วันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2554

Putumayo Special (Myspace#69)






































Global Soul : R&B/Soul/Hip-Hop/World Music (92%)
































ส่วนตัวรู้สึกดีใจมากที่เดียวนะคะที่กระแสตอบรับจากงานเขียนซีรี่ยส์ Jazz จากเฟซบุคส์และอีเมลล์ในครั้งที่แล้วค่อนข้างจะดีเกินความคาดหมายทีเดียว มีหลายคนค่ะเขียนมาบอกว่า "ดีใจจังที่ได้เห็นงานเขียนเต็มๆของ Putumayo อีกนึกว่าจะไปรีวิวแต่พวกอินดี้ซะแล้ว" รวมถึงยังมีรีเควสต์ขอให้ดิฉันช่วยแนะนำอัลบั้มที่น่าสนใจจากค่ายนี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โอ๊ยยยตายแล้วคุณขาใจจริงถ้าจะให้เขียนรีวิวแนะนำเป็นรายอัลบั้มไปแบบละเอียดถี่ยิบก็เห็นทีจะต้องตั้งมายสเปซสัก60คอลัมน์กระมัง ว่าแล้วก็เลยฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าไหนๆก็ไหนๆเราก็เอามารวมกันแล้วเขียนแบบคร่าวๆพร้อมแอบปล่อยของสมนาคุณแบบเสร็จสรรพในกระทู้เสียเลยก็ดูท่าทางจะประหยัดเวลาทำมาหากินของดิฉันมากกว่า






























ว่าแล้วมาเริ่มกันเลยกับ Global Soul ที่เป็นการสะท้อนถึงอิทธิพลอย่างยิ่งยวดของดนตรีคอนเทมโพรารีย์ยุค70อย่างอาร์แอนด์บีที่แผ่ขยายกระจายไปสร้างสัมพันธไมตรีทั่วทุกมุมโลกตั้งแต่อังกฤษลามไปยันบราซิลไล่ไปจนไนจีเรีย ตลอดทั้งชุดนี้คอดนตรีอาร์แอนด์บีจะได้ยินได้ฟังดนตรีอาร์แอนด์บีเด็ดๆที่คัดสรรมาแล้วจากทั่วทุกมุมโลกในแบบฉบับร่วมสมัยประปรายไปด้วยอิทธิพลจากฮิพฮอพ ฟั้งค์และโซลไม่ต้องอะไรมากลองนั่งจินตนาการเอาเล่นๆมันจะเก๋แค่ไหนเมื่อคุณฉีกตัวเองมาฟังอาร์แอนด์บีเก๋ๆที่แหวกไปจากม่านประเพณีเเคยชินเดิมๆ อาทิ นั่งจิบไวน์พลางฟังเพลงโมเดิร์นอารืแอนด์บีเป็นภาษาฝรั่งเศาเก๋ไก๋ดัดจริตที่นวลเนียนไม่แพ้งานของ Destiny's Child หรือนอนหงายเหงิบพลางโหลดแอ็พไอโฟนโดยเปิดดนตรีอาร์แอนด์บีที่ผสานเข้ากับดนตรีละทินบริสุทธิ์ไปจนถึงกลิ่นอายสุดเซ็กซี่แบบบราซิลเลี่ยนพ็อพ วันใดที่ทุกสายตาในงานปาร์ตี้ของคุณต้องหยุดนิ่งตะลึงอึ้งแดกเมื่อคุณดันเปิดดนตรีอาร์แอนด์บีฮิพฮอพแด๊นซ์กระจายติดฟั้งค์กี่ย์ดิสโก้เป็นภาษาอิแทเลี่ยนและเยอรมันลามไปจนถึงฟังเพลงแถวนีโอโซลที่มีเนื้อร้องเป็น "ภาษาเกาหลี" ช่างเป็นงานที่ฟิวชั่นเอาวัฒนธรรมดนตรีกระแสหลักเข้ากับจิตวิญญาณของทั่วทุกมุมโลกได้อย่างแยบยลที่สุดชุดหนึ่งเท่าที่เคยสัมผัสมาในชีวิตทีเดียว




















African Beat(94%)/Latin Beat (97%)




















สองงานที่เพิ่งฟังมาล่าสุดแล้วประทับใจมากๆก็คงหนีไม่พ้น African Beat และ Latin Beat โดยแผ่นแรกเป็นการจับเอาดนตรีพื้นเมืองแอฟริกันจ๋ามาปรุงแต่งเข้ากับดนตรีร่วมสมัยทั้งอิเล็คโทรนิค แด๊นซ์ฮอลล์ตลอดจนอิทธิพลจากแนวดนตรีทรงอิทธิพลรุ่นล่าจากสองฝากฝั่งทั้งดั๊บสเต็ปจากฝั่งยุโรปและฮิพฮอพจากฝั่งอเมริกาโดยทั้งนี้นั้นไม่ได้ทำให้จิตวิญญาณของดนตรีแอฟริกันและบลูส์ตามธรรมเนียมนิยมถูกบั่นทอนหรือด้อยความขลังลงไปเลย ในขณะเดียวกันแผ่นหลังซึ่งเด็ดดวงกว่าสำหรับดิฉันในแง่ของความที่เข้าถึงได้ง่าย ไพเราะและน่าจะถูกใจคอเมนทสตรีมมากกว่าโดยประยุกต์ดนตรีละทินทั้งฟลาเมงโก้ ยิปซีและซัลช่าให้รวมอยู่ในร่างเดียวกันดนตรีอิเล็คโทรนิคที่มีทั้งจำพวก "กรู๊ฟ","ชิลล์เอ๊าท์"ไปยันรีมิกซ์เก๋ไก๋สไตล์ดีเจคัลเจอร์ต่างๆออกเฮ้าส์บ้างเทคโนบ้างประปรายกันไปตบตามด้วยอิทธิพลจากพ็อพ อารืแอนด์บีและแน่นอนขาดไม่ได้ฮิพฮอพ นับว่าเป็นสองงานที่จับเอานวัตกรรมมาหลอมรวมกับประเพณีได้อย่างเหนือชั้นจนถ้าจะใช้ศัพท์เรียกแบบดนตรี "คันทรี่ย์" ก็คงต้องยกให้เป็นงานที่เข้าขั้นยกให้เข้าขั้นงานดนตรีจำพวก "นีโอเทรดิชัน" ก็คงจะไม่ผิด












