วันจันทร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Coldplay : Mylo Xyloto : 100%





















Coldplay : Mylo Xyloto : 100%






































ขอบคุณความขี้เกียจที่ทำให้ดิฉันผล็อยหลับไปตั้งแต่บ่ายสองโมงกว่า ขอบคุณความหิวที่ทำให้ดิฉันตื่นมาหาอะไรกินช่วงตีหนึ่ง ขอบคุณเซเว่นอีเลเว่นสำหรับฮ็อทด็อกและแฮมเบอร์เกอร์ที่โดนเหมาไปจนเกลี้ยงสต็อกไม่เหลืออะไรให้คนสวยยาไส้ (ชิชะ!) ท้ายที่สุดขอขอบคุณอินเตอร์เน็ตเพื่อนที่ดีที่สุดในยามหิวและยามเบื่อที่ทำให้ดิฉันได้พบเจออาหารจานที่ตั้งตารอคอยจะรับประทานมาร่วมปีกับ Mylo Xyloto งานชุดล่าสุดของ Coldplay ที่แม้ว่าท้องไส้จะส่งเสียงดังโครกครากด้วยความที่บิ๊กไบท์อันเดียวกับขนมปังไส้ครีมเอาไม่อยู่...แต่เจออาหารจานนี้เข้าไปก็อิ่มเอมและทรงคุณค่ากว่าอาหารจานด่วนใดๆ






































รูปแบบเพลง






































นับเป็นความโชคดี (หรือดวงซวยก็ไม่ทราบ???) ของศิลปินทุกท่านทุกแขนงที่เรารักใคร่ชอบพอกันมาถึงระดับนี้ก็คงไม่ต้องฟังเก็บรายละเอียดใดๆให้มากความงานนี้ล่อกันสดๆเขียนกันสดๆจากการฟังรอบแรกไปพร้อมๆกันเลยนะคะคุณคริสขา ก่อนอื่นต้องขอท้าวความถึงความเป็นมาถึงพัฒนาการทางดนตรีของ Coldplay ในทุกอัลบั้มก่อนเริ่มจากชุดแรก Parachutes (97%) เปิดตัวมารับยุคโพสท์-บริทพ็อพได้อย่างดีกับงานบริทพ็อพบริสุทธิ์กระจ่างใสตลบอบอวนไปด้วยกลิ่นอายความหวานจากทั้งภาคดนตรีที่เป็นงานร็อคฝากอังกฤษสุดละเมียดละไมสอดรับกับอารมณ์โศกาหมองหม่นนิดๆและรูปแบบการนำเสนอที่เยือกเย็นและเท่ห์บาดใจประดุจหมอกอันหนาวเหน็บและน้ำค้างแข็งยามรุ่งอรุณสมกับชื่อวงชนิดไม่มีผิดเพี้ยนแม้นใครจะใจร้ายครหาพวกพี่ท่านว่ามันช่างเหมือนเงาของ Radiohead ช่วงสองชุดแรกอะไรประมาณนี้หนอ (ดิฉันดันไปนึกถึง Travis มากกว่า) ดิฉันก็ขอเถียงขาดใจว่าถ้าฟังดีๆ4หนุ่มเขาก็มีแนวทางอันเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองที่ออกจะชัดเจนนะ(โว้ยยย!!!) งานชุดที่ถัดไป A Rush Of Blood To The Haed (98%) อันนี้โปรดสุดยกระดับภาคดนตรีของตัวเองขึ้นมาได้หนักแน่นขึ้นจมภาคดนตรีแพรวพราวเก๋ไก๋และฟังยากขึ้นเล็กน้อยสอดประสานไปได้อย่างดีกับเนื้อหาสุดเฉียบคมอัจฉริยะและชั้นเชิงการประสานภาคดนตรีที่หลากหลาย อาทิ อินดี้ร็อค เพียโนบัลลาดยัน Epic Rock แบบU2เข้ากับความเป็นอัลเทอเนทีฟของทางวงได้อย่างแยบคายเฉียบขาดสุดๆส่วนตัวขออกปากว่านี่คือหนึ่งในงานบริทพ็อพที่ดีที่สุดเท่าที่เกาะอังกฤษจะหารศิลปินวงใดรังสรรค์ขึ้นมาได้เป็นงานระดับตำนานที่ทรงคุณค่าไม่แพ้ Definitely Maybe,Parklife,Everything Must Go,Performance And Cocktails,Dog Man Star,Pablo Honey ยันพ่วงด้วย Hopes&Fears ที่เดินตามหลังมาอย่างภาคภูมิ มาที่ X&Y (95%) งานชุดที่สามอันนี้นี่ออกมาเข้าถึงง่ายขึ้นกว่าชุดที่แล้วแต่ยังเพียบพร้อมไปด้วยความเท่ห์ทางดนตรี วาทะศิลป์อันทรงแสนยานุภาพของภาคเนื้อหา ความเยือกเย็นแต่สว่างไสวปรดุจท้องฟ้ายามเช้าอมชมพูของทางวงและที่สำคัญเสียงร้องของคุณคริส มาร์ทินที่รักของดิฉันในอัลบั้มนี้ที่เจิดจรัสแพรวพราวอย่างถึงที่สุดและแล้วก็มาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของทางวงใน Viva la Vida or Death and All His Friends (98%) อันนี้นี่ออกแนวทดลองแล้วแม้จะไม่สุดโต่งอย่างพวก Radiohead หรือ Blur ในสองอัลบั้มหลังแต่ฟังแล้วถึงขั้นเกาหัวแกรกๆพร้อมกับอุทานในใจตอนแรกว่า "ยี้!เยินหลายยยยยยยยยยยยยค่ะ" แต่พอฟังนานๆไปปรับตัวได้แล้วนี่ถึงกับถอนคำพูดไม่ทันทีเดียว
































