วันศุกร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Chris De Burgh : Footsteps 2 (Myspace#74)












Chris De Burgh : Footsteps 2 : Pop/Adult Contemporary (98%)


















นั่งวิจารณ์เพลงมาล่อเข้าจะ10ปีดีดักก็ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าวันหนึ่งจะมาถูกใจเอาอัลบั้มคัฟเว่อร์เข้าอย่างจังชนิดที่นั่งฟังไปก็อดอมยิ้มตามไปไม่ได้ - - ทั้งที่ก่อนหน้านี้เกลียดและยี้งานจำพวกนี้และพวกงานรีมิกซ์ชนิดเข้าไส้
















งานที่ว่าคือ Footsteps 2 อัลบั้มจากศิลปินชาวอังกฤษ/ไอริช Chris De Burgh ที่เป็นการต่อยอดจากชุดแรกในปี2009โดยการนำเพลงสุดอมตะคลาสสิคทั้งหลายแหล่ของศิลปินระดับทั้งตำนานและไม่เคยรู้จักมักจี่มาก่อนในชีวิตนี้ของดิฉันมาคัฟเว่อร์ใหม่ในแง่มุมที่สะท้อนถึงความเป็นไปของสภาพการณ์ยุคปัจจุบันตามทัศนะของศิลปินคนเก่งเสียงเพราะม๊ากกกกกผู้นี้....อย่า อย๊า อย่าๆๆๆๆอย่าเพิ่งยี้หรือด่ากันงานนี้เป็นงานที่เอามา "ทำใหม่" จริงๆค่ะไม่ใช่งานแบบแค่เอามา "ร้องใหม่" ดักดานจึงไม่ต้องกังวลว่าจะเสียเวลาเปล่าๆปลี้ๆกับการเสพย์ดนตรีไร้คุณภาพ เพราะนอกจากเพลงที่เขาคัดมาจะไพเราะคุ้นหูทุกเพลงแล้วยังถึงในแง่ของการเรียบเรียงเป็นงานพ็อพแบบอดัลท์คอนเทมโพลารีย์คุ้นหูพร้อมสรรพด้วยลูกเล่นร็อคนิดๆ โฟล์คจางๆ โซล กอสเพล บอสซาโนว่าและแจ๊ซซ์ผสมผสานกันไปตามเรื่องแถมตัวศิลปินเองเขายังร้องได้เพราะไม่แพ้ต้นฉบับทีเดียว เรียกได้ว่าเป็นงานคัฟเว่อร์ที่ทำเพื่อทริบิวต์แสดงความเคารพได้อย่างเปี่ยมจิตวิญญาณโดยแท้












ถ้าจะให้แนะนำเพลงก็อยากจะบอกว่าน่าจะฟังมันทั้งอัลบั้มเพราะจะสามารถจับและเข้าถึงคอนเส็ปท์ที่เขาต้องการจะสื่ออกมาได้ครบถ้วน แต่ถ้าอยากจะเลือกฟังทีเด็ดจริงๆนี่เลยค่ะ While You See A Chance คัฟเวอร์จากงานเก่าของสตีฟ วินวู้ดส์เป็นงานพ็อพกระจ่างใสเจือซอฟต์ร็อคเปิดอัลบั้มได้แพรวพราวน่ารักๆมากๆฟังแล้วคิดถึงอารมณ์เพลงพวกยุค70ขึ้นไปจนต้นๆ80 Let It Be นี่ไม่แน่ใจว่าต้นฉบับเป็นของจอห์น เลนนอนรึเปล่า (หรือของ The Beatles ทั้งวง) เพราะไม่ได้ฟังนานแล้วเป็นเพลงที่เรียบง่ายและแลดูสูตรสำเร็จทีสุดแล้วอัลบั้มซึ่งหมายความว่าอีแบบนี้และหมู่เฮาจะต้องชอบกันแน่ๆ ในแง่ของพลังนับว่าดีที่สุดแล้วของงานชุดนี้แต่ส่วนตัวกับชอบ Blue Bayou คัฟเว่อร์ของรอย โรบินสันมากกว่าเป็นงานอคูสติคแบบบราซิลเลี่ยนเจือบอสซาโนว่าเพราะมากๆ S.O.S. คัฟเวอร๋งานจาก Abba ชอบการเรียบเรียงดนตรีที่น่าสนใจมากๆนอกจากจะติดกลิ่นของความเป็นพ็อพยุค70เบิอบานแช่มชื่นแล้วยังงดงามด้วยความเป็นอดัลท์คอนเทมโพลารีย์กึ่งคลาสสิคคัลที่เครื่องดนตรีทุกชิ้นทำงานได้ดีประหนึ่งมีชีวิต Lady Madonna นี่ทำออกมาเอาใจคนชอบแจ๊ซซ์ Time In A Bottle นี่เครื่องสายกรีดกรายโหยหวนบาดใจมากๆพวกที่ชอบฟังงานบัลลาดชุดหลังๆของคริสทิน่า อากิเลร่าอย่าง Hurt,You Lost MeหรือBound To You คงจะชอบ In The Ghetto ฟังการนำเสนอแล้วคิดถึงอาร์แอนด์บีโซล70แบบมาร์วิน เกย์เพียงแต่คุณคริสมาแบบเน้นพ็อพและกอสเพลมากกว่า On A Christmas Night กอสเพลจำพวกคริสมาสต์แครอลในช่วงเวลาแย่ๆแบบนี้ฟังแล้วรู้สึกอบอุ่นและมีกำลังใจมากๆ "ขอพระผู้เป็นเจ้าทรงคุ้มครองประเทศไทย" ปิดท้ายกับ Every Step Of The Way พ็อพโฟล์คสวยงามบรรเจิดใจเกินจะจินตนาการ






คะแนนอาจจะแลดูสูงไปสำหรับงานจำพวกคัฟเว่อร์แต่เชื่อเถอะว่างานนี้มันมีดีที่ความเพราะและเนื้อหาชนิดปฏิเสธไม่ได้แม้จะเอาของคนอื่นมาร้องแต่ทำออกมาแล้วมันแลดูมีค่าแถมแสดงให้เห็นถึงจิตวิญญาณที่เคารพอย่างเต็มเปี่ยมก็ว่าไม่ได้ นอกจากนี้ยังเป็นอัลบั้มที่มากถูกที่ถูกเวลาเหนือสิ่งอื่นใดแล้วคนสำคัญของดิฉันท่านชอบอัลบั้มนี้เอามากๆเสียด้วยสิคะ...แค่นี้ก็เพียงพอแล้วต่อเหตุผลที่ดิฉันจะให้5ดาวเต็มสวยๆ หามาฟังกันเถิดเพื่อนฝูง วู้ว!!!

วันพฤหัสบดีที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2554

2PM : The First Album 1:59 PM (Myspace#73)


2PM : The First Album 1:59 PM (Myspace#73) : K-Pop (79%)

จะว่าไปมีผู้อ่านหลายท่านเหมือนกันส่งอีเมลล์มายุให้เขียนวจารณ์อัลบั้มเพลง "เกาหลี" สักชุดซึ่งดิฉันก็ทำเอาหูไปนาเอาตาไปไร่หาได้ใส่ใจไม่ตลอดเนื่องจาก "ไม่ใช่แนว!!!" (ส่วนตัวไม่ได้ติดตามสนับสนุนงานดนตรีจากฝากเกาหลีแต่ก็ไม่ได้แอนตี้อะไรนะคะ) แต่แหมเมื่อวันเวลามันเดินผ่านไปอะไรๆก็เปลี่ยนนะคะเช่นเดียวกับคอนเส็ปท์ของแนสทิน่าที่ชีวิตนี้ว่าไว้ว่าจะไม่ยอมฟังเพลงเกาหลีสักอัลบั้ม แต่ไปๆมาๆด้วยความที่ช่วงนี้วงการดนตรีสากลมันช่างซบเซาน่าเบื่อเหลือเกินศิลปินทีร่ชอบอย่าง Coldplay กับเจมส์ มอริสันก็เขียนถึงไปแล้ว ริฮานน่า,มาดอนน่ากับคริสทิน่า อากิเลร่าก็ยังไม่ออกก็เลยไม่เหลืออะไรให้ตื่นเต้นกันละซิทีนี้ว่าแล้วหางานเพลงเกาหลีดีๆสักอัลบั้มมาฟังขัดตาทัพช่วงนี้ก็ดีเหมือนกันนะคะ