World Groove : Dance/Groove/World Music (98%)










โดยปกติแล้วไม่ใช่แฟนของดนตรีจำพวก "กรู๊ฟ" - - ดนตรีเต้นรำที่ก่อนหน้านี้ได้รับอิทธิพลจากพวกฟั้งค์,โซลและแจ๊ซซ์เป็นอาทิ (อันที่จริงมีแยกออกไปขึ้นอยู่กับว่าเป็นกรู๊ฟที่มีรากฐานมากจาภาคดนตรีใดยืนพื้น) แต่ปัจจุบันดิฉันมองว่ามันถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของพวกอิเล็คโทรนิคและฟิวชั่นไปแล้ว - - แต่พอมาฟังงานชุดนี้แล้วเห็นทีจะต้องคิดซะใหม่ ส่วนตัวรู้สึกว่านี่คือหนึ่งในอัลบั้มที่ดีที่สุดของ Putumayo ทีเดียวด้วยความที่เต็มไปด้วยสีสันและมนตร์เสน่ห์แห่งวัฒนธรรมจากทั่วทุกมุมโลกระบายผ่านดนตรีเต้นรำจำพวกอิเล็คโทรนิคเอาไปเปิดในงานปาร์ตี้ที่ไหนก็เก๋ไก๋ได้ที่นั่น ถ้าจะหาเพลงเด็ดแนะนำอย่าพลาด Attention เพลงเปิดอัลบั้มจาก Rouge Rouge ดีเจจากฝรั่งเศสกับงานดนตรีแนวเต้นรำที่ผสานเฮ้าส์พลิ้วไสวหรูหราบนดนตรีเฟร๊นซ์แจ๊ซซ์อันจับเอาอิเล็คโทรนิคมาผสานเข้ากับการอิมโพรไวซ์สุดงดงามแบบแจ๊ซซืดั้งเดิมได้อย่างลงตัวสุดๆ หรือจะเป็น Aya Benzer (Royal G's R&B Mix) งานจากฝากตุรกีของ Mustafa Sandal ที่เอาสรรพสำเนียงของการร้องและดนตรีจำพวกเวิลด์อคูสติคเพราะๆมามิกซ์ในแนวกรู๊ฟที่ยืนพื้นบนความเป้นอาร์แอนด์บีฮิพฮอพกระฉึกกระฉักเปรี้ยวดี สลับมาฟัง Ich Weiß Warum เพลงอิเล็คโทรพ็อพจาก 2raumwohnung ศิลปินเยอรมนีที่ทำงานได้หวานลอยละล่องดีแท้ชนิดที่ Zero 7 มาฟังแล้วจะต้องอยากเปลี่ยนสัญชาติ เพลงที่เหลือคงขอไม่เขียนถึงเพราะไม่งั้นจะหยุดไม่ได้กลายเป็นรีวิวยกอัลบั้มไป เป็นอัลบั้มที่ถ้าผู้อ่านคิดอยากจะลองฟังขอบอกว่าไม่ต้องลังเลหามาฟังเลยไม่ว่าคุณจะชอบพ็อพหรือรักอิเล็คโทรนิคเต้นรำใจจะขาด...คุณจะรักงานชุดนี้แน่นอน!!!


Louisiana Gumbo : Soul/Blues/Jazz/R&B/Funk/Gospel (100%)


ปิดท้ายด้วย Louisiana Gambo ที่คอเออร์บันทั้งหลายไม่ควรพลาดเพราะงานชุดนี้รวมไว้แล้วซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณชอบพร้อมสรรพ สำหรับใครที่อยากจะเรียนรู้แนวดนตรีที่กล่าวไปด้านบนแต่ยังไม่เคยลิ้มลองหรือกำลังคิดจะลองรับรองว่าได้หอบซี่โครงบานกันไปข้างนึงขอเตือนว่า "ดิบและข้นมาก" ส่วนคนรักโซลและอาร์แอนด์บีดิฉันกล้าพูดว่านี่คือรักแท้อีกหนึ่งครั้งของคุณ

