วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2554

Tahiti 80 : The Past,The Present&The Possible : 87%












Tahiti 80 : The Past,The Present&The Possible : 87%




















จะว่าไปอัลบั้มเต็มชุดล่าสุดของวงเฟรนซ์พ็อพสุดที่รักอย่าง Tahiti 80 นี่ก็ออกมาได้สักระยะแล้ว ส่วนตัวรู้สึกว่าดิฉันนี่เป็นแฟนคลับที่แย่มากๆที่เพิ่งจะได้มีเวลามานั่งเขียนวิจารณ์ถึงแทนที่จะรีบๆตีเหล็กให้ดังๆซะตั้งแต่ตอนที่มันกำลังร้อน...อย่างไรก็ตามก็ยังดีกว่าไม่เขียนนะคะ


















รูปแบบดนตรี


















ในส่วนของภาคดนตรีนี่คิดว่ายังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเท่าที่คาดหวังไว้นะคะแต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่สามารถสัมผัสได้ถึงลูกล่อลูกชนที่มีมากขึ้น กล้าเสี่ยงมากขึ้นกล้าบ้ามากขึ้นแม้ความโฉ่งฉ่างสดใสแบบเดิมๆที่คุ้นเคยจะอันตรธานไปจนน่าใจหายบ้างก็ตาม "อินดี้พ็อพ" สไตล์วงอินดี้ร่วมสมัยจากฝรั่งเศสที่ไฮไลท์ไปอยู่ที่บีทดิสโก้ตึ๊บๆสวยสง่าค่อนไปเป็นโอลด์สคูลที่ผสานกลิ่นโซลหวานๆหอมๆชวนโยกบ้างในบางแทร็คควบคู่ไปกับอิเล็คทรอนิก้าที่ดูเหมือนจะจัดจ้านขึ้นและแรงขึ้นเป็นเท่าตัวจนขนหัวตั้งชัน - - มีทั้งรสของทริพฮอพ เทคโนและแทรนซ์ - - เช่นเดียวกับความเป็น "ร็อค" ทั้งกลิ่นของซอฟต์ร็อคและฟั้งค์ร็อคนี่เห็นได้ชัดว่าชัดเจนขึ้นกว่าเดิมเป็นเท่าตัวทีเดียว...เดาได้ไม่ยากว่าทิศทางของทางวงคงต้องการที่จะเพิ่มความเป็นร็อคขึ้นเรื่อยๆ














จุดด้อย














ปัญหาที่ยังแก้ไม่ตกของทางวงคือ "ดนตรีค่อนข้างรก" เกินความจำเป็นจนฟังติดๆกันแล้วอาจจะมึนๆไปได้บ้างแถมด้วยความที่ฟังยากขึ้นและความน่ารักสดใสแบบเฟรนซ์พ็อพในแบบที่แฟนๆคุ้นเคยก็อกจะลดน้อยลงไปแทนที่เอาด้วยงานเชิงทดลองและอิเล็คโทรนิคเสียมากกว่า...อาจจะออกลูกขัดใจกันไปบ้างแต่แหมจะให้เขาทำเพลงงุ๊งๆงิ๊งๆทั้งชาติมันก็ไม่ใช่เนอะ - - คนเรามันก็ต้องโตขึ้นกันบ้างสุขุมกันบ้างอะไรบ้างสิคะ นี่วงอินดี้นะไม่ใช่บริทนี่ย์ สเปียรส์












แทร็คเด็ด












Defender (4/5) เพลงเปิดอัลบั้มที่เริ่มต้นมากระฉึกกระฉักคึกคักสดใสดีแท้กับการหยอดดนตรีอิเล็คโทรพ็อพเต้นรำเข้ากับบีทดิสโก้ตึ๊บๆเจือกลิ่นอายยูโรเฟี้ยวฟ้าวและโพรแกรมมิ่งซินธ์พ็อพแพรวพราวประดุจหลุดมาจากเกมส์คอมพิวเตอร์ยุคอนาคตแกลมด้วยบีทฮิพฮอพและซอฟต์ร็อคบ้าพลังหัวหมุนกันไปแถบแต่เพลงดี๊ ดีค่ะ Solitary Bizness (4.5/5) ที่ล่วงหน้าเป็นอีพีไปก่อนหน้านี้มาฟังเวอร์ชั่นในอัลบั้มแล้วรู้สึกประทับใจน้อยลงมาค่อนข้างเยอะจากเพลงอิเล็คโทรอินดี้พ็อพกึ่งเอ็กซ์เพอริเมนทัลเก๋ๆลอยละล่องไหงเหลาออกมาซะยานเหยิบแบบนี้เล่าคะ? โชคดีนะบารมีเก่าในอีพีมันแรงก็เลยปฏิเสธไม่ได้ Crack Up (5) อีกเพลงที่ติดมาจากอีพีงวดนี้มาแบบ Extended Mix สุดเก๋ไก๋เป็นเพลงเฟรนซ์พ็อพเต้นรำสุดสลวยหรูหราที่แทนที่บีทฮิพฮอพเท่ห์ๆน่ารักๆในเวอร์ชั่นต้นฉบับด้วยความเป็นโซลกรีดกรายตบด้วยอารมณ์เฮ้าส์พลิ้วๆและบีทอิเล็คทรอนิคติดฟั้งค์กี้ย์ดิสโก้และการาจพองามที่ชวนให้นึกถึงดีเจแนวเฮ้าส์สุดอมตะอย่าง Masters! At WorkและNuyorican Soul มาที่ Gate 33 (4.5/5) และ Easy (4/5) ที่เป็นเฟรนซ์พ็อพน่ารักๆสไตล์Tahiti 80 ที่ทำออกมาเอาใจแฟนๆขาประจำเจ้าเก่าโดยเฉพาะเพราะมากๆ Want Some? (5) ของโก่งคะแนนให้เต็มเลยได้มั้ย คือมันอาจจะไม่ได้เก๋ไก๋พราวนภาอะไรมากมายนะคะแต่โดนมากๆกับบีทกีตาร์อคูสติคสวยๆที่หยอดผสานเข้ากับอิเล็คโทรนิก้าและโอลด์สคูลโซลได้งามระยับสุดๆ เป็นเพลงจากฝากอินดี้พ็อพที่อาจจะถูกใจที่สุดในรอบปีฟังแล้วรู้สึกเหมือนกับนั่งฟังงานทริพฮอพบนดนตรีอคูสติค ส่วนเพลงสุดท้ายที่ตัดใจเลือกมาคงจะเป็น Nightmares (4.5/5) เป็นงานอินดี้พ็อพดาวน์เทมโพเจือทริพฮอพหวานๆเพราะๆเพลงแบบนี้เก็บไว้ฟังตอนหน้าหนาวท่าจะดี ตอนจบสลับมาทำจังหวะกระฉึกกระฉักน่ารักดี


สรุป


นักวิจารณ์ดนตรีจากหลายสถาบันชื่อดังของต่างประเทศอาจจะไม่ชอบ แต่ดิฉันชอบค่ะไม่ได้เข้าข้างแค่ตัดสินมันด้วยหูและความรู้สึกของตัวเอง...Tahiti 80ในThe Past,The Present&The Possibleอาจจะไม่ได้เพราะเท่าเดิมแต่เชื่อเถอะความเจ๋งของพวกเขาไม่ได้ลดถอยไปไหนเลย ก็แค่คนมันโตขึ้นก็เท่านั้น!!!

