วันจันทร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2554

Jill Scott : The Light Of The Sun (Myspace#55)






Jill Scott : The Light Of The Sun : R&B/Soul/Neo Soul (78%)








นับว่าเป็นเรื่องปกติที่คนเราจะตื่นเต้นดีใจเมื่อเห็นศิลปินที่เคารพรักมีผลงานใหม่ๆมาให้ฟังกัน - - โดยไม่แม้แต่สนใจว่าเรื่องของมาตรฐานและศักยภาพของตัวเพลงยังจะสามารถรักษาไว้ได้สูงเสียดฟ้าเช่นเดิมหรือไม่...ช่วงหลังๆเตรียมใจไว้แล้วกับการที่จะไม่คาดหวังผลงานของศิลปินนีโอโซลทุกท่านไว้มากมายจนเกิดไป เนื่องจาก ณ ขณะนี้ความนิยมของแวดวงนีโอโซลนับว่าซบเซาลงไปมากหลังจากที่รุ่งโรจน์กันมาถึงขีดสุดช่วงทศวรรษ90และช่วงต้นๆ2000






สำหรับตัวแม่ที่คร่ำหวอดในแวดวงนีโอโซลมานานพอตัวอย่าง "จิล สก็อทท์" ก็เช่นกัน หลังจากผ่านจุดที่พีคสุดๆในช่วง Words And Sounds สองชุดแรกก็ทำให้ดิฉันรู้สึกตุ้มๆต่อมๆมาตลอด - - ก็ใช่เธอคนนี้ไม่เคยทำงานที่ต่ำกว่ามาตรฐานออกมาสู่สาธารณะเลยสักชุดแต่ก็ต้องยอมรับว่า "ดร็อปลงไปพอสมควรเช่นกัน" ยิ่งกับอัลบั้มล่าสุดนี้ที่มีคิวจะออกจริงๆก็ตั้งแต่ช่วงปีที่แล้วแต่ก็ต้องมีอันเลื่อนหนีตายให้แฟนๆชะเง้อคอยกันเก้อกันชนิดข้ามปี (บ๊ายยย ออ นิค) ในส่วนของภาคดนตรีใน The Light Of The Sun นี้ส่วนตัวรู้สึกถึงความเป็น "อาร์แอนด์บี" มากกว่า "โซล" หรือ "นีโอโซล" อย่างที่เคยในช่วงก่อนหน้านี้ คือนีโอโซลย้ายมาเป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งบนภาคการนำเสนอที่จัดจ้านบนความเป็นคอนเทมโพลารีย์อาร์แอนด์บีชนิดเข้มข้นทั้งโซลฟูลอาร์แอนด์บีนวลเนียนและไควเอทสตอร์ม70ลอยๆแบบที่ชวนให้นึกถึงอัลบั้มชุดแรกและล่าสุดของเอริคา บาดูตะหงิดๆเจือด้วยอิทธิพลอันเด่นชัดของบีทอาร์แอนด์บีฮิพฮอพและฟั้งค์กีย์ในช่วงต้นอัลบั้มชนิดที่คนฟังลอรีน ฮิล (ยันเด็กยุคนี้ที่เป็นแฟนเพลงของจอส สโทน) คนชอบได้ไม่ยาก ตัวงานความดิบสดแบบโซลและความละเมียดละไมถึงจิตวิญญาณลดลงอย่างเห็นได้ชัดแต่ก็นับว่าเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับคนรักอาร์แอนด์บีที่ไม่เข้มหรือดุเกินไปนัก - - อย่าง Who Is Jill Scott? นี่ก็อาจจะดิบเกิน - - ตัวงานฟังง่ายสมน้ำสมเนื้อกับคนที่ชอบงานของสาวอาร์แอนด์บีในยุคนี้อย่างอลิช่า คียส์,อินเดีย อารีตลอดจนอัลบั้มแรกของบียอนเซ่ฟังแล้วจะต้องชอบ เนื้องานไม่ได้มหัศจรรย์ซับซ้อนและฟังยากเข้าใจยากจนขนหัวลุกแบบงานของเอริคาหรือลอรินแต่ก็มีเมโลดี้ที่ไพเราะและเข้มข้นกว่างานของแองจี้ สโทนแม้จะไม่หวานเท่า




เพลงที่ชอบและอยากจะแนะนำให้ฟังกันจริงๆในอัลบั้มนี้คงหนีไม่พ้น3แทร็คสุดท้ายอย่าง When I Wake Up,Womanifesto และ Rolling Hills ต้องบอกว่าเป็นช่วงเวลาที่โคตรดีสำหรับคนที่ชอบงานของจิล สก็อทท์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงพีคถ้าจะให้เขียนแบบเจาะรายละเอียดไล่กันไปเลยก็เป็น3เพลงที่มีครบครับตั้งแต่อารมณ์คอนเทมโพลารีย์อาร์แอนด์บีเข้มข้นผสานโซลฟูลอาร์แอนด์บีลอยๆม,Spoken Wordsบทกวีอะแค็พเพลล่าเชิงสุนทรพจน์กึ่งแร็พไปยันงานโซล60จ๋าหอมกรุ่นจัดจ้านที่รับประกันว่าชอบแน่ๆ นอกจากนี้ที่ชอบก็มี4เพลงแรกเริ่มจาก So Blessed เพลงเปิดงานที่ผนวกจิตวิญญาณของบีทและสรรพสำเนียงของฮิพฮอพอาร์แอนด์บีเข้ากับนูโซลโดดเด่นบนซาสนด์สแครชและเสียงออร์แกนใสๆช่วงท้าย ได้ใจมากๆ So In Love ที่ตัดเป็นซิงเกิ้ลสำนักวิจารณ์บางเจ้าหาว่าเชยแต่ส่วนตัวคิดว่ามีเสน่ห์ดีนะโซลอารมณ์ปลายยุค80ค่อนไปกลาง90บนบีทโอลด์สคูลฟั้งค์กีย์ดิสโก้เรียบง่ายตามธรรมเนียม - - ก็เชยจริงๆว่ะแต่มีเสน่ห์นะ -- Shame หยอดเสน่ห์ของโซลโมทาวน์เข้ากับบีทอาร์แอนด์บีฮิพฮอพ สตรีทแร็พและเครื่องเป่าฟั้งค์โซลสนานใจ - - แฟนเพลงอลิช่า,จอส สโทน,บียอนเซ่ยันคริสทิน่า อากิเลร่าน่าจะชอบเพลงประมาณนี้นะ ปิดด้วย All Cried Out Redux อันนี้ปล่อยของแท้ๆเก๋นะคะเนี่ยทำเป็นเด็กแนวบีทบ็อกซ์กระจายพยายามจะทำเป็นพวกอะแค็พเพลล่า สวิงยันเร็กเก้ประสานออกมาBroken Beatและงานนูโซลเชิงทดลองแบบเอริคา บาดู...สู้เขาไม่ได้แต่ก็น่ารักดี

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น