วันเสาร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2554

B.E.G+SNSD (Myspace#82)
















Brown Eyed Girls : Sixth Sense : Pop/R&B/Dance/Electro Pop (95%) + Girls' Generation : The Boys : Electro Pop/Dance-Pop (65%)






















ประการแรกดิฉันและคอลัมน์มายสเปซต้องขอกราบสวัสดีปีใหม่ท่านผู้อ่านทุกๆท่าน รวมถึงสมาชิกบอร์ด FF Magและสำคัญที่สุดพี่สต๊าฟนะคะขอพระพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์โปรดทรงคุ้มครองและขอให้ปีนี้เป็นปีที่ดีสำหรับทุกๆท่านนะคะ




















ก่อนอื่นดิฉันต้องกราบขอโทษท่านผู้อ่านเนื่องจากได้มีการเรียงคอลัมน์ผิดในมายสเปซครั้งที่แล้ว - - เขียนเอง จัดเองยังมึนเองเลยคิดดู - - คือ Putumayo ซีรี่ยส์ Acoustic Cafe นี่จริงๆแล้วต้องเป็นมายสเปซลำดับที่81นะคะแต่ดิฉันเอ๋อเองก็เลยนับผิดไปแถมยังลงงานข้ามคอลัมน์ที่80ของซาราบีให้อ่านกันก่อนเล่นๆอีกต่างหาก ดังนั้นแทนที่จะเริ่มต้นปีกับมายสเปซชิ้นที่81อย่างที่ตั้งใจไว้ในตอนแรกคอลัมน์ที่ถูกต้องคือลพดับ82นะคะ ดิฉันผิดไปแล้วค่ะได้โปรดอภัยให้ด้วย หึหึหึ


















เพื่อเป็นการชดใช้ความผิดมายสเปซรับต้นปีนี้ก็เลยขอหยิบรีเควสต์ที่ดองไว้อย่างยาวนานจากคุณน้อง Arty Cole มาเขียนถึงแบบแพ็คคู่ซะเลย โดยอัลบั้มที่หยิบมาเขียนสั้นๆเป็นงานสตูดิโออัลบั้มล่าสุดจากกลุ่มสาวเปรี้ยว Brown Eyed Girls และงานจาก9ดาวจรัสฟ้า "โซนยอชีแด" (SNSD) หรือที่รู้จักกันดีในอีกนามเก๋ๆว่า Girls' Generation นั่นเอง - - ไม่ใช่อะไรหรอกค่ะเพราะส่วนตัวดิฉันไม่ค่อยจะอินังขังขอบกับพวกเกิร์ลกรุ๊ปเกาหลีซะเท่าไรถ้าไม่เขียนแบบรวบหัวรวบหางเอาซะอีตอนนี้ก็คงจะได้หยิบวงผู้ชายมาสาธยายยาวยืดอีกเป็นแน่แท้...สู้กลั้นใจเพื่อน้องๆที่เขารีเควสต์รีวิวของพวกเกิร์ลกรุ๊ปสักครั้งเพื่อเป็นของขวัญรับวันปีใหม่หลังจากที่อะฮั๊นเองก็ดองมายาวยืดจวบจนเปลี่ยนศักราชใหม่ แนสทิน่าเห็นแบบนี้นี่รักคนอ่านนะคะถึงขนาดยอมทิ้งความสุขกับพวกหนุ่มๆบอยแบนด์ชั่วครู่เลยทีเดียว หึหึหึ














แต่เหตุผลในเนื้อผ้ามันมีมากกว่านั้นค่ะ เพราะเริ่มต้นปีมาเราก็อยากจะเขียนงานเพราะๆ ใสๆ สนุกๆฟังง่ายๆบ้างอ่ะเนอะ แล้ววินาทีนี้คงไม่มีงานของเกิร์ลกรุ๊ปวงไหนที่จะตรงคอนเส็ปท์กับการเริ่มต้นปีที่สดใสมากไปกว่างานของพวกสาวๆ SNSD อีกแล้วกับ The Boys สตูดิโออัลบั้มชุดที่สาม - - เราพูดถึงอัลบั้มเต็มไม่ใช่มินิอัลบั้มหรืออีพีนะคะ - - ที่ภาพรวมเป็นงานอิเล็คโทรพ็อพเต้นรำสนุกสดใสสไตล์ Girls Generation ที่ยังคงแฝงจริตจก้านของเพศหญิงที่เหลือร้ายไว้ภายใต้ภาพลักษณ์สดใส (งวดนี้ไม่แบ๊วแล้ว) อันเป็นเครื่องหมายการค้าทางดนตรีและภาพลักษณ์ของพวกเธอ เนื้องานโดยรวมสำหรับดิฉันคิดว่าค่อนข้างจะดร็อปลงกว่าใน Oh! ชุดก่อนหน้านี้ที่ค่อนข้างจะออกแนวเสือซ่อนเล็บ - - ภายใต้ความสดใสแต่เพลงพวกเธอกรี๊ดกร๊าดสตรอเบอร์รี่กันสุดฤทธิ์ ฟังแล้วสะใจดี!!! - - แถมยังเป็นการพิสูจน์ตัวเองที่ดีในฐานะพ็อพไอค่อนที่ทำดนตรีคุณภาพทีเดียว มาที่งานชุดนี้ภาคดนตรีและความเนียนในเอกภาพพัฒนาไปอีกระดับ (ที่สำคัญเพราะมากๆติดหูมากๆ) แต่เมื่อเทียบกับอัลบั้มก่อนหน้านี้แถบจะไม่มีอะไรโดดเด่นจัดจ้านจนต้องร้องอู้หูอ้าหาแต่ประการใด ยกเว้น ไทเทิ่ลแทร็คอย่าง The Boys ที่ขยับเข้าสู่สูตรสำเร็จของภาคดนตรีที่เอาไว้สำหรับ "ผู้จะโกอินเตอร์" ได้ค่อนข้างดีทีเดียว ตัวเพลงขยับเข้าไปหาความเป็นเออร์บันมากขึ้นจากบีทอาร์แอนด์บีฮิพฮอพภายใต้ดนตรีพ็อพเต้นรำสนุกๆและท่อนคอรัสแบบเชียร์ลีดเดอร์ฟังแล้วคิดถึง Hollaback Girl ของเกว็น สเทฟานี่ไม่น้อย เพลงอื่นๆส่วนมากก็เป็นเพลงที่ดีตามมาตรฐานของพวกเกิร์ลเจนคือเคพ็อพที่เน้นดนตรีเต้นรำจังหวพสนุกๆเป็นพวกทีนพ็อพบับเบิ้ลกัมในบางเพลงรวมถึงบัลลาดสูตรสำเร็จเจืออาร์แอนด์บีเพราะๆที่พวกเธอชอบทำ แทร็คอื่นที่ประทับใจจริงๆก็มี Telepathy และ Trick เป็นงานเต้นรำที่มีกลิ่นของยูโรบีทชวนให้นึกถึงอัลบั้ม X ของไคลี่ย์ มิโน้ก










อีกหนึ่งอัลบั้มที่นำมาเขียนปีนี้นอกจากความสดใสแบบด้านบนแล้วเรายังต้องการความ "ทรงศักดิ์" ให้สมกับเป็นปีมังกรผงาด ศิลปินเกิร์ลกรุ๊ปที่มาวินคงหนีไม่พ้น Brown Eyed Girls กับอัลบั้ม Sixth Sense ที่ต้องขอบคุณคุณน้อง Arty Cole ที่อุตส่าห์แนะนำงานดีๆชุดนี้ให้ อย่าหาว่าหยาบคายเลยค่ะท่านผู้อ่าน "เพลงของ4หล่อนนี้ช่างร่านนนนนนนนนนนนนนนนนนน สะเด็ดสะเด่าคันคะเยอยิกๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆฟังแล้วดิฉันถึงกับธาตุจะแตกแถบจะลงไปดิ้นเร่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆชักตายที่พื้น" - - งานของพวกหล่อนคือสวรรค์ของกะเทยแท้ๆคันเฟิร์ม - - แม้ในข้อครหาที่ว่าพวกเธอนั้นก็อป Pussycat Dolls มาซึ่งอันนี้จริงไม่จริงไม่รู้ ถามความเห็นคนฟังเพลงสากลแบบดิฉันว่ามีความเป็นPCDในงานดนตรีพวกเธอมั้ย? ก็คงต้องตอบว่าบานเบอะนับคะแนนกันไม่ทันทีเดียว แต่ก็เอาน่า!!! มีไม่มากนะที่จะหาศิลปินเกิร์ลกรุ๊ปที่ทำดนตรีได้แรงระดับนี้ เพลงของพวกเธอนอกจากพ็อพ เต้นรำ อาร์แอนด์บีและอิเล็คโทรนิคแล้วยังมีรสชาติที่จขัดจ้านดุเด็ดเผ็ดมันส์เหลือหลายไม่ว่าจะเป็นอาร์แอนด์บีฮิพฮอพฟั้งค์กี้ย์เน้นย้ำ เครื่องเป่าโซลทรงพลังพร้อมด้วยลีลาการขับขานด้วยน้ำเสียงโหยหวน - - แบบนิโคล PCD เลยทีเดียว เหอๆๆๆ - - ตบด้วยบรรยากาศแบบคาบาเร่ต์ประหนึ่งเปิดคาร์นิวัลบนเวทีสุดอลังการ ไม่เชื่อฟัง Swing It Shorty,Sixth Sense,CountdownและVendettaได้ มาที่ Hot Shot นี่สะเด็ดสะเด่าบนดนตรีเต้นรำแบบละทินซัลช่าสุดร้อนแรง La Boheme ก็เป็นงานมิดเทมโพพ็อพอาร์แอนด์บีสดใสสุดไพเราะ (เปลี่ยนคอนเส็ปท์เร็วกันดี)








2วงนี้ก็คงต้องยกให้เป็นวงเกิร์ลกรุ๊ปจากฝากเกาหลีที่เรียกได้ว่า "เอาชนะใจ" แนสทิน่าคนนี้ได้...เพราะก่อนหน้านี้คิดว่ามีแต่บอยแบนด์เท่านั้นที่น่ารักน่าคบ แต่พอเจออิทธิฤทธิ์ความไม่ธรรมดาสามัญของพวดเธอทั้งสองวงเข้าไปแล้ว....วู๊ยยยยย หลอนหัวจริงๆ!!! Happy New Year ค่ะ









วันจันทร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2554

Serabee : Serabee EP (2009) (Myspace#80)

Serabee : Serabee EP (2009) : Pop/R&B/Soul/Funk/Blues Rock (90%)

สำหรับมายสเปซครั้งที่80 - - ต๊ายยยย!!!! นี่ดิฉันนั่งเขียนคอลัมน์นี้มา80ครั้งแล้วเหรอนี่??? - - ดิฉันขออนุญาติถือโอกาส เอ๊ย ฤกษ์ดีนี้เขียนถึงศิลปินจากรายการ The Voice อีกท่านก็แล้วกันนะคะ (อย่าเพิ่งด่า!!!) คือคนนี้นี่เป็นอะไรที่แบบไม่เขียนถึงไม่ได้จะโกรธตัวเองมากเพราะว่าเธอเป็นผู้เข้าแข่งขันที่ดิฉันชอบที่สุดในรายการนี้ "Serabee"(เซร่า บูราส) หรือนามกรตามกำเนิดว่า "ซาร่าห์ แอล. บูราส" ผู้เข้าประกวดในทีมของโค้ชสุดหล่อ "เบลค เชลทัน" ก่อนที่จะถูกคัดออกในรอบแบทเทิ่ลที่พ่ายให้แก่ยัย "เดีย แฟรมป์ทัน" รองอันดับหนึ่งม้ามืดประจำรายการซึ่งสร้างความทุรนทุรายในใจให้แก่ดิฉันเป็นบาดแผลลึกเลยทีเดียว

ความรู้สึกที่ดิฉันมีต่อ "เซราบี" คงจะเป็นอะไรที่เรียกได้ใกล้ๆกับคำเลี่ยนๆประเภท Love At First Sight อะไรทำนองนั้น นับตั้งแต่วินาทีที่ได้ฟัง Son Of A Preacher Man คัฟเว่อร์จากดัสที่ย์ สพริงฟิลด์ที่นำมาปัดฝุ่นเป็นงานบลูส์โซลสุดอลังการที่อุทิศให้แก่จิตวิญญาณของดนตรีโซลและอาร์แอนด์บีพร้อมด้วยศิลปินระดับบรมครูช่วงยุคโมทาวน์จากพลังเสียงดิบกร้าวหฤโหดทรงพลังแบบบลูส์โซลแท้ๆที่ฟังแล้วถึงกับดีดนิ้วเลยว่า "You've Got Soul...You've Got My Heart!!!...This Girl Is My The Voice" น่าแปลกที่การสื่อสารกันผ่านทางดนตรีเพียงไม่กี่วินาทีจิตวิญญาณของดิฉันก็สามารถคลิ๊กกับเธอคนนี้ได้ในแบบเดียวกับที่เคยเกิดกับพวกคริสทิน่า อากิเลร่า,มารายห์ แครี่ย์ และ มาดอนน่า เป็นต้น...ถึงแม้ว่าจะไปได้ไม่ถึงรอบไลฟ์โชว์อย่างที่หวังไว้แต่เธอก็ได้ใจเราไปเต็มๆนะ

ในโอกาสส่งท้ายปีมายสเปซครั้งที่80นี้คิดว่าคงจะไม่มีศิลปินท่านใดรวมถึงอัลบั้มชุดไหนที่จะเหมาะสมต่อการเป็นตัวแทนที่ดีในการขึ้นต้นเลข8ของคอลัมน์นี้และเป็นตัวแทนของชีวิตใหม่ทางดนตรีที่กำลังจะเริ่มต้นอีกครั้งในปีหน้าได้เท่ากับงานอีพีภายใต้ชื่อเดียวกันของเธอในปี 2009 ภายใต้ภาคดนตรีอาร์แอนด์บีโซลเข้มข้นเจือพ็อพประปรายพอกระสากลิ่นเชือดเฉือนบนความเป็นบลูส์และร็อคดิบเกรี้ยวกราดชนะใจ รื่นเริงบนท่วงทำนองของดนตรีฟั้งค์ผิวสีรวมถึงเต็มเปี่ยมบนจิตวิญญาณความเป็นโซลที่อุทิศให้แก่วัฒนธรรมโมทาวน์ยุค60ชนิดที่คืนเอาบรรยากาศอันหอมหวานเหล่านั้นคืนสู่โลกดนตรียุคร่วมสมัยได้อย่างเฉียบขาดทีเดียว

ในส่วนของ Extended Play ชุดนี้มี6เพลงแต่ส่วนตัวถูกใจมากๆก็4เพลง เริ่มต้นที่ Down To Earth เป็นงานมิดเทมโพพ็อพอาร์แอนด์บีบัลลาดละเมียดละไมและเมนทสตรีมที่สุดในอัลบั้มนี้แล้วอารมณืประมาณบัลลาดสูตรสำเร็จในยุคหลังๆของมารายห์ แครี่ย์ยันเพลงในอัลบั้มแรกของเลโอน่า ลูอิสนั่นแหละ มาที่ Driving Me Stupid เพลงเก่งของอัลบั้มเป็นงานพ็อพโซลร่วมสมัยที่โดดเด่นด้วยการผสานกีตาร์ฟั้งค์ร็อคเท่ห์ๆ เวิลด์และกลิ่นอายบลูส์เจือจาง จะว่าไปก็เอาไปเทียบกับพวกโซลร็อคแบบที่จอส สโทนชอบทำในช่วงตั้งแต่อัลบั้มที่3ลงมาก็ได้นะอารมณ์เข้าใจยากไปนิดแต่ยุคนี้หาแบบนี้ไม่ค่อยได้แล้วนะ The Rest Of Me เปิดตัวมาเป็นพ็อพอาร์แอนด์บีบัลลาดแบบอดัลท์คอนเทมโพรารีย์นึกว่าจะสูตรสำเร็จที่ไหนได้ดันบ้าพลังขยับไปเล่นกับเร็กเก้ในช่วงคอรัสก่อนจะกลายร่างเป็นโซลในช่วงท้ายเพลง เรียบเรียงดนตรีได้น่าสนใจดี ปิดด้วย Different World ฟั้งค์โซลที่ภาคเนื้อหาอุทิศให้แก่วัฒนธรรมโมทาวน์หมดใจ

ท้ายที่สุดไม่รู้จะพูดอะไรดีเอาเป็นว่ายิ่งฟังยิ่งรัก สำหรับคนที่ไม่ใช่คอเออร์บันหรือไม่ได้ติดตามโซลยุค60มากนักช่วงแรกๆอาจจะงงกับการผสมผสานของเธอที่ดูจะติ๊สท์แตกออกแนว Abstract ไปนิดเหมือนกับเป็นงานเขียนที่สะบัดลวดลายบนผืนผ้าด้วยดนตรีมากกว่าแต่ไม่มีศิลปะชิ้นใดจะถูกสร้างให้ล้ำเลอค่าได้บนกระดาษขาวนะคะ...เช่นเดียวกับดนตรีถ้าไม่มีความเสี่ยง ถ้าไม่มีสีสันมันก็ไม่มีจิตวิญญาณใดเหลือไว้ให้สัมผัสน่ะสิ!!!

Putumayo : Acoustic Cafe (Myspace#81)

Putumayo : Acoustic Cafe : Country/Folk/Blues/Americana (100%)

จริงๆแล้วอยากจะเขียนถึงอัลบั้มคริสมาสต์มากกว่ายิ่งล่าสุดทาง Putumayo - - อ๋อ!!!! ค่ายดนตรีเวิลด์มิวสิคที่น่ารักเก๋ไก๋อบอุ่นที่สุดในโลกค่ะขอยืนยัน - - เพิ่งรีรีสซีรี่ยส์ A Celtic Christmas ออกมาแต่ด้วยความที่มัน "ใหม่" ม๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกจนไม่รู้จะไปหาฟังจากไหนน่ะสิเจ้าคะ ว่าแล้วก็เลยขอสับรางมาเขียนถึง Acoustic Cafe ซีรี่ยส์ก่อนหน้าเมื่อไม่นานนี้เอง....เป็นงานเขียนส่งท้ายปีให้ค่ายเพลงสุดที่รักก็แล้วกัน (ปีนี้ไม่ได้เขียนถึงงานจากค่ายนี้ให้มากเท่าที่ตั้งใจไว้เลยค่ะ ปีหน้าเอาใหม่เนอะ!!!)

สำหรับ Acoustic Cafe นี่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากการผสานเอาความสำเร็จที่ล้นหลามระหว่างซีรี่ยส์จำพวก Acoustic และอีกสารพัดบรรดาตระกูล Cafe ทั้งหลายจากทางเข้าไว้ด้วยกันในคอนเส็ปท์ "งานดนตรีฟังชิลล์ๆนุ่มนวลแต่เปี่ยมด้วยความไพเราะและหีบห่อของรสนิยมอันดีที่จะสามารถเปิดคลอตามพวกคาเฟ่หรือภัตราคารได้" เอาจริงๆตอนแรกดิฉันคาดว่าซีรี่ยส์นี้จะเป็นงานจำพวกอคูสติคพ็อพโฟล์คหวานๆพริ้งๆมากกว่าแต่ผลที่ได้กลับเป็นงานคันทรี่ย์โฟล์คจ๋าจัดจ้านด้วยกลิ่นอายบลูส์เข้มๆและอเมริกาน่าหอมหวลซะจนน่าจะตั้งไทเทิ่ลใหม่ว่า The Odyssey Of American's Country Music ซะมากกว่า - - แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาค่ะเนื่องด้วยเพลงในอัลบั้มนี้เพราะมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆถึงมากที่สุดฟังได้เพลิดเพลินประหนึ่งงาน Best Selection ชั้นสูงจากฝากดนตรีคันทรี่ย์....

