วันพุธที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2554

Manic Street Preachers : Everything Must Go (Myspace#59)










Manic Street Preachers : Everything Must Go : Alternative Rock (94%)















จริงๆแล้วกับ The Manics นี่ว่าจะเขียนถึงหลายครั้งแล้วเหมือนกันนะคะ แต่เผอิญไม่ค่อยมีโอกาสสวยๆประจวบเหมาะสักเท่าไรที่สำคัญเนื้อหาของทางวงมาแบบค่อนข้างจะตีความยากเข้าใจยากมากกกกกก - - ภาษาสวยแต่หนักอึ้งในเรื่องของแนวคิดทางการเมือง เสียดสีสภาพสังคมตลอดจนเรื่องสารพันสิ่งประดาในแวดวงปัญญาชนซึ่งเขียนออกมาคร่าวๆอย่างในคอลัมน์มายสเปซไม่เจาะจงอะไรมากมายนี่ง่ายมากแต่ถ้าให้เขียนเป็นงานวิจารณ์อัลบั้มยาวๆนี่ขอบาย....ของแบบนี้จะให้เขียนออกมาถึงแก่นนี่ต้องเอาตัวเองเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมเขาให้ได้ซึ่งยังไงก็ไม่มีทางเป็นไปได้



















ในส่วนของภาคดนตรีก่อนหน้านี้พวกลุงๆเปิดตัวกันได้แรงมากๆๆๆๆใน3อัลบั้มก่อนหน้าที่เป็นงานพั้งค์ร็อคเกรี้ยวกราดสับกีตาร์กระจายแถมด้วยความแพรวพราวในแบบฉบับแกลมร็อคพร้อมด้วยการนำเสนอภาพลักษณ์แบบต่อต้านและปราศจากการแยแสใดๆทั้งสิ้นต่อสายตาสังคมเมืองผู้ดีเปรี้ยวตีนกันถึงขั้นถูกยกย่องให้เป็น "เจ้าชายจอมขบถแห่งเวลส์" กันเลยทีเดียว หากแต่อัลบั้มนี้ไม่รู้ว่าเกิดเหตุการณ์พิสดารขึ้นกับ "ริชี่ เอ็ดเวิร์ด" สมาชิกของวงที่เปรียบเสมือนหัวหอกและมันสมองในการรังสรรค์ภาคเนื้อหาเพราะพี่ท่านเลยหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย - - เป็นการหายตัวชนิดสาบสูญหาสาเหตุไม่ได้จนทะเบียนประชากรลงความเห็นว่าเป็นบุคคลที่เสียชีวิตไปแล้ว - - จากนั้นตั้งแต่อัลบั้มนี้ลงมาเราก็ได้เห็น The manics ในภาคที่โตขึ้นคือลดความแรงโฉ่งฉ่างแบบงาน3ชุดแรกที่เป็นพั้งค์ลงขยับไปเป็นวงร็อคปัญญาชนที่ทำดนตรีอัลเทอเนทีฟร็อคสวยๆผสานท่วงทำนองของกีตาร์เท่ห์ๆ - - ก็บริทพ็อพนั่นแหละค่ะ - - ในขณะที่ภาคเนือ้หายังคงหนักอึ้งเปี่ยมไปด้วยมนตร์เสน่ห์ของมิติการใช้ภาษาร้อยเรียงออกมาได้อย่างมีชั้นเชิงเช่นเดิม จะมาของขึ้นเอาก็ตอนสองอัลบั้มล่าสุดที่ผ่านมาด้วย Journal For Plauge Lovers นี่แพรวพราวเกินเหตุจนนึกว่าเป็นงานทริบิวท์ให้ริชี่ เอ็ดเวิร์ดและ The Manics ในยุคแรกๆlส่วนอัลบั้มล่าสุดถึงจะได้รับคำชมจากนักวิจารณืเป็นกระบุงแต่สำหรับดิฉันในฐานะแฟน The Manics ขอบอกว่าไม่ไหวจริงๆนะคะ ไม่รอดฟังแล้วน้ำตาร่วงด้วยความเจ็บปวด - - ทางเราก็มีมติเป็นเอกฉันท์เหมือนกันว่างานล่าสุดที่นักวิจารณ์ประเคนให้4ดาว5ดาวนี่เป็นงานที่ชวนผิดหวังที่สุดในประวัติศาสตร์การทำงานของทางวงทีเดียว