วันพุธที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2554

Bright Eyes : The People's Key : 100%










Bright Eyes : The People's Key : 100%
















ขอเบรคจากงานแนะนำอัลบั้มสั้นๆในคอลัมน์มายสเปซมาเขียนรีวิวแบบลึกๆเต็มๆกันบ้าง...ช่วงนี้บอกตามตรงเลยค่ะว่า "ยากมากๆ" ที่จะเลือกอัลบั้มสักอัลบั้มหนึ่งขึ้นมาเขียนวิจารณืแบบเต็มๆเพราะงานดีๆทยอยออกมากันเยอะชนิดล้นหลามฟังกันไม่ทันเลยทีเดียว ทั้งเบเวอลี่ย์ ไนท์,Theivery Corporation,จีวล์,เดวิด เกตต้าและArctic Monkeys ขณะนี้ประสบปัญหาเกี่ยวกับข้อมูลในสมองแน่นจนล้นเพราะว่าฟังไปก็รีวิวตีกันไปในหัวจนไม่รู้จะเขียนบรรยายงานชุดไหนออกมาก่อนดีก็แหมงามๆซะไปหมดเลยนี่เจ้าคะ อย่างไรก็ตามพอนั่งคัดๆเลือกๆไปแล้วก็ขอเขียนถึงอัลบั้มของวงอินดี้ร็อคสุดโปรดอย่าง Bright Eyes กับงานอัลบั้มล่าสุดเสียก่อนที่กว่า














รูปแบบดนตรี














วงจากNebraskaวงนี้นี่ชื่อเสียงเขาเลื่องลือมาตั้งแต่ฝากฝีมือการทำอัลบั้มคันทรี่ย์โฟล์คในช่วงต้นที่ภาคเนื้อหาสุดจะเชือดเฉือนเสียดสีจิกกัดทั้งสภาพสังคมตลอดจนภาคเนื้อหาที่แสดงทัศนะต่อการเมืองชนิดปราศจากความแยแสใดๆ ถ้าอยากจะลองหาอัลบั้มไหนของเขาในช่วงพีคมาฟังนี่ขอแนะนำ I'm Wide Awake,It's Morning ในปี2005ที่ได้รับการชื่นชมแห่แหนจากนักวิจารณ์ไปกระบุงใหญ่ ในขณะเดียวกันอัลบั้ม Digital Ash In A Digital Um ที่ทยอยตามออกมาในปีเดียวกันก็แสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์อันเด่นชัดของทางวงที่จะหมายมั่นปั้นมือเอาดนตรีอิเล็คโทรนิคและลูกเล่นแปลกแหวกล้ำแบบดนตรีเชิงทดลองทั้งหลายมาผนวกเข้ากับจิตวิญญาณทางดนตรีแบบเดิมๆของตนเองเป็นย่างก้าวใหม่ที่แม้ว่าแรกๆนักวิจารณ์จะรับกันไม่ได้แต่ปฏิเสธไม่ลงว่าเจ๋งทีเดียว ล่าสุดก่อนหน้านี้กับ Cassadaga งานอัลเทอเนทีฟคันทรี่ย์สุดคลาสสิคที่ภาคเนื้อหาดำดิ่งลงไปสื่อสารกับจิตวิญญาณของตนได้อย่างลึกซึ้งมากไปกว่านั้นสามารถระเบิดพลังแห่งจิตวิญญาณเหล่านั้นออกมาสื่อสารถึงใจคนฟังได้อย่างมีชั้นเชิง สำหรับอัลบั้มล่าสุด The People's Key พวกเขากลับมาพร้อมกับภาคดนตรีอินดี้ร็อคผสานโฟล์คสวยงามสุดจะพรรณนาเจือคันทรี่ย์ อัลเทอเนทีฟ บลูส์และอิเล็คโทรนิคเข้ามาเป็นกระษัยชนิดตรงกลางผสมคลุกเคล้าพอดิบพอดี งานไม่ได้ออกมาดิบสดข้นแบบคันทรี่ย์อเมริกาน่าจ๋าจัดจ้านจนดิฉันช็อคแบบอัลบั้มที่แล้วหากแต่เปี่ยมไปด้วยความรู้สึกอิ่มเอมอุ่นละมุนประณีตละเมียดละไมและสวยงามควรค่ากับทุกๆหูจริงๆเจ้าค่ะไม่ได้พูดเกินจริงไปสักกระผีก แถมยังเป็นงานดนตรีที่ภาคเนื้อหาเปี่ยมไปด้วยวาทะศิลป์สวยสดงดงามประหนึ่งบทกวีปัญญาชนที่ว่าด้วยเรื่องของความรัก การเมือง สังคมและวัฒนธรรมโลก จิตวิญญาณตลอดจนแนวคิดทางศาสนาได้อย่างคมคายลึกซึ้งทีเดียว












จุดด้อย












อาจจะไม่ใช่อัลบั้มที่ฟังง่ายสำหรับคอดนตรีพ็อพเมนทสตรีมก็แค่นั้นแหละค่ะ ที่เหลือไม่ค่ะงานดีขนาดนี้จะไปเสียเวลาหาข้อด้อยไปใย? เอาเวลาไปจับผิดท่านนายกสุดสวยของเรากันดีกว่าเนอะ!!!










แทร็คเด็ด










Firewall (5) แทร็คเปิดอัลบั้มด้วยสุนทรพจน์สุดคมคายก่อนจะเปิดโรงด้วยกีตาร์บลูส์ดิบลึกกรีดเสียงสวยบาดใจเข้าสู่ห้วงอารมณ์ของงานอินดี้โฟล์คผสานคันทรี่ย์ดิบหม่นแต่งดงามเหินบรรยายสไตล์ Bright Eyes ตบตามด้วยเสียงสังเคราะห์อิเล็คโทรนิคและเครื่องสายอลังการหวานหยดที่อาละวาดประดุจพายุลูกใหญ่ผ่านวูบก่อนจะอำลาเหลือทิ้งไปเพียงความอ้างว้าง Shell Games (5) น่ารักมากกกกกกกกกกถึงมากที่สุดแม้จะพ็อพจัดจ๋าผิดวิสัยคุณคอร์เนอร์สุดหล่อไปนิดแต่นับว่าทำออกมาได้ชวนเคลิ้มฝันไม่น้อยเลยทีเดียว อินดี้พ็อพติดโฟล์คจางๆโดดเด่นด้วยโพรแกรมมิ่งสวยๆและซินธิไซเซอร์ฟังแล้วเคลิ้มทีเดียว ท่อนคอรัสเพราะมากๆค่ะ A Machine Spiritual (In the People's Key) (4.5/5) คล้ายจะเป็นไทเทิ่ลแทร็ค ดนตรีเป็นพ็อพโฟล์คอคูสติคสวยหวานล่องลอยอาจจะดูเรื่อยเปื่อยไปนิดแต่ก็นับว่าเป็นเพลงที่เพราะมากๆอีกเพลงที่เดียว Triple Spiral (4/5) ต๊ายยยย ตายๆๆๆๆนึกว่าจะกลายร่างเป็นหนุ่มบริทพ็อพไปซะแล้วนะคะ อาจจะแปร่งๆแปลกๆหูไปบ้างกับงานอัลเทอเนทีฟร็อคที่น่าจะไปอยู่ในอัลบั้มของ Coldplay หรือ Manic Street Preachers เสียมากกว่าแต่ฟังๆไปก็น่ารักดีนะ ชอบที่มันยดูไม่เหมือนงานของ Bright Eyes สักนิดเลยนี่น่ะแหละ ในขณะเดียวกัน Beginner's Mind (5) ก็หวนกลับสู่จิตวิญญาณของความเป็น Bright Eyes ด้วยงานอินดี้โฟล์คผสานร็อคเท่ห์ๆที่โดดเด่นเป็นฉบับของตัวเองชนิดที่หาหน้าไหนมาเทียบเคียงไม่ได้เลย หึหึหึ One For You,One For Me (5) ดนตรีอินดี้ร็อคเชิงเอ็กซ์เพอริเมนทัลที่สวยงามและไพเราะจนน่าขนลุก ปิดอัลบั้มได้อย่างดีเยี่ยมที่สุดครั้งหนึ่งเท่าที่วงเคยทำมาทีเดียว


สรุป


Bright Eyes ก็ยังคงเป็น Bright Eyes วงดนตรีอินดี้โฟล์ค/ร็อคที่ยังคงความอัจฉริยะและรังสรรค์กลั่นกรองงานดนตรีของตนออกมาได้เฉียบคมไปด้วยขุมพลังแห่งจิตวิญญาณผนวกเข้ากับสายเลือดศิลปิน วิสัยทัศน์ สติปัญญาและแน่นอนความขบถที่วิ่งแล่นไหลผ่านสูบฉีดไปทั่วร่างที่ไม่มีวันเสื่อมคลาย...ใครจะกล้าปฏิเสธได้เล่าว่าพวกเขานี่แหละคือวงดนตรีอินดี้โฟล์คที่ดีที่สุดในโลก - - ขอยืมคำของคุณพี่พจนีในรีวิว Arctic Monkeys มาใช้ว่า "อย่าเถียง!!!"

