วันพฤหัสบดีที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2554

Burlesque : Jekyll's Diary (Music Cassanova#11)


Burlesque : It Takes A Legend ....To Make A Star : 8/10
ประมาณหนึ่งสัปดาห์ก่อนที่ภาพยนตร์เรื่องนี้จะเข้าฉายในบ้านเรา ผมฝันประหลาดเกี่ยวกับเรื่องของ "การปราบจระเข้ยักษ์" ด้วยวิธีที่ง่ายอย่างเหลือเชื่อ "เพียงแค่โยนปลอกปากกาน้ำเงินเข้าไปในปากของมัน"....จะว่าไปก็แลดูไร้สาระน่าขำดีนะครับที่ผู้เขียนเกริ่นนำถึง "Burlesque" ภาพยนตร์มิวสิคคัลประหนึ่งว่าเป็นภาพยนตร์ระทึกขวัญเลือดสาดที่มีจระเข้ยักษ์ตัวมหึมาแยกเขี้ยวอย่างจริงใจเป็นตัวเอกแบบ Lake Placid ก็ไม่ปาน แต่ก็อย่าปฏิเสธกันเลยครับว่าเรามักจะเห็น "จระเข้" โผล่มาในภาพยนตร์ทุกเรื่องแถบจะเป็นปกติอยู่แล้วไม่เว้นแต่ภาพยนตร์ชีวิตของพวกเราที่ไม่ได้มีราคาค่างวดในการถ่ายทำเป็นร้อยล้านพันล้านก็ต่างมีฉากที่ต้องรับมือพะบู๊กับเจ้าสัตว์เลื้อยคลานนี้ชนิดดุ เด็ด เผ็ด มันส์ ไม่แพ้หนังทำเงิน Box Office เรื่องใด....กระนั้นแล้วคุณคิดเหรอว่าภาพยนตร์ประเภท "ตามล่าหาฝัน" หรือ "ตะกายดาว" อย่างเรื่องนี้จะหนีพ้น???
อ้างอิงจากตำราทำนายฝัน "จระเข้" หมายถึง "อุปสรรค" ซึ่งแต่ละคนก็มีคำนิยามสวยๆให้มิตรแท้ตลอดกาลของชีวิตตั้งแต่เกิดจนตายตกไปตามกันท่านนี้ต่างกันออกไป สำหรับตัวผมของพูดตามความเชื่อของคนนับถือ "ศาสนาคริสต์" ส่วนตัวมองว่ามันเปรียบเสมือนบททดสอบที่พระผู้เป็นเจ้าประทานมาเพื่อทดลองความแข็งแกร่งของ "ศรัทธา" ในตัวมนุษย์ จากมุมมองของคนเดินถนนธรรมดาๆในวัย24ผมมมองว่ามันเหมือนกับข้อสอบที่ความยากง่ายในแต่ละคนไม่เท่ากัน ใช้วิธีการในการเอาชนะไม่เหมือนกัน บางคนตอบไปตรงๆแบบไม่คิดก็ผ่านบางคนต้องคิดจนหัวแถบแตกกว่าจะผ่าน ในขณะที่ยัยคนข้างๆก็คิดลึกไม่แพ้กันแต่กลับไม่ผ่านเพราะระดับเธอยังต้องการเวลาเพื่อจะตรึกตรองโจทย์ให้มากกว่านี้หารู้ไม่ว่าบางทีถ้าตัดใจกามันแบบมั่วๆส่งๆไปเลยก็ผ่านฉลุย ไม่ต่างอะไรกับหลากวิถีทางที่บุคคลประเภท "นักล่าฝัน" ทั้งหลายต้องเผชิญ มันขึ้นอยู่กับเวลาและวิธีของแต่ละคนแม้บางที "หลายๆคนอาจจะตั้งเส้นชัยไว้ที่จุดเดียวกัน ไม่ว่าใครจะไปถึงเส้นชัยได้ช้า เร็วหรือไม่มีวันก้าวไปได้ถึงก็ต่างต้องยอมรับว่าหนทางเฉพาะคนมันสวยไม่เหมือนกันจริงๆ" ผมก็เป็นหนึ่งในนั้นเคยไปออดิชั่นเพื่อเป็นนายแบบโฆษณาแต่ก็ไม่เคยประสบความสำเร็จในขณะที่บางคนที่เพิ่งจะมีประสบการณ์แคสติ้งเป็นครั้งแรกกลับได้รับเลือกไปอย่างง่ายๆ เพราะอะไรล่ะ?เขามีเส้นสาย มันเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดมาเพื่อเขา เขามีพรสวรรค์ เขายืนอยู่ถูกที่ถูกเวลาหรือจะเพราะอะไรก็ตามทั้งหมดที่กล่าวมามันสะท้อนออกมาให้เห็นกันได้ชัดๆว่าการก้าวผ่านอุปสรรคของคนเราขีดความยากง่ายมันไม่เคยเท่ากันจริงๆ สำหรับบางคนมันยากจนน่าอนาถใจ....
....แต่กับบางคนเส้นทางมันก็ดูลงตัวและง่ายดายอย่างน่าเหลือเชื่อซึ่ง "Burlesque" ภาพยนตร์มิวสิคคัลจากฝีมือของผู้กำกับ "สตีฟ แอนทิน" นี้สำหรับผมเป็นตัวอย่างที่ดีในการสะท้อนให้เห็นถึงแง่ดีในการไปถึงฝั่งฝันและการทะยานอยู่เหนือมรสุมชีวิตที่ถาโถมโดยที่ไม่มีอะไรยาก ผ่านไปแบบขำๆจนดูไม่สมเหตุสมผลและออกแนว Happy Ending จนเข้าขั้นน้ำเน่า ดาด โหลตามสูตรของภาพยนตร์ตามหาฝันแบบฉบับอเมริกันทั่วไปที่มีเกลื่อนกลาด....แต่เมื่อย้อนกลับมามองที่ตัวเราและรอบข้างคงไม่มีใครปฏิเสธได้ลงหรอกนะครับว่ามันก็ไม่ต่างอะไรจากมุมๆหนึ่งในชีวิตที่เราทุกคนเคยสัมผัสเพราะเชื่อเถอะครับว่าเราเองก็ต่างเคยผ่านพ้นอุปสรรคระดับเจียนตายไปแบบขำๆรั่วๆอย่างหนังเรื่องนี้มาด้วยกันล้วนจะแถบทั้งนั้น - - ครบครับเรื่องนี้ตามหาฝัน ตามหางาน หนี้สินท่วมหัวรอวันล้มละลาย พ่อแม่บึ้มต้องเผชิญชีวิตคนเดียว ปัญหาหย่าร้าง แฟนอยู่ไกล แอบเผลอใจให้คนใกล้ตัว ท้องแล้วไม่กล้าบอกแฟน มีเงินแต่ไม่สามารถซื้อทุกสิ่งไว้ในครอบครอง (อย่างน้อยก็หัวใจคน) ชีวิตเศร้าชาวเกย์ อิจฉาริษยาต้องการเป็นที่หนึ่ง รักสามเส้า โดนงัดห้องและอีกมากมาย - - เว้นแต่ว่าชีวิตนี้ปาฏิหารย์จะไม่เคยเกิดกับคุณก็แค่นั้นแหละ
Burlesque เป็นการข้ามฝากจากศิลปินมาสู่บทบาทใหม่ในฐานะนักแสดงนำครั้งแรกของ "คริสทิน่า อากิเลร่า" พ็อพสตาร์หญิงเจ้าของ5รางวัลแกรมมี่ในบทของ "อาลี โรส" เด็กสาวที่มุ่งหน้าจากไอโอวาสู่มหานครลอสแองเจลิสเพื่อมาตามหาฝันที่อยากจะเป็นนักร้อง โดยที่นี่เธอได้พบกับ The Burlesque Lounge คลับนางโชว์ที่กำลังตกอยู่ในสภาพเฉียดๆจะล้มละลายซึ่งเธอได้เริ่มทำงานในคลับแห่งนี้ในฐานะพนักงานเสิร์ฟโดยหารู้ไม่ว่าเส้นทางสู่การเป็นนางพญาของคลับ Burlesque กำลังรอเธออยู่ข้างหน้า