...ที่สำคัญที่สุดเป็นซีรี่ยส์ที่ดิฉันขอบอกว่า "ไพเราะที่สุด" เท่าที่เคยฟังมาในบรรดาซีรี่ยส์ทั้งหมดของ Putumayo กว่า60ชุดได้

วันเสาร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2554

Tarralyn Ramsey : Beyond The Darkness (Myspace#79)










Tarralyn Ramsey : Beyond The Darkness : Gospel (94%)
















สัปดาห์หน้าเทศกาลคริสมาสต์ที่ดิฉันรอคอยก็กำลังจะมาถึงแล้ว จะว่าไปแล้วจากประสบการณ์ที่หายใจบนโลกมา24ปีนี่สำหรับดิฉันช่วงปลายปีนี่ก็ต้องนับว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของชีวิตในแต่ละปีจริงๆไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่ได้เห็นการตกแต่งสวยๆงามๆตามสถานที่ต่างๆรวมถึงบรรยากาศที่เปี่ยมไปด้วยความสุขในทุกหนทุกแห่งคือคนรอบข้างก็ดูเหมือนกับว่าจะเครียดน้อยลงด้วยนะหลังจากที่ต้องฟันฝ่ามรสุมสาหัสสากรรจ์มาตลอดทั้งปี ในช่วงปลายปีนี้ถ้าถามดิฉันว่า"ขลุก"อยู่กับดนตรีแนวไหนมากที่สุด? ตอบได้ไม่ยากเลยว่าที่เคียงคู่มากับพวกเพลงคริสมาสต์นี่ก็ต้องเป็นเพลงสวดสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้าจำพวก "กอสเพล" แน่นอนและมายสเปซครั้งที่79นี้เราขอหยิบอัลบั้มกอสเพลที่ดิฉันประทับใจที่สุดในปลายปีนี้มาแนะนำท่านผู้อ่านนะคะ ขอให้มีคริสมาสต์และปีใหม่ที่ดีทุกๆท่านค่ะ ^ ^














อัลบั้มที่ว่าคือ Beyond The Darkness สตูดิโออัลบั้มในปี2009จาก "ทาราลีน แรมซี่ย์" ที่เชื่อว่าคนส่วนใหญ่จะรู้จักเธอเมื่อไม่นานมานี้จากการเป็นหนึ่งใน32ผู้เข้าแข่งขันรายการ The Voice โดยเป็นสมาชิกทีมท่านแรกของ "คริสทิน่า อากิเลร่า"












จากตอนแรกที่ดิฉันเข้าใจว่าเธอคนนี้เป็นศิลปินจำพวก "นักล่าฝัน" ที่เดินสายประกวดตามรายการต่างๆเพื่อที่จะเซ็นสัญญาออกอัลบั้ม...แต่นั่นเป็นความเข้าใจผิดชนิดไปกันไกลเลยทีเดียวเพราะจริงๆแล้วเธอคนนี้เคยออกอัลบั้มกอสเพลมาตั้งแต่ปี 2000 เรียกได้ว่าเปิดตัวในวงการดนตรีในช่วงเวลาไล่เลี่ยกับคุณโค้ชติ๊นาเลยทีเดียวแถมยังเป็นผู้ชนะรายการ VH1 Born To Diva คว้าสัญญาออกอัลบั้มจากอดีตสามีเก่าของคุณนายมารายห์ แครีย์อย่าง "ทอมมี่ ม็อทโทล่า" ภายใต้ชายคาของคาซาบลังก้า ยูนิเวอร์แซลค่ายเดียวกันกับสาวซ่า "ลินด์เซย์ โลฮาน"ในช่วงออกงานชุดแรกนั่นแล










และ Beyond The Darkness อัลบั้มดนตรีสรรเสริญพระเจ้าที่เข้มข้นบนความเป็นโซลและอาร์แอนด์บีปะทะกับดนตรีกอสเพลจำพวกคอนเทมโพลารีย์คริสเตียนนี้ก็เป็นสตูดิโฮอัลบั้มล่าสุดก่อนที่เธอจะไปปรากฏตัวในรายการ The Voice ซึ่งทำให้ดิฉันสงสัยเหลือเกินว่าศิลปินที่มีพลังเสียงระดับเธอ - - คิดถึงเสียงอาร์แอนด์บีเข้มๆสมูธๆแบบวิทนี่ย์ ฮุสทันที่มีเทคนิคในการร้องเพลงที่แพรวพราวทั้งอิมโพรไวซ์ แอดลิบ เชสโทน เฮดโทนยันวิสเทิลประหนึ่งมารายห์ แครี่ย์บนภาคดนตรีแบบโยลันด้า อดัมส์และความทรงพลังดุดันแบบบียอนเซ่ คริสทิน่า อากิเลร่ายันเจ้าป้าคชสารนยุทธหัตถีรุ่นเฮฟวี่เวทอย่างอรีธ่า แฟรงคลิน - - จะมาออกรายการประเภทนักล่าฝันที่แถบจะโนเนมแบบนี้ทำไม? (หรืออาจจะจริงที่โดนเขาจ้างมาประกวด)








ในส่วนของเพลงที่อยากจะแนะนำให้ฟังนี่จริงๆแล้วก็อยากจะให้ฟังยกอัลบั้มไปเลยนะคะนอกจากภาคเนือ้หาและการนำเสนอบนวัฒนธรรมกอสเพลก็มี "การใช้เสียง" ของเธอนี่แหละที่มีลูกเล่นน่าสนใจ เรนจ์เสียงกว้างและดิบดุสุดๆแบบโซลแท้ๆชนิดที่ศิลปินโซลอาร์แอนด์บีที่คร่ำหวอดในวงการมานานหลายๆท่านรวมถึงที่มีชื่อเสียงอย่างล้นหลามในขณะนี้ได้ฟังแล้วต้องสะดุ้งแล้วกัน แต่ถ้าต้องการให้แซมเพิ่ลเล็กๆน้อยๆดิฉันก็ขอจัดให้กรุบกริบ...เปิดอัลบั้มมากับ God Handle It นี่เป็นฟั้งค์ร็อคสไตล์ทิน่า เทอร์เนอร์นำควบคู่กับโพรแกรมมิ่งเสียงสังเคราะห์ปะทะกับเสียงประสานกอสเพลที่ให้อารมณ์ดนตรีโซลช่วงยุค70เข้าใจยากไปนิดแต่ก็เจ๋งทีเดียว แทร็คถัดไป I'll Take Your Trouble สลับจากอารมณ์บ้าพลังดุเดือดในเพลงแรกมาเป็นกอสเพลบัลลาดเรียบง่ายกับที่ร้องคลอไปกับกีตาร์อคูสติค โพรแกรมมิ่งเสียงสังเคราะห์และการร้องกึ่งๆอะแค็พเพลล่าประสานไปกับลูกเล่นของการนำเสนอดนตรีสวดแบบ Chant สุดยอดมากๆ ต่อด้วยอดัลท์คอนเทมโพลารีย์ใน Glory And Honor ที่เข้ากับบรรยากาศแห่งความรื่นเริงในช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองคริสมาสต์เสี่ยนี่กระไร Ain't Nobody Like Him กับ Sanctuary Of Praise เป็นอัพเทมโปที่ชวนให้นึกถึงยุคบุกเบิกของวิทนี่ย์ ฮุสทันไม่น้อยพวกเพลงเต้นรำที่ได้รับอิทธิพลมาจากดนตรีโซล อาร์แอนด์บีและดิสโก้แบบที่ศิลปินผิวสีในยุค70ชอบทำนั่นแหละ Feel Your Presence Again นี่เป็นแทร็คมาสเตอร์พีซของอัลบั้มโดยแท้ งานคอนเทมโพลารีย์อาร์แอนด์บีผสานอารมณ์โซลฟูลไควเอทสตอร์มพลิ้วๆบนวัฒนธรรมของเพียโนบัลลาดก่อนจะสลับไปเป็นกอสเพลเต็มตัวบนธรรมเนียมของความเป็นคอนเทมโพลารีย์คริสเตียนมิวสิคแท้ๆทรงพลังมากๆ


ท้ายที่สุดใครได้ฟังงานของเธอแล้วคงจะคิดเหมือนกันว่า...ศิลปินระดับนี้ไม่ต้องการ "คริสทิน่า อากิเลร่า" มาเป็นโค้ชให้หรอก (ก็ร้องดีกว่าตัวนางติ๊นาเองตั้งเยอะ)








วันพฤหัสบดีที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2554

Super Junior : Mr.Simple (Myspace#78)

















Super Junior : Mr.Simple : Electro Pop/Dance-Pop/Synth Pop/R&B (72%)















คนโบราณท่านเคยว่าไว้ว่าอย่าได้ดูถูก "คำสอน สุภาษิตหรือสำนวน" โบราณเพราะว่าสิ่งเหล่านั้นมักจะถูกกลั่นกรองมาจากสภาพการณ์ที่เป็นจริงเสมอ วันนี้แนสทิน่าและมายสเปซขอนำเสนอคำว่า "ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง" ซึ่งหมายถึงพฤติกรรมของบุคคลที่ชอบด่ากราดใส่ชาวบ้านสาดเสียเทเสียไม่แคร์หน้าอินทร์หน้าพรหมและหัวหงอกหัวดำสะใจแล้วเธอก็จากไป....โดยหาได้ย้อนดูตัวเองไม่ว่าที่พ่นๆออกมานี่ "เข้าตัวเอง" ทั้งนั้น เช่นเดียวกับดิฉันที่ก่อนหน้านี้ไม่ค่อยจะลงรอยกับคนที่มีรสนิยมชอบเพลงเกาหลีเพราะคิดว่า "ปัญญาอ่อน!!! ไม่เก๋ ไม่เท่ห์ แบบว่าไม่อินเทอร์ ไม่ดัดจริตสู้นิยมเพลงฝรั่งมังค่าแบบกูก็มิได้" ไฉนเลยลองฟัง 2PM อัลบั้มเดียวเท่านั้นแหละค่ะ "วงอื่นก็ตามมา!!!" ณ วินาทีนี้เอาช้างทั้งโขลงมาฉุดก็หยุดความเกาหลีของอิฉันมิได้เสียแล้วเจ้าค่า 555

สำหรับงานวิจารณ์ลำดับ3จากฝากศิลปินเกาหลีนี่ "วงแฟนดิฉันเองแหละค่ะ" มายสเปซครั้งที่78นี่ขอแนะนำ Mr.Simple สตูดิโออัลบั้มล่าสุดของ Super Junior โดยก่อนหน้านี้ช่วงเดบิ้วท์วงนี้เป็นบอยแบนด์ที่มีสมาชิกมากมายถึง13ชีวิตด้วยกัน หากแต่หลังจากนั้นก็มีปัญหาระส่ำระส่ายกับ SM Town ต้นสังกัดจนตอนนี้ไม่แน่ใจว่าเหลือ9หรือ10คน บางคนอาจจะด่าว่า "เอ๊ะ!อีนี่นี่มันยังไงไม่หาข้อมูลก่อนที่จะเขียนงาน" ก็อยากจะบอกว่าหาไปก็เท่านั้นแหละค่ะเพราะวงนี้รู้จักอยู่คนเดียวคือ "ซีวอน" หรือที่ดิฉันเรียกพี่เขาว่า "เอ็ดเวิร์ด" เพราะช่างรูปงามควรค่ากับเบลล่าแนสซะนี่กระไร ส่วนสมาชิกท่านอื่นอย่างคิบอม รยอยุคหรือดองเฮนี่รู้จักแต่ชื่อค่ะแต่หน้าเป็นยังไงนี่ "ไม่รู้ว่ะ!!!" เอาง่ายๆขนาดหัวหน้าวงหน้าตาเป็นยังไงดิฉันยังไม่สนใจจะไปค้นหาให้มากความเลย "ไม่ได้คิดจะเป็นแม้แต่แฟนเพลงขาจรวงนี้นี่เจ้าค่ะ!!!" ....แต่เป็นเอลฟ์น้อยๆในอ้อมกอดพี่ซีวอนคนเดียวพอ หึหึหึ น่ะค่ะ

ในเรื่องของงานเพลงนี่ก็ไม่แน่ใจนะคะว่าใน Mr.Simple นี่พวกเขา "พัฒนา" ขึ้นจากงานก่อนๆรึเปล่าเพราะถ้าจะพูดได้เต็มปากก็คงจะต้องไปตามควานหาทุกงานมาฟังให้ครบก่อนเนอะ แต่ถ้าถามว่าเปลี่ยนแปลงไปจากก่อนหน้านี้รึเปล่าก็คงต้องบอกว่า "เปลี่ยนไปมาก" ทีเดียวถ้าเทียบจากช่วงเดบิ้วท์ใน Twins (Knock Out) หรือ Miracle ที่ออกแนวทีนพ็อพบับเบิ้ลกัมสดใสสมวัยตามแบบฉบับเคพ็อพไอค่อนนี่พอได้มาเจอภาคดนตรีในอัลบั้มล่าสุดนี้พวกเอลฟ์น้อยคงจะตาเหลือกเพราะ แหมมมม๊ พวกพ่อคุณเล่นสะบัดหนีไปอิเล็คโทรนิก้าจ๋าซะขนาดนั้นคือสูตรสำเร็จแบบ SJ เดิมๆนี่ยังอยู่นะคะเพียงแต่ฉาบใหม่บนภาคดนตรีอิเล็คโทรพ็อพเต้นรำผสานซินธิ์พ็อพเสียงสังเคราะห์เฟี้ยวฟ้าวชวนมึนยันเกากระแสเป็นดั๊บสเต็ปพร้อมออโต้จูนกันสนั่นก็มีมาแต่นั่นก็ไม่ได้หมายถึงว่าจะทิ้งอารมณ์เคพ็อพใสๆไปหมด ใน Mr.Simple นี่ยังมีสูตรสำเร็จเดิมๆเอาใจเหล่าเอลฟ์กันอยู่ไม่ว่าจะเป็นในภาคของบัลลาด ส่วนของงานมิดเทมโพใสๆยันอาร์แอนด์บีนิดๆติดบีทฮิพฮอพหน่อยสไตล์ SJ ก็ยังไม่ได้หายไปไหน โดยรวมเป็นงานเคพ็อพที่โอเคนะคะแม้ว่าคนแถวๆนี้จะเสนอมาว่า "ไม่ไหวๆไม่ได้เรื่องเลยเปรียบประดุจขยะออโต้จูน เป็นตัวแทนที่ดีของความตกต่ำกะโหลกกะลาจากค่าย SM" ก็ตามที- - เอลฟ์ไม่ต้องมาด่าดิฉันนะคะ ไปด่าคนพูดโน่นหนูเปล๊า - - แต่เอาเถอะค่ะสำหรับอะฮั๊นวงพี่ซีวอนทำอะไรออกมาก็เห็นดีเห็นงามไปด้วยหมดนั่นแหละ ปิดหูปิดตาไม่รับรู้รับฟังคำวิพาษ์วิจารณ์ใดๆทั้งสิ้น....คนเรานะคะไม่ยืนหยัดข้างคนที่เรารักแล้วจะไปออกตัวให้หมูให้แมวที่ไหนจริงมั้ยคะ นี่คือคุณสมบัติของติ่ง เอ๊ย เอลฟ์ที่ดีค่ะ!!!

มาในส่วนของเพลงเด็ดๆกันบ้าง วู๊ยยยย Mr.Simple เลยค่ะเป็นไทเทิ่ลแทร็คและเป็นซิงเกิ้ลแรกของอัลบั้มด้วยนะคะงานนี้แด๊นซ์กระจายกับดนตรีอิเล็คโทรพ็อพเต้นรำสะบัดด้วยซินธิ์กร่างๆดืดดึ๋งๆติดพั้งค์กลายๆพร้อมด้วยมิติของความร่วมสมัยแบบดั๊บสเต็ป อาร์แอนด์บี ฮิพฮอพและเทคโนออโต้จูนกันกระจายฟังแล้วเห็นหน้าค่าตาลอยมาหมดกับอิทธิพลของทั้งเรดวัน,พิทบุลยันฟลอไรด้า จะว่าไปก็เหมือนกับจับบอยแบนด์มาทำงานสไตล์จัสติน ทิมเบอร์เลคใน Futuresex/Lovesounds อยู่เหมือนกัน ถ้าใครอยากได้ยินจัสตินหรือคริส บราวน์ภาคบอยแบนด์ - - ไม่เกี่ยวกับ N'sync - - นี่เพลงนี้เลยน้อง Opera นี่เล่นซินธิไซเซอร์กันมาชนิดหมดเกาหลีหวีดวหวิวและอวกาศชวนเมามึนมากกกกกกกกกกกกกถ้าไม่ติดว่าพวกตัวเป็นพ็อพไอค่อนจะขอแนะนำให้ไปร่วมงานกับ Ladytron หรือ Goldfrapp ที่อังกฤษก็น่าจะไปได้รุ่งแน่ๆ Be My Girl นี่เหมือนเพลง If U See Amy ในอัลบั้ม Circus ลูกเล่นและการนำเสนอนี่ถอดแบบเดียวกันออกมาเลยทีเดียวก็ฟังได้เพลินๆดีไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่อะไร Walkin' โดดเด่นบนการแซมเพิ่ลสรรพสำเนียงเร็กเก้ช่วงต้นเพลงก่อนจะสลับมาเป็นมิดเทมโพอารืแอนด์บีกึ่งบัลลาดตามสูตร ถ้าวันใดมารายห์ แครี่ย์ทหรือเลโอน่า ลูอิสไปร่วมงานกับเอคอนแล้วให้ SJ มาร้องท่อนคอรัสก็คงจะได้ประมาณนี้แหละค่ะ Storm งานบัลลาดสูตรสำเร็จที่ย้ำว่าวงบอยแบนด์ทุกวงในเกาหลีต้องมีติดอัลบั้มไว้เป็นเกียรติเป็นศรี ใครชอบบัลลาดของพวกบอยแบนด์นี่ฟังเถอะค่ะทำออกมาได้ใกล้เคียงกันทั้งประเทศจริงๆว่าแล้วก็อย่าลืมเอา Memories ไปฟังกันอีกเพลง Good Friends อันนี้นี่เกินความคาดหมายไปเยอะเพราะไม่คาดว่าจะได้มายินงานพ็อพกลิ่นอายโอลด์สคูลสะบัดด้วยกลิ่นอายเครื่องเป่าโซลจ๋าและบิ๊กแบนด์แจ๊ซซ์จาก SJ ประทับใจมากๆ สำหรับแทร็คโปรดรองๆลงมาก็ต้อง Sunflowerกับ Y เป็นงานอาร์แอนด์บีพ็อพจังหวะใสๆน่ารักติดหูเหลือหลายช่างเหมาะแก่การเอาไปประกอบซีรี่ยส์เกาหลีซะนี่กระไร ที่ชอบก็มีแค่นี้แหละเจ้าค่ะ

แถมปิดท้ายอีกนิดกับงานรีรีรีสของอัลบั้มนี้ใช้ชื่อว่า A-CHa นะคะสำหรับคนงบเยอะก็ไปซื้อหากันดูเป็นงานเคพ็อพที่สำหรับคนฟัง SJ อาจจะรู้สึกว่าเป็นจุดตกต่ำของวง...แต่กับคนที่ไม่เคยติดตามอัลบั้มของพวกเขามาก่อน จะว่าไป Mr.Simple ก็ไม่เลวร้ายนะ

วันอังคารที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2554

Rihanna : Talk That Talk : 73%














Rihanna : Talk That Talk : 73%






















หลังจากที่หลีกทางให้คุณนายโรบินห่านสาวกตัวแม่ขึ้นหิ้งหนึ่งเดียวของริฮานน่าประจำบอร์ดเพื่อนซี้ของดิฉันเขียนวิจารณ์งานของศิลปินสุดรักให้หนำใจไปก่อนเดือนนึงเต็มๆเนื่องด้วยดิฉันติดสถานการณ์ "น้ำท่วม" ด้วยความทุรนทุรายอย่างหนักในช่วงนั้นที่อยากจะหาอัลบั้มนี้มาฟังมากกกกกกกกกกกกกกกก (กว่าจะได้ว่าฟังก็ปาไปต้นเดือนธันวาคม ไม่เท่ห์เลย!!!) แถมยังอยากจะเขียนรีวิวอัลบั้มนี้ใจจะขาดรอนๆด้วยความที่เป็นหนึ่งในอัลบั้มของศิลปินหญิงที่จ้องอยากจะฟังมากที่สุดชุดหนึ่งของปีนี้ไม่แพ้ Femme Fatale,Love?หรือ Born This Way เลยทีเดียว ซึ่งวิกฤติที่ผ่านมาเดือนกว่านั้นวันนี้ดิฉันขอพลิกให้มันกลับเป็นโอกาสนะคะเพราะตลอดเวลาที่ฟังงานชุดนี้มาตลอดได้เก็บรายละเอียดมากขึ้นและเห็นภาพรวมทุกด้านของตัวงานกว้างและลึกขึ้น...จนจากตอนแรกที่บอกว่า "เฉยๆ" กับอัลบั้มนี้ตอนนี้เริ่มจะไม่เฉยซะแล้ว




















รูปแบบดนตรี




















ก่อนหน้านี้กับอัลบั้ม Loud ที่แม้ว่าส่วนตัวจะประทับใจมากกับ3ซิงเกิ้ลที่ดาหน้าขึ้นอันดับหนึ่งไป - - Only Girl In The World,What's My Name? และ S&M (ไม่นับ The Way You Lie) - - แต่ส่วนตัวกลับไม่ค่อยปลื้มภาพรวมของตัวงานเท่าไรที่มาแนว Good Girl Gone Bad ภาคสองอย่างโฉ่งฉ่างและเห็นได้ชัดเจนน่าเกลียดแถมชั้นเชิงและพลังในตัวงานยังไม่น่าปลื้มด้วยนะเออ มาที่ Talk That Talk สตูดิโออัลบั้มลำดับ6นี้นับว่าเป็นอีกครั้งหลังจาก Rated R ที่ได้เห็นก้าวกระโดดและพัฒนาการทางดนตรีของริฮานน่าที่ขยับขึ้นสูงไปอีกขั้นกับภาคดนตรีที่จุดศูนย์กลางทั้งหมดเอาจริงๆแล้วดิฉันรู้สึกว่า "ไม่ค่อยจะชี้ชัด" สักเท่าไรว่าสัดส่วนของเออร์บันกับอิเล็คโทรนิคอะไรมันจะเด็ดขาดจัดจ้านกว่ากันฟังแล้วเหมือนกับว่าเป็นการจับเอาแนวดนตรีสองอย่างนี้มาสู้ยื้อกันไปลากกันมามากกว่าบนสูตรสำเร็จทางดนตรี "พ็อพ" ของริฮานน่าในช่วงหลังที่โดดเด่นบนจังหวะของดนตรีเต้นรำสนุกๆแรงๆและอาร์แอนด์บีตามสมัยนิยม เพียงแต่ความเป็น "พ็อพ" ในตัวงานของเอในครั้งนี้ไม่ได้ออกมาฉาบฉวยและทำกะฟันยอดขายโต้งๆแบบ Good Girl Gone Bad หรือ Loud ด้วยส่วนผสมของภาคดนตรีหลากหลายล้านแปดที่กลมกลืนบูรณาการกันเข้าอย่างลงตัวตั้งแต่กลิ่นอายเรโทรย้อนยุคอารมณ์80ยันเปรี้ยวเก๋สะบัดเป็นดั๊บสเต็ปร่วมสมัย วัฒนธรรมของดนตรีเต้นรำตั้งแต่อนุรักษ์นิยมจ๋าแบบแคริบเบี้ยนจำพวกเร็กเก้และแด๊นซ์ฮอลล์หนีไปหาดนตรีคลับแบงกิ้งอาทิเฮ้าส์ ยูโร แทรนซ์ยันฮิพฮอพ หลักใหญ่ใจความแล้วงานชุดนี้เล่นกันยากขึ้นย่อยกันยากขึ้นกว่าชุดที่แล้วหลายเท่าตัวถึงขั้นที่ยกยอกันได้เต็มปากว่าเป็นอีกครั้งหลังจาก Rated R ที่เธอกลับเข้าสู่ "หมวดคุณภาพ" มากกว่าจะมาสาย "ตลาดจ๋าขอขาย" อย่างเดียว เพียงแต่ในแง่ของศักยภาพทางดนตรี ความทรงพลังในตัวงานและเอกภาพของการนำเสนอยังไม่เด็ดขาดเท่างานมาสเตอร์พีซของตัวเองชุดนั้นก็แค่นั้น
















ป.ล. ฟังแล้วนี่รู้สึกว่า Talk That Talk เรราจะได้บียอนเซ่มาอีกคนแล้วนะเนื้อหาทรงพลังพอกันเลยทั้งเซ็กส์ ความรักและสตรีเพศนี่มาแนวใกล้กันเลยทีเดียว มวยคู่นี้ถ้าขึ้นชกกันสักวันคงมันส์!!!