ในส่วนของภาคดนตรีก็อย่างที่บอกนั่นแหละค่ะปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับความเคลื่อนไหวของตลาดดนตรีร็อคฝั่งสหราชอาณาจักรในยุคนั้นที่ "บริทพ็อพ" ขยับเข้ามาเป็นตัวเอก จากงานพั้งค์ร็อคสับกีตาร์สนั่นในสามมอัลบั้มก่อนหน้านี้ในอัลบั้มนี้เปลี่ยนไปเป็นงานร็อคเท่ห์ๆดำเนินอย่างสง่างามบนท่วงทำนองของกีตาร์สวยๆกระแทกกระทั้นใจ เพลงแนะนำนี่จริงๆแล้ว "ไม่มี" นะคะเพราะคิดว่าเป็นงานร็อคที่เท่ห์ มีสีสันและฟังได้ทั้งอัลบั้มจริงๆ - - คือส่วนตัวถ้าฟังงานของวงนี้ก็อยากจะให้ฟํงทั้งอัลบั้มแล้วจะเข้าใจในสาส์นที่พวกเขาสื่อจากเค้าโครงเรื่องของตัวละครที่มีชีวิตอยู่จริงๆบนโลกนี้...และหยิบยกมาเป็นแรงบันดาลใจในการทำงานตลอดอัลบั้มของพวกเขา - - แต่ถ้าจะให้แนะนำก็ขอ A Design for Life เพลงเปิดตัวที่แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของทางวงที่โตขึ้นนิ่งขึ้นแต่ความดุดันเกรี้ยวกราดที่เคยแสดงออกทางภาคดนตรีและการแต่งตัวบนเวทีถูกผนวกขึ้นเป็นเท่าทวีทั้งในเสียงร้องที่ไม่โวยวายเท่าเดิมแต่ทุกพยางค์อัดแน่นไว้ด้วยความรุนแรงหมองหม่นในอารมณืที่พร้อมจะระเบิดและปะทุใส่ใครก็ได้ทุกเมื่อประกอบกับภาคเนือ้หาที่เสียดสีระดับชีวิตและสถานภาพทางสังคมระหว่างชนชั้นแรงงานกับชนชั้นแนวหน้าได้อย่างเฉียบคม Australia นี่เชื่อว่าแฟนๆของทางวงที่ชอบอัลบั้มก่อนหน้านี้น่าจะชอบแม้ว่าริฟฟ์กีตาร์จะไม่เดือดเป็นพั้งค์เท่าแต่ความหฤหรรษ์หนักแน่นพร้อมกับฮุคสวยๆโดนใจนั่นก็ขโมยหัวใจทั้งขาประจำและจรไปเต็มๆ Everything Must Go ไทเทิ่ลแทร็คเป็นอีกหนึ่งเพลงร็อคที่จัดว่ามีท่อนที่สวยงามน่าประทับใจที่สุดเพลงหนึ่งของอัลบั้มเลยทีเดียว No Surface All Feeling กับ Removables นี่ก็นับว่าเป็นย่างก้าวใหม่สู่ความเป็นแนวหน้าของบริทพ็อพที่ดี ริฟฟ์กีตาร์งดงามกระจ่างใจมากๆฟังแล้วเคลิ้มไปเลย





















วันอังคารที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2554

Elliott Yamin : Gather 'Round (Myspace#58)







Elliott Yamin : Gather 'Round : Pop/R&B/Soul (94%)










จริงๆว่าจะไม่เขียนถึงอัลบั้มนี้เพราะว่าเขียนลงหนึ่งใน10อันดับอัลบั้มประทับใจประจำไตรมาสที่สองของปีนี้ไปแล้วแต่ "ขอเถอะค่ะ" มันอดไม่ได้จริงๆเพราะว่าไม่ได้ฟังอัลบั้มที่ต้องออกปากชมว่า "เพราะระดับเทพ" ขนาดนี้มานานแล้ว










สำหรับเอเลียต ยามินนี่ขอสารภาพตามตรงเลยว่าไม่เคยอยู่ในสายตาดิฉันมาก่อน มีงานชุดนี้นี่แหละได้มาลองฟังเป็นงานชุดแรก - - โดยบังเอิญ - - และก็หลงรักชนิดหัวปักหัวปำกันไปข้างเลยทีเดียว - - เพิ่งจะรู้ด้วยว่าประกวดอเมริกันไอดอลกับเขาด้วย - - ในส่วนของภาคดนตรีในอัลบัม Gather 'Round นี้แบ่งออกเป็นสองส่วนอย่างชัดเจนคือส่วนแรกเป็นงาน "พ็อพอาร์แอนด์บี" ร่วมสมัยที่ทำออกมาค่อนข้างจะรองรับความต้องการของผู้ฟังตลาดอาร์แอนด์บีในยุคนี้ได้ดีมากๆค่อนข้างจะหลากหลายมีตั้งแต่พ็อพเจือบีทอาร์แอนด์บีตลาดจ๋าแบบพวกนีโย มาริโอ้และบรูโน่ มารส์อะไรทำนองนั้นไปถึงพวกอดัลท์คอมเทมโพลารีย์เพราะๆเป็นงานพ็อพอาร์แอนด์บีสวยๆโชว์พลังเสียงแบบโซลชวนให้คิดถึงความหวานของแฟรงกี้ย์ เจในภาคที่เสียงดิบและทรงพลังกว่าเป็นเท่าตัว ในส่วนของครึ่งหลังอันนี้สิทีเด็ดเพราะคนที่รักอาร์แอนด์บีแบบเข้มข้นจะต้องชอบมากๆแน่นอนการนำเสนอส่วนมากเน้นไปที่ เอ่อ คอนเทมโพลารีย์อาร์แอนด์บีทีมีทั้งร่วมสมัยและแบบย้อนยุคบางเพลงเป็นงานสมูธโซล70จ๋าแบบมาร์วิน เกย์แซมด้วยความงามเกินจะพรรณนาในแบบฉบับโซลฟูลอาร์แอนด์บีนวลเนียนลอยละล่องมีหลุดเป็นโมทาวน์โซลยุค60ที่ชวนให้นึกถึงยุครุ่งเรืองสตีวี่ วอนเดอร์อยู่บ้างเช่นกัน






