้วยอารมณ์โซลหวานๆลอยละล่องและเพอร์คัสชั่นชิลล์แจ๊ซซ์แบบผู้ดี๊ ผู้ดี

 Tear Always Win (4.5/5) บลูส์โซลอาร์แอนด์บีบัลลาดสไตล์โมทาวน์แท้ๆ ขอยกให้เป็นไฮไลท์เด็ดของอัลบั้มเป็นแทร็คเด็ดสำหรับแฟนคลับของสาวกุญแจและคอเพลงยุค60'sโดยแท้ อีกหนึ่งเพลงที่เห็นหลายคนจับตามองคือ Not Even The King(4.5/5) อันนี้เป็นงานเพียวโซลบัลลาดพรมบนเพียโนแท้ๆส่วนตัวไม่แน่ใจว่าเป็นแขนงที่เขาเรียกว่า "จีนูไวน์" รึเปล่าแต่เอาเถอะค่ะจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ เพลงนี้ชอบเกือบที่สุดของอัลบั้ม เรียบง่ายและทรงพลัง เอาคุณภาพเนื้อๆปราบความเยอะของงานดนตรียุคปัจจุบันได้อยู่หมัดทีเดียว That's When I Knew (5/5) กรี๊ดดดดดดดๆๆๆๆๆๆ ตอนฟังผ่านๆรอบแรกนี่แค่เพราะดีนะคะแต่พอมาเก็บรายละเอียดนี่น้ำตาแทบไหล งดงามจนบรรยายไม่ออกกับบีทกีตาร์อคูสติคเพราะๆคลอเคลียไปกับน้ำเสียงโซลอบอุ่นสว่างไสวของอลิช่า คียส์ฟังแล้วเปี่ยมสุขจนขนลุก เป็นแทร็คมาสเตอร์พีซของอัลบั้มนี้สำหรับดิฉันเป็นการส่วนตัว มาที่ One Thing (4.5/5) ก็เป็นอีกหนึ่งบัลลาดเพราะๆของอัลบั้มที่เชื่อว่าผู้ฟังและแฟนๆน่าจะชอบ ปิดท้ายที่ 101 (4.5/5) งานคอนเทมโพรารี่ย์เพียโนบัลลาดหม่นๆเย็นยะเยือกชวนขนลุกมีกลิ่นอายของงานสไตล์ไลท์แจ๊ซซ์ผสานอยู่เจือจาง ตั้งแต่ช่วงนาที 04.40 ขึ้นไปเกรี้ยวกราดบ้าพลังมากๆเป็นงานสไตล์กอสเพลฟาดกับจังหวะของฟั้งค์ร็อคดิบดุเชือดเฉือน...ไม่ทำเมทัลไปเลยล่ะแม่คุณ!!!

ส่วนตัวถ้าถามว่า "ชอบอะไร" ในอัลบั้ม Girl On Fire ที่สุดเห็นทีจะไม่พ้นต้องตอบว่าคงเป็น "ความกลมกล่อมลงตัว" ของอัลบั้ม ในยุคที่เต็มไปด้วยเสียงสังเคราะห์ ออโต้จูน ดั๊บสเต็ปและสารพัดโพรแกรมมิ่งฟิวชั่นการได้ฟังดนตรีสดๆเข้มข้นแบบศิลปะดนตรีแท้ๆอย่างอัลบั้มนี้นับว่าเป็นอะไรที่สุโค่ยสุดๆ เทียบกับมาสเตอร์พีซอย่าง The Diary Of Alicia Keys หรืองานที่ส่วนตัวชอบมากๆอย่าง Song In A Minor และ As I Am ก็อาจจะยังไม่มีฮุคที่โดดเด่นโดนใจเท่าแต่ใช่ว่าความงดงามของเมโลดี้และความสามารถในการรังสรรค์เพลงดีๆจะเลือนหายไปตามกาลเวลาแต่อย่างใด นี่คือหนึ่งในอัลบั้มอาร์แอนด์บีจากฟากศิลปินหญิงที่ดีที่สุดประจำปี

Thom Yorke : The Eraser



Thom Yorke : The Eraser : Electronic/Art Rock (98% = 5/5)

 ช่วงนี้เป็นช่วงที่หยิบอัลบั้มเก่าๆที่ชอบแต่ไม่เคยเขียนขึ้นมาเขียนบ่อยมากๆไล่มาตั้งแต่งานร็อคยุค80's ของวงร็อคระดับตำนานDef Leppardกับอัลบั้มHysteriaที่เป็นแรงบันดาลใจให้แก่เพจ สลับมาโฟล์คกับงานชุด Supply And Demand จากเอมอส ลีตบด้วยอัลบั้มอาร์แอนด์บีเข้มๆชุด Dangerously In Love โดยบียอนเซ่มาคราวนี้ขอสลับมาเขียนถึงงานจากฟาก "อิเล็คโทรนิค" กันบ้างกับThe Eraser โซ่โล่อัลบั้มชุดแรกในปี2006ของ "ธอม ยอร์ค" นักร้องนำจากวงอิเล็คโทรนิคสุดล้ำอย่าง Radiohead

แรกเริ่มเดิมที Radiohead แจ้งเกิดด้วยการเป็นวง "อัลเทอเนทีฟร็อค" เท่ห์ๆหรือภาษาปากเรียกว่า "บริทพ็อพ" อันรู้จักกันดีว่าเป็นแขนงอันเลื่องลือของดนตรีร็อคฝั่งฟากสหราชอาณาจักรสุดละเมียดละไมกรีดใจกระเดื่องโลกาแต่พอทำๆไปได้สัก2-3อัลบั้มไม่รู้ว่าทางวงผิดสำแดงอะไรถึงสับรางไปเป็น "อิเล็คโทรนิค" สุดโต่งฟังยากหลอนหูมึนหัวซะขนาดนั้นสร้างชื่อ Radiohead จากวงบริทพ็อพให้ขยับขึ้นเป็นวงอิเล็คโทรนิคเอ็กซ์เพอริเมนทัลร็อคที่ฟังยากถึงขั้นต้องปีนขั้นกะไดขึ้นไปฟัง มาที่ The Eraser อัลบั้มเดี่ยวชุดแรกของนักร้องนำทั้งทีอิทธิพลของดนตรีอิเล็คโทรนิควิปลาสพิสดารสุดล้ำจาก Radiohead ยังคงส่องแสงทอประกายเป็นหลักใหญ่ใจความ หากแต่ฟังแล้วรื่นหูกว่าหลายเท่าตัวเรียกได้ว่าออกมาค่อนข้าง "หวาน" กว่างานดนตรีในวงหลายขุมหลายโยชน์ หากแต่ภาคเนื่อหายังคงหนักอึ้งทรงวาทะศิลป์ตีความยากประหนึ่งบทกวีแต่ก็หาได้เป็นอุปสรรคอันใดต่อการดื่มด่ำเนื่องจากช่างกลมกล่อมเข้ากันได้ดีกับภาคดนตรีอิเล็คโทรนิคสุดซับซ้อน มืดหม่น เย็นยะเยือก อ้างว้างและแปรปรวนประหนึ่งสภาพภูมิอากาศของนครลอนดอน

