วันศุกร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2554

Britney Spears : Femme Fatale : 65%


Britney Spears : Femme Fatale : 65%
แม้ว่าจะไม่เกี่ยวกันนักแต่ก่อนอื่นขอพูดถึงความรู้สึก ณ ขณะนี้ก่อนว่าค่อนข้างจะ "หดหู่" พอสมควร - - เปล่าไม่เกี่ยวกับเพลงของเธอ - - แต่เป็นเรื่องที่ประเทศญี่ปุ่นประสบภัยธรรมชาติคือเห็นบ้านเมืองสวยๆของเขาโดนสึนามิถล่มซะยับขนาดนั้นนี่เป็นอะไรที่ทำให้รู้สึกแย่สุดๆ ส่วนตัวก็ขอมอบเนื้อที่ในรีวิวของศิลปินสุดรักท่านนี้เป็นกำลังใจให้แก่พี่น้องของเราที่ประเทศญี่ปุ่นรวมถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติครั้งนี้ทุกท่านนะคะ ขอพรจากพระผู้เป็นเจ้าคุ้มครองให้ทุกๆคนผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากและเลวร้ายนี้ไปได้รวมถึงผู้ที่ดำรงชีวิตอยู่ต่ออย่าลืมที่จะดำรงชีวิตกันโดย "ไม่ประมาท" เพราะเราไม่รู้ว่าแต่ละวันจะเกิดอะไรขึ้นได้บ้าง...สิ่งดีๆที่อยากทำและยังไม่ได้ทำอย่าเก็บมันไว้ ถ้ามีโอกาสก็ทำมัน ณ ขณะที่เรายังมีลมหายใจและมีโอกาสอยู่ซะเดี๋ยวนี้เลย...เชื่อเถอะว่าชีวิตคนเรามันไม่ได้ยาวนานถึงขนาดอยู่รอจนทุกอย่างพร้อมสรรพหรอก ทำในส่วนที่เราทำได้และอยากทำให้ถึงที่สุดแค่นี้ก็นับว่าชีวิตเราคุ้มค่าแล้วว่ามั้ยคะ?
รูปแบบดนตรี
มาที่นางเอกตลอดกาลของเรา "บริทนี่ย์ สเปียรส์" ซึ่งไม่รู้ว่าฤกษ์งามยามดีอะไรของเจ้าหล่อนนะคะที่อัลบั้มดันหลุดมาพร้อมกับสึนามิพอดี สำหรับอัลบั้มชื่อสุดเก๋ชุดนี้ Femme Fatale ก็เป็นสตูดิโออัลบั้มลำดับที่7ของเจ๊บริทซึ่งก็คงจะไม่เกินความจริงแต่อย่างใดนะคะถ้าจะบอกว่าเป็นอัลบั้มจากศิลปินหญิง "ที่ทุกๆคนรอคอยและจับตามองมากที่สุด" แห่งปีไม่แพ้อัลบั้มของเลดี้ กาก้าหรือบียอนเซ่ที่กำลังจะทยอยตามมาในปีนี้กันเลยทีเดียว ท่ามกลางกระแสของคลื่นลูกใหม่ที่มาแรงมากๆอย่างจัสติน บีเบอร์,เคชช่า,ริฮานน่า,เคที่ เพอร์รี่และเลดี้ กาก้าเราก็ได้เห็นความน่ากลัวของวัฏจักรดนตรีพ็อพกันแล้วว่าไม่เสถียรและเชี่ยวกรากเพียงใดซึ่งเราก็ได้เห็นว่ามีศิลปินพ็อพดังๆในอดีตหลายท่านอยู่ที่ร่วงโรยไป ยกตัวอย่างง่ายๆ ใกล้ตัวและเจ็บที่สุดของศิลปินคุณภาพคงหนีไม่พ้นกรณีของ "คริสทิน่า อากิเลร่า" - - นี่ก็เจ้าหญิงเพลงพ็อพอีกนาง - - กับอัลบั้ม Bionic