วันเสาร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2554

James Morrison : The Awakening : 100%













James Morrison : The Awakening : 100%






















แค่จะเอื้อนเอ่ยเกริ่นอะไรถึงอัลบั้มที่รอคอยที่สุดชุดหนึ่งในรอบปีนี้นี่ก็เล่นเอาดิฉันมือไม้สั่นงกๆงั่นๆเรียบเรียงความคิดอะไรไม่ถูกเป็นนานสองนานไม่รู้จะเริ่มจากจุดไหน เพราะหนึ่งเป็นอัลบั้มใหม่จาก "เจมส์ มอริสัน" ศิลปินชายที่ ณ ขณะนี้สามารถเบียดตัวเองขึ้นมาครองบัลลังก์คู่กับคุณ "จอห์น เมเยอร์" ที่เป็นยอดชายอันดับหนึ่งในดวงใจมานานนับจะ10ปี ถัดมาเพลงในอัลบั้มนี้เพราะม๊ากกกกกกกกกกชนิดที่ทำเอาดิฉันฟังไปอกสั่นขวัญแขวนเช็ดน้ำตาป้อยๆไป - - เปล่าไม่ใช่เพราะสยอง - - ด้วยความที่เพลงมันไพเราะเพราะพริ้งเกินมนุษย์มนาทั่วไปเขาจะรังสรรค์กันได้และเก็บความระทึกไว้ท้ายสุดที่จะประกาศว่า "ดิฉันกับพี่เจมส์เรารักกันลึกซึ้งมากกกกกกกกกก"....งานนี้ใครแย่งกูตบ!!!




















รูปแบบเพลง




















แม้ว่าภาคดนตรีจะมาแนวเดิมๆแบบที่เคยลองลิ้มชิมความหวานให้เบิกบานใจกันตั้งแต่สมัย Undiscoverd งานชุดแรก แต่ก็อ่ะ อ่ะ อ่ะ อ่าอี๊ยาอี๊อย่า...อย่าได้มาค่อนขอดพี่เจมส์ของดิฉันเชียวค่ะว่าซ้ำซากไม่มีอะไรใหม่ๆเพราะถ้าหูไม่ได้หนวกกันและติดตามงานของพี่เจมส์ชนิดเข้าเส้นเลือดมาตั้งแต่ชุดแรกชนิดไม่มีขาดตกบกพร่องกันจริงจะเห็นว่ายัดเยียดอะไรใหม่ๆเข้ามาทุกอัลบั้มพร้อมกับพัฒนาขึ้นเรื่อยๆอย่างน่าชื่นใจผิดกับอีกเจมส์ - - บลันท์ - - ที่หลังจากถูกเปรียบเทียบกันมันส์หยดถึงพริกถึงขิงสมัยงานชุดแรกพ่อทหารผ่านศึกก็ทำเพลงถอยหลังลงอย่างน่าใจหายกระท่อนกระแท่นมาโดยตลอด(แม้ชื่อจะสะกดว่า "เจมส์" เหมือนกันแต่สองเจมส์นี้ในระยาวงานมันคนละระดับกันจริงๆ) มาที่แนวเพลงของพี่เจมส์ มอริสันสุดหล่อของดิฉันใน The Awakening นี้ยังคงยืนพื้นบนสูตรสำเร็จของการผสานดนตรีพ็อพหวานละมุนอบอุ่นและโฟล์คบริสุทธิ์ละเมียดละไมจริงใจใสซื่อหวานซ้าเข้ากับดนตรีผิวสีโซล60โมทาวน์จ๋านำตบตามด้วยฟั้งค์ อาร์แอนด์บีและแจ๊ซซ์พอเป็นกระสัย - - แต่สำหรับชุดนี้นี่รู้สึกว่าจะเข้มขึ้นและดิบขึ้นมีแนวทางที่ขยับเข้าไปใกล้หาดนตรีแนวเออร์บันได้ชัดเจนและขาดตัวกว่าสองงานที่ผ่านมาเยอะทีเดียว - - นอกจากนี้ก็แซมด้วยร็อค อดัลท์คอนเทมโพลารีย์พลางขับกล่อมอย่างพลิ้วไสวบนน้ำเสียงบลูส์โซลแหบกร้าวดิบลึกเชือดเฉือนหวานประสานโศกประหนึ่งอัญเชิญร่างของตำนานโซลอย่างอัล กรีน,โอทิส เรดดิ้งและสตีวี่ วอนเดอร์มาลงทรงประมาณนั้น...ทุกสิ่งทุกอย่างที่กล่าวมาข้างต้นได้อาศัยการเก็บเกี่ยวประสบการณ์และฝีมือที่พัฒนาขึ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการร้องการทำดนตรีและการเรียบเรียงอย่างมีเอกภาพชวนฟังก่อให้เกิดผลลัพธ์เป็นงานพ็อพโซลชิ้นงามอันเป็นอัลบั้มที่ดีที่สุดของพี่เจมส์สุดที่รักใน The Awakening นี่แล














จุดด้อย














ถ้าจะมีก็หน้าปกแหละค่ะหน้านิ่วเบื่อโลกยังกับคนเพิ่งโดนของเขมรเสกเข้าท้องมาอัลบั้มตั้งชื่อชวนตะลึงพรึงเพริดแต่ทำไมรสนิยมการเลือกปกมันช่างสวนทางกับงานดนตรีโดยสิ้นเชิงอีแบบนี้ล่ะพ่อ??? แต่เดี๋ยวๆๆๆๆๆมองดีๆไม่เหมือนโดนคุณไสยนะคะเหมือนคนสะลึมสะลือกลางดึกกำลังจะเดินไปเยี่ยวยังไงยังงั้น....แต่หน้าปกไม่เกี่ยวกับงานเพลงใช่มั้ยคะ? ดังนั้นงานดีซะอย่างต่อให้อุตริเอารูปคุณพี่เจมส์ตอนน้ำลายยืดขี้มูกย้อยยามตื่นเช้ามาทักทายให้สมกับคอนเส็ปท์งานดีมันก็คืองานดีล่ะเนอะ