 เพลงที่ชอบมากๆขอเริ่มที่ Analyse (5/5) ที่ฟังครั้งแรกแล้วถึงกับทำดิฉันหลุดลอยไปไกลทีเดียวคือมันเป็นเพลงที่งดงามและทรงพลังมากๆจนขนลุก งานอิเล็คโทรนิคเยือกเย็นครอบคลุมเมโลดี้เพียโนหม่นๆเศร้าสร้อยเรียบง่ายเนิบนาบแต่สะกดจิตวิญญาณของฉันอยู่หมัด ระยะเวลา4นาทีกว่าๆที่เหมือนกับดำดิ่งลงไปในโลกที่มืดมิดปราศจากแม้แสงสลัวตามริมถนนหนทางดูวิปลาศแต่น่าค้นหาประหนึ่งโลกแห่งปรัชญาและบทกวีจาก Dante Inferno มันเป็นความรู้สึกอันเปี่ยมสุขที่ต่างออกไปที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในชีวิตการวิจารณ์ดนตรีมากกว่า10ปี

 มาที่ Black Swan (5/5) งานเอ็กซ์เพอริเมนทัลร็อคที่จับเอาบีทกีตาร์อคูสติคเพราะๆเจือเข้ากับท่วงทำนองอิเล็คโทรนิคเป็นแทร็คที่มีความเป็นอัลเทอเนทีฟสุดโต่งแบบ Radiohead ขยับตั้งแต่เอ็กซ์เพอริเมนทัลร็อคที่เป็นงานอัลเทอประสานทริพฮอพและอิเล็คโทรนิคไปถึงขั้นงานอวองการ์ตจำพวกอาร์ทร็อค มืดหม่น ซับซ้อนและเข้าถึงยากไม่ต่างอะไรกับการที่เราจะมองลึกลงไปถึงแก่นแท้ของใครสักคน Skip Divided(4.5/5)งานทดลองสุดโต่งที่สุดเพลงหนึ่งของอัลบั้มยืนพื้นที่งานสไตล์ Dark Wave ยืนพื้นบนทริพฮอพและอะแค็พเพลล่าเสริมด้วยภาคอัลเทอเนทีฟและอวองการ์ต เริ่ดนะ!!! ไทเทิ่ลแทร็คเปิดอัลบั้มใน The Eraser (4.5/5) พรมเพียโนหวานๆแต่หลอนจิตแต่แรกเริ่มก่อนจะตบตามด้วยท่วงทำนองอิเล็คโทรนิคเย็นยะเยือกปลิดชีพ เป็น Radiohead ในภาคที่เนียนและฟังง่ายกว่า Atoms For Peace (4.5/5) ฟังสรรพสำเนียงของพี่ธอมแล้วอดคิดถึง Radiohead ในยุคแรกแต่เปลี่ยนดนตรีมาเป็นอิเล็คโทรนิคไม่ได้และ Harrowdown Hill (4.5/5) อาร์ทร็อคเท่ห์ๆ เป็นแทร็คที่เฉียบขาดที่สุดแทร็คหนึ่งในอัลบั้ม

หากคุณเป็นคออิเล็คโทรนิค เป็นแฟนตัวจริงของRadioheadตลอดจนออกตัวว่าเป็นผู้เสพย์ดนตรีสายคุณภาพหลงใหลในงานดนตรีเก๋ล้ำ....พวกคุณจะพลาด The Eraser ชุดนี้ไปไม่ได้แม้แต่แทร็คเดียว ขอเตือน!!!

วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

Beyonce : Dangerously In Love



Beyonce : Dangerously In Love : R&B/Soul/Hip-Hop (92% = 4.5/5)

สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นเสมอสำหรับชีวิตการ "ฟัง" ดนตรีนั่นคือหลายครั้งที่ย้อนกลับไปฟังอัลบั้มใดสักอัลบั้มหลังจากทิ้งช่วงไปนานแล้วความรู้สึกมัน "ไม่เหมือนเดิม" อีกต่อไป งานดนตรีบางงานมีช่วงเวลาสำหรับการพิสูจน์คุณค่าของตัวมันเองซึ่งบางงานอาจจะต้องรอ "วุฒิภาวะ" ของผู้ฟังด้วยว่าในวินาทีนั้นรสนิยมและโลกทัศน์ของเขานั้น"พร้อม"ที่จะเข้าใจคุณค่าของมันรึเปล่า เฉกเช่น อัลบั้มชุดนี้ Dangerously In Love สตูดิโออัลบั้มชุดแรกของบียอนเซ่ที่ย้อนไปเมื่อประมาณสิบปีที่แล้วดิฉันเข้าใจและเปิดรับได้เพียงบางจุดของอัลบั้มเท่านั้น ด้วยความที่ช่วงนั้นรสนิยมทางดนตรีไม่แข็งพอที่จะทำความเข้าใจกับอัลบั้ม "อาร์แอนด์บี" จ๋าขนาดนี้จึงมองว่าเป็นงานที่สุดแสนจะน่าเบื่อ แต่ช่วงเวลาที่ผ่านไปยาวนานถึง10ปีและตัวดิฉันได้รับการหล่อหลอมจากภาคดนตรีที่หลากหลายขึ้น กว้างขึ้น ดิบขึ้นและลึกขึ้น - - Dangerously In Love สำหรับดิฉันในวันนี้คือหนึ่งในอัลบั้มอาร์แอนด์บีที่ดีและมีระดับที่สุดเท่าที่เคยฟัง