เพลงที่ประทับใจก็ขอเริ่มที่ 3 Words เพลงโปรดของแม่แนสเป็นงานพ็อพอาร์แอนด์บีบัลลาดตามธรรมเนียมนิยมและอนุรักษ์นิยมมากๆเชื่อว่าคอเมนทสตรีมที่ชอบทั้งพ็อพและอาร์แอนด์บีมาฟังแล้วจะต้องชอบเพลงแบบนี้ ท่วงทำนองแบบนี้ ร้องแบบนี้ เนื้อหาแบบนี้ วู้ยยยย คลาสสิคไม่เคยตายไปไหนจากโลกดนตรีเจ้าค่ะ Stay Away กับ Deserted นี่นับว่าเป็นสองเพลงที่เป็นไฮไลท์เด็ดของอัลบั้มสำหรับคนรักงานตลาดจ๋านับเป็นงานอดัลท์คอมเทมโพลารีย์บัลลาดผสานอาร์แอนด์บีที่มีท่อนฮุคที่ไพเราะทรงพลังและชัดเจนมากๆพ็อพกว่าเพลงบัลลาดของพวกนีโยหรืออัชเชอร์แต่ก็ใช้ศักยภาพของน้ำเสียงหวานใสทรงพลังในแบบพ็อพยันเอือ้นแอบเป็นโซลได้ชนิดไม่ขัดเขินนำเสนอเนื้องานออกมาได้สมบูรณ์แบบ ข้ามฝากมาหางานข้นๆสดๆกันบ้างเริ่มต้นที่ไทเทิลแทร็คอย่าง Gather 'Round งานเรโทรโซลฟั้งค์ยุค60จ๋าประหนึ่งอันเชิญสตีวี่ วอนเดอร์ - - ทั้งที่ยังไม่ตาย - - มาลงทรง วู้ยยย โมทาวน์มาเจ้าค่ะ Self Control นี่ก็หนึ่งงานโมทาวน์โซลที่ก้าวข้ามมาสู่อารมณ์ของปลายยุค60จนถึงตลอดช่วง70กันบ้างอย่างที่ว่าเป็นงานคอนเทมโพลารีย์แบบสมูธโซลสไตล์มาร์วิน เกย์เจืออารมณ์เครืองเป่าแบบบิ๊กแบนด์ติดสวิงและบลูส์จัดจ้านที่หลับตาแล้วพาลให้เห็นหน้าของเจมส์ บราวน์,เรย์ ชาร์ลและบีบีคิงภาคที่สดใสกว่าตะหงิดๆ Let's Get To What's Real งานคอนเทมโพลารีย์อาร์แอนด์บีบัลลาดจำพวกโซลฟูลอาร์แอนด์บีไควเอทสตอร์มนิยมทำกันลูกเล่นชวนให้นึกถึงศิลปินอารืแอนด์บีเด่นๆในยุคนี้อย่างอาร์ เคลลี่ย์หรือจอห์น เลเจนด์ยันไม่เด่นแต่มีเพลงดีอย่างแอนโธนี่ แฮลมิลทันและมิวสิค โซลไชน์ เป็นต้น I'll Be That Bridge ที่มิติของการเรียบเรียงและเสียงประสานในท่อนฮุคทำให้อดคิดถึงช่วงเลาทองของเบบี้ย์ เฟซหรือ Boy II Men ไม่ได้ เพราะสุดๆไปเลย

B.R.M.C : Beat the Devil's Tattoo (Myspace#57)






Black Rebel Motorcycle Club : Beat the Devil's Tattoo : Alternative Rock/Garage Rock/Post-Punk Revival/Nosie Rock (83%)








อัลบั้มออกมาตั้งแต่ปีที่แล้วแต่ก็มีโอกาสจะได้มานั่งเขียนำเสนอเอาก็ล่วงเลยเข้าไปปีกว่านี่แหละค่ะ แม้จะเป็นวงสุดที่รักแต่เนื่องด้วยไม่มีเวลาประกอบกับขาดแรงบันดาลใจที่ดีในการจะเขียนถึงต่อให้รักกันขนาดแบบที่ดิฉันรักคริสทิน่า อากิเลร่าแต่ก็ต้องรอ - - อย่าว่ากันเน้อปกติแล้วไอ้ที่ต้องปล่อยให้ผู้ชายมานั่งรอนี่ไม่ใช่วิสัยและสันดานดิฉันจริงๆ หึหึหึ






จะว่าไปเวลาก็ผ่านไปไว๊ ไวจนน่าพิศวงเนอะอัลบั้มแรกของพวกตัวจำได้ว่าเพิ่งออกไปเมื่อต้นปี2001ไปๆมาๆนี่ล่อไปร่วม9ปีพอดิบพอดีในวงการ - - อัลบั้มนี้ออกปี2010น่ะค่ะ - - Black Rebel Motorcycle Club วงดนตรีชื่อเก๋และยาวลากเลือดทรมานใจคนพิมพ์ของดิฉันก็ได้ออกสตูดิโออัลบั้มที่6ภายใต้ชื่อเสียงเรียงนามที่สุดจะบรรเจิดพอๆกับชื่อวงว่า Beat the Devil's Tattoo ซึ่งก็นับเป็นงานที่หวนคืนสู่รากเหง้าของดนตรีในช่วงเปิดตัวที่เป็นงานอัลเทอเนทีฟร็อคจำพวกร็อคแอนด์โรลย้อนยุคไปยันพั้งค์ดิบห่ามสะใจ โลไฟจัดๆอินดี้จ๋ามืดมิดสนิท ซินธิไซเซอร์อึ้งอลแพรวพราวแถมด้วยกลิ่นอายของดนตรีโฟล์คและคันทรี่ย์ที่เชื้อยังคงครุกกรุ่นจากอัลบั้มสามก็ยังคงวนเวียนมาเล่นกับคนฟังอยู่




ท้าวความนิดนึงว่าหลังจากงานร็อคดิบๆในสองชุดแรกสามหนุ่มเขาก็สับรางไปทำงานคันทรี่ย์ติดกลิ่นอายโฟล์คและอเมริกาน่าจ๋าใน Howl งานชุดที่สามและก็ไม่รู้ว่าผิดสำแดงอะไรนะคะถึงได้กลายพันธูไปทำดนตรีทดลองเป็นวงเอ็กซ์เพอริเมนทัลที่สอยคำด่ากระจายจากนักวิจารณ์มาแล้วทุกสำนักทั่วสหรัฐและสหราชอาณาจักร ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ใช่งานมันไม่ดีเพียงแต่งาน2ชุดแรกสร้างมาตรฐานไว้สูงเสียดฟ้าแล้วประกอบกับมันเป็นอะไรที่ซวยไงคะทำงานดีแต่คนฟังเสือกไม่อยากจะฟังอีแบบนี้ก็เลยพาลโดนด่าซะพังยับเยินจนเรียกได้ว่าชื่อของ B.R.M.C. นี่แถบจะโดนลบไปจากความทรงจำของคนในวงการ - - ที่ไม่ได้รักกันจริง - - เลยทีเดียว


