วันอังคารที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

Cher&Christina Aguilera : Burlesque : 85%


Cher&Christina Aguilera : Burlesque : 85%


ในฐานะสาวกตัวกลั่นของ "คริสทิน่า อากิเลร่า" แม้ว่าปีนี้จะนับว่าเป็นปีที่สุดแสนจะรื่นรมย์เนื่องจากเจ้าหล่อนทยอยออกผลงานมาให้เราติดตามกันจนน้ำลายไหลไม่ว่าจะเป็นทั้งสตูดิโออัลบั้ม อัลบั้มซาวนด์แทร็คประกอบภาพยนตร์และยังรวมไปถึง Burlesque ภาพยนตร์เรื่องแรกที่เธอรับบทแสดงนำซึ่งก็นับว่าเป็นบทบาทใหม่ของคริสทิน่าในฐานะนักแสดงที่ชวนติดตาม (ลงโรงบ้านเราปีหน้า ^ ^) แต่กับตัวของคุณนายศิลปินเองไม่ทราบว่าปีนี้เป็น "ปีชง" ของเจ้าหล่อนหรืออย่างไรนะคะเพราะมีแต่เรื่องชวนให้ปวดใจตั้งแต่อัลบั้มล่าสุดอย่างBionicแป๊กชนิด "ไม่เป็นท่า" ไปจนถึงล่าสุดก็เพิ่งจะออกมาเปิดใจว่าแยกทางกับ "จอร์แดน แบรตแมน" สามีสุดที่รักหลังจากที่ประคับประคองชีวิตคู่มาร่วมกันถึง5ปีซึ่งนี่ก็อาจจะเป็นสาเหตุหลักนะคะที่ทำให้เราได้เห็นว่าทำไมคริสทิน่าไม่ค่อยใส่ใจต่อการโปรโมตงานเท่าไร..."ไม่ใช่ว่าไม่มีวินัยในตัวเอง แต่เธอก็คนเนอะแค่ต้องการเวลาเยียวยาในสภาพที่จิตใจมันไม่พร้อมก็แค่นั้น!" ก็ในฐานะแฟนคลับและคนที่รักเธอมากคนหนึ่งก็อยากจะขอเป็นกำลังใจให้และส่วนตัวเชื่อว่า "คริสทิน่าเป็นผู้หญิงที่เข้มแข็งมากๆอยู่แล้ว" และแน่นอนว่าเธอจะผ่านมรสุมตรงจุดนี้ไปได้อย่างสง่างาม สำหรับวันนี้แฟนคลับคนนี้ก็ไม่มีอะไรจะอุทิศให้เธอค่ะนอกจากความตั้งใจที่จะรีวิว Burlesque อัลบั้มซาวนด์แทร็คของเธอที่ส่วนตัวภูมิใจมากๆให้ออกมาดีที่สุด....ให้เธอ ให้ป้าแฌร์ ให้แฟนคลับคริสทิน่าและให้แก่ทุกๆหัวใจทีมีเสียงดนตรี

ป.ล. สิ่งที่อยากจะเสริมว่า "ภูมิใจในตัวเธอก็คือ" ภาพที่เห็นว่าแม้ชีวิตจะต้องเผชิญกับความรู้สึกโหดร้ายและสภาพกดดันจากสังคมดนตรีที่ตราหน้าเธอว่า "สุดยอดศิลปินที่ล้มเหลวแห่งปี" แต่อย่างน้อยหน้าที่ในฐานะนะ "แม่" ผู้หญิงคนนี้เลี้ยงดูและให้ความรักความอบอุ่นแก่ชีวิตน้อยๆได้อย่างไม่มีขาดตกบกพร่องจริงๆ....นับถือใจ!