อัลบั้มเกาหลีชุดแรกในชีวิตที่เลือกมาฟังคือ 1:59 PM สตูดิโออัลบั้มชุดแรกของ 2PM ที่จะว่าไปก็เป็นเกาหลีวงแรกและวงเดียวนี่แหละที่ทำให้สนใจจะลองมาสัมผัสกับวัฒนธรรมของดนตรีแดนกิมจิกับเขาบ้างจริงๆแล้วตอนแรกกะจะเขียน Hands Up งานชุดล่าสุดที่เพิ่งวางขายไปช่วงกลางปีแต่แหมคนเราถ้าคิดจะทำความรู้จักกันก็น่าจะติดตามกันซะตั้งแต่ชุดแรกไปเลยมากกว่านะคะ - - จะว่าไปแค่นี้ก็พลาดพอแล้วเพราะก่อนหน้านี้หนุ่มๆก็ออกมินิอัลบั้มมาล่วงหน้างานสตูโออัลบั้มถึง2ชุดด้วยกัน

ท้าวความถึงพวกหนุ่มๆเป็นเกร็ดเล็กๆน้อยๆกรุบกริบคือทั้ง7เทพบุตรนี่ได้เข้าร่วมแข่งขันในรายการ "Hot Blood Guys" เรียลลิตี้สุดฮอตของทางเกาหลีจากค่าย JYP Entertainment โดยรายการนี้จะเฟ้นหา10หนุ่มที่เข้าตากรรมการมาปั้นเป็นศิลปินบอยแบนด์จำนวน10ท่านจาก13ชีวิตที่เข้ามาแข่งขัน โดย3กระทาชายที่เสียงไพเราะทรงพลังกังวานนี่จะได้เข้าร่วมเป็นสมาคมเดียวกันในนาม 2AM ส่วนอีก7ชายที่เหลือนี่ทางสังกัดรีเควสต์มาว่าขอแบบเท้าไฟเต้นเก่งระดับเทพซึ่งผ่านการคัดสรรมาอย่างดีแล้วบทสรุปจึงไปลงเอยกันที่ ปาร์คแจบอม (อดีตหัวหน้าทีมที่ลาออกจากวงไปด้วยปัญหาพิพาทจากข้อความในมายสเปซ),โอคแทคยอน(หมอนี่แร็พเก่งพอตัวทีเดียว),นิชคุณ(ชายไทยหนึ่งเดียวในวงได้รับสมญาว่า "เจ้าชายแห่งเอเชีย"),ฮวางชานซอน (น่ารักอยู่นะ),อีจุนโฮ,คิมจุนซูและจางอูยอง (ขวัญใจป้าก๊อฟ ศรีวิการ์อดีตกองปอป) ซึ่งก่อตั้งขึ้นในนาม2PM - - วงนี้นี่เครดิตดีถึงขั้นคุณ "พัคจินยอง" เจ้าของบริษัทออกมาอวยเป็นการใหญ่ว่าภูมิใจอย่างหาที่เปรียบไม่ได้เพราะ10ปีมานี่ไม่เคยปั้นบอยแบนด์สักวงเลยให้ตายงานนี้ถ้าพวก2PMไม่มีความโดเด่นวิเศษวิโสไปกว่าบอยแบนด์วงอื่นๆในเกาหลีล่ะก็ให้ตายกระผมก็จะไม่มีวันเปิดตัวพวกเขาหรอกจริง จริ๊งงงงงไม่ได้โกหก - - เออเชื่อก็เชื่อค่ะ!!!

สำหรับภาคดนตรีโดยรวมของหนุ่มๆในอัลบั้มนี้เป็นงานพ็อพร่วมสมัยที่ตลบอบอวนไปด้วยการผสมผสานกลิ่นอายของดนตรีผิสีอย่างอาร์แอนด์บี ฮิพฮอพ แร็พข้ามฝากไปเล่นกับดนตรีเต้นรำโดยเน้นบีทอิเล็คโทรนิคเก๋ไก๋กระฉึกกระฉักกระชากใจเป็นหลักเข้ากับการเรียบเรียงนำเสนอตามวัฒนธรรมของอุตสาหกรรมดนตรีเมนทสตรีมของแดนกิมจิในยุคปัจจุบัน สิริรวมออกมาเป็นดนตรีแนว "เคพ็อพ" หรือ Korean Pop อันเปี่ยมไปด้วยสีสันที่แฟนดนตรีชาวเอเชียบัญญัติขึ้นเรียกกันติดปากเพื่อเป็นการสดุดีอิทธิพลของดนตรีพ็อพจากฝากเกาหลีที่กระจายอิทธิพลไปอย่างขจรไกลใหญ่บึ้มในช่วงไม่กี่ปีมานี้

ถามว่าชอบเพลงไหนในอัลบั้มนี้ขอเริ่มต้นจาก Heartbeat ที่ส่วนตัวชอบการเรียบเรียงดนตรีเปิดตัวจากการแร็พเก๋าๆเท่ห์ๆพัลวันตับแล่บสำเนียงแปร่งหูแต่ก็เก๋ไปอีกแบบพร้อมกับบีทจากเสียงสังเคราะห์ประหนึ่งเสียงเต้นของหัวใจที่ดังเป็นแบ็คกราวนด์ตบตามด้วยบีทอิเล็คโทรนิคเต้นรำเก๋ๆที่หลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกับอาร์แอนด์บีฮิพฮอพได้อย่างลงตัวไปกันได้ดีกับท่อนคอรัสที่เกลี่ยออกมาได้พ็อพจัดพ็อพจ๋าติดหูเหลือหลายเป็นนหึ่งในเพลงเกาหลีที่เท่ห์ที่สุดเท่าที่เคยฟังผ่านๆหูมาเลยทีเดียว ในอัลบั้มยังมี Red Light Remix ที่สลับให้มีความเป็นอาร์แอนด์บีและฮิพฮอพที่เข้มข้นขึ้นโดยการพรมเพียโนตามสไตล์ของพวกคอนเทมโพรารีย์ที่อาร์แอนด์บีฝากตะวันตกนิยมเล่นกันพร้อมด้วยบีทฮิพฮอพที่ลดความกระฉึกกระฉักลงให้กลายเป็นสโลวแจม ฟังแล้วได้อารมณืเท่ห์ๆดิบๆไปอีกแบบเหมือนฟังดนตรีฮิพฮอพฝั่งเวสต์โคสต์ของพวกเอมิเน็มหรือฟิฟที่ย์เซ็นท์ ฟังเพลงที่สองเสร็จแล้วข้ามมานี่เลย Gimme The Light มิดเทมโพอาร์แอนด์บีหวานหยดเซ็กซี่หยาดเยิ้มตบด้วยอารมณ์โซลฟูลและลวดลายของบีทอาร์แอนด์บีกึ่งสตรีทอาร์แอนด์บีนิดๆเซ็กซี่ม๊ากกกกกฟังแล้วแถบจะละลายเช่นเดียวกับ Back 2U อีกหนึ่งงานอาร์แอนด์บีที่เพราะมากๆชนิดที่เอาไปอวด Usher ได้สบายๆก็แล้วกัน แหมมมม๊ เห็นคนเอเชียทำงานผิวสีแบบนี้ออกมาได้ดีไม่แพ้เจ้าของเขาแล้วมันก็ประทับใจอย่างบอกไม่ถูกเนอะ ที่สุดยอดเลยก็คงจะหนีไม่พ้นซิงเกิ้ลเดบิ้วท์อย่าง 10 Points Out Of 10 ครบเครื่องในการสะท้อนวัฒนธรรมของความเป็น "เคพ็อพ" ออกมาได้ชัดเจนที่สุดตั้งแต่บีทอิเล็คโทรนิคพ็อพติดซินธิไซเซอร์กระตุกๆและเสียงสังเคราะห์ในช่วงต้น สรรพสำเนียงการแร็พอันเป็นเอกลักษณ์ กีตาร์ร็อคกร่างๆดิบไปจนถึงท่อนคอรัสที่แบบนี้เท่านั้นแหละที่ศิลปินเกาหลีเท่านั้นที่จะทำออกมา อ๋อ แถมอีกนิดว่าประทับใจช่วงเบรคเอ๊าท์ที่ออกแนวโอลด์สคูลอาร์แอนด์บีติดฟั้งค์กี่ย์นั่นก็เท่ห์ไปเลย วู๊ยยยยย เพอร์เฟคค่ะ เพลงที่ชอบที่สุดก็คงจะเป็น Only You ซิงเกิ้ลที่สองที่งานนี้มาในแบบอคูสติคมิกซ์เป็นงานพ็อพอคูสติคใสๆไปจนถึงชิลล์กึ่งอะแค็พเพลล่าที่แทรกโพรแกรมมิ่งอาร์แอนด์บีและท่อนแร็พออกมาได้ถูกที่ถูกเวลาไพเราะอลังการสุดๆ เหมาะกับเปิดฟังจิบกาแฟบยามเช้าๆพลางนั่งประดิษฐ์ท่าทางว่าตัวเองเป็นนางเอกเกาหลียัยตัวร้ายยัยนางมารที่นั่งรอเจ้าชายเย็นชาโอเลี้ยงอะไรนั่นมาขายขนมจีบแบบบอกไม่ถูก หึหึหึ Again&Again อีกหนึ่งเพลงเก่งของทางวงที่เปิดบ่อยเหลือเกินในบ้านเราเทียบกับซิงเกิ้ลก่อนหน้านี้นี่รู้สึกเหมือนกับว่าจะเน้นความเป็นอิเล็คโทรนิคและพ็อพมากขึ้นมากกว่าพวกเออร์บัน...ก็เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับการจะตีตลาดเมนทสตรีมเพราะไม่ดิบและติดหูฟังเพลินมากๆ I Hate You ที่บอกว่าเป็นเล้าจ์นมิกซ์แต่พอฟังแล้วดันโฉ่งฉ่างสุดพระเดชพระคุณประหนึ่งเทคโนฟั้งค์กีย์การาจกรู๊ฟมิกซ์ซะมากกว่าพวกคอยูโรแด๊นซ์ไม่ก็เฮ้าส์แบบเดวิด เกตต้ายุคแรกๆน่าจะชอบนะคะ...มันส์ดีเหมือนกัน เพลงสุดท้าย You Might Come Back ฉบับบอสซาโนว่าเพราะพริ้งไม่ผิดหวังแน่นอน