ใน Beat the Devil's Tattoo นี้นับว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีสำหรับแฟนเพลงของ B.R.M.C ทุกท่านที่จะได้หวนกลับไปดื่มด่ำกับงานดนตรีดุๆดิบๆโหดๆสะใจแบบที่2อัลบั้มแรกเคยสร้างความประทับใจมาแล้ว อาจจะมีกลิ่นอายของความเป็นคันทรี่ย์และอเมริกาน่าแบบอัลบั้ม3ติดมาบ้างอาทิ Beat the Devil's Tattoo ไทเทิ่ลแทร็คเปิดอัลบั้มนี่หยิบเอากลิ่นอายบลูส์ร็อคตะวันตกจ๋าผสานเข้ากับภาคของอัลเทอเนทีฟเป็นงานร็อคแอนด์โรลย้อนยุคเก๋าๆไปยันพั้งค์แล้วแต่ใครจะเรียกตามปากสะดวก Sweet Feeling นี่ก็สวยงามละมุนละไมบนกีตาร์อคูสิคสวยๆและท่วงทำนองของ Noise Rock หวูดหวิวหลอนๆด้วยซินธิไซเซอร์ลอยๆเจิดจรัสในขณะที่ The Toll ก็เรียบง่ายเป็นอคูสติคโฟล์คเพราะๆ...แต่สำหรับแฟนๆของทางวงนี้หันมาทางนี้ค่พเหมาะกับคุณมากกว่า Conscience Killer ดีทรอยด์การาจติดโพสท์พั้งค์ใส่กลิ่นอายคันทรี่ย์อเมริกาโน่ไปพอกระสากลิ่นช่วงอินโทรเป็นงานเก๋าๆแบบที่คนรักเพลงอย่าง Whatever Happen To My Rock And Roll กับ Six Barrel Shotguns ในงานสองชุดแรกจะต้องชอบ Bad Blood ที่เป็นงานอัลเทอเนทีฟอินดี้ร็อคแบบเรียบๆแต่ก็มรริฟฟ์กีตาร์ที่สวยและฮุคที่เชื่อว่าค่อนข้างจะติดหูผู้ฟังแม้กระทั่งขาจรได้ไม่ยาก War Machine นี่ก็ทำให้หายคิดถึงเป็นปลิดทิ้งกับงานNosie Rockอื้ออึงเกรี้ยวกราดระทึกขวัญและทรงพลังแบบโลไฟในแบบฉบับที่ถ้าคุณชอบสองอัลบั้มแรกจะต้องชอบเพลงนี้มากๆก็แล้วกัน สำหรับงานร็อคย้อนยุคดุๆก็ขอแนะนำให้ฟัง3แทร็คสุดท้าย Shadow Keeper,Longway Down และ Half-State ที่ยังคงยืนยันได้ดีว่าคำวิจารณ์มันก็แค่คำวิจารณ์เพราะพวกเขาก็ยังคงเป็น Black Rebel Motorcycle Club ที่เจ๋งจริงๆเหมือนที่เคยเป็นมาตลอดร่วมจะ10ปี เปลี่ยนแปลงไปแต่ไม่เคยตาย!!!

วันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2554

Note To God : Divas+Rockers (Music Cassanova#13)





10เพลงจากดิว่าส์และร็อคเกอร์ที่แทนความเป็นตัวตนของดิฉันได้ดีที่สุด....ที่อยากจะมอบให้พระผู้เป็นเจ้าทรงฟังและได้รู้จักรู้คนนี้มากขึ้น ^ ^

วันเสาร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2554

Boris : Attention Please (Myspace#56)







Boris : Attention Please : Drone/Noise Pop/Shoegaze/Experimental Rock (94%)










Drone - - ดนตรีฟิวชั่นจำพวกหนึ่งที่แตกสาขามาจากดนตรีจำพวกอิเล็คโทรนิคและเอ็กซ์เพอริเมนทัล จุดกำเนิดเกิดจากการกลายพันธุ์ของดนตรีร็อคเชิงทดลอง - - เอ็กซ์เพอริเมนทัลร็อค - -ช่วงยุค60ที่ทำพิธีร่วมสายเลือดกับดนตรีมินิมัลลิสท์ได้ผลออกมาเป็นดนตรีแขนงดังกล่าว (ใครอยากรู้แจ้งก็ลองหางานของ La Monte Young มาฟังกันดู) อย่างไรก็ตาม Drone ในยุคนี้มักจะถูกหยิบมาบีบเข้ากับดนตรีสังเคราะห์และอิเล็คโทรนิคจำพวกแอมเบี้ยนท์ลอยๆ ชูเกสซิ่ง (เห็นชัดมากในหมวดหมู่อินดี้และอัลเทอเนทีฟที่ใต้ดินจัดๆ) โลไฟยันศิลปินเต้นรำที่นิยมสาดสงครามซินธิไซเซอร์อื้อึงให้คนฟังสยองหูยันศิลปินเมทัลนั่นแล








สำหรับงาน Drone ในช่วงนี้ที่ส่วนตัวเห็นว่าเป็นตัวแทนที่ดีที่จะนำมาเขียนถึงแม้จะไม่ใช่ Drone ขนานแท้แต่ก็นับว่าเป็นอัลบั้มที่นำดนตรี Drone ซึ่งเป็นลุกผสมอยู่แล้วมาฟิวชั่นอีกทีได้อย่างเด็ดดวงกับภาคดนตรีจำพวกไซคลีเดลิกร็อค ชูเกสซิ่งและเอ็กซ์เพอริเมนทัล...งวดนี้มายสเปซขอพาคุณข้ามฝั่งมาที่เพื่อนร่วมทวีปกับ Boris วงเอ็กซ์เพอริเมนทัลจากประเทศญี่ปุ่นและอัลบั้มล่าสุดที่ตั้งชื่อได้อย่างเก๋ไก๋ว่า Attention Please งานลำดับที่17ของทางวง