จุดด้อย














ในตัวของ Talk That Talk เองเอาจริงๆแล้วไม่ได้มีอะไรที่ไม่ดีนะคะ "ดี" ทีเดียวเพียงแต่ขอใช้มุขเดียวกับที่เขียนไปในอัลบั้ม Born This Way ของเลดี้กาก้าแล้วกันว่า "ไม่ได้สมบูรณ์แบบ" คือเป็นความดีที่ยังมีมาตรฐานและกรอบของศักยภาพสูงสุดที่ศิลปินสามารถจะตะกายไปแตะถึงได้ก็แค่นั้น สิ่งใหม่ๆที่ริฮานน่าสรรหามาให้แฟนๆกันลูกเล่นมิติใหม่ๆขอบอกว่ามีมาให้ชมจนอิ่มใจแต่ก็ไม่ได้มากมายถึงขั้นที่จะ เอ่อ ขอใช้คำว่าทลายกรอบเดิมๆที่เราเคยเห็นก็แล้วกัน ความคาดหวังของคนฟังที่อาจจะอยากได้ยินอะไรจากเธอไม่ว่าจะเป็น งานระดับเทพก็ส่วนหนึ่ง งานที่พ็อพตลาดจ๋าฟังง่ายๆเพลิดเพลินทั้งชุดก็อีกส่วนหนึ่งหรืออยากจะได้ยินแด๊นซ์กระจายยกชุดกันไปข้างนี่ก็อีกหนึ่ง....ซึ่งผิดจากสิ่งที่คาดการณ์รวมถึงคาดหวังไปกันเกือบจะหมด แม้แต่ดิฉันเอแงฟังงานชุดนี้ครั้งแรกยังทำหน้าเมื่อยเลยนะ เพลีย!!! แต่พอฟังแบบซึมซับนานๆไปแล้ว Talk That Talk นี่นับว่าเป้นการกลับมาต่อยอดความเป็นหนึ่งในไอค่อนเบอร์ต้นของยุคได้สมศักดิ์ศรีทีเดียว












แทร็คเด็ด












เปิดอัลบั้มมากับ You Da One (3/5) ฟังครั้งแรกแล้วต้องร้องยี้!!!!เยินๆๆๆๆๆหลายว่ะฮ่ะผู้สาวแต่นานๆไปแล้ว เออ ติดหูใช้ได้นะนับเป็นของใหม่ที่ต้องใช้เวลาพิสูจน์สำหรับดิฉันกับอิเล็คโทรพ็อพตีกับบีทมิดเทมโพอาร์แอนด์บีที่เล่นกับสรรพสำเนียงการร้องที่ประยุกต์เอารากฐานความเป็นเร็กเก้และแด๊นซ์ฮอลล์ในตัวได้เรียกได้ว่าเนียนน่าดูชมทีเดียว แหม มีแอบเก๋เบรคด้วยดั๊บสเต็ปด้วยนะจะว่าไปก็นับว่าเป็นการหยิบเอาความเป็นริฮานน่าใน Music Of The Sun มาปรุงแต่งโฉมใหม่ให้เข้ากับยุค2011ได้อย่างเข้าท่าไปอีกแบบ แต่จะเอาเป็นซิงเกิ้ลถัดไปจริงอ่ะ?!!!! ต่อด้วย Where Have You Been (4.5/5) ที่นับว่าเป็นช่วงเวลาที่เด็ดสุดของอัลบั้มแล้วจริงๆแล้วรืฮานน่านี่เป็นคนที่มีโครโมโซมความเป็นแด๊นซ์ซิ่งควีนอยู่ในตัวอย่างเต็มเปี่ยมทีเดียวนะจากหลายครั้งที่เธอทำดนตรีเต้นรำออกได้ถึงและสะใจมากๆชนิดที่เกิดมาเพื่อเป็นขวัญใจชาวเกย์โดยแท้ เพลงนี้ก็เป็นบทพิสูจน์ที่ดีอีกเพลงกับดนตรีเต้นรำแบบที่หยอดเอาโพรเกรสซีฟแทรนซ์หนักหน่วงที่หยอดเอาบีทกีตาร์อคูสติคสวยๆมาชนกับบีทดิสโก้ตึ๊บๆชนิดที่กระดกว้อดก้ากันเพียวๆและมึนหัวทิ่มกันไปข้างทีเดียวนอกจากนี้ยังสัมผัสได้ถึงความเป็นยูโรเฮ้าส์ช่วงยุค90ในแบบที่เดวิด เกตต้าเคยเปลี่ยนอิบิซ่าให้หลายเป็นเกาะสวรรค์ไปแล้วนั่นแหละ ฮี่ธ่อทำออกมาอีกสัก3-4เพลงก็ไม่ได้!!! We Found Love (4.5/5) ซิงเกิ้ลแรกที่ร่วมงานกับเคลวิน แฮร์ริสเพลงนี้นี่เคยเขียนถึงไปจนหมดไส้หมดพุงแล้ว เอาเป็นว่านี่คือจุดที่พีคที่สุดของอัลบั้มนี้ก็แล้วกันงานอิเล็คโทรพ็อพเต้นรำมีกลิ่นอายของจิตวิญญาณเพลงเต้นรำยุค80เจิดจรัสสะบัดสะบิ้งอยู่ในตัวชอบที่สุดในอัลบั้มนี้แล้ว Talk That Talk (4/5) ไทเทิ่ลแทร็คที่ได้เจย์ซีคู่ขาเก่ามาร่วมลงเสียงแร็พเป็นครั้งแรกที่ได้ยินริฮานน่าทำฮิพฮอพอาร์แอนด์บีได้ดิบและเข้มข้นขนาดนี้ในสตูดิโออัลบั้ม - - Rated R เป็นความเข้มที่ออกไปทางอาร์แอนด์บี ฟั้งค์ร็อคและโซลมากกว่าฮิพฮอพแบบนี้น่ะค่ะ - - มีหลายช่วงในเพลงทีเดียวที่เก๋ไก๋ติดหูติดปากทีเดียว คนที่ชอบงานจากฝากเออร์บันต้องชอบแน่ๆ Farewell (4/5) บัลลาดสูตรสำเร็จที่ริฮานน่าชอบทำตั้งแต่ช่วง2อัลบั้มก่อนหน้านี้ ก็เพราะดีนะคะแต่เบื่อซะแล้วอ่ะ ปิดท้ายด้วย Fool In Love (4.5/5) เพลงปิดท้ายในเดอลุกซ์ที่หวนให้นึกถึงอารมณ์บัลลาดดุดันดิบเกรี้ยวกราดแบบฟั้งค์ร็อคผสานโซลใน Rated R




สรุป


ฟังทั้งอัลบั้มแล้ว Talk That Talk นี่หลังจากซิงเกิ้ลแรกแล้วน่าจะหาเพลงตัดซิงเกิ้ลออกมาแล้ว "ฮิต" ได้ค่อนข้างยากชนิดที่ต้องอาศัยความพยายามสูงกว่าเดิมพอตัว อย่างไรก็ตามนี่เป็นแค่การคาดการณ์ซึ่งก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะคาดการณ์ไปเองแบบผิดๆเพราะจากตอนแรกที่เฉยๆกับงานชุดนี้นี่ดิฉันขอย้ำอีกครั้งว่าตอนนี้หยุดฟังอัลบั้มนี้ไม่ได้แล้วชะเอิงเอย เป็นอีกครั้งหลังจาก Good Girl Gone Bad และ Rated R ที่ดิฉันรักริฮานน่ามากๆๆๆๆๆ งวดหน้า (เชื่อว่าปีหน้าเจอกันอีก) อย่าได้เว้นวรรคไปไหนนะถ้าแน่จริง ถ้าแรงจริง ก็ทำให้ประทับใจให้ได้แบบนี้อีกสิ!!!

Beverly McClelan : Fear Nothing (Myspace#77)

















Beverly McClelan : Fear Nothing : Rock/Blues (100%)






























ช่วงนี้อาจจะเขียนถึงงานของผู้เข้าแข่งขันจากรายการ The Voice ถี่ไปหน่อยก็อย่าเพิ่งเบื่อกันซะก่อนนะคะด้วยความที่ช่วงนี้งานของพวกเขานี่เป็นอะไรที่กำลังโลดแล่นอยู่ในอารมณ์เลยทีเดียว เช่นเดียวกันกับอัลบั้มของเธอคนนี้ Fear Nothing จากเบเวอลี่ย์ แม็คเคิลแลนตัวแทนจากทีมของคริสทิน่า อากิเลร่าที่สามารถคว้าอันดับ3ได้จากรอบ4คนสุดท้ายกับอัลบั้มสุดลึกลับและใต้ดินมากๆ - - สมกับที่อยู่ทีนางติ๊นา - - หาโหลดยากหาฟังก็ยากจนแถบจะประสาทเสียแต่พอได้สดับฟังแล้วขอบอกว่าคุ้มค่าจริงๆที่ได้หามาฟัง....กล้าพูดเลยว่าเป็นงานที่ดีที่สุดงานหนึ่งแน่นอนในบรรดา The Voice ทั้งหมด - - หรือแม้กระทั่งงานของโค้ชทั้ง4เองอาจจะเทียบเธอไม่ได้ก็ได้นะ




























ก่อนหน้าที่จะฉายแสงในสปอตไลท์สาวทอมบอยจากฟลอริดาคนนี้เคยชนะการประกวดงาน New York National Music Festival ในปี2004โดยคว่ำผู้แข่งขันท่านอื่นกว่า500คนมาแล้ว แถมยังเคยออกอัลบั้มมา5อัลบั้มโดยไม่ขึ้นกับสังกัดๆใดก่อนที่จะมาโด่งดังในรายการ The Voice อีกต่างหาก ซึ่งก็ต้องขอบคุณ The Voice ที่ทำให้ศิลปินดีๆทรงศักยภาพคนนี้ได้ผุดขึ้นมากจากการหลบลี้เป็นที่รู้จักนั่งฟังกันอยู่ในที่มืดๆไม่กี่คน...มีฝีมือขนาดนี้จะไม่มีวันที่ได้เฉิดฉายเจิดจรัสเป็นที่รู้จักกว้างขวางกับเขาบ้างโชคชะตาก็ดูจะใจร้ายเกินไป!!!


























สำหรับสตูดืโออัลบั้มล่าสุด Fear Nothing นี่ในชณะที่เพื่อนร่วมรายการท่านอื่นวิ่งหาค่ายกันให้จ้าละหวั่นแต่เจ๊เบเวอลี่ย์เธอกลับมั่นคงในจุดยืนทำเองขายเองไม่ขึ้นกับใครข้าทำแล้วมีความสุขมีทุนทำมีปัญญาทำซะอย่างพวกมึงจะฟังก็ฟังกันไม่ฟังก็ไม่ต้องพูดมากเพราะไม่ได้ไปทำบนหัวใครหรือเบียดเบียนเงินทองอ้ายอีหน้าไหนมา (วู้ยยยย!!!! ช่างแรงได้ใจสมกับที่อยู่ทีมนังติ๊จริงๆ) ซึ่งจะว่าไป Fear Nothing เป็นงานที่มีความดีในตัวเองสูงมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกชนิดที่ไม่จำเป็นต้องอาศัยแรงโปรโมตจากค่ายใดๆอยู่แล้วเรื่อง "ดังหรือไม่ดัง" นี่ว่ากันทีหลังเพราะไม่ได้อยู่ในวัตถุประสงค์เพราะดูเหมือนเธอจะเป็นศิลปินประเภททำดนตรีสนองอัตตาตัวเองมากกว่า - - ไม่ต่างอะไรกับแนสทิน่าที่นั่งเขียนวิจารณ์มา9ปีจะ10ปีในบอร์ดนี้เพื่ออะไร? ถ้าไม่ใช่ตอบสนองความต้องการบ้าๆบอๆของตัวเองในฐานะคนธรรมดาๆที่รักดนตรีจับใจ




















ในส่วนของภาคดนตรีตอนแรกคาดไว้ว่างานนี้จะได้ฟังฮาร์ดร็อคหรือพวกร็อคยุค80หากแต่ที่ไหนได้กลับกลายเป็นงานที่แถกๆออกไปทาง "รู้ทส์ร็อค" ซะมากกว่าโดยมีความโดดเด่นที่ดนตรีและน้ำเสียงบลูส์ดิบๆเชือดเฉือนอันเป็นเสน่ห์ในตัวของเจ๊เบฟเธออยู่แล้วตามติดด้วยกลิ่นอายของคันทรี่ย์ โฟล์คและบลูส์ร็อคตามวัฒนธรรมของศิลปินที่รักจะทำงานบลูส์โซลคันทรีย์ฟั้งค์หนักๆเข้มข้นอยู่แล้ว (อารมณ์แบบร็อค80และฮาร์ดร็อคก็มีปนมาบ้างบางแทร็คออกเชิงกอสเพล) หากแต่แปลกตรงที่งานของเบเวอลี่ย์ที่ภาคดนตรีค่อนข้างหนักและเสียงค่อนข้างเข้มแต่ฟังไม่ยากเย็นเลยแม้แต่นิดเดียวฟังเพลินหากแต่หนักแน่น ดุดันแต่เปี่ยมไปด้วยอรรถรส จัดจ้านดิบกร้าวในกรอบอันดีของงานดนตรีที่เรียกว่าเป็นงานดนตรีระดับ "คุณภาพ" จริงๆ ฟังแล้วต้องบอกว่าประทับใจมากชนิดที่ "โคตรรักเลยอ่ะ!!!"


















เรื่องเพลงนี่อยากจะบอกว่ามันเด่นทั้งอัลบั้มเลยทีเดียวค่ะแต่ขอแซมเพิ่ลสักนิดแล้วกัน เริ่มต้นที่ I See Love แทร็คเปิดงานดิบสดเข้มข้นฉบับบลูส์ร็อคดิบกร้าวผสานคันทรี่ย์ฟั้งค์หนักหน่วงบนเสียงร็อคติดบลูส์โซลแบบดิบๆจะว่าไปก็สูตรสำเร็จนะแต่เป็นสูตรสำเร็จที่ทำออกมาถึงมากดูมีชั้นเชิงไม่ดาดดื่นเกลื่อนกลาดแบบศิลปินแนวๆนี้ที่บางคนโขลกงานออกมาแทนที่จะดีกลับโหล...แบบนี้แหละที่คนมีฝีมือเขาทำ Lyin' To นี่ไม่พูดถึงไม่ได้เป็นงานบลูส์ที่มีท่อนการนำเสนอสวยๆให้คิดถึงพวกศิลปินบลูส์ช่วงปลายยุค30ขึ้นมาแม้จะไม่ดิบขนหัวลุกถึงขั้นนั้น (ออกไปช่วงก่อนยุคโมทาวน์และข้ามมาอีกทีกลางยุค70มากกว่า) แต่ฟังแล้วมันสัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณอันดิบสดเข้มข้นทรงพลังของปรมาจารย์บลูส์กรุแตกทั้งหลายตั้งแต่รุ่นที่ทำเดลต้าบลูส์,เบสซี่ สมิธไล่ขึ้นมาจวบจนบี.บี. คิงเลยทีเดียว Nobody Fault But Mine ที่ข้อมูลในวิกิพีเดียแปะไว้ว่าคริสทิน่า อากิเลร้าได้มาร่วมฟีทเจอริ่งด้วยที่ไหนได้มาแต่เจ๊เบฟหัวเดียวกระเทียมลีบเป็นอีกหนึ่งงานบลูส์ที่ทั้งภาคเนือ้หา ดนตรีและเสียงร้องของเจ๊เบฟนี่ถึงขั้นปลิดขั้วหัวใจคนฟังทีเดียว Love Will Find A Way Out มีท่อนคอรัสที่ติดหูชะงัดและเป็นแทร็คที่แลดูพ็อพที่สุดแล้วในอัลบั้มนี้ - - ไม่ถึงขั้นพ็อพร็อค - - ฟังแล้วคิดถึงงานฮาร์ดร็อค80ที่จับเอาคันทรีย์ บลูส์และฟั้งค์มาประสานกับโซลยุค60-70เพราะมากๆๆๆๆ ปิดท้ายกับ Precious Time อันสุดแสนไพเราะอบอุ่นงามระยับ โห!ยกใจให้หมดดวงไปเลย










เทียบกับบรรดางานทั้งหมดของ3อันดับแรกในรายการนี่คงจะต้องบอกว่า Fear Nothing กินขาดเขาหมดไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของเอกภาพในตัวงานที่เหนือกว่า Red ของเดียที่ออกจะบ้าพลังและจัดระเบียบจุดศูนย์กลางในตัวเองได้ยังไม่เรียบร้อยจนเสียศูนย์ไปนิด แถมเนื้องานยังทรงพลังและมีหีบห่อในตัวเองที่เหนือกว่า Come Through For You ของผู้ชนะอย่างท่านพี่ฮาเวียร์หลายช่วงตัว ไม่ต้องอะไรมากหรอกค่ะขนาด Stripped งานที่ดีที่สุดของคุณโค้ชคริสทิน่า อากิเลร่าทำได้ดีที่สุดก็ "เกือบๆจะสูสี" เจ๊เบฟชุดนี้เท่านั้นเอง...สงสัยคริสทิน่า อากิเลร่าจะต้องการโค้ชชื่อ "เบเวอลี่ย์ แม็คเคิลแลน" ซะแล้วนะคะนี่!!!

วันศุกร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2554

Dia Frampton : Red (Myspace#76)










Dia Frampton : Red : Pop/Folk/Indie Pop/Folk Rock (76%)
















เดีย แฟรมพ์ทันหรือที่ดิฉันเรียกเธอเป็นประจำว่า "พจมาน" คือ Runner Up อันดับสองม้ามืดแห่งรายการ The Voice จากทีมป๋าเบลค เชลทันที่ไปได้ไกลกว่าที่ท่านใดจะคาดหมายและจินตนาการ ที่ว่า "ม้ามืด" ก็เพราะ - - แม้จะเสียงหวานใสเพราะพริ้ง - - สตรีนางนี้ดูเผินๆหาได้มีความโดดเด่นอะไรไม่บุคลิกดูนิ่งๆจืดสะเทิ้นเขินอายโทรมซีดและดูโรยแรงไร้ชีวิตชีวาแข็งทื่อประดุจผู้ป่วยเป็นวัณโรคขั้นท้ายสุดก็ไม่ปานแล้วใครจะไปคิดเล่าคะว่าหล่อนคนนี้จะมีดีที่จะสามารถผ่านอุปสรรคฟันฝ่าผู้แข่งขันเขี้ยวลากดินท่านอื่นๆที่แรงทั้งลุ๊คและโดดเด่นที่ลีลามาได้ถึงรอบ4คนสุดท้าย (แถมได้ยังเป็นผู้แข่งขันที่สรางประวัติศาสตร์มีเพลงติดบิลบอร์ดท่านแรกอีกด้วย) ตอนแรกต้องสารภาพตามตรงว่าไม่ชอบเธอคนนี้เลยสักนิดสักนิดก็ไม่ชอบยิ่งกล้าดีมาเอาชนะ "เซราบี" ผู้แข่งขันคนโปรดของดิฉันยิ่งแค้นฝังหุ่นแช่งชักหักกระดูกให้รีบๆโดนโหสวตออกไม่เว้นแม้แต่ละวัน...
















...แต่ชะรอยนางคนนี้จะได้หมอเขมรดียิ่งแช่งยิ่งดังยิ่งแช่งยิ่งแรงเพราะตั้งแต่เธอเปิดปากกับเพลง Heartless คัฟเว่อร์เพลงฮิพฮอพของคานยี เวสต์ในฉบับบัลลาดเพียโนอิมโพรไวซ์สดๆสุดเก๋ที่แม่คุณเรียบเรียงเองหลังจากนั้นดิฉันก็ขอกลับลำพิจารณาเธอใหม่ หลังจากนั้นทุกเพลงที่จากเธอไม่ว่าจะเป็น Losing My Religion ยันออริจินัลแทร็คอย่าง Inventing Shadow ล้วนถูกใจดิฉันจนกลายเป็นแอบหลงใหลได้ปลื้มไม่รู้ตัว - - อย่างว่าแหละค่ะวงการนี้ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร - - และวันนี้เป็นโอกาสดีที่จะได้รีวิว "RED" สตูดิโอโซโล่อัลบั้มชุดแรกของเธอในมายสเปซเสียที (ก่อนหน้านี้เดียเป็นสมาชิกในวงดนตรีMeg&Dia)










ตอนแรกที่ได้ยิน Cover Mondays งานคัฟเว่อร์ชิมลางก็แอบนึกหวั่นๆว่าเธอจะมาเป็นโฟล์คร็อคดิบหม่นเข้มข้นและบันทึกเสียงแบบสดๆทันท่วงทีเหมือนเดโมอินดี้กึ่งสุกกึ่งดิบแต่ใน RED นี่เป็นอะไรที่ฟังง่ายและนุมละมุนชนิดคนละฝากโลกเลยทีเดียวค่ะภาคดนตรีโดยรวมภูมิใจนำเสนอบนความเป็น "พ็อพโฟล์ค" ที่พยายามจะแทรกลูกเล่นทางดนตรีที่หลากหลายเข้าไปเติมเต็มมิติในตัวงานฟังๆแล้วดูเหมือนว่าเธอพยายามจะฉีกการนำเสนอดนตรีโฟล์คให้หลุดไปจากกรอบเดิมๆซึ่งบางแทร็คก็ทำได้ลงตัวดีนะ อาทิ Don't Kick The Chair งานเปิดอัลบั้มที่ได้ Kid CuDi มาลงเสียงแร็พให้นี่ก็จับพัฒนาเอาโฟล์คมาชนกับฮิพฮอพ ร็อคและอิเล็คโทรนิคเต้นรำผลลัพธ์ออกมาเป็นงานอัลเทอเนทีฟฮิพฮอพที่น่ารักดี ใช่ว่าจะลงตัวแต่ชอบไอเดียนะ!!! อ๋อ แอดลิบตอนช่วงต้นเก๋มากชอบๆ เพลงอื่นๆที่น่าสนใจก็มี Isabella ที่เชื่อว่าใครฟังก็น่าจะชอบได้ไม่ยากนะเป็นงานพ็อพโฟล์คผสานร็อคและเซลติคจางๆมีท่อนฮุคที่สวยมากๆแถมส่วนตัวยังชอบในส่วนของภาคเนื้อหาที่แต่งออกมาใช้วาทะศิลป์แบบฝันๆสมกับที่เป็นนักเขียนวรรณกรรม The Broken Ones เป็นอคูสติคโฟล์คบัลลาดสูตรสำเรต็จแต่เพราะมากๆ ในขณะที่ I Will ที่ร่วมใงนกับโค้ชสุดหล่ออย่างเบลค เชลทันก็จับเอาดนตรีพ็อพติดคลาสสิคคัลสไตล์วาเนสซ่า คาร์ลทันมาปะทะกับความเป็นคันทรีย์ร็อคเข้มๆในแบบฉบับป๋าเบลคได้ดีน่าดูชมทีเดียว Billy The Kid ฟังแล้วนี่เล่นเอาสำลักทีเดียวนึกว่า Ladytron มาเองนะคะเนี่ย แหมๆๆๆๆใช้ได้เลยนะคะกับดนตรีอิเล็คโทรนิคเต้นรำแบบอินดี้ติดบีทดิสโก้ๆตึ๊บๆ ยูโรเยือกเย็นลอยๆและซินธิอไซเซอร์กระชากๆโหดๆแต่ทำออกมาทำไมคะเดีย? ไม่เข้าใจค่ะ? คิดว่ามันเข้ากันกับเพลงอื่นๆเหรอคะ? Daniel นี่เป็นคันทรีย์โฟล์คหวานใสเพราะๆช่วงกลางสลับมาเล่นเป็นอคูสติคได้เนียนดี ส่วน Walk Away เป็นโฟล์คร็อคที่ฟังแล้วนึกถึงจีวล์เป็นบ้า ปิดอัลบั้มกับ Trapeze งานโฟล์คที่โดดเด่นบนกีตาร์อคูสติคเรียบง่ายและท่วงทำนองของวัฒนธรรมอัลเทอเนทีฟร็อคเท่ห์ๆ ชอบเพลงนี้จัง!!!


เทียบกับอัลบั้ม Come Through For You ของฮาเวียร์แล้วความเพราะพริ้งและบริโภคได้ง่ายดายทันใจอาจจะแพ้แต่เรื่องของวิสัยทัศน์นี่ชนะขาดลอย เสียเปรียบตรงที่เป็นงานที่อาจจะดีกว่าในระยะยาวแต่ในช่วงแรกเริ่มต้องอาศัยเวลาซึมซับถึงจะเข้าใจไปกับภาคดนตรีและการนำเสนอของเธอได้ลึกกว่าในช่วงต้น - - แต่ว่าก็ว่าเถอะเป็นงานที่ฟังแล้วลืมง่ายเบื่อง่ายพอกัน - - แต่เรื่องเครดิตนี่หนูเดียเธอขาดลอยนะคะดูเพื่อนร่วมงานแต่ละคนสิ อิซาเบลล่า ซัมเมอรส์จาก Florence+the Machine งี้ ทอม ชาพิโร่โปรดิวเซอร์และนักแต่งเพลงคันทรี่ย์ชื่อดังที่ผ่านการร่วมงานกับดัสที่ย์ สพริงฟีลด์มาแล้วงี้ Kid CuDi งี้ยันเจ๊" แม็ค ไวท์" จาก The White Stripes คนหลังนี่ของแรงสุด....แค่นี้ก็คงการันตีความมั่นคงบนเส้นทางดนตรีได้ระดับหนึ่งแล้วล่ะ


ป.ล. ว่าแต่ช่วงต้นอัลบั้มคุณเดียรอแขกรึไงคะเพลงมันถึงได้หงุงๆหงิงๆ นี่ไม่ใช่งานคอนเสิร์ตค่ะหนหน้าเอาใหม่นะปล่อยทีเด็ดให้มันเสมอต้นเสมอปลายไปเลย

TVXQ : Mirotic (Myspace#75)


TVXQ : Mirotic : Dance-Pop/R&B/8Electronic/Hip-Hop (84%)

ก่อนหน้านี้เขียนถึง 2PM ไปพร้อมกับลั่นวาจาไว้ว่าจะไม่เขียนวิจารณ์งานของศิลปินเกาหลีท่านใดอีกเพราะว่า "กลัวจะติดใจ!!!" ที่ไหนได้มันสายไปเสียแล้วล่ะเจ้าค่ะพี่น้องเอ๋ย...สัจจะเป็นสิ่งที่หากับแนสทิน่ามาไม่ได้ตั้งแต่ไหนแต่ไรเชื่อว่าเพื่อนๆที่เล่นบอร์ดมานานคงจะทราบกิตติศัพท์ดี ว่าแล้วก็อย่ากระนั้นเลยค่ะมายสเปซครั้งที่75นี้ขอจำแลงกายเป็นแคสสิโอเปียสาวสวยชั่วคราวกับรีวิวสั้นๆของ "TVXQ" หรือ "ดงบันชิงกิ" ที่สาวกเคพ็อพบ้านเราคลั่งไคล้กันดีนั่นแหละ โดยอัลบั้มที่เลือกมาเขียนคือ Mirotic ซึ่งส่วนตัวดีใจที่เลือกไม่ผิดจริงๆเพราะเป็นงานเพลงเกาหลีที่เรียกได้เต็มปากเต็มคำว่า "ดนตรีระดับก้าวหน้า" โดยแท้เหนือสิ่งอื่นใดอัลบั้มนี้คือหนึ่งในความสุขของดิฉันยามที่ติดแหง็กอยู่ในคอนโดกับระดับน้ำท่วมความสูงกว่า2เมตร....ถ้าไม่ได้งานของพวกคุณมาฟังคลอเคลียเป็นเพื่อนดิฉันคงบ้าไปแล้ว ต้องขอบคุณดงบังจริงๆ

จะว่าไปรีวิวอัลบั้มของดงบังชิงกินี่เคยถูกรีเคสต์มาก่อนหน้านี้แล้วนะคะโดยคุณน้อง Popparazzi ที่เคยโฆษณาไว้ว่าวงนี้ทำเพลงดีมีชั้นเชิงมากมายอย่างนั้นอย่างนี้...ซึ่งตอนนั้นดิฉันไม่เชื่อและก็ไม่เคยสนใจจะฟังเพลงเกาหลีเลยแม้แต่นิดเดียวก็เลยปฏิเสธไป...

...พอมาเจอกับตัวเองจังๆเท่านั้นแหละค่ะถึงขั้นช็อกด้วยความที่อัลบั้มนี้เป็นอะไรที่โตและเข้มขึ้นกว่างานของดงบันชิงกิในอุดมคติรวมถึงที่เคยฟังมาผ่านๆชนิดค่อนข้างไกลลิบ - - ไม่เคยฟังอัลบั้มของพวกเขาก็จริงแต่เพลงก่อนหน้านี้ที่เป็นซิงเกิ้ลก็ต้องมีผ่านหูบ้างล่ะนะคะวงดังขนาดนี้ - - ภาพรวมอาจจะนิ่งขึ้นกว่าดงบันชิงกิในช่วงแรกๆนะคะจากยุคที่เปิดตัวใน Tri-angle อ้างอิงข้อมูลจาก Wikipedia ว่าเป็นงานเคพ็อพผสานร็อคและอาร์แอนด์บีใน Mirotic นี้พวกเขาก้าวมาเล่นกับอะไรที่หลากหลายมากขึ้นด้วยภาคดนตรีที่ข้ามขั้นเข้ามายืนในระดับที่เป็น "พ็อพ" แบบสากลมากขึ้นคือไม่จำกัดอยู่แต่ในขอบเขตุของ Korean Pop หรือเป็นศิลปินทีนพ็อพแบบเดิมโดยเนื้องานไต่ระดับก้าวไปแตะความเป็นเออร์บันที่เข้มข้นขึ้นด้วยภาคของอาร์แอนด์บีหลายรีดับตั้งบแต่บีทของสตรีทอาร์แอนด์บีแบบบอยแบนด์ ฮิพฮอพยันพวกบัลลาดแอบบโซลฟูลโชว์การประสานเสียงนวลเนียนและพลังเสียงชวนขนลุกทีเดียวนอกจากนี้ในส่วนของงานอัพเทมโปยังแฝงด้วยรสชาติของโอลด์สคูลแบบฟั้งค์กี้ย์ดิสโก้ที่พวกศิลปินผิวสีฝากมะกันชอบทำกันเกลื่อนในยุคนี้ตบด้วยอิเล็คโทรนิคและอดัลท์คอนเทมโพลารีย์ในงานบัลลาดและมิดเทมโพต่างๆเป็นอันเสร็จพิธี

ขอแซมเพิ่ลเพลงที่ชอบสักหน่อยเริ่ดสุดต้องยกให้ไทเทิ่ลแทร็คอย่าง Mirotic เป็นงานเคพ็อพที่หลอมเข้ากับเออร์บันได้เท่ห์มากๆด้วยบีทของสตรีทอาร์แอนด์บีเท่ห์ๆที่ปะทะเข้ากับมิติของดนตรีเต้นรำผสานอิเล็คโทรนิคแบบบอยแบนด์ ส่วนตัวฟังแล้วนึกถึงยุครุ่งโรจน์ของ Backstreet Boys กับ N'sync นับว่าดงบังชินกิสามารถนำวัฒนธรรมเหล่านั้นกับมาโลดแล่นได้อย่างมีชั้นเชิงโดยแท้ แทร็คต่อไป Wrong Number นี่เป็นมิดเทมโพอาร์แอนด์บีเพราะๆผสานอารมณ์โซลฟูลนวลเนียนและบทฮิพฮอพชวนโยก สำหรับคอเพลงสากลถ้าคิดไม่ออกก็ขอให้นึกถึงงานที่เจอร์เมน ดูพรีชอบทำให้มารายห์ แครีย์ประมาณนั้นแหละ Picture of You บัลลาดแรกเริ่มของอัลบั้มแม้จะดูสูตรสำเร็จไปนิดแต่ก็เพราะเข้าขั้นดีทีเดียว ฟังแล้วให้คะแนนผ่านเข้ารอบหนึ่งในเพลงที่ดีที่สุดได้โดยง่าย สำหรับ You're My Melody นี่เป็นเพลงที่ฟังแล้วประทับใจตั้งแต่รอบแรกเลยทีเดียวต้องขอชมว่าคนเกาหลีทำเพลงแบบนี้ได้เก่งจริงๆ งานเคพ็อพใสๆบนบีทอาร์แอนด์บีเมโลดี้เพราะๆพร้อมด้วยท่อนคอรัสไพเราะขาดใจเป็นไม้ตายชนิดที่เรามักจะได้ฟังกันในซีรียส์เกาหลีนั่นแหละเพราะมากๆค่ะ Crazy Love กับ Rainbow ก็เป็นสองเพลงเต้นรำสวยหรูบนซาวนด์โอลด์สคูลแบบฟั้งค์กีย์ดิสโก้ในแบบที่พวกคุณหญิงคุณนายฟังแล้วต้องปลื้มไปหลายตลบ ปิดท้ายกับ Flower Lady งานพ็อพอาร์แอนด์บีโดดเด่นด้วยการร้องกึ่งอะแค็พเพลล่าแบบที่บอยทูเม็น เบบีย์เฟซและแฟรงกี้ย์ เจชอบทำนั่นแหละเป็นอีกเพลงที่ต้องบอกว่าเพราะมากๆของอัลบั้มเลยทีเดียว (สำหรับ Forgotten Season กับ Love in the Ice แม้ว่าจะไม่ขอพูดถึงแต่ก็ไม่ควรพลาดนะคะ เป็นเพลงที่ดีเป็นอันดับต้นๆของอัลบั้มเช่นกัน)

ก่อนจากคงจะต้องบอกว่าไม่สงสัยจริงๆว่าทำไมเหล่าแคสสิโอเปียถึงได้ยก5หนุ่มนี้ให้เป็น "เทพเจ้าแห่งวงการดนตรี" ของเกาหลี...แม้ส่วนตัวจะไม่ได้ฟังเพลงเกาหลีอะไรมากนักแต่ Mirotic นี่ขอยกให้เป็นงานดนตรีที่เอาชนะใจของดิฉันได้ชนิดที่ไม่เหลืออะไรให้ครหาโดยแท้

Javier Colon : Come Through For You : 82%

















Javier Colon : Come Through For You : 82%












หลังจากที่แนสทิน่าหายหน้าหายตาไปเนื่องจากเกิดน้ำท่วมสูงเป็นประวัติการณ์ชนิดที่เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ไม่เคยเจอน้ำอะไรมันเยอะขนาดนี้มาก่อน - - ขนาดระดับคนที่เขาเรียกได้ว่าเป็นรุ่น "โคตรพ่อโคตรแม่" ของดิฉันยีงบอกมาเหมือนๆกันว่าเกิดมาพวกกูก็ไม่เคยเจอ - - เอาเป็นว่าก็ชุ่มช่ำรับปีมังกรน้ำกันไป...คนแถวนร้เขาเป็นปกติแล้วดิฉันก็ขอเป็นปกติกับเขาบ้างสิคะ!!! ว่าแล้วก็เลยมานั่งเฟ้นหาอัลบั้มที่จะรีวิวตอนรับชีวิตใหม่หลังโดนน้ำกัดเซาะมานานจนราขึ้น บทสรุปไปลงเอยเอากับอัลบั้มของ ฮาเวียร์ โคลอน ผู้ชนะรายการ The Voice ซีซั่นแรกที่คุณน้องพาราไดเซอร์สู่อุตส่าห์หยิบมาฝากดิฉันทางเฟซบุ๊คส์ให้โหลดไปฟังเล่นแก้กลุ้มระหว่างใช้ชีวิตเลียบคอนโดติดน้ำไปพลางๆ งานนี้ดิฉันก็ Come Through For You มาสำหรับผู้อ่านทุกๆท่านเช่นกันค่ะ - - แนสทิน่านี่หนังเหนียวนะยิ่งโดนคนด่ามากๆโดนคนแช่งให้ออกจากบอร์ดไปมากๆนี่ยิ่งอยู่นาน แต่เวลาไม่มีใครด่าก็จะหาเรื่องลาบอร์ดไปเอง...แบบนั้นแหละค่ะ






















รูปแบบดนตรี






















ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าคุณพี่ฮาเวียร์คนนี้หาใชศิลปินหน้าใหม่แกะกล่องอย่างที่หลายๆคนเข้าใจแต่ประการใด เพราะว่าคุณพี่เคยออกอัลบั้มมาตั้งแต่ปี2003โน่นแล้วโดยก่อนหน้าที่อเมริกันชนจะได้รู้จักไปทั้งประเทศนี่คุณพี่เขาก็เคยออกงานมาสองอัลบั้มด้วยกันคือ Javier กับ Left Of Center รวมถึงมีอีพีอัลบั้มอคูสติคหนึ่งชุดชื่อว่า The Truth ดังนั้นใครที่ปากแมวไปด่าแขวะคุณพี่เขาว่าพยายามจะเป็นบรูโน่ มารส์นี่ขอให้ปิดปากให้สนิทชิดซ้ายแล้วไปไกลๆเลยนะคะ ขานั้นมาหลังเขาตั้งนาน!!!




















มาที่ภาคดนตรีของ Come Through For You นี่อิฉันจะบอกว่าคุณพี่เขาทำพ็อพอาร์แอนด์บีนี่ก็กระด๊าก กระดากปากว่ะค่ะท่านผู้อ่านด้วยความที่งานของพี่นี่มันพ็อพทั้งดุ้นจริงๆอดัลท์คอนเทมโพรารีย์และเมนทสตรีมสุดๆงานเพลงสูตรสำเร็จแบบพวกไอดอลที่ทำออกมาเอาใจอเมริกันชนและมหาชนโดยแท้ - - แต่คนฟังเขาจะหันมามีใจให้มั้ยนี่ก็อีกเรื่องนะพี่นะ - - อาร์แอนด์บีและโซลนี่ติดมาแค่สรรพสำเนียงจากการเป็นคนผิวสีก็แค่นั้น...เอาแล้วสิไอ้เราก็คิดว่าจะได้ยินภาคใหม่ของเบบี้ย์เฟซไม่ก็ไบรอัน แม็คไนท์กลับกลายเป็นภาคจางๆแต่หวานละมุนอบอุ่นไม่แพ้กันของคุณพี่ทุนเด ไบเยวูจาก Lighthouse Family แล้วก็พี่ไซม่อน เว็บบวงบลูส์ไปซะได้รวมถึงใครที่ชอบงานชุดแรกของการ์เร็ธ เกตต์ไอดอลฝั่งผู้ดี นิค ลาเชย์อดีตสามีของเจสซิมดิว่าผู้ล่วงลับ โรแนน คีททิ่งยันแฟรงค์กีย์ เจและโดยเฉพาะอย่างยิ่งเคร็ก เดวิดนี่ท่เจอชุดนี้รักกันตายแน่ๆ


















จุดด้อย


















เพลงแบบนี้นะคะแม้ว่าจะเป็นสูตรสำเร็จที่ฆ่าไม่ตายก็ตามแต่มันก็ล้าไปมากแล้วนะที่จะตีตลาดอเมริกาในยุคนี้เพราะคนอเมริกันเขาก็หันไปหาสูตรสำเร็จแบบเคชช่า วิลไอแอม เรดวันอะไรพวกนี้กันแล้วแถมอีแบบนี้นี่ออกมาค่อนข้างจะช้าเกินไปที่จะขายได้ในยุคนี้นะคะ ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ใช่ว่าเพลงของคุณพี่ไม่ดีนะคะทั้งอัลบั้มมันก็เพราะดีฟังเพลินฟังง่ายฟังสบายแต่มันเฝือมากแล้วจ๊ะที่รักแถมทำงานของตัวนี่มีแต่ความเพราะอ่ะแต่ไม่มีพลังอะไรที่โดดเด่นออกมาจากศิลปินอีกหลายๆท่านที่เขาก็ยังทำเพลงแนวๆนี้ขายอยู่เหมือนกัน บางทีอัลบั้มที่เพราะก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นอัลบั้มที่ดีสำหรับคนฟังยุคนี้ก็เป็นได้เช่นเดียวกันกับที่ว่าอัลบั้มที่เพราะเอาใจมหาชนในยุคนี้อาจจะไม่ใช่งานที่จะสามารถขายมหาชนได้กว้างขวางก็เป็นได้...ปัญหาคือคุณพี่และทัมงานต้องวิ่งตามโลกให้ทัน ยุคนี้ต่อให้ชนะอเมริกันไอดอลมาแต่ถ้าไม่มีจุดเด่นอะไรเลยในตัวตนและผลงานมีนก็แค่นั้นแหละค่ะพี่ขา


















ป.ล. ในอเมริกาดิฉันไม่ทราบว่ากระแสตอบรับคุณพี่เป็นอย่างไร แต่ในไทยนี่งานแบบนี้คนต้องชอบแน่ๆเลยทีเดียวถ้าแป๊กก็มาทำขายในไทยก็ได้นะคะ
















แทร็คเด็ด
















Life Is Getting Better (4/5) เพลงเปิดอัลบั้มที่ไพเราะเหลือร้าย ส่วนตัวชอบการยำเอาจังหวะเร็กเก้ใสๆน่ารักเข้ากับสูตรสำเร็จของดนตรีอาร์แอนด์บีพ็อพโพรแพรมมิ่งไม่ซับซ้อนมากแต่ก็ได้เพลงที่มีลูกเล่นเหลือร้าย เด็ดขาดตรงท่อนคอรัสที่เพราะขาดใจชนิดที่ทำให้อดคิดถึงงานเพราะๆของการ์เร็ธ เหตต์ชุดแรกไม่ได้อารมณ์ใกล้เคียงกันมากทีเดียว Runnin (4/5) แทร็คถัดมา โดดเด่นด้วยบีทอาร์แอนด์บีและกีตาร์อคูสติคที่ดูเหมือนพยายามจะทำเป็นงานอคูสติคโซลแต่ท้ายที่สุดแล้ว แหมมม๊ ไหงกลายเป็นงานอดัลท์คอนเทมฌพลารีย์หวานแหววไปได้ Raise Your Hand (4/5) งานบัลลาดอาร์แอนด์บีสูตรสำเร็จที่เพราะมากๆอีกเพลง มาที่ Happy Sinner (4.5/5) แทร็คที่ส่วนตัวดิฉันคิดว่าน่าจะชอบมากที่สุดแล้วในอัลบั้ม ไม่ต้องอัไรมากมายแค่เสียงโซลอบอุ่นนวลเนียนบนกีตาร์อคูสติคเรียบง่ายเคล้าโพรแกรมมิ่งอาร์แอนด์บีพ็อพสูตรสำเร็จบวกด้วยท่อนคอรัสที่ไพเราะกระซวกใจ แค่นี้ก็เพียงพอแล้วมั้ง อีกแทร็คโปรดคงหนีไม่พ้น How Many People Can Say That (4.5/5) ฟังแล้วคิดถึงเพลง No Worries ของตาไซม่อนวง Blue ดูมีความเป็นเออร์บันมากสุดในอัลบั้มแล้ว






สรุป






กล้ายืนยันนะคะว่าแม้จะไม่มีอะไรที่น่าตื่นตาตื่นใจให้ฟังในอัลบั้มนี้แต่ก็ไม่มีอะไรเลวร้าย Come Through For You นับว่าเป็นงานที่เพราะมากๆและคงเป็นตัวเลือกที่ดีที่เดียวสำหรับใครที่เบื่อกับกับพวกอิเลฌคโทรพ็อพ ฮิพฮอพและพวกเอะอะอะไรก็ดั๊บสเต็ปบนชาร์ต งานชุดนี้นี่ถือว่าเป็นพ็อพสะอาดๆขาวใสบริสุทธิ์อมชมพูนิดๆสำหรับเอาไว้ล้างหูได้ดีโดยแท้

วันศุกร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Chris De Burgh : Footsteps 2 (Myspace#74)












Chris De Burgh : Footsteps 2 : Pop/Adult Contemporary (98%)


