วันอังคารที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2554

Melanie C. : The Sea (Myspace#66)






Melanie C. : The Sea : Pop-Rock (60%)








สำหรับคอเพลงพ็อพช่วงกลางทศวรรษ90คงจะรู้จักชื่อเสียงและฤทธิ์เดชของ "เมลซี" - - หรือชื่อเต็มๆ เมลานี คริสโฮล์ม - - ในฐานะสมาชิกที่แถบจะเรียกได้ว่าโดดเด่นที่สุดของ "สไปซ์เกิร์ล" วงเกิร์ลแบนด์ที่โด่งดังและทรงอิทธิพลระดับมหาศาลชนิดที่เขย่าอาณาจักรดนตรีพ็อพให้สั่นสะเทือนไปทั่วโลกทีเดียวในช่วงวินาทีนั้น กาลเวลาผ่านมาถึงช่วงต้นยุคสองพันมิลเลเนียมที่5สาวเครื่องเทศดันมีอันเป็นไปวี๊ดดดดบึ้มสลายโต๋กันไปก่อนคำทำนายที่ว่าโลกจะวิบัติซึ่งสาวๆก็ดาหน้ากันออกงานเดี่ยวมาประลองต่ออายุในวงการกันชนิดครบครันแล้วก็มีอัลบั้ม Northern Star ของแม่สปอร์ตี้สไปซ์นางนี้นี่แหละที่ประสบความสำเร็จกว่าใครเพื่อนในแง่ของยอดขาย......ก่อนที่จะดำดิ่งลงมาเรื่อยๆทั้งตัวเงินและคุณภาพทางการดนตรีในระยะเวลาต่อมา






จริงๆแล้วก็ไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจจะตั้งรับกับงานเดี่ยวลำดับที่5ของเธอมาก่อนว่าจะทะลึ่งออกมาในช่วงระยะเวลาอันใกล้ซะขนาดนี้เนื่องจากเพิ่งจะช็อคกับ Rock Me ซิงเกิ้ลเปิดตัว - - ซึ่งท้ายที่สุดก็เป็นเพียงแค่ Promotional Single และถูกรวมไว้ขายในเฉพาะ German Edition (ซึ่งก็สมควรอยู่) - - กับการปฏิวัติตัวเองใหม่ที่ไม่ใช่ว่าจะเข้าท่าซะเลยทีเดียว






ก่อนหน้านี้เราแอบตั้งฉายาให้เธอในใจว่า "ดันทุรังสไปซ์" เนื่องจากแม่เมลซีนางเป็นคนที่มั่นใจในตัวเองมากๆว่าจะประสบความสำเร็จกับเส้นทางการเป็นสาวร็อคให้ได้ จะว่าไปแล้วทำดนตรีดักดานไม่เข้าหูแบบหัวชนฝามันก็ไม่ผิดหรอกเพราะว่าถึงอะไรๆก่อนหน้านี้มันจะดูแย่ๆไปบ้างแต่ก็ต้องยอมรับว่าเห็นความตั้งใจและความมุ่งมั่นอย่างบริสุทธิ์ผุดผ่องเจิดจ้าส่องประกายมาจากตัวเธอชนิดที่ดิฉันสัมผัสได้แบบเต็มล้นหัวอกหัวใจ...แม้จะไม่ได้เงยหน้าชำเลืองโลกภายนอกเอาซะเลยก็ตามที - - อย่างไรก็ตามการกลับมา(ตาย)อีกครั้งใน The Sea ถึงภาพรวมจะดูแกนๆน่าเบื่อหาความโดดเด่นแถบไม่เจอไปบ้างแต่อย่างน้อยก็ต้องขอชมว่าเจ๊เมลเธอพัฒนาแล้วในแง่ของการเรียบเรียงดนตรีการจับที่ดูเหมือนว่าจะจับทางตัวเองได้มากขึ้นรวมถึงทำเพลงได้ประณีตนุ่มหูมากขึ้น - - เพียงแค่ไม่ชวนฟังขึ้นเท่านั้นมั้งที่นับเป็นแต้มเสีย - - รวมถึงตะเกียดตะกายไปเล่นกับงานดนตรีหลากหลายขึ้นทั้งแด๊นซ์ โฟล์ครวมถึงดนตรีกลิ่นอายทดลองมากขึ้นโดยทั้งหมดทั้งมวลยังคงยืนพื้นอยู่บนความเป็นพ็อพร็อคละเมียดละไมที่ทำให้คิดถึงการนำเสนอในช่วงงานชุดที่สองอย่าง Reason นิดๆ เป็นอีกอัลบั้มที่นับว่าลงตัวมีเอกภาพที่สุดแล้วในบรรดาการทำงานทั้งหมดทั้งมวลชองเจ๊เมลซีเธอทีเดียว.....เพียงแต่ไม่รู้ว่าอะไรมันแย่กว่ากันระหว่างการพยายามแผดเสียงเป็นสาวร็อคแล้วคนฟังแถบจะชักตายคาสเตอริโอแบบ Beautiful Intention งานชุดที่สามก่อนหน้าที่แถบจะฟังไม่ได้เลยแต่ก็ดิบสดกล้าแกร่งมีวิสัยทัศน์ดีกับงานที่มาแบบแปร่งๆแปลกๆในรอบการฟังช่วงแรกแต่พอฟังมากรอบขึ้นกลับรู้สึกว่าก็เพราะดีนะอย่างชุดนี้ - - ซึ่งมันปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป็นงานที่โดดเด่นและน่าสนใจน้อยที่สุด ชวนติดตามน้อยที่สุดและมีอะไรให้พูดถึงในระยะยาวน้อยที่สุด - - แบบไหนมันแย่กว่ากัน? แฟนๆสไปซ์และคนรักเจ๊เมลคงต้องมาช่วยกันหาคำตอบกันแล้วกระมัง

วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2554

Masonna : Trublue (80%)



Madonna : True Blue : 80%


รูปแบบเพลง


ยืนพื้นอยู่ที่ความเป็นพ็อพยุค80ล้วนๆ เพลงส่วนใหญ่ในอัลบั้มเป็นเพลงแนวเต้นรำที่ผสานกลิ่นอายมิดเทมโพรวมไปถึงนำเสนอสรรพสำเนียงที่หลากหลายอย่างละทินฟลาเมงโก้,ร็อคแดนซ์,เร็กเก้,ฟังค์กีย์,เรโทรและบัลลาด ชนิดที่มีให้ได้ยินกันแบบแบ่งแทร็คต่อแทร็คเลยทีเดียว โดยส่วนตัวคิดว่านี่เป็นอัลบั้มที่ติด1ใน5อัลบั้มที่ดีที่สุดของเจ๊เลยทีเดียว


จุดด้อย จุดด้อยที่ด้อยได้น่าเกลียดมากๆเลยคือเพลงเจ๊น้อยเข้าขั้นอุบาทว์เลยค่ะ โอ้โห 9 แทร็คเจ๊ขาทำมาอีกซักแทร็คสองแทร็คคงไม่ยากเกินความสามารถใช่มั้ย อย่างไรก็ตามขอใช้มุขเดียวกับรีวิวที่แล้วนะคะคือเมื่อมามองที่คุณภาพในการฟังระยะยาว ความแรงของตัวเพลงและอัลบั้มรวมไปถึงพัฒนาการด้านการร้องของเจ๊แล้วก็คุ้มค่ากับทุกบาททุกสตางค์ที่ซื้อไป สมค่ากับที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในอัลบั้มเพลงพ็อพที่สุดแสนจะคลาสสิคที่สุดอัลบั้มหนึ่งของโลกและคนที่รักดนตรีควรจะมีไว้ น่ะค่ะ


ซิงเกิ้ล


Live To Tell (5) ซิงเกิ้ลแรกของอัลบั้ม เป็นธีมประกอบภาพยนตร์เรื่อง At Close Range ที่ฌอณ เพนน์ อดีตสามีของเธอแสดง แต่เอาจริงๆในซาวดน์แทร็คกลับไม่มีบรรจุไว้ ในส่วนของตัวเพลงนับเป็นครั้งแรกที่มาดอนน่าตัดซิงเกิ้ลแรกเป็นบัลลาด เนื้อหาว่าด้วยการบอกเล่าบทเรียนและพิพากษาความทุกข์ระทมที่ผู้หญิงคนหนึ่งได้ประสบมาขอชมจากใจที่เจ๊แต่งเนื้อเพลงและถ่ายทอดออกมาได้อย่างมีชั้นเชิงมากๆ เป็นหนึ่งในเพลงที่ภูมิใจเจ๊ที่สุดค่ะ เริ่ด!


