วันพฤหัสบดีที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2554

Burlesque : Jekyll's Diary (Music Cassanova#11)


Burlesque : It Takes A Legend ....To Make A Star : 8/10
ประมาณหนึ่งสัปดาห์ก่อนที่ภาพยนตร์เรื่องนี้จะเข้าฉายในบ้านเรา ผมฝันประหลาดเกี่ยวกับเรื่องของ "การปราบจระเข้ยักษ์" ด้วยวิธีที่ง่ายอย่างเหลือเชื่อ "เพียงแค่โยนปลอกปากกาน้ำเงินเข้าไปในปากของมัน"....จะว่าไปก็แลดูไร้สาระน่าขำดีนะครับที่ผู้เขียนเกริ่นนำถึง "Burlesque" ภาพยนตร์มิวสิคคัลประหนึ่งว่าเป็นภาพยนตร์ระทึกขวัญเลือดสาดที่มีจระเข้ยักษ์ตัวมหึมาแยกเขี้ยวอย่างจริงใจเป็นตัวเอกแบบ Lake Placid ก็ไม่ปาน แต่ก็อย่าปฏิเสธกันเลยครับว่าเรามักจะเห็น "จระเข้" โผล่มาในภาพยนตร์ทุกเรื่องแถบจะเป็นปกติอยู่แล้วไม่เว้นแต่ภาพยนตร์ชีวิตของพวกเราที่ไม่ได้มีราคาค่างวดในการถ่ายทำเป็นร้อยล้านพันล้านก็ต่างมีฉากที่ต้องรับมือพะบู๊กับเจ้าสัตว์เลื้อยคลานนี้ชนิดดุ เด็ด เผ็ด มันส์ ไม่แพ้หนังทำเงิน Box Office เรื่องใด....กระนั้นแล้วคุณคิดเหรอว่าภาพยนตร์ประเภท "ตามล่าหาฝัน" หรือ "ตะกายดาว" อย่างเรื่องนี้จะหนีพ้น???
อ้างอิงจากตำราทำนายฝัน "จระเข้" หมายถึง "อุปสรรค" ซึ่งแต่ละคนก็มีคำนิยามสวยๆให้มิตรแท้ตลอดกาลของชีวิตตั้งแต่เกิดจนตายตกไปตามกันท่านนี้ต่างกันออกไป สำหรับตัวผมของพูดตามความเชื่อของคนนับถือ "ศาสนาคริสต์" ส่วนตัวมองว่ามันเปรียบเสมือนบททดสอบที่พระผู้เป็นเจ้าประทานมาเพื่อทดลองความแข็งแกร่งของ "ศรัทธา" ในตัวมนุษย์ จากมุมมองของคนเดินถนนธรรมดาๆในวัย24ผมมมองว่ามันเหมือนกับข้อสอบที่ความยากง่ายในแต่ละคนไม่เท่ากัน ใช้วิธีการในการเอาชนะไม่เหมือนกัน บางคนตอบไปตรงๆแบบไม่คิดก็ผ่านบางคนต้องคิดจนหัวแถบแตกกว่าจะผ่าน ในขณะที่ยัยคนข้างๆก็คิดลึกไม่แพ้กันแต่กลับไม่ผ่านเพราะระดับเธอยังต้องการเวลาเพื่อจะตรึกตรองโจทย์ให้มากกว่านี้หารู้ไม่ว่าบางทีถ้าตัดใจกามันแบบมั่วๆส่งๆไปเลยก็ผ่านฉลุย ไม่ต่างอะไรกับหลากวิถีทางที่บุคคลประเภท "นักล่าฝัน" ทั้งหลายต้องเผชิญ มันขึ้นอยู่กับเวลาและวิธีของแต่ละคนแม้บางที "หลายๆคนอาจจะตั้งเส้นชัยไว้ที่จุดเดียวกัน ไม่ว่าใครจะไปถึงเส้นชัยได้ช้า เร็วหรือไม่มีวันก้าวไปได้ถึงก็ต่างต้องยอมรับว่าหนทางเฉพาะคนมันสวยไม่เหมือนกันจริงๆ" ผมก็เป็นหนึ่งในนั้นเคยไปออดิชั่นเพื่อเป็นนายแบบโฆษณาแต่ก็ไม่เคยประสบความสำเร็จในขณะที่บางคนที่เพิ่งจะมีประสบการณ์แคสติ้งเป็นครั้งแรกกลับได้รับเลือกไปอย่างง่ายๆ เพราะอะไรล่ะ?เขามีเส้นสาย มันเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดมาเพื่อเขา เขามีพรสวรรค์ เขายืนอยู่ถูกที่ถูกเวลาหรือจะเพราะอะไรก็ตามทั้งหมดที่กล่าวมามันสะท้อนออกมาให้เห็นกันได้ชัดๆว่าการก้าวผ่านอุปสรรคของคนเราขีดความยากง่ายมันไม่เคยเท่ากันจริงๆ สำหรับบางคนมันยากจนน่าอนาถใจ....