อันที่จริงก็เป็นที่รู้กันดีว่าแนสทิน่าเป็นประเภทนิยมตะวันตกจ๋าไม่ค่อยจะสุงสิงกับพวกวงเอเชียเท่าไรหากแต่วงนี้นี่ต้องยอมให้เขาเนื่องจากเก๋ไก๋จริงๆ ประเด็นแรกที่หนีไม่พ้นก็คือเรื่องของการเรียบเรียงดนตรีและกึ๋นทางดนตรีที่นับว่ามีวิสัยทัศน์สูงส่งทรงศักยภาพในระดับที่วงอินดี้ฝากยุโรปที่ว่าแน่บางวงฟังแล้วจะอายได้ อีกอย่างก็คือประทับใจเสียงของนักร้องนำที่แบบ แหมมม นี่ไม่ได้ว่าเธอไปลอกแบบใครเขามานะคะแต่สไตล์การร้องของเธอนี่มาในแบบฉบับที่ชวนให้หวนติดถึงสาวเท่ห์หลายอนางค์นางที่ดิฉันประทับใจเลยทีเดียว ปีนกระไดไปตั้งแต่ทำเสียงกระซิบกระซาบโหดๆเป็นสาวอัลเทอเนทีฟอินดี้ร็อคที่ทรงพลังในภาคความเป็นโลไฟแบบพวก The Otto Daughters ไล่ไปหาพวกหนังเหนียวจัดๆแบบเจ๊คาเรน โอ Yeah Yeah Yeah! เจ้าป้าเชอร์ลี่ย์ แมนสัน วงGarbageยันจะออกเกรี้ยวกราดหลุดโพสท์พั้งค์แบบพวกพีเจ ฮาร์วีย์หรือนักร้องนำ Le Tigre คุณเธอก็ทำได้ไม่ขัดเขิน จวบจนกลายพันธุ์เป็นอิเล็คโทรนิคและเอ็กซ์เพอจัดๆตั้งแต่เจิดจรัสบนท่วงทำนองดิสโก้โหยเสียงโหยหวนงดงามแบบเจ๊อลิสัน โกลด์แฟร็ปไม่ก็บ่นงึมงำเป็นอวองการ์ตลึกลับประหนึ่งร่างบางๆของบีเยิร์คและโจนน่า ลีแห่งIamamiwhoami ก็แบ่งภาคมาสวมบทบาทได้อย่างเฉียบขาดไร้ที่ติฟังแล้วขอคารวะเลยทีเดียวว่า นอกจากชั้นเชิงในการนำเสนอดนตรีที่หลากหลายและมีลูกเล่นล่อชนกับคนฟังมากพอตัวแล้วยังสามารถนำเสียงร้องมาใช้สร้างความหฤหรรษ์เพลิดเพลินแก่แฟนๆได้เหนือชั้นไม่หยอก


ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าคนที่แถบจะไม่เคยฟังงานของศิลปินฝากญี่ปุ่นเป็นจริงเป็นจังเลยอย่างดิฉันก็ยังต้องศิโรราบให้แก่อัลบั้มของวงดนตรีจากแดนอาทิตย์อุทัยสุดเก๋าวงนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีกจนจบอัลบั้มไปหลายรอบแล้ว ยกให้เป็นหนึ่งในงานทีมีสิทธิ์จะติด1ใน20อันดับที่ชอบที่สุดของปีด้วยเอ้า!!!










วันจันทร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2554

Jill Scott : The Light Of The Sun (Myspace#55)






Jill Scott : The Light Of The Sun : R&B/Soul/Neo Soul (78%)








นับว่าเป็นเรื่องปกติที่คนเราจะตื่นเต้นดีใจเมื่อเห็นศิลปินที่เคารพรักมีผลงานใหม่ๆมาให้ฟังกัน - - โดยไม่แม้แต่สนใจว่าเรื่องของมาตรฐานและศักยภาพของตัวเพลงยังจะสามารถรักษาไว้ได้สูงเสียดฟ้าเช่นเดิมหรือไม่...ช่วงหลังๆเตรียมใจไว้แล้วกับการที่จะไม่คาดหวังผลงานของศิลปินนีโอโซลทุกท่านไว้มากมายจนเกิดไป เนื่องจาก ณ ขณะนี้ความนิยมของแวดวงนีโอโซลนับว่าซบเซาลงไปมากหลังจากที่รุ่งโรจน์กันมาถึงขีดสุดช่วงทศวรรษ90และช่วงต้นๆ2000