นั่งวิจารณ์เพลงมาล่อเข้าจะ10ปีดีดักก็ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าวันหนึ่งจะมาถูกใจเอาอัลบั้มคัฟเว่อร์เข้าอย่างจังชนิดที่นั่งฟังไปก็อดอมยิ้มตามไปไม่ได้ - - ทั้งที่ก่อนหน้านี้เกลียดและยี้งานจำพวกนี้และพวกงานรีมิกซ์ชนิดเข้าไส้
















งานที่ว่าคือ Footsteps 2 อัลบั้มจากศิลปินชาวอังกฤษ/ไอริช Chris De Burgh ที่เป็นการต่อยอดจากชุดแรกในปี2009โดยการนำเพลงสุดอมตะคลาสสิคทั้งหลายแหล่ของศิลปินระดับทั้งตำนานและไม่เคยรู้จักมักจี่มาก่อนในชีวิตนี้ของดิฉันมาคัฟเว่อร์ใหม่ในแง่มุมที่สะท้อนถึงความเป็นไปของสภาพการณ์ยุคปัจจุบันตามทัศนะของศิลปินคนเก่งเสียงเพราะม๊ากกกกกผู้นี้....อย่า อย๊า อย่าๆๆๆๆอย่าเพิ่งยี้หรือด่ากันงานนี้เป็นงานที่เอามา "ทำใหม่" จริงๆค่ะไม่ใช่งานแบบแค่เอามา "ร้องใหม่" ดักดานจึงไม่ต้องกังวลว่าจะเสียเวลาเปล่าๆปลี้ๆกับการเสพย์ดนตรีไร้คุณภาพ เพราะนอกจากเพลงที่เขาคัดมาจะไพเราะคุ้นหูทุกเพลงแล้วยังถึงในแง่ของการเรียบเรียงเป็นงานพ็อพแบบอดัลท์คอนเทมโพลารีย์คุ้นหูพร้อมสรรพด้วยลูกเล่นร็อคนิดๆ โฟล์คจางๆ โซล กอสเพล บอสซาโนว่าและแจ๊ซซ์ผสมผสานกันไปตามเรื่องแถมตัวศิลปินเองเขายังร้องได้เพราะไม่แพ้ต้นฉบับทีเดียว เรียกได้ว่าเป็นงานคัฟเว่อร์ที่ทำเพื่อทริบิวต์แสดงความเคารพได้อย่างเปี่ยมจิตวิญญาณโดยแท้












ถ้าจะให้แนะนำเพลงก็อยากจะบอกว่าน่าจะฟังมันทั้งอัลบั้มเพราะจะสามารถจับและเข้าถึงคอนเส็ปท์ที่เขาต้องการจะสื่ออกมาได้ครบถ้วน แต่ถ้าอยากจะเลือกฟังทีเด็ดจริงๆนี่เลยค่ะ While You See A Chance คัฟเวอร์จากงานเก่าของสตีฟ วินวู้ดส์เป็นงานพ็อพกระจ่างใสเจือซอฟต์ร็อคเปิดอัลบั้มได้แพรวพราวน่ารักๆมากๆฟังแล้วคิดถึงอารมณ์เพลงพวกยุค70ขึ้นไปจนต้นๆ80 Let It Be นี่ไม่แน่ใจว่าต้นฉบับเป็นของจอห์น เลนนอนรึเปล่า (หรือของ The Beatles ทั้งวง) เพราะไม่ได้ฟังนานแล้วเป็นเพลงที่เรียบง่ายและแลดูสูตรสำเร็จทีสุดแล้วอัลบั้มซึ่งหมายความว่าอีแบบนี้และหมู่เฮาจะต้องชอบกันแน่ๆ ในแง่ของพลังนับว่าดีที่สุดแล้วของงานชุดนี้แต่ส่วนตัวกับชอบ Blue Bayou คัฟเว่อร์ของรอย โรบินสันมากกว่าเป็นงานอคูสติคแบบบราซิลเลี่ยนเจือบอสซาโนว่าเพราะมากๆ S.O.S. คัฟเวอร๋งานจาก Abba ชอบการเรียบเรียงดนตรีที่น่าสนใจมากๆนอกจากจะติดกลิ่นของความเป็นพ็อพยุค70เบิอบานแช่มชื่นแล้วยังงดงามด้วยความเป็นอดัลท์คอนเทมโพลารีย์กึ่งคลาสสิคคัลที่เครื่องดนตรีทุกชิ้นทำงานได้ดีประหนึ่งมีชีวิต Lady Madonna นี่ทำออกมาเอาใจคนชอบแจ๊ซซ์ Time In A Bottle นี่เครื่องสายกรีดกรายโหยหวนบาดใจมากๆพวกที่ชอบฟังงานบัลลาดชุดหลังๆของคริสทิน่า อากิเลร่าอย่าง Hurt,You Lost MeหรือBound To You คงจะชอบ In The Ghetto ฟังการนำเสนอแล้วคิดถึงอาร์แอนด์บีโซล70แบบมาร์วิน เกย์เพียงแต่คุณคริสมาแบบเน้นพ็อพและกอสเพลมากกว่า On A Christmas Night กอสเพลจำพวกคริสมาสต์แครอลในช่วงเวลาแย่ๆแบบนี้ฟังแล้วรู้สึกอบอุ่นและมีกำลังใจมากๆ "ขอพระผู้เป็นเจ้าทรงคุ้มครองประเทศไทย" ปิดท้ายกับ Every Step Of The Way พ็อพโฟล์คสวยงามบรรเจิดใจเกินจะจินตนาการ






คะแนนอาจจะแลดูสูงไปสำหรับงานจำพวกคัฟเว่อร์แต่เชื่อเถอะว่างานนี้มันมีดีที่ความเพราะและเนื้อหาชนิดปฏิเสธไม่ได้แม้จะเอาของคนอื่นมาร้องแต่ทำออกมาแล้วมันแลดูมีค่าแถมแสดงให้เห็นถึงจิตวิญญาณที่เคารพอย่างเต็มเปี่ยมก็ว่าไม่ได้ นอกจากนี้ยังเป็นอัลบั้มที่มากถูกที่ถูกเวลาเหนือสิ่งอื่นใดแล้วคนสำคัญของดิฉันท่านชอบอัลบั้มนี้เอามากๆเสียด้วยสิคะ...แค่นี้ก็เพียงพอแล้วต่อเหตุผลที่ดิฉันจะให้5ดาวเต็มสวยๆ หามาฟังกันเถิดเพื่อนฝูง วู้ว!!!

วันพฤหัสบดีที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2554

2PM : The First Album 1:59 PM (Myspace#73)


2PM : The First Album 1:59 PM (Myspace#73) : K-Pop (79%)

จะว่าไปมีผู้อ่านหลายท่านเหมือนกันส่งอีเมลล์มายุให้เขียนวจารณ์อัลบั้มเพลง "เกาหลี" สักชุดซึ่งดิฉันก็ทำเอาหูไปนาเอาตาไปไร่หาได้ใส่ใจไม่ตลอดเนื่องจาก "ไม่ใช่แนว!!!" (ส่วนตัวไม่ได้ติดตามสนับสนุนงานดนตรีจากฝากเกาหลีแต่ก็ไม่ได้แอนตี้อะไรนะคะ) แต่แหมเมื่อวันเวลามันเดินผ่านไปอะไรๆก็เปลี่ยนนะคะเช่นเดียวกับคอนเส็ปท์ของแนสทิน่าที่ชีวิตนี้ว่าไว้ว่าจะไม่ยอมฟังเพลงเกาหลีสักอัลบั้ม แต่ไปๆมาๆด้วยความที่ช่วงนี้วงการดนตรีสากลมันช่างซบเซาน่าเบื่อเหลือเกินศิลปินทีร่ชอบอย่าง Coldplay กับเจมส์ มอริสันก็เขียนถึงไปแล้ว ริฮานน่า,มาดอนน่ากับคริสทิน่า อากิเลร่าก็ยังไม่ออกก็เลยไม่เหลืออะไรให้ตื่นเต้นกันละซิทีนี้ว่าแล้วหางานเพลงเกาหลีดีๆสักอัลบั้มมาฟังขัดตาทัพช่วงนี้ก็ดีเหมือนกันนะคะ

อัลบั้มเกาหลีชุดแรกในชีวิตที่เลือกมาฟังคือ 1:59 PM สตูดิโออัลบั้มชุดแรกของ 2PM ที่จะว่าไปก็เป็นเกาหลีวงแรกและวงเดียวนี่แหละที่ทำให้สนใจจะลองมาสัมผัสกับวัฒนธรรมของดนตรีแดนกิมจิกับเขาบ้างจริงๆแล้วตอนแรกกะจะเขียน Hands Up งานชุดล่าสุดที่เพิ่งวางขายไปช่วงกลางปีแต่แหมคนเราถ้าคิดจะทำความรู้จักกันก็น่าจะติดตามกันซะตั้งแต่ชุดแรกไปเลยมากกว่านะคะ - - จะว่าไปแค่นี้ก็พลาดพอแล้วเพราะก่อนหน้านี้หนุ่มๆก็ออกมินิอัลบั้มมาล่วงหน้างานสตูโออัลบั้มถึง2ชุดด้วยกัน

ท้าวความถึงพวกหนุ่มๆเป็นเกร็ดเล็กๆน้อยๆกรุบกริบคือทั้ง7เทพบุตรนี่ได้เข้าร่วมแข่งขันในรายการ "Hot Blood Guys" เรียลลิตี้สุดฮอตของทางเกาหลีจากค่าย JYP Entertainment โดยรายการนี้จะเฟ้นหา10หนุ่มที่เข้าตากรรมการมาปั้นเป็นศิลปินบอยแบนด์จำนวน10ท่านจาก13ชีวิตที่เข้ามาแข่งขัน โดย3กระทาชายที่เสียงไพเราะทรงพลังกังวานนี่จะได้เข้าร่วมเป็นสมาคมเดียวกันในนาม 2AM ส่วนอีก7ชายที่เหลือนี่ทางสังกัดรีเควสต์มาว่าขอแบบเท้าไฟเต้นเก่งระดับเทพซึ่งผ่านการคัดสรรมาอย่างดีแล้วบทสรุปจึงไปลงเอยกันที่ ปาร์คแจบอม (อดีตหัวหน้าทีมที่ลาออกจากวงไปด้วยปัญหาพิพาทจากข้อความในมายสเปซ),โอคแทคยอน(หมอนี่แร็พเก่งพอตัวทีเดียว),นิชคุณ(ชายไทยหนึ่งเดียวในวงได้รับสมญาว่า "เจ้าชายแห่งเอเชีย"),ฮวางชานซอน (น่ารักอยู่นะ),อีจุนโฮ,คิมจุนซูและจางอูยอง (ขวัญใจป้าก๊อฟ ศรีวิการ์อดีตกองปอป) ซึ่งก่อตั้งขึ้นในนาม2PM - - วงนี้นี่เครดิตดีถึงขั้นคุณ "พัคจินยอง" เจ้าของบริษัทออกมาอวยเป็นการใหญ่ว่าภูมิใจอย่างหาที่เปรียบไม่ได้เพราะ10ปีมานี่ไม่เคยปั้นบอยแบนด์สักวงเลยให้ตายงานนี้ถ้าพวก2PMไม่มีความโดเด่นวิเศษวิโสไปกว่าบอยแบนด์วงอื่นๆในเกาหลีล่ะก็ให้ตายกระผมก็จะไม่มีวันเปิดตัวพวกเขาหรอกจริง จริ๊งงงงงไม่ได้โกหก - - เออเชื่อก็เชื่อค่ะ!!!

สำหรับภาคดนตรีโดยรวมของหนุ่มๆในอัลบั้มนี้เป็นงานพ็อพร่วมสมัยที่ตลบอบอวนไปด้วยการผสมผสานกลิ่นอายของดนตรีผิสีอย่างอาร์แอนด์บี ฮิพฮอพ แร็พข้ามฝากไปเล่นกับดนตรีเต้นรำโดยเน้นบีทอิเล็คโทรนิคเก๋ไก๋กระฉึกกระฉักกระชากใจเป็นหลักเข้ากับการเรียบเรียงนำเสนอตามวัฒนธรรมของอุตสาหกรรมดนตรีเมนทสตรีมของแดนกิมจิในยุคปัจจุบัน สิริรวมออกมาเป็นดนตรีแนว "เคพ็อพ" หรือ Korean Pop อันเปี่ยมไปด้วยสีสันที่แฟนดนตรีชาวเอเชียบัญญัติขึ้นเรียกกันติดปากเพื่อเป็นการสดุดีอิทธิพลของดนตรีพ็อพจากฝากเกาหลีที่กระจายอิทธิพลไปอย่างขจรไกลใหญ่บึ้มในช่วงไม่กี่ปีมานี้

ถามว่าชอบเพลงไหนในอัลบั้มนี้ขอเริ่มต้นจาก Heartbeat ที่ส่วนตัวชอบการเรียบเรียงดนตรีเปิดตัวจากการแร็พเก๋าๆเท่ห์ๆพัลวันตับแล่บสำเนียงแปร่งหูแต่ก็เก๋ไปอีกแบบพร้อมกับบีทจากเสียงสังเคราะห์ประหนึ่งเสียงเต้นของหัวใจที่ดังเป็นแบ็คกราวนด์ตบตามด้วยบีทอิเล็คโทรนิคเต้นรำเก๋ๆที่หลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกับอาร์แอนด์บีฮิพฮอพได้อย่างลงตัวไปกันได้ดีกับท่อนคอรัสที่เกลี่ยออกมาได้พ็อพจัดพ็อพจ๋าติดหูเหลือหลายเป็นนหึ่งในเพลงเกาหลีที่เท่ห์ที่สุดเท่าที่เคยฟังผ่านๆหูมาเลยทีเดียว ในอัลบั้มยังมี Red Light Remix ที่สลับให้มีความเป็นอาร์แอนด์บีและฮิพฮอพที่เข้มข้นขึ้นโดยการพรมเพียโนตามสไตล์ของพวกคอนเทมโพรารีย์ที่อาร์แอนด์บีฝากตะวันตกนิยมเล่นกันพร้อมด้วยบีทฮิพฮอพที่ลดความกระฉึกกระฉักลงให้กลายเป็นสโลวแจม ฟังแล้วได้อารมณืเท่ห์ๆดิบๆไปอีกแบบเหมือนฟังดนตรีฮิพฮอพฝั่งเวสต์โคสต์ของพวกเอมิเน็มหรือฟิฟที่ย์เซ็นท์ ฟังเพลงที่สองเสร็จแล้วข้ามมานี่เลย Gimme The Light มิดเทมโพอาร์แอนด์บีหวานหยดเซ็กซี่หยาดเยิ้มตบด้วยอารมณ์โซลฟูลและลวดลายของบีทอาร์แอนด์บีกึ่งสตรีทอาร์แอนด์บีนิดๆเซ็กซี่ม๊ากกกกกฟังแล้วแถบจะละลายเช่นเดียวกับ Back 2U อีกหนึ่งงานอาร์แอนด์บีที่เพราะมากๆชนิดที่เอาไปอวด Usher ได้สบายๆก็แล้วกัน แหมมมม๊ เห็นคนเอเชียทำงานผิวสีแบบนี้ออกมาได้ดีไม่แพ้เจ้าของเขาแล้วมันก็ประทับใจอย่างบอกไม่ถูกเนอะ ที่สุดยอดเลยก็คงจะหนีไม่พ้นซิงเกิ้ลเดบิ้วท์อย่าง 10 Points Out Of 10 ครบเครื่องในการสะท้อนวัฒนธรรมของความเป็น "เคพ็อพ" ออกมาได้ชัดเจนที่สุดตั้งแต่บีทอิเล็คโทรนิคพ็อพติดซินธิไซเซอร์กระตุกๆและเสียงสังเคราะห์ในช่วงต้น สรรพสำเนียงการแร็พอันเป็นเอกลักษณ์ กีตาร์ร็อคกร่างๆดิบไปจนถึงท่อนคอรัสที่แบบนี้เท่านั้นแหละที่ศิลปินเกาหลีเท่านั้นที่จะทำออกมา อ๋อ แถมอีกนิดว่าประทับใจช่วงเบรคเอ๊าท์ที่ออกแนวโอลด์สคูลอาร์แอนด์บีติดฟั้งค์กี่ย์นั่นก็เท่ห์ไปเลย วู๊ยยยยย เพอร์เฟคค่ะ เพลงที่ชอบที่สุดก็คงจะเป็น Only You ซิงเกิ้ลที่สองที่งานนี้มาในแบบอคูสติคมิกซ์เป็นงานพ็อพอคูสติคใสๆไปจนถึงชิลล์กึ่งอะแค็พเพลล่าที่แทรกโพรแกรมมิ่งอาร์แอนด์บีและท่อนแร็พออกมาได้ถูกที่ถูกเวลาไพเราะอลังการสุดๆ เหมาะกับเปิดฟังจิบกาแฟบยามเช้าๆพลางนั่งประดิษฐ์ท่าทางว่าตัวเองเป็นนางเอกเกาหลียัยตัวร้ายยัยนางมารที่นั่งรอเจ้าชายเย็นชาโอเลี้ยงอะไรนั่นมาขายขนมจีบแบบบอกไม่ถูก หึหึหึ Again&Again อีกหนึ่งเพลงเก่งของทางวงที่เปิดบ่อยเหลือเกินในบ้านเราเทียบกับซิงเกิ้ลก่อนหน้านี้นี่รู้สึกเหมือนกับว่าจะเน้นความเป็นอิเล็คโทรนิคและพ็อพมากขึ้นมากกว่าพวกเออร์บัน...ก็เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับการจะตีตลาดเมนทสตรีมเพราะไม่ดิบและติดหูฟังเพลินมากๆ I Hate You ที่บอกว่าเป็นเล้าจ์นมิกซ์แต่พอฟังแล้วดันโฉ่งฉ่างสุดพระเดชพระคุณประหนึ่งเทคโนฟั้งค์กีย์การาจกรู๊ฟมิกซ์ซะมากกว่าพวกคอยูโรแด๊นซ์ไม่ก็เฮ้าส์แบบเดวิด เกตต้ายุคแรกๆน่าจะชอบนะคะ...มันส์ดีเหมือนกัน เพลงสุดท้าย You Might Come Back ฉบับบอสซาโนว่าเพราะพริ้งไม่ผิดหวังแน่นอน

ต๊ายยยยย รีวิวงานนี้แล้วก็คงจะไม่เขียนงานของศิลปินเกาหลีใดๆอีกแล้ว...ไม่ใช่อะไรหรอกกลัวจะ "ชอบ" ขึ้นมาน่ะแถมวงนี้มาบ้านเราบ่อยซะเหลือเกิน ดิฉันเคยจำวีรกรรมสมัยที่ อดัม ริคคิทท์ มาไทยได้ค่ะว่าตัวเองบ้าผู้ชายขนาดไหนถึงขั้นยอมเกือบที่จะซ้ำชั้นหนีค่ายลูกเสือไปดูกันเลยทีเดียว...งานนี้คงต้องรีบเบรคตัวเองไว้ก่อนเพราะแค่เป็นดิว่าปากหมาสุดๆในบอร์ด FF นี่คนเขาก็เกลียดขี้หน้าจนไม่ค่อยมีใครอยากจะสมาคมกับแนสทิน่าเท่าไรแล้ว ลองถ้าดิฉันกลายร่างเป็น "ติ่ง" ไปอีกนี่โลกแตกก่อน2012แน่นอน โฮะๆๆๆๆๆๆ - - จะโดนตบก็อีคราวนี้นั่นแหละ

วันอังคารที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Rihanna : Music Of The Sun (Myspace#72)
















Rihanna : Music Of The Sun : Pop/R&B/Reggae/Dancehall (74%)




























หลังจากที่หอบความประทับใจกระบุงใหญ่ให้เจมส์ มอริสันกับColdplayไปแล้วตอนนี้ก็ถึงเวลาตั้งตาคอยงานใหม่จากศิลปินสุดโปรดอีกคนหนึ่งนั่นคือ Talk That Talk ของริฮานน่าที่กำลังจะออกในเดือนหน้าว่าแล้วก่อนที่จะได้ฟังงานใหม่กันเต็มๆมายสเปซครั้งนี้ก็ขอขุดงานเก่าของเธอที่เชื่อว่าป่านนี้ชาวบ้านร้านช่องคงจะได้ลืมกันไปหมดแล้วมาเขียนแนะนำก่อนจะได้ไปตื่นตาตื่นใจกับงานใหม่พร้อมๆกันนะคะ


























อัลบั้มที่เลือกมาเขียนคือ Music Of The Sun อัลบั้มเปิดตัวของเธอซึ่งก่อนอื่นต้องขอยอมรับว่าเพิ่งจะได้มาฟังงานชุดนี้เอาจริงๆก็ช่วงเดือนนี้เองเพราะก่อนหน้านี้ดิฉันไม่ค่อยจะชอบริฮานน่าเท่าไรจนหลังจากที่กระแสความสำเร็จของอัลบั้ม Good Girl Gone Bad เป็นปรากฏการณ์ไปทั่วโลกนั่นแหละเธอถึงจะกลายมาเป็นหนึ่งในศิลปินหญิงที่ดิฉันสนใจจับตามอง - - และแน่นอนเป็นหนึ่งในศิลปินหญิงที่ชอบที่สุดเป็นอันดับต้นๆของวินาทีนี้
























