วันศุกร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

Putumayo : Paris (Myspace#32)


Putumayo : Paris : World Music/Chanson
ส่วนตัวแล้วไม่ค่อยจะได้อะไรมากมายกับดนตรีประเภท "เวิลด์มิวสิค" อันเป็นดนตรีจำพวกดนตรีพื้นเมืองที่จุงกลิ่นอายของวัฒนธรรมตามทุกมุมโลกไว้อย่างหอมกลุ่นทรงเสน่ห์คือถ้าจะให้ฟังก็ฟังได้แต่คงต้องเรียนกันตามตรงว่า "ไม่ใช่แนวประจำ" หากแต่เหตุผลหลักที่วันนี้หยิบอัลบั้มแขนงนี้ขึ้นมาแนะนำเนื่องจากตัวดิฉันเองได้สังเกตแพ็คเก็จซีดีเก๋ๆของค่าย Putumayo -- เป็นหนึ่งในเรื่องของดนตรีเวิลด์เช่นเดียวกับ Verve ที่เป็นเซียนทางฝากแจ๊ซซ์และDeccaที่เป็นค่ายเพลงบรอดเวย์ระดับตำนาน -- มาซัก4-5ปีใหญ่ๆ ไม่ว่าจะตามบีทูเอส,แกรม,โดเรมี หรือแม้แต่แผงลอยแถวสีลม ข้าวสารและแถบๆซอยนานา เป็นอาทิ ด้วยสิ่งแรกที่หลงใหลคือ "หน้าปก" ที่บรรจงวาดลวดลายออกมาได้อย่างเก๋ไก๋ด้วยลายเส้นเรียบง่ายประกอบกับภาพวาดสวยๆที่บ่งบอกภาพรวมและคอนเส็ปท์ของอัลบั้มได้อย่างครบถ้วนแถมยังเต็มเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายของวัฒนธรรมอันน่าตื่นตาตื่นใจที่หอมโชยเตะจมูกจนน่าถึง "เพียงแค่ถลึงตามอง" นอกจากนี้แพ็คเก็จของเขายังเป็นอะไรที่ยั่งน้ำลายดิฉันมากๆเพราะแค่เห็นแพ็คเก็จสวยงมขนาดนี้มันก็อดไม่ได้ที่อยากจะพุ่งเข้าไปหยิบจับระคนความอยากซื้อยิกๆๆๆๆๆ.....ว่าแล้วไป "โหลด" มาหังหน่อยก็ดีเหมือนกัน (แล้วมีเงินมากมายเมือไรสัญญาว่าจะตามมาซื้ออัลบั้มในสังกัดของตัวไปเก็บไว้ให้มันครบคอลเล็คชั่น....ผู้หญิงที่ดีมิมีเสียสัตย์ค่ะ! วางใจได้ หึหึหึ)
สำหรับงานที่หยิบมาแนะนำในมายสเปซครั้งนี้คือ "Paris" ที่ส่วนตัวเมื่อเพ่งพินิจหน้าปกงามๆแล้วก็พอจะอนุมานได้ว่าคอนเส็ปท์ของอัลบั้มนี้ต้องการที่จะอัดเอาบรรยากาศความงามของท้องฟ้าสวยๆในยามเช้ายันยามเย็นอันเบาสบายที่ตลบอบอวนไปด้วยมนตร์เสน่ห์อันสุดแสนจะโรแมนติคของอารยธรรมกรุงแพรีส