สำหรับตัวแม่ที่คร่ำหวอดในแวดวงนีโอโซลมานานพอตัวอย่าง "จิล สก็อทท์" ก็เช่นกัน หลังจากผ่านจุดที่พีคสุดๆในช่วง Words And Sounds สองชุดแรกก็ทำให้ดิฉันรู้สึกตุ้มๆต่อมๆมาตลอด - - ก็ใช่เธอคนนี้ไม่เคยทำงานที่ต่ำกว่ามาตรฐานออกมาสู่สาธารณะเลยสักชุดแต่ก็ต้องยอมรับว่า "ดร็อปลงไปพอสมควรเช่นกัน" ยิ่งกับอัลบั้มล่าสุดนี้ที่มีคิวจะออกจริงๆก็ตั้งแต่ช่วงปีที่แล้วแต่ก็ต้องมีอันเลื่อนหนีตายให้แฟนๆชะเง้อคอยกันเก้อกันชนิดข้ามปี (บ๊ายยย ออ นิค) ในส่วนของภาคดนตรีใน The Light Of The Sun นี้ส่วนตัวรู้สึกถึงความเป็น "อาร์แอนด์บี" มากกว่า "โซล" หรือ "นีโอโซล" อย่างที่เคยในช่วงก่อนหน้านี้ คือนีโอโซลย้ายมาเป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งบนภาคการนำเสนอที่จัดจ้านบนความเป็นคอนเทมโพลารีย์อาร์แอนด์บีชนิดเข้มข้นทั้งโซลฟูลอาร์แอนด์บีนวลเนียนและไควเอทสตอร์ม70ลอยๆแบบที่ชวนให้นึกถึงอัลบั้มชุดแรกและล่าสุดของเอริคา บาดูตะหงิดๆเจือด้วยอิทธิพลอันเด่นชัดของบีทอาร์แอนด์บีฮิพฮอพและฟั้งค์กีย์ในช่วงต้นอัลบั้มชนิดที่คนฟังลอรีน ฮิล (ยันเด็กยุคนี้ที่เป็นแฟนเพลงของจอส สโทน) คนชอบได้ไม่ยาก ตัวงานความดิบสดแบบโซลและความละเมียดละไมถึงจิตวิญญาณลดลงอย่างเห็นได้ชัดแต่ก็นับว่าเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับคนรักอาร์แอนด์บีที่ไม่เข้มหรือดุเกินไปนัก - - อย่าง Who Is Jill Scott? นี่ก็อาจจะดิบเกิน - - ตัวงานฟังง่ายสมน้ำสมเนื้อกับคนที่ชอบงานของสาวอาร์แอนด์บีในยุคนี้อย่างอลิช่า คียส์,อินเดีย อารีตลอดจนอัลบั้มแรกของบียอนเซ่ฟังแล้วจะต้องชอบ เนื้องานไม่ได้มหัศจรรย์ซับซ้อนและฟังยากเข้าใจยากจนขนหัวลุกแบบงานของเอริคาหรือลอรินแต่ก็มีเมโลดี้ที่ไพเราะและเข้มข้นกว่างานของแองจี้ สโทนแม้จะไม่หวานเท่า




เพลงที่ชอบและอยากจะแนะนำให้ฟังกันจริงๆในอัลบั้มนี้คงหนีไม่พ้น3แทร็คสุดท้ายอย่าง When I Wake Up,Womanifesto และ Rolling Hills ต้องบอกว่าเป็นช่วงเวลาที่โคตรดีสำหรับคนที่ชอบงานของจิล สก็อทท์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงพีคถ้าจะให้เขียนแบบเจาะรายละเอียดไล่กันไปเลยก็เป็น3เพลงที่มีครบครับตั้งแต่อารมณ์คอนเทมโพลารีย์อาร์แอนด์บีเข้มข้นผสานโซลฟูลอาร์แอนด์บีลอยๆม,Spoken Wordsบทกวีอะแค็พเพลล่าเชิงสุนทรพจน์กึ่งแร็พไปยันงานโซล60จ๋าหอมกรุ่นจัดจ้านที่รับประกันว่าชอบแน่ๆ นอกจากนี้ที่ชอบก็มี4เพลงแรกเริ่มจาก So Blessed เพลงเปิดงานที่ผนวกจิตวิญญาณของบีทและสรรพสำเนียงของฮิพฮอพอาร์แอนด์บีเข้ากับนูโซลโดดเด่นบนซาสนด์สแครชและเสียงออร์แกนใสๆช่วงท้าย ได้ใจมากๆ So In Love ที่ตัดเป็นซิงเกิ้ลสำนักวิจารณ์บางเจ้าหาว่าเชยแต่ส่วนตัวคิดว่ามีเสน่ห์ดีนะโซลอารมณ์ปลายยุค80ค่อนไปกลาง90บนบีทโอลด์สคูลฟั้งค์กีย์ดิสโก้เรียบง่ายตามธรรมเนียม - - ก็เชยจริงๆว่ะแต่มีเสน่ห์นะ -- Shame หยอดเสน่ห์ของโซลโมทาวน์เข้ากับบีทอาร์แอนด์บีฮิพฮอพ สตรีทแร็พและเครื่องเป่าฟั้งค์โซลสนานใจ - - แฟนเพลงอลิช่า,จอส สโทน,บียอนเซ่ยันคริสทิน่า อากิเลร่าน่าจะชอบเพลงประมาณนี้นะ ปิดด้วย All Cried Out Redux อันนี้ปล่อยของแท้ๆเก๋นะคะเนี่ยทำเป็นเด็กแนวบีทบ็อกซ์กระจายพยายามจะทำเป็นพวกอะแค็พเพลล่า สวิงยันเร็กเก้ประสานออกมาBroken Beatและงานนูโซลเชิงทดลองแบบเอริคา บาดู...สู้เขาไม่ได้แต่ก็น่ารักดี

วันพุธที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2554

Suede : Dog Man Star (Myspace#54)








Suede : Dog Man Star : Brit-Pop (96%)