จากบทภาพยนตร์ที่กล่าวมาข้างต้นจะแลดูดาด โหลและไล่คีย์เดาเป็นสเต็ปตั้งแต่ต้นจนจบได้ชนิดไม่ยาก แม้จะดำเนินไปอย่างหวานแหววเรียบง่ายจนไม่มีปรากฏการณ์ใดๆให้ลุ้นระทึกประทับใจ - - ไม่แม้แต่จะเป็นนิยามใหม่ของภาพยนตร์แนวมิวสิคคัล - - แต่ถ้าถามความรู้สึกที่ผมมีต่อภาพยนตร์เรื่องนี้นับว่า "ประทับใจ" ในระดับที่สูงเลยทีเดียว เริ่มจากการที่ได้มาเจอกันกับคนประเภทเดียวกันอย่างอาลีซึ่งสามารถสะท้อนความเป็นคนที่ "ไม่มีแผนใดๆในการดำเนินชีวิต" อย่างผมได้เป็นอย่างดี คือเป็นคนที่ทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลัง อยากทำอะไรก็ทำมันซะเดี๋ยวนั้นเลย ผิดก็ล้มถูกก็รอดแถมชีวิตดูจะไม่มีอะไรมั่นคงเลยนะ ถ้าจะมีก็แค่ "ศรัทธา","ความมั่นใจ","ความทะเยอทะยานดื้อดึง","เชื่อโดยไม่สงสัย" และที่สำคัญ "กัดไม่ปล่อยจนกว่าจะบรรลุในสิ่งที่ตัวเองฝัน" พอได้มาเห็นความมุทะลุดุดันของเธอที่กล้าจะทิ้งความมั่นคงที่เธอไม่เคยต้องการพร้อมกับกล่าวอำลาสภาพความเคยชินเดิมๆสู่การแสวงหาสิ่งที่เธอต้องการจะเป็นในมฟานครลอสแองเจลิสโดยไม่แม้แต่จะใส่ใจว่า "จะไปได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่?" ขอยกตัวอย่างฉากที่ประทับใจ อาทิ ตอนที่เธอเก็บหนี้เจ้านายจากเครื่องแคชเชียร์โดยพลการ ภาพที่เดินตระเวนสมัครงานเป็นวันๆ ใบหน้าเคลิ้มฝันยามเผชิญกับแสงสีตลอดจนพลังของเธอยามที่ร้องเพลง Something's Gotta Hold On Me คัฟเว่อร์จากเอ็ตต้า เจมส์ตอนต้นเรื่อง มันเป็นอะไรที่สามารถสะท้อนความเป็นคนภาษาเดียวกันของเราสองคนออกมาได้อย่างครบถ้วนจนผมรู้สึกตกหลุมรักในตัวละครตัวนี้มากชนิดที่กล้าพูดได้ว่าเป็นตัวละครจากภาพยนตร์มิวสิคคัลตัวที่สองต่อจาก "เอวา เปรอน" ในเรื่อง Evita ที่รับบทโดยเจ๊แม่ "มาดอนน่า" ที่สามารถวาดลวดลายของวัฒนธรรมการใช้ชีวิตของผมคนนี้โลดแล่นลงสู่โลกแห่งแผ่นฟิลม์ได้ชนิดที่ตรงมากๆจนน่าประหลาดใจ
ต่อด้วยชั้นเชิงของความเป็นมิวสิคคัลในเรื่องนี้ที่แม้ว่าเมื่อนำไปเปรียบเทียบกันกับภาพยนตร์มิวสิคคัลสไตล์นางโชว์ระดับเทพอย่าง Chicago,Moulin Rouge หรือ Cabaret แล้ว อาจจะยังเทียบชั้นเขาไม่ได้รวมถึงชั้นเชิงของการใช้ "บทเพลง" ในการนำเสนอเรื่องราวยังทำได้ไม่น่าสนใจเท่าหลายๆเรื่อง - - เพราะเน้นไปที่โชว์ของคริสทิน่ามากกว่าแถบจะไม่ได้ใช้เพลงเล่าอะไรให้เป็นเรื่องราวเลย - - ไม่ต้องมองไปถึงระดับ The Sound Of Music,Evita หรือ Phantom Of The Opera เอาแค่ Dream Girls,Sweeny Todd... หรือเรื่องที่ไม่เคยชอบเลยอย่าง Mamma MIA นี่คิดว่าชั้นเชิงก็ยังไม่เสมอพวกเขา....หากแต่ต้องบอกว่าจุดเด่นของ Burlesque ที่หลายๆเรื่องด้านบนไม่มีนั้นคือ "การที่สามารถใช้เพลงสะกดคนดูให้ติดตามไปตลอดรอดฝั่งทั้งเรื่องชนิดไม่เบื่อแถมดูแล้วยังสนุกน่าติดตาม" ซึ่งนับว่าเป็นโจทย์ที่ยากมากๆที่หนังเพลงจะทำได้ ขนาดหนังเพลงระดับเทพที่นักวิจารณ์แห่แหนบางเรื่องยังไม่ชวนให้คนดูทั่วไปพิสมัยเลยแต่กับหนังที่ใช้เพลงระดับสูงเข้าถึงผู้ฟังยากๆอย่างโซล บลูส์และแจ๊ซซ์กลับทำให้คนดูออกปากชมไม่ขาดว่า "สนุก ดูแล้วยิ้มไม่หุบ" นี่ต้องนับว่าไม่ธรรมดา ด้วยชั้นเชิงของการผสานดนตรีเออร์บันคอนเทมโพลารีย์ที่กล่าวไปด้านบนเข้ากับความเป็นคาบาเร่ต์ บรอดเวย์และศิลปะการเต้นระบำเบอร์เลสค์แบบดั้งเดิมเข้ากับความร่วมสมัยของดนตรีพ็อพและอาร์แอนด์บีในยุคปัจจุบัน ฉากแสดงโชว์ใน Burlesque จึงออกมาค่อนข้างแข็งและสะกดสายตาคนดูได้อยู่หมัดชนิดที่แม้จะดูแล้วรู้ว่าได้แรงบันดาลใจมาจาก Cabaret และ Chicago ในระดับเข้มข้นแต่ก็ปฏิเสธไม่ลงนะว่าผู้ชมยุคใหม่ที่รักการเต้นรำและดนตรีจะสามารถซึมซับแรงบันดาลใจจากฉากโชว์ดีๆในภาพยนตร์เรื่องนี้ไปพอควรเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังค่อนข้างจะหลากหลายนะครับมีตั้งแต่เอาใจคอโซลในแบบคลับคนดำช่วงยุค60-70ในเพลง Tough Lover ไล่ไปยังคาบาเร่ต์อย่าง I Am A Good Girl และ Welcome To Burlesque ดูแล้วอดคิดถึงตำนานอย่างมาริลีน มอนโรและดิต้า วอนทีสไม่ได้ Bound To You กับ You Haven't Seen The Last Of Me นี่เชื่องว่านางโชว์สีลมยันพวกมิสอัลคาซ่าร์ทั้งหลายแหล่น่าจะชอบพลางหยิบไปประยุกต์ลิปซิงค์ทำสีหน้าสวยงามแบบคริสทิน่าและป้าแฏร์ได้ชนิดเก๋ไก๋ไปอีก5ปี อารมณ์ระบำเปลื้องผ้าโชว์คาบาเร่ต์แจ๊ซซ์แบบยุคเริ่มต้นของคลับ Moulin Rouge ก็มีมาใน A Guy What Takes His Time ตลอดจนกลายร่างเป็นบรอดเวย์เต็มขั้นใน Express และ Show Me How Your Burlesque ที่ชวนให้นึกถึงพวกมิวสิคคัลระดับเทพอย่างโชว์ใน Chicago,Cabaret ตลอดจนโชว์เพลง Lady Marmarlade และ Ain't No Other Man ใน Back To Basics Tour ของคริสทิน่าเอง ซึ่งที่กล่าวมาแม้จะไม่ได้สร้างความน่าตื่นตาตื่นใจใหม่ๆประดับแวดวงหนังเพลงแต่ก็นับว่าการสานต่อแรงบันดาลใจและลมหายใจของภาพยนตร์แนวมิวสิคคัลให้แก่คนรุ่นหลังได้อย่างดีทีเดียว