Papa Don't Preach (5)


ซิงเกิ้ลที่สอง พ็อพแดนซ์เจือกลิ่นอายมิดเทมโพ โดยส่วนตัวเดี๊ยนขอยกให้เป็นตัวแทนของพ็อพยุค80 ที่เด็ดมากๆก็คือเนื้อหาที่ว่าด้วยการสารภาพกับพ่อว่าตัวเองท้อง เพลงนี้ถือว่ามาดอนน่าได้ทำสิ่งที่ท้าทายผู้ปกครองชาวอเมริกันและสิทธิสตรีในช่วงนั้นมากๆ สังคมตั้งคำถามกับเธอค่ะว่า จำเป็นแค่ไหนที่หล่อนจะต้องเอาเรื่องแบบนี้มาทำป็นเพลง ในขณะที่อีกฝ่ายเกรงว่าจะเกิดกระแสเลียนแบบในหมู่วัยรุ่นสาว หลายคนอาจจะมองว่ามาดอนน่าเป็นตัวอย่างที่จะนำอนาคตของชาติให้ก้าวไปสู่หายนะ แต่สำหรับเดี๊ยนผู้ไม่เคยเชื่อว่าดาราหรือนักร้องนั้นเป็นวิศวกรของสังคมและค่อนข้างจะเชื่อมั่นว่าคนเรามีสติปัญญาเพียงพอที่จะใคร่ครวญหลายๆสิ่งให้แก่ตนเองได้นั้น ขอชมเธอในฐานะที่กล้าลุกขึ้นมาตีแผ่ความเป็นปัจเจกในเพลงนี้ ถ้ามองในมุมกลับ พ่อขาหนูท้องค่ะ หนูจะรับผิดชอบเด็กไว้ มันก็ยังดีกว่า เฮ้ สาวๆเราท้องได้ก็ทำแท้งได้ ซึ่งอีอันหลังสังคมควรจะวิ่งไปเป็นห่วงมากกว่านี้เยอะน่ะค่ะ


Trueblue (3/5)


ไทเทิ่ลแทร็ค ใช้ลูกเล่นเรโทรพ็อพยุค50เข้ากับจังหวะจะโคนของมิดเทมโพยุค80 ถือว่าเป็นเพลงที่น่ารักดีเลยทีเดียว แต่ปัญหาใหญ่ของเพลงนี้ก็คือแม้ว่ามันจะฮิตในช่วงนั้นมากๆแต่ถ้ามาในยุคนี้มันก็จะเป็นแค่เพลงเคยฮิตที่ถูกลืม โครงสร้างเพลงแบบนี้ในยุคเราไม่พ้นจะถูกมองว่าเสร่อและจะถูกเด็กรุ่นใหม่พาลเกลียดอีกต่างหาก ไม่มีอะไรน่าสนใจถ้าเทียบกับเพลงฮิตเพลงอื่นๆของเจ๊ที่แข็งกว่าและอยู่เหนือกาลเวลาได้


ป.ล. เพลงนี้เจ๊อุทิศให้ ฌอณ์ เพนน์ อดีตสามีแล้วเป็นไงคะ


Open Your Heart (5)


แรดมากๆค่ะเจ๊เพลงนี้! ก่อนหน้านี้เพลงนี้เคยเป็นเวอร์ชั่นร็อคซึ่งจะได้เป็นเพลงของป้า ซินดี้ ลอเพอร์ น่ะค่ะ แต่ไปๆมาๆดันกลายเป็นของเจ๊ไปซะได้ เพลงนี้เป็นเพลงที่เจ๊ลงเสียงเป็นเพลงแรกในอัลบั้มแถมยังปัดฝุ่นมาทำเป็นแดนซ์กระจายล้างซวยซะเลย เริ่ด! โดยส่วนตัวเป็นหนึ่งในเพลงและเอ็มวีของเจ๊ที่เดี๊ยนโปรดปรานที่สุดค่ะ คลาสสิค!


La Isla Bonita (5)


ต๊ายย! เจ๊ล่อกวาด5ไปสี่ซิงเกิ้ลเลยนะคะ เพลงนี้เป็นซิงเกิ้ลปิดอัลบั้ม ตัวเพลงเป็นละทินพ็อพหวานๆเนิบๆผสานกับจังหวะของ*ยิปซีรุมบ้า เซ็กซี่มากๆ สิ่งที่ชอบในเพลงนี้คือเจ๊วาดเพลงออกมาได้อย่างมีศิลป์รวมไปถึงถ้าพิจารณาในแง่ความแปลกใหม่จากบรรดาซิงเกิ้ลก่อนๆถือว่าเป็นตัวที่เจ๊ฉีกออกจากเพื่อนไปค่อนข้างมาก เก๋แค่ไหนไม่รู้แต่ก็ขึ้นแท่นเพลงโลโก้ของเจ๊ไปแล้ว ป.ล. * ยิปซีรุมบ้า คือฟลาเมนโก้แขนงหนึ่งมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า รุมบ้า ฟลาเมนก้า ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจาก คิวบารุมบ้าซึ่งเข้าสู่ประเทสสเปนและกลายเป็นหนึ่งในดนตรีกระแสหลักเมื่อ ค.ศ. 19


แทร็คอื่นๆ


Where's The Party (3.5/5) พ็อพแดนซ์สนุกๆที่มาดอนน่าเอาขึ้นไปโชว์บนคอนเสิร์ตหลายครั้งอยู่เหมือนกัน ล่าสุดก็เอาไปแปะไว้ในเพลง Music Inferno ในทัวร์ล่าสุด โดยส่วนตัวคิดว่ามีศักยภาพพร้อมที่จะเป็นซิงเกิ้ลน่าเสียดายนะคะที่เจ๊ไม่ได้ตัด มาที่ Jimmy Jimmy (2/5) เพลงพ็อพสไตล์สองอัลบั้มแรกน่ะค่ะ ฟังแล้วติดหูชะงัดแต่โดยส่วนตัวชอบน้อยสุดแล้วในอัลบั้มนี้ ต่อด้วย White Heat(3/5) เก๋ด้วยการแปะไดอาล็อคไว้ตอนต้นและกลางเพลง ตัวเพลงเป็นสตรีทพ็อพเจือมิดเทมโปและสรรพสำเนียงกรร้องที่ให้อารมณ์แบบฟังค์กีย์นิดๆ เท่ห์ดีค่ะ แต่โดยส่วนตัวเจ๊น่าจัะทำเพลงระดับนี้ได้เข้มข้นกว่านี้นะคะ ปิดอัลบั้มด้วยเพลงความหมายดีๆอย่าง Love Makes The World Go round (3.5/5) เพลงนี้เธอเอาขึ้นไปโชว์บนไลฟ์เอดส์ปี1984หรือ1985นี่แหละ ตัวเพลงสดใสมากๆค่ะเก๋ด้วยการเอาลูกเล่นของจังหวะจะโคนแบบเร็กเก้มาใช้ ปิดอัลบั้มได้น่ารักมากๆค่ะเจ๊


สรุป


อีกหนึ่งตัวแทนอัลบั้มเพลงพ็อพจากยุค80ที่อยากให้ทุกคนได้ฟัง อีกหนึ่งอัลบั้มเพลงเต้นรำดีๆที่จะนำคุณหวนคืนสู่ความหอมหวานและชีวิตชีวาของจังหวะจะโคนแบบเรโทรได้เป็นอย่างดี อีกหนึ่งอัลบั้มประวัติศาสตร์ที่มาดอนน่าและสาวกภูมิใจนำเสนอ เหนือสิ่งอื่นใดอีกหนึ่งอัลบั้มเพลงพ็อพที่พิสูจน์ให้เห็นกันแล้วว่าพ็อพดาดๆแบบนี้มีดีและเป็นที่นิยมได้มากมายขนาดไหน

วันจันทร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2554

Amy Winehouse : Back To Black (Myspace#65)


Amy Winehouse : Back To Black : Soul/Pop/R&B/Neo Soul (87%)

นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา - - เชื่อว่าท่อนสั้นๆจากกลอนที่ยกมานี้ย่อมเป็นสัจธรรมที่ชี้ให้เห็นว่า "คนเรายามมีชีวิตอยู่ควรจะตระหนักในความสำคัญต่อการสร้างค่าให้แก่ชีวิตของตนรวมทั้งอุทิศตนเพื่อทำสาธารณะประโยชน์แก่สังคมมากมายขนาดไหน"...เพราะชีวิตคนเรานั้นแท้จริงสั้นเหลือเกิน...เพราะจะไม่มีคำว่า "สาย" หรือ "น่าเสียดาย" ถ้าคุณจะเสี่ยงทำทุกสิ่งที่อาจจะดีหรือเลวตามที่ใจต้องการยามมีลมหายใจ...และแน่นอนเพราะเมื่อยามที่คนเราหมดลมหายใจไปแล้วสิ่งที่ยังคงถูกทิ้งให้เหลืออยู่ประดับความทรงจำของคนที่อยู่ต่อคงจะไม่พ้น "ผลงาน" ที่ไม่ว่าจะเป็นงานที่ดีหรือเลวก็ตาม มันจะเป็นสิ่งที่ติดตัวคนๆนั้นไปตลอดตราบเท่าที่หลายลมหายใจในช่วงเวลาเดียวกันกับเขายังคงผจญอยู฿บนโลกนี้ แม้ว่าตัวเขาจะอำลาโลกไปแล้วก็ตาม - - และสำหรับบางคนที่โชคดีมีชื่อเสียงโด่งดังนั่นก็หมายถึงตราบเท่าจะสิ้นสุดยุคของมนุษยชาติ

สำหรับเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมาคงไม่มีความสูญเสียใดที่จะสั่นสะเทือนอาณาจักรดนตรีไปมากกว่าการเสียชีวิตของ "เอมี่ ไวน์เฮ้าส์" ศิลปินมากความสามารถจากเกาะอังกฤษที่จากไปอย่างไม่มีวันกลับ - - แต่พื้นที่ใรคอลัมน์นี้ดิฉันไม่ได้ตั้งขึ้นเพื่อจะถกปัญหาการตายของเธอเพราะเชื่อว่าในโลกไซเบอร์อันกว้างใหญ่ตลอดจนสื่อสิ่งพิมพ์อันเป็นอมตะอย่างหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารก็คงจะสามารถให้ข้อมูลอันน่าพึงพอใจแก่คุณกันอย่างจุใจรวมถึงสำหรับตัวดิฉันคงต้องสารภาพ ณ ที่นี้ว่าไม่ใช่แฟนเพลบงของเอมี่ ไวน์เฮ้าส์ไม่เคยติดตามฟังผลงานของเธอสักอัลบั้ม - - แม้กระทั่งจะโหลดมาฟังก็ตาม - - อย่างไรก็ตามนี่ก็เป็นโอกาสดีโอกาสแรกและโอกาสเดียวที่จะได้เขียนบทความสั้นๆถึงผลงานของเธอ...สิ่งดีๆสิ่งเดียวที่คนรักดนตรีที่ไม่มีชื่อเสียงและละเมิดลิขสิทธิ์งานของเธอยามหมดลมหายใจมาฟังพอจะทำได้...สักครั้งหนึ่งในชีวิตนักวิจารณืดนตรีเขียนถึงศิลปินมีความสามารถระดับนี้มันก็ไม่เลวนะ

งานที่ขอหยิบมาเขียนถึงสั้นๆคงจะหนีไม่พ้นที่จะขอเลือก Back To Black สตูดิโออัลบั้มที่สองที่สุดแสนจะโด่งดังของเธอที่กับงานที่บูรณาการเอามนตร์เสน่ห์ของดนตรีโซลอันดิบสดหากแต่หอมหวานช่วงยุค60 - - โมทาวน์ - - เข้ากับดนตรีคอนเทมโพลารีย์พลางหยอดด้วยความหวานละมุนของพ็อพเข้ามาคุมทิศทาง บรรยากาศอันรื่นเริงเปี่ยมสุขของเร็กเก้ในบางเพลงไล่ไปถึงนีโอโซลหรูหรากรีดกรายที่ใช้เปิดกันตามแจ๊ซซ์เล้าจ์นหรูๆได้เลยทีเดียว ด้วยความงดงามของดนตรีโซลอังกฤษที่โดเด่นตลอดจนภาคเนื้อหาที่เชือดเฉือนว่าด้วยเรื่องสัมพันธภาพและความรัก เซ็กส์ ยาเสพย์ติดยันเรื่องราวของประสบการณ์ชีวิตที่พานพบส่งผลให้อัลบั้มนี้มอบความสำเร็จตให้แก่เธอระดับมหาศาลตั้งแต่ในแง่ของยอดขายที่ล่อไปกว่า2,262,399แผ่นในแบบสแตนดาร์ดและ824,764แผ่นในแบบเดอลุกซ์จากฝากบ้านเกิดตามด้วยฝั่งอเมริกาที่กวาดเรียบไปวุธกว่า2,300,000เหนาะๆซึ่งนับว่าไม่ธรรมดาทีเดียวที่งานโซลนอกกระแสกลับทำยอดขายได้มากมายมหาศาลถึงระดับนี้นี่ยังไม่รวมถึงความสำเร็จบนเวทีแกรมมี่ครั้ง50ที่ทั้งตัวอัลบั้มและซิงเกิ้ลRehabพากันเกี่ยวก้อยหอบรางวัลใหญ่กลับบ้านไปร่วม5รางวัล จากความสำเร็จที่ว่ามานี้ก็คงจะอดยกให้เอมี่ ไวน์เฮ้าส์ขึ้นเป็นหนึ่งในศิลปินหญิงของเกาะอังกฤษที่ประสบความสำเร็จแถวหน้าๆและโดดเด่นที่สุดท่านหนึ่งเลยทีเดียว - - ไม่นับมาดอนน่า,นาทาลี อิบรูเกลียหรือไคย์ลี่ย์ พวกศิลปินหญิง(โซโล่๗จากฝากผู้ดีใครขึ้นมายืนเป็นระดับแนวหน้าได้นี่ต้องบอกว่าน้อยคนพอควรและไม่ธรรมดาทีเดียวนะไล่โดยไม่เรียงลำดับก็มีจอส สโทน,เชอริล โครว,เบเวอลี่ย์ ไนท์,ลิลลี่ เอเลน,คอลิน เบย์ลี่ย์ เรย์และล่าสุดก็อะเดล...แต่ละคนเรียกได้ว่าความสามารถระดับเทพทั้งนั้น

สุดท้ายนี้ส่วนตัวหวังว่าคงจะไม่ช้าจนเกินไปที่จะขอบมอบพื้นที่เล็กๆบนมายสเปซนี้ในการไว้อาลัยให้แก่ "เอมี่ ไวน์เฮ้าส์" ศิลปินสาวมากความสามารถและตำนานจากเกาะอังกฤษในอนาคตท่านนี้...Rest In Peace!!!


They tried to make me go to rehab but I said 'no, no, no' Yes I've been bad but when I come back you'll know know know I ain't got the time and if my daddy thinks I'm fine He's tried to make me go to rehab but I won't go, go, go

วันศุกร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2554

Vanessa Carlton : Rabbits On The Run (Myspace#64)






Vanessa Carlton : Rabbits On The Run : Pop/Soft Rock/Alternative (92%)








ท่ามกลางบรรดาหลายอัลบั้มที่เลือกสรรมาฟังชนิดที่ค่อนข้างจะพิถีพิถันเป็นพิเศษในช่วงนี้เนื่องจากความต้องการและความหวังเล็กๆน้อยๆที่อยากจะเสพย์ดนตรีดีๆยามพักผ่อนบ้าง...ใครจะไปคิดว่าผลงานจากศิลปินที่ไม่ได้ติดตามผลงานใดๆของเธอจริงจังอีกเลยนับตั้งแต่ Be Not Nobody หนึ่งในอัลบั้มดาวรุ่งอันแสนจะเจิดจรัสเปล่งประกายเมื่อปี2002จะมาโดนใจเข้าชนิดเต็มเปาในแบบที่ทำเอาอดรนทนไม่ได้ที่จะเขียนถึง - - ไอ้งานการรึก็มี เที่ยวเตร็ดเตรลอยละล่องก็เยอะแถมยังมีเพลงอีกบานตะไทที่นอนอืดลอยกันเป็นแผเสนอหน้าให้เขียนกันให้สลอน - - จะว่าไปก็ก็ล่อไป9ปีแล้วที่ไม่ได้สนใจงานเพลงใดๆของเธออีกเลยทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ใช่ว่าคุณภาพในการทำงานของวาเนสซ่า คาร์ลทันศิลปินสาวมากความสามารถจากเพนซิลวาเนียท่านนี้จะลดลงหรือห่วยแตกแต่อย่างใด (จริงๆแล้วกลับจัดจ้านและมีทิศทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆด้วยซ้ำ) หากแต่มีหลายตัวเลือกที่โดดเด่นไปจนถึงฉาบฉวยที่ทำให้ตลอด9ปีที่ผ่านมาดิฉันไม่มีเวลาชำเลืองไปมองเธอเลยก็แค่นั้น