แทร็คเด็ด












เลือกยากอ่ะเพราะว่ามันเด็ดไปซะทุกเพลงงั้นขอเขียนเฉพาะเพลงที่ชอบจริงๆเลยก็แล้วกันวินทีนี้คงไม่มีเพลงไหนที่จะดังก้องกังวานสะท้านในใจไปได้มากกว่า I Won't Let You Go (5) ซิงเกิ้ลเปิดตัว งานพ็อพโซลงามระยับสูตรสำเร็จที่จะต้องมีในอัลบั้มพี่เจมส์ทุกชุดอย่างที่เคยได้ยินกันไปแล้วใน You Give Me Something กับ Save Yourself ในงานสองชุดแรกนั่นไง เป็นเพลงที่ฟังแล้วรู้สึกมีความสุขล่องลอยอยู่ในอากาศไปกับเสียงของพี่เจมส์ที่ไพราะเพราะพริ้งระดับสวรรค์สร้างพระเจ้าประทานมาเหใอนพรหมลิขิตของเราสองโดยแท้เจ้าค่ะ หึหึหึ In My Dreams (4.5/5) แทร็คเปิดอัลบั้มที่แฟนๆพี่เจมส์คงได้ฟังเวอร์ชั่นอคูสติคกันไปแล้วตอนช่วงส่งท้ายปีที่แล้วดนตรีเป็นพ็อพโฟล์คสวยงามบริสุทธิ์ด้วยกีตาร์อคูสติคสะอาดๆคลอไปกับเสียงร้องเพราะๆของพี่เจมส์ตบตามด้วยเครื่องสายพองดงามและเสียงประสานแบบโซลในช่วงท้ายเรียบง่ายแต่สมบูรณ์แบบ เสียดายอย่างเดียวไอ้เวอร์ชั่นที่พี่เจมส์ร้องสดเมื่อปีที่แล้วมันเพราะม๊ากกกกกกกก เอ่อ มากจนต้องให้คะแนนต้นฉบับน้อยลง0.5เลยทีเดียว เพลงถัดมากับ 6 Weeks (5) หลอกให้ตายใจว่าดูเหมือนจะเป็นงานโฟล์คหวานๆสไตล์ที่ฟังจากพี่เจมส์จนเอียนในช่วงต้นก่อนจะกลายพันธุ์เป็นโซล60ด้วยเครื่องเป่าบิ๊กแบนด์สุดอลังการ เสียงประสานที่ให้อารมณ์ขลังๆแบบกอสเพลหน่อยๆตบตามด้วยความเป็นบลูส์โซลอาร์แอนด์บีฉบับคอนเทมโพลารีย์ดิบดำเข้มข้นเพราะมากค่ะที่รัก Slave To The Music (5) เซ็กซี่ม๊ากกกกกกกกกกมันเป็นอะไรที่เริ่ดอย่างบอกไม่ถูกตั้งแต่การเรียบเรียงดนตรีที่ทำได้อย่างมีชั้นเชิงทีเดียวไล่จากฟั้งค์ไปหากีตาร์บลูส์จางๆตลอดจนชนกับการเรียบเรียงของวัฒนธรรมอาร์แอนด์บี แจ๊ซซ์และโซล เหนือสิ่งอื่นใดสรรพสำเนียงการร้องของพี่เจมส์เท่ห์และฟินม๊ากกกกกกกกกกกก ฟังแล้วเอสโตรเจนกับโปรเจสเทอโรนในตัวน้องพุ่งปรี๊ดดดดดดดดๆๆๆ จะว่าไปก็พาลให้นึกถึง Under The Influence ในภาคที่โตและมีความชัดเจนในตัวเองอยู่เหมือนกัน มาที่ Beautiful Life (5) อีกหนึ่งงานที่จับเอาดนตรีพ็อพหวานๆและท่อนคอรัสติดหูอบอุ่นแบบอดัลท์คอนเทมโพลารีย์สไตล์เจมส์ มอริสันมาชนกับศิลปะแบบโซลยุค60ได้อย่างดีเป็นเพลงพ็อพโซลแบบที่วัดกันจริงๆแล้วก็อาจจะมีให้เห็นเยอะพอตัวเหมือนกันกับศิลปินแนวๆนี้แต่กล้ารับประกันว่าเพราะมากๆและโดดเด่นไม่แพ้ใคร One Life (4.5/5) งานบัลลาดบลูส์โซลเพราะๆเครืองสายกรีดกรายพรมเพียโนนุ่มละมุนพลิ้วไสวที่เชื่อว่าเข้าทางแฟนๆของพี่เจมส์แน่นอน ขออนุญาติปิดรีวิวก่อนจะยาวไปกว่านี้ด้วย The Awakening (4.5/5) ไทเทิ่ลแทร็ค งานบัลลาดสไตล์เจมส์ มอริสันคนเดียวเท่านั้นที่ทำได้คงจะไม่มีคำใดบรรยายไปได้มากกว่าคำว่า "เพราะมากๆ" โอ๊วววว ฟังแล้วแอบเช็ดน้ำตาป้อยๆ