จากตอนแรกปรามาสน้ำหน้างานชุดนี้ไว้เยอะว่าต้องเป็นงานเร็กเก้เสี่ยวๆฉาบฉวยตามกระแสในช่วงนั้นที่ศิลปินหญิงจากแนวเทือกๆนี้จะขึ้นอันดับบนชาร์ตได้สูงมากอาทิ ลูมิดีหรือสองสาวนีน่า สกาย (ที่ขณะนี้ลงใต้ดินไปแล้ว) เป็นต้น ที่ไหนได้พอฟังแบบเต็มๆแล้วถึงกับต้องสะดุ้งโหยงด้วยความที่อัลบั้มนี้เป็นงาน "เร็กเก้พ็อพ" ที่เพราะมากๆคือมันอาจจะเป็นงานที่ค่อนข้างจะฉาบฉวยตามกระแสช่วงนั้นที่จับเอา "ริฮานน่า" ที่เอาจริงๆแล้วอาจจะไม่ได้ฝักใฝ่ในเร็กเก้จริงๆจังๆหรืออาจะมีอิทธิพลของดนตรีเร็กเก้พื้นเมืองจากบาร์บาโดสบ้านเกิดติดโครโมโซมมาบ้างมาทำเร็กเก้ซะเลยให้สมกับช่วงเวลา ผลที่ได้คือเหมือนกับเป็นการเอาดนตรี "พ็อพ" เนื้อแท้สอดไส้ไว้ด้านในแล้ววาดลวดลายด้วยภาคดนตรีเร็กเก้และกลิ่นอายของอารธยธรรมจากดนตรีแคริบเบี้ยนฉาบเปลือกนอกซึ่งคนที่เขาเป็นคอเร็กเก้จริงๆและหวังจะได้ยินงานแบบบ็อบ มาร์เลย์,แช็กกี้ย์หรือฌอน พอลอาจจะต้องผิดหวัง.....แต่ดาบนี้มีสองคมค่ะคุณเพราะผลดีมันดันข้ามฝากมาหาเราๆที่เป็นคอดนตรีพ็อพกันชนิดจังเบ้อเร่อด้วยความที่งานนี้มันดันผสมผสานออกมาได้อย่างลงตัวและร่วมสมัยมากจริงๆอย่างที่หนูริริแกโม้ไว้ตั้งแต่ตอนต้น อัลบั้มนี้จับเอาลูกเล่นของซาวนด์เต้นรำฝากแคริบเบี้ยนอย่างเร็กเก้,แด๊นซ์ฮอลล์และโซคา - - ดนตรีจำพวกคาลิพโซหรือดนตรีพื้นเมืองของอินเดีย - - มายำเข้ากับความร่วมสมัยของดนตรีพ็อพและอาร์แอนด์บีที่มีทั้งคอนเทมโพลารีย์อาร์แอนด์บีอารมณ์โซลฟูลกรีดกราย อาร์แอนด์บีกระฉึกกระฉักจำพวกคลับแด๊นซ์ไปยันพวกบีทอาร์แอนด์บีโพรแกรมมิ่งกระป๋องกระแป๋งก็มีมา ที่สำคัญเอามารวมกันไว้ได้อย่างเหมาะเจาะเหมาะใจถูกที่ถูกที่เวลาถูกที่คันและเพราะมากกกกกกกกกกกกกๆๆๆๆๆๆ...อีแบบนี้มันก็เลยออกมาพ็อพจ๋าร่วมสมัยถูกจริตคนฟังเพลงพ็อพอย่างเราๆด้วยประการฉะนี้แลค่า
















สำหรับเพลงที่ไฮไลท์ว่าต้องฟังคงหนีไม่พ้น Pon De Replay เพลงแจ้งเกิดอย่างสง่างามสวยสมของหนูริริที่เชื่อว่าทุกวันนี้แฟนๆของเธอคงยังไม่ลืมความเก๋ไก๋ร้อนแรงสุดพระเดชพระคุณของเพลงนี้จับเอาดนตรีแคริบเบี้ยนจำพวกแด๊นซ์ฮอลล์มาตีกับดนตรีพ็อพจำพวกคลับแด๊นซ์และซาวนด์เออร์บันดิบดำร้อนระอุตอบคอนเส็ปท์ของงาน "ดนตรีแห่งแสงตะวัน" ชุดนี้ได้อย่างสมบูรณ์ครบถ้วนโดยแท้ เป็นหนึ่งในเพลงเต้นรำที่ดีที่สุดตลอดกาลของริฮานน่าจริงๆกล้ายืนยัน Here I Go Again งานเร็กเก้พ็อพสุดเพราะฟังชิลล์ๆเพลินๆเจือด้วยลูกเล่นอาร์แอนด์บีแจมลงไปเล็กน้อยพอเป็นสีสันหยิบมาฟังทีไรก็รู้สึกอารมณ์ดีทุกครั้งต่อด้วย If It's Lovin' That You Want อันนี้นี่เป็นมิดเทมโพที่เร่งจังหวะขึ้นมาได้ชวนโยกมากขึ้นเช่นเดียวกับความร่วมสมัยและความเป็นอาร์แอนด์บีที่จัดจ้านขึ้นทั้งการเรียบเรียงและนำเสนอดนตรีซาวนด์สแครชเฟี้ยวฟ้าวไปทั่วเพลงเลยทีเดียวเก๋ดีที่สำคัญท่อนคอรัสเพราะมากๆ นี่ถ้าถอดอิทธิพลของดนตรีเร็กเก้ออกไปนี่จับไปเป็นเพลงของมารายห์ได้เลยนะนี่ Music Of The Sun ไทเทิ่ลแทร็คสุดแสนไพเราะจับใจชนิดที่ฟังแล้วต้องทึ่งเพราะไม่ได้คาดหวังไว้เลยว่าจะมาได้ยินดนตรีคอนเทมโพลารีย์จำพวกชิลล์แจ๊ซซ์ไฮโซแซมอาร์แอนด์บีหวานๆพอหอมประสานเร็กเก้จางๆที่หลีกทางให้ดนตรีอคูสติคขึ้นมาคุมทิศทางแทนเพราะและเซ็กซี่สุดๆถ้ามิกซ์ให้มีความเป็นอิเล็คโทรนิคหรือดาวน์เทมโพมากกว่านี้นี่เพลงแบบนี้จับรวมเข้าไปไว้กับพวกตระกูล Cafe Del Mar ได้อย่างไม่ขัดเขินทีเดียว มาที่ Let Me นี่สุดยอดทีเดียวโฉ่งฉ่างสุดพระเดชพระคุณกับการปะทะกำลังภายในกันระหว่างดนตรีคลับแด๊นซ์ ซาวนด์แคริบเบี้ยนและอาร์แอนด์บีแถมด้วยกลิ่นอายตะวันออกจำพวกเวิลด์เข้าไปที่ตายก็คือคนฟังตระกูลพวกกะเทย เกย์ เก้ง กวางทั้งหลายค่ะเพราะฟังแล้วต้องลงไปดิ้นพราดๆๆๆๆๆแน่นอน ปิดท้ายด้วย There's A Thug In My Life โดดเด่นเป็นประการแรกที่ภาคเนื้อหากระแทกใจชวนขบคิดแถมด้วยการเรียบเรียงตามวัฒธรรมอาร์แอนด์บีที่ไมธรรมดา เชื่อว่าคนฟังที่ชอบงานของมารายห์,แมรี่ย์ เจ ไบล์จ,เฟธ อีแวน,อแชนทิตลอดจนวิทนี่ย์ ฮุสทันในช่วงหลังๆมาฟังแล้วจะต้องชอบ อีกเพลงก็ได้กับ Now I Know เป็นคอนเทมโพลารีย์บัลลาดโซลฟูลอาร์แอนด์บีนวลเนียนและมีคลาสมากๆห่านโชว์เสียงได้อย่างเจิดจรัสสุดๆชนิดที่ช่วงหลังๆไม่ค่อยจะได้เห็นเธอทำแล้ว




ท้ายที่สุดรู้ตัวดีว่าพลาดของดีไปอย่างไมน่าให้อภัยตัวเองเลยจริงๆตั้ง6-7ปี พลาดม๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกก แอร๊ยยยยยย เสียดาย

วันจันทร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Coldplay : Mylo Xyloto : 100%





















Coldplay : Mylo Xyloto : 100%






































ขอบคุณความขี้เกียจที่ทำให้ดิฉันผล็อยหลับไปตั้งแต่บ่ายสองโมงกว่า ขอบคุณความหิวที่ทำให้ดิฉันตื่นมาหาอะไรกินช่วงตีหนึ่ง ขอบคุณเซเว่นอีเลเว่นสำหรับฮ็อทด็อกและแฮมเบอร์เกอร์ที่โดนเหมาไปจนเกลี้ยงสต็อกไม่เหลืออะไรให้คนสวยยาไส้ (ชิชะ!) ท้ายที่สุดขอขอบคุณอินเตอร์เน็ตเพื่อนที่ดีที่สุดในยามหิวและยามเบื่อที่ทำให้ดิฉันได้พบเจออาหารจานที่ตั้งตารอคอยจะรับประทานมาร่วมปีกับ Mylo Xyloto งานชุดล่าสุดของ Coldplay ที่แม้ว่าท้องไส้จะส่งเสียงดังโครกครากด้วยความที่บิ๊กไบท์อันเดียวกับขนมปังไส้ครีมเอาไม่อยู่...แต่เจออาหารจานนี้เข้าไปก็อิ่มเอมและทรงคุณค่ากว่าอาหารจานด่วนใดๆ






































รูปแบบเพลง






































นับเป็นความโชคดี (หรือดวงซวยก็ไม่ทราบ???) ของศิลปินทุกท่านทุกแขนงที่เรารักใคร่ชอบพอกันมาถึงระดับนี้ก็คงไม่ต้องฟังเก็บรายละเอียดใดๆให้มากความงานนี้ล่อกันสดๆเขียนกันสดๆจากการฟังรอบแรกไปพร้อมๆกันเลยนะคะคุณคริสขา ก่อนอื่นต้องขอท้าวความถึงความเป็นมาถึงพัฒนาการทางดนตรีของ Coldplay ในทุกอัลบั้มก่อนเริ่มจากชุดแรก Parachutes (97%) เปิดตัวมารับยุคโพสท์-บริทพ็อพได้อย่างดีกับงานบริทพ็อพบริสุทธิ์กระจ่างใสตลบอบอวนไปด้วยกลิ่นอายความหวานจากทั้งภาคดนตรีที่เป็นงานร็อคฝากอังกฤษสุดละเมียดละไมสอดรับกับอารมณ์โศกาหมองหม่นนิดๆและรูปแบบการนำเสนอที่เยือกเย็นและเท่ห์บาดใจประดุจหมอกอันหนาวเหน็บและน้ำค้างแข็งยามรุ่งอรุณสมกับชื่อวงชนิดไม่มีผิดเพี้ยนแม้นใครจะใจร้ายครหาพวกพี่ท่านว่ามันช่างเหมือนเงาของ Radiohead ช่วงสองชุดแรกอะไรประมาณนี้หนอ (ดิฉันดันไปนึกถึง Travis มากกว่า) ดิฉันก็ขอเถียงขาดใจว่าถ้าฟังดีๆ4หนุ่มเขาก็มีแนวทางอันเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองที่ออกจะชัดเจนนะ(โว้ยยย!!!) งานชุดที่ถัดไป A Rush Of Blood To The Haed (98%) อันนี้โปรดสุดยกระดับภาคดนตรีของตัวเองขึ้นมาได้หนักแน่นขึ้นจมภาคดนตรีแพรวพราวเก๋ไก๋และฟังยากขึ้นเล็กน้อยสอดประสานไปได้อย่างดีกับเนื้อหาสุดเฉียบคมอัจฉริยะและชั้นเชิงการประสานภาคดนตรีที่หลากหลาย อาทิ อินดี้ร็อค เพียโนบัลลาดยัน Epic Rock แบบU2เข้ากับความเป็นอัลเทอเนทีฟของทางวงได้อย่างแยบคายเฉียบขาดสุดๆส่วนตัวขออกปากว่านี่คือหนึ่งในงานบริทพ็อพที่ดีที่สุดเท่าที่เกาะอังกฤษจะหารศิลปินวงใดรังสรรค์ขึ้นมาได้เป็นงานระดับตำนานที่ทรงคุณค่าไม่แพ้ Definitely Maybe,Parklife,Everything Must Go,Performance And Cocktails,Dog Man Star,Pablo Honey ยันพ่วงด้วย Hopes&Fears ที่เดินตามหลังมาอย่างภาคภูมิ มาที่ X&Y (95%) งานชุดที่สามอันนี้นี่ออกมาเข้าถึงง่ายขึ้นกว่าชุดที่แล้วแต่ยังเพียบพร้อมไปด้วยความเท่ห์ทางดนตรี วาทะศิลป์อันทรงแสนยานุภาพของภาคเนื้อหา ความเยือกเย็นแต่สว่างไสวปรดุจท้องฟ้ายามเช้าอมชมพูของทางวงและที่สำคัญเสียงร้องของคุณคริส มาร์ทินที่รักของดิฉันในอัลบั้มนี้ที่เจิดจรัสแพรวพราวอย่างถึงที่สุดและแล้วก็มาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของทางวงใน Viva la Vida or Death and All His Friends (98%) อันนี้นี่ออกแนวทดลองแล้วแม้จะไม่สุดโต่งอย่างพวก Radiohead หรือ Blur ในสองอัลบั้มหลังแต่ฟังแล้วถึงขั้นเกาหัวแกรกๆพร้อมกับอุทานในใจตอนแรกว่า "ยี้!เยินหลายยยยยยยยยยยยยค่ะ" แต่พอฟังนานๆไปปรับตัวได้แล้วนี่ถึงกับถอนคำพูดไม่ทันทีเดียว
































Mylo Xyloto
































ด้านบนร่ายมายาวนานจนแถบจะเป็นพงศาวดารรอมร่อแล้วก็มาถึงงานลำดับล่าสุดเสียทีกับชื่อแปร่งๆที่ฟังแล้วออกไปทางต่างดาวมากๆชุดนี้ภาคดนตรีโดยรวมฟังแล้วเหมือนกับถึงเวลาซะทีที่ทางวงจะบูรณาการความเป็น Coldplay ในทุกยุคเอาไว้ภาคดนตรีโดยรวมคงที่ไว้ที่ความเป็น "อัลเทอเนทีฟร็อค" อันแฝงครบชาติไว้ครบถ้วนตั้งแต่ซาวนด์ทดลองแบบเอ็กซ์เพอริเมนทัล กลิ่นอายและลูกเล่นจากอัลบั้มที่แล้วแต่มีความเป็นอคูสติคมากขึ้น มิติของความเป็นอิเล็คโทรนิคใน X&Y ที่งวดนี้แม้จะเพราะพริ้งแต่เนื้อในมาดุขึ้นถึงขึ้นเยอะ สูตรสำเร็จทางดนตรีที่หวนให้นึกถึงช่วงอัลบั้มชุดที่สองไปยันบริทพ็อพสวยหวานในงานแรกมีให้เลือกฟังชนิดครบครันในแบบที่ถ้าใครไม่เคยได้ลองฟัง Coldplay มาก่อนจะเริ่มต้นที่อัลบั้มนี้เป็นอันดับแรกก็ถือได้ว่าในแง่ของการติดตามภาพรวมทางดนตรีของพวกเขาคุณแถบจะไม่ได้พลาดอะไรไปเลยจริงๆเพราะ Mylo Xyloto นี่เป็นงานที่เหมือนกับรวมไฮไลท์เด็ดๆของพวกเขามาผสานกับตัวตนในปัจจุบันขณะและการปูทิศทางของแนวดนตรีใหม่ๆที่คาดว่าจะได้เห็นจากพวกเขาในอนาคตแบบที่เข้มข้นชัดเจนกว่านี้แน่นอน - - พวกแนวอิเล็คโทรร็อคกับเอ็กซ์เพอริเมนทัลร็อคน่ะค่ะ - - และอย่า!!! ค่ะอย่าได้ใช้คำราคาถูกๆแบบ "ขายของเก่ากิน" มาบรรยายงานอันทรงคุณค่าชุดนี้....เพราะถือว่าที่คุณด่ามาน่ะ "ด่าผิด" และเข้าใจผิดไปเยอะเพราะแม้จะเอาไฮไลท์เดิมๆก็ตัวเองมาฉาดฉายแสงให้ประทับใจกันอีกรอบก็ใช่ว่าจะย่ำต๊อกอยู่กับที่เสียเมื่อไรงานนี้เขาประยุกต์ปรุงแต่งและพัฒนาให้มีความเป็น Coldplay ในปี2011มากถึงมากที่สุดไปเลยทีเดียวหรอกย่ะ อย่ามาครหาวงสามีของดิฉันให้มากเกินไปนัก หึหึหึ




























จุดด้อย




























ไอ้เรื่องของคุณภาพนี่หายห่วงน่ะค่ะไม่ต้องไปหาให้เสียเวลาเพราะงานระดับนี้นี่เชื่อว่าคออัลเทอรับได้สบายมากแถมเชื่อว่าส่วนมากจะประทับใจซะด้วยซ้ำน่ะสิคะ....แต่สำหรับดิฉันมันติดอยู่ตงแค่ "ไอ้ที่เขาครหาวงคุณตลอดว่าเป็นเงาของ Radiohead กับ U2 " พอมาฟังเอาดีๆในชุดนี้แล้วก็ เออ "ก็เงาเขาจริงๆว่ะ"


























แทร็คเด็ด


























ต๊ายยยยแล้วไม่รู้จะเลือกยังไงดีเพราะนี่เป็นอัลบั้มแรกของ Coldplay จริงๆที่รู้สึกลื่นไปได้กับทุกเพลงตั้งแต่รอบแรกที่ฟังชนิดที่ไม่ต้องอาศัยความดัดจริต ไม่ต้องบิวท์ไม่ต้องตะกายบันไดใดๆขึ้นไปฟังเลยดีฉันล่ะลำบากใจจริงๆค่ะทำยังไงดี เอาเป็นว่า Well Begun Is Half Done เนอะกับแทร็คแรกอย่าง Hurts Like Heaven (4/5) ที่ต่อกับไทเทิ่ลแทร็คที่เหมือนกับเป็นอินเทอลูดได้อย่างเรียบเนียนชนิดไหลลื่น แม้เทียบกับแทร็คที่เหลือในอัลบั้มแรกแถบจะเรียกได้ว่าสุดแสนจะธรรมดาแต่ขอโทษทีนะคะมีไม่มากหรอกที่เราจะได้ฟังงานของวงคุณคริสในแบบสดใสกระฉึกกระฉักเบิกบานกระจ่างแจ้งฟังแล้วสดชื่นอารมณ์ดีขนาดนี้ ดนตรีน่ารักเหลือแสนแต่ทุกสิ่งอันก็ต้องยอมศิโรราบโดยดีให้กับเสียงร้องของคุณคริสในช่วงคอรัสที่แม้จะมาแค่ท่อนฮู้ๆฮ้าๆไปยันคำบังคับช่วงหลังๆของคุณเธออย่าง "โอ๊วววว โว๊วววว โว้ โอ๊ววว โอ่" (ทำไมต้องมีท่อนนี้เกือบทั้งอัลบั้มด้วยวะ?) ก็ขนลุกไปทั้งตัวแล้ว อ๋อ กีตาร์ช่วงเบรคเอ๊าท์เพราะมากค่ะที่รัก Paradise (4.5/5) ซิงเกิ้ลที่สองเพลงโปรดของคุณพี่ก๊อฟ ศรีวิการ์อดีต3สามมือตบชาร์ลีแองเจิ้ลส์ประจำนิตยสาร Pop สุดป่วง แค่อินโทรมาก็อลังการแล้วค่ะกับเสียงออร์แกนสวยๆและเครื่องสายที่กรีดเสียงกระหน่ำกระซวกถึงหัวใจก่อนจะตบหนักๆด้วยความเป็นร็อคกระแทกกระทั้นฟังแล้วแถบอยากจะลงไปดิ้นพราดๆให้รู้แล้วรู้เล่าไหนจะยังช่วงท่อนคอรัสที่เร่งจังหวะจับเอาออร์แกน ซินธิไซเซอร์และออเครสตร้ามาทำสงครามกันแต่ก็ไม่สามารถแย่งชิงความโดเด่นไปจากน้ำเสียงฟัลเซ็ทโทบีบเล็กบีบน้อยของคุณคริสที่ฟังแล้วใจมันโหวงๆชอบกลเป็นการใช้ดนตรีบีบคั้นความรู้สึกได้อย่างงามระยับเปี่ยมชั้นเชิงสุดๆก่อนจะทิ้งทายด้วยการพรมเพียโนแผ่วเบาฟังนุ่มละมุนพัดผ่านไปประดุจสายลม ฟังแล้วคิดถึงการร่วมร่างกันระหว่าง Speed Of Sound,Fix You แล้วก็ Cemeteries Of London นั่นแหละใช่เลย!!! ต่อด้วย Charlie Brown (4.5/5) ที่ฟังแล้วถึงกับตัวลอย จะว่าไปก็นานแล้วนะคะที่ไม่ได้ยินColdplayทำเพลงน่ารักกลับสู่ท่วงทำนองบริทพ็อพเรียบง่ายขนาดนี้ให้ฟัง การเรียบเรียงสวย ท่อนคอรัสไพเราะติดหูจับใจและที่สำคัญเพลงเป็น Coldplay ม๊ากกกกกทุกท่วงทำนองทุกพยางค์ เพลงแบบนี้เท่านั้นที่ Coldplay จะทำได้เชื่อว่าแฟนๆของทางวงส่วนมากน่าจะชอบไม่ต้องอะไรมากแค่เสียงกีตาร์ตอนอินโทรก็ได้เรื่องแล้วล่ะ Me/เช็ดน้ำตาป้อยๆ มาที่ Us Against The World (5) งานแบบที่ทางวงชอบทำอุทิศให้ปู่จอห์นนี่ย์ แคชแบบช่วง3อัลบั้มแรกนั่นแหละ ไม่ต้องอะไรมากมายแค่เสียงสวรรค์ประทานของคุณคริสร้องคลอไปกับกีตาร์อคูสติคแต้มอารมณ์บลูส์บาดลึกกรีดใจ วู๊ยยยย เป็นไม่ไตยที่ Coldplay งัดออกมาทีไรก็ใช้ได้ผลทุกครั้งสิน่า Every Teardrop Is A Waterfall (4.5/5) ซิงเกิ้ลแรกที่ออกโปรโมตมาเป็นงานอีพีให้แฟนๆตื่นเต้นกันช่วงใกล้ๆจะกลางปีฟังแล้วในแง่ของภาคดนตรีเหมือนกับเป็นภาคสองของ Viva La Vida เพลงเก่งจากงานชุดทื่แล้วในแบบที่ลดท่วงทำนองแบบบาโร๊คและความเป็นเอ็กซ์เพอลงก่อนจะหยอดท่วงทำนองเท่ห์ๆกรีดใจของกีตาร์ร็อคเข้าไปแทนที่ ฟังครั้งแรกแล้วอยากจะด่าด้วยความที่มันเหมือนงานเดิมจนน่าเกลียดเพียงแต่นี่ฟังมา วู๊ยยยย น่าจะเหยียบ50รอบแล้วมั้งคะแล้วดันบรรลุทางโลกีย์ได้ว่ากีตาร์ในเพลงนี้งดงามเพียงใดเช่นเดียวกั้บเสียงของคุณคริสที่ยังเท่ห์กินใจเช่นเดิม U.F.O. (5) แค่เสียงของคุณคริสคลอกับกีตาร์อคูสติคเพราะในช่วงต้นนี่ก็คว้าดาวมาประเคนให้หมดฟ้าแล้ว (มุขใครหว่า???) แต่นี่นะคะยังทำเก๋ไก๋ด้วยการแทรกออเครสตร้าเพราะๆพร้อมเครื่องสายกรีดเสียงสวยจนวิญญาณของดิฉันแถบจะถูกทำให้สะบั้นขาดกันเสียดายสั้นไปนิดแต่ก็สมบูรณ์แบบเหนือคำบรรยายค่ะ และแน่นอนที่เซอร์ไพร์สสุดๆก็คงหนีไม่พ้น Princess Of China (4.5/5) ที่ร่วมงานกับริฮานน่า ส่วนตัวชอบชั้นเชิงการเรียบเรียงดนตรีนะคะเหมือนกับเป็นการประยุกต์เอาซาวนด์ทดลองจากอัลบั้มที่แล้วมายำร่วมกับความเป็นอัลเทอ อิเล็คโทรนิคจะว่าไปแม้แต่กลิ่นอายของนิวเอจน้อยๆก็ยังมีเจือปนอยู่ในเพลงนี้ชนิดที่พอจะสัมผัสได้อยู่เหมือนกันแต่เหนือสิ่งอื่นใดขอยกเครดิตให้ "ริฮานน่า" เพราะไม่คาดคิดว่าเธอจะสามารถสลับลงมาเล่นกับงานดนตรีที่เป็นศิลปะสุดโต่งขนาดนี้ได้ ด้วยความที่ซาวนด์มันช่างไกลลิบจากความเป็นริฮานน่าจนเกินจะจินตนาการแต่เธอก็สามารถทำมันออกมาได้ดีและถึงมากๆ เป็นอีกครั้งที่ริริแสดงให้โลกดนตรีเห็นว่าถึงเธอจะเป็นศิลปินพ็อพจำพวกทีนควีนและพ็อพไอค่อนแต่อย่าได้ครหาว่าเธอไม่มีฝีมือเพราะการที่สามารถหลอมตัวเองจากความเป็นเมนทสตรีมลงมาติ๊สท์จ๋าร็อคจัดได้ขนาดนี้นี่...เป็นเครื่องการันตีได้อย่างดีที่สุดว่าที่เธอยืนอยู่บนความเป็นแนวหน้าในทุกวันนี้ได้ไม่ใช่แค่เพราะมีลุ๊คส์หรือโชคช่วยบุญพาวาสนาส่งอย่างเดียว - - คอยดูกันต่อไปว่าอีกไม่ช้าริฮานน่านี่แหละจะมีผลงานที่ทำให้โลกต้องอึ้งอีกคำรบใหญ่หลังจาก Rated R แทร็คถัดไป Up In Flames (5) งานเพียโนบัลลาดเพราะๆที่คุณคริสถวายหัวใจร้องออกมาได้อย่างบาดอารมณ์สุดจิตวิญญาณฟังแล้วคิดถึง The Scientist จัง!!! ปิดตัวสวยกับ Up With The Birds (5) ที่ฟังแล้วถึงกับตกตะลึงจนพูดไม่ออกด้วยค่าที่มันไพเราะและสวยงามอย่างบอกไม่ถูกแถมยังเรียบเรียงดนตรีสลับได้อย่างมีมิติเปิดมาพรมด้วยเพียโนหวานละมุนทันดีทันใดเจ้ากลับกลายร่างไปหลอมรวมกับดนตรีเอ็กซ์เพอที่จับเอาอิเล็คโทรนิค เครื่องสายน้อยๆและเสียงประสานแบบกอสเพลฟังแล้วขนหัวลุกไม่ทันไรกับเปลี่ยนมาเป็นงานบริทพ็อพบนกีตาร์อคูสติคหวานใสงามระยับพลางแซมด้วยซินธิไซเซอร์แพรวพราวและเสียงสังเคราะห์ก่อนจะพรมเพียโนสั้นๆปิดมหากาพย์ลำดับที่5ได้อย่างชวนประทับใจที่สุด