รูปแบบเพลง

หลังจากที่กระแสตอบรับจาก Bionic อัลบั้มล่าสุดออกมาไม่ค่อยโสภาอย่างที่ศิลปินระดับคริสทิน่าเองก็คงไม่คาดคิดเหมือนกันว่างานที่ถูกคาดหวังในระดับที่สูงที่สุดเท่าที่ชีวิตเธอเคยทำดนตรีมาพอถึงเวลาออกสู่โลกจริงๆแล้วจะลงเอยด้วยการ "ขายไม่ออก" ทั้งๆที่ภาพรวมของอัลบั้มก็นับว่าเป็นพ็อพระดับคุณภาพที่น่าฟังมากในระดับหนึ่งรวมถึงมีครบทั้งสูตรสำเร็จทางการตลาดและภาคดนตรีที่หลากหลายสมความต้องการของยุค หากแต่ปัญหาก็คือพอศิลปินระดับคริสทิน่าลดชั้นเชิงตัวเองมาทำงานเล่นๆสนุกๆละความสมบูรณ์แบบที่เคยสร้างไว้สูงส่งมากจากอัลบั้มก่อนหน้านี้อย่าง Stripped และ Back To Basics ให้กลับมาเอาใจตลาดกระแสหลักมากขึ้นหากแต่ผลลัพธ์ดันกลับตาลปัตรเป็น "ไม่ถูกอุปสงค์ของตลาดดนตรี" อันนี้รวมไปถึงความที่เธอ "โฆษณาชวนเชื่อไว้ซะเว่อร์เกิน" แต่ผลลัพธ์กลับออกมาไม่สมกับที่คาดหวังและรอคอยด้วยความที่ออกแนวสีสันเยอะเกินไปจนสะเปะสะปะขาดความลงตัวรวมถึงมาตรฐานทางดนตรีที่ดร็อปลงไปมากจนน่าตกใจไหนจะภาพลักษณ์ที่ไม่มีตัวตนและคอนเส็ปท์ชัดเจนเท่ายุค Xtina กับ Baby Jane อีก บทสรุปเลยออกมาเป็นโศกนาฏกรรมที่พากองทัพโปรดิวซ์เซอร์มากความสามารถมาตายร่วมกันชนิดไม่เกิดประโยชน์และเครดิตแก่ฝ่ายใดทั้งสิ้นโดยแท้ (สงสัย2หน่อโกลด์แฟร็ปจะมีญาณรู้ล่วงหน้าว่าไม่รอดๆแน่ๆเลยแกล้งๆทำเพลงให้มันไม่เสร็จ) พอมาถึงงานชุดนี้แม้จะเป็นแค่อัลบั้มซาวนด์แทร็คแต่ก็ขอติ๊แก้ตัวกันหน่อยเพราะภาคดนตรีในอัลบั้ม Burlesque เป็นอะไรที่เข้าทางเธอสุดๆกับการหวนคืนสู่จิตวิญญาณของตนเองในแบบฉบับ Back To Basics ที่นำดนตรียุคเก่าทั้งโซล บลูส์และแจ๊ซซ์มาปะทะปรุงแต่งเข้ากับดนตรีร่วมสมัยอาทิ พ็อพ ฮิพฮอพ ฟั้งค์และอาร์แอนด์บียันอารมณ์สวิงสวายกรีดกรายด้วยความเป็นคอนเทมโพลารีย์แถมด้วยเพลงย้อนยุคสไตล์โมทาวน์โซลยุคโมทาวน์และคลับแจ๊ซซ์ช่วงยุค40-50โบราณเลอค่าอมตะจัดๆโดยภาพรวมมีการบีบกลิ่นของดนตรีจำพวกคาบาเร่ต์และบรอดเวย์มิวสิคคัลเข้ามาคุมทิศทางในระดับที่สูงซึ่งผลลัพธ์ก็พิสูจน์ออกมาให้เห็นแล้วนะคะว่าคริสทิน่า อากิเลร่าควรจะรู้ตัวเองได้แล้วว่าตัวเธอเหมาะกับดนตรีแนวนี้ขนาดไหน มาที่ฝากของแขกรับเชิญอย่างป้าแฌร์ที่แสดงนำคู่กับยัยติ๊แถมยังมีดีกรีเป็นถึงเจ้าของรางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากเรื่ง Moonstruck มาแล้ว ดังนั้นได้นักแสดงระดับมืออาชีพของแท้ขนาดนี้มาร่วมงานแฟนๆติ๊ก็คงเบาใจไปเยอะเพราะว่าหนังเรื่องนี้คงจะมีภาษีหีบห่อค่อนข้างดีกว่าหลายๆเรื่องของบรรดาดิว่าที่ผันตัวมาเป็นนักแสดง มาที่เรื่องของผลงานดนตรีนี่ เหอๆๆๆ ก่อนหน้านี้เจ้าป้าเราก็ถูกด่าซะยับเยินเหมือนกันกับสตูดิโออัลบั้มล่าสุดเมื่อต้นปี2000อย่าง Living Proof ที่เป็นงานยูโรแด๊นซ์สุดจืดชืดระดับตลาดล่างที่ทลายชื่อเสียงบารมีของเจ้าป้าในฐานะแด๊นซ์ซิ่งควีนเกิดใหม่ใน Believe งานชุดก่อนหน้าได้อย่างหมดจดราบคาบภายในระยะห่างแค่ชุดเดียว สำหรับชุดนี้เจ้าป้าก็มาโชว์ลูกคอให้แฟนๆเดนตายได้ปลาบปลื้มหายคิดถึงกันหลังจากที่หายหน้าไปทัวร์แล้วทัวร์อีกชนิดยาวนานกินเวลาเกือบทั้งยุคมิลเลเนียมชนิดมากมายเต็มอิ่มจุใจถึง 2เพลง (ตายห่า!!!) เลยทีเดียว โดยเจ้าป้ารับผิดชอบในส่วนของภาคดนตรีที่เน้นความเป็นคลาสสิคคัลตลอดจนอดัลท์คอนเทมโพลารีย์บัลลาดอลังการสไตล์ดิว่าบัลลาดสมัยยุค90ซึ่งก็ทำออกมาได้ดีมากไม่แพ้กัน จะว่าไปถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดงานชุดนี้ก็น่าจะขายดีทีเดียวนะเพราะรวมแฟนคลับคริสทิน่าที่ชอบแนวโซลแนวแจ๊ซซ์ไหนจะเจ๊กะเทยทั้งหลายที่ตามแห่แหนดวงวิญญาณยายแฌร์มาร่วม4-5ทศวรรษเข้าไปอีกล่ะ.....ถ้าไม่มีเหตุให้สะดุดโซนี่ก็คงวจะนั่งนับเงินกันเพลิน???