Mylo Xyloto
































ด้านบนร่ายมายาวนานจนแถบจะเป็นพงศาวดารรอมร่อแล้วก็มาถึงงานลำดับล่าสุดเสียทีกับชื่อแปร่งๆที่ฟังแล้วออกไปทางต่างดาวมากๆชุดนี้ภาคดนตรีโดยรวมฟังแล้วเหมือนกับถึงเวลาซะทีที่ทางวงจะบูรณาการความเป็น Coldplay ในทุกยุคเอาไว้ภาคดนตรีโดยรวมคงที่ไว้ที่ความเป็น "อัลเทอเนทีฟร็อค" อันแฝงครบชาติไว้ครบถ้วนตั้งแต่ซาวนด์ทดลองแบบเอ็กซ์เพอริเมนทัล กลิ่นอายและลูกเล่นจากอัลบั้มที่แล้วแต่มีความเป็นอคูสติคมากขึ้น มิติของความเป็นอิเล็คโทรนิคใน X&Y ที่งวดนี้แม้จะเพราะพริ้งแต่เนื้อในมาดุขึ้นถึงขึ้นเยอะ สูตรสำเร็จทางดนตรีที่หวนให้นึกถึงช่วงอัลบั้มชุดที่สองไปยันบริทพ็อพสวยหวานในงานแรกมีให้เลือกฟังชนิดครบครันในแบบที่ถ้าใครไม่เคยได้ลองฟัง Coldplay มาก่อนจะเริ่มต้นที่อัลบั้มนี้เป็นอันดับแรกก็ถือได้ว่าในแง่ของการติดตามภาพรวมทางดนตรีของพวกเขาคุณแถบจะไม่ได้พลาดอะไรไปเลยจริงๆเพราะ Mylo Xyloto นี่เป็นงานที่เหมือนกับรวมไฮไลท์เด็ดๆของพวกเขามาผสานกับตัวตนในปัจจุบันขณะและการปูทิศทางของแนวดนตรีใหม่ๆที่คาดว่าจะได้เห็นจากพวกเขาในอนาคตแบบที่เข้มข้นชัดเจนกว่านี้แน่นอน - - พวกแนวอิเล็คโทรร็อคกับเอ็กซ์เพอริเมนทัลร็อคน่ะค่ะ - - และอย่า!!! ค่ะอย่าได้ใช้คำราคาถูกๆแบบ "ขายของเก่ากิน" มาบรรยายงานอันทรงคุณค่าชุดนี้....เพราะถือว่าที่คุณด่ามาน่ะ "ด่าผิด" และเข้าใจผิดไปเยอะเพราะแม้จะเอาไฮไลท์เดิมๆก็ตัวเองมาฉาดฉายแสงให้ประทับใจกันอีกรอบก็ใช่ว่าจะย่ำต๊อกอยู่กับที่เสียเมื่อไรงานนี้เขาประยุกต์ปรุงแต่งและพัฒนาให้มีความเป็น Coldplay ในปี2011มากถึงมากที่สุดไปเลยทีเดียวหรอกย่ะ อย่ามาครหาวงสามีของดิฉันให้มากเกินไปนัก หึหึหึ




