วัฒนธรรมของเมืองที่สนุกสนานแต่แฝงไปด้วยความหรูหรากรีดกรายสไตล์ผู้ดีอยู่ในทีตลอดจนจินตภาพยามคุณนั่งพลอดรักอยู่ในร้านอาหารไม่ก็ร้านกาแฟตามมุมถนนสะอาดๆพลางส่งสายตายิ้มให้สารพันแวดล้อมอันเปี่ยมสุขรอบตัวลงสู่แพ็คเก็จสวยๆถ่ายทอดผ่านดนตรีฝรั่งเศสพื้นเมืองอย่าง "Chanson" อันถือกำเนิดขึ้นในช่วงปลายยุคกลางช่วงฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (Reinaissance) อันถูกนำมาปรุงแต่งหล่อหลอมเข้ากับดนตรีพื้นเมืองของฝรั่งเศส แจ๊ซซืและสวิงอีกทีในช่วงทศวรรษ1960จนกลายเป็นอารยธรรมทางดนตรีอันทรงคุณค่าเอนกอนันต์ไม่แพ้มนตร์เสน่ห์อันแสนจะงดงามตระการตาและโรแมนติคของตัวมหานครเอง อย่างไรก็ตามภาพรวมของงามชุดนี้ก็หาได้ย้อนยุคหรือพื้นเมืองจ๋าคจนคนต่างแดนอย่างเราๆฟังแล้วจะต้องอึ้งกิมกี่เขางอกตีกันไม่เนื่องจากงานนี้ออกมาในแนวดนตรีพ็อพร่วมสมัยประมาณคอนเทมโพลารีย์ที่นิยมเปิดกันตามร้านอาหารหรูๆไม่ก็ผับที่คลาสสูงหน่อยย่านสีลม ทองหล่อและพญาไทไปยันงานชิลล์ๆที่เปิดคลอเคลียให้ได้ยินกันตามห้าง (แต่ดูดีกว่านั้น) โดยภาคดนตรีมีความเป็นแจ๊ซซ์ อคูสติคโดยผสานมิติลูกเล่นของดนตรีพื้นเมืองประจำกรุงแพรีสในขณะที่บางแทร็คทำเก๋ด้วยเสียงกระซิบกระซาบเป็นภาษาฝรั่งเศสค่อนไปทางบอสซาโนว่าเล็กๆจะว่าไปถ้าใส่ซาวนด์อิเล็คโทรนิคไม่ก็ดาวน์เทมโพลงไปให้จัดกว่านี้อัลบั้มนี้จะสามารถรวมอยู่ในหมวดของดนตรีจำพวกเล้าจ์นและชิลล์เอ๊าท์ได้สบายๆ (แต่อย่าเลยมันมีเยอะแล้ว!) หรือถ้าที่กล่าวไปมันมากมายเกินจะเรียกว่าเป็นงาน "เฟร๊นซ์พ็อพ" อย่างที่พวกคออินดี้พ็อพที่รักใคร่วงฝรั่งเศสอย่าง Tahiti80 หรือ Orwell ชอบเรียกกันก็คงไม่ผิดแต่อย่างใด แถมเนื้องานยังจะดูเป็นพ็อพบริสุทธิ์สมกับนิยามพ็อพมากกว่า2วงดังกล่าวที่ออกแนวไปทางลุกผสมด้วยนะเออ
สุดท้ายอยากจะบอกกับทาง Putumayo มากๆว่า "ดีใจที่ได้ลองฟัง" นะคะและอัลบั้มนี้จะเป็นรงบันดาลใจที่ทำให้ดิฉันอยากสะสมและทำความรู้จักกับดนตรีเวิลด์มิวสิคอีกหลายอัลบั้มจากทางค่ายเลยทีเดียว แถมปลายปีช่วงใกล้ๆเทศกาลแบบนี้ได้เพลงพื้นเมืองฝรั่งเศสเพราะๆแบบนี้มาเปิดคลอแทนที่จะต้องมานั่งทนกับพวกฮิพฮอพหรือเพลงของเคชช่า.....นับว่าเป็ของขวัญก่อนคริสมาสต์ที่สุดจะเลอค่าทีเดียว