ความรู้สึกหลังจากที่ได้ฟัง Rabbits On The Run สตูดิโออัลบั้มลำดับที่4จากเธอแบบเต็มๆแล้วคงต้องบอกว่าใจนึกอยากจะกลับไปควานหาทุกงานของวาเนสซ่าที่เคยจงใจพลาดไปจนถึงไปขุดเอา Be Not Nobody มาฟังใหม่อีกครั้ง มันเป็นความรู้สึกสุดหรรษาอันแสนจะยากที่จะบรรยายคำแรกที่คิดได้คือ "เออ เราไม่ได้ฟังเพลงแบบนี้มานานขนาดไหนแล้วนะ"...เพลงแบบนี้ - - เพลงพ็อพสะอาดสะอ้านเรียบง่ายให้ความรู้สึกชุ่มชื่นบริสุทธิ์ฟังแล้วขนลุกน้ำตารื้นไปกับความสวยงามและมนตร์เสน่ห์ของของดนตรีที่ขาวกระจ่างใส ไพเราะ ไม่มากความด้วยรายละเอียดวุ่นวายรกรุงรังอึกทึกแต่เปี่ยมไปด้วยพลังประหนึ่งเนรมิตแดนมหัศจรรย์จากเทพนิยายอันเปี่ยมสุขสักเรื่องมาแอบแฝงไว้ในจิตวิญญาณของตัวอัลบั้มได้อย่างแยบยล - - นี่คืออัลบั้มเพลงพ็อพที่กล้าออกปากว่าสวยงามและไพเราะที่สุดชุดหนึ่งประจำปี2011นี้เลยทีเดียว


ก่อนจากขอตบท้ายด้วยแทร็คโปรดปรานจากงานชุดนี้ที่ทำให้ดิฉันยิ้มไม่หุบตั้งแต่วินาทีแรกที่ฟังเริ่มต้นด้วยนี้เลย Carousel เพลงเปิดอัลบั้มและซิงเกิ้ลเปิดตัวรื่นเริงบริสุทธิ์กระจ่างจ้าจนแสบตาประดุจแสงอาทิตย์ยามเช้าที่แลมเลียปุยเมฆขาวอย่างอารมณ์ดีกับเพลงพ็อพบริสุทธิ์ๆแท้ๆโดดเด่นบนเสียงเพียโนเพราะๆและเครื่องสายกึ่งคลาสสิคคัลตามสไตล์ของวาเนสซ่าที่แฟนๆจะรักไม่มีทางลืม ฟังชั้นเชิงในการประสานเสียงด้วยท่อนคอรัสฝันๆสไตล์มิวสิคคัลแล้วทำให้นึกถึงความคลาสสิคของดนตรีพ็อพในยุค60-70ยังไงก็ไม่รู้ I Don't Want to Be a Bride ให้อารมณ์ที่หม่นขึ้นมาหน่อยประดุจท้องฟ้าอมชมพูหลังพายุฝนไม่มีอะไรที่จะโดดเด่นหรือเป็นช่วงเวลาที่ดีไปกว่าการนั่งฟังท่อนคอรัสเพราะๆสุดลึกซึ้งชวนขบคิดรวมถึงชั้นเชิงการเรียบเรียงเสียงประสาน เครื่องสายและเครื่องดนตรีทุกชิ้นที่ทำหน้าที่ได้ดีประดุจมีชีวิต London ที่ขึ้นต้นมาชวนให้นึกถึงงานอินดี้พ็อพกึ่งอัลเทอเนทีฟโฟล์คประเดิมง่ายๆด้วยเสียงใสๆหวานๆคลอไปกับเพียโนเจือจางก่อนจะเพิ่มความเข้มข้นขึ้นกับการปะทะกันระหว่างเพียโนพลิ้วไสวงามระยับ แชมเบอร์ออเครสตร้าสุดอลังการและเครื่องสายกรีดเสียงสวย...ไม่ได้ยินอะไรที่เพราะขนาดนี้มานานขนาดไหนแล้วนะ Fairweather Friend สำหรับเอาใจคนที่ชอบงานอัลเทอเนทีฟที่ผสานเอาพ็อพ ซอฟต์ร็อคเข้ากับคลาสสิคคัลแบบงานชุดแรกอย่าง A Thousand Miles หรือ Ordinary Day ได้อย่างดี

วันพฤหัสบดีที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2554

Britney Spears : Oops!...I Did It Again (Myspace#63)








Britney Spears : Oops!...I Did It Again : Dance-Pop/Teen Pop/R&B (75%)












บางทีก็เป็นเรื่องตลกเหมือนกันสำหรับคนเราเมื่อยามที่โตขึ้นและมักจะสลัดตัวเองออกจากสิ่งที่เคยรักและมีอิทธิพลทั้งต่อชีวิตประจำวันและความรู้สึกของตัวเราโดยเหตุผลง่ายๆที่ว่า "มันไม่ใช่อีกต่อไป!!!" แต่ความโหดร้ายของความก้าวหน้าและการเวลาก็แฝงข้อดีไว้ในตัวคือ...เมื่อวันหนึ่งเรากลับมาหาสิ่งที่เคยเป็นตัวตนของเรา เราจะสามารถมองสิ่งนั้นได้อย่างกว้างขึ้น ลึกซึ้งขึ้นและยุติธรรมคือตลอดจนไขคำตอบที่อัดแน่นอยู่ในใจถึงเหตุผลที่เราเคยรักและเทิดทูนในสิ่งๆหนึ่งนักหนาที่ตอนนั้นมันอาจจะดูน่าอายไม่เข้าท่า แต่วินาทีนี้เมื่อเดินกลับมาหาอีกครั้งกลับได้เห็นว่าในสิ่งที่ดูฉาบฉวยดูไม่เก๋ไก๋ฉลาดเฉลียวที่เราเคยคิดเคยเชื่อมั่นเต็มประดาว่าดีอย่างถึงที่สุด ท้ายที่สุดแล้วก็ยังคงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเราจริงๆและแน่นอนเป็นสิ่งที่เราควรจะยืนหยัดยอมรับอย่างไม่อายว่าครั้งหนึ่งทั้งหมดของความเป็นตัวตนของเราเคยถูกสะท้อนออกมาอย่างครบถ้วนและเปี่ยมสุขโดยสิ่งๆนี้










เช่นเดียวกันกับอัลบั้ม Oops!...I Did It Again ของบริทนี่ย์ซึ่งครั้งหนึ่งก็ต้องขอยอมรับอย่างไม่อายว่าเป็นงานดนตรีที่มีอิทธิพลกับตัวดิฉันเองมากที่สุดในช่วงเวลานั้นๆเลยทีเดียว ถึงขั้นที่ส่วนตัวอยากจะขอออกปากว่าเป็นงานดนตรีที่เรียกได้ว่ามอบความสุขให้มากมายมหาศาลที่สุดชนิดที่ไม่ค่อยจะเกิดกับงานของศิลปินท่านไหนๆเลย - - แม้กระทั่งศิลปินที่เรียกได้ว่าชอบที่สุดแล้วของขณะนี้อย่างคริสทิน่าและมาดอนน่าก็ไม่เคยมอบความรู้สึกแบบที่งานของบริทนี่ย์ชุดนี้ (และแน่นอนชุดแรกเป็นอะไรที่สุขยิ่งกว่าสามเท่า) มอบให้ - - จะว่าไปเป็นความรู้สึกครั้งที่สี่ของชีวิตที่ทิ้งห่างจากช่วงสองอัลบั้มแรกของสไปซ์เกิร์ลและงานอัลบั้มชุดแรกของตัวบริทนี่ย์เอง...ณ วันนี้เวลาน่าจะผ่านไปประมาณ10ปีเห็นจะได้แล้วแต่ล่าสุดเพิ่งมีโอกาสได้ย้อนกลับไปฟังอัลบั้มชุดนี้อีกครั้งเมื่อสองสัปดาห์ที่แล้วความรู้สึกอบอุ่นและอิ่มเอมแบบที่เคยสัมผัสในวินาทีแม้จะไม่รุนแรงเท่าแต่ก็ยังอยู่ ในขณะที่คำครหาในใจที่ว่า "ทำไมผู้หญิงคนนี้ที่โอเคเป็นคนร้องเพลงเพราะนะแต่ไม่ได้มีวิสัยทัศน์ทางดนตรีโดดเด่นหรือพลังเสียงที่ชวนขนลุกใดๆ แนวโน้มของพัฒนาการในการทำงานอย่างต่อเนื่องก็งั้นๆ...มันยังยืนยงได้รับการขนานนามเป็นว่าเจ้าหญิงแห่งวงการเพลงพ็อพจวบจนทุกวันนี้ได้อย่างไร (เมื่อคู่ต่อสู้คนอื่นๆเอาจริงๆแล้วถ้าไม่นับเรื่องเต้นหรือชื่อเสียงแล้วแน่กว่านางหอกคนนี้เยอะ)?"...