ภาคดนตรีใน Dangerously In Love ขยับขึ้นจากดนตรีพ็อพอาร์แอนด์บีแบบ Destiny's Childและโซโล่อัลบั้มต่อจากนี้ของบียอนเซ่ตั้งแต่B'Dayยัน4ที่ถูกเจียระไนให้เป็นพ็อพและวิ่งเข้าหาเมนทสตรีมมากขึ้นด้วยเนื้องานสไตล์ "เออร์บัน" แท้ๆยืนพื้นที่คอนเทมโพรารี่ย์อาร์แอนด์บีดิบดำและโซลนุ่มละมุนโหยหวนเป็นหลักใหญ่ใจความก่อนจะกวาดเอาศิลปะดนตรีคนผิวดำอื่นๆอาทิ บลูส์ ฮิพฮอพและฟั้งค์เข้ามาผสมผสาน ภาพรวมออกมาเป็นงานอาร์แอนด์บีที่ค่อนข้างดิบ เนิบและฟังยากคือเป็นงานลอยๆจำพวกโซลฟูลอาร์แอนด์บีมากกว่าฮิพฮอพร้อนๆดุๆเต้นรำแด๊นซ์กระจายแบบที่หลายคนคาดหวังหลังจากได้ยินซิงเกิ้ลแรกหรืองานที่ออกแนวเมนทสตรีมอาร์แอนด์บีและอาร์แอนด์บีประสานพ็อพแบบงานของบียอนเซ่ยุคหลังๆ จึงไม่แปลกใจว่าทำไมเมื่อสิบปีที่แล้วดิฉันถึงไม่ค่อยสุดกับอัลบั้มชุดนี้มากนัก เพราะช่วงนั้นฟังเพลง "พ็อพจ๋า" มากๆมาเจองานเออร์บันระดับนี้เข้าไปทีจึงหงายเงิบไปเลย เหอๆ

ซึ่งจากที่กล่าวไป "ข้างต้น" นั่นแหละค่ะที่อาจจะทำให้อัลบั้มนี้ดูด้อยเพราะด้วยความที่มันเนิบนาบล่องลอยไปนิดจนค่อนไปทางน่าเบื่อสำหรับผู้ฟังบางท่าน อีกทั้งภาพรวมยังค่อนข้างฟังยากย่อยยากคร่ำครวญโหยหวนปีนกะไดพอดูสำหรับผู้ฟังที่มาจากฝากเมนทสตรีมจริงๆและอีกเรื่องคือเห็นด้วยกับที่น้อง Jester Mizuno ดิสนี่ย์บอยได้เสนอความเห็นไว้ว่า "ในแง่ของเอกลักษณ์" ยังไม่มีอะไรที่โดดเด่นฉีกออกไปจากบรรดาศิลปินหญิงสายอาร์แอนด์บีทั่วๆไป แต่ในแง่ของเนื้องานวัดกันโดยรวมแล้วดิฉันว่า Dangerously In Love ดูดีสุดในบรรดาทุกๆอัลบั้มของบียอนเซ่เลยนะคะ

ไฮไลท์เด็ดของอัลบั้มนี้คงหนีไม่พ้นเพลงเก่งอย่าง Crazy In Love ft.Jay-Z (5/5) ซิงเกิ้ลเปิดตัวอันเป็นปรากฏการณ์ไปทั่วโลกที่ร่วมงานกับสามี "เจย์ ซี" เจ้าพ่อแร็พเพอร์ (ที่ตอนนั้นเป็นคู่หมั้นกันอยู่) ภาคดนตรีโดยรวมเป็นพ็อพอาร์แอนด์บีแด๊นซ์กระจายที่โดดเด่นบนจังหวะจะโคนอันร้อนแรงของอาร์แอนด์บีฮิพฮอพและเครื่องเป่าฟั้งค์โซลระรัวสนานใจช่วงเบรคป๋าเจย์แร็พได้เท่ห์มากๆ สมบูรณ์แบบค่ะ!!! นอกจากนี้เพลงอื่นๆที่รวมงานกับเจย์ซีในอัลบั้มก็ยังไพเราะชวนฟังอย่าง That's How You Like It (4/5) เป็นงานมิดเทมโพอาร์แอนด์บีนวลๆเมโลดี้หวานหูน่ารักมากๆแซมฮิพฮอพแร็พเท่ห์ๆและอารมณ์โซลหอมกรุ่นแบบที่มารายห์ชอบทำนั่นแหละ รักมาก!!! อีกเพลงก็ Bonnie&Clyde (5/5) ที่เป็นฮิพฮอพอาร์แอนด์บีบัลลาดสไตล์อีสต์โคสต์แท้ๆ เพลงนี้เต็มสิบให้สิบเต็มร้อยให้ร้อยจริงๆเป็นหนึ่งในงาน Collabที่ชอบที่สุดของฝากฮิพฮอพและอาร์แอนด์บีไม่แพ้ Dilemma ของเนลลี่ย์กับเคลลี่ย์ โรลแลนด์และ My Boo ของอัชเชอร์กับอลิช่า คียส์เลยทีเดียว ไพเราะงามระยับจับใจ

เพลงที่ชอบที่สุดของอัลบั้มในระยะยาวขอยกให้ Naughty Girl (5/5) และ Me,Myself&I (5/5) เพลงแรกนี่สุดยอดเลย ซ่องเซิ่งโคมเขียวนานาพัฒน์พงษ์สำเพ็งยันมูแลงรูจกระเจิงกระจุยยุ่ยป่วยหมดแค่แซมเพิ่ล Love To Love You Baby ตอนเปิดตัวกับเครื่องสายและสำเนียงภารตะก็ทำเอาขนลุกแล้ว เป็นเพลงที่เปรี้ยวแร่ดแก่นเซี้ยวและเซ็กซี่มีองค์จริงๆฟังแล้วมันร้อนผ่าวไปทั้งตัวชนิดที่อยากจะโหยเสียง แอร๊ยยย อร๊ายยลิปซิงค์ตามยัยบีมันซะทุกท่อนไป เจิด!!! ในขณะที่เพลงหลังเป็นงานมิดเทมโพอาร์แอนด์บีบัลลาดแบบคอนเทมโพรารี่ย์อาร์แอนด์บีผสานโซลฟูลนวลเนียล ไพเราะขาดใจ Yes (4.5/5) นี่เป็นงานโซลฟูลอาร์แอนด์บีไควเอทสตอร์มล่องลอยงามระยับ แรงบันดาลใจมาจากงานอาร์แอนด์บีเมนทสตรีมปลายทศวรรษ70'sและงานจำพวกโมเดิร์นอาร์แอนด์บีกับนีโอโซลสินะ ร่วมสมัยและเซ็กซี่หยาดเยิ้มฟังได้ไม่เบื่อ

Hip Hop Star ft.Big Boi&Sleepy Brown (4/5) แลดูโต่งและทดลองที่สุดแล้วในอัลบั้ม งานจำพวกอัลเทอเนทีฟที่ประดังมาทั้งกีตาร์ฟั้งค์ร็อคกระชากๆ อาร์แอนด์บี แร็พและงานจำพวกอินดี้กึ่งโลไฟเหมือนพวกงานโอลด์สคูลฮิพฮอพและอาร์แอนด์บีตามคลับใต้ดินสมัยยุค 80's แรกๆไม่ชอบแต่ตอนนี้มักหลาย The Closer I Get To You (4.5/5) งานคอนเทมโพรารี่ย์อาร์แอนด์บีโซลบัลลาดที่ดูเอ็ทกับตำนาน Luther Vandross คลาสสิคเพราะพริ้งมีระดับตามประสางานอาร์แอนด์บีระดับสูงยุค70's ปิดท้ายด้วย Hidden Track ความหมายดีๆอย่าง Daddy (4/5) อีกหนึ่งงานโอลด์สคูลอาร์แอนด์บีโซลบัลลาดแบบ 70's เพราะดีนะ เนื้อหาจะมองให้ตลกก็ได้แต่ส่วนตัวคิดว่ามันตรงๆเรียบง่ายเข้ากับภาคดนตรีที่ดูอบอุ่นดี