สรุป




100% ในที่นี่ใช่ว่าดิฉันกำลังจะบอกว่านี่เป็นงานที่ดีที่สุดของ Coldplay "เปล่าเลย!!!" ไม่ได้เพราะจนเข้าขั้นวิเศษแบบงานชุดแรก ทรงพลังจนถึงขั้นต้องเหลียวหลังอย่างงานชุดที่สองรึก็เปล่า ความน่าตื่นตาตื่นใจและพลังการรังสรรค์เมื่อเทียบกับ X&YและVivaก็ยังสู้ไม่ได้ เพียงแต่ให้ด้วยความที่พวกเขาสมควรจะได้ในงานชุดนี้เสียทีเพราะการเรียบเรียงดนตรีของพวกเขาให้อัลบั้มนี้เป็นอะไรที่ประณีตละเมียดละไมกินขาดก่อนหน้านี้เป็นอัลบั้มแรกของ Coldplay จริงๆที่ฟังแล้วแบบไม่ต้องทำหน้านิ่วกับบางเพลงแถมฟังได้เพลิดเพลินตั้งแต่ต้นจนจบนับว่าพวกเขาใส่ใจในทุกองค์ประกอบที่จะรังสรรค์อัลบั้มที่ดีและทำอัลบั้มเพื่อที่จะให้ "คนฟังจริงๆ" ไม่ใช่งานดนตรีที่ทำออกมาเพื่อให้คนงงและชมว่าเป็นงานที่ดี แถมยังเป็น "อาหารจานอร่อย" ครบถ้วนทุกรสชาติและสารอาหารที่ผู้บริโภคคนนี้เรียกร้องและต้องการจาก Coldplay ที่มาถูกที่ถูกเวลาในเวลาที่ดิฉันกำลังต้องการหิวโซฟีลทุกสิ่งอย่างที่ Mylo Xyloto พึงจะมีจริงๆ - - หลังจากการรอคอยมากว่า2ปีพวกเขาก็สามารถสรุปมหากาพย์ครั้งที่5ของตนเองได้อย่างสง่างามในฐานะตำนานร็อคแห่งเกาะอังกฤษที่ทุกอัลบั้มไม่เคยทำให้ทุกหัวใจที่รัก Coldplay ต้องผิดหวัง สมกับคอนเส็ปท์ของอัลบั้มที่คุณคริสเคยประกาศไว้ว่า "based on a love story with a happy ending." เสียนี่กะไร - - อีแบบนี้ก็คงไดรักกันจนวันตายเลยสิเรา หึหึหึ ^ ^

วันอาทิตย์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Martina Mcbride : Eleven (Myspace#71)












Martina Mcbride : Eleven : Country/Pop (77%)


















ช่วงนี้มีเพลงให้เลือกฟังเยอะแยะจริงแต่กว่าจะหางานที่ฟังแล้วมันใช่เลยสักชุดนี่ก็แถบจะต้องผลิกแผ่นดินควานหาแถบจะล้มประดาตาย ไอ้ที่หาเจอตั้งนานแล้วแต่ด้วยความที่ดิฉันมัวแต่เอ้อระเหยลอยชายแชตสู้ตายรัวคีย์บอร์ดประหนึ่งระเบิดลงอยู่แถวๆเฟซบุ๊คส์จะมาเขียนเอาอีตอนนี้ก็หมดไฟไปแล้วซะงั้นไฉนเลยจะสู้มาแนะนำงานใหม่ล่าสุดสดๆซิงๆดีกว่ากับอัลบั้ม Eleven ที่ต่อให้ไม่ต้องเป็นแฟนเพลงเดนตายของมาร์ทิน่า แม็คไบร์ทก็คงจะเดาออกได้ไม่ยากว่างานชุดนี้ก็ปาเข้าไปเป็นสตูดิโออัลบั้มลำดับที่11ของเธอแล้ว
















สำหรับ "มาร์ทิน่า แม็คไบร์ท" นี่คอเพลงคันทรีย์ที่ไม่ว่าจะเป็นเมนทสตรีมคันทรีย์หรือพวกคันทรีย์ดิบๆแท้ๆจริงๆคงจะรู้จักเธอดีในฐานะดิว่าคันทรีย์ที่ได้รับการยอมรับในแวดวงดนตรีแขนงดังกล่าวไม่แพ้แนวหน้าอย่างลีแอนน์ ไรห์ม,ทริช่า เยียร์วู้ดส์ - - แต่ศักดิ์ศรีในสายตาดิฉันเป็นรองเฟธ ฮิล,ชาไนญ่า ทเวน,รีบา แม็คอินไทร์และดอลลี่ พาร์ทัน - - ไปยันดาวรุ่งรุ่นเล็กนำโดยมิแรนด้า แลมเบิร์ท,แครีย์ อันเดอร์วู้ดส์รวมถึงเทย์เลอร์ สวิฟท์ (เจสซิก้า ซิมป์สันแม้จะออกงานคันทรีย์มาแต่อย่าลงมาเอี่ยวกับพวกเธอเลยค่ะแค่อัลบั้มเดียวก็โดนไล่กลับสนามเดิมไม่ทันแล้ว) ซึ่งในส่วนของภาคดนตรีคงไม่ต้องมานั่งบรรยายกันหรอกนะคะว่าจะได้ฟังเพลงแนวอะไรกันแต่สำหรับคนที่ไม่เคยติดตามงานของเธอเลยงานชุดที่11ของเจ๊มาร์ทิน่านี่เป็นอัลบั้มคันทรีย์ที่ค่อนข้างจะ "เมนทสตรีม" ม๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกยืนพื้นที่คันทรีย์พ็อพก่อนจะกวาดความประทับใจครบรสทุกตลาดไล่ตั้งแต่โฟล์ค ร็อค บลูส์ไปยันพวกแจ๊ซซ์นิดๆโซลหน่อยๆก็มีมาความหลากหลายมีมากพอฟัดพอเหวี่ยงกับความไพเราะและสีสันชวนติดตาม เป็นอัลบั้มคันทรีย์ที่ฟังได้เพลินและไหลลื่นมากที่สุดเท่าที่ได้ฟังนับตั้งแต่2อัลบั้มล่าสุดของชาไนญ่า ทเวน....นับว่าเป็นศิลปินคันทรีย์อีกคนที่ยกระดับให้การฟังดนตรีคันทรีย์ไม่น่าเบื่ออีกต่อไป แถมยังรักษาจิตวิญญาณไว้ได้อย่างครบครันท่ามกลางความเป็นเมนทสตรีมที่หลากหลายได้ชนิดไม่ขาดตกบกพร่อง ทั้งนี้ทั้งนั้นรวมไปถึงความเป็นตัวตนของศิลปินท่านนี้ที่ไม่มีเปลี่ยนแปลงหรือจางหายไปไหนเลยแม้แต่นิดเดียว










เพลงที่ต้องขอแนะนำให้ฟังก็เริ่มกันตั้งแต่เพลงแรกเลยใน One Night งานคันทรีย์พ็อพร็อคใสๆประพิมประพายด้วยกีตาร์โฟล์คสวยงดงามระยับโดดเด่นด้วยท่อนคอรัสที่ติดหูเอาเรื่องและเพราะมากตามธรรมเนียมเพลงเปิดอัลบั้มของเจ๊มาร์ทิน่านั่นแล ถ้าจินตนาการความไพเราะไม่ออกก็ลองคิดถึง You Belong With Me ของเทย์เลอร์ สวิฟท์ในภาคที่น้ำเสียงหวานใสแต่เข้มข้นเปี่ยมพลังนั่นแหละใช่เลย ตบกระชั้นชิดติดกันด้วย Always Be This Way อันนี้จับเอาดนตรีจำพวกชิลล์แจ๊ซซ์ไฮโซเพอร์คัสชั่นเพราะๆยำเข้ากับจังหวะเร็กเก้แล้วมาถ่ายทอดบนความเป็นคันทรีย์ได้อย่างลงตัว I'm Gonna Love You Through It แทร็คถัดมาเป็นงานคันทรีย์บัลลาดสูตรสำเร็จตามธรรมเนียมนิยมเอาไว้เรียกแขกโดยเฉพาะ ไม่มีลูกเล่นอะไรใหม่แต่ปฏิเสธไม่ลงหรอกว่าเพราะใช้ได้ มาถึง Broken Umbrella นี่ฟังแล้วต้องร้องอุทานมาดังๆว่า "ต๊ายยยยยๆๆๆๆ ตายแล้ว เริ่ดจังเลย" ดนตรีเป็นบิ๊กแบนด์สุดอลังการเด่นเด้งกระชากใจด้วยเครื่องเป่าโซลเพราะๆพวกคุณหญิงคุณนายที่ชอบดนตรีคอนเทมโพลารีย์ฝากเออร์ยบันคงจะถูกใจพอตัวล่ะ I Give It To You เรียบง่ายแต่ทรงพลังบนความเป็นอคูสติคโฟล์คที่ถ่ายทอดภาคเนื้อหาเชิงกอสเพล ไม่ต้องอะไรมากมายแต่ก็ได้เพลงที่บาดใจเลือดออกซิบๆเลยทีเดียวสำหรับคนมีศรัทธาในหัวใจ



สุดท้ายนี้ขอทิ้งท้ายไว้แค่คำว่า "มิแรนด้าก็มิแรนด้าเถอะ!!!"

วันอังคารที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Myspace#70























ครบรอบ70คอลัมน์ของมายสเปซครั้งนี้เลยขอมาในคอนเส็ปท์ของ "เพชรล้ำค่าแห่งดินแดนควีนเอลิซาเบ็ธที่2" ที่จะขอเขียนแนะนำอัลบั้มคุณภาพสุดโปรดประจำเกาะอังกฤษชนิดสั้นๆคร่าวๆให้คอดนตรีที่สนใจได้เป็นตัวเลือกในการที่จะติดตามมาหาฟังกัน รอบแรกนี่ขอสัก3อัลบั้มที่ช่วงนี้ฟังบ่อยเป็นพิเศษก่อนแล้วนะคะ




















Hell Is For Heroes : The Neon Handshake : Post-Hardcore (99%)




















อัลบั้มแรกนี่ขอยกให้กับอัลบั้ม The Neon Handshake สตูดิโออัลบั้มชุดแรกกับการรวมวงอีกครั้งของอดีตสมาชิกวงบริทร็อคติดพั้งค์อนาคตไกลอย่าง Symposium ซึ่งมีโอกาสได้ออกงานเพียงชุดเดียวเนื่องจากมีปัญหากับต้นสังกัด ในปี2003พวกเขากลับมารวมตัวกันใหม่ไฉไลกว่าเก่าพร้อมกับอีกหนึ่งสมาชิกใหม่ใสกิ๊งแกะกล่องในนาม The Neon Handshake กับการผสานเอาอิทธิพลจากดนตรีร็อคหลังยุค90 อาทิ อัลเทอเนทีฟ,โพสท์พั้งค์,Noise Rock,การาจตลอดจนกลายร่างเป็นนูเมทัล ทั้งหมดทั้งมวลได้บทสรุปที่ภาคดนตรีแนว "โพสท์ฮารด์คอร์" ที่ดุดันดิบสดและหนักแน่นอื้ออึง...แต่ไม่ใช่หาได้มีแต่ความหนักอย่างที่ปรามาสน้ำหน้ากันหากแต่เปี่ยมไปด้วยศิลปะอันละมุนละไมและความลึกซึ้งที่ขับผ่านอารมณ์ร็อคเกรี้ยวกราดได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด....อัลบั้มหนึ่งเท่าที่เคยได้ยินได้ฟังมาในชีวิตทีเดียว














Manic Street Preachers : This Is My Truth Tell Me Yours : Alternative Rock (97%)














แนสทิน่าเป็นคนชอบฟังเพลงพ็อพรวมถึงรักอะไรที่มันติดหูง่ายฟังง่ายไม่ต้องมากความ จึงไม่อายค่ะที่ดิฉันอาจจะเป็นไม่กี่คนในบรรดาแฟนของ The Manics ที่ไม่ได้ตื่นเต้นอะไรไปกับปรากฏการณ์ของงานพั้งค์ร็อคแรงๆในอัลบั้มแรกที่ส่งพวก4หน่อให้ขึ้นไปเจ้าชายแห่งเวลส์และวงดนตรีร็อคที่อัจฉริยะน่าจับตามองที่สุดตั้งแต่วินาทีนั้นมา งานถัดมา Gold Against The Soul ก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าเป็นงานที่ดีที่สุดของ Manic Street Preachers จริงๆชอบมากๆแต่ก็ไม่ได้ฟังบ่อยอะไร มาที่ The Holy Bible ที่สื่อผู้ดีหลายสำนักชอบยกขึ้นมาอ้างอิงในทุกครั้งในการเขียนวิจารณ์ดนตรีของวงนี้มีดีที่การลดความกร้าวดิบห่ามแบบพั้งค์จากสองชุดที่แล้วลงและเพิ่มความฟังง่ายลงไปพร้อมกีตาร์แกลมพั้งค์แพรวพราวสวยงามกระซวกวิญญาณมากที่ภาษาปากเราชอบพูดว่า "พ็อพขึ้นๆ" นั่นแหละไม่ได้หมายความว่าพวกเขาทำเพลงพ็อพนี่ค่ะ....แต่ถ้าจะบอกว่างานไหน "พ็อพ" ที่สุดรุมรวยนหวานหูที่สุดในบรรดาทั้งหมดทั้งมวลของ The Manics (ยุครุ่งเรือง)ล่ะก็ วู้ยยยย อัลบั้มนี้เลยค่ะคุณพ็อพโคตรๆชนิดที่คนชอบอัลบั้มแรกของ Coldplay และงานถัดจากชุดเปิดตัวของ Travis ไปยันเกือบจะทุกงานของ Starsailor จะต้องตีปีกพั่บๆ (กีตาร์ร็อคเท่ห์จัดและหนักกว่าเท่าตัวหนึ่งแต่ไม่สวยเท่า Coildplayไม่หวานเท่าTravisแต่เศร้าทรงพลังกรีดหัวงใจกว่าเยอะ ) ตั้งแต่ริชี่ เอ็ดเวิร์ดส์ถูกอุ้มไปก่อนหน้าที่จะออกชุดที่แล้ว - - Everything Must Go - - จนเหลือกันสามหน่อพวกพ่อคุณก็ขยับไปทำบริทพ็อพซึ่งฉายแววและแสงทองผ่องใสกระทบหัวใจดิฉันได้ดีทีเดียว สิ่งที่ชอบใน Manic Street Preachers ยุคบริทพ็อพก็คงจะเป็นภาคเนือ้หาของเขาที่อ่านทีไรก็บาดหัวใจเหลือเกินบางเพลงไม่เข้าใจหรอกค่ะแต่ก็พยายามจะเข้าถึงพวกเขา เสียงร้องหนักอึ้งเปี่ยมไปด้วยความเกรี้ยวกราดหมองหม่นในจิตใจที่พร้อมจะระเบิดออกมาได้ทุกๆพยางค์ของคุณเจมส์ ดีน แบรดฟิลด์สุดที่รักยังทำหน้าที่ได้ดีไม่มีตกเหลือเชื่อ....ต๊ายยยใครกันหนอเคยพะดว่าชอบ Pablo Honey ของ Radiohead ที่สุดในบรรดาอัลบั้มบริทพ็อพทั้งหมดทั้งมวล - - ขอถอนคำพูดและแปรพักตร์ไปตลอดกาลตอนนี้ทันมั้ยคะ? หึหึหึ




Martina Topley-Bird : Trip-Hop/Electronic (99%)




ปิท้ายกับอัลบั้มที่อยากจะเขียนถึงมานานใจจะขาดแต่ก็ไม่เคยสบโอกาสจะได้เขียนสักทีวันนี้ขอเขียนถึงสั้นๆก็แล้วกัน (เพราะจะให้เขียนยาวดิฉันก็คงจะประสาทกินก่อนค่ะงานนี้) อัลบั้มที่ว่าคือ Quixotic งานเปิดตัวจากมาร์ทิน่า ท็อพพลี่ย์-เบิร์ดศิลปินลูกครึ่งอังกฤษเอลซัลวาดอร์มากความสามารถที่ก่อนหน้าที่จะออกงานชุดนี้มาให้ฟังกันเธอเคยได้ร่วมงานกับ "ทริคกี้ย์" โปรดิวซ์เซอร์ทริพฮอพชื่อดังมาก่อนแล้ว จึงไม่แปลกที่เราจะได้เห็นอิทธิพลของความเยือกเย็นขมุกขมัวหนาวเหน็บของทริพฮอพกระจายตัวอยู่ในอัลบั้มนี้อย่างสงบหนาแน่นพร้อมกับการประสานเอาดนตรีที่มีอิทธิพลต่อมาร์ทิน่าอย่างยิ่งยวด อาทิ บลูส์ โซลและกอสเพลแศมเข้ามาได้อย่าเก๋ไก๋นอกจากนี้ยังแพรวพราวไปด้วยสีสันชั้นเชิงที่หลากหลายตั้งแต่ดนตรีแอมเบี้ยนท์อ้างว้างลอยล่องวิ่งมาหาความรื่นเริงของจังหวะเต้นรำ ทริพฮอพบนอิเล็คโทรนิก้าสุดเยือกเย็นที่หลอมรวมไปเล่นกับดนตรีภาคร้อนแรงมากสีสันของเร็กเก้จวบจนไต่ระดับไปเป็นนูเมทัลกลายๆ - - ในบรรดา3อัลบั้มที่แนะนำมานี้ถ้าคุณคิดจะหาเพชรเม็ดใดที่สุกสกาวถึงขีดสุดอย่างแท้จริงของเกาะอังกฤษล่ะก็ดิฉันของแนะน Quixotic ของมาร์ทิน่า ท็อพพลี่ย์-เบิร์ดงานดีที่ฟังยาก(แต่เชื่อเถอะว่าไม่ควรจะพลาด)ชุดนี้

วันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2554

Putumayo Special (Myspace#69)






































Global Soul : R&B/Soul/Hip-Hop/World Music (92%)
