ต๊ายยยยย รีวิวงานนี้แล้วก็คงจะไม่เขียนงานของศิลปินเกาหลีใดๆอีกแล้ว...ไม่ใช่อะไรหรอกกลัวจะ "ชอบ" ขึ้นมาน่ะแถมวงนี้มาบ้านเราบ่อยซะเหลือเกิน ดิฉันเคยจำวีรกรรมสมัยที่ อดัม ริคคิทท์ มาไทยได้ค่ะว่าตัวเองบ้าผู้ชายขนาดไหนถึงขั้นยอมเกือบที่จะซ้ำชั้นหนีค่ายลูกเสือไปดูกันเลยทีเดียว...งานนี้คงต้องรีบเบรคตัวเองไว้ก่อนเพราะแค่เป็นดิว่าปากหมาสุดๆในบอร์ด FF นี่คนเขาก็เกลียดขี้หน้าจนไม่ค่อยมีใครอยากจะสมาคมกับแนสทิน่าเท่าไรแล้ว ลองถ้าดิฉันกลายร่างเป็น "ติ่ง" ไปอีกนี่โลกแตกก่อน2012แน่นอน โฮะๆๆๆๆๆๆ - - จะโดนตบก็อีคราวนี้นั่นแหละ

วันอังคารที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Rihanna : Music Of The Sun (Myspace#72)
















Rihanna : Music Of The Sun : Pop/R&B/Reggae/Dancehall (74%)




























หลังจากที่หอบความประทับใจกระบุงใหญ่ให้เจมส์ มอริสันกับColdplayไปแล้วตอนนี้ก็ถึงเวลาตั้งตาคอยงานใหม่จากศิลปินสุดโปรดอีกคนหนึ่งนั่นคือ Talk That Talk ของริฮานน่าที่กำลังจะออกในเดือนหน้าว่าแล้วก่อนที่จะได้ฟังงานใหม่กันเต็มๆมายสเปซครั้งนี้ก็ขอขุดงานเก่าของเธอที่เชื่อว่าป่านนี้ชาวบ้านร้านช่องคงจะได้ลืมกันไปหมดแล้วมาเขียนแนะนำก่อนจะได้ไปตื่นตาตื่นใจกับงานใหม่พร้อมๆกันนะคะ


























อัลบั้มที่เลือกมาเขียนคือ Music Of The Sun อัลบั้มเปิดตัวของเธอซึ่งก่อนอื่นต้องขอยอมรับว่าเพิ่งจะได้มาฟังงานชุดนี้เอาจริงๆก็ช่วงเดือนนี้เองเพราะก่อนหน้านี้ดิฉันไม่ค่อยจะชอบริฮานน่าเท่าไรจนหลังจากที่กระแสความสำเร็จของอัลบั้ม Good Girl Gone Bad เป็นปรากฏการณ์ไปทั่วโลกนั่นแหละเธอถึงจะกลายมาเป็นหนึ่งในศิลปินหญิงที่ดิฉันสนใจจับตามอง - - และแน่นอนเป็นหนึ่งในศิลปินหญิงที่ชอบที่สุดเป็นอันดับต้นๆของวินาทีนี้
























จากตอนแรกปรามาสน้ำหน้างานชุดนี้ไว้เยอะว่าต้องเป็นงานเร็กเก้เสี่ยวๆฉาบฉวยตามกระแสในช่วงนั้นที่ศิลปินหญิงจากแนวเทือกๆนี้จะขึ้นอันดับบนชาร์ตได้สูงมากอาทิ ลูมิดีหรือสองสาวนีน่า สกาย (ที่ขณะนี้ลงใต้ดินไปแล้ว) เป็นต้น ที่ไหนได้พอฟังแบบเต็มๆแล้วถึงกับต้องสะดุ้งโหยงด้วยความที่อัลบั้มนี้เป็นงาน "เร็กเก้พ็อพ" ที่เพราะมากๆคือมันอาจจะเป็นงานที่ค่อนข้างจะฉาบฉวยตามกระแสช่วงนั้นที่จับเอา "ริฮานน่า" ที่เอาจริงๆแล้วอาจจะไม่ได้ฝักใฝ่ในเร็กเก้จริงๆจังๆหรืออาจะมีอิทธิพลของดนตรีเร็กเก้พื้นเมืองจากบาร์บาโดสบ้านเกิดติดโครโมโซมมาบ้างมาทำเร็กเก้ซะเลยให้สมกับช่วงเวลา ผลที่ได้คือเหมือนกับเป็นการเอาดนตรี "พ็อพ" เนื้อแท้สอดไส้ไว้ด้านในแล้ววาดลวดลายด้วยภาคดนตรีเร็กเก้และกลิ่นอายของอารธยธรรมจากดนตรีแคริบเบี้ยนฉาบเปลือกนอกซึ่งคนที่เขาเป็นคอเร็กเก้จริงๆและหวังจะได้ยินงานแบบบ็อบ มาร์เลย์,แช็กกี้ย์หรือฌอน พอลอาจจะต้องผิดหวัง.....แต่ดาบนี้มีสองคมค่ะคุณเพราะผลดีมันดันข้ามฝากมาหาเราๆที่เป็นคอดนตรีพ็อพกันชนิดจังเบ้อเร่อด้วยความที่งานนี้มันดันผสมผสานออกมาได้อย่างลงตัวและร่วมสมัยมากจริงๆอย่างที่หนูริริแกโม้ไว้ตั้งแต่ตอนต้น อัลบั้มนี้จับเอาลูกเล่นของซาวนด์เต้นรำฝากแคริบเบี้ยนอย่างเร็กเก้,แด๊นซ์ฮอลล์และโซคา - - ดนตรีจำพวกคาลิพโซหรือดนตรีพื้นเมืองของอินเดีย - - มายำเข้ากับความร่วมสมัยของดนตรีพ็อพและอาร์แอนด์บีที่มีทั้งคอนเทมโพลารีย์อาร์แอนด์บีอารมณ์โซลฟูลกรีดกราย อาร์แอนด์บีกระฉึกกระฉักจำพวกคลับแด๊นซ์ไปยันพวกบีทอาร์แอนด์บีโพรแกรมมิ่งกระป๋องกระแป๋งก็มีมา ที่สำคัญเอามารวมกันไว้ได้อย่างเหมาะเจาะเหมาะใจถูกที่ถูกที่เวลาถูกที่คันและเพราะมากกกกกกกกกกกกกๆๆๆๆๆๆ...อีแบบนี้มันก็เลยออกมาพ็อพจ๋าร่วมสมัยถูกจริตคนฟังเพลงพ็อพอย่างเราๆด้วยประการฉะนี้แลค่า
