ประเด็นท้ายสุดที่สำคัญมากๆในเรื่องนี้ขอยกให้กับ "นักแสดง" ซึ่งเป็นอะไรที่เกินคาดสำหรับผมมากๆเพราะว่าไม่มีใครที่ทำให้รู้สึกสะดุดหรือเป็นปัญหาเลยนะ คือต้องชมว่าทุกท่านทำการบ้านมาดีและเล่นได้น่ารักมากๆชนิดที่มอบรอยยิ้มและความประทับใจให้คนดูได้ตลอดทั้งเรื่องไม่น้อยเลยทีเดียว เริ่มจากตัวชูโรงอย่าง "ป้าแฌร์" ที่หายหน้าหายตาไปกว่า7ปีและ "แสตนลี่ย์ ทุสซี่" ที่เกี้ยวพาราสียิงมัวรัวใส่หน้าคนดูกันว ไม่ยั้งชนิดที่เป็นไฮไลท์ไม่แพ้คู่พระนางเลยทีเดียว ขาดสองท่านนี้ไปหนังเรื่องนี้คงกร่อยไปเยอะ มาที่ฝากของ "คริสทิน่า อากิเลร่า" ส่วนตัวผมคิดว่าเป็นการประเดิมเรื่องแรกที่ดี หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีโอกาสได้เห็นเธอเฉิดฉายบนจอเงินล้านอีกเพราะนี่ก็เป็นบทพิสูจน์ที่ดีว่าเธอสามารถดึงพลังของความเป็นนักร้องลงสู่ภาพยนตร์มิวสิคคัลได้ดีทีเดียวแถมถ้าคิดจะข้ามไปเอาดีในฝากของ "โรแมนติคคอมเมดี้กึ่งดราม่านิดๆ" นี่ก็เหมาะกับเธอเลยทีเดียว "แคม จิแกนเดต์" บาร์เทนเดอร์หนุ่มสุดหล่อประจำเรื่องก็เล่นได้น่ารักดีดูแล้วอดเชียร์ให้เป็นคู่พระนางที่ไปได้กันนอกจอไม่ได้เรียกได้ว่าล้างคราบไคลแวมไพร์โรคจิตในทไวไลต์ได้อย่างหมดจด "คริสเตน เบล" นี่ก็เล่นร้ายได้แสบๆคันๆดีแม้ส่วนตัวจะรู้สึกว่าร้ายแบบกั๊กๆไม่ถึงที่สุดแถมค่อนข้างจะเป็นนางอิจฉาที่ดูเจี๋ยมเจี้ยมเวลาเจอหมัดหนักๆเข้าไปจนอดสงสารไม่ได้ว่านางสาวบ้านนาซื่อๆกับป้าแก่เจ้าของคลับใกล้เจ๊งนี่เอาจริงๆแล้วร้ายกว่าเธออีกนะ แท่หลงใหลที่สุดก็คงหนีไม่พ้น "จูลีแอนน์ เฮาฟ์" ในบทของ "จอร์เจีย" นางโชว์หน้าสวยหวานที่ลีลาบนเวทีเร่าร้อนเหลือร้าย เธอคนนี้กำลังจะได้รับบทนำในภาพยนตร์เรื่อง "Footloose" ที่กำลังจะเข้าฉายในปีนี้นะครับ ขอแอบโปรโมตนิดนึง ^ ^
อย่างไรก็ตามเมื่อมองกันอย่างเป็นกลางโดยไม่นำความรู้สึกประทับใจมารวม ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า Burlesque ยังมีข้อบกพร่องอยู่ "มากพอควร" ถ้าตัดสินในสายตาแบบนักวิจารณ์ ปัญหาใหญ่สุดๆคงหนีไม่พ้นเรื่องของ "บท" ที่แม้จะเข้าข้างมองให้เป็นแง่ดีอย่างไรก็บิดเบือนไม่ได้ว่าหลวมจริงๆจนเข้าขั้นไม่สมเหตุสมผลและหาที่มาที่ไปไม่เจอจะเป็นหนังที่ไม่มีอะไรเลยถ้าตัดป้าแฌร์และสารพัดโชว์สุดแสนอลังการของคริสทิน่าออกไป ไม่มีอะไรแปลกใหม่เกินหนังตามหาฝันและนางโชว์ทั่วไปแถมตอนจบยังทิ้งกันง่ายๆลากันดื้อๆชนิดไม่มีมารยาท - - บทหนังก็ธรรมดาอยู่แล้วยังมาเจอจบแบบลวกๆทิ้งๆขว้างๆแบบนี้อีกนักวิจารณ์เขาถึงได้ด่ายังไงครับ - - เรียกได้ว่าฆ่าตัวตายได้อย่างสง่างามตอนจบแบบเรียบง่ายพอๆกับพล็อทเรื่องที่ดำเนินอย่างสะดวกโยธิน
สุดท้ายนี้ส่วนตัวค่อนข้างดีใจนะครับที่กระแสความประทับใจของคนดูออกแนวสวนทางกับนักวิจารณ์ที่ส่วนมากกระหน่ำย่ำยีสับเสียจนแถบจะไม่มีดี ผมก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกันครับที่เข้าไปสัมผัสกับบรรยากาศในโรงและเห็นผู้ชมหลายท่านยิ้มและมีชมภาพยนตร์เรื่องนี้กันอย่างมีความสุขมากๆเช่นเดียวกับตัวผมเองที่ยิ้มไม่หุบเลยตลอดเวลากว่า2ชั่วโมง ผมเป็นแค่นักวิจารณ์สมัครเล่นไม่ได้มีรสนิยมเลิศหรูอะไรใช้แค่ความรู้สึกตัดสินแล้วก็สามารถตอบโจทย์คำว่า "ภาพยนตร์ที่ดี" สำหรับตัวผมเองได้อย่างครบถ้วน แม้บางท่านอาจจะแย้งว่า "ไม่อายเหรอหนังโหลขนาดนี้ให้เข้าไปได้ตั้ง8เต็ม10?" แต่ใครจะมองผมว่าเป็นหนังวิจารณ์มาตรฐานต่ำก็คงไม่ได้ใส่ใจอะไร เพราะส่วนตัวก็เป็นคนที่ออกจะชอบอะไร "โหลๆง่ายๆ" ซะด้วยเพราะไม่คิดว่า "ความคาดเดาง่าย" จะเป็นปัญหา....."ความเข้าไม่ถึงนี่สิ" ที่ต่อให้มันดีขนาดไหนก็ไม่มีประโยชน์เหมือนคนที่ไม่เคยเข้าใจเพลงของ Bjork หรือ หนังสือของมุราคามิ....จะว่าไปผมกลับแอบชอบความไม่สมเหตุสมผลและความง่ายมากๆจนน่าด่าของหนังเรื่องนี้นะ อาทิ "ฉากปลดหนี้" ตอนท้ายเรื่องที่มาแบบเบาๆเสียจนน่าส่ายหน้าไหนจะยังฉากที่นางเอกแจ้งเกิดบทจะเกิดก็ลงตัวประดุจผีจับวาง เพราะอย่างที่บอกไปตอนต้นแหละว่า24ปีที่อยู่บนโลกนี้ได้เห็นอะไรที่ไม่สมเหตุสมผลและง่ายจนน่าด่าแบบนี้มาเยอะ ทำไมถึงจะต้องคอยตั้งแง่คิดกันแต่ว่าชีวิตจะต้องผ่านไปได้ด้วยวิธียากๆเท่านั้นล่ะ? ผมเชื่อใน "พระผู้เป็นเจ้า" นะเชื่อใน "ปาฏิหารย์" ด้วย ชีวิตคนเราบางทีปล่อยมันไปอะไรๆมันก็ง่ายยิ่งกว่าที่เห็นในเรื่องนี้อีกนะ เช่น "เมื่อวานทั้งเนื้อทั้งตัวมีแค่แปดสิบแต่วันรุ่งขึ้นกลับมีแสนสาม" ผมก็ผ่านมาแบบง่ายดายเหมือนกับเทสส์ที่หาเงินโปะหนี้ได้25ชั่วโมงก่อนคลับถูกยึดแบบง่ายๆหรือเหมือนอาลีที่เผอิญโชคชะตาพาเธอมายืนอยู่ถูกจุด.....ชีวิตคนเราเอาจริงๆมันผ่านไปง่ายยิ่งกว่าตัวละครสองท่านในเรื่องนี้มากนักเพียงแค่อย่าลืมที่จะมีศรัทธา ยืนอยู่ถูกที่ถูกเวลาและยืนอยู่จุดเดียวกับโอกาส กล้าจะเป็นตัวเอง ทะเยอทะยานและกล้าที่จะยอมรับโดยไม่หลอกตัวเองว่าเส้นชัยที่จะก้าวไปนั้นถูกกำหนดมาบนเส้นทางของเราหรือไม่....."เชื่อเถอะว่าเราทุกคนก็สามารถปราบจระเข้ยักษ์ได้ง่ายๆด้วยปลอกปากกาสีน้ำเงินด้วยกันทั้งนั้นแหละ "