ท้ายที่สุดรู้สึกดีใจที่วันนี้ได้มีโอกาสย้อนกลับมาฟังงานดีๆชุดนี้อีกครั้ง ดีใจที่ไม่ตัดสินใจเขียนไปตั้งแต่10ปีที่แล้วเพราะความที่เราไม่เข้าใจและวิจารณ์ไปทั้งอย่างนั้นอาจจะทำให้งานดีๆชุดนี้ต้องมัวหมองได้ ยืนยันอีกครั้งว่าสำหรับดิฉัน Dangerously In Love ชุดนี้คืออัลบั้มที่ดีที่สุดของบียอนเซ่เป็นมาสเตอร์พีซในแง่ของ "ผลงาน" และเป็นหนึ่งในอัลบั้มอาร์แอนด์บีที่ดีที่สุดเท่าที่เคยฟัง

Hyuna : Melting



Hyuna : Melting : K-Pop/Hip-Hop/Electro Pop (72% = 3/5)

มินิอัลบั้มชุดนี้ออกมาได้สักระยะแล้วแต่เชื่อเถอะค่ะว่าเพิ่งได้ฟังจริงๆก็ "เมื่อวาน" 555 ด้วยความที่มีคนอ่านเคยอีเมลล์มารีเควสต์งานของ "ฮยอนอา" ตั้งแต่สมัย Bubble Pop ละก็ไม่มีโอกาสได้เขียนถึงเสียทีแถมน้อง Arty Colate ที่รู้จัดันในเฟซก็เป็นแฟนตัวยงของสาวเปรี้ยวนางนี้ด้วยรวมไปถึงส่วนตัวดิฉันเองก็ออกแนวปลื้มๆในความเจิดจรัสโดดเด่นเบียดซีนของชีอยู่เช่นกัน เอ้า!!! อย่ากระนั้นเลย สาวแสบของเราออกอัลบั้มทั้งทีก็ต้องมาพูดถึงกันหน่อย

เอาจริงๆเชื่อว่า ณ ขณะนี้หลายคนคงลืมไปแล้วว่าสาว "ฮยอนอา" เคยเป็นหนึ่งในสมาชิกของวง5สาวมหัศจรรย์ "Wonder Girls" มาก่อนที่จะกลายมาเป็นหัวหอก เซ็นเตอร์และอิมเมจของวงสาวเปรี้ยวแซ่บซ่านสุดแก่แดดอย่างวง 4 Minute ด้วยภาพลักษณ์ที่แรงและบุคลิกที่โดดเด่นของเธอทำให้ชื่อของสาวซ่าคนนี้ดูจะเป็นที่สนใจและจับตามองมากที่สุดในกลุ่มจนแถบเรียกได้ว่าเธอ "แผด" รัศมีกลบเพื่อนร่วมวงซะมิดชนิดที่หลายคนเอาไปเรียกจิกว่าเป็นวง "ฮยอนอาและเพื่อนๆ" เหอๆๆ ซึ่งตอนแรกๆดิฉันก็ไม่ได้อะไรหรอกนะคะแค่คิดว่า "เว่อร์" ใครจะไปเด่นขนาดนั้นได้ แต่พอมาดูจริงๆ ต๊ายย คุณน้องนี่โดดออกมาเลยจริงๆคือไม่ใช่คนที่สวยหรือเสียงดีที่สุดแต่มีอะไรบางอย่างในตัวที่สะกดให้คนรอบข้างต้องจับตา Personality พลังในตัวและคุณสมบัติส่วนตนที่สมาชิกวง 4 Minute ท่านอื่นไม่มีกระมังเลยทำให้ชีเบียดซีนคนอื่นได้ซะตกจอหมด

 มาที่มินิอัลบั้มชุดที่สอง Melting นี่อย่าให้ดิฉันต้องหยิบมานั่งเปรียบเทียบกับ Bubble Pop เลยนะคะเพราะว่า "ไม่เคยฟัง" 555 เอาเป็นว่าโดยภาพรวมแล้วอัลบั้มชุดนี้ของฮยอนอาเน้นหนักไปที่ภาคของดนตรีฮิพฮอพแร็พ อิเล็คโทรพ็อพและอาร์แอนด์บีโดยแซมรสชาติของวัฒนธรรมและสูตรสำเร็จแบบ "เคพ็อพ" แบบเมนทสตรีมของตลาดปัจจุบันเข้าไปคุมทิศทางให้เนื้องานออกมาไม่ "โต่ง" จนเกินไปแต่เป็นงานที่เปรี้ยว แฟชั่นและกลมกล่อมลงตัว เทียบกับงานของ 4 Minute ส่วนตัวคิดว่าค่อนข้างแตกต่างโดยเฉพาะในแง่ของอิทธิพลจากความเป็น "เออร์บัน" ที่ใส่มาในตัวงาน เพลงของฮยอนอาดูเข้มข้นมากกว่าทีเดียว

เพลงโปรดคงหนีไม่พ้น Ice Cream ft.Maboos (3.5/5) เพลงเก่งของอัลบั้มที่ตัดโปรโมตเป็นซิงเกิ้ลแรก โดดเด่นบนบีทอาร์แอนด์บีฮิพฮอพระรัวร้อนแรงสังเกตุสังกาจากสรรพสำเนียงการร้องแล้วเดอร์ตี้และออกแนวแก๊งค์สทาหญิงมากๆจะว่าไปถ้าเธอคิดจะเอาดีด้านนี้ล่ะก็ได้เลย เบรคความดิบด้วยอารมณ์ของอิเล็คโทรพ็อพเต้นรำเปรี้ยวๆและความหวานติดหูด้วยท่วงทำนองแบบสูตรสำเร็จเคพ็อพที่คุ้นเคย ฟังไปฟังมาตอนแรกรู้สึกว่าเพลงมันยั่วๆสองแง่สอซ่ามแต่นานไปก็น่ารักดีนะ เพลงเปิดอัลบั้มที่เป็นภาษาเกาหลีอ่านไม่ออกแซ่บมากๆเปิดม่านมาโพรแกรมมิ่งหวอดังสนั่นตบด้วยจังหวะมาร์ชชิ่งหนักแน่น บีทอิเล็คโทรนิคตลบฟุ้งเข้ากับบีทของฮิพฮอพอาร์แอนด์บีฟังแล้วนึกถึงงานของพวกแร็พเพอร์หญิงและสาวอาร์แอนด์บีมะกันที่ทยอยออกมาในช่วงยุค2000'sไม่ได้ เปรี้ยวโคตรไปเลยว่ะรับไป3.5/5 เช่นเดียวกับ Very Hot (4/5) ที่เก๋ลากมากๆเป็นงานอิเล็คโทรโทรฮิพฮอพแร็พกึ่ง Spoken Words คนที่ไม่ใช่คอเออร์บันฟังแล้วอาจจะเบือนหน้าหนีแต่ทางนี้ชอบ ไม่คิดว่าฮยอนอาจะทำแนวๆนี้ได้ดีขนาดนี้แถมออกมาดูมีเสน่ห์ เซ็กซี่และไม่น่าเบื่อด้วย