สำหรับเพลงที่ไฮไลท์ว่าต้องฟังคงหนีไม่พ้น Pon De Replay เพลงแจ้งเกิดอย่างสง่างามสวยสมของหนูริริที่เชื่อว่าทุกวันนี้แฟนๆของเธอคงยังไม่ลืมความเก๋ไก๋ร้อนแรงสุดพระเดชพระคุณของเพลงนี้จับเอาดนตรีแคริบเบี้ยนจำพวกแด๊นซ์ฮอลล์มาตีกับดนตรีพ็อพจำพวกคลับแด๊นซ์และซาวนด์เออร์บันดิบดำร้อนระอุตอบคอนเส็ปท์ของงาน "ดนตรีแห่งแสงตะวัน" ชุดนี้ได้อย่างสมบูรณ์ครบถ้วนโดยแท้ เป็นหนึ่งในเพลงเต้นรำที่ดีที่สุดตลอดกาลของริฮานน่าจริงๆกล้ายืนยัน Here I Go Again งานเร็กเก้พ็อพสุดเพราะฟังชิลล์ๆเพลินๆเจือด้วยลูกเล่นอาร์แอนด์บีแจมลงไปเล็กน้อยพอเป็นสีสันหยิบมาฟังทีไรก็รู้สึกอารมณ์ดีทุกครั้งต่อด้วย If It's Lovin' That You Want อันนี้นี่เป็นมิดเทมโพที่เร่งจังหวะขึ้นมาได้ชวนโยกมากขึ้นเช่นเดียวกับความร่วมสมัยและความเป็นอาร์แอนด์บีที่จัดจ้านขึ้นทั้งการเรียบเรียงและนำเสนอดนตรีซาวนด์สแครชเฟี้ยวฟ้าวไปทั่วเพลงเลยทีเดียวเก๋ดีที่สำคัญท่อนคอรัสเพราะมากๆ นี่ถ้าถอดอิทธิพลของดนตรีเร็กเก้ออกไปนี่จับไปเป็นเพลงของมารายห์ได้เลยนะนี่ Music Of The Sun ไทเทิ่ลแทร็คสุดแสนไพเราะจับใจชนิดที่ฟังแล้วต้องทึ่งเพราะไม่ได้คาดหวังไว้เลยว่าจะมาได้ยินดนตรีคอนเทมโพลารีย์จำพวกชิลล์แจ๊ซซ์ไฮโซแซมอาร์แอนด์บีหวานๆพอหอมประสานเร็กเก้จางๆที่หลีกทางให้ดนตรีอคูสติคขึ้นมาคุมทิศทางแทนเพราะและเซ็กซี่สุดๆถ้ามิกซ์ให้มีความเป็นอิเล็คโทรนิคหรือดาวน์เทมโพมากกว่านี้นี่เพลงแบบนี้จับรวมเข้าไปไว้กับพวกตระกูล Cafe Del Mar ได้อย่างไม่ขัดเขินทีเดียว มาที่ Let Me นี่สุดยอดทีเดียวโฉ่งฉ่างสุดพระเดชพระคุณกับการปะทะกำลังภายในกันระหว่างดนตรีคลับแด๊นซ์ ซาวนด์แคริบเบี้ยนและอาร์แอนด์บีแถมด้วยกลิ่นอายตะวันออกจำพวกเวิลด์เข้าไปที่ตายก็คือคนฟังตระกูลพวกกะเทย เกย์ เก้ง กวางทั้งหลายค่ะเพราะฟังแล้วต้องลงไปดิ้นพราดๆๆๆๆๆแน่นอน ปิดท้ายด้วย There's A Thug In My Life โดดเด่นเป็นประการแรกที่ภาคเนื้อหากระแทกใจชวนขบคิดแถมด้วยการเรียบเรียงตามวัฒธรรมอาร์แอนด์บีที่ไมธรรมดา เชื่อว่าคนฟังที่ชอบงานของมารายห์,แมรี่ย์ เจ ไบล์จ,เฟธ อีแวน,อแชนทิตลอดจนวิทนี่ย์ ฮุสทันในช่วงหลังๆมาฟังแล้วจะต้องชอบ อีกเพลงก็ได้กับ Now I Know เป็นคอนเทมโพลารีย์บัลลาดโซลฟูลอาร์แอนด์บีนวลเนียนและมีคลาสมากๆห่านโชว์เสียงได้อย่างเจิดจรัสสุดๆชนิดที่ช่วงหลังๆไม่ค่อยจะได้เห็นเธอทำแล้ว




ท้ายที่สุดรู้ตัวดีว่าพลาดของดีไปอย่างไมน่าให้อภัยตัวเองเลยจริงๆตั้ง6-7ปี พลาดม๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกก แอร๊ยยยยยย เสียดาย

วันจันทร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Coldplay : Mylo Xyloto : 100%





















Coldplay : Mylo Xyloto : 100%






































ขอบคุณความขี้เกียจที่ทำให้ดิฉันผล็อยหลับไปตั้งแต่บ่ายสองโมงกว่า ขอบคุณความหิวที่ทำให้ดิฉันตื่นมาหาอะไรกินช่วงตีหนึ่ง ขอบคุณเซเว่นอีเลเว่นสำหรับฮ็อทด็อกและแฮมเบอร์เกอร์ที่โดนเหมาไปจนเกลี้ยงสต็อกไม่เหลืออะไรให้คนสวยยาไส้ (ชิชะ!) ท้ายที่สุดขอขอบคุณอินเตอร์เน็ตเพื่อนที่ดีที่สุดในยามหิวและยามเบื่อที่ทำให้ดิฉันได้พบเจออาหารจานที่ตั้งตารอคอยจะรับประทานมาร่วมปีกับ Mylo Xyloto งานชุดล่าสุดของ Coldplay ที่แม้ว่าท้องไส้จะส่งเสียงดังโครกครากด้วยความที่บิ๊กไบท์อันเดียวกับขนมปังไส้ครีมเอาไม่อยู่...แต่เจออาหารจานนี้เข้าไปก็อิ่มเอมและทรงคุณค่ากว่าอาหารจานด่วนใดๆ






































รูปแบบเพลง






































นับเป็นความโชคดี (หรือดวงซวยก็ไม่ทราบ???) ของศิลปินทุกท่านทุกแขนงที่เรารักใคร่ชอบพอกันมาถึงระดับนี้ก็คงไม่ต้องฟังเก็บรายละเอียดใดๆให้มากความงานนี้ล่อกันสดๆเขียนกันสดๆจากการฟังรอบแรกไปพร้อมๆกันเลยนะคะคุณคริสขา ก่อนอื่นต้องขอท้าวความถึงความเป็นมาถึงพัฒนาการทางดนตรีของ Coldplay ในทุกอัลบั้มก่อนเริ่มจากชุดแรก Parachutes (97%) เปิดตัวมารับยุคโพสท์-บริทพ็อพได้อย่างดีกับงานบริทพ็อพบริสุทธิ์กระจ่างใสตลบอบอวนไปด้วยกลิ่นอายความหวานจากทั้งภาคดนตรีที่เป็นงานร็อคฝากอังกฤษสุดละเมียดละไมสอดรับกับอารมณ์โศกาหมองหม่นนิดๆและรูปแบบการนำเสนอที่เยือกเย็นและเท่ห์บาดใจประดุจหมอกอันหนาวเหน็บและน้ำค้างแข็งยามรุ่งอรุณสมกับชื่อวงชนิดไม่มีผิดเพี้ยนแม้นใครจะใจร้ายครหาพวกพี่ท่านว่ามันช่างเหมือนเงาของ Radiohead ช่วงสองชุดแรกอะไรประมาณนี้หนอ (ดิฉันดันไปนึกถึง Travis มากกว่า) ดิฉันก็ขอเถียงขาดใจว่าถ้าฟังดีๆ4หนุ่มเขาก็มีแนวทางอันเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองที่ออกจะชัดเจนนะ(โว้ยยย!!!) งานชุดที่ถัดไป A Rush Of Blood To The Haed (98%) อันนี้โปรดสุดยกระดับภาคดนตรีของตัวเองขึ้นมาได้หนักแน่นขึ้นจมภาคดนตรีแพรวพราวเก๋ไก๋และฟังยากขึ้นเล็กน้อยสอดประสานไปได้อย่างดีกับเนื้อหาสุดเฉียบคมอัจฉริยะและชั้นเชิงการประสานภาคดนตรีที่หลากหลาย อาทิ อินดี้ร็อค เพียโนบัลลาดยัน Epic Rock แบบU2เข้ากับความเป็นอัลเทอเนทีฟของทางวงได้อย่างแยบคายเฉียบขาดสุดๆส่วนตัวขออกปากว่านี่คือหนึ่งในงานบริทพ็อพที่ดีที่สุดเท่าที่เกาะอังกฤษจะหารศิลปินวงใดรังสรรค์ขึ้นมาได้เป็นงานระดับตำนานที่ทรงคุณค่าไม่แพ้ Definitely Maybe,Parklife,Everything Must Go,Performance And Cocktails,Dog Man Star,Pablo Honey ยันพ่วงด้วย Hopes&Fears ที่เดินตามหลังมาอย่างภาคภูมิ มาที่ X&Y (95%) งานชุดที่สามอันนี้นี่ออกมาเข้าถึงง่ายขึ้นกว่าชุดที่แล้วแต่ยังเพียบพร้อมไปด้วยความเท่ห์ทางดนตรี วาทะศิลป์อันทรงแสนยานุภาพของภาคเนื้อหา ความเยือกเย็นแต่สว่างไสวปรดุจท้องฟ้ายามเช้าอมชมพูของทางวงและที่สำคัญเสียงร้องของคุณคริส มาร์ทินที่รักของดิฉันในอัลบั้มนี้ที่เจิดจรัสแพรวพราวอย่างถึงที่สุดและแล้วก็มาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของทางวงใน Viva la Vida or Death and All His Friends (98%) อันนี้นี่ออกแนวทดลองแล้วแม้จะไม่สุดโต่งอย่างพวก Radiohead หรือ Blur ในสองอัลบั้มหลังแต่ฟังแล้วถึงขั้นเกาหัวแกรกๆพร้อมกับอุทานในใจตอนแรกว่า "ยี้!เยินหลายยยยยยยยยยยยยค่ะ" แต่พอฟังนานๆไปปรับตัวได้แล้วนี่ถึงกับถอนคำพูดไม่ทันทีเดียว
































Mylo Xyloto
































ด้านบนร่ายมายาวนานจนแถบจะเป็นพงศาวดารรอมร่อแล้วก็มาถึงงานลำดับล่าสุดเสียทีกับชื่อแปร่งๆที่ฟังแล้วออกไปทางต่างดาวมากๆชุดนี้ภาคดนตรีโดยรวมฟังแล้วเหมือนกับถึงเวลาซะทีที่ทางวงจะบูรณาการความเป็น Coldplay ในทุกยุคเอาไว้ภาคดนตรีโดยรวมคงที่ไว้ที่ความเป็น "อัลเทอเนทีฟร็อค" อันแฝงครบชาติไว้ครบถ้วนตั้งแต่ซาวนด์ทดลองแบบเอ็กซ์เพอริเมนทัล กลิ่นอายและลูกเล่นจากอัลบั้มที่แล้วแต่มีความเป็นอคูสติคมากขึ้น มิติของความเป็นอิเล็คโทรนิคใน X&Y ที่งวดนี้แม้จะเพราะพริ้งแต่เนื้อในมาดุขึ้นถึงขึ้นเยอะ สูตรสำเร็จทางดนตรีที่หวนให้นึกถึงช่วงอัลบั้มชุดที่สองไปยันบริทพ็อพสวยหวานในงานแรกมีให้เลือกฟังชนิดครบครันในแบบที่ถ้าใครไม่เคยได้ลองฟัง Coldplay มาก่อนจะเริ่มต้นที่อัลบั้มนี้เป็นอันดับแรกก็ถือได้ว่าในแง่ของการติดตามภาพรวมทางดนตรีของพวกเขาคุณแถบจะไม่ได้พลาดอะไรไปเลยจริงๆเพราะ Mylo Xyloto นี่เป็นงานที่เหมือนกับรวมไฮไลท์เด็ดๆของพวกเขามาผสานกับตัวตนในปัจจุบันขณะและการปูทิศทางของแนวดนตรีใหม่ๆที่คาดว่าจะได้เห็นจากพวกเขาในอนาคตแบบที่เข้มข้นชัดเจนกว่านี้แน่นอน - - พวกแนวอิเล็คโทรร็อคกับเอ็กซ์เพอริเมนทัลร็อคน่ะค่ะ - - และอย่า!!! ค่ะอย่าได้ใช้คำราคาถูกๆแบบ "ขายของเก่ากิน" มาบรรยายงานอันทรงคุณค่าชุดนี้....เพราะถือว่าที่คุณด่ามาน่ะ "ด่าผิด" และเข้าใจผิดไปเยอะเพราะแม้จะเอาไฮไลท์เดิมๆก็ตัวเองมาฉาดฉายแสงให้ประทับใจกันอีกรอบก็ใช่ว่าจะย่ำต๊อกอยู่กับที่เสียเมื่อไรงานนี้เขาประยุกต์ปรุงแต่งและพัฒนาให้มีความเป็น Coldplay ในปี2011มากถึงมากที่สุดไปเลยทีเดียวหรอกย่ะ อย่ามาครหาวงสามีของดิฉันให้มากเกินไปนัก หึหึหึ




























จุดด้อย




























ไอ้เรื่องของคุณภาพนี่หายห่วงน่ะค่ะไม่ต้องไปหาให้เสียเวลาเพราะงานระดับนี้นี่เชื่อว่าคออัลเทอรับได้สบายมากแถมเชื่อว่าส่วนมากจะประทับใจซะด้วยซ้ำน่ะสิคะ....แต่สำหรับดิฉันมันติดอยู่ตงแค่ "ไอ้ที่เขาครหาวงคุณตลอดว่าเป็นเงาของ Radiohead กับ U2 " พอมาฟังเอาดีๆในชุดนี้แล้วก็ เออ "ก็เงาเขาจริงๆว่ะ"


