ที่ไม่ประสบความสำเร็จถึงขั้นน่าประหลาดใจทั้งๆที่อัลบั้มของเธอเอาจริงๆแล้วถ้าหยิบมาเปรียบเทียบกับทุกศิลปินพ็อพที่กล่าวมาข้างต้น - - ไม่เว้นแม้แต่บริทนี่ย์อัลบั้มนี้เอง - - ออกจะกินเขาเรียบในแง่ของคุณภาพรวมถึงตัวงานก็ตลาดจ๋าที่สุดรองมาจากอัลบั้มแจ้งเกิดชุดแรกแต่ดัน "พลาด" ที่การโปรโมตซึ่งงานนี้ก็ล่อคุณนายติ๊นาของเราถึงขั้นเสียผู้เสียคนหายเข้ากลีบเมฆไปเลยทีเดียว จากกรณีที่เกิดกับคริสทิน่า - - แม้บารมีจะมากกว่าเท่าตัวก็เถอะ - - เชื่อว่าก็ทำให้บริทนี่ย์มีแอบใจสั่นเสียวสันหลังวาบเหมือนกัน ดังนั้นใน Femme Fatale นอกจากจะต้องทำการบ้านหนักขึ้นเป็นเท่าตัวแล้วเธอยังต้องให้แน่ใจจริงๆว่า "มันจะต้องตู้มมมม!!!" เราจึงได้เห็นบริทนี่ย์ในอัลบั้มนี้มาในทิศทางเดียวกับอุปสงค์ของตลาดกระแสหลักในปัจจุบันยิ่งกว่าครั้งในที่เคยเห็นมา ก็แหม!!!ของแบบนี้เป็นถึงขั้นเจ้าหญิงเพลงพ็อพซะด้วยศักดิ์ศรีชั่วโมงบินในวงการยังสูงส่งค้ำคอซะขนาดนั้นเรื่องอะไรจะมาจอดสนิทบึ้มกันง่ายๆแบบอีติ๊...ไม่มีทางล่ะย่ะ! หึหึหึ ว่าแล้วภาคดนตรีในอัลบั้มนี้หลังจากที่โชว์รสนิยมบรรเจิดหลากหลายกับงานเต้นรำสุดเก๋สูงเสียดฟ้าไปแล้วใน In The Zone มาที่ Blackout ก็ส่งชิ้นงานให้กลายเป็นมาสเตอร์พีซที่ทุกคนจะต้องยอมรับมาแล้วและก่อนหน้านี้กับ Circus ที่เป็นงานวาไรตี้ย์พ็อพชั้นดีตอบโจทย์ครบทุกอารมณ์ก็ได้รับเสียงตอบรับอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง งวดนี้เจ๊บริทเลยขอวาดลวดลายเขย่าฟลอร์แบบ "พ็อพ" จริงๆพ็อพจัดๆจ๋าๆโคตรพ่อโคตรแม่พ็อพเอาใจตลาดที่สุดแบบที่ห่างหายไปนานตั้งแต่งานชุดที่3ควบคู่ไปด้วยความภักดีต่อดนตรีเต้นรำสร้างชื่อที่สะบัดตูดยืนพื้นที่ "อิเล็คโทรนิค" เป็นแกนหลักตามมาติดๆกับรสชาติของเทคโน เฮ้าส์ แทรนซ์ ยูโร ดิสโก้ อาร์แอนด์บียันขอเก๋นิดนึงกับ "ดั๊บ-สเต็ป" ของเล่นใหม่ที่ตลาดเพลงยุคนี้นิยมเล่นกันจนเกร่อ ผลลัพธ์ออกมาวู้ยยยยยยยยยแด๊นซ์กระจายค่ะเรื่องชั้นเชิงนี่อาจจะทั่วไปนะคะมาแบบที่หาฟังเอาได้ง่ายๆจากศิลปินพ็อพที่เป็นซุปตาร์บนชาร์ตในยุคนี้แต่บีทคุณเธอหนักแน่นมากๆโจ๊ะพรึมๆกระหึ่มสะบึมระรัวยิกๆจนมึนตึ๊บกันไปข้าง แหมมมมมมมมมม๊ กะจะชนกับงานของพวกแด๊นซ์ซิ่งควีนอย่าง Fever ของเจ๊ไคย์กับ Confessions On A Dancefloor ของแม่เลยว่างั้นเถอะตัว???