วันพุธที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2554

Chant : Music For The Soul (Myspace#45)


Chant : Music For The Soul : Gospel
อย่างที่ทราบกันดีว่าดนตรีจำพวกเพลงสวดสรรเสริญพระเจ้าแบบ "กอสเพล" ของคริสตศาสนานี่เป็นอะไรที่มีอิทธิพลต่อจิตวิญญาณของดิฉันมากๆคืออย่างที่ทุกคนสัมผัสกับการใช้ชีวิตในแต่ละวันแหละค่ะว่าโลกเราทุกวันนี้มันหมุนไปเร็วมากๆ เชี่ยวกราก โหดร้ายและบางทีเย็นชากับเรา จนบางทีต้องยอมรับนะว่าย้อนมองกลับไปหลายๆสิ่งแล้วไม่ทราบเหมือนกันว่า "อยู่มาได้ยังไงจนถึงอายุ24?" แต่ถ้าจะให้คำตอบล่ะก็ใกล้ตัวที่สุดเลยก็คงจะหนีไม่พ้น "เพราะพระเมตตาของพระผู้เป็นเจ้าและศรัทธาที่มีในพระองค์" และแน่นอนว่าหนึ่งในวิธีที่ทำให้ดิฉันได้พักผ่อนและเข้าใกล้พระองค์ได้มากที่สุดนอกจากการสวดอ้อนวอนแล้วก็มีฟังเพลงกอสเพลนี่แหละ
สำหรับอัลบั้มที่หยิบมาแนะนำในวันนี้คือ Chant : Music For The Soul งานจากคณะสงฆ์ของ Stift Heiligenkreuz ซึ่งเป็น เอ่อ ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นนิกาย Cistercian ซึ่งเป็นคาทอลิกจากฝั่งออสเตรีย (ไม่แน่ใจนะอันนี้ ^ ^) โดยเพลงกอสเพลของพวกท่านเป็นคอนเทมโพลารีย์คริสเตียนที่ต่างจากกอสเพลอลังการที่ใส่ความเป็นแชมเบอร์ออเครสตร้าหรือมิวสิคคัลจัดๆแบบมอร์มอนรวมถึงไม่ใช่งานกอสเพลที่ใส่ศิลปะเออร์บันแบบโซล บลูส์ แจ๊ซซ์และอะแค็พเพลล่าตามแบบของนิกายโปรเตสแตนท์ แต่เป็นเพลงสวดในแบบฉบับของเพลงสวดในโบสถ์จริงๆเป็นเพลงสวดสรรเสริญที่ใช้สำหรับพิธกรรมยันทำวัตรอะไรทำนองนั้น ให้อารมณ์แตกต่างบนจิตวิญญาณความสุขสงบเย็นยะเยือกและเปี่ยมไปด้วยพลังสุดๆ
Chant : Music For The Soul ชุดนี้อาจจะไม่ใช่งานกอสเพลที่ฟังง่ายนักสำหรับคอกอสเพลมือใหม่รวมถึงคนที่ไม่ได้ฝักใฝ่ในกอสเพลแบบจริงจังเพราะว่าเป็นงานที่ออกจะเรียกได้ว่า "ร้อยเนื้อทำนองเดียว" คือมาในรูปแบบเดียวกันหมดอารมณ์เดียวกันหมดถ้าจิตไม่แข็งพออาจจะเบื่อจนหลับพริ้มคาสเตอริโอได้ นั่นเป็นข้อเสียเพียงจุดเดียวแต่ถ้าคุณยินดีจะเปิดใจรับฟังงานกอสเพลดีๆที่เปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณแห่งความสุขสงบและเป็นอีกรูปแบบที่จะสื่อสารกับพระผู้เป็นเจ้าตลอดจนสื่อสารกับจิตใจของตัวเองล่ะก็....รับลประกันว่าอัลบั้มดีๆอัลบั้มนี้สามารถมอบคำตอบให้แก่ชีวิตของคุณได้มากเลยทีเดียว!!!