วันพฤหัสบดีที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

Belle&Sebastian : The Life Pursuit (Myspace#31)



Belle&Sebastian : The Life Pursuit : Indie Pop

"ลิเวอร์พูลอาจเป็นตำนานในยุครุ่งเรืองของ The Beatles แมนเชสเตอร์อาจจะเปรี้ยวปรี๊ดเมื่อครั้งไฮเซียนดาตระหง่านในยุคแมดเชสเตอร์ ลอนดอนอาจกิ๊บสุดในสมัยพังก์ครองเมือง แต่ถ้าถามว่าตอนนี้เมืองใดในสหราชอาณาจักรมีความเคลื่อนไหวทางดนตรีที่ร้อนแรงที่สุด คงต้องยกให้นครหลวงที่หนาวเหน็บเกินเมือใดอย่างกลาสโกว์แห่งสก็อตแลนด์" (มิลา วีณิน,คอลัมน์ "Off Beat" นิตยสาร "Hook" ฉบับที่3) .....แม้ว่าประโยคสุดเก๋จากนิตยสาร Hook -- นิตยสารดนตรีสากลที่ดิฉันรักไม่แพ้ Pop,Forward,AlertและAll Music...เพียงแต่ของเขาจะออกเอาใจคออินดี้มากกว่า ข้อมูลแน่นปึ๊ก เก๋สมกับที่คุณพี่เก๋ สิริกาญจ์นอดีตมือตบคนสวยประจำสำนักปอปมานำทัพ ^ ^ -- จะล่วงเลยผ่านไปกว่า5ปีแต่ในฐานะคอดนตรีและแฟนคลับของวงดนตรีบางวงที่เมืองนี้ส่งเข้าประกวดตัวดิฉันเองก็ยังกล้าเองคออันงามระหงส์และใบหน้าสวยงามโฉบเฉี่ยวของตัวเองเป็นประกันว่า "ข้อความที่คุณมิลาว่ามานั้นยังคงเป็นความจริง....จวบจนแม้จะ2010ศกขาลนี้" เพราะนับตั้งแต่ความสำเร็จของ Travis กับ Franz Ferdinand เราก็ยังไม่เคยได้เห็นกลาสโกว์หยุดผลิตวงดนตรีคุณภาพสู่ตลาดโลกเสมอและแม้แต่วงดนตรีที่ไม่เป็นที่รู้จักเท่า2วงดังกล่าวอย่าง Idlewind,Teenage Fanclub,The Jesus And Marychain หรือแม้แต่จะรุ่นหลายครามสนิมจับอย่าง Simple Mindsไม่ก็ Wet Wet Wet ที่กล้าการันตีว่าถ้าใครได้ไปลองลิ้มชิมผลงานของสารพัดวงที่กล่าวมาดูจะ "รัก" และ "หลง" กันหัวปักหัวปำได้ไม่ยาก เฉกเช่นวงนี้ -- Belle&Sebastian -- ที่ดิฉันหยิบขึ้นมาเขียนถึงกับอัลบั้มอินดี้พ็อพเพราะๆเมโลดี้น่ารักสวยงามอย่าง The Life Pursuit ที่ทุกวันนี้ฟังแล้วฟังอีกก็ยังหาจุดที่เบื่อไม่เจอสักที.....เรียกได้ว่า "รัก" และ "หลง" กันชนิดหัวปักหัวปำโดยแท้

สำหรับ Belle&Sebastian นี่ถ้าใครยังไม่รู้จักพวกเขาส่วนตัวก็ขอแนะนำคร่าวๆว่าพวกเขาเป็นวงเมนทสตรีมอินดี้คุณภาพจากกลาสโกว์สก็อตแลนด์ซึ่งมีดีกรีเป็นถึงเจ้าของรางวัลบริทอวอร์ด เคยได้รับการโหวตให้เป็นวงดนตรีจากสก็อตแลนด์ที่ดีที่สุดในปี2005เบียดตัวเต็งอย่างTravisที่ยอดขายและชื่อเสียงท่วมท้นกว่าลงไปแหมะอยู่ที่อันดับ2ในขณะที่วงสุดเปรี้ยวที่เป็นกระแสร้อนแรงในช่วงนั้นอย่าง Franz Ferdinand ถูกถีบกระเด็นไปกองที่อันดับ15 นอกจากนี้วงนี้ยังเป็นไม่กี่วงจากเกาะอังกฤษที่สามารถมีซิงเกิ้ลทะยานขึ้นบิลบอร์ดชาร์ตสูงถึงท็อป40ได้ แค่นี้ก็คงจะการันตีได้แล้วว่า "พวกเขามีดีจริงๆ" และสำหรับท่านใดที่ยังไม่ได้ลองพิสูจน์ของดีจากกลาสโกว์อย่างวงนี้ล่ะก็วันนี้มายสเปซขอแนะนำคุณให้รู้จักกับอัลบั้ม The Life Pursuit สตูดิโออัลบั้มในปี2006ของทางวงอันเป็นงาน "อินดี้พ็อพ" หวานใสนุ่มละมุนสไตล์กลาสโกว์แท้ๆที่แม้จะสัมผัสได้ถึงความหนาวเหน็บเย็นยะเยือกประจำภูมิลำเนาแต่ก็ไม่ลืมจะฉาบความอบอุ่นจากเมโลดี้เพราะพริ้งและเสียงร้องเหน่อๆทรงเสน่ห์ฟังแล้วต้องเคลิ้มหลุดลอยทุกครั้งไป แฟนTravisแย้มปากถามมาว่าเหมือนมั้ย? วู๊ยยยย อารมณ์สวยงามไม่ผิดกันแต่ "ไม่เหมือนค่ะ" คนละเรื่องกันด้วยซ้ำด้วยความที่วงของเจ้าฟรานนี่นั้นจะเน้นหนักไปที่กีตาร์บริทพ็อพเชือดเฉือนหวานหยาดเยิ้มไปจนเป็นอัลเทอเนทีฟร็อคหมองหม่นขมุกขมัวฉาบน้ำตาลมากกว่า แต่ของ Belle....นี่เป็นอินดี้พ็อพแต่งแต้มด้วยจังหวะจะโคนแบบพ็อพร็อคอ่อนๆบางแทร็คกรีดกรายด้วยเครื่องสายงามงดแถมด้วยเครื่องเป่าสวยๆและเพียโนแจ๊ซซ์ติดกลิ่นเอซิดนิดๆให้เชยชมในบางเพลง แต่จะว่าไปแฟนๆของTravisที่หลงใหลได้ปลื้มกับอัลบั้ม The Man Who ไม่ก็ The Invisible Band นี่ก็คงถูกใจได้ไม่ยากหรอกค่ะ เพราะของเขาดีไม่แพ้กันแถมออกมาสวยงามไม่หนีกันอีกต่างหาก....แต่ดนตรีไม่เหมือนกันนะเว้ย! ขอเถียง

เพลงแนะนำก็มี The Blues Are Still Blues เพลงเก่งของอัลบั้มกับจังหวะจะโคนน่ารักและภาคเนือ้หาที่แต่งออกมาได้อย่างฉลาดเฉลียวจนฟังแล้วสะอึกไปกับความที่พวกคุณเธอเข้าใจใช้ศัพท์แสงกันมากๆแถมยังเพราะติดหูจนฟังทีไรก็ต้องขอเบิ้ลๆๆๆๆๆชนิดที่ฉุดกันไม่อยู่ทีเดียว Act Of The Apostle แทร็คเปิดอัลบั้มที่ฟังผิวเผินก็ชวนให้คิดถึง Travis ไม่น้อย อันนี้ไม่ได้ว่าๆพวกเขาก็อปนะคะแต่ส่วนตัวคิดถึงจริงๆอ่ะแค่ไม่มีเสียงกีตาร์แกว่งไกวสวิงไสวก็แค่นั้น เพราะมากๆ Another Sunny day โดดเด่นด้วยจังหวะรื่นเริงสดใสแถมด้วยเมโลดี้ไพเราะติดหูกระชากใจสุดๆและ White Collar Boy ที่การเรียบเรียงดูแปร่งๆแตกต่างและออกแนวทดลองที่สุดในอัลบั้มแล้วแต่ก็ยังคงไว้ซึ่งเสน่ห์ของ Belle&Sebastian ชนิดครบถ้วนทุกกระเบียดนิ้ว นับว่าเป็นความสร้างสรรที่น่าชื่นชมทีเดียว