ส่วนตัวฟังแล้วค่อนข้างประทับใจนะ คืออาจจะไม่ได้ขยับไปถึงขั้นงานที่ทรงศักดิ์เพราะออกแนวงานตามกระแสโจ่งแจ้งชัดเจนกว่างานคุณภาพแต่ทำออกมาได้ลงตัวมากและฉายศักยภาพของฮยอนอาออกมาได้ดี แม้นวงจรชีวิตเกิร์ลกรุ๊ปอาจจะไม่ยาวแต่เชื่อเถอะเธอคนหนึ่งล่ะที่ออกงานโซโล่มาแล้วรอดแน่ๆ

Amos Lee : Supply and Demand


Amos Lee : Supply and Demand : Folk Rock/Neo-Soul (95% = 5/5)

หลังจากผ่านช่วงที่เขียนถึงอัลบั้มใหม่ๆไปเยอะแล้ว - - จนตอนนี้มึนไม่รู้ว่าจะหาแรงบันดาลใจจากอะไร - - ดิฉันก็ขอวนไปหากินกับงานเก่าๆที่ไม่เคยมีโอกาสได้เขียนบ้างนะเจ้าคะ ครั้งที่แล้วจำได้ว่ารีวิวอัลบั้ม Hysteria ของ Def Leppard ที่เป็นงานแนวร็อค80'sไป มาคราวนี้ขอขยับมาที่งานโฟล์คเพราะๆของ "เอมอส ลี" หนึ่งในศิลปินชายที่ส่วนตัวโปรดปรานที่สุดบ้าง

งานที่หยิบมาแนะนำคืออัลบั้มชุด "Supply And Demand" สตูดิโออัลบั้มที่ถ้าจำไม่ผิดน่าจะวางขายช่วงปี2006 งานโฟล์คร็อคดิบๆเชือดเฉือนผสานกีตาร์บลูส์ประมาณอุทิศแรงบันดาลใจให้จอห์นนี่ย์ แคชผสานน้ำเสียงแบบบลูส์โซลกังวานทรงพลังกรีดจิตวิญญาณถ้าคิดไม่ออกลองนึกถึง "เจมส์ มอริสัน" ในภาคที่ดิบกว่าสองสามช่วงตัว หรือ "คริส มาร์ทิน" (บางเพลง) ในภาคที่ไม่ได้ทำบริทพ็อพและมีน้ำเสียงเป็นโซลดิบเหงากระแทกกระทั้นทรงเสน่ห์ฟังแล้วต้องเบิกตาโพลงนั่นแหละ

ความสวยงามบรรเจิดชนิดหาที่เปรียบไม่ได้ทำให้เป็นอุปสรรคในการเลือกแทร็คมาเขียนรีวิวต่อดิฉันมาก เมื่อตัดใจแล้วก็คงเหลือแต่แทร็คที่ชอบจริงๆเพราะไม่งั้นก็คงต้องเขียนมันทั้งอัลบั้ม เหอๆ นี่เลยค่ะเพลงเปิดอัลบั้ม Shout Out Loud (5/5) งานพ็อพโฟล์คเมโลดี้งามระยับชนิดที่ถ้าใครหลงใหลงานในอัลบั้มแรกของเจมส์ บลันท์และจอห์น เมเยอร์นี่รับรองไม่ผิดหวัง ความติดหูของฮุคอันสุดแสนจะอัจฉริยะประกอบกับเนื้อหาที่ว่าด้วยมุมมองต่อการสังเกตุการณ์ความเป็นไปของสังคมวนสู่เสียงเรียกร้องที่ก้องกังวานภายในจิตวิญญาณ เป็นการระเบิดความรู้สึกที่สวยงามและทรงวาทะศิลป์ที่สุดเท่าที่ชีวิตเคยเจอ

Sympathy (4/5) งานนีโอโซลที่โดดเด่นบนการผสานท่วงทำนองของกีตาร์โฟล์คอคูสติคสวยๆเข้ากับการพรมเพียโนพลิ้วไสวคลออย่างเรียบง่ายไปกับน้ำเสียงบลูส์โซลหม่นๆเหงาๆ เนื้อหาบรรจงแต่งออกมาได้อย่างกรีดใจ และสำหรับเพลงที่ประทับใจที่สุดของอัลบั้มนี้ยกให้แก๋ Freedom (5/5) งานโฟล์คร็อคบริสุทธิ์ที่อุทิศให้แก่จิตวิญญาณของจอห์นนี่ย์ แคชแท้ๆภาคเนื้อหาทรงพลังว่าด้วยเรื่องของมุมมองเกี่ยวกับการเมือง มนุษยชน ความรักตลอดจนอิสรภาพทางจิตวิญญาณเป็นหนึ่งในเพลงที่ดีที่สุดเท่าที่เอมอส ลีเคยทำมา ต่อด้วย Careless (5/5) งานบลูส์โซลโหยหวนเชือดเฉือนแถบขาดใจ ท่อนคอรัสเพราะมากๆชนิดฆ่ากันตาย

Supply And Demand (4/5) ไทเทิ่ลแทร็ค งานโฟล์คน่ารักๆติดกลิ่นโซลและคันทรี่ย์อย่างละครึ่ง เนื้อหาค่อนไปทางซีเรียสแต่ฟังเพลิ๊น เพลินนะคะ มาที่ Night Train (4.5/5) งานอคูสติคโฟล์คบริสุทธิ์เพราะและเคลิ้มมากๆ แฟนๆแจ็ค จอห์นสันน่าจะชอบนะคะเพลงอารมณ์แบบนี้ ขอปิดท้ายรีวิวด้วย Southern Girl (4/5) เป็นอีกเพลงที่ไพเราะและโดดเด่นพอที่จะกระโดดเข้าไปนอนในใจใครต่อใครได้ง่ายๆ น่าจะถูกจริตกับคนที่ชอบเพลงแนวโฟล์คร็อคแต้มกับบลูส์และคันทรี่ย์

ได้กลับมาฟังอีกครั้งแล้วรู้สึกเต็มอิ่มกับงานของพี่มากๆ ดีใจที่ท้ายที่สุดก็ได้เขียนถึงอัลบั้มดีๆชุดนี้เสียทีแม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานก็ตาม...แต่คุณภาพและความสวยงามไม่เคยลดน้อยลงไปเลย รับไป 95% และดาวดวงใหญ่ๆ5ดวงเต็มๆเลยค่ะ

วันเสาร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

Rihanna : Unapologetic



Rihanna : Unapologetic : R&B/Dance-Pop/Electro Pop/Rock/Hip-Hop/Dub-Step (87% = 4.5/5)

เรียนกันแบบซื่อตรงเลยว่าอัลบั้มของหนูห่านชุดนี้ตอนแรกไม่ได้อยู่ในสายตาเลย คือ "ไม่ได้ตื่นเต้น,ไม่ได้รอคอย,ไม่ได้คาดหวัง" อารมณ์ประมาณออกมาตอนไหนก็ฟัง ไม่รีบ!!! เมื่อวานเพิ่งมีโอกาสได้ฟังฉบับที่หลุดออกมาเป็น MP3 Leak ตั้งแต่ต้นจนจบแล้วอิฉันถึงกับหวีดเสียงโหยหวนตบเข่าผางลุกขึ้นมาร่ายรำเป็นอีบ้าอยู่คนเดียว ด้วยความที่ "Unapologetic" ของน้องห่านชุดนี้เนื้องานมันดีจน "จุกอก" น่ะค่ะ ฟังแล้วNavyแก่นางนี้ถึงกับนั่งเช็ดน้ำตาป้อยๆ วู้ยยย ในที่สุดเราก็ได้รับฟังงานระดับที่ "บรรลุแก่ศักยภาพสูงสุด" ของหนูริริอีกทีหลังจาก Good Girl Gone Bad และ Rated R ที่เป็นมาสเตอร์พีซ เผลอๆอาจจะเหนือกว่าด้วยซ้ำนะเอ้า!!!

 จากสองอัลบั้มก่อนหน้านี้อย่าง Loud ที่มาแบบเมนทสตรีมจ๋ากะขายกันโต้งๆประมาณภาคต่อของ Good Girl Gone Bad ที่ไม่ค่อยถูกจริตเรานักและ Talk That Talk ที่โตขึ้น ฟังยากขึ้นแต่ชัดเจนว่ามาแบบทดลองไม่รู้จะไปทิศทางใด (เกือบมั่ว!!!) และพลังโดยรวมของสาวริริดูตกไปแต่ส่วนตัวก็ฟังได้เรื่อยๆ มาถึง Unapologetic ชุดล่าสุดนี่เรียกได้อย่างเต็มปากภาคภูมิใจว่าเป็นงาน "ปล่อยของ" อย่างแท้จริง การนำเสนอดนตรีของอัลบั้มนี้ค่อนข้างจะ "โต่ง" และเสพย์ค่อนข้างยากขึ้นหลายเท่าตัวโดยภาพรวม ด้วยการเน้นหนักบนความดิบดุของดนตรีโซน "เออร์บัน" เป็นหลักใหญ่ใจความนำทัพด้วยอาร์แอนด์บี ฮิพฮอพแร็พและโซลเสริมตามด้วยภาคดนตรีอิเล็คโทรนิคร่วมสมัยและเต้นระบำสนานใจเป็นนางรองตามด้วยรสของเร็กเก้ ฟั้งค์ร็อค โอลด์สคูลยันดนตรีทดลองจำพวกเอ็กซ์เพอริเมนทัล ชนิดเรียกได้ว่ายกมาครบหมดแปดเก้าทัพแต่ไม่ได้มาเก้ๆกังๆกล้าๆกลัวๆกั๊กๆแบบชุดที่แล้วเพราะชุดนี้มาแนว "เสี่ยงตาย" คือใครจะชอบจะเกลียดก็ช่างแต่มันถึงเวลาแล้วที่ฉันจะพิสูจน์ตัวเองให้โลกเห็นอีกทีว่า "งานขายศิลปะและดนตรีเจ๋งๆแน่นๆเปี่ยมคุณภาพแบบนี้....ริฮานน่าก็ยังทำได้ค่ะ!!!"

เทียบกับ Rated R ที่ได้รับการยกว่าเป็นงาน "มาสเตอร์พีซ" ของเธอ ส่วนตัวเรามองว่า Rated R มีดีในแง่ของความดิบจากทั้งดนตรีที่เป็นคอนเทมโพรารี่ย์และโซลระดับสูงนำมากกว่าจะเน้นเร็กเก้หรือฮิพฮอพที่เธอชอบทำรวมถึงความเกรี้ยวกราดของกีต้าร์ฟั้งค์ร็อคที่บาดไปถึงขั้วหัวใจและ "ภาคเนื้อหา" ที่ดูเป็นส่วนตัว ปราศจากการแยแสต่อสังคมโลกกระแสหลักตลอดจนเปรียบเสมือนการระเบิดด้านมืดและศักยภาพของริฮานน่าที่ชวนประทับใจ หากแต่ถ้าวัดกันในแง่ของ "กึ๋น" ในการรังสรรค์และนำเสนอภาคดนตรีแล้วดิฉันว่างานชุดนั้นมีบางจุดที่ยัง "ไปไม่ถึง" เมื่อเทียบกับ Unapologetic ชุดนี้ที่ "บ้ากว่า!!!" ในแง่ของภาคดนตรีที่หลากหลายหากแต่เข้มข้นทรงพลังและเรียบเรียงได้อย่างมีเอกภาพ ส่วนตัวคิดว่าสมควรจะเรียกว่าเป็นอัลบั้มที่ระเบิดความ "เหนือศักยภาพ" สูงสุดของเธอออกมาให้ชมกันน่าจะถูกกว่าทั้งความร่วมสมัยของดนตรีที่สามารถฟังได้ระยะยาว การเล่นกับของยาก การรังสรรค์ดนตรีในเชิงของศิลปะมากกว่าการตลาดตลอดจนการหลอมรวมเอาตัวตนของเธอลงสู่งานดนตรีได้อย่างแยบยลโดยผ่านเนื้อหาที่สื่อถึงความรัก เซ็กส์ ชื่อเสียง แฟชั่น การเสียดสีประชดสังคม พื้นที่ส่วนตัวตลอดจนสอดแทรกความเป็นหญิงร้ายเปี่ยมจริตแบบสาวนักปฏิวัติแห่งยุคไว้ได้แบบถึงพริกถึงขิง พิจารณาในมุมนี้แล้วส่วนตัวก็ขอยกให้อัลบั้มชุด Unapologetic ขึ้นแท่นเป็นงานที่ดีที่สุดของริฮานน่าไปโดยปราศจากข้อครหา/ฟังแล้วนึกถึงคริสทิน่าใน Stripped เหมือนกัน