วันอังคารที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2554

Huey Lewis And The News : Soulsville (Myspace#44)



Huey Lewis And The News : Soulsville : Soul

อีกหนึ่งอัลบั้มที่ถูกใจที่สุดเท่าที่ได้หามาฟังในช่วงนี้คงหนีไม่พ้น Soulsville งานจาก Huey Lewis And The News ที่ส่วนตัวไม่เคยรู้จักมักจี่แต่ข้อมูลในวิกิพีเดียบอกว่าฟอร์มขึ้นเป็นวงร็อคช่วงปลายยุค70 ต๊ายยยย แค่นี้คุณน้องก็เซอร์ไพร์สแล้วเพราะไม่คิดว่าวงที่มีพื้นฐานมาจากร็อคพอสัลรางมาทำ "โซล" แล้วมันจะให้ผลลัพธ์ออกมาเปี่ยมเสน่ห์แถมให้ความขลังชอุ่มกลิ่นอายโซลแบบช่วงสมัยยุครุ่งโรจน์ของค่ายโมทาวน์และดนตรีโซลช่วงยุค60ไม่มีผิด

ว่ากันตามตรงไอ้ใจความสำคัญทั้งหมดนี่ดิฉันกล่าวจบไปแล้วในย่อหน้าบนแต่เพื่อที่ไม่ให้มันสั้นเกินไปก็ขอเชิญคุณๆให้มาทนดื่มด่ำกับความประทับใจที่ดิฉันมีต่องานชุดนี้ก็แล้วกัน หึหึหึ ประการแรกก็คงต้องยกให้เป็นอัลบั้มโซลที่ส่วนตัวประทับใจที่สุดชุดหนึ่งในปีสองปีที่ผ่านมานี้เลยทีเดียวแถมยังเป็นของใหม่สดที่ให้อารมณืพอๆกับเปิดงานรวมฮิตของบรรดาศิลปินโซลยุคเก่าที่ทำออกมาขายจนเฝือ ถัดมาเป็นงานที่ฟังทีไรก็รู้สึกอารมณ์ดีด้วยความที่ถูกจริตกับดิฉันมากๆเป็นอัลบั้มโซลเพราะๆที่ครบเครื่องทุกองค์ประกอบและเพียบพร้อมสวิงสวายทุกอารมณืแถมยังเป็นโซลจัดๆโซลแท้ๆที่หาอัลบั้มแบบนี้ในยุคนี้ไม่ง่ายแล้ว....

....และท้ายที่สุดนี่ "หน้าปกสวยงาม" ถูกใจดิฉันมากค่ะ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้แนสทิน่ารี่เข้าใส่ทันทีและส่วนตัวดีใจที่เนื้อในสุกใสสกาววาวระยับสง่างามสมกับเปลือกนอกที่เก๋ไก๋หรูวิไล.........วุ๊ย!!! ตาถึงจริงๆหนอเรา ^ ^

Janelle Monae : The ArchAndroid (Suites II and III) (Myspace#43)



Janelle Monae : The ArchAndroid (Suites II and III) : Pop/Funk/Contemporary R&B/Neo-Soul

เป็นอัลบั้มที่แค่เห็นหน้าปกก็ "ตกหลุมรัก" พาลอยากจะฟังเสียสุดใจขาดดิ้นตั้งแต่ชำเลืองไปเจอกับงานชุด The ArchAndroid (Suites II and III) ของศิลปินสาวนามกรสุดเก๋ไก๋เซ็กซี่หยาดเยิ้มว่า Janelle Monae ซึ่งก็ไม่แน่ใจนะคะว่าจะสามารถนับเป็นสตูดิโออัลบั้มเปิดตัวได้รึเปล่าเพราะก่อนหน้านี้เธอก็เคยมีอัลบั้มคล้ายๆจะเป็นอีพีนำร่องมาก่อนซึ่งก็เปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นของแรงขับเคลื่อนแห่งจินตภาพที่สร้างให้อาณาจักรดนตรีในมโนคติของเธอกลายมามีลมหายใจโลดแล่นขึ้นจริงบนโลกดนตรีตลอดจนกลายเป็นมหากาพย์ภาคต่อของสุนทรียภาพทางความงามแห่งคีตศิลป์อันสุดแสนจะสมบูรณืแบบอย่างที่เราได้ฟังกันในงานชุดนี้