จุดด้อย

เอาจริงๆในแง่ของงานซาวนด์แทร็คจำพวกมิวสิคคัลก็นับว่าไม่ได้พิเศษอะไรมากมายนะคะเมื่อเทียบกับงานของ Moulin Rouge,The Sound Of Music,Evita,Some Like It Hot,Dream Girls หรือแม้แต่ Chicago,Phantom Of The Opera ยัน Sweeny Todd แต่อย่างน้อยก็ชอบมากกว่า Mama Mia กับ Glitter ล่ะนะ ซึ่งเราไม่ได้พูดแถงความสมบูรณ์แบบในระดับ4-5งานแรกที่ยกมากันใช่มั้ยคะ? สำหรับภาพรวมของอัลบั้มนี้ในแง่ของการเรียบเรียงและความไพเราระนี่สำหรับดิฉันขอจัดให้อยู่ในระดับที่ "เจ๋ง!!!!" และสมศักดิ์ศรีกับที่เป็นงานของศิลปินระดับตำนานอย่างแฌร์และคริสทิน่าชนิดที่ไม่เสียทีที่จับเอาพลังของสุภาพสตรีแถวหน้าจากทั้ง2ยุค(ที่ห่างกันมาก)มารวมกัน จะมีจุดให้ติก็ตรงที่ในแง่ของการนำเสนอที่ดูจะให้ความสำคัญไปที่ตัวของคริสทิน่ามากเกินไปนิดจนกลายเป็นคล้ายๆถึงขั้นเหมือนงานอีพีเฉพาะกิจของติ๊ที่ไปดึงย่าแฌร์มาบังหน้าให้ดูเป็นซาวนด์แทร็คที่เกือบๆจะลวกมากกว่า (หมายถึงวิธีการขายนะไม่ใช่เนื้องาน) ทั้งที่จริงๆแล้วไม่คิดเหรอว่าตัวป้าสมควรที่จะมีบทบาทในงานชุดนี้มากกว่านี้อันนี้ยังไม่รวมไปถึงเพลงของนักแสดงท่านอื่นๆที่สมควรจะมีในงานชุดนี้เพราะ แหม!!! นี่งานซาวนด์แทร็คนะคะไม่ใช่โครงการติ๊feat.แฌร์ ฮ่วย!!! อีกประเด็นหนึ่งที่แม้ว่าจะไม่นับเป็นจุดด้อยแต่ก็ขอแอบเปรียบเทียบนิดนึงเนื่องจากส่วนตัวฟังงานชุดนี้แล้วแอบคิดถึงอัลบั้ม I'm Breathless ซาวนด์แทร็คประกอบภาพยนตร์เรื่อง Dick Tracy ที่นำแสดงโดยเจ๊แม่มาดอนน่านักแสดงมือฉมังของโลกไม่ได้เนื่องด้วยอารมณ์ในบางจุดออกมาค่อนข้างใกล้เคียงกันโดยเฉพาะซาวนด์ดนตรีแบบคลับแจ๊ซซ์ย้อนยุคทรงเสน่ห์ช่วง40-50นั่นแหละ ลองเทียบๆกันดูแล้วส่วนตัวรู้สึกว่าของติ๊มี"ทีเด็ด"จริงๆแต่ก็ไม่ได้เด้งถึงขั้นที่จะสร้างมาสเตอร์พีซประดับตนให้เป็นที่ฮือฮาแบบ Vogue รวมถึงไม่มีแทร็คที่น่าจะส่งตัวเองเด้งเข้าท็อป10บิลบอร์ดแบบที่เจ๊แม่ทำให้โลกตะลึงมาแล้วใน Sooner Or Later กับ Hanky Panky ที่ออกแนวโบราณจัดๆแต่ก็เสนอหน้าติดชาร์ต10อันดับต้นกับเขาได้ แต่จะว่าไปนั่นมันก็คนละยุคกันนะคะเพราะสมัยนี้รสนิยมการฟังเพลงของคนอเมริกันเนี่ยมันเป็นไปในทางที่...เอาเถอะ!อย่างที่เห็นๆกันแหละเนอะรวมถึงช่วงนั้นเป็นช่วงพีคสุดๆของมาดอนน่าด้วยในขณะที่คริสทิน่าเองล่าสุดก็เพิ่งเข็น Candy Man ติดท็อป20กับเขาไปได้เหมือนกันในช่วงที่ชาร์ตบิลบอร์ดวิกฤติและขาดความน่าเชื่อถืออย่างถึงขีดสุดซึ่ง...คุณขา!!!เพลงย้อนยุคขนาดนี้ต่อให้ติดท็อป50ยุคนี้ก็เก่งแล้วนะ อย่างไรก็ตามใช่ว่าคริสทิน่า อากิเลร่าชุดนี้จะไม่มีจุดที่เหนือกว่าด้วยความที่เธอมี "เสียง" และ "จริตจก้าน" ที่เข้าถึงอารมณ์เพลงในยุคนั้นได้ดีกว่าชนิดที่ตัวอีเจ๊แม่ก็คงปฏิเสธไม่ลงว่าถ้าให้มาร้องแข่งกัน "กูก็สู้มันไม่ได้!!!!" ความเจิดจรัสไม่เท่าแต่เหนือกว่าในแง่ของการใส่จิตวิญญาณนี่นับว่าน่ากลัวมากนะ บทสรุปก็คือถ้าเทียบกันแล้วความแรงติ๊อาจจะทำได้ไม่เท่าแต่ก็ได้เปรียบในส่วนของความทรงเสน่ห์และความชวนฟังที่ติดใจคอดนตรีในวงที่กว้างกว่าและระยะที่ยาวกว่าชนิดที่ไม่ต้องมาสนใจว่าใครมาก่อนมาหลังแน่นอน....ต๊ายยย!!!แล้วดิฉันจะจับมาเทียบกันให้โดนด่าทำไมเนี่ย???? หึหึหึ ^ ^