ป.ล. ความเป็นพ็อพนี่ปกติบริทนี่ย์ก็สูงอยู่แล้วแต่งานนี้ลงมาเล่นกับตลาดเต็มตัวฟังแล้วนึกถึงกลยุทธ์เดียวกันกับเจ๊แม่ใน Hard Candyและนางติ๊ใน Bionic เพราะฉะนั้นเรื่องความติดหูฟังง่ายนี่ทนทานค่ะหายห่วง...หลอนหัวมากกกกกกกกกกทั้งอัลบั้ม ไม่ต้องอะไรมากๆขนาดคุณพี่หน้าเข้มที่เล่นคอมพ์อยู่ข้างๆดิฉันเปิดบอดี้สแลมซะดังลั่นยังเหลือบมามองเลยว่า "เพลงใครอ่ะ????" วุ๊ยยยย ของยัยหอกนี่เขาแรงเสมอตัวจริงๆ
จุดด้อย
"คาดหวังไว้ว่ามันจะดีกว่านี้" กระมังคะ พอมาเจอกับของจริงเข้าแล้วทำใจยอมรับไม่ทันกับคำแรกที่ผุดขึ้นมาบนหัวว่า "ทำไมชุดนี้เพลงเสี่ยวจังวะ???" รอบแรกนี่สรุปในหัวเลยว่าเป็นงานของบริทนี่ย์ที่แย่ที่สุดในบรรดาประวัติศาสตร์กว่า7อัลบั้มที่เราคบกันมานาน รอบที่สองนี่เป็นการเจาะรายละเอียดอันนี้ไม่ได้เข้าข้างนะคะพอเจาะกันลึกๆจริงๆแล้วจะว่าขายกันง่ายๆก็ใช่แต่เป็นความง่ายที่ "เหนือกว่า" ความง่ายของศิลปินพ็อพหญิงหลายท่านในช่วงเวลานี้ วัดที่ตรงไหน???เคยได้ยินคำว่า "ความเหมือนที่แตกต่าง" กันมั้ย? คือเป็นงานที่ฟังแล้วเชื่อว่าเด็กยุคนี้จะต้องคิดถึงหน้าของเคชช่า เลดี้ กาก้าและอีกหลายนางนายซึ่งจะว่าก็อปพวกเขานี่คงไม่ใช่นะคะเพราะอีแบบนี้บริทนี่ย์ก็เคยทำมาก่อนแถมยังทำออกมาดีกว่านี้มากแต่ในอัลบั้มนี้ขอทำเพลงแบบเซฟบั้นท้ายสบายดากด้วยการทำเพลงตามยุคแบบเป๊ะๆเพียงแต่ด้วยประสบการณ์ ชั่วโมงบิน ทีมโปรดิวซ์เซอร์และตัวบริทนี่ย์เองเชื่อว่าถ้าคุณผู้อ่านลองฟังกันดูดีๆจะเห็นความเป็นตลาดจ๋าขายกันโต้งๆหากแต่เก๋ไก๋มากๆหลายจุดด้วยรายละเอียดปลีกปล่อยที่ช่วยเสริมทัพให้เพลงเต้นรำที่ดูเหมือนจะเป็นบีทโหลๆเสี่ยวๆแบบยุคให้มีสง่าราศีขึ้น เป็นความจับต้องง่ายที่มันเหนือกว่าของดาดๆทั่วไปอ่ะค่ะ - - จนปัญญาจะอธิบาย - - เอาเป็นว่าลงไปตบกับพวกเคชช่าหรือกาก้าครั้งนี้บริทนี่ย์ไม่เจ็บตัวแน่นอนเพราะสิ่งที่พวกเธอทำแล้วมันฮิตบริทนี่ย์ก็เล่นกับลูกเล่นแบบนั้นได้เช่นกัน "ที่สำคัญยืนอยู่เหนือสมรภูมิ" นั่นแหละที่อยากจะบอก.....