ภาคดนตรีใน The ArchAndroid (Suites II and III) สำหรับดิฉันแล้วรู้สึกว่าออกไปในทางของลูกผสมมากกว่าที่จะเป็นคอนเทมโพลารีย์อาร์แอนด์บีเพียวๆตายตัวแบบที่นักวิจารณ์ต่างประเทศเขาจัดหมวดหมู่กัน --ไม่รู้ว่าใช้อะไรเป็นเกณฑ์วัด -- ด้วยความที่ลูกเล่นทางดนตรีในเนื้องานมีสีสันรสชาติที่หลากหลายและมิติชั้นเชิงค่อนข้างจะเหนือกว่ามาตรฐานงานอาร์แอนด์บีทุกสายพันธุ์ทั่วไป จริงๆแล้วดนตรีในอัลบั้มนี้ถ้าจะให้เรียกจริงๆก็น่าจะเป็นพวกฟิวชั่น เออร์บันฟิวเจอร์ริสติคไม่ก็ข้ามไปใช่ภาษาร็อคอย่าง "โพรเกรสซีฟ" ได้เลยเนื้องานยืนพื้นอยู่บนอาร์แอนด์บีผสานแอฟโฟร่ฟั้งค์และนีโอโซลเป็นหลักใหญ่ใจความก่อนจะบีบความเป็นพ็อพเข้ามาควบคุมทิศทาง เท่านั้นยังไม่พอคุณเธอยังสอดแทรกศิลปะดนตรีอื่นๆที่ไม่ได้กล่าวถึงอีกชนิดกว้านมาเกือบหมดทั้งโลก อาทิ "อาร์ทร็อค"อันเป็นร็อคที่ผสานเข้ากับเอ็กซ์เพอริเมนทัลและอวองการ์ต,ทริพฮอพ,ฟั้งค์กี้ย์ดิสโก้,แด๊นซ์,พั้งค์,เวิลด์มิวสิค,ฮิพฮอพ,อิเล็คโทรนิก้า,กอสเพล,คลาสสิคยันบรอดเวย์ นี่แค่คร่าวๆ จากที่กล่าวไปข้างต้นอาจจะแลดูน่าออกไปทางลูกมั่วกึ่งสุกกึ่งดิบแต่ขอโทษทีค่ะสื่อเมืองนอกยกความดีให้เป็น The Love Below เสี้ยวอันน่าภาคภูมิใจของ Andre 3000 จาก Oustkast ในภาคผู้หญิงเลยทีเดียว แต่ส่วนตัวจะขอเพิ่มให้ถ้าใครอยากจะหยิบเธอไปเปรียบเทียบกับศิลปินหญิงเริ่มที่สายใกล้เคียงอย่างคอนเทมโพลารีย์อารืแอนด์บีแนโอโซลนี่คิดว่าเธอใกล้เคียงที่สุดกับ "เอริคา บาดู" ในภาคที่ฟังง่ายกว่า ในส่วนของเนื้องานใช้ภาษาได้สละสลวยเช่นเดียวกับ "จิล สก็อทท" แต่ทันสมัยกว่า มีฮุคที่ไพเราะติดหูเฉกเช่นเดียวกันกับ "แองจี้ สโทน" แต่เข้มกว่า ข้ามมาที่ฝากพ็อพนี่ก็ขอให้นึกถึงผลงานที่มีเอกภาพและศักยภาพสูงส่งแบบคริสทิน่า อากิเลร่าในอัลบั้ม Strippedโดยมีความไหลลื่นต่อเนื่องและชัดเจนในทุกแทร็คแบบเดียวกับ Confessions On A Dancefloor ของมาดอนน่า (แม้จะคนละแนวกัน) โดยมีเนื้อเสียงที่คล้ายกับบียอนเซ่ให้เห็นในบางแทร็ค....นี่คือบทสรุปทางงานดนตรีของ Janelle Monae

สุดท้ายนี้แม่หมอขอเอ่ยคำอำลากับสาวเก๋นางนี้เพียงสั้นๆแต่หมายความตามนั้นจริงๆว่า "อนาคตไกลแน่นอนตัวเอง"..........เธอคนนี้มีแววที่ต่อไปจะดังๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

วันจันทร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2554

Buddy Guy : Living Proof (Myspace#42)



Buddy Guy : Living Proof : Chicago Blues/Electric Blues

จากมายสเปซครั้งที่แล้วว่ากันตามตรงก็คือกระหน่ำโหลดอัลบี้มมาฟังเยอะชนิดที่ "ประสาทหลอน" ไปเลยคือปรับอารมณืลำดับความคิดตามไม่ทันว่าจะเขียนถึงอะไรก่อน แถมยังเป็นของขวัญปีใหม่ที่ประเสริฐมากคือทุกงานที่เลือกมาดัน "ดี"หมดจนตัดใจเลือกมาเขียนมาถูก นั่งจุ้มปุ๊กตัวกลมอยู่นานสองนานท้ายที่สุดแล้วก็เจออัลบั้มที่โดดเด่นออกมาจนจุดประกายไอเดียและแรงบันดาลใจให้ดิฉันบรรเลงแก้กลุ้มในคอลัมน์ได้สักที

อัลบั้มที่ว่าคือ Living Proof งานลำดับที่26ของคุณลุงบัดดี้ กายเจ้าพ่อแห่งชิคาโก้บลูส์ -- แขนงหนึ่งของดนตรีบลูส์ที่ถือกำเนิด
ขึ้นที่ชิคาโก้ อิลินอยส์โดยพัฒนามาจากเดลต้าบลูส์ช่วงยุค20-30โดดเด่นจัดจ้านบนกีตาร์ไฟฟ้าแซมด้วยอารมณ์สวิงสวายแบบแจ๊ซซ์บ้างเป็นกระสัย -- ซึ่งถ้าใครไม่อยากจะไปเปลืองหัวขบคิดหาคำตอบกับศัพท์ดนตรีพิสดารก็ขอให้คิดถึงงานดนตรีประมาณ "จิมี่ เฮนดริกซ์" ที่เป็นบลูส์ร็อคติดฟั้งค์เกรี้ยวกราดกระซวกเข้าไปลึกถึงจิตวิญญาณพร้อมด้วยอารมณ์ดิบๆแบบบลูส์โซลคันทรีย์ฟั้งค์มืดมิดดำปิ๊ดปี๋แบบที่จอห์น เมเยอร์เคยแสดงให้เห็นกันแล้วใน Try! (ที่เข้มจริงแต่ก็ยังอ่อนกว่างานฟั้งค์ร็อคของจริงแบบที่ฟังอยู่นี่เยอะ)
ความโดดเด่นของงานชุดนี้ที่ได้เรียนไปข้างต้นชนิดที่ทำให้ดิฉันอดรนทนไม่ได้ต้องขอหยิบมาแนะนำกึ่งรีวิวในมายสเปซอย่างเป็นทางการประเดิมต้นปีก็คือ "ความดิบ สดและหนักหน่วง" ในแบบฉบับของศิลปะแบบดนตรีบลูส์ร็อคเข้มข้นแท้ๆอันทรงศักดิ์ด้วยกีตาร์ไฟฟ้าแพรวพราวเกรี้ยวกราดอื้ออึงโหมกระหน่ำประดุจพายุซัดใส่คนฟังชนิดหน้าหงายกันไปข้าง ฟังครั้งแรกขอออกปากบอกว่า "ตกใจ" เพราะไม่คิดว่าจะรุนแรงขนาดนี้แถมยังย้ำเน้นฉวัดเฉวียน (เขียนแบบนี้รึเปล่า?) เสียจนเวียนหัว แสบโสตจนเดินหน้าไปยันรำคาญเมือ่รอบการฟังครั้งแรก แต่พอรอบสองตามมา เฮ้ย! เริ่มเท่ รอบสามดิบลึกสุดใจ รอบ4เออ มีเสน่ห์นะเนี่ย รอบที่ห้าคึลาสสิค.....รอบที่10เป็นอัลบั้มที่ดิฉันจอง15อันดับแรกของงานที่ฟังแล้วชอบที่สุดในปีนี้ไปเลย ^ ^

วันเสาร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2554

Myspace(#41)


































































Jaga Jazzist : A Livingroom Hush : Nu Jazz/Electronica/Experimental








ต้อนรับปีใหม่กับมายสเปซแบบสดๆคือฟังอะไรมาแล้วประทับใจก็เขียนเลยชนิดที่ไม่มีเบื้องหลังไม่มีสคริปท์ ออกแนวเขียนเรื่อยๆเปื่อยๆแนะนำไปตามเรื่องมากกว่ารีวิว โดยอัลบั้มแรกเป็นความประทับใจจากการฟังโดย"บังเอิญ"กับอัลบั้มชุด A Livingroom Hush ในปี2001โดย Jaga Jazzist วงอิเล็คโทรนิคเอ็กซ์เพอริเมนทัลแจ๊ซซ์สุดเก๋จากนอร์เวย์ที่เป็นดนตรีบรรเลงสไตล์นูแจ๊ซซ์จากการผสานแจ๊ซซ์เข้ากับความตึ๊บและเอ็ฟเฟ็คท์สุดเฟี้ยวฟ้าวจัดๆของอิเล็คโทรนิก้ามีครบรสตั้งแต่เอซิดแจ๊ซซ์ เอ็กซ์เพอริเมนทัลยันจับไปฟิวชั่นเข้ากับฟั้งค์ เทคโนและร็อค เอาไว้เปิดฟังเล่นชิลล์ๆตอนเขียนอะไรเรื่อยเปื่อยเพลินๆยันอ่านหนังสือสอบ