ป.ล. ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจากนิตยสาร Hook ค่ะ

วันอังคารที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

Cher&Christina Aguilera : Burlesque : 85%


Cher&Christina Aguilera : Burlesque : 85%


ในฐานะสาวกตัวกลั่นของ "คริสทิน่า อากิเลร่า" แม้ว่าปีนี้จะนับว่าเป็นปีที่สุดแสนจะรื่นรมย์เนื่องจากเจ้าหล่อนทยอยออกผลงานมาให้เราติดตามกันจนน้ำลายไหลไม่ว่าจะเป็นทั้งสตูดิโออัลบั้ม อัลบั้มซาวนด์แทร็คประกอบภาพยนตร์และยังรวมไปถึง Burlesque ภาพยนตร์เรื่องแรกที่เธอรับบทแสดงนำซึ่งก็นับว่าเป็นบทบาทใหม่ของคริสทิน่าในฐานะนักแสดงที่ชวนติดตาม (ลงโรงบ้านเราปีหน้า ^ ^) แต่กับตัวของคุณนายศิลปินเองไม่ทราบว่าปีนี้เป็น "ปีชง" ของเจ้าหล่อนหรืออย่างไรนะคะเพราะมีแต่เรื่องชวนให้ปวดใจตั้งแต่อัลบั้มล่าสุดอย่างBionicแป๊กชนิด "ไม่เป็นท่า" ไปจนถึงล่าสุดก็เพิ่งจะออกมาเปิดใจว่าแยกทางกับ "จอร์แดน แบรตแมน" สามีสุดที่รักหลังจากที่ประคับประคองชีวิตคู่มาร่วมกันถึง5ปีซึ่งนี่ก็อาจจะเป็นสาเหตุหลักนะคะที่ทำให้เราได้เห็นว่าทำไมคริสทิน่าไม่ค่อยใส่ใจต่อการโปรโมตงานเท่าไร..."ไม่ใช่ว่าไม่มีวินัยในตัวเอง แต่เธอก็คนเนอะแค่ต้องการเวลาเยียวยาในสภาพที่จิตใจมันไม่พร้อมก็แค่นั้น!" ก็ในฐานะแฟนคลับและคนที่รักเธอมากคนหนึ่งก็อยากจะขอเป็นกำลังใจให้และส่วนตัวเชื่อว่า "คริสทิน่าเป็นผู้หญิงที่เข้มแข็งมากๆอยู่แล้ว" และแน่นอนว่าเธอจะผ่านมรสุมตรงจุดนี้ไปได้อย่างสง่างาม สำหรับวันนี้แฟนคลับคนนี้ก็ไม่มีอะไรจะอุทิศให้เธอค่ะนอกจากความตั้งใจที่จะรีวิว Burlesque อัลบั้มซาวนด์แทร็คของเธอที่ส่วนตัวภูมิใจมากๆให้ออกมาดีที่สุด....ให้เธอ ให้ป้าแฌร์ ให้แฟนคลับคริสทิน่าและให้แก่ทุกๆหัวใจทีมีเสียงดนตรี

ป.ล. สิ่งที่อยากจะเสริมว่า "ภูมิใจในตัวเธอก็คือ" ภาพที่เห็นว่าแม้ชีวิตจะต้องเผชิญกับความรู้สึกโหดร้ายและสภาพกดดันจากสังคมดนตรีที่ตราหน้าเธอว่า "สุดยอดศิลปินที่ล้มเหลวแห่งปี" แต่อย่างน้อยหน้าที่ในฐานะนะ "แม่" ผู้หญิงคนนี้เลี้ยงดูและให้ความรักความอบอุ่นแก่ชีวิตน้อยๆได้อย่างไม่มีขาดตกบกพร่องจริงๆ....นับถือใจ!