....แต่กับบางคนเส้นทางมันก็ดูลงตัวและง่ายดายอย่างน่าเหลือเชื่อซึ่ง "Burlesque" ภาพยนตร์มิวสิคคัลจากฝีมือของผู้กำกับ "สตีฟ แอนทิน" นี้สำหรับผมเป็นตัวอย่างที่ดีในการสะท้อนให้เห็นถึงแง่ดีในการไปถึงฝั่งฝันและการทะยานอยู่เหนือมรสุมชีวิตที่ถาโถมโดยที่ไม่มีอะไรยาก ผ่านไปแบบขำๆจนดูไม่สมเหตุสมผลและออกแนว Happy Ending จนเข้าขั้นน้ำเน่า ดาด โหลตามสูตรของภาพยนตร์ตามหาฝันแบบฉบับอเมริกันทั่วไปที่มีเกลื่อนกลาด....แต่เมื่อย้อนกลับมามองที่ตัวเราและรอบข้างคงไม่มีใครปฏิเสธได้ลงหรอกนะครับว่ามันก็ไม่ต่างอะไรจากมุมๆหนึ่งในชีวิตที่เราทุกคนเคยสัมผัสเพราะเชื่อเถอะครับว่าเราเองก็ต่างเคยผ่านพ้นอุปสรรคระดับเจียนตายไปแบบขำๆรั่วๆอย่างหนังเรื่องนี้มาด้วยกันล้วนจะแถบทั้งนั้น - - ครบครับเรื่องนี้ตามหาฝัน ตามหางาน หนี้สินท่วมหัวรอวันล้มละลาย พ่อแม่บึ้มต้องเผชิญชีวิตคนเดียว ปัญหาหย่าร้าง แฟนอยู่ไกล แอบเผลอใจให้คนใกล้ตัว ท้องแล้วไม่กล้าบอกแฟน มีเงินแต่ไม่สามารถซื้อทุกสิ่งไว้ในครอบครอง (อย่างน้อยก็หัวใจคน) ชีวิตเศร้าชาวเกย์ อิจฉาริษยาต้องการเป็นที่หนึ่ง รักสามเส้า โดนงัดห้องและอีกมากมาย - - เว้นแต่ว่าชีวิตนี้ปาฏิหารย์จะไม่เคยเกิดกับคุณก็แค่นั้นแหละ
Burlesque เป็นการข้ามฝากจากศิลปินมาสู่บทบาทใหม่ในฐานะนักแสดงนำครั้งแรกของ "คริสทิน่า อากิเลร่า" พ็อพสตาร์หญิงเจ้าของ5รางวัลแกรมมี่ในบทของ "อาลี โรส" เด็กสาวที่มุ่งหน้าจากไอโอวาสู่มหานครลอสแองเจลิสเพื่อมาตามหาฝันที่อยากจะเป็นนักร้อง โดยที่นี่เธอได้พบกับ The Burlesque Lounge คลับนางโชว์ที่กำลังตกอยู่ในสภาพเฉียดๆจะล้มละลายซึ่งเธอได้เริ่มทำงานในคลับแห่งนี้ในฐานะพนักงานเสิร์ฟโดยหารู้ไม่ว่าเส้นทางสู่การเป็นนางพญาของคลับ Burlesque กำลังรอเธออยู่ข้างหน้า
จากบทภาพยนตร์ที่กล่าวมาข้างต้นจะแลดูดาด โหลและไล่คีย์เดาเป็นสเต็ปตั้งแต่ต้นจนจบได้ชนิดไม่ยาก แม้จะดำเนินไปอย่างหวานแหววเรียบง่ายจนไม่มีปรากฏการณ์ใดๆให้ลุ้นระทึกประทับใจ - - ไม่แม้แต่จะเป็นนิยามใหม่ของภาพยนตร์แนวมิวสิคคัล - - แต่ถ้าถามความรู้สึกที่ผมมีต่อภาพยนตร์เรื่องนี้นับว่า "ประทับใจ" ในระดับที่สูงเลยทีเดียว เริ่มจากการที่ได้มาเจอกันกับคนประเภทเดียวกันอย่างอาลีซึ่งสามารถสะท้อนความเป็นคนที่ "ไม่มีแผนใดๆในการดำเนินชีวิต" อย่างผมได้เป็นอย่างดี