สรุป


ตลอดการพิสูจน์ตัวเองกว่าสามอัลบั้มทำให้เราได้รู้ว่าที่สื่ออังกฤษยกให้ชายคนนี้เป็น "เพชรแห่งโซล" แห่งวงการดนตรีฝั่งอังกฤษนั้นไม่ใช่การยกยอปอปั้นสรรเสริญหรืออวยตามกระแสสำเร็จแต่อย่างใด เจมส์ มอริสันพิสูจน์ตัวเองได้ดีอีกครั้งว่าตัวเขานี่แหละเป็นอีกหนึ่งศิลปินคุณภาพที่เปี่ยมความสามารถฉกาจฉกรรจ์หาตัวจับยากอันเป็นความหวังแห่งวงการดนตรีจากฝั่งอังกฤษโดยแท้จริง ถึงแม้ว่าตัวเขาจะไม่สามารถเข้าไปนั่งในใจคนทั้งโลกหรือจะเปลี่ยนให้ใครยอมรับความสามารถของเขาทุกคนแบบที่ดิฉันกับอีกหลายๆคนตระหนักถึงก็เอาเถอะสำหรับดิฉันผู้ชายคนนี้พิสูจน์ตัวเองได้ดีที่สุดแล้วในอัลบั้มชุดนี้กับความสุขความสวยงามที่ผ่านน้ำเสียงเพราะและตัวโน๊ตดนตรีสุดมหัศจรรย์ ดิฉันกล้าพูดว่างานที่คุณกำลังอ่านอยู่นี่เป็นงานพ็อพที่ดีที่สุดจากเกาะอังกฤษในปีนี้ทีเดียว - - แต่งงานกันเถิดเจมส์!!!

วันอังคารที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2554

Putumayo : Jazz (Myspace#68)









Putumayo : Jazz (100%)














บรรยากาศอันแสนหวานหอมในอดีตจากดนตรีระดับตำนานที่ขับขานความสุขผ่านตัวโน๊ต เสียงร้องและจิตวิญญาณได้หวนกลับคืนสู่ชีวิตอีกครั้งแม้จะข้ามผ่านหลากวัฒนธรรมและกาลเวลามาเกือบจะศตวรรษแต่มนตร์เสน่ห์ของ "แจ๊ซซ์" รากฐานแห่งดนตรีทั้งหมดทั้งมวลดูเหมือนจะไม่มีวันดับสลายไปง่ายๆ ช่วงกลางปีที่ผ่านมา Putumayo ค่ายดนตรีเวิลด์มิวสิคสุดแสนจะน่ารักและกิ๊บเก๋ได้นำอารยธรรมของดนตรีที่รุ่งโรจน์ที่สุดแห่งยุค50นี้มาบรรจุลงแพ็คเก็ตซีดีสวยๆน่ารักน่าสะสมพร้อมกับไว้ลายด้วยลวดลายบนหน้าปกที่นอกจากจะแผงด้วยศิลปะอันเป็นอัตลักษณ์อันยิ่งยวดของค่ายนี้แล้ว....ยังหมายรวมไปถึงความปรารถนาอย่างบริสุทธิ์ใจที่จะให้คอดนตรีทุกๆท่านได้เก็บเอา "บรรยากาศและความทรงจำ"อันแสนเปี่ยมสุขในยามยุคทองที่ดนตรีแจ๊ซซ์ขับกล่อมความสุขในทุกครัวเรือนยามเช้าตลอดจนสุกสกาวในทุกค่ำคืนได้อย่างแยบยล












เพียงแค่ผลงานจากศิลปินแจ๊ซซ์ระดับตำนานที่เราคุ้นเคยกันดีมาบรรจุอัดแน่นอยู่ในซีดีชุดนี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับตอบคำถามที่ว่า "เพราะเหตุใดคนรักดนตรีถึงไม่ควรพลาด?" โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ฟังที่รักดนตรีแจ๊ซซืชนิดหมดหัวใจเพราะอัลบั้มนี้ไม่ได้เหมือนกับอัลบั้มสแตนดาร์ดแจ๊ซซ์รวมฮิตขายแล้วขายอีกชนิดที่มีให้เห็นกันเกลื่อนกลาดแต่โดดเด่นด้วยแพ็คเก็จที่สวยงาม การเรียบเรียงชนิดแทร็คต่อแทร็คและแน่นอนการเล่าเรื่องราวผ่านบุ๊คเลทและดนตรีที่ทำให้อัลบั้มนี้กลายเป็นงานดนตรีที่มีชีวิต