อย่างไรก็ตามแม้จะออกเลิศเลอเพอร์เฟคสำหรับดิฉันแต่ใช่ว่าจะถูกจริตไปซะกับทุกคนนะคะเพราะเห็นกระแสบางคนในเฟซดิฉันก็ออกแนวบ่นว่าฟังไม่รู้เรื่องเหมือนกันด้วยความที่อัลบั้มนี้มาแบบ "ฟังยาก" และต้องอาศัยการปีนกะไดนิดนึงประกอบกับพื้นฐานทางดนตรีของผู้ฟังด้วยส่วนหนึ่ง ลองเป็นผู้ฟังที่คร่ำหวอดอยู่แต่กับแวดวงเมนทสตรีมคงไม่ถูกใจเท่าไรเพราะบางงานก็ดิบแบบเอาใจเฉพาะ "คอเออร์บัน" จริงๆแนวโลกสวยใสมาเจอถ้าไม่รักกันจริง ไม่อึดจริงและไม่มีรสนิยมทางดนตรีที่ค่อนข้างกว้างจริงๆ...เกรงว่า Unapologetic อาจจะไม่ใช่งานสำหรับคุณพอๆกับที่แฟนๆของเลดี้กาก้าหลายท่านหนีงานโคตรดีอย่าง Born This Way กับไปฟัง The Fame Monster ยังไงยังงั้น - - แต่เพลงไม่ "พ็อพ" ก็ใช่จะ "ไม่ดี" นี่คะ...เปิดใจหน่อยๆ!!!

แทร็คเด็ดของอัลบั้มนี้เหรอคะ??? ขอพูดถึงซิงเกิ้ลแรก Diamonds(3/5) ก่อนแล้วกัน ตอนฟังแรกๆส่วนตัวไม่ชอบแต่นานไปติดหูมากๆเป็นงานคอนเทมโพรารี่ย์แบบมิดเทมโพอาร์แอนด์บีบัลลาดเนิบๆแต่ดูกรุยกรายมีเสน่ห์และจริตจก้านที่เซ็กซี่แพรวพราวในตัวไม่หยอก จะว่าไปก็แถบจะไม่ได้บ่งบอกภาพรวมอะไรของอัลบั้มเลยนะคะ อาจจะแค่ตัดมาหลอกให้แฟนๆได้ช็อคกันเล่นๆพอฟังเต็มๆ หึหึ หรือริริมีความนัยแฝงไว้ว่าแม้จะออกอัลบั้มรายปีแต่ Unapologetic ชุดนี้ฉันเจียระไนจนงามระยับประดุจเพชรแล้วคะ? Numb ft. Eminem (3.5/5) เป็นเพลงที่ฟังครั้งแรกแล้วงงกับเธอมากๆ คือไม่ถูกหูเลยในรอบแรกแต่รอบถัดมาเออเก๋นี่หว่า!!! ตัวเพลงเป็นงานสไตล์เออร์บันแท้ๆแบบอาร์แอนด์บีฮิพฮอพหม่นๆบีทแน่นๆติดสรรพสำเนียงเร็กเก้ฉบับริฮานน่าแซมด้วยโพรแกรมมิ่งอิเล็คโทรนิคแบบซินธิ์กวนๆวนไปวนมาทั้งเพลง ท่อนแร็พป๋าเน็มสุดยอดมากๆยังแน่นอนเสมอจริงๆไอ้วายร้ายคนนี้ มาที่ Right Now ft. David Guetta (4.5/5) ดนตรีแสบทรวงแด๊นซ์กระจายสุดฤทธิ์ ตามแบบฉบับเดวิด เกตต้าล่ะค่ะพวกเมนทสตรีมโพรเกรสซีฟเฮ้าส์ที่อัดทั้งอาร์แอนด์บี พ็อพเต้นรำ เทคโนและดั๊ปสเต็ปมาไว้ครบในแพ็คเก็จเดียว

เปิดอัลบั้มมากับ  Phresh Out The Runway  (5/5) ที่เล่นเอาดิฉันนั่งอึ้งไปกว่า3นาที42วิที่นั่งฟัง งานมาแบบอภิมหาอลังการของความแรงเลยรังสีอำมหิตกระจายมากกกตั้งแต่บีทอิเล็คโทรนิคเปรี้ยวๆ ซินธิ์กระชากๆ เอ็ฟเฟ็คท์กลองเฟี้ยวฟ้าวตูมตามและบีทแบบฮิพฮอพอาร์แอนด์บีแบบแก๊งค์สทาอีสต์โคสต์แทรกท่อนดั๊บมาช่วงเบรคกับตอนใกล้ๆเฟดเอ๊าท์แบบระรัวทำเอาอกระส่ำหายใจไม่ทัน ฟังมากรอบเข้าแล้วโปรยให้ห้าดาวเต็มเลยไม่กั๊กแล้ว Bitch&Dirty มากกูรักตายเลย ต่อด้วย Nobody's Business ft.Chris Brown (5/5) งานโอลด์สคูลพ็อพอาร์แอนด์บีเต้นรำแบบฟั้งค์กี้ย์ดิสโก้กรีดกรายเอาใจคุณหญิงคุณนาย ยัยห่านกับตาคริสนี่เคมีเข้ากันม๊ากกก ฟินฮ่ะ!!! เพลงเพราะมากๆคิดถึงเพลงพ็อพดิสโก้ช่วงยุค70's-80'sเหยาะนิวแจ็คสวิงแบบไมเคิล แจ็คสัน เหอๆๆ Loveeeee Song ft. Future (4.5/5) เพลงนี้เป็นบัลลาดแนวโมเดิร์นอาร์แอนด์บี ยืนพื้นบนคอนเทมโพรารี่ย์อาร์แอนด์บีประสานอารมณ์โซลฟูลลอยละล่อง แร็พ อิเล็คโทรนิคและชิลล์แจ๊ซซ์ จัดเข้าหมวดหมู้งานจำพวกนีโอโซลก็ได้อยู่ช่วงปิดท้ายลากกีตาร์ร็อคแบบ80's เชยลากแต่เพราะขาดใจ อีกหนึ่งเพลงที่ส่วนตัวคิดว่าเพราะมากๆคือ What Now (4.5/5) เป็นมิดเทมโพอาร์แอนด์บีพรมเพียโนละมุนพลิ้วไสวช่วงคอรัสประดังประโคมมาหมดทั้งอารมณ์ร็อค โซลและอิเล็คโทรนิคแต่เพราะดีนะเบรคช่วงกลางด้วยกีตาร์อคูสติคและก็กลับมาเป็นแบบนี้วนไปวนมาแทบทั้งเพลงแต่ไม่รู้ว่าทำไมลงตั๊ว ลงตัว...ปิดท้ายเพลงด้วยการลากกีตาร์ยาวเฟี้ยวเป็นสาวร็อค80'sอีกละ