ส่วนตัวรู้สึกดีใจมากที่เดียวนะคะที่กระแสตอบรับจากงานเขียนซีรี่ยส์ Jazz จากเฟซบุคส์และอีเมลล์ในครั้งที่แล้วค่อนข้างจะดีเกินความคาดหมายทีเดียว มีหลายคนค่ะเขียนมาบอกว่า "ดีใจจังที่ได้เห็นงานเขียนเต็มๆของ Putumayo อีกนึกว่าจะไปรีวิวแต่พวกอินดี้ซะแล้ว" รวมถึงยังมีรีเควสต์ขอให้ดิฉันช่วยแนะนำอัลบั้มที่น่าสนใจจากค่ายนี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โอ๊ยยยตายแล้วคุณขาใจจริงถ้าจะให้เขียนรีวิวแนะนำเป็นรายอัลบั้มไปแบบละเอียดถี่ยิบก็เห็นทีจะต้องตั้งมายสเปซสัก60คอลัมน์กระมัง ว่าแล้วก็เลยฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าไหนๆก็ไหนๆเราก็เอามารวมกันแล้วเขียนแบบคร่าวๆพร้อมแอบปล่อยของสมนาคุณแบบเสร็จสรรพในกระทู้เสียเลยก็ดูท่าทางจะประหยัดเวลาทำมาหากินของดิฉันมากกว่า






























ว่าแล้วมาเริ่มกันเลยกับ Global Soul ที่เป็นการสะท้อนถึงอิทธิพลอย่างยิ่งยวดของดนตรีคอนเทมโพรารีย์ยุค70อย่างอาร์แอนด์บีที่แผ่ขยายกระจายไปสร้างสัมพันธไมตรีทั่วทุกมุมโลกตั้งแต่อังกฤษลามไปยันบราซิลไล่ไปจนไนจีเรีย ตลอดทั้งชุดนี้คอดนตรีอาร์แอนด์บีจะได้ยินได้ฟังดนตรีอาร์แอนด์บีเด็ดๆที่คัดสรรมาแล้วจากทั่วทุกมุมโลกในแบบฉบับร่วมสมัยประปรายไปด้วยอิทธิพลจากฮิพฮอพ ฟั้งค์และโซลไม่ต้องอะไรมากลองนั่งจินตนาการเอาเล่นๆมันจะเก๋แค่ไหนเมื่อคุณฉีกตัวเองมาฟังอาร์แอนด์บีเก๋ๆที่แหวกไปจากม่านประเพณีเเคยชินเดิมๆ อาทิ นั่งจิบไวน์พลางฟังเพลงโมเดิร์นอารืแอนด์บีเป็นภาษาฝรั่งเศาเก๋ไก๋ดัดจริตที่นวลเนียนไม่แพ้งานของ Destiny's Child หรือนอนหงายเหงิบพลางโหลดแอ็พไอโฟนโดยเปิดดนตรีอาร์แอนด์บีที่ผสานเข้ากับดนตรีละทินบริสุทธิ์ไปจนถึงกลิ่นอายสุดเซ็กซี่แบบบราซิลเลี่ยนพ็อพ วันใดที่ทุกสายตาในงานปาร์ตี้ของคุณต้องหยุดนิ่งตะลึงอึ้งแดกเมื่อคุณดันเปิดดนตรีอาร์แอนด์บีฮิพฮอพแด๊นซ์กระจายติดฟั้งค์กี่ย์ดิสโก้เป็นภาษาอิแทเลี่ยนและเยอรมันลามไปจนถึงฟังเพลงแถวนีโอโซลที่มีเนื้อร้องเป็น "ภาษาเกาหลี" ช่างเป็นงานที่ฟิวชั่นเอาวัฒนธรรมดนตรีกระแสหลักเข้ากับจิตวิญญาณของทั่วทุกมุมโลกได้อย่างแยบยลที่สุดชุดหนึ่งเท่าที่เคยสัมผัสมาในชีวิตทีเดียว




















African Beat(94%)/Latin Beat (97%)




















สองงานที่เพิ่งฟังมาล่าสุดแล้วประทับใจมากๆก็คงหนีไม่พ้น African Beat และ Latin Beat โดยแผ่นแรกเป็นการจับเอาดนตรีพื้นเมืองแอฟริกันจ๋ามาปรุงแต่งเข้ากับดนตรีร่วมสมัยทั้งอิเล็คโทรนิค แด๊นซ์ฮอลล์ตลอดจนอิทธิพลจากแนวดนตรีทรงอิทธิพลรุ่นล่าจากสองฝากฝั่งทั้งดั๊บสเต็ปจากฝั่งยุโรปและฮิพฮอพจากฝั่งอเมริกาโดยทั้งนี้นั้นไม่ได้ทำให้จิตวิญญาณของดนตรีแอฟริกันและบลูส์ตามธรรมเนียมนิยมถูกบั่นทอนหรือด้อยความขลังลงไปเลย ในขณะเดียวกันแผ่นหลังซึ่งเด็ดดวงกว่าสำหรับดิฉันในแง่ของความที่เข้าถึงได้ง่าย ไพเราะและน่าจะถูกใจคอเมนทสตรีมมากกว่าโดยประยุกต์ดนตรีละทินทั้งฟลาเมงโก้ ยิปซีและซัลช่าให้รวมอยู่ในร่างเดียวกันดนตรีอิเล็คโทรนิคที่มีทั้งจำพวก "กรู๊ฟ","ชิลล์เอ๊าท์"ไปยันรีมิกซ์เก๋ไก๋สไตล์ดีเจคัลเจอร์ต่างๆออกเฮ้าส์บ้างเทคโนบ้างประปรายกันไปตบตามด้วยอิทธิพลจากพ็อพ อารืแอนด์บีและแน่นอนขาดไม่ได้ฮิพฮอพ นับว่าเป็นสองงานที่จับเอานวัตกรรมมาหลอมรวมกับประเพณีได้อย่างเหนือชั้นจนถ้าจะใช้ศัพท์เรียกแบบดนตรี "คันทรี่ย์" ก็คงต้องยกให้เป็นงานที่เข้าขั้นยกให้เข้าขั้นงานดนตรีจำพวก "นีโอเทรดิชัน" ก็คงจะไม่ผิด












World Groove : Dance/Groove/World Music (98%)










โดยปกติแล้วไม่ใช่แฟนของดนตรีจำพวก "กรู๊ฟ" - - ดนตรีเต้นรำที่ก่อนหน้านี้ได้รับอิทธิพลจากพวกฟั้งค์,โซลและแจ๊ซซ์เป็นอาทิ (อันที่จริงมีแยกออกไปขึ้นอยู่กับว่าเป็นกรู๊ฟที่มีรากฐานมากจาภาคดนตรีใดยืนพื้น) แต่ปัจจุบันดิฉันมองว่ามันถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของพวกอิเล็คโทรนิคและฟิวชั่นไปแล้ว - - แต่พอมาฟังงานชุดนี้แล้วเห็นทีจะต้องคิดซะใหม่ ส่วนตัวรู้สึกว่านี่คือหนึ่งในอัลบั้มที่ดีที่สุดของ Putumayo ทีเดียวด้วยความที่เต็มไปด้วยสีสันและมนตร์เสน่ห์แห่งวัฒนธรรมจากทั่วทุกมุมโลกระบายผ่านดนตรีเต้นรำจำพวกอิเล็คโทรนิคเอาไปเปิดในงานปาร์ตี้ที่ไหนก็เก๋ไก๋ได้ที่นั่น ถ้าจะหาเพลงเด็ดแนะนำอย่าพลาด Attention เพลงเปิดอัลบั้มจาก Rouge Rouge ดีเจจากฝรั่งเศสกับงานดนตรีแนวเต้นรำที่ผสานเฮ้าส์พลิ้วไสวหรูหราบนดนตรีเฟร๊นซ์แจ๊ซซ์อันจับเอาอิเล็คโทรนิคมาผสานเข้ากับการอิมโพรไวซ์สุดงดงามแบบแจ๊ซซืดั้งเดิมได้อย่างลงตัวสุดๆ หรือจะเป็น Aya Benzer (Royal G's R&B Mix) งานจากฝากตุรกีของ Mustafa Sandal ที่เอาสรรพสำเนียงของการร้องและดนตรีจำพวกเวิลด์อคูสติคเพราะๆมามิกซ์ในแนวกรู๊ฟที่ยืนพื้นบนความเป้นอาร์แอนด์บีฮิพฮอพกระฉึกกระฉักเปรี้ยวดี สลับมาฟัง Ich Weiß Warum เพลงอิเล็คโทรพ็อพจาก 2raumwohnung ศิลปินเยอรมนีที่ทำงานได้หวานลอยละล่องดีแท้ชนิดที่ Zero 7 มาฟังแล้วจะต้องอยากเปลี่ยนสัญชาติ เพลงที่เหลือคงขอไม่เขียนถึงเพราะไม่งั้นจะหยุดไม่ได้กลายเป็นรีวิวยกอัลบั้มไป เป็นอัลบั้มที่ถ้าผู้อ่านคิดอยากจะลองฟังขอบอกว่าไม่ต้องลังเลหามาฟังเลยไม่ว่าคุณจะชอบพ็อพหรือรักอิเล็คโทรนิคเต้นรำใจจะขาด...คุณจะรักงานชุดนี้แน่นอน!!!


Louisiana Gumbo : Soul/Blues/Jazz/R&B/Funk/Gospel (100%)


ปิดท้ายด้วย Louisiana Gambo ที่คอเออร์บันทั้งหลายไม่ควรพลาดเพราะงานชุดนี้รวมไว้แล้วซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณชอบพร้อมสรรพ สำหรับใครที่อยากจะเรียนรู้แนวดนตรีที่กล่าวไปด้านบนแต่ยังไม่เคยลิ้มลองหรือกำลังคิดจะลองรับรองว่าได้หอบซี่โครงบานกันไปข้างนึงขอเตือนว่า "ดิบและข้นมาก" ส่วนคนรักโซลและอาร์แอนด์บีดิฉันกล้าพูดว่านี่คือรักแท้อีกหนึ่งครั้งของคุณ

วันเสาร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2554

James Morrison : The Awakening : 100%













James Morrison : The Awakening : 100%






















แค่จะเอื้อนเอ่ยเกริ่นอะไรถึงอัลบั้มที่รอคอยที่สุดชุดหนึ่งในรอบปีนี้นี่ก็เล่นเอาดิฉันมือไม้สั่นงกๆงั่นๆเรียบเรียงความคิดอะไรไม่ถูกเป็นนานสองนานไม่รู้จะเริ่มจากจุดไหน เพราะหนึ่งเป็นอัลบั้มใหม่จาก "เจมส์ มอริสัน" ศิลปินชายที่ ณ ขณะนี้สามารถเบียดตัวเองขึ้นมาครองบัลลังก์คู่กับคุณ "จอห์น เมเยอร์" ที่เป็นยอดชายอันดับหนึ่งในดวงใจมานานนับจะ10ปี ถัดมาเพลงในอัลบั้มนี้เพราะม๊ากกกกกกกกกกชนิดที่ทำเอาดิฉันฟังไปอกสั่นขวัญแขวนเช็ดน้ำตาป้อยๆไป - - เปล่าไม่ใช่เพราะสยอง - - ด้วยความที่เพลงมันไพเราะเพราะพริ้งเกินมนุษย์มนาทั่วไปเขาจะรังสรรค์กันได้และเก็บความระทึกไว้ท้ายสุดที่จะประกาศว่า "ดิฉันกับพี่เจมส์เรารักกันลึกซึ้งมากกกกกกกกกก"....งานนี้ใครแย่งกูตบ!!!




















รูปแบบเพลง




















แม้ว่าภาคดนตรีจะมาแนวเดิมๆแบบที่เคยลองลิ้มชิมความหวานให้เบิกบานใจกันตั้งแต่สมัย Undiscoverd งานชุดแรก แต่ก็อ่ะ อ่ะ อ่ะ อ่าอี๊ยาอี๊อย่า...อย่าได้มาค่อนขอดพี่เจมส์ของดิฉันเชียวค่ะว่าซ้ำซากไม่มีอะไรใหม่ๆเพราะถ้าหูไม่ได้หนวกกันและติดตามงานของพี่เจมส์ชนิดเข้าเส้นเลือดมาตั้งแต่ชุดแรกชนิดไม่มีขาดตกบกพร่องกันจริงจะเห็นว่ายัดเยียดอะไรใหม่ๆเข้ามาทุกอัลบั้มพร้อมกับพัฒนาขึ้นเรื่อยๆอย่างน่าชื่นใจผิดกับอีกเจมส์ - - บลันท์ - - ที่หลังจากถูกเปรียบเทียบกันมันส์หยดถึงพริกถึงขิงสมัยงานชุดแรกพ่อทหารผ่านศึกก็ทำเพลงถอยหลังลงอย่างน่าใจหายกระท่อนกระแท่นมาโดยตลอด(แม้ชื่อจะสะกดว่า "เจมส์" เหมือนกันแต่สองเจมส์นี้ในระยาวงานมันคนละระดับกันจริงๆ) มาที่แนวเพลงของพี่เจมส์ มอริสันสุดหล่อของดิฉันใน The Awakening นี้ยังคงยืนพื้นบนสูตรสำเร็จของการผสานดนตรีพ็อพหวานละมุนอบอุ่นและโฟล์คบริสุทธิ์ละเมียดละไมจริงใจใสซื่อหวานซ้าเข้ากับดนตรีผิวสีโซล60โมทาวน์จ๋านำตบตามด้วยฟั้งค์ อาร์แอนด์บีและแจ๊ซซ์พอเป็นกระสัย - - แต่สำหรับชุดนี้นี่รู้สึกว่าจะเข้มขึ้นและดิบขึ้นมีแนวทางที่ขยับเข้าไปใกล้หาดนตรีแนวเออร์บันได้ชัดเจนและขาดตัวกว่าสองงานที่ผ่านมาเยอะทีเดียว - - นอกจากนี้ก็แซมด้วยร็อค อดัลท์คอนเทมโพลารีย์พลางขับกล่อมอย่างพลิ้วไสวบนน้ำเสียงบลูส์โซลแหบกร้าวดิบลึกเชือดเฉือนหวานประสานโศกประหนึ่งอัญเชิญร่างของตำนานโซลอย่างอัล กรีน,โอทิส เรดดิ้งและสตีวี่ วอนเดอร์มาลงทรงประมาณนั้น...ทุกสิ่งทุกอย่างที่กล่าวมาข้างต้นได้อาศัยการเก็บเกี่ยวประสบการณ์และฝีมือที่พัฒนาขึ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการร้องการทำดนตรีและการเรียบเรียงอย่างมีเอกภาพชวนฟังก่อให้เกิดผลลัพธ์เป็นงานพ็อพโซลชิ้นงามอันเป็นอัลบั้มที่ดีที่สุดของพี่เจมส์สุดที่รักใน The Awakening นี่แล














จุดด้อย














ถ้าจะมีก็หน้าปกแหละค่ะหน้านิ่วเบื่อโลกยังกับคนเพิ่งโดนของเขมรเสกเข้าท้องมาอัลบั้มตั้งชื่อชวนตะลึงพรึงเพริดแต่ทำไมรสนิยมการเลือกปกมันช่างสวนทางกับงานดนตรีโดยสิ้นเชิงอีแบบนี้ล่ะพ่อ??? แต่เดี๋ยวๆๆๆๆๆมองดีๆไม่เหมือนโดนคุณไสยนะคะเหมือนคนสะลึมสะลือกลางดึกกำลังจะเดินไปเยี่ยวยังไงยังงั้น....แต่หน้าปกไม่เกี่ยวกับงานเพลงใช่มั้ยคะ? ดังนั้นงานดีซะอย่างต่อให้อุตริเอารูปคุณพี่เจมส์ตอนน้ำลายยืดขี้มูกย้อยยามตื่นเช้ามาทักทายให้สมกับคอนเส็ปท์งานดีมันก็คืองานดีล่ะเนอะ












แทร็คเด็ด












เลือกยากอ่ะเพราะว่ามันเด็ดไปซะทุกเพลงงั้นขอเขียนเฉพาะเพลงที่ชอบจริงๆเลยก็แล้วกันวินทีนี้คงไม่มีเพลงไหนที่จะดังก้องกังวานสะท้านในใจไปได้มากกว่า I Won't Let You Go (5) ซิงเกิ้ลเปิดตัว งานพ็อพโซลงามระยับสูตรสำเร็จที่จะต้องมีในอัลบั้มพี่เจมส์ทุกชุดอย่างที่เคยได้ยินกันไปแล้วใน You Give Me Something กับ Save Yourself ในงานสองชุดแรกนั่นไง เป็นเพลงที่ฟังแล้วรู้สึกมีความสุขล่องลอยอยู่ในอากาศไปกับเสียงของพี่เจมส์ที่ไพราะเพราะพริ้งระดับสวรรค์สร้างพระเจ้าประทานมาเหใอนพรหมลิขิตของเราสองโดยแท้เจ้าค่ะ หึหึหึ In My Dreams (4.5/5) แทร็คเปิดอัลบั้มที่แฟนๆพี่เจมส์คงได้ฟังเวอร์ชั่นอคูสติคกันไปแล้วตอนช่วงส่งท้ายปีที่แล้วดนตรีเป็นพ็อพโฟล์คสวยงามบริสุทธิ์ด้วยกีตาร์อคูสติคสะอาดๆคลอไปกับเสียงร้องเพราะๆของพี่เจมส์ตบตามด้วยเครื่องสายพองดงามและเสียงประสานแบบโซลในช่วงท้ายเรียบง่ายแต่สมบูรณ์แบบ เสียดายอย่างเดียวไอ้เวอร์ชั่นที่พี่เจมส์ร้องสดเมื่อปีที่แล้วมันเพราะม๊ากกกกกกกก เอ่อ มากจนต้องให้คะแนนต้นฉบับน้อยลง0.5เลยทีเดียว เพลงถัดมากับ 6 Weeks (5) หลอกให้ตายใจว่าดูเหมือนจะเป็นงานโฟล์คหวานๆสไตล์ที่ฟังจากพี่เจมส์จนเอียนในช่วงต้นก่อนจะกลายพันธุ์เป็นโซล60ด้วยเครื่องเป่าบิ๊กแบนด์สุดอลังการ เสียงประสานที่ให้อารมณ์ขลังๆแบบกอสเพลหน่อยๆตบตามด้วยความเป็นบลูส์โซลอาร์แอนด์บีฉบับคอนเทมโพลารีย์ดิบดำเข้มข้นเพราะมากค่ะที่รัก Slave To The Music (5) เซ็กซี่ม๊ากกกกกกกกกกมันเป็นอะไรที่เริ่ดอย่างบอกไม่ถูกตั้งแต่การเรียบเรียงดนตรีที่ทำได้อย่างมีชั้นเชิงทีเดียวไล่จากฟั้งค์ไปหากีตาร์บลูส์จางๆตลอดจนชนกับการเรียบเรียงของวัฒนธรรมอาร์แอนด์บี แจ๊ซซ์และโซล เหนือสิ่งอื่นใดสรรพสำเนียงการร้องของพี่เจมส์เท่ห์และฟินม๊ากกกกกกกกกกกก ฟังแล้วเอสโตรเจนกับโปรเจสเทอโรนในตัวน้องพุ่งปรี๊ดดดดดดดดๆๆๆ จะว่าไปก็พาลให้นึกถึง Under The Influence ในภาคที่โตและมีความชัดเจนในตัวเองอยู่เหมือนกัน มาที่ Beautiful Life (5) อีกหนึ่งงานที่จับเอาดนตรีพ็อพหวานๆและท่อนคอรัสติดหูอบอุ่นแบบอดัลท์คอนเทมโพลารีย์สไตล์เจมส์ มอริสันมาชนกับศิลปะแบบโซลยุค60ได้อย่างดีเป็นเพลงพ็อพโซลแบบที่วัดกันจริงๆแล้วก็อาจจะมีให้เห็นเยอะพอตัวเหมือนกันกับศิลปินแนวๆนี้แต่กล้ารับประกันว่าเพราะมากๆและโดดเด่นไม่แพ้ใคร One Life (4.5/5) งานบัลลาดบลูส์โซลเพราะๆเครืองสายกรีดกรายพรมเพียโนนุ่มละมุนพลิ้วไสวที่เชื่อว่าเข้าทางแฟนๆของพี่เจมส์แน่นอน ขออนุญาติปิดรีวิวก่อนจะยาวไปกว่านี้ด้วย The Awakening (4.5/5) ไทเทิ่ลแทร็ค งานบัลลาดสไตล์เจมส์ มอริสันคนเดียวเท่านั้นที่ทำได้คงจะไม่มีคำใดบรรยายไปได้มากกว่าคำว่า "เพราะมากๆ" โอ๊วววว ฟังแล้วแอบเช็ดน้ำตาป้อยๆ


สรุป


ตลอดการพิสูจน์ตัวเองกว่าสามอัลบั้มทำให้เราได้รู้ว่าที่สื่ออังกฤษยกให้ชายคนนี้เป็น "เพชรแห่งโซล" แห่งวงการดนตรีฝั่งอังกฤษนั้นไม่ใช่การยกยอปอปั้นสรรเสริญหรืออวยตามกระแสสำเร็จแต่อย่างใด เจมส์ มอริสันพิสูจน์ตัวเองได้ดีอีกครั้งว่าตัวเขานี่แหละเป็นอีกหนึ่งศิลปินคุณภาพที่เปี่ยมความสามารถฉกาจฉกรรจ์หาตัวจับยากอันเป็นความหวังแห่งวงการดนตรีจากฝั่งอังกฤษโดยแท้จริง ถึงแม้ว่าตัวเขาจะไม่สามารถเข้าไปนั่งในใจคนทั้งโลกหรือจะเปลี่ยนให้ใครยอมรับความสามารถของเขาทุกคนแบบที่ดิฉันกับอีกหลายๆคนตระหนักถึงก็เอาเถอะสำหรับดิฉันผู้ชายคนนี้พิสูจน์ตัวเองได้ดีที่สุดแล้วในอัลบั้มชุดนี้กับความสุขความสวยงามที่ผ่านน้ำเสียงเพราะและตัวโน๊ตดนตรีสุดมหัศจรรย์ ดิฉันกล้าพูดว่างานที่คุณกำลังอ่านอยู่นี่เป็นงานพ็อพที่ดีที่สุดจากเกาะอังกฤษในปีนี้ทีเดียว - - แต่งงานกันเถิดเจมส์!!!