เพียงแค่เปิดคอลเล็คชั่นมากับ My Baby Just Cares For Me หนึ่งในเพลงสุดอมตะนิรันดร์กาลของเจ้าป้า "นี่น่า ซีโมนส์" ราชินีเพลงแจ๊ซซ์ขึ้นหิ้งตลอดกาลที่เปิดท่านเชื้อเชิญผู้ฟังอย่างเรียบง่ายด้วยการพรมเพียโนหวานๆพลิ้วไสวคลอเคลียไปกับเสียงโซลเข้มๆอบอุ่นไพเราะขาดใจแค่เพลงเดียวก็สามารถเป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดีสำหรับแฟนคลับ Putumayo อย่างดิฉันว่า "เรากำลังนั่งฟังหนึ่งในซีรี่ยส์ที่ดีที่สุดของค่ายนี้จริงๆ" ต่ออารมณ์ความไพเราะได้อย่างเหนือชั้นทันท่วงทีกับ 'Deed I Do โดย The King Cole Trio ฟังเสียงเพราะๆดุจสวรรค์ประทานของแนท คิง โคลพร้อมกับปล่อยใจให้ล่องลอยไปกับเพียโนสวิงแค่นี้ก็สามารถปลดปล่อยคุณออกจากโลกแห่งความจริงอันแสนวุ่นวายพลางสลัดความทุกข์ให้หายจากใจไปเป็นปลิดทิ้งก่อนจะมาฟัง I Was Doing All Right กับการจับมือกันระหว่างหลุยส์ อาร์มสตรองและออสการ์ พีเทอร์สันกับเพลงสแตนดาร์ดแจ๊ซซ์เคล้าบลูส์โหยหวนดิบดำเข้มข้น เด็ดดวงสุดๆก็ต้อง It Don't Mean A Thing (If It Ain't Got That Swing) งานสแตนดาร์ดแจ๊ซซ์โดยดิว่าเสียงสวย "แอนนิต้า โอเดย์" ที่งานดนตรีเป็นแจ๊ซซ์บนอิทธิพลของดนตรีบีบ็อพ40หลังสิ้นอิทธิพลของดนตรีสวิงเคล้าด้วยบลูส์สวยๆและสแตนดาร์ดไลท์แจ๊ซซ์บนเพียโนงามระยับแบบที่นิยมเล่นกับในคลับแจ๊ซซ์ช่วงยุค40-50นั่นแล สำหรับผู้ฟังแจ๊ซซ์ยุคใหม่ที่ชอบงานเพียโนแจ๊ซซ์หวานๆสไตล์นอร่าห์ โจนส์แนะนำให้ลองฟัง They Say It's Spring โดย "บลอสซั่ม เดียร์รี่ย์" ฟังแล้วผ่อนคลายสบายใจประหนึ่งหลุดไปโบยบินในโลกเหนือจินตนาการ ปิดอัลบั้มด้วย Lover Come Back To Me จากเจ้าป้า "บิลลี่ ออลิเดย์" ตำนานดนตรีแจ๊ซซ์ตลอดกาลลองฟังชั้นเชิงในการอิมโพรไวซ์บนเสียงบลูส์หม่นๆเข้มๆของป้าที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในการอิมโพรไวซ์ที่มีเสน่ห์ที่สุดในอาณาจักรดนตรีแจ๊ซซ์ซึ่งเรียบง่ายและอาจจะไม่ได้ทรงพลังหวือหวาแบบพวกเอลล่า ฟิทซ์เจอรัลด์แต่มันทำให้เราได้รู้ว่าการอิมโพรไวซืแบบสามัญบนดนตรีสแตนดาร์ดแจ๊ซซ์นั่นมีขอบเขตุก้าวไปได้ไกลแค่ไหน...สมกับนิยามของดนตรีแจ๊ซซ์ที่เรียบง่ายเหมือนจะเยือกเย็นหากแต่แอบแฝงไว้ด้วยมนตร์เสน่ห์ฉกาจฉกรรจ์เร่าร้อนประดุจไฟ

วันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2554

myspace#67











































Amos Lee : Mission Bell : Folk/Soul (97%)




























คอลัมน์ Myspace ครั้งที่67นี้ขออนุญาติย้ายจากบอร์ดหน้า Reader Review มาที่หน้าหลักเนื่องจาก "มันอาจจะไม่ใช่งานรีวิว" เพราะว่าช่วงนี้ฟังเพลงเยอะมากกกกกกกกกก มากจนเลือกเขียนให้ใครก่อนไม่ถูกแถมยังไม่มีเวลามากพอที่จะมานั่งเจาะลึกรายละเอียดเขียนยาวเป็นโยชน์ๆวาๆแบบครั้งก่อนๆ ครั้งนี้จึงขอรวบรัดเขียนแนะนำ5อัลบั้มประจำปีนี้ที่ไม่อยากให้คอดนตรีท่านใดพลาดจริงๆ (ยิ่งเป็นคนอ่านขาประจำของดิฉันพลาดไปจะรู้สึกเสียใจมากๆ) ด้วยความที่งานมันดีจุกอกจริงๆค่ะจะใช่คนอ่านขาประจำดิฉันหรือไม่ไม่รู้ไม่สน กูแจกล่ะนะคะกระทู้นี้ หึหึหึ




























อัลบั้มแรกนี่จะเป็นใครไปไม่ด้ายยยยยยยยยยยยยยยย ไม่ได้ๆๆๆๆเลยจริงๆนอกจากคุณพี่ "เอมอส ลี" ศิลปินคนโปรดกับอัลบั้มล่าสุดชุด Mission Bell เปิดตัวที่อันดับหนึ่งบิลบอร์ดที่ไม่รู้ว่ามันเป็นอย่างไรจะเขียนๆๆๆถึงงานชุดนี้ทีไรนี่แบบว่ามีอันจะต้องเลื่อนต้องย้ายทุกที อัลบั้มนี้นี่ถือเป็นหน้าที่ของดิฉันทีเดียวที่จะต้องป่าวประกาศจิกหัวกระบาลให้คนมาสนใจให้ได้มากที่สุดเพราะกล้าพูดได้ว่าเป็นหนึ่งในงานดนตรีที่ดีและไพเราะที่สุดของศก2011นี้เลยทีเดียวกับงานดนตรีโฟล์คงามระยับผสานพ็อพที่สวยหม่นระทดระทวยบริสุทธิ์สวยงามและเหงาลึกซึ้งบาดอารมณ์แถบขาดใจเจือด้วยมนตร์เสน่ห์จากความเป็นโซลหอมกรุ่นดิบสดและสรรพสำเนียงการร้องที่มีความเป็นบลูส์สุดเชือดเฉือนตามสไตล์ของพี่ท่านเอง ใครคิดไม่ออกก็ลองนึกถึงเจมส์ มอริสันในภาคที่ลดความหวานแบบพ็อพลงแต่เติมความละมุนละไมแบบวิถีโฟล์คเข้าไปสองระดับพร้อมด้วยน้ำเสียงแบบบลูส์ที่เข้มขึ้นเป็นเท่าตัวแม้ว่าจะไม่โหยหวนทรงพลังเท่าแต่ก็เหงาและเศร้าจนกระชากน้ำตา ไม่มีสัปดาห์ใดตลอดฤดูฝนที่ผ่านไปโดยไม่ได้ฟังอัลบั้มนี้เลย...บริสุทธิ์และสดใสประหนึ่งท้องฟ้าสีชมพูยามหลังฝนกระหน่ำที่เหลือทิ้งไว้เพียงหยาดน้ำสวยๆตามริมทางและกลิ่นไอฝนที่ปะทุขึ้นมาจากดินยังไงยังงั้น






