ท้ายที่สุดถามว่ามีปัญหาอะไรกับอัลบั้มนี้??? ก็แค่มันสู้7อัลบั้มที่ผ่านมาไม่ได้รวมถึงถ้าใครบอกว่าใน Circus พลังของความเป็นบริทนี่ญืตกลงไป ขอแสดงความยินดีด้วยนะคะเพราะอัลบั้มนี้คุณจะไม่สามารถสัมผัสได้ถึงพลังใดๆจากเธอเลยเพราะว่ามัน "ไม่มี" น่ะค่ะ ^ ^
ป.ล. ดีใจมากกกกกกกกกกกที่งานชุดนี้ไม่มีเพลงอย่างพวก Hot As Ice หรือ MMM Papi มาให้ได้ยิน
แทร็คเด็ด
Hold It Against Me (3/5) ซิงเกิ้ลแรกที่เป็นงานอิเล็คโทรพ็อพเต้นรำติดยูโรบีทง่ายๆดาดดื่นเสมอตัวแต่ขอโทษติดหูและหลอนประสาทมากกกกกกกชนิดที่ฟังแล้วรู้เลยว่าต้องดัง!!! โดดเด่นด้วยการผสานบีทอินดัสเทรียลและท่อนดั๊บ-สเต็ปเบรคแบบที่พวกอินดี้นิยมเล่นกันมากๆเมื่อ2-3ปีที่แล้ว เข้าใจแล้วว่าทำไมถึงตัดมาเป็นเพลงแรกเพราะมีจิตวิญญาณของความเป็นบริทนี่ย์และคอนเส็ปท์ของตัวงาน Femme Fatale สูงมาก...เล่นกันไม่ยากแต่กูจะเอาดัง เข้าใจป่ะ??? เช่นเดียวกับ Till The World Ends (3/5) แทร็คเปิดอัลบั้มที่ตามมาเป็นซิงเกิ้ลติดๆยังไม่ทิ้งความเป็นอิเล็คโทรพ็อพแต่งวดนี้เล่นกับดนตรีคลับแบงเกอร์แบบ Dance Anthem ที่ติดลมบนในยุคนี้จำพวกเทคโนและแทรนซ์ติดกลิ่นเฮ้าส์ลอยละล่องตามมาเป็นแบ็คกราวน์ ฟังแล้วนึกถึงการรวมร่างกันเฉพาะกิจของริคกี้ มาร์ทินไม่ก็เอ็นริเก้กับอาร์มิน ฟาน บูเรน เป็นอีกเพลงที่เชื่อว่าน่าจะทำอันดับได้ไม่ยาก ยิ่งเฉพาะในยุคที่ไฮไลท์บนชารต์ไปอยู่ที่เพลงพ็อพอิเล็คโทรนิคฟังง่ายๆซะเกือบ70-80เปอร์เซนต์นี่ยิ่งน่ากลัว เพลงที่ชอบนี่ยกให้เธอเลย I Wanna Go (3.5/5) แด๊นซ์-พ็อพ เทคโนตามสมัยนิยมที่นอกจากบีทจะตึ๊บเขย่าโสตประสาทแล้วเสียงคุณบริทนี่ย์นี่ช่าง โอ้โห! จัดสรรคำมาบรรยายไม่ถูกจริงๆป่วงได้ถูกจริตจริงๆ ขนาดแม่ฟังยังบอกเลยว่าเพลงนี้เพราะ เหอๆๆๆ มาที่ How I Roll (3.5/5) แค่เสียงบีทบ็อกซ์สุดเซ็กซี่ตอนเปิดตัวก็แถบจะเล่นเอาเสียชีวิตแล้ว พอถึงช่วงเปิดพิธีจริงกลับกลายเป็นงานอิเล็คโทรพ็อพหวานๆตีบีทกันสนุกมากๆตั้งแต่มิดเทมโพอาร์แอนด์บีหวานๆยันจังหวะดั๊บสวยๆน่ารักๆลอยเกลื่อนถ้วนทั่วทั้งเพลง น่ารักอ่ะ!!! ในที่สุดก็เจอเพลงที่ชอบที่สุดในอัลบั้ม (Drop Dead) Beautiful (5) แด๊นซ์-พ็อพอิเล็คโทรนิคติดอาร์แอนด์บีเทคโนออโต้จูนเกลื่อนในแบบที่ฟังแล้วอาจจะชวนคิดถึงเคชช่าในเพลง Blow นับว่าเป็นแทร็คที่บริทนี่ย์กล้าเสี่ยงออกมาบ้าที่สุดในอัลบั้ม ได้ผลด้วยนะ นอกจากนี้ที่เด่นๆหน่อยก็คงหนีไม่พ้นย Big Fat Bass (4/5) ที่ร่วมงานกับวิล ไอ แอมได้บทสรุปเป็นเพลงเต้นรำสูตรสำเร็จแบบThe Black Eyed Peas จ๋าที่ได้เสียงร้องเป็นบริทนี่ย์ คือประดังกันครบเครื่องทั้งพ็อพ อิเล็คโทรนิค แด๊นซ์ เทคโน อาร์แอนด์บี ฮิพฮอพ ดิสโก้ยันยูโรบีทส่วนตัวชอบช่วงเบรคเอ๊าท์ที่เป็นฮิพฮอพติดครั๊งค์แบบที่ได้ยินในเพลง Heart Beat ของเจ๊แม่ในอัลบั้ม Hard Candy เท่ห์ดี ปิดท้ายด้วย Trip To Your Heart (4/5) ที่เป็นพ็อพแทรนซ์สวยๆลอยๆเสมือนภาคต่อของ Heaven On Earth และ Unusual You ฟังเพลินดี
สรุป
โอเค! Femme Fatale นี่อาจจะชื่นชมได้ไม่เต็มปากว่าเป็นอัลบั้มที่ "ดี" แต่อย่างน้อยก็เป็นอัลบั้มพ็อพที่คนรักดนตรีสากลทุกคนควรจะติดตามและลองหามาฟังกัน อย่างน้อยแม้จะไม่ใช่งานคุณภาพจ๋าแต่ก็ฟังเพลินมากๆเลยทีเดียวนะแถมยังติดหูอีกต่างหากสำหรับใครที่อยากจะหลีกหนีศิลปินตลาดยุคใหม่ก็ไม่เสียหายนะที่จะลองสัมผัสกับงานดนตรีตลาดๆที่ "ดี" พอตัวชุดหนึ่ง สำหรับดิฉันนี่อัลบั้มนี้มาถูกที่ถูกเวลามากๆแม้จะไม่ได้ชอบอะไรมากมายแต่อย่างน้อยก็คงจะเปิดสลับมาฟังเล่นแก้เบื่อในเวลาที่อยากจะฟังอะไรสนุกๆเบาสมองบ้าง อย่างน้อยเวลาเครียดๆนั่งฟังบริทนี่ย์ก็ยังดีกว่ามานั่งจับเจ่าฟังเสียงโหยหวนเหมือนโดนผัวซ้อมของคุณนายคริสทิน่าและแม่มาลัยทุกวี่ทุกวันล่ะว้า ว่ามะ?