Stay ft.Mikky Ekko (4.5/5) งานเพียโนบัลลาดเรียบง่ายแต่ไพเราะทรงพลังขาดใจ Love Without Tragedy Mother Mary (4.5/5) อันนี้ออกเชิงอัลเทอเนทีฟที่เนรมิตเอาลูกเล่นของอินดี้ร็อค อิเล็คโทรนิค กอสเพล ดั๊ปสเต็ป นิวเอจ ดรัมส์แอนด์เบสส์และเอ็กซ์เพอริเมนทัลมาประสานงากันได้อย่างเป็นศิลปะ งานทดลองหนึ่งเดียวของอัลบั้มคาดว่าการไปร่วมงานกับ Coldplay ในเพลง Princess Of China มาคงเป็นแรงบันดาลใจให้เธอไม่น้อยชอบว่ะ!!! ว่าแต่แนวแต่ละแนวนี่คนละโยชน์กันเลยนะ เธอจับมารวมกันยังไงนี่? ขอปิดท้ายด้วย Get It Over With (4/5) งานดาวน์เทมโพกึ่งทริพฮอพเพราะดี

คงจะต้องบอกว่าในบรรดาศิลปินหญิงเดี่ยวจากฟากเมนทสตรีมที่ออกๆอัลบั้มมานี่เห็นได้ชัด Unapologetic ของริฮานน่าน่าจะเป็นอัลบั้มที่ดีที่สุดอันดับแรกๆเลยกระมังคะนี่ - - แต่ส่วนตัวขอยกให้ The Abbey Road Sessions ของเจ๊ไคย์ลี่ย์ มิโน้กเหนือกว่าหนึ่งช่วงตัว - - ยืนยันถึงพลังอันยิ่งใหญ่ของไอดอลแห่งเจเนอเรชั่นใหม่ในตัวริฮานน่าได้อย่างดี วินาทีนี้บัลลังก์ของอาณาจักรเพลงพ็อพเป็นของเธออย่างแท้จริง (ริฮานน่าอาจจะอาร์แอนด์บีนะคะ แต่ยังไงสำหรับดิฉันก็ขอจัดให้เธออยู่หมวดพ็อพอยู่ดี)

วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

Cradle Of Filth : Midnight In The Labyrinth


Cradle Of Filth : Midnight In The Labyrinth : Extreme Metal/Symphonic Black Metal/Orchestra (95% = 5/5)

ตั้งแต่อัลบั้มชุด Godspeed On The Devil's Thunder มหากาพย์กิล เดอ รอยด์แห่งดนตรีเมทัลเมื่อปี 2008 ดิฉันก็ไม่ได้เขียนอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเป็นสาระถึงวงเอ็กซ์ทรีมเมทัลสุดบรรเจิดจากเกาะอังกฤษวงนี้อีกเลย กว่าจะหาเวลาประจวบเหมาะมาแทรกเนื้อที่ร่ายถึงพวกเขาได้ก็อีตอนนี้แหละค่ะ แถมอัลบั้มนี้ก็ออกมาได้น่าจะร่วมสองสามเดือนแล้วด้วย เหอๆ เอาเถอะค่ะมาช้าดีกว่าไม่มา

Midnight In The Labyrinth เป็นอัลบั้มที่คัดเลือกเพลงจาก4อัลบั้มแรกของพวกเขา - - The Principle Of Evil Made Flesh (1994),Dusk...And Her Embrace (1996), V Empire (Or Dark Faerytales in Phallustein) งานอีพีในปี 1996ที่ออกก่อนอัลบัมสอง และ Cruelty And The Beast (1998) - - มาทำเป็นเวอร์ชั่นออเครสตร้า โดยแยกเป็นแพ็คเกจสวยงามสองแผ่นซึ่งแผ่นแรกเป็นการรวมงานจากอัลบั้มทั้ง4ชุดดังกล่าวมาให้พวกเราฟังกันและแผ่นที่สองเป็นเวอร์ชั่นออเครสตร้า จะว่าไปก็เหมือนงานรวมฮิตแล้วแถมซีดีแบบ Alternate Version อ่ะนะ

ในเรื่องของดนตรีพวเขาเรียกตัวเองว่าเป็นวง "Extreme Metal" อันหมายถึงงานเมทัลที่ครบวงจรตั้งแต่เฮฟวี่เมทัล แธรช ดูม แบล็คเมทัลไปยันเดธเมทัลโดยวงนี้โดดเด่นมากบนความเป็นซิมโฟนิคประสานภาคดนตรีแบล็คเมทัลที่ดิบดุหากแต่งามระยับเปี่ยมมนตร์เสน่ห์ฟังแล้วประหนึ่งต้องมนตร์สะกด และแม้ว่าจะปฏิเสธแถบตายว่า "วงกูไม่ใช่โกธิค" แต่ทีฟังๆอยู่นี่มันก็หลอนแบบพวกโกธิคเลยนะคะ โอเคอาจจะหนักหน่วงกว่าหลายเท่าตัวแต่ส่วนตัวอิทธิพลของความเป็นโกธิคในงานก็ใช่ว่าจะไม่มีนะ เอาเป็นว่าถ้าใครสนใจลองหามาฟังดู ; หลอนหัวและงดงามประหนึ่งซาวนด์แทร็คประกอบภาพยนตร์สยองขวัญ

 ทางวงกำลังจะมีสตูดิโออัลบั้มใหม่ชื่อ The Manticore And Other Horrors คาดว่าน่าจะวางแผงช่วงเดือนตุลาคมปีนี้ ข่าวบอกมาว่างานนี้จะมีริฟฟ์ที่ดุขึ้นและได้แรงบันดาลใจมาจากซาวนด์ดนตรีพั้งค์ประสานฮาร์ดคอร์ ไว้เรามาฟังพร้อมๆกันค่ะ ^ ^

ป.ล.ล่าสุดอัลบั้มใหม่ออกมาแล้วแต่ยังไม่มีอารมณ์ฟังเลยว่ะ เพลงเมทัลจะฟังทีต้องนั่งบิ้วท์อารมณ์กัน10ตลบ