แต่ไหนแต่ไรมาแนสทิน่าก็เป็นนักวิจารณ์ที่ไม่ค่อยจะตามใจผู้อ่านสักเท่าไรแล้ว ด้วยความที่เชื่อมาตลอดว่าถ้าสูเจ้าอยากจะอ่านกันเขียนอะไรก็จะทยอยดาหน้าเข้ามาอ่านให้สลอนชนิดจัดไปใส่เต็มที่ ในกรณีที่เขียนแล้วไม่อยากอ่านก็ไม่ว่ากันเพราะไม่เคยไปกระชากลากถูบังคับขู่เข็นให้เข้ามาอ่านกันจึงดาหน้าเขียนทุกสิ่งที่ต้องการจะเขียนชนิดมั่นใจใส่มันให้ถึงขีดสุด ์เพราะจะอ่านกันหรือไม่อ่านดิฉันไม่ได้เดือดร้อนนี่เจ้าคะได้เขียนสนองตัณหาระบายอารมณ์บ้าๆบอๆก็เป็นอันจบกันคนอ่านชอบก็ถือเป็นผลพลอยได้ - - ยิ่งช่วงหลังพอกลับมาเขียนวิจารณ์ที่บอร์ดนี่ยิ่งเตลิดกันไปใหญ่ คนอ่านต้องการอย่างดิฉันก็ไปอีกทางจนเป็นที่เดือดร้อนฐานแฟนเก่าร่อนอีเมลล์เข้ามาด่ากันยกใหญ่ว่า "ให้กลับไปรีวิวอัลบั้มพ็อพเมนทสตรีมล้วนๆแบบเดิมบ้างล่ะ","ขอให้เขียนแต่งานดิว่าบ้างล่ะจะทำเก๋ใต้ดินไปใย?" ไปยัน วู้ยยยยยยยยย จัดแนวให้เป็นที่เป็นทางบ้างเถอะเดี๋ยวรีวิวพ็อพเดี๋ยวหนีไปอิเล็คโทรนิค ไปโซล ไปแจ๊ซซ์แถมดัดจริตไปเอาเพลงพื้นบ้านพื้นเมืองมาเขียนอีก - - ฉันตามไม่ทันแล้วพี่บัวลอย!!! - - และขอถามหน่อยว่าเป็นอะไรนักหนากับพวกวงบริทพ็อพ90เนี่ยเขียนถี่เหลือเกิน???เอียนโว้ยยยย!!!..ทนหน่อยแล้วกันเด้อเพื่อนฝูงเพราะวันนี้จันทรุปราคาเห็นชัดฤกษ์ดีก็ขอหยิบอัลบั้มสุดโปรดจากวงที่อาจจะโปรดอย่าง Suede มาหากินแก้ขัดไปพลางๆก่อน






ในบรรดาบริทพ็อพ90ทุกวงนี่ดิฉันกล้าพูดได้โดยเอาคอขอคุณพี่ศรีวิการ์อดีตกองปอปและชื่อเสียงของบ.กตี้เป็นประกันว่าวงนี้นี่แหละที่ผูกพันรักใคร่กับประเทศไทยชนิดที่แวะเวียนกลับมาเปิดคอนเสิร์ตเยี่ยมเยียนเราบ่อยๆตั้งแต่ยุค90จนถึงช่วงต้นปีสองพันก่อนจะสลายวง นี่อ้างอิงจากหนังสือปอปปกไดโด้นะคะว่าตาเบร็ท แอนเดอร์สันนักร้องนำของวงถึงกับออกปากว่าหลงรักประเทศไทยมากๆและทุกครั้งที่ทางวงทัวร์รอบโลกจะต้องมีชื่อของไทยแลนด์แดนสยามเหมียวหง่าวเราอยู่ในลิสต์ด้วยให้จงได้ ไหนจะเจ้าป้าไซม่อนมือกลองสุดเท่ห์นัยน์ตาชวนฝันของทางวงที่เดินเฉียดเป็นที่คุ้นหน้าคุ้นตาดิฉันแถวสถานีรถไฟฟ้านานาและทุกจุดสำคัญของกรุงเทพมหานครเราอีกแถมด้วยข่าวล่าจากเจ๊ก๊อฟ - - ศรีวิการ์ - - แฟนตัวจริงที่คอนเฟิร์มว่าพวกเขากลับมารวมวงกันแล้วนะเออ - - ไม่มีเบอร์นาร์ด - - อันนี้จะมาแค่รวมฮิตอย่างที่เพิ่งวางขายกันไปหรือจะมีอะไรใหม่ๆมาให้แฟนๆประทับใจกันอีกครานี่ก็ต้องติดตาม






สำหรับอัลบั้มที่หยิบมาเขียนในวันนี้ดิฉันขอเลือก Dog Man Star งานชุดที่สองของทางวงที่ทางเราลงมติเป็นเอกฉันท์แล้วว่าเป็นอัลบั้มที่ดีที่สุดของทางวง เป็นย่างก้าวของพัฒนาการอันยิ่งใหญ่ชวนขนลุกตื่นตาตื่นใจของการจับคู่กันระหว่างเสียงแหลมแสบโสตแต่สารพัดประโยชน์แถมยังทะลุทะลวงไปยันจิตวิญญาณของนางเบร็ทท์และกีตาร์สุดแพรวพราวหนักอึ้งหากแต่เฟี้ยวฟ้าวทรงเสน่ห์เปี่ยมด้วยชั้นเชิงของเบอร์นาร์ด ที่ดิฉันกล้าท้าว่ากีตาร์ย้วยๆยานๆวนไปวนมาของไอ้สองกัลลากอร์ กีตาร์เจ้าแกรห์มไปยันกีตาร์ร็อคเท่ห์แพรวพราวเปี่ยมด้วยรสพั้งค์และแกลมร็อคแซมเข้ามากลายๆของวงปัญญาชนอย่าง Manic Street Preachers นี่อย่าได้อาจหาญมาเทียบเทียม - - แต่อย่างไรก็ตามดิฉันก็ยังชอบกีตาร์ของวงคุณคริส มาร์ทิน เจ้าฟรานและวงคุณธอม ยอร์คสมัยยังไม่กลายพันธุ์ที่หวานไสวกรีดใจกว่ากันเยอะ - - การจับคู่ครั้งนี้นี่ถึงขั้นที่คนเขาแห่แหนเอาสองท่านขึ้นไปเทียบกับตำนานอย่างมอริสซีย์และมารร์เชียวนะคะคุณ....ธรรมดาซะที่ไหน!!!