จุดด้อย




























ไอ้เรื่องของคุณภาพนี่หายห่วงน่ะค่ะไม่ต้องไปหาให้เสียเวลาเพราะงานระดับนี้นี่เชื่อว่าคออัลเทอรับได้สบายมากแถมเชื่อว่าส่วนมากจะประทับใจซะด้วยซ้ำน่ะสิคะ....แต่สำหรับดิฉันมันติดอยู่ตงแค่ "ไอ้ที่เขาครหาวงคุณตลอดว่าเป็นเงาของ Radiohead กับ U2 " พอมาฟังเอาดีๆในชุดนี้แล้วก็ เออ "ก็เงาเขาจริงๆว่ะ"


























แทร็คเด็ด


























ต๊ายยยยแล้วไม่รู้จะเลือกยังไงดีเพราะนี่เป็นอัลบั้มแรกของ Coldplay จริงๆที่รู้สึกลื่นไปได้กับทุกเพลงตั้งแต่รอบแรกที่ฟังชนิดที่ไม่ต้องอาศัยความดัดจริต ไม่ต้องบิวท์ไม่ต้องตะกายบันไดใดๆขึ้นไปฟังเลยดีฉันล่ะลำบากใจจริงๆค่ะทำยังไงดี เอาเป็นว่า Well Begun Is Half Done เนอะกับแทร็คแรกอย่าง Hurts Like Heaven (4/5) ที่ต่อกับไทเทิ่ลแทร็คที่เหมือนกับเป็นอินเทอลูดได้อย่างเรียบเนียนชนิดไหลลื่น แม้เทียบกับแทร็คที่เหลือในอัลบั้มแรกแถบจะเรียกได้ว่าสุดแสนจะธรรมดาแต่ขอโทษทีนะคะมีไม่มากหรอกที่เราจะได้ฟังงานของวงคุณคริสในแบบสดใสกระฉึกกระฉักเบิกบานกระจ่างแจ้งฟังแล้วสดชื่นอารมณ์ดีขนาดนี้ ดนตรีน่ารักเหลือแสนแต่ทุกสิ่งอันก็ต้องยอมศิโรราบโดยดีให้กับเสียงร้องของคุณคริสในช่วงคอรัสที่แม้จะมาแค่ท่อนฮู้ๆฮ้าๆไปยันคำบังคับช่วงหลังๆของคุณเธออย่าง "โอ๊วววว โว๊วววว โว้ โอ๊ววว โอ่" (ทำไมต้องมีท่อนนี้เกือบทั้งอัลบั้มด้วยวะ?) ก็ขนลุกไปทั้งตัวแล้ว อ๋อ กีตาร์ช่วงเบรคเอ๊าท์เพราะมากค่ะที่รัก Paradise (4.5/5) ซิงเกิ้ลที่สองเพลงโปรดของคุณพี่ก๊อฟ ศรีวิการ์อดีต3สามมือตบชาร์ลีแองเจิ้ลส์ประจำนิตยสาร Pop สุดป่วง แค่อินโทรมาก็อลังการแล้วค่ะกับเสียงออร์แกนสวยๆและเครื่องสายที่กรีดเสียงกระหน่ำกระซวกถึงหัวใจก่อนจะตบหนักๆด้วยความเป็นร็อคกระแทกกระทั้นฟังแล้วแถบอยากจะลงไปดิ้นพราดๆให้รู้แล้วรู้เล่าไหนจะยังช่วงท่อนคอรัสที่เร่งจังหวะจับเอาออร์แกน ซินธิไซเซอร์และออเครสตร้ามาทำสงครามกันแต่ก็ไม่สามารถแย่งชิงความโดเด่นไปจากน้ำเสียงฟัลเซ็ทโทบีบเล็กบีบน้อยของคุณคริสที่ฟังแล้วใจมันโหวงๆชอบกลเป็นการใช้ดนตรีบีบคั้นความรู้สึกได้อย่างงามระยับเปี่ยมชั้นเชิงสุดๆก่อนจะทิ้งทายด้วยการพรมเพียโนแผ่วเบาฟังนุ่มละมุนพัดผ่านไปประดุจสายลม ฟังแล้วคิดถึงการร่วมร่างกันระหว่าง Speed Of Sound,Fix You แล้วก็ Cemeteries Of London นั่นแหละใช่เลย!!! ต่อด้วย Charlie Brown (4.5/5) ที่ฟังแล้วถึงกับตัวลอย จะว่าไปก็นานแล้วนะคะที่ไม่ได้ยินColdplayทำเพลงน่ารักกลับสู่ท่วงทำนองบริทพ็อพเรียบง่ายขนาดนี้ให้ฟัง การเรียบเรียงสวย ท่อนคอรัสไพเราะติดหูจับใจและที่สำคัญเพลงเป็น Coldplay ม๊ากกกกกทุกท่วงทำนองทุกพยางค์ เพลงแบบนี้เท่านั้นที่ Coldplay จะทำได้เชื่อว่าแฟนๆของทางวงส่วนมากน่าจะชอบไม่ต้องอะไรมากแค่เสียงกีตาร์ตอนอินโทรก็ได้เรื่องแล้วล่ะ Me/เช็ดน้ำตาป้อยๆ มาที่ Us Against The World (5) งานแบบที่ทางวงชอบทำอุทิศให้ปู่จอห์นนี่ย์ แคชแบบช่วง3อัลบั้มแรกนั่นแหละ ไม่ต้องอะไรมากมายแค่เสียงสวรรค์ประทานของคุณคริสร้องคลอไปกับกีตาร์อคูสติคแต้มอารมณ์บลูส์บาดลึกกรีดใจ วู๊ยยยย เป็นไม่ไตยที่ Coldplay งัดออกมาทีไรก็ใช้ได้ผลทุกครั้งสิน่า Every Teardrop Is A Waterfall (4.5/5) ซิงเกิ้ลแรกที่ออกโปรโมตมาเป็นงานอีพีให้แฟนๆตื่นเต้นกันช่วงใกล้ๆจะกลางปีฟังแล้วในแง่ของภาคดนตรีเหมือนกับเป็นภาคสองของ Viva La Vida เพลงเก่งจากงานชุดทื่แล้วในแบบที่ลดท่วงทำนองแบบบาโร๊คและความเป็นเอ็กซ์เพอลงก่อนจะหยอดท่วงทำนองเท่ห์ๆกรีดใจของกีตาร์ร็อคเข้าไปแทนที่ ฟังครั้งแรกแล้วอยากจะด่าด้วยความที่มันเหมือนงานเดิมจนน่าเกลียดเพียงแต่นี่ฟังมา วู๊ยยยย น่าจะเหยียบ50รอบแล้วมั้งคะแล้วดันบรรลุทางโลกีย์ได้ว่ากีตาร์ในเพลงนี้งดงามเพียงใดเช่นเดียวกั้บเสียงของคุณคริสที่ยังเท่ห์กินใจเช่นเดิม U.F.O. (5) แค่เสียงของคุณคริสคลอกับกีตาร์อคูสติคเพราะในช่วงต้นนี่ก็คว้าดาวมาประเคนให้หมดฟ้าแล้ว (มุขใครหว่า???) แต่นี่นะคะยังทำเก๋ไก๋ด้วยการแทรกออเครสตร้าเพราะๆพร้อมเครื่องสายกรีดเสียงสวยจนวิญญาณของดิฉันแถบจะถูกทำให้สะบั้นขาดกันเสียดายสั้นไปนิดแต่ก็สมบูรณ์แบบเหนือคำบรรยายค่ะ และแน่นอนที่เซอร์ไพร์สสุดๆก็คงหนีไม่พ้น Princess Of China (4.5/5) ที่ร่วมงานกับริฮานน่า ส่วนตัวชอบชั้นเชิงการเรียบเรียงดนตรีนะคะเหมือนกับเป็นการประยุกต์เอาซาวนด์ทดลองจากอัลบั้มที่แล้วมายำร่วมกับความเป็นอัลเทอ อิเล็คโทรนิคจะว่าไปแม้แต่กลิ่นอายของนิวเอจน้อยๆก็ยังมีเจือปนอยู่ในเพลงนี้ชนิดที่พอจะสัมผัสได้อยู่เหมือนกันแต่เหนือสิ่งอื่นใดขอยกเครดิตให้ "ริฮานน่า" เพราะไม่คาดคิดว่าเธอจะสามารถสลับลงมาเล่นกับงานดนตรีที่เป็นศิลปะสุดโต่งขนาดนี้ได้ ด้วยความที่ซาวนด์มันช่างไกลลิบจากความเป็นริฮานน่าจนเกินจะจินตนาการแต่เธอก็สามารถทำมันออกมาได้ดีและถึงมากๆ เป็นอีกครั้งที่ริริแสดงให้โลกดนตรีเห็นว่าถึงเธอจะเป็นศิลปินพ็อพจำพวกทีนควีนและพ็อพไอค่อนแต่อย่าได้ครหาว่าเธอไม่มีฝีมือเพราะการที่สามารถหลอมตัวเองจากความเป็นเมนทสตรีมลงมาติ๊สท์จ๋าร็อคจัดได้ขนาดนี้นี่...เป็นเครื่องการันตีได้อย่างดีที่สุดว่าที่เธอยืนอยู่บนความเป็นแนวหน้าในทุกวันนี้ได้ไม่ใช่แค่เพราะมีลุ๊คส์หรือโชคช่วยบุญพาวาสนาส่งอย่างเดียว - - คอยดูกันต่อไปว่าอีกไม่ช้าริฮานน่านี่แหละจะมีผลงานที่ทำให้โลกต้องอึ้งอีกคำรบใหญ่หลังจาก Rated R แทร็คถัดไป Up In Flames (5) งานเพียโนบัลลาดเพราะๆที่คุณคริสถวายหัวใจร้องออกมาได้อย่างบาดอารมณ์สุดจิตวิญญาณฟังแล้วคิดถึง The Scientist จัง!!! ปิดตัวสวยกับ Up With The Birds (5) ที่ฟังแล้วถึงกับตกตะลึงจนพูดไม่ออกด้วยค่าที่มันไพเราะและสวยงามอย่างบอกไม่ถูกแถมยังเรียบเรียงดนตรีสลับได้อย่างมีมิติเปิดมาพรมด้วยเพียโนหวานละมุนทันดีทันใดเจ้ากลับกลายร่างไปหลอมรวมกับดนตรีเอ็กซ์เพอที่จับเอาอิเล็คโทรนิค เครื่องสายน้อยๆและเสียงประสานแบบกอสเพลฟังแล้วขนหัวลุกไม่ทันไรกับเปลี่ยนมาเป็นงานบริทพ็อพบนกีตาร์อคูสติคหวานใสงามระยับพลางแซมด้วยซินธิไซเซอร์แพรวพราวและเสียงสังเคราะห์ก่อนจะพรมเพียโนสั้นๆปิดมหากาพย์ลำดับที่5ได้อย่างชวนประทับใจที่สุด