Beverley Knight : Soul Uk : Soul/R&B/Neo-Soul (100%)






















เบเวอลี่ย์ ไนท์ - - บ้างก็ว่าหมดยุคของเธอไปแล้ว (เออ ก็จริง!!) บ้างก็ว่าชื่ออัลบั้มนี้สิ้นคิดผิดมหันต์ (ถูกของมึง!!) บ้างก็อี๋ยย์เพิ่งขายได้8,700กว่าอัลบั้มนี่นะ (Y Y) และบ้างก็ครหาว่าในวงการดนตรีฝั่งอังกฤษไม่มีพื้นที่สำหรับสาวเสียงโซลทรงเสน่ห์เปี่ยมความสามารถนางนี้อีกต่อไปเพราะนี่คือช่วงเวลาของ "อะเดล" เลือดใหม่แห่งดนตรีโซล...แต่ถ้าหูคุณไม่ได้หนวกหรือรสนิยมทางดนตรีไม่ได้ย่อยยับจัญอัปจนเกินไป "ไม่ต้องถึงขนาดนั้น!!" เอาแค่ว่ามีความยุติธรรมมากพอในการตัดสินศิลปินสักคนดีกว่า...เชื่อว่าร้อยทั้งร้อยที่ได้มาฟัง Soul UK อัลบั้มชื่อสิ้นคิดที่สุดแห่งปีก็คงจะไม่ปฏิเสธกันว่า "นี่คืองานที่ดีที่สุดของศิลปินหญิงจากเกาะอังกฤษเท่าที่ทยอยออกมากันในปีนี้ทีเดียว" คอดนตรีเออร์บันต้องการอะไรกันจากอัลบั้มนี่ล่ะ?? ดนตรีนูโซลมาสเตอร์พีซที่จับเอาบริทโซลช่วงยุค70-80มาปรุงแต่งให้ร่วมสมัยเข้ากับบีทอาร์แอนด์บีฮิพฮอพ ฟั้งค์และแจ๊ซซ์และการโชว์อิมโพรไวซ์เสียงโซลเริ่ดๆสุดทรงพลังชนิดที่ คริสทิน่า อากิเลร่าต้องเหลียวหลังหันกลับมามอง Sounthern Freeez ที่แม้ว่าเธอจะอุทิศให้แก่ศิลปินโซลอังกฤษที่เป็นแรงบันดาลใจแต่งงานออกเรโทรติดฟั้งค์กีย์ดิสโก้80แบบนี้เราคิดถึงช่วงเวลารุ่งโรจน์ในสองอัลบั้มแรกของวิทนี่ย์ ฮุสทันตะหงิดๆ Mama Used To Say งานโมทาวน์โซล60จ๋าตามแบบฉบับเอ็ทท่า เจมส์ที่คอโซลรุ่นอาม่าฟังต้องกรี๊ดกร๊าด Always And Forever ก็ขยับมาเป็นคอนเทมโพลารีย์โซลฟูลอาร์แอนด์บีบัลลาดเนียนๆเพราะพริ้งแบบที่บียอนเซ่และสาวอาร์แอนด์บีที่เคยดังอย่างมายาหรืออแชนทิชอบทำกันในงานของตัวเองการอิมโพรไวซืของเบเวอลี่ย์นี่สามารถฆ่าอะเดลและดัฟฟี่ตายได้เลยทีเดียว Cuddly Toy โซล60จ๋าติดกอสเพลแบบที่เจ้าป้ายุทธหัตถีอรีธ่า แฟรงคลิน,แม่มาลัย มารายห์ แครีย์และจอส สโทนชอบทำกัน - - ได้ฟังแล้วอาจจะต้องย้อนกลับมาคิดกันหนักนิดนึงว่าอัลบั้ม "21" ของอะเดลที่แม้จะดังสุดในบรรดาสุภาพสตรีฝากผู้ดีก็ตาม...แต่ดีที่สุดนี่ จริงหรือ???