คือเป็นคนที่ทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลัง อยากทำอะไรก็ทำมันซะเดี๋ยวนั้นเลย ผิดก็ล้มถูกก็รอดแถมชีวิตดูจะไม่มีอะไรมั่นคงเลยนะ ถ้าจะมีก็แค่ "ศรัทธา","ความมั่นใจ","ความทะเยอทะยานดื้อดึง","เชื่อโดยไม่สงสัย" และที่สำคัญ "กัดไม่ปล่อยจนกว่าจะบรรลุในสิ่งที่ตัวเองฝัน" พอได้มาเห็นความมุทะลุดุดันของเธอที่กล้าจะทิ้งความมั่นคงที่เธอไม่เคยต้องการพร้อมกับกล่าวอำลาสภาพความเคยชินเดิมๆสู่การแสวงหาสิ่งที่เธอต้องการจะเป็นในมฟานครลอสแองเจลิสโดยไม่แม้แต่จะใส่ใจว่า "จะไปได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่?" ขอยกตัวอย่างฉากที่ประทับใจ อาทิ ตอนที่เธอเก็บหนี้เจ้านายจากเครื่องแคชเชียร์โดยพลการ ภาพที่เดินตระเวนสมัครงานเป็นวันๆ ใบหน้าเคลิ้มฝันยามเผชิญกับแสงสีตลอดจนพลังของเธอยามที่ร้องเพลง Something's Gotta Hold On Me คัฟเว่อร์จากเอ็ตต้า เจมส์ตอนต้นเรื่อง มันเป็นอะไรที่สามารถสะท้อนความเป็นคนภาษาเดียวกันของเราสองคนออกมาได้อย่างครบถ้วนจนผมรู้สึกตกหลุมรักในตัวละครตัวนี้มากชนิดที่กล้าพูดได้ว่าเป็นตัวละครจากภาพยนตร์มิวสิคคัลตัวที่สองต่อจาก "เอวา เปรอน" ในเรื่อง Evita ที่รับบทโดยเจ๊แม่ "มาดอนน่า" ที่สามารถวาดลวดลายของวัฒนธรรมการใช้ชีวิตของผมคนนี้โลดแล่นลงสู่โลกแห่งแผ่นฟิลม์ได้ชนิดที่ตรงมากๆจนน่าประหลาดใจ
ต่อด้วยชั้นเชิงของความเป็นมิวสิคคัลในเรื่องนี้ที่แม้ว่าเมื่อนำไปเปรียบเทียบกันกับภาพยนตร์มิวสิคคัลสไตล์นางโชว์ระดับเทพอย่าง Chicago,Moulin Rouge หรือ Cabaret แล้ว อาจจะยังเทียบชั้นเขาไม่ได้รวมถึงชั้นเชิงของการใช้ "บทเพลง" ในการนำเสนอเรื่องราวยังทำได้ไม่น่าสนใจเท่าหลายๆเรื่อง - - เพราะเน้นไปที่โชว์ของคริสทิน่ามากกว่าแถบจะไม่ได้ใช้เพลงเล่าอะไรให้เป็นเรื่องราวเลย - - ไม่ต้องมองไปถึงระดับ The Sound Of Music,Evita หรือ Phantom Of The Opera เอาแค่ Dream Girls,Sweeny Todd... หรือเรื่องที่ไม่เคยชอบเลยอย่าง Mamma MIA นี่คิดว่าชั้นเชิงก็ยังไม่เสมอพวกเขา....