ในส่วนของความสำเร็จอาจจะไม่เป็นที่น่าพอใจเท่าที่ควรนะคะเมื่อเทียบกับงานชุดแรก อาจจะเนื่องด้วยปัจจัยหลายประการทั้งปัญหาทางวงที่ทำให้เบอร์นาร์ดตัดสินใจลาออกจากวงไปทั้งๆที่อัลบั้มยังไม่เสร็จดี - - หลังจากนั้นดนตรีของวงนี้ก็ด้อยลงอย่างเห็นได้ชัดจนทำให้Suedeไม่สามารถกลับไปแตะจุดสูงสุดได้สักทีหลังจาก2อัลบั้มแรก - - รวมถึงภาคดนตรีที่เอาจริงๆ "ดี" นะคะ เทียบกับในยุคนั้นดูปล่อยของและแตกต่างทีเดียว แต่นั่นแหละหนาเพลงดีใช่ว่าจะประสบความสำเร็จบนชาร์ตกว้างขวางเสมอไปยิ่งดนตรีในงานชุดนี้ลดดีกรีความแรดและความแพรวพราวคึกคักสนานใจแบบอัลบั้มแล้วลงไปมากโขและหันไปโชว์ลูกเล่นและความหัศจรรย์ของเสียงนางนักร้องที่มันทำได้ทุกอย่างจริงๆจะให้กรี๊ดกร๊าดแหลนแหลแบบอัลบั้มแรกนี่ของตาย ทำเป็นหนุ่มอัลเทอดิบๆห้าวๆก็เท่ห์ดีแท้ โหนเสียงแหลมปรี๊ดดดดดดชนิดที่แม่มาลัยกับนางติ๊นามาได้ยินจะต้องยกมือไหว้คุณเธอก็สามารถไปยันเสียงนุ่มๆแบบบริทพ็อพคลอเคลียไปกับกีตาร์สวยๆก็มีมายันบ้าพลังโชว์ไปถึงขั้นเหยียบขึ้นเวทีบรอดเวย์แบบไม่มีใครครหาก็ทำได้ดีทีเดียว ในส่วนของดนตรีเน้นไปที่พวกดาวน์บีทคือเพลงช้าค่อนข้างเยอะผสานกับลูกเล่นที่นักวิจารณ์เขาว่าเป็นการฉีกภาพเดิมๆของบริทพ็อพในช่วงนั้นมาจับแกลมร็อคมาปะทะเข้ากับอาร์ทร็อคผสานออเครสตร้าและอิทธิพลของเดวิด โบวี่ในภาคที่มืดหม่นอนธกาลโหยหวนกว่าหลายช่วงตัวนั่นล่ะนิยามเด็ดของ Dog Man Star ที่คุณอ่านอยู่








เพลงเด็ดนี่ส่วนตัวขอเลือก We Are The Pigs ซิงเกิ้ลเปิดตัวแบบไม่คิดเลยทีเดียว แม้ว่าในแง่ของความสำเร็จอาจจะไปได้ไม่ดีเท่าที่ควรแต่สำหรับดิฉันเพลงนี้นี่แหละเป็นหนึ่งในเพลงที่ทรงพลังที่สุดของทางวงกีตาร์อัลเทอเนทีฟร็อคดิบๆที่ผสานมนตร์เสน่ห์ของความเป็นแกลมได้อย่างลงตัวเครื่องเป่าร้อนแรงเร่งเร้าอารมณ์แถมด้วยเสียงของตาเบร็ทท์ที่โหยหวนก้าวร้าวสุดๆ เรียกได้ว่าทุกองค์ประกอบช่วยกันส่งเสริมให้ตัวเพลงดาหน้าไปถึงจุดพีคแทนความเป็น Suede ได้ครบถ้วน New Generation ซิงเกิ้ลปิดตัวก็เป็นงานบริทพ็อพเพราะตามมาตรฐานบริทพ็อพ90ตามโครงสร้างสูตรสำเร็จทั่วไปเชื่อว่าคอบริทพ็อพฟังแล้วต้องชอบแน่ๆ อยากฟังอะไรหนักขึ้นมาหน่อยก็ขอแนะนำ Heroine กับ This Hollywood Life ออกแนวเสียดสีสไตล์ตาเบร็ทท์นั่นล่ะ ด้านเพลงช้าขอแนะนำ The Wild Ones ซิกเนเจอร์ซองตลอดกาลของทางวงที่ตาเบร็ททเองก็ออกปากยอมรับมาแล้วว่าเป็นเพลงที่ตัวเองชอบที่สุดในชีวิตที่เป็น Suede มา The 2 Of Us,Black Or Blues อะไรพวกนี้ฟังๆไปเถอะแล้วจะอึ้งเป็นงานบริทพ็อพบัลลาดพรมเพียโนหวานผสานออเครสตร้าพร้อมกับเสียงของตาเบร็ททที่โชว์ลูกเล่นได้ดีมากๆ ใช่ว่าจะเก่งแต่ทำเสียงแหลมๆแสบโสตนะเว้ยอย่ามาเม้าท์...ปิดท้ายด้วย Still Life ที่ส่วนตัวประทับใจอย่างถึงที่สุดดนตรีเป็นออเครสตร้าแค่นั่นยังสวยไม่เท่ากับเสียงตาเบร็ททที่ทอดสะพานโหยหวนแถมยังเจิดจรัสสุดๆประหนึ่งเทพยดาจำแลงมาร้อง.....วู้ยยยย ไม่น่าล่ะค่ะว่าทำไมคนเข้าถึงกรี๊ดกร๊าดเพลงนี้ตอนที่ไปเปิดตัวที่กลาสทันบิวรี่ปี1993กันนัก