The Subways : Money And Celebrity : Alternative Rock/Post Grunge/Punk Rock/Indie Rock (94%)














งานร็อคเท่ห์ๆสุดดิบ ดุ ห่ามและเปี่ยมไปด้วยพลังเป็นอัลบั้มร็อคที่ทรงเสน่ห์แบบว่าฟังได้ยกอัลบั้ม กระหึ่มตั้งแต่แทร็คแรกที่เป็นพั้งค์เก๋าๆกระชากใจไล่ระดับไปเรื่อยสลับกันชรนิดแพรวพราวหาตัวจับยากตั้งแค่อัลเทอเนทีฟที่แม้ว่าจะไม่ได้ออกมาละเมียดละมุนหวานไสวขนหัวลุกแบบบริทพ็อพแต่ก็ดีในมาตรฐานอินดี้ร็อคอังกฤษหรือจะเรียกให้ถูกกว่านั้นก็พวกวงบริทติดพั้งค์ทั้งหลาย โพสท์กรั๊นจ์หลังยุค Nirvana ก็มีมาไปจนถึงพ็อพพั้งค์ตามสูตรสำเร็จที่ชวนให้นึกถึงวงประเภท Sum41,Blink182,Green DayยันพวกSimple Planที่ทำเพลงหนักขึ้นมาหน่อยนั่นแหละใช่เลย








Ladytron : Gravity The Seducer : Electronic/Synth Pop/New Wave (85%)








อีกหนึ่งอัลบั้มที่รอคอยมากที่สุดของปีนี้ แม้ว่าภาพรวมวัดออกมาแล้วอาจจะไม่ใช่อัลบั้มที่ดีที่สุดหรือแม้กระทั่งไม่ได้ดีเริ่ดเท่าที่หวังไว้แต่ก็ต้องขอชมว่า Ladytron ยังสามารถรักษามาตรฐานในการทำงานดนตรีของตัวเองไว้ได้อย่างดีเหนือสิ่งอื่นใดมนตร์เสน่ห์และความลึกลับในดนตรีอิเล็คโทรนิคของพวกเธอยังคงขลังพอที่จะสะกดให้คนฟังเคลิบเคลิ้มไปในดินแดนแห่งสรรพเสียงซินธิไซเซอร์ชนิดไม่รู้เบื่อ เทียบกับชุดก่อนอย่าง Velocifero โอเคไม่ได้ดิบและแรงเท่าแต่ความดีในแง่ของการทำดนตรีออกมาให้เข้าถึงง่ายต่อผู้ฟังขึ้นในขณะเดียวกันก็ยังรักษาจุดยืนของตัวเองไม่ได้ออกมาพ็อพจัดจ๋าผิดหลักการจนทำใจยอมรับไม่ได้แบบ Goldfrapp ในชุดล่าสุดนับว่าเป็นเรื่องที่น่าชม ในชุดนี้ความเป็นซินธิ์พั้งค์และนิวเวฟถุกลดทอนลองไปพอตัวเช่นเดียวกับบีทดิสโก้ที่ลดความตึ๊บไปโขแทนที่แทนด้วยซินธิ์พ็อพ ยูโร ทริพฮอพ แอมเบี้บยท์ตลอดจนเอ็กซ์เพอริเมนทัลผลลัพธ์ออกมานิ่งขึ้น สุขุมขึ้น ประณีตขึ้น......และแม้จะไม่ดีขึ้นแต่ชวนฟังขึ้นเยอะ


The Rapture : In The Grace Of Your Love : Dance Punk/Post-Punk/Indie Rock (90%)


ปิดท้ายด้วยอัลบั้มล่าสุดจาก The Rapture หนึ่งในวงอินดี้ร็อคที่รักและทรงอิทธิพลต่อดิฉันมากที่สุดของโลกนี้....เฮ้อ ของแบบนี้มันก็ต้องว่ากันตามตรงตามเนื้อผ้าอ่ะนะคะว่าฟังรอบแรกออกแนวผิดหวังชนิดเกือบจะยน้ำตาซึมทีเดียว "ไม่เปรี้ยวและไม่ดีเท่าที่เคยผ่านมานะ" จาก Echoes ในชุดแรกที่มาเป็นเด็กพั้งค์จ๋าสุดโต่งและก่อนหน้านี้กับงานระดับมาสเตอร์พีซใน Piece Of People We Love ที่เปรี้ยวฮิพมากด้วยการจับอินดี้ร็อคขยำเข้ากับดนตรีเต้นรำโจ๊ะแบบพั้งค์ ฟั้งค์ ไซคลีเดลิกและดิสโก้มาชุดนี้ออกแนวนิ่งๆไปความเปรี้ยวแบบแด๊นซ์พั้งค์ถูกลดทอนลงด้วยความแปลกใหม่จากซาวนด์ทดลองที่ส่วนตัวไม่คิดว่าจะเข้าท่าเท่าไรนักตบด้วยอิทธิพลของดนตรีสรรเสริญพระเจ้าแบบยิวและสรรพสำเนียงออกแนวตะวันออกที่กระจายตัวอยู่เป็นหย่อมใหญ่ในอัลบั้มตามด้วยการพยายามที่จะขยับเข้าไปเล่นกับดนตรีโซนผิวสีแบบอาร์แอนด์บี โซลยันโอลสคูลฟั้งค์กีย์ดิสโก้โดยขยำเข้ากับดนตรีเต้นยรำผสานโพสท์พั้งค์ตามสไตล์ - - ฟังๆไปมันก็ไปกันได้เนียนดีอยู่ชนิดน่าประหลาดใจ - - ฟังจบสองรอบแล้วเกิดพุทธิปัญญาว่า "เป็นอัลบั้มที่ดี" ที่ทำให้ผิดหวังเพราะว่ามันได้อารมณ์สดเท่ห์เฟี้ยวฟ้าวเปรี้ยวฉกาจฉกรรจ์แบบเก่า...แต่งานคุณภาพแบบนี้ออกมาก็อยากใมห้ฟังกันนะ หึหึหึ