...คำตอบที่ได้เป็นอะไรที่กระจ่างชัดและแน่นอนไม่เหลือคำถามหรือข้อครหาใดๆไว้ให้สบประมาทเธออีกแล้วกับคำตอบง่ายๆที่ว่า - - เพราะทำเพลงพ็อพได้ถึงขนาดนี้น่ะสิถึงได้รับสมญาว่าเป็นเจ้าหญิงเพลงพ็อพ มุมมองในวัย24ของดิฉันในวันนี้ที่ย้อนกลับไปมองงานของบริทนี่ย์ในวันนั้นต้องขอบอกว่าคารวะในตัวผู้หญิงคนนี้มากเพราะได้เห็นว่าเธอเข้าใจจิตวิญญาณของความเป็น "พ็อพ" อย่างถ่องแท้ตีแตกทั้งในเรื่องของอุปสงค์ทางตลาด วัฒนธรรมของอาณาจักรกระแสหลักในช่วงเวลานั้นๆว่าคนฟังต้องการอะไรและแน่นอนการจะทำอัลบั้มเพลงพ็อพกะโหลกกะลาวัยรุ่นสักอัลบั้มให้ขึ้นเป็นตำนานนี่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ส่วนตัวแนสทิน่าเป็นคนที่รักเพลงพ็อพจ๋าๆตลาดจ๋าๆๆๆๆฟังง่ายๆสบายๆยิ่งงานทีนพ็อพบับเบิ้ลกัมพ็อพแบบนี้ยิ่งมักหลาย....วันนี้สงสัยในตัวเองมากกว่าว่า "เอ ทำไมช่วงเวลานั้นเราถึงมองพลังในตัวมันไม่เห็นเพราะคิดว่ามันก็แค่งานพ็อพวัยรุ่นตลาดๆทั่วไป?"






ในฐานะนักวิจารณ์เพลงที่นับวันก็ฟังเพลงมากขึ้นเรื่อยๆหลากแนวขึ้นเรื่อยๆและอาจจะมีเรื่องมากบ้างเป็นบางโอกาส งานอย่าง Oops! I Did It Again จึงอาจจะเป็นงานที่ไม่ค่อยมีความหมายจนถึงขั้นออกจะน่าอายสำหรับคนที่ฟังเพลงมาก แต่วันนี้สิ่งดีๆที่ได้มองเห็นในอัลบั้มนี้คึอความเป็นงานทีนพ็อพที่ทำออกมาได้ "ถึง" เกินหน้าเกินตาศิลปินพ็อพในยุคนั้นจึงไม่น่าจะแปลกใจที่บริทนี่ย์คนนี้จะได้รับเครดิตมากกว่าใครเพื่อนและแน่นอนโดนด่าสับโขกเสียผู้เสียคนมากกว่าศิลปินทีนพ็อพมิลเลเนียมท่านไหนเพราะว่าเธอได้หลอมตัวเองให้กลายเป็นสัญลักษณ์ของ Pop Culture ในช่วงเวลานั้นไปแล้วทั้งรูปแบบดนตรีที่เป็นสูตรสำเร็จของตัวเองรวมถึงทุกสิ่งที่เป็น "บริทนี่ย์ สเปียรส์" ทุกแทร็คในอัลบั้มนี้สามารถสะท้อนถึงวัฒนธรรมของคำว่า "พ็อพ" สากลโลกได้ครบถ้วนทุกใจความไม่แพ้อัลบั้มแรก ตั้งแต่ย่างก้าวที่แข็งแกร่งและทรงพลังขึ้น - - แต่ความดีอาจจะไม่เท่าเดิม - - ใน Oops! I Did It Again ซิงเกิ้ลเปิดตัวที่ก็เป็นหนึ่งในเพลงโลโก้ตลอดกาลของบริทนี่ย์ไปแล้วและอีกเพลงกับ Stronger ที่แม้ว่าจะโดนครหาว่าเป็นรีไซเคิลของ Baby One More Time และ (You Drive Me)Crazy เพลงเก่งจากงานชุดที่แล้ว - - พ็อพเต้นรำที่เจือบีทอาร์แอนด์บีและอิเล็คโทรนิคเก๋ไก๋ปะแล่มๆอันเป็นสัญลักษณ์ที่ศิลปินพ็อพวัยรุ่นทั่วโลกทำกันอย่างแพร่หลายในเพลงแรก เช่นเดียวกันกับการเหยาะความเป็นร็อคกระชากๆเพิ่มความเป็นสาวเท่ห์ มั่นและดิบในเพลงหลัง - - แต่ก็เป็นตัวแทนและสัญลักษณืสูตรสำเร็จของดนตรีพ็อพยุคมิลเลเนียมไปได้อย่างไม่ต้องสงสัย (I Can't Get No) Satisfaction คัฟเว่อร์จากวงร็อคระดับตำนานสุดอมตะอย่าง Rolling Stones ที่นำมาปัดฝุ่นในแบบฉบับอาร์แอนด์บีพ็อพแบบบริทนี่ย์ก็นับว่าเปรี้ยวได้ถึงขั้นเกือบจะเป็น Destiny's Child ภาคโซโล่ได้เลย ในขณะที่เพลงเร็วเพลงอื่นๆในอัลบั้มอย่างCan't Make You Love Me,Don't Go Knockin' On My Door และ What You See Is What You Get นี่ก็เดินรอยตามสูตรสำเร็จของการทำดนตรีแบบบอยแบนด์ที่โด่งดังประสบความสำเร็จมากในช่วงเวลานั้นอย่าง Backstreet Boys และ Nsync ทำเอาอดคิดถึง Femme Fatale ที่รวมสูตรเด็ดแห่งยุคทั้งหมดทั้งมวลไว้ในอัลบั้มเดียวในภาคทีนพ็อพไม่ได้ One Kiss From You นี่เหมือนกับงานทีนพ็อพดิสโก้โฉ่งฉ่งแต่เพราะติดหูในงานชุดแรกอย่าง Deep In My Heart มาอารมณ์ใสๆแบบเดียวกันนั่นแหละ ในส่วนของ Lucky ที่ส่วนตัวคิดว่าด้อยที่สุดในอัลบั้มด้วยความเป็นบับเบิ้ลกัมพ็อพที่ดูกลวงที่สุดแล้วในบรรดาสมาชิกทั้งหมดก็ยังมีข้อให้ชมตรงภาคเนื้อหาที่ฟังแล้วเรียบเรียงมาเป็นเรื่องเป็นราวพร้อมบรรจุขายลงแผ่นซิงเกิ้ลบวกมิวสิควิดีโอเสร็จสรรพแถมยังสอดคล้องกับภาพลักษณ์เวอร์จิ้นบริสุทธิ์เสมอของเจ๊หอกในช่วงนั้นอีกต่างหาก (แหมฝ่ายการตลาดนี่ช่างอัจฉริยะเกินคน) ในส่วนของบัลลาดนี่ต้องบอกว่าทุกเพลงร้อยเรียงออกมาได้เพราะหมดตั้งแต่ Don't Let Me Be The Last To Know ที่ได้ชาไนญ่า ทเวนและมุทแลงก์มาร่วมแต่งเป็นเพลงพ็อพบัลลาดแบบทีนดิว่าที่มีความเป็นคันทรี่ย์โดดเด่นงามระยับแถมด้วยการโชว์ลูกเล่นพลังเสียงในการร้องของบริทนี่ย์ที่แถบจะหาชมหาฟังอะไรที่เพราะขนาดนี้ไม่ได้อีกแล้วในยุคนี้ When Your Eyes Say It อาร์แอนด์บีพ็อพหวานๆลอยละล่องที่เนื้อหาโรแมนติคและเหงาจับใจ Where Are You Now ก็เป็นบัลลาดที่ดีสำหรับใครที่ยังไม่เคยรู้จักบริทนี่ย์ในภาคที่โชว์เนื้อเสียงเน้นๆและถ่ายทอดอารมณ์ผ่านดนตรีบางๆเจือจางเรียบง่ายแต่ขอโทษทีเข้มข้นทรงพลังกรีดใจ...เธอก็เคยมีบัลลาดที่เพราะและทรงพลังไม่แพ้คริสทิน่า เจสซิก้าหรือบียอนเซ่เช่นกัน Girl In A Mirror,Heart,Dear DiaryและYou Got It All เป็นพ็อพบัลลาดเพราะอารมณ์บริสุทธิ์อ่อนหวานละเมียดละไมแบบที่คนรักบริทนี่ย์เคยติดใจในงานชุดแรก ต๊ายยย เขียนเพลินหมดอัลบั้มซะแล้วเหรอคะ!!!