วันอังคารที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2554

Hird : Moving On (Myspace#47)


Hird : Moving On : Electronic/Jazz (98%)
"สแกนดิเนเวียแจ๊ซซ์" ดนตรีฟิวชั่นที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก - - จำไม่ผิดน่าจะช่วงก่อนปี2004 - -ในหมู่คอเพลงอิเล็คโทรนิคยันคนที่ติดตามผลงานดนตรีดีๆจากศิลปินอินดี้ทั่วทุกมุมโลก จากการจับเอาความหรูหราเยือกเย็นไร้ชีวิตชีวาของดนตรีอิเล็คโทรนิคผนวกเข้ากับมนตร์เสน่ห์ของดนตรีในตำนานอย่างแจ๊ซซ์ได้อย่างกลมกล่อมลงตัวสุดๆให้ผลลัพธ์เป็นงานครอสโอเวอร์แจ๊ซซ์ยุคอนาคต - - หรือที่หลายศิลปินที่รักจะทำดนตรีแนวๆนี้เรียกว่า "ฟิวเจอร์แจ๊ซซ์" - - ที่เปี่ยมไปด้วยความเข้มข้นทางความรู้สึก ตระการตาและงามระยับจับจิต มายสเปซครั้งที่47นี้ขอแนะนำสตูดิโออัลบั้มชุดแรกของ Hird วงดนตรีอิเล็คโทรนิคแจ๊ซซ์จากสวีเดนหนึ่งในผู้ที่บุกเบิกภาคดนตรีแนวสแกนดิเนเวียแจ๊ซซ์ที่แสนจะสง่างามนี้ให้โลกรู้จัก
จากการคาดเดาสำหรับดิฉันคิดว่า Hird นี่เป็นวงดนตรีประเภท "ข้ามาคนเดียว" เพราะเครดิตที่ระบุไว้เห็นมีแต่คุณ Christoffer Berg หัวหอกของโปรเจ็คท์นี้ที่ทำหน้าที่จัดแจงสารพันสิ่งในอัลบั้มนี้ชนิดเสร็จสรรพ ซึ่งก่อนหน้าที่เขาจะคลอดงานชุดนี้นี่ก็เคยเป็นที่รู้จักกันมาแล้วในซิงเกิ้ลและอีพีที่ดังในหมู่คนรักอิเล็คโทรนิคระดับหนึ่งอย่าง Keep You Hird และ I Love You My Friends - - เพลงหลังนี่ บ.ก.ตี้เคยเขียนถึง - - มาที่ Moving On สตูดิโออัลบั้มแรกภาคดนตรีร่ายมาซะขนาดนี้ก็คงไม่ต้องถามแล้วล่ะนะคะว่าจะเป็นแนวอะไรไปได้นอกจากที่กล่าวมา ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะเรียกมันเป็นอะไร "อิเล็คโทรนิคแจ๊ซซ์"/"ฟิวชั่นแจ๊ซซ์"/"ครอสโอเวอร์แจ๊ซซ์"/"โมเดิร์นแจ๊ซซ์"/"ฟิวเจอร์แจ๊ซซ์" หรือจะ "สแกนดิเนเวียแจ๊ซซ์" ก็เอาสักอย่างเถิดเจ้าค่า