สรุป




100% ในที่นี่ใช่ว่าดิฉันกำลังจะบอกว่านี่เป็นงานที่ดีที่สุดของ Coldplay "เปล่าเลย!!!" ไม่ได้เพราะจนเข้าขั้นวิเศษแบบงานชุดแรก ทรงพลังจนถึงขั้นต้องเหลียวหลังอย่างงานชุดที่สองรึก็เปล่า ความน่าตื่นตาตื่นใจและพลังการรังสรรค์เมื่อเทียบกับ X&YและVivaก็ยังสู้ไม่ได้ เพียงแต่ให้ด้วยความที่พวกเขาสมควรจะได้ในงานชุดนี้เสียทีเพราะการเรียบเรียงดนตรีของพวกเขาให้อัลบั้มนี้เป็นอะไรที่ประณีตละเมียดละไมกินขาดก่อนหน้านี้เป็นอัลบั้มแรกของ Coldplay จริงๆที่ฟังแล้วแบบไม่ต้องทำหน้านิ่วกับบางเพลงแถมฟังได้เพลิดเพลินตั้งแต่ต้นจนจบนับว่าพวกเขาใส่ใจในทุกองค์ประกอบที่จะรังสรรค์อัลบั้มที่ดีและทำอัลบั้มเพื่อที่จะให้ "คนฟังจริงๆ" ไม่ใช่งานดนตรีที่ทำออกมาเพื่อให้คนงงและชมว่าเป็นงานที่ดี แถมยังเป็น "อาหารจานอร่อย" ครบถ้วนทุกรสชาติและสารอาหารที่ผู้บริโภคคนนี้เรียกร้องและต้องการจาก Coldplay ที่มาถูกที่ถูกเวลาในเวลาที่ดิฉันกำลังต้องการหิวโซฟีลทุกสิ่งอย่างที่ Mylo Xyloto พึงจะมีจริงๆ - - หลังจากการรอคอยมากว่า2ปีพวกเขาก็สามารถสรุปมหากาพย์ครั้งที่5ของตนเองได้อย่างสง่างามในฐานะตำนานร็อคแห่งเกาะอังกฤษที่ทุกอัลบั้มไม่เคยทำให้ทุกหัวใจที่รัก Coldplay ต้องผิดหวัง สมกับคอนเส็ปท์ของอัลบั้มที่คุณคริสเคยประกาศไว้ว่า "based on a love story with a happy ending." เสียนี่กะไร - - อีแบบนี้ก็คงไดรักกันจนวันตายเลยสิเรา หึหึหึ ^ ^

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น