หากแต่ต้องบอกว่าจุดเด่นของ Burlesque ที่หลายๆเรื่องด้านบนไม่มีนั้นคือ "การที่สามารถใช้เพลงสะกดคนดูให้ติดตามไปตลอดรอดฝั่งทั้งเรื่องชนิดไม่เบื่อแถมดูแล้วยังสนุกน่าติดตาม" ซึ่งนับว่าเป็นโจทย์ที่ยากมากๆที่หนังเพลงจะทำได้ ขนาดหนังเพลงระดับเทพที่นักวิจารณ์แห่แหนบางเรื่องยังไม่ชวนให้คนดูทั่วไปพิสมัยเลยแต่กับหนังที่ใช้เพลงระดับสูงเข้าถึงผู้ฟังยากๆอย่างโซล บลูส์และแจ๊ซซ์กลับทำให้คนดูออกปากชมไม่ขาดว่า "สนุก ดูแล้วยิ้มไม่หุบ" นี่ต้องนับว่าไม่ธรรมดา ด้วยชั้นเชิงของการผสานดนตรีเออร์บันคอนเทมโพลารีย์ที่กล่าวไปด้านบนเข้ากับความเป็นคาบาเร่ต์ บรอดเวย์และศิลปะการเต้นระบำเบอร์เลสค์แบบดั้งเดิมเข้ากับความร่วมสมัยของดนตรีพ็อพและอาร์แอนด์บีในยุคปัจจุบัน ฉากแสดงโชว์ใน Burlesque จึงออกมาค่อนข้างแข็งและสะกดสายตาคนดูได้อยู่หมัดชนิดที่แม้จะดูแล้วรู้ว่าได้แรงบันดาลใจมาจาก Cabaret และ Chicago ในระดับเข้มข้นแต่ก็ปฏิเสธไม่ลงนะว่าผู้ชมยุคใหม่ที่รักการเต้นรำและดนตรีจะสามารถซึมซับแรงบันดาลใจจากฉากโชว์ดีๆในภาพยนตร์เรื่องนี้ไปพอควรเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังค่อนข้างจะหลากหลายนะครับมีตั้งแต่เอาใจคอโซลในแบบคลับคนดำช่วงยุค60-70ในเพลง Tough Lover ไล่ไปยังคาบาเร่ต์อย่าง I Am A Good Girl และ Welcome To Burlesque ดูแล้วอดคิดถึงตำนานอย่างมาริลีน มอนโรและดิต้า วอนทีสไม่ได้ Bound To You กับ You Haven't Seen The Last Of Me นี่เชื่องว่านางโชว์สีลมยันพวกมิสอัลคาซ่าร์ทั้งหลายแหล่น่าจะชอบพลางหยิบไปประยุกต์ลิปซิงค์ทำสีหน้าสวยงามแบบคริสทิน่าและป้าแฏร์ได้ชนิดเก๋ไก๋ไปอีก5ปี อารมณ์ระบำเปลื้องผ้าโชว์คาบาเร่ต์แจ๊ซซ์แบบยุคเริ่มต้นของคลับ Moulin Rouge ก็มีมาใน A Guy What Takes His Time ตลอดจนกลายร่างเป็นบรอดเวย์เต็มขั้นใน Express และ Show Me How Your Burlesque ที่ชวนให้นึกถึงพวกมิวสิคคัลระดับเทพอย่างโชว์ใน Chicago,Cabaret ตลอดจนโชว์เพลง Lady Marmarlade และ Ain't No Other Man ใน Back To Basics Tour ของคริสทิน่าเอง ซึ่งที่กล่าวมาแม้จะไม่ได้สร้างความน่าตื่นตาตื่นใจใหม่ๆประดับแวดวงหนังเพลงแต่ก็นับว่าการสานต่อแรงบันดาลใจและลมหายใจของภาพยนตร์แนวมิวสิคคัลให้แก่คนรุ่นหลังได้อย่างดีทีเดียว
ประเด็นท้ายสุดที่สำคัญมากๆในเรื่องนี้ขอยกให้กับ "นักแสดง" ซึ่งเป็นอะไรที่เกินคาดสำหรับผมมากๆเพราะว่าไม่มีใครที่ทำให้รู้สึกสะดุดหรือเป็นปัญหาเลยนะ คือต้องชมว่าทุกท่านทำการบ้านมาดีและเล่นได้น่ารักมากๆชนิดที่มอบรอยยิ้มและความประทับใจให้คนดูได้ตลอดทั้งเรื่องไม่น้อยเลยทีเดียว เริ่มจากตัวชูโรงอย่าง "ป้าแฌร์" ที่หายหน้าหายตาไปกว่า7ปีและ "แสตนลี่ย์ ทุสซี่" ที่เกี้ยวพาราสียิงมัวรัวใส่หน้าคนดูกันว ไม่ยั้งชนิดที่เป็นไฮไลท์ไม่แพ้คู่พระนางเลยทีเดียว ขาดสองท่านนี้ไปหนังเรื่องนี้คงกร่อยไปเยอะ มาที่ฝากของ "คริสทิน่า อากิเลร่า" ส่วนตัวผมคิดว่าเป็นการประเดิมเรื่องแรกที่ดี หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีโอกาสได้เห็นเธอเฉิดฉายบนจอเงินล้านอีกเพราะนี่ก็เป็นบทพิสูจน์ที่ดีว่าเธอสามารถดึงพลังของความเป็นนักร้องลงสู่ภาพยนตร์มิวสิคคัลได้ดีทีเดียวแถมถ้าคิดจะข้ามไปเอาดีในฝากของ "โรแมนติคคอมเมดี้กึ่งดราม่านิดๆ" นี่ก็เหมาะกับเธอเลยทีเดียว "แคม จิแกนเดต์" บาร์เทนเดอร์หนุ่มสุดหล่อประจำเรื่องก็เล่นได้น่ารักดีดูแล้วอดเชียร์ให้เป็นคู่พระนางที่ไปได้กันนอกจอไม่ได้เรียกได้ว่าล้างคราบไคลแวมไพร์โรคจิตในทไวไลต์ได้อย่างหมดจด "คริสเตน เบล" นี่ก็เล่นร้ายได้แสบๆคันๆดีแม้ส่วนตัวจะรู้สึกว่าร้ายแบบกั๊กๆไม่ถึงที่สุดแถมค่อนข้างจะเป็นนางอิจฉาที่ดูเจี๋ยมเจี้ยมเวลาเจอหมัดหนักๆเข้าไปจนอดสงสารไม่ได้ว่านางสาวบ้านนาซื่อๆกับป้าแก่เจ้าของคลับใกล้เจ๊งนี่เอาจริงๆแล้วร้ายกว่าเธออีกนะ แท่หลงใหลที่สุดก็คงหนีไม่พ้น "จูลีแอนน์ เฮาฟ์" ในบทของ "จอร์เจีย" นางโชว์หน้าสวยหวานที่ลีลาบนเวทีเร่าร้อนเหลือร้าย เธอคนนี้กำลังจะได้รับบทนำในภาพยนตร์เรื่อง "Footloose" ที่กำลังจะเข้าฉายในปีนี้นะครับ ขอแอบโปรโมตนิดนึง ^ ^
อย่างไรก็ตามเมื่อมองกันอย่างเป็นกลางโดยไม่นำความรู้สึกประทับใจมารวม ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า Burlesque ยังมีข้อบกพร่องอยู่ "มากพอควร" ถ้าตัดสินในสายตาแบบนักวิจารณ์ ปัญหาใหญ่สุดๆคงหนีไม่พ้นเรื่องของ "บท" ที่แม้จะเข้าข้างมองให้เป็นแง่ดีอย่างไรก็บิดเบือนไม่ได้ว่าหลวมจริงๆจนเข้าขั้นไม่สมเหตุสมผลและหาที่มาที่ไปไม่เจอจะเป็นหนังที่ไม่มีอะไรเลยถ้าตัดป้าแฌร์และสารพัดโชว์สุดแสนอลังการของคริสทิน่าออกไป ไม่มีอะไรแปลกใหม่เกินหนังตามหาฝันและนางโชว์ทั่วไปแถมตอนจบยังทิ้งกันง่ายๆลากันดื้อๆชนิดไม่มีมารยาท - - บทหนังก็ธรรมดาอยู่แล้วยังมาเจอจบแบบลวกๆทิ้งๆขว้างๆแบบนี้อีกนักวิจารณ์เขาถึงได้ด่ายังไงครับ - - เรียกได้ว่าฆ่าตัวตายได้อย่างสง่างามตอนจบแบบเรียบง่ายพอๆกับพล็อทเรื่องที่ดำเนินอย่างสะดวกโยธิน