แทร็คเด็ด


























ต๊ายยยยแล้วไม่รู้จะเลือกยังไงดีเพราะนี่เป็นอัลบั้มแรกของ Coldplay จริงๆที่รู้สึกลื่นไปได้กับทุกเพลงตั้งแต่รอบแรกที่ฟังชนิดที่ไม่ต้องอาศัยความดัดจริต ไม่ต้องบิวท์ไม่ต้องตะกายบันไดใดๆขึ้นไปฟังเลยดีฉันล่ะลำบากใจจริงๆค่ะทำยังไงดี เอาเป็นว่า Well Begun Is Half Done เนอะกับแทร็คแรกอย่าง Hurts Like Heaven (4/5) ที่ต่อกับไทเทิ่ลแทร็คที่เหมือนกับเป็นอินเทอลูดได้อย่างเรียบเนียนชนิดไหลลื่น แม้เทียบกับแทร็คที่เหลือในอัลบั้มแรกแถบจะเรียกได้ว่าสุดแสนจะธรรมดาแต่ขอโทษทีนะคะมีไม่มากหรอกที่เราจะได้ฟังงานของวงคุณคริสในแบบสดใสกระฉึกกระฉักเบิกบานกระจ่างแจ้งฟังแล้วสดชื่นอารมณ์ดีขนาดนี้ ดนตรีน่ารักเหลือแสนแต่ทุกสิ่งอันก็ต้องยอมศิโรราบโดยดีให้กับเสียงร้องของคุณคริสในช่วงคอรัสที่แม้จะมาแค่ท่อนฮู้ๆฮ้าๆไปยันคำบังคับช่วงหลังๆของคุณเธออย่าง "โอ๊วววว โว๊วววว โว้ โอ๊ววว โอ่" (ทำไมต้องมีท่อนนี้เกือบทั้งอัลบั้มด้วยวะ?) ก็ขนลุกไปทั้งตัวแล้ว อ๋อ กีตาร์ช่วงเบรคเอ๊าท์เพราะมากค่ะที่รัก Paradise (4.5/5) ซิงเกิ้ลที่สองเพลงโปรดของคุณพี่ก๊อฟ ศรีวิการ์อดีต3สามมือตบชาร์ลีแองเจิ้ลส์ประจำนิตยสาร Pop สุดป่วง แค่อินโทรมาก็อลังการแล้วค่ะกับเสียงออร์แกนสวยๆและเครื่องสายที่กรีดเสียงกระหน่ำกระซวกถึงหัวใจก่อนจะตบหนักๆด้วยความเป็นร็อคกระแทกกระทั้นฟังแล้วแถบอยากจะลงไปดิ้นพราดๆให้รู้แล้วรู้เล่าไหนจะยังช่วงท่อนคอรัสที่เร่งจังหวะจับเอาออร์แกน ซินธิไซเซอร์และออเครสตร้ามาทำสงครามกันแต่ก็ไม่สามารถแย่งชิงความโดเด่นไปจากน้ำเสียงฟัลเซ็ทโทบีบเล็กบีบน้อยของคุณคริสที่ฟังแล้วใจมันโหวงๆชอบกลเป็นการใช้ดนตรีบีบคั้นความรู้สึกได้อย่างงามระยับเปี่ยมชั้นเชิงสุดๆก่อนจะทิ้งทายด้วยการพรมเพียโนแผ่วเบาฟังนุ่มละมุนพัดผ่านไปประดุจสายลม ฟังแล้วคิดถึงการร่วมร่างกันระหว่าง Speed Of Sound,Fix You แล้วก็ Cemeteries Of London นั่นแหละใช่เลย!!! ต่อด้วย Charlie Brown (4.5/5) ที่ฟังแล้วถึงกับตัวลอย จะว่าไปก็นานแล้วนะคะที่ไม่ได้ยินColdplayทำเพลงน่ารักกลับสู่ท่วงทำนองบริทพ็อพเรียบง่ายขนาดนี้ให้ฟัง การเรียบเรียงสวย ท่อนคอรัสไพเราะติดหูจับใจและที่สำคัญเพลงเป็น Coldplay ม๊ากกกกกทุกท่วงทำนองทุกพยางค์ เพลงแบบนี้เท่านั้นที่ Coldplay จะทำได้เชื่อว่าแฟนๆของทางวงส่วนมากน่าจะชอบไม่ต้องอะไรมากแค่เสียงกีตาร์ตอนอินโทรก็ได้เรื่องแล้วล่ะ Me/เช็ดน้ำตาป้อยๆ มาที่ Us Against The World (5) งานแบบที่ทางวงชอบทำอุทิศให้ปู่จอห์นนี่ย์ แคชแบบช่วง3อัลบั้มแรกนั่นแหละ ไม่ต้องอะไรมากมายแค่เสียงสวรรค์ประทานของคุณคริสร้องคลอไปกับกีตาร์อคูสติคแต้มอารมณ์บลูส์บาดลึกกรีดใจ วู๊ยยยย เป็นไม่ไตยที่ Coldplay งัดออกมาทีไรก็ใช้ได้ผลทุกครั้งสิน่า Every Teardrop Is A Waterfall (4.5/5) ซิงเกิ้ลแรกที่ออกโปรโมตมาเป็นงานอีพีให้แฟนๆตื่นเต้นกันช่วงใกล้ๆจะกลางปีฟังแล้วในแง่ของภาคดนตรีเหมือนกับเป็นภาคสองของ Viva La Vida เพลงเก่งจากงานชุดทื่แล้วในแบบที่ลดท่วงทำนองแบบบาโร๊คและความเป็นเอ็กซ์เพอลงก่อนจะหยอดท่วงทำนองเท่ห์ๆกรีดใจของกีตาร์ร็อคเข้าไปแทนที่ ฟังครั้งแรกแล้วอยากจะด่าด้วยความที่มันเหมือนงานเดิมจนน่าเกลียดเพียงแต่นี่ฟังมา วู๊ยยยย น่าจะเหยียบ50รอบแล้วมั้งคะแล้วดันบรรลุทางโลกีย์ได้ว่ากีตาร์ในเพลงนี้งดงามเพียงใดเช่นเดียวกั้บเสียงของคุณคริสที่ยังเท่ห์กินใจเช่นเดิม U.F.O. (5) แค่เสียงของคุณคริสคลอกับกีตาร์อคูสติคเพราะในช่วงต้นนี่ก็คว้าดาวมาประเคนให้หมดฟ้าแล้ว (มุขใครหว่า???) แต่นี่นะคะยังทำเก๋ไก๋ด้วยการแทรกออเครสตร้าเพราะๆพร้อมเครื่องสายกรีดเสียงสวยจนวิญญาณของดิฉันแถบจะถูกทำให้สะบั้นขาดกันเสียดายสั้นไปนิดแต่ก็สมบูรณ์แบบเหนือคำบรรยายค่ะ และแน่นอนที่เซอร์ไพร์สสุดๆก็คงหนีไม่พ้น Princess Of China (4.5/5) ที่ร่วมงานกับริฮานน่า ส่วนตัวชอบชั้นเชิงการเรียบเรียงดนตรีนะคะเหมือนกับเป็นการประยุกต์เอาซาวนด์ทดลองจากอัลบั้มที่แล้วมายำร่วมกับความเป็นอัลเทอ อิเล็คโทรนิคจะว่าไปแม้แต่กลิ่นอายของนิวเอจน้อยๆก็ยังมีเจือปนอยู่ในเพลงนี้ชนิดที่พอจะสัมผัสได้อยู่เหมือนกันแต่เหนือสิ่งอื่นใดขอยกเครดิตให้ "ริฮานน่า" เพราะไม่คาดคิดว่าเธอจะสามารถสลับลงมาเล่นกับงานดนตรีที่เป็นศิลปะสุดโต่งขนาดนี้ได้ ด้วยความที่ซาวนด์มันช่างไกลลิบจากความเป็นริฮานน่าจนเกินจะจินตนาการแต่เธอก็สามารถทำมันออกมาได้ดีและถึงมากๆ เป็นอีกครั้งที่ริริแสดงให้โลกดนตรีเห็นว่าถึงเธอจะเป็นศิลปินพ็อพจำพวกทีนควีนและพ็อพไอค่อนแต่อย่าได้ครหาว่าเธอไม่มีฝีมือเพราะการที่สามารถหลอมตัวเองจากความเป็นเมนทสตรีมลงมาติ๊สท์จ๋าร็อคจัดได้ขนาดนี้นี่...เป็นเครื่องการันตีได้อย่างดีที่สุดว่าที่เธอยืนอยู่บนความเป็นแนวหน้าในทุกวันนี้ได้ไม่ใช่แค่เพราะมีลุ๊คส์หรือโชคช่วยบุญพาวาสนาส่งอย่างเดียว - - คอยดูกันต่อไปว่าอีกไม่ช้าริฮานน่านี่แหละจะมีผลงานที่ทำให้โลกต้องอึ้งอีกคำรบใหญ่หลังจาก Rated R แทร็คถัดไป Up In Flames (5) งานเพียโนบัลลาดเพราะๆที่คุณคริสถวายหัวใจร้องออกมาได้อย่างบาดอารมณ์สุดจิตวิญญาณฟังแล้วคิดถึง The Scientist จัง!!! ปิดตัวสวยกับ Up With The Birds (5) ที่ฟังแล้วถึงกับตกตะลึงจนพูดไม่ออกด้วยค่าที่มันไพเราะและสวยงามอย่างบอกไม่ถูกแถมยังเรียบเรียงดนตรีสลับได้อย่างมีมิติเปิดมาพรมด้วยเพียโนหวานละมุนทันดีทันใดเจ้ากลับกลายร่างไปหลอมรวมกับดนตรีเอ็กซ์เพอที่จับเอาอิเล็คโทรนิค เครื่องสายน้อยๆและเสียงประสานแบบกอสเพลฟังแล้วขนหัวลุกไม่ทันไรกับเปลี่ยนมาเป็นงานบริทพ็อพบนกีตาร์อคูสติคหวานใสงามระยับพลางแซมด้วยซินธิไซเซอร์แพรวพราวและเสียงสังเคราะห์ก่อนจะพรมเพียโนสั้นๆปิดมหากาพย์ลำดับที่5ได้อย่างชวนประทับใจที่สุด