อีกหนึ่งในสิ่งที่ดีที่สุดของกาลเวลาคือ "พิสูจน์คนและผลงาน" วันนี้ดีใจที่ได้เห็นหนึ่งในคนที่โดนครหาที่สุดยังคงยืนหยัดบนความเป็นแถวหน้าสุดของอุตสาหกรรมดนตรีอย่างเหนียวแน่นโดยมีวัฏจักรอันเขี่ยวกรากของวัฒนธรรมกระแสหลักเป็นทาสอยู่แถบเท้าเสมอ เช่นเดียวกับ Oops!...I Did It Again ที่อาจจะดูเหมือนงานโง่ๆฉาบฉวยทำออกมาหลอกขายหลอกฟันเงินเด็กวัยรุ่นที่หลงรักเพลงพ็อพในยุคนั้น วันนี้ได้กลายเป็นอัลบั้มเพลงพ็อพที่ดีและทรงค่าระดับตำนานไม่แพ้งานของมาดอนน่าหรือไมเคิ่ล แจ็คสันไปแล้ว บริทนี่ย์อาจจะไม่ได้เก่งเท่าสองคนนั้นนะคะแต่เชื่อว่า Pop Culture รักเธอคนนี้ไม่น้อยไปกว่าท่านราชาและมหาราชินีเพลงพ็อพนั่นเลยทีเดียว...บางทีคนเราต้องดูกันยาวๆจริงๆอ่ะนะ


ป.ล. พูดแล้วก็เสียวไส้ว่าวันหนึ่งอัลบั้มของKe$haอาจจะกลายเป็นอัลบั้มพ็อพที่เป็นตำนานก็ได้ หึหึหึ อย่าให้มีวันนั้นเลย





Aretha Franklin : A Woman Falling Out Of Love (Myspace#62)







Aretha Franklin : A Woman Falling Out Of Love : Soul (85%)










อาจจะดูบ้าไปถึงขั้นเสแสร้งที่ตัวดิฉันเองได้พรีเซ้นต์ตัวเองซะอย่างดิบอย่างดีว่า "โซล" เป็นหนึ่งในแนวดนตรีที่โปรดปรานที่สุดชนิดที่เรียกได้ว่าเป็นแนวประจำที่จะขาดไม่ได้เคียงข้างกับพ็อพ อาร์แอนด์บี แจ๊ซซ์และบริทพ็อพ - - ที่ฟังมันเข้าไปเถอะ ฟังมันได้ทุกวันซ้ำๆกันไปไม่มีเบื่อฟังเอาโล่ห์จากNMEฐานะแฟนเพลงดีเด่นไปเลย - - แต่เชื่อมั้ยคะว่าตัวดิฉันเองไม่เคยฟังงานของราชินีเพลงโซลอย่าง "อรีธ่า แฟลงคลิน" สักอัลบั้ม ไม่เคยติดตาม ไม่ได้เคารพไปจนถึงขั้นเกือบๆจะไม่ค่อยถูกชะตากับสุภาพสตรีท่านนี้ที่โลกแห่แหนขึ้นหิ้งให้เป็นดิว่าแถวหน้าสุดที่ครอบครองบัลลังก์แวดวงดนตรีโซลเอาซะเลย...








...อย่างไรก็ตามครั้งหนึ่งในชีวิตฐานะนักวิจารณ์ - - แถมยังดัดจริตจีบปากบรรเลงบอกใครต่อใครไปทั่วว่าชอบ "โซล" - - ศิลปินระดับตำนานแบบนี้ออกผลงานใหม่มาทั้งทีคิดว่าเขียนถึงบ้างก็คงจะเป็นเกียรติแก่ชีวิตคนรักดนตรีไม่น้อย งานชุด A Woman Falling Out Of Love นี่ถ้าได้ข้อมูลมาไม่ผิดเป็นสตูดิโออัลบั้มลำดับที่38ซึ่งออกภายใต้สังกัดส่วนตัวในนามเจ้าป้าเอง ส่วนตัวก็ไม่ทราบนะคะว่าดนตรี "โซล" แบบฉบับก่อนหน้านี้ของเจ้าป้ายุทธหัตถีท่านนี้เป็นอย่างไรเท่าที่แอบดักฟังจากซิงเกิ้ลดังๆก็เห็นจะมีไปตั้งแต่งานพ็อพโซลหวานๆ โมทาวน์โซลยุค60-70 แจ๊ซซ์ ไปยันกอสเพลโซลโชว์พลังเสียงดิบดำสุดอลังการ ในขณะที่งานชุดนี้สำหรับดิฉันคิดว่าไม่มีเพลงไหนแผดได้โหดเท่าเก่า - - แต่!!! ก็ใช่ว่าจะปราณีดิว่ารุ่นลูกรุ่นหลานซะเมื่อไรเพราะเนื้องเสียง พลังเสียงและชั้นเชิงการอิมโพรไวซ์แอดลิบต่างๆยังเหนือชั้นหาตัวจับยากชนิดที่ว่าแน่ๆของยุคหลังๆนี้อย่างวิทนี่ย์ ฮุสทัน,มารายห์ แครี่ย์(รายนี้รายละเอียดลูกเล่นอาจจะมีดีกว่า แพ้ตรงพลังเนื้อๆและความดิบลึกที่สะท้อนผ่านจิตวิญญาณ) ยันคริสทิน่า อากิเลร่าหรือบียอนเซ่ที่ว่าแน่สุดแล้วของวินาทีนี้ยังต้องถอย - - หลายเพลงถูกนำเสนอในแบบโซลที่มาพร้อมกับรูปแบบของสแตนดาร์ดทั้งแจ๊ซซ์และพ็อพแบบที่อเมริกันชนคุ้นเคยและรักกันดีจาก "บาร์บร่า สไตร์แซนด์" ภาพรวมเป็นงานพ็อพโซลที่นุ่มละมุนหูหวานหยาดเยิ้มไปกันได้ดีกับคอเพลงพ็อพ โซลและอาร์แอนด์บีที่นิยมบริโภคดนตรีสายคอนเทมโพลารีย์จะมีบางแทร็คที่หลุดกลับไปสู่ความเป็นโซลโมทาวน์ยุค60-70รากเหง้าของป้า บ้างหลุดโหดเป็นงานบลูส์ติดสแตนดาร์ดแจ๊ซซ์สลับบิ๊กแบนด์แบบช่วงยุค40-50แต่ร่วมสมัยกว่า - - น้อยคนจะรู้ว่าเจ้าป้าเคยร้องแจ๊ซซ์มาด้วย - -ฟังการอิมโพรไวซ์ของป้าแล้วนึกถึงดิว่ารุ่นก่อนหน้าอย่างบิลลี่ ฮอลิเดย์และเอลล่า ฟิทซ์เจอรัลด์ กอสเพลสุดทรงพลังก็มายันเกือบๆจะเข้าขั้นเป็นงานนีโอโซลแบบจิล สก็อททและแองจี้ สโทนก็มีมาเรียกได้ว่างานนี้กวาดครบทุกตลาดแถมยังReinventตัวเองให้ไม่เป็นดิว่าแก่ๆคร่ำครึกับงานโซลเก่าๆซ้ำซากสนิมเขรอะแต่ก็ยังคงรักษาความเป็นตัวของตัวเองไว้ได้อย่างครบถ้วน....ชั่วโมงบินระดับนี้มีเหรอจะทำงานออกมาให้เด็กๆทั้งศิลปินและนักวิจารณ์มันถอนหงอก


ความดีของ A Woman Falling Out Of Love อาจจะไม่สามารถเกรียงไกรได้เท่ากับผลงานในอดีตของเจ้าป้า แต่เชื่อเถอะแม้ว่าอรีธ่า แฟรงคลินจะเป็นราชินี ดิว่าหรือคนธรรมดาๆไม่มีตัวตนในสายตาของคุณฟังอัลบั้มนี้แล้วจะเลิกครหาเธอเลยว่าทำไมสุภาพสตรีท่านนี้ถึงได้รับการยกย่องและยังคงความเป็น The Queen Of Soul เอาชนะใจมหาชนและอยู่เหนือกาลเวลามาได้จวบจนทุกวันนี้