ในส่วนของการนำเสนออิเล็คโทรนิคแจ๊ซซ์ของ Hird นี่เป็นการฟิวชั่นเอาความต่างของทั้งสองภาคดนตรีมาปะทะกันได้อย่างพอดิบพอดีและลงตัวแบบสมค่าที่จะเรียกว่า "งานฟิวชั่นจริงๆ" คือให้น้ำหนักของทั้งสองภาคดนตรีอย่างมีเกียรติพอๆกันไม่มีการแก่งแย่งขโมยซีนแต่อย่างใดทั้งความเก๋ล้ำหรูหราเยือกเย็นแบบอิเล็คโทรนิคที่มีทั้งเสน่ห์และลูกล่อลูกชนระดับอิเล็คโทรนิคไฮเอ็นและอารมณ์ความสดทรงพลังของการเรียบเรียงดนตรีแบบแจ๊ซซ์ที่ใส่ทั้งความงามของเครื่องเป่า ความพลิ้วไสวของเครื่องสายยันน้ำเสียงและการอิมโพรไวซ์ที่ทรงพลังถ้าเทียบความสมบูรณ์แบบในสายเมนทสตรีมก็คงจะต้องยกให้ไปชนกับงานของฮ็อบบิทแจ๊ซซ์ตัวแสบอย่างคุณพี่เจมี่ คัลลั่ม สำหรับดิฉันตัวงานทรงพลังและฟังได้ไหลลื่นกว่างานของวงที่โปรดปรานมากๆอย่าง Dimitri From Paris และเข้าถึงง่ายกว่าวงอิเล็คโทรนิคแจ๊ซซ์ที่เป็นเอ็กซ์เพอริเมนทัลอวองการ์ตล้ำยุคจนคนฟังเอ๋ออย่าง Jaga Jazzist
ขอใช้มุขเดียวกับ Nirvana เนื่องจากเป็นงานที่ชอบมากๆเลยขออุทิศให้สัก4ย่อหน้า โดยย่อหน้าสุดท้ายขอพูดถึงแทร็คโปรดสักหน่อยเริ่มต้นกับ Fading Blues งานอิเล็คโทรนิคแจ๊ซซ์หม่นๆสุดอ้างว้างที่งดงามโดเด่นด้วยเครื่องเป่ากระชากวิญญาณพร้อมกับน้ำเสียงที่เป็นโซลสุดทรงพลังของ "ยูกิมิ นากาโนะ" ซึ่งดูเหมือนคุณเอจะมีบทบาทในเรื่องของการร้องยกอัลบั้มเพราะทั้งไทเทิ่ลแทร็คอย่าง Moving On,I Love You My Hope ยัน Keep You Kimi นี่เจ๊วาดลวดลายบรรเลงซะเองหมดเลยซึ่งก็เพราะเดิร์นไปซะทุกแทร็คแถมภาคเนื้อหายังเชือดเฉือนฟังแล้วสะดุ้งเฮือกเป็นระยะๆไปอีก แต่ท้ายที่สุดเพลงโปรดปรานมากๆของดิฉันในอัลบั้มนี้ยกให้แก่ Getting Closer ที่คุณคริสโตเฟอร์มาร้องเองโดยมีทีเด็ดที่ท่อนคอรัสเพราะมากกกกกกกกกแม้จะย้ำคิดย้ำทำวนไปวนมาแค่นั้นแต่ก็เก๋ระเบิดเถิดเทิงรากเลือกเป็นงานดาวน์เทมโพที่สวยสุดๆชนิดที่จับไปชนกับพวกแน่ๆที่คร่ำหวอดมาก่อนอย่าง Zero 7 ได้สบายๆเผลอๆจะสะอาดสะอ้านงามงดหมดจดบริสุทธิ์ผุดผ่องกว่าหลายช่วงตัวด้วยซ้ำ แค่เพลงนี้เพลงเดียวทำให้ Moving On ของ Hird นี่กลายเป็นอัลบั้มที่ส่วนตัวโปรดปรานที่สุดตลอดกาลชุดหนึ่ง....ด้วยค่าของความเก๋ไก๋หรูหราแบบอ้างว้างเย็นยะเยือกหากแต่ยิ่งลงลึกไปกับมันทีไร สารพัดสิ่งที่อยู่รอบข้างรวมทั้งวิสัยทัศน์ในการมองโลกกลับสวยงามขึ้นทุกวันๆ