สรุป




100% ในที่นี่ใช่ว่าดิฉันกำลังจะบอกว่านี่เป็นงานที่ดีที่สุดของ Coldplay "เปล่าเลย!!!" ไม่ได้เพราะจนเข้าขั้นวิเศษแบบงานชุดแรก ทรงพลังจนถึงขั้นต้องเหลียวหลังอย่างงานชุดที่สองรึก็เปล่า ความน่าตื่นตาตื่นใจและพลังการรังสรรค์เมื่อเทียบกับ X&YและVivaก็ยังสู้ไม่ได้ เพียงแต่ให้ด้วยความที่พวกเขาสมควรจะได้ในงานชุดนี้เสียทีเพราะการเรียบเรียงดนตรีของพวกเขาให้อัลบั้มนี้เป็นอะไรที่ประณีตละเมียดละไมกินขาดก่อนหน้านี้เป็นอัลบั้มแรกของ Coldplay จริงๆที่ฟังแล้วแบบไม่ต้องทำหน้านิ่วกับบางเพลงแถมฟังได้เพลิดเพลินตั้งแต่ต้นจนจบนับว่าพวกเขาใส่ใจในทุกองค์ประกอบที่จะรังสรรค์อัลบั้มที่ดีและทำอัลบั้มเพื่อที่จะให้ "คนฟังจริงๆ" ไม่ใช่งานดนตรีที่ทำออกมาเพื่อให้คนงงและชมว่าเป็นงานที่ดี แถมยังเป็น "อาหารจานอร่อย" ครบถ้วนทุกรสชาติและสารอาหารที่ผู้บริโภคคนนี้เรียกร้องและต้องการจาก Coldplay ที่มาถูกที่ถูกเวลาในเวลาที่ดิฉันกำลังต้องการหิวโซฟีลทุกสิ่งอย่างที่ Mylo Xyloto พึงจะมีจริงๆ - - หลังจากการรอคอยมากว่า2ปีพวกเขาก็สามารถสรุปมหากาพย์ครั้งที่5ของตนเองได้อย่างสง่างามในฐานะตำนานร็อคแห่งเกาะอังกฤษที่ทุกอัลบั้มไม่เคยทำให้ทุกหัวใจที่รัก Coldplay ต้องผิดหวัง สมกับคอนเส็ปท์ของอัลบั้มที่คุณคริสเคยประกาศไว้ว่า "based on a love story with a happy ending." เสียนี่กะไร - - อีแบบนี้ก็คงไดรักกันจนวันตายเลยสิเรา หึหึหึ ^ ^

วันอาทิตย์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Martina Mcbride : Eleven (Myspace#71)












Martina Mcbride : Eleven : Country/Pop (77%)


















ช่วงนี้มีเพลงให้เลือกฟังเยอะแยะจริงแต่กว่าจะหางานที่ฟังแล้วมันใช่เลยสักชุดนี่ก็แถบจะต้องผลิกแผ่นดินควานหาแถบจะล้มประดาตาย ไอ้ที่หาเจอตั้งนานแล้วแต่ด้วยความที่ดิฉันมัวแต่เอ้อระเหยลอยชายแชตสู้ตายรัวคีย์บอร์ดประหนึ่งระเบิดลงอยู่แถวๆเฟซบุ๊คส์จะมาเขียนเอาอีตอนนี้ก็หมดไฟไปแล้วซะงั้นไฉนเลยจะสู้มาแนะนำงานใหม่ล่าสุดสดๆซิงๆดีกว่ากับอัลบั้ม Eleven ที่ต่อให้ไม่ต้องเป็นแฟนเพลงเดนตายของมาร์ทิน่า แม็คไบร์ทก็คงจะเดาออกได้ไม่ยากว่างานชุดนี้ก็ปาเข้าไปเป็นสตูดิโออัลบั้มลำดับที่11ของเธอแล้ว
















สำหรับ "มาร์ทิน่า แม็คไบร์ท" นี่คอเพลงคันทรีย์ที่ไม่ว่าจะเป็นเมนทสตรีมคันทรีย์หรือพวกคันทรีย์ดิบๆแท้ๆจริงๆคงจะรู้จักเธอดีในฐานะดิว่าคันทรีย์ที่ได้รับการยอมรับในแวดวงดนตรีแขนงดังกล่าวไม่แพ้แนวหน้าอย่างลีแอนน์ ไรห์ม,ทริช่า เยียร์วู้ดส์ - - แต่ศักดิ์ศรีในสายตาดิฉันเป็นรองเฟธ ฮิล,ชาไนญ่า ทเวน,รีบา แม็คอินไทร์และดอลลี่ พาร์ทัน - - ไปยันดาวรุ่งรุ่นเล็กนำโดยมิแรนด้า แลมเบิร์ท,แครีย์ อันเดอร์วู้ดส์รวมถึงเทย์เลอร์ สวิฟท์ (เจสซิก้า ซิมป์สันแม้จะออกงานคันทรีย์มาแต่อย่าลงมาเอี่ยวกับพวกเธอเลยค่ะแค่อัลบั้มเดียวก็โดนไล่กลับสนามเดิมไม่ทันแล้ว) ซึ่งในส่วนของภาคดนตรีคงไม่ต้องมานั่งบรรยายกันหรอกนะคะว่าจะได้ฟังเพลงแนวอะไรกันแต่สำหรับคนที่ไม่เคยติดตามงานของเธอเลยงานชุดที่11ของเจ๊มาร์ทิน่านี่เป็นอัลบั้มคันทรีย์ที่ค่อนข้างจะ "เมนทสตรีม" ม๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกยืนพื้นที่คันทรีย์พ็อพก่อนจะกวาดความประทับใจครบรสทุกตลาดไล่ตั้งแต่โฟล์ค ร็อค บลูส์ไปยันพวกแจ๊ซซ์นิดๆโซลหน่อยๆก็มีมาความหลากหลายมีมากพอฟัดพอเหวี่ยงกับความไพเราะและสีสันชวนติดตาม เป็นอัลบั้มคันทรีย์ที่ฟังได้เพลินและไหลลื่นมากที่สุดเท่าที่ได้ฟังนับตั้งแต่2อัลบั้มล่าสุดของชาไนญ่า ทเวน....นับว่าเป็นศิลปินคันทรีย์อีกคนที่ยกระดับให้การฟังดนตรีคันทรีย์ไม่น่าเบื่ออีกต่อไป แถมยังรักษาจิตวิญญาณไว้ได้อย่างครบครันท่ามกลางความเป็นเมนทสตรีมที่หลากหลายได้ชนิดไม่ขาดตกบกพร่อง ทั้งนี้ทั้งนั้นรวมไปถึงความเป็นตัวตนของศิลปินท่านนี้ที่ไม่มีเปลี่ยนแปลงหรือจางหายไปไหนเลยแม้แต่นิดเดียว










เพลงที่ต้องขอแนะนำให้ฟังก็เริ่มกันตั้งแต่เพลงแรกเลยใน One Night งานคันทรีย์พ็อพร็อคใสๆประพิมประพายด้วยกีตาร์โฟล์คสวยงดงามระยับโดดเด่นด้วยท่อนคอรัสที่ติดหูเอาเรื่องและเพราะมากตามธรรมเนียมเพลงเปิดอัลบั้มของเจ๊มาร์ทิน่านั่นแล ถ้าจินตนาการความไพเราะไม่ออกก็ลองคิดถึง You Belong With Me ของเทย์เลอร์ สวิฟท์ในภาคที่น้ำเสียงหวานใสแต่เข้มข้นเปี่ยมพลังนั่นแหละใช่เลย ตบกระชั้นชิดติดกันด้วย Always Be This Way อันนี้จับเอาดนตรีจำพวกชิลล์แจ๊ซซ์ไฮโซเพอร์คัสชั่นเพราะๆยำเข้ากับจังหวะเร็กเก้แล้วมาถ่ายทอดบนความเป็นคันทรีย์ได้อย่างลงตัว I'm Gonna Love You Through It แทร็คถัดมาเป็นงานคันทรีย์บัลลาดสูตรสำเร็จตามธรรมเนียมนิยมเอาไว้เรียกแขกโดยเฉพาะ ไม่มีลูกเล่นอะไรใหม่แต่ปฏิเสธไม่ลงหรอกว่าเพราะใช้ได้ มาถึง Broken Umbrella นี่ฟังแล้วต้องร้องอุทานมาดังๆว่า "ต๊ายยยยยๆๆๆๆ ตายแล้ว เริ่ดจังเลย" ดนตรีเป็นบิ๊กแบนด์สุดอลังการเด่นเด้งกระชากใจด้วยเครื่องเป่าโซลเพราะๆพวกคุณหญิงคุณนายที่ชอบดนตรีคอนเทมโพลารีย์ฝากเออร์ยบันคงจะถูกใจพอตัวล่ะ I Give It To You เรียบง่ายแต่ทรงพลังบนความเป็นอคูสติคโฟล์คที่ถ่ายทอดภาคเนื้อหาเชิงกอสเพล ไม่ต้องอะไรมากมายแต่ก็ได้เพลงที่บาดใจเลือดออกซิบๆเลยทีเดียวสำหรับคนมีศรัทธาในหัวใจ



สุดท้ายนี้ขอทิ้งท้ายไว้แค่คำว่า "มิแรนด้าก็มิแรนด้าเถอะ!!!"