Dimitri From Paris : Sacrebleu : Electronic/Jazz








ทำให้อดนึกถึงงานอิเล็คโทรนิคแจ๊ซซ์ที่ส่วนตัวหลงใหลมากๆอย่างอัลบั้ม Sacrebleu งานในปี1996จาก Dimitri From Paris ไม่ได้ แม้อารมณ์จะต่างกันตรงที่ความเก๋ล้ำสไตล์อิเล็คโทรนิคจะไม่เข้มข้นจัดจ้านเท่าแต่ก็หอมหวนไปกับการผสานเอาดนตรีปารีเซียงพื้นเมืองและเฟร๊นซ์แจ๊ซซ์ช่วงยุค40-50เข้ากับความร่วมและล้ำสมัยของดนตรีอิเล็คโทรนิคแถมยังแซมเพิ่ลไดอะล็อคหลากหลายจากหนังคัลท์ช่วงยุค50-60 อาทิ Breakfast at Tiffany's, La Dolce Vita และ The Party ซ้ำไปฟังมาให้ฟังกันเพลินหูอีก เป็นงานอิเล็คโทรนิคแจ๊ซซ์ที่ทรงเสน่ห์เหลือใจ





















Color And Light : Jazz Sketches On Sondbeim : Standard Jazz














สลับมาที่งาน "สแตนดาร์ดแจ๊ซซ์" แท้ๆกันบ้างเป็นงานตฃคัฟเว่อร์มาจากเพลงบรอดเวย์แจ๊ซซ์ดังๆของ Sondbeim โดยในอัลบั้มนี้มีทั้งเพลงแจ๊ซซ์ทั้งในแบบ Instrumental และ Vocal พลิ้วไสวไปด้วยเพียโนเรียบง่ายละลื่นหูแต่สวยงาม สะอาดสะอ้านและฟังเพลินชนิดจบแล้วจบอีกโดยไม่รู้ตัว แม้จะมีข้อเสียตรงที่อาจจะไม่มีอะไรโดดเด่นเหนือชั้นเกินหน้าอัลบั้มแจ๊ซซ์มาตรฐานทั่วไปแต่ก็ขอยกให้เป็นอัลบั้มแจ๊ซซ์ชุดแรกที่ฟังเพลินที่สุดในรอบปี (ก็เพิ่งฟังจบเมื่อกี้)


















C'est L'amour : Romantic Frech Classic : Pop/Chanson/French Jazz


















แค่เห็นหน้าปกก็ตกหลุมรักแล้วกับงานของ C'est L'amour ในอัลบั้มนี้ที่ตอบทุกคอนเส็ปท์ได้อย่างครบถ้วนด้วยภาพวาดสวยๆที่แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมอันสุดแสนโรแมนติคตระการตาแห่งฝรั่งเศสได้อย่างดี เพลงในอัลบั้มหวานแหววไพเราะมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เป็นของขวัญวันปีใหม่ที่เลิศเลอเพอร์เฟ็คสำหรับคนรักดนตรีอย่างดิฉันเหนือคำบรรยาย ขึ้นแท่นงานที่เก๋ไก๋ที่สุดประจำเดือนแรกของปีกระต่ายทองคำสำหรับดิฉันไปเป็นที่เรียบร้อย










Putumayo : Cuba : World Music/Son/Latin/Salsa










มาจนถึงป่านนี้แล้วคงพูดได้เต็มปากว่าตัวดิฉันเองก็ฟังดนตรีมา "มากพอสมควร" เช่นกัน ซึ่งส่วนมากก็จะเป็นมิตรได้เกือบจะกับทุกแนวแต่ที่ไม่ชอบจริงๆชนิดเล่ยงได้ก็เลี่ยงก็มีฮิพฮฮพ,เมทัล,อัลเทอเนทีฟคันทรี่ย์และก็เห็นจะมี "ละทิน" นี่แหละที่ฟังยังไงมันก็ไม่คลิ๊กด้วยเสียที อย่างไรก็ตามเมื่อมาฟังอัลบั้มนี้ -- Cuba จาก Putumayo อัลบั้มที่ได้รับการการันตีว่าเป็น All Time Best-Selling จากทางค่าย -- อาจจะถึงกับต้องเปลี่ยนความคิดซะใหม่ด้วยความที่เป็นอัลบั้มที่พาเราเจาะลงไปถึงรากของประวัติศาสตร์ วัฒนธรมและดนตรีพื้นเมืองของ "คิวบา" จริงๆ โดยภาคดนตรีเอกของอัลบั้มนี้คือ "Son" ภาคดนตรีเลื่องชื่อจากภาคตะวันออกของคิวบาที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในช่วงทศวรรษที่20หลังจากถูกส่งลงฮาวาน่าและฟิวชั่นเข้ากับภาคดนตรีอันหลากหลาย อาทิ สวิง,ซัลช่าและดนตรีพื้นเมืองอื่นๆของคิวบาก่อนจะร่วมถ่ายทอดภาคเนื้อหาที่ว่าด้วยเรื่องของการเมือง,สังคม,การเป็นปฏิปักษ์กันระหว่างวัฒนธรรมพื้นเมืองแท้ๆกับวัฒนธรรมจักรวรรดิ.ชนชั้นทางสังคม ตลอดจนเรื่องของศาสนาและจิตวิญญาณ เป็นอัลบั้มเพลงละทินพื้นเมืองที่ทำให้ดิฉันรู้สึกเพลิดเพลินมากๆชนิดที่ไม่เคยเป็นมาก่อนแถมยังได้แง่คิดและสาระผ่านทางความรู้สึกอารมณ์ร่วมที่ศิลปินถ่ายทอดออกมาได้อย่างดุดันปวดร้าวเหลือเกิน.....คอละทินไม่ควรพลาด








Broadway Greatest Hits : Broadway/Musical








มาที่ด้านของบรอดเวย์กันบ้างดีกว่าค่ะ ช่วงนี้กด็คงไม่มีอัลบั้มบรอดเวย์ชุดไหนในโลกนี้ทำให้รู้สึกอิ่มเอิบประทับใจมากกไปกว่าอัลบั้ม Broadway Greatest Hits รวม21เพลงสุดคลาสสิคจาก21ละครบรอดเวย์สุดอมตะ อาทิ Annie Gets Your Gun,Weat Side Stroy,The Sound Of Music และ Phantom Of The Opera เป็นต้น หยุดพักผ่อนช่วงปีใหม่แบบนี้ได้งานแบบนี้มาฟังพลางจินจนาการตัวเองเป็นนางโชว์พร้อมกับสะบัดผมร่ายรำเซิ้งอยู่ในห้องสนานใจอยู่คนเดียวแล้วแสนจะมีความสุข ขอขอบคุณค่ายโซนี่สำหรับอัลบั้มเก๋เกิดชิ้นนี้....ความฝันของกะเทยแท้ๆเลยนะคะเนี่ย หึหึหึ ^^