แทร็คเด็ด

เปิดอัลบั้มอย่างอลังการด้วย Something's Got A Hold On Me (4.5/5) คัฟเว่อร์จากเจ้าป้าเอ็ตต้า เจมส์ที่ทางทีมงานภาพยนตร์ปล่อยคลิปมายั่วน้ำลายแฟนๆติ๊นาร่วมหลายเดือนแล้ว ตัวเพลงเป็นงานโมทาวน์โซลย้อนยุคที่ให้อารมณ์โซลยุค60จัดๆที่โดดเด่นทรงพลังด้วยน้ำเสียงบลูส์โซลดิบๆสุดเชือดเฉือนและการเข้าถึงศิลปะดนตรีโซลฉบับโมทาวน์ได้อย่างถึงแก่น เป็นความทรงพลังชนิดที่สตีวี่ วอนเดอร์,เจมส์ บราวน์,อรีธ่า แฟลงคลิน,มาร์วิน เกย์และตัวเจ้าป้าเอ็ตต้า เจมส์เองถ้าได้มานั่งฟังก็คงยิ้มกันตาหยี ต่อด้วย Express (3/5) ที่สรุปแล้วเป็นซิงเกิ้ลแรกใช่มั้ย?เพลงนี้มีทีเด็ดด้วยท่อนคอรัสที่ติดหูและชัดเจนมากๆพร้อมด้วยเนื้อหาคมกริบเชือดเฉือนใจหากแต่มาพลาดตรงที่ตอนหลุดมาเป็นคลิป45วิแล้วชวนให้หลายๆคนตั้งความหวังไว้ว่ามันต้องเป็นไฮไลท์เด็ดของอัลบั้มแน่นอนแต่พอได้ฟังเต็มๆแล้วรู้สึกว่าผลลัพธ์ที่ได้ค่อนข้างสับสน ยืดเยื้อและวนไปเวียนมาจนหาทางออกแถบไม่เจอกว่าจะหมุนกันหลุดก็ทำความเข้าใจกับเธอชั่วขณะ คือส่วนตัวเข้าใจนะว่าต้องการจะทำให้มันแตกต่างและดูมีมิติแบบพวกสกอร์ภาพยนตร์ที่มีโครงสร้างเป็นดนตรีบรอดเวย์ช่วงปลายทศวรรษ60-80ที่ดนตรีร็อคเริ่มขยับเข้ามามีอิทธิพลในโลกของบรอดเวย์แบบที่คอบรอดเวย์คงอาจจะเคยเห็นกันไปแล้วในละครเวทีอย่าง Pippin ไม่ก็ Jesus Christ Superstarก่อนจะตบความเป็นตัวตนของเธอแบบที่ทำในอัลบั้ม Back To Basics ที่ยัดทั้งพ็อพ โซล อาร์แอนด์บีและคลับแจ๊ซซ์ช่วงยุค40-50ลงไป ผลลัพธ์ออกมาเป็นธีมบรอดเวย์ร่วมสมัยช่วงย่างเข้าทศวรรษ80ที่ยังคงมนตร์เสน่ห์ของความเป็นเออร์บันและความร่วมสมัยแบบคริสทิน่าไว้.....ลูกเล่นเก๋ดีแต่ไม่ลงตัวว่ะเจ๊! มาที่ Tough Lover (4.5/5) ซึ่งเชื่อว่าเป็นอีกเพลงที่หลายคนจับตามองในงานชุดนี้ เปิดตัวเก๋ไก๋ด้วยการอิมโพรไวซ์เสียงหอนแบบโซลที่รู้สึกว่าคริสทิน่าจะชอบทำแบบนี้ซะเหลือเกินก่อนจะขยับเข้ามาเป็นคลับแจ๊ซซ์ช่วงยุค40-50ผสานสวิง คาบาเร่ต์ เครื่องเป่าสไตล์บีบ็อพยืนพื้นคู่ไปกับเพียโนพลิ้วๆในแบบสแตนดาร์ดแจ๊ซซ์กึ่งบรอดเวย์ ส่วนตัวฟังแล้วจินตนาการถึงการร่วมงานกันระหว่างเจ้าป้าซาร่าห์ วอห์นกับคาร์เม็น แม็คเรย์ที่ได้เจ้าป้าบลอสซั่ม เดียร์รี่ย์มาเดี่ยวเพียโนให้ปะทะไปกับการบรรเลงมโหรีคงวงดนตรีแจ๊ซซืใหญ่บึ้มจากเค้าน์เบสซี่หรือถ้าจะเอาให้ง่ายกว่านั้นก็ลองคิดภาพของสองเจ๊ในชิคาโก้ที่วันดีคืนดีมีเสียงเป็นโซลขึ้นมาน่ะค่ะ สำหรับเพลงโปรดของดิฉันนี่เลยค่ะ But I Am A Good Girl (5) อาจจะเพราะความซวยที่ดันชอบดนตรีแนวๆนี้เป็นทุนรวมถึงดั๊นนนนนไปเห็นลวดลายนางโชว์ของนางติ๊นามันเข้าเท่านั้นแหละค่ะ อู๊ยยยยยยยยย แม่ร่อนอยู่ในห้องทั้งคืน หึหึหึ ดนตรีไม่มีอะไรมากค่ะเป็นคาบาเร่ต์แจ๊ซซ์ผสานบรอดเวย์แจ๊ซซ์ที่เจ้าป้ามาริลีน มอนโรล่อมาบนจอเงินซะจนดังคับโลกไปแล้วเป็นเพลงที่คริสทิน่าใช้น้ำเสียงได้แตกต่างและมีจริตจก้านกว่าเพลงอื่นๆมากชนิดถอดวิญญาณมาริลีนออกมาร้องเลยทีเดียว ส่วนอีกเพลงที่รักไม่แพ้กันคือ A Guy What Takes His Time (5) ที่แพรวพราวไปด้วยมนตร์เสน่ห์ของบลูส์แจ๊ซซ์ติดโซลหม่นๆในแบบที่ชวนให้นึกถึงเจ้าป้าเบสซี่ สมิธและบิลลี่ ฮอลิเดย์ก่อนจะตบด้วยอารมณ์หฤหรรษ์แบบบรอดเวย์สุดคลาสสิคที่ให้ความรู้สึกถึงจริตจก้านเซ็กซี่แพรวพราวของมาริลีน มอนโรยามที่มาผสานกับน้ำเสียงหนักแน่นทรงพลังของมหาราชินีบรอดเวย์สุดคลาสสิคอย่างเอ็ธเธล เมอร์แมนแล้วมันออกมาเป็นนางติ๊นาคนนี้นี่เอง แต่ท้ายที่สุดแล้วแม้คุณนายคริสทิน่าจะอาจหาญขึ้นไปท้าชนล่อกับศิลปินระดับตำนานหลายท่านแต่ก็ยังต้องยอมศิโรราบให้แก่ You Haven't Seen The Last Of Me (5) ของย่าแฌร์ที่นับว่าเป็นไฮไลท์เด็ดของอัลบั้มจริงๆกับความเรียบง่ายและสูตรสำเร็จของอดัลท์คอนเทมโพลารีย์พ็อพบัลลาดสไตล์ดิว่าบัลลาด90 (ที่หาไม่ค่อยจะมีแล้วในยุคนี้) เพลงแบบที่มารายห์,วิทนีย์และซีลินชอบทำน่ะค่ะ สำหรับของป้าแฌร์นี่แอบเหยาะความเท่ห์ไว้ลายอดีตสาวร็อคหน่อย (ได้ข่าวว่ากำลังจะกลับมาออกอัลบั้มเป็นสาวร็อคอีกครั้งนี่คะ) ผลลัพธ์ออกมาเป็นตัวป้ามากค่ะที่สำคัญป้าร้องออกมาได้ไพเราะและเข้าถึงอารมณ์มากๆ ส่วนตัวขอยกให้เป็นแทร็คระดับมาสเตอร์พีซของป้าประจำทศวรรษนี้เคียงข้าง A Song For Lonely เมื่อต้นยุคไปเลย จะว่าไปถ้าตัดออกมาเป็นซิงเกิ้ลถัดไปนี่ดูแล้วน่าจะมีอนาคตดีทีเดียวนะคะ เพราะเพลงแบบนี้ขายได้แน่ๆ ปิดท้ายด้วย Welcome To Burlesque (3.5/5) อีกแทร็คหนึ่งของป้าที่เป็นงานเต้นรำย้อนยุคอันโดดเด่นด้วยเครื่องสายที่บรรจงวาดลวดลายลงไปได้อย่างสง่างามกรีดกรายตลอดทั่วทั้งเพลง ส่วนตัวฟังแล้วนึกถึงเสียงไวโอลินและมิติของคลาสสิคคัลแบบวาเนสซ่า เมย์ (ยังมีใครจำเธอได้มั้ยเนี่ย?) ที่เจ้าป้าให้เกียรติไปลงเสียงร้องเป็นแขกรับเชิญเก๋ๆ ฟังไปฟังมาชักเริ่มจะถูกชะตาซะแล้ว

สรุป

งานอัลบั้มซาวนด์แทร็คเล็กๆที่มอบสุนทรียภาพทางดนตรีให้คุณครบแถมยังเพียบพร้อมไปด้วยรสนิยมทางดนตรีอันดีมอบให้แก่ทุกคุณผู้ฟังที่แวะเวียนมาทักทายทำความรู้จัก ไม่ใช่งานซาวนด์แทร็คที่อลังการสมบูรณ์แบบแต่ถ้าตัดสินความดีในฐานะอัลบั้มดีๆอัลบั้มหนึ่งล่ะก็ ไม่แน่ว่างานชุดนี้อาจจะเป็นหนึ่งใน20-30อัลบั้มที่ดีที่สุดประจำปีนี้ของสายเมนทสตรีมเลยก็เป็นได้.....It's Burlesque!

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น