วันอังคารที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Myspace#70























ครบรอบ70คอลัมน์ของมายสเปซครั้งนี้เลยขอมาในคอนเส็ปท์ของ "เพชรล้ำค่าแห่งดินแดนควีนเอลิซาเบ็ธที่2" ที่จะขอเขียนแนะนำอัลบั้มคุณภาพสุดโปรดประจำเกาะอังกฤษชนิดสั้นๆคร่าวๆให้คอดนตรีที่สนใจได้เป็นตัวเลือกในการที่จะติดตามมาหาฟังกัน รอบแรกนี่ขอสัก3อัลบั้มที่ช่วงนี้ฟังบ่อยเป็นพิเศษก่อนแล้วนะคะ




















Hell Is For Heroes : The Neon Handshake : Post-Hardcore (99%)




















อัลบั้มแรกนี่ขอยกให้กับอัลบั้ม The Neon Handshake สตูดิโออัลบั้มชุดแรกกับการรวมวงอีกครั้งของอดีตสมาชิกวงบริทร็อคติดพั้งค์อนาคตไกลอย่าง Symposium ซึ่งมีโอกาสได้ออกงานเพียงชุดเดียวเนื่องจากมีปัญหากับต้นสังกัด ในปี2003พวกเขากลับมารวมตัวกันใหม่ไฉไลกว่าเก่าพร้อมกับอีกหนึ่งสมาชิกใหม่ใสกิ๊งแกะกล่องในนาม The Neon Handshake กับการผสานเอาอิทธิพลจากดนตรีร็อคหลังยุค90 อาทิ อัลเทอเนทีฟ,โพสท์พั้งค์,Noise Rock,การาจตลอดจนกลายร่างเป็นนูเมทัล ทั้งหมดทั้งมวลได้บทสรุปที่ภาคดนตรีแนว "โพสท์ฮารด์คอร์" ที่ดุดันดิบสดและหนักแน่นอื้ออึง...แต่ไม่ใช่หาได้มีแต่ความหนักอย่างที่ปรามาสน้ำหน้ากันหากแต่เปี่ยมไปด้วยศิลปะอันละมุนละไมและความลึกซึ้งที่ขับผ่านอารมณ์ร็อคเกรี้ยวกราดได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด....อัลบั้มหนึ่งเท่าที่เคยได้ยินได้ฟังมาในชีวิตทีเดียว














Manic Street Preachers : This Is My Truth Tell Me Yours : Alternative Rock (97%)














แนสทิน่าเป็นคนชอบฟังเพลงพ็อพรวมถึงรักอะไรที่มันติดหูง่ายฟังง่ายไม่ต้องมากความ จึงไม่อายค่ะที่ดิฉันอาจจะเป็นไม่กี่คนในบรรดาแฟนของ The Manics ที่ไม่ได้ตื่นเต้นอะไรไปกับปรากฏการณ์ของงานพั้งค์ร็อคแรงๆในอัลบั้มแรกที่ส่งพวก4หน่อให้ขึ้นไปเจ้าชายแห่งเวลส์และวงดนตรีร็อคที่อัจฉริยะน่าจับตามองที่สุดตั้งแต่วินาทีนั้นมา งานถัดมา Gold Against The Soul ก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าเป็นงานที่ดีที่สุดของ Manic Street Preachers จริงๆชอบมากๆแต่ก็ไม่ได้ฟังบ่อยอะไร มาที่ The Holy Bible ที่สื่อผู้ดีหลายสำนักชอบยกขึ้นมาอ้างอิงในทุกครั้งในการเขียนวิจารณ์ดนตรีของวงนี้มีดีที่การลดความกร้าวดิบห่ามแบบพั้งค์จากสองชุดที่แล้วลงและเพิ่มความฟังง่ายลงไปพร้อมกีตาร์แกลมพั้งค์แพรวพราวสวยงามกระซวกวิญญาณมากที่ภาษาปากเราชอบพูดว่า "พ็อพขึ้นๆ" นั่นแหละไม่ได้หมายความว่าพวกเขาทำเพลงพ็อพนี่ค่ะ....แต่ถ้าจะบอกว่างานไหน "พ็อพ" ที่สุดรุมรวยนหวานหูที่สุดในบรรดาทั้งหมดทั้งมวลของ The Manics (ยุครุ่งเรือง)ล่ะก็ วู้ยยยย อัลบั้มนี้เลยค่ะคุณพ็อพโคตรๆชนิดที่คนชอบอัลบั้มแรกของ Coldplay และงานถัดจากชุดเปิดตัวของ Travis ไปยันเกือบจะทุกงานของ Starsailor จะต้องตีปีกพั่บๆ (กีตาร์ร็อคเท่ห์จัดและหนักกว่าเท่าตัวหนึ่งแต่ไม่สวยเท่า Coildplayไม่หวานเท่าTravisแต่เศร้าทรงพลังกรีดหัวงใจกว่าเยอะ ) ตั้งแต่ริชี่ เอ็ดเวิร์ดส์ถูกอุ้มไปก่อนหน้าที่จะออกชุดที่แล้ว - - Everything Must Go - - จนเหลือกันสามหน่อพวกพ่อคุณก็ขยับไปทำบริทพ็อพซึ่งฉายแววและแสงทองผ่องใสกระทบหัวใจดิฉันได้ดีทีเดียว สิ่งที่ชอบใน Manic Street Preachers ยุคบริทพ็อพก็คงจะเป็นภาคเนือ้หาของเขาที่อ่านทีไรก็บาดหัวใจเหลือเกินบางเพลงไม่เข้าใจหรอกค่ะแต่ก็พยายามจะเข้าถึงพวกเขา เสียงร้องหนักอึ้งเปี่ยมไปด้วยความเกรี้ยวกราดหมองหม่นในจิตใจที่พร้อมจะระเบิดออกมาได้ทุกๆพยางค์ของคุณเจมส์ ดีน แบรดฟิลด์สุดที่รักยังทำหน้าที่ได้ดีไม่มีตกเหลือเชื่อ....ต๊ายยยใครกันหนอเคยพะดว่าชอบ Pablo Honey ของ Radiohead ที่สุดในบรรดาอัลบั้มบริทพ็อพทั้งหมดทั้งมวล - - ขอถอนคำพูดและแปรพักตร์ไปตลอดกาลตอนนี้ทันมั้ยคะ? หึหึหึ




Martina Topley-Bird : Trip-Hop/Electronic (99%)




ปิท้ายกับอัลบั้มที่อยากจะเขียนถึงมานานใจจะขาดแต่ก็ไม่เคยสบโอกาสจะได้เขียนสักทีวันนี้ขอเขียนถึงสั้นๆก็แล้วกัน (เพราะจะให้เขียนยาวดิฉันก็คงจะประสาทกินก่อนค่ะงานนี้) อัลบั้มที่ว่าคือ Quixotic งานเปิดตัวจากมาร์ทิน่า ท็อพพลี่ย์-เบิร์ดศิลปินลูกครึ่งอังกฤษเอลซัลวาดอร์มากความสามารถที่ก่อนหน้าที่จะออกงานชุดนี้มาให้ฟังกันเธอเคยได้ร่วมงานกับ "ทริคกี้ย์" โปรดิวซ์เซอร์ทริพฮอพชื่อดังมาก่อนแล้ว จึงไม่แปลกที่เราจะได้เห็นอิทธิพลของความเยือกเย็นขมุกขมัวหนาวเหน็บของทริพฮอพกระจายตัวอยู่ในอัลบั้มนี้อย่างสงบหนาแน่นพร้อมกับการประสานเอาดนตรีที่มีอิทธิพลต่อมาร์ทิน่าอย่างยิ่งยวด อาทิ บลูส์ โซลและกอสเพลแศมเข้ามาได้อย่าเก๋ไก๋นอกจากนี้ยังแพรวพราวไปด้วยสีสันชั้นเชิงที่หลากหลายตั้งแต่ดนตรีแอมเบี้ยนท์อ้างว้างลอยล่องวิ่งมาหาความรื่นเริงของจังหวะเต้นรำ ทริพฮอพบนอิเล็คโทรนิก้าสุดเยือกเย็นที่หลอมรวมไปเล่นกับดนตรีภาคร้อนแรงมากสีสันของเร็กเก้จวบจนไต่ระดับไปเป็นนูเมทัลกลายๆ - - ในบรรดา3อัลบั้มที่แนะนำมานี้ถ้าคุณคิดจะหาเพชรเม็ดใดที่สุกสกาวถึงขีดสุดอย่างแท้จริงของเกาะอังกฤษล่ะก็ดิฉันของแนะน Quixotic ของมาร์ทิน่า ท็อพพลี่ย์-เบิร์ดงานดีที่ฟังยาก(แต่เชื่อเถอะว่าไม่ควรจะพลาด)ชุดนี้