สุดท้ายนี้ส่วนตัวค่อนข้างดีใจนะครับที่กระแสความประทับใจของคนดูออกแนวสวนทางกับนักวิจารณ์ที่ส่วนมากกระหน่ำย่ำยีสับเสียจนแถบจะไม่มีดี ผมก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกันครับที่เข้าไปสัมผัสกับบรรยากาศในโรงและเห็นผู้ชมหลายท่านยิ้มและมีชมภาพยนตร์เรื่องนี้กันอย่างมีความสุขมากๆเช่นเดียวกับตัวผมเองที่ยิ้มไม่หุบเลยตลอดเวลากว่า2ชั่วโมง ผมเป็นแค่นักวิจารณ์สมัครเล่นไม่ได้มีรสนิยมเลิศหรูอะไรใช้แค่ความรู้สึกตัดสินแล้วก็สามารถตอบโจทย์คำว่า "ภาพยนตร์ที่ดี" สำหรับตัวผมเองได้อย่างครบถ้วน แม้บางท่านอาจจะแย้งว่า "ไม่อายเหรอหนังโหลขนาดนี้ให้เข้าไปได้ตั้ง8เต็ม10?" แต่ใครจะมองผมว่าเป็นหนังวิจารณ์มาตรฐานต่ำก็คงไม่ได้ใส่ใจอะไร เพราะส่วนตัวก็เป็นคนที่ออกจะชอบอะไร "โหลๆง่ายๆ" ซะด้วยเพราะไม่คิดว่า "ความคาดเดาง่าย" จะเป็นปัญหา....."ความเข้าไม่ถึงนี่สิ" ที่ต่อให้มันดีขนาดไหนก็ไม่มีประโยชน์เหมือนคนที่ไม่เคยเข้าใจเพลงของ Bjork หรือ หนังสือของมุราคามิ....จะว่าไปผมกลับแอบชอบความไม่สมเหตุสมผลและความง่ายมากๆจนน่าด่าของหนังเรื่องนี้นะ อาทิ "ฉากปลดหนี้" ตอนท้ายเรื่องที่มาแบบเบาๆเสียจนน่าส่ายหน้าไหนจะยังฉากที่นางเอกแจ้งเกิดบทจะเกิดก็ลงตัวประดุจผีจับวาง เพราะอย่างที่บอกไปตอนต้นแหละว่า24ปีที่อยู่บนโลกนี้ได้เห็นอะไรที่ไม่สมเหตุสมผลและง่ายจนน่าด่าแบบนี้มาเยอะ ทำไมถึงจะต้องคอยตั้งแง่คิดกันแต่ว่าชีวิตจะต้องผ่านไปได้ด้วยวิธียากๆเท่านั้นล่ะ? ผมเชื่อใน "พระผู้เป็นเจ้า" นะเชื่อใน "ปาฏิหารย์" ด้วย ชีวิตคนเราบางทีปล่อยมันไปอะไรๆมันก็ง่ายยิ่งกว่าที่เห็นในเรื่องนี้อีกนะ เช่น "เมื่อวานทั้งเนื้อทั้งตัวมีแค่แปดสิบแต่วันรุ่งขึ้นกลับมีแสนสาม" ผมก็ผ่านมาแบบง่ายดายเหมือนกับเทสส์ที่หาเงินโปะหนี้ได้25ชั่วโมงก่อนคลับถูกยึดแบบง่ายๆหรือเหมือนอาลีที่เผอิญโชคชะตาพาเธอมายืนอยู่ถูกจุด.....ชีวิตคนเราเอาจริงๆมันผ่านไปง่ายยิ่งกว่าตัวละครสองท่านในเรื่องนี้มากนักเพียงแค่อย่าลืมที่จะมีศรัทธา ยืนอยู่ถูกที่ถูกเวลาและยืนอยู่จุดเดียวกับโอกาส กล้าจะเป็นตัวเอง ทะเยอทะยานและกล้าที่จะยอมรับโดยไม่หลอกตัวเองว่าเส้นชัยที่จะก้าวไปนั้นถูกกำหนดมาบนเส้นทางของเราหรือไม่....."เชื่อเถอะว่าเราทุกคนก็สามารถปราบจระเข้ยักษ์ได้ง่ายๆด้วยปลอกปากกาสีน้ำเงินด้วยกันทั้งนั้นแหละ "

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น