James Blunt :Some Kind Of Trouble : Pop-Rock/Folk Rock






เคยชอบมากๆจนเลิกชอบไปแล้วหลังจากอัลบั้มที่สองของคุณพี่อย่าง All The Lost Souls ออกมาเป็นงานคืนสู่ระดับต่ำกว่าสามัญชนิดน่ารังเกียจ ชะรอยว่าคุณเจมส์ บลันท์เองก็คงคิดได้ว่าความดิบ หยาบ หมองหม่นเข้าขั้นถ่อยแบบงานชุดที่แล้วทำเอาขาประจำผันตัวไปเป็นแอนตี้แฟนหลายคนงานชุดนี้เลยออกมาเอาใจคนรัก Back To The Bedlam ด้วยการแทรกอารมณ์หวานในสว่างเจิดจ้าแบบโฟล์คร็อคสวยๆเมื่อคราวแรกพบแต่งแต้เมไปกับการเกาะกระแสเอ็กซ์เพอริเมนทัลร็อคแบบขางๆบางๆ2แทร็ค -- แต่ฟังแล้วเฉยๆเพราะพวกColdplay,Travis,Keane ยัน The Manics ทำออกมาจัดจ้านชัดเจนและกล้าตายกันกว่านี้ อยากบอก!! -- ลากไปหาศิลปะแบบอินดี้ร็อคช่วงยุค60-70ยันอารมณ์ฟั้งค์ติดโซลโมทาวน์ก็มีมา.....ภาพรวมนับว่าประทับใจพอควรทีเดียวนะ เท่าที่ฟังแล้วก็เห็นโหงวเฮ้งพอตัวว่าในอนาคตอาจจะมีอะไรตื่นตาตื่นใจมาให้ฟังกันอีกแบบคราวอัลบั้มแรก จะผีหรือคนก็คงต้องรอลุ้นกันต่อไปในอัลบั้มหน้า...รู้กัน!!!




Theivery Corporation : The Mirror Conspiracy : Lougne/Dub/Trip-Hop




ข้ามฝากมาพูดถึงอัลบั้มดีๆที่อาจจะ "ไม่โดน" เป็นการส่วนตัวแต่ก็กลับอยู่ถูกที่ถูกเวลาสุดๆต้องนี่เลย The Mirror Conspiracy ของวงทริพฮอพจากวอชิงตันดีซีอย่าง Theivery Corporation โดยตัวงานเป็นทริพฮอพหลอนๆเย็นยะเยือกวาดลวดลายเคียงคู่ไปกับมนตร์เสน่หก์ของดาวน์เทมโพหวานๆแบบแทรนซ์ดั๊บและอารมณ์ชิลล์สุนทรีย์สไตล์เล้าจน์จะว่าไปก็โอเคอยู่นะเพียงแต่อาจจะโชคร้ายหน่อยที่ช่วงหลังๆฟังงานประเภทนี้มาพอสมควรเลยกลายเป็นเฉยๆไป แต่ก็นับว่าซาวนด์ดนตรีละเมียดละไมและมีมนตร์สะกดชวนฟังอยู่อาจจะไม่หวานถึงขั้นของ Zero 7 และไม่ได้เป็นชิลล์เอ๊าท์หรูหรากรีดกรายดัดจริตเหลือใจแบบงานของ Cafe Del Mar แตค่ก็นับว่าเป็นตัวเลือกที่ไม่ทำให้คุณผิดหวังถ้าคิดจะลองหามาฟัง


Radiohead : The Bends : Alternative Rock


ในฐานะคนเพิ่งจริงจังกับบริทพ็อพมาได้ไม่เกิน3ปี ถ้าถามความรู้สึกที่มีต่อ Radiohead คงจะต้องตอบว่า "ชอบ" แม้ว่าเพลงของพวกเขาจะฟังค่อนข้างยากชนิดที่ตีความแล้วตีความอีกจนหัวหมุน และแม้ว่าจะไม่ได้เป็นแฟนตัวยงของพวกเขาในระดับเดียวกันกับที่ติดตาม Coldplay,Travis หรือ Keane แต่อย่างน้อยก็ยังมีความรู้สึกรู้สาและอาทรมากกว่าที่มีให้ Oasis,Blur และ Suede สำหรับอัลบั้มที่ยกมานี้ก็เป็นงานชิ้นแรกของพวกเขาที่เคยฟังรวมถึงอาจจะเป็นงานชิ้นเดียวของพวกเขาที่ฟังแล้วน่าจะไปกันได้กับดิฉันที่สุดกับอัลบั้ม The Bends ในปี1995 ที่เป็นอีกหนึ่งอัลบั้มแห่งประวัติศาสตร์ของชนชาติบริทพ็อพที่ช่วยชุบชีวิตดนตรีแขนงนี้ให้กลับมามีลมหายใจและเดินหน้าสร้างความประทับใจต่อคนดนตรียุคหลังๆจวบจนทุกวันนี้ ด้วยความทรงพลังของเสียงกีตาร์เข้มข้นที่หยอดเข้ากับซินธิไซเซอร์อิเล็คโทรนิคตึ๊บๆแต่ล้ำสมัยเข้ากับเมโลดี้ของพ็อพ ร็อคและบัลลาดได้อย่างลงตัว.........จสที่ว่าฟังยากเข้าถึงยากยังสามารถกลายเป็นหนึ่งในงานบริทพ็อพที่ถูกใจดิฉันที่สุดเคียงข้าง A Rush Of Blood To The Head,Hopes&Fears,The Man Who และ Definitely Maybe ไปโดยปริยาย
Ella Fitzgerald : Best of Twelve Nights in Hollywood : Jazz/Swing
ปิดท้ายกับ Best of Twelve Nights in Hollywood อัลบั้มแสดงสดที่ไนท์คลับ Crescendo ในปี1961-1962ของอภิมหาราชินีดิว่าแจ๊ซซ์ตลอดกาลอย่างเจ้าป้า "เอลล่า ฟิทซ์เจอรัลด์" ตลอดอัลบั้มนี้คุณจะได้ฟังน้ำเสียงทรงพลังหวานหยาดเยิ้มและการอิมโพรไวซ์เหนือมนุษย์ในตำนานของเจ้าป้าที่จะมาขับกล่อมเพลงแจ๊ซซ์หวานๆและสวิงสนุกๆสุดคลาสสิคขับกล่อมให้คุณๆได้เคลิบเคลิ้มไปกับรสชาติอันสุดแสนจะหอมหวนของดนตรีสแตนดาร์ดแจ๊ซซ์ยุครุ่งเรืองกัน นับเป็นอัลบั้มที่เติมความสุขสันต์ให้แก่ชีวิตการฟังเพลงในช่วงปีใหม่อย่างแท้จริง