รูปแบบเพลง

หลังจากที่กระแสตอบรับจาก Bionic อัลบั้มล่าสุดออกมาไม่ค่อยโสภาอย่างที่ศิลปินระดับคริสทิน่าเองก็คงไม่คาดคิดเหมือนกันว่างานที่ถูกคาดหวังในระดับที่สูงที่สุดเท่าที่ชีวิตเธอเคยทำดนตรีมาพอถึงเวลาออกสู่โลกจริงๆแล้วจะลงเอยด้วยการ "ขายไม่ออก" ทั้งๆที่ภาพรวมของอัลบั้มก็นับว่าเป็นพ็อพระดับคุณภาพที่น่าฟังมากในระดับหนึ่งรวมถึงมีครบทั้งสูตรสำเร็จทางการตลาดและภาคดนตรีที่หลากหลายสมความต้องการของยุค หากแต่ปัญหาก็คือพอศิลปินระดับคริสทิน่าลดชั้นเชิงตัวเองมาทำงานเล่นๆสนุกๆละความสมบูรณ์แบบที่เคยสร้างไว้สูงส่งมากจากอัลบั้มก่อนหน้านี้อย่าง Stripped และ Back To Basics ให้กลับมาเอาใจตลาดกระแสหลักมากขึ้นหากแต่ผลลัพธ์ดันกลับตาลปัตรเป็น "ไม่ถูกอุปสงค์ของตลาดดนตรี" อันนี้รวมไปถึงความที่เธอ "โฆษณาชวนเชื่อไว้ซะเว่อร์เกิน" แต่ผลลัพธ์กลับออกมาไม่สมกับที่คาดหวังและรอคอยด้วยความที่ออกแนวสีสันเยอะเกินไปจนสะเปะสะปะขาดความลงตัวรวมถึงมาตรฐานทางดนตรีที่ดร็อปลงไปมากจนน่าตกใจไหนจะภาพลักษณ์ที่ไม่มีตัวตนและคอนเส็ปท์ชัดเจนเท่ายุค Xtina กับ Baby Jane อีก บทสรุปเลยออกมาเป็นโศกนาฏกรรมที่พากองทัพโปรดิวซ์เซอร์มากความสามารถมาตายร่วมกันชนิดไม่เกิดประโยชน์และเครดิตแก่ฝ่ายใดทั้งสิ้นโดยแท้ (สงสัย2หน่อโกลด์แฟร็ปจะมีญาณรู้ล่วงหน้าว่าไม่รอดๆแน่ๆเลยแกล้งๆทำเพลงให้มันไม่เสร็จ) พอมาถึงงานชุดนี้แม้จะเป็นแค่อัลบั้มซาวนด์แทร็คแต่ก็ขอติ๊แก้ตัวกันหน่อยเพราะภาคดนตรีในอัลบั้ม Burlesque เป็นอะไรที่เข้าทางเธอสุดๆกับการหวนคืนสู่จิตวิญญาณของตนเองในแบบฉบับ Back To Basics ที่นำดนตรียุคเก่าทั้งโซล บลูส์และแจ๊ซซ์มาปะทะปรุงแต่งเข้ากับดนตรีร่วมสมัยอาทิ พ็อพ ฮิพฮอพ ฟั้งค์และอาร์แอนด์บียันอารมณ์สวิงสวายกรีดกรายด้วยความเป็นคอนเทมโพลารีย์แถมด้วยเพลงย้อนยุคสไตล์โมทาวน์โซลยุคโมทาวน์และคลับแจ๊ซซ์ช่วงยุค40-50โบราณเลอค่าอมตะจัดๆโดยภาพรวมมีการบีบกลิ่นของดนตรีจำพวกคาบาเร่ต์และบรอดเวย์มิวสิคคัลเข้ามาคุมทิศทางในระดับที่สูงซึ่งผลลัพธ์ก็พิสูจน์ออกมาให้เห็นแล้วนะคะว่าคริสทิน่า อากิเลร่าควรจะรู้ตัวเองได้แล้วว่าตัวเธอเหมาะกับดนตรีแนวนี้ขนาดไหน มาที่ฝากของแขกรับเชิญอย่างป้าแฌร์ที่แสดงนำคู่กับยัยติ๊แถมยังมีดีกรีเป็นถึงเจ้าของรางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากเรื่ง Moonstruck มาแล้ว ดังนั้นได้นักแสดงระดับมืออาชีพของแท้ขนาดนี้มาร่วมงานแฟนๆติ๊ก็คงเบาใจไปเยอะเพราะว่าหนังเรื่องนี้คงจะมีภาษีหีบห่อค่อนข้างดีกว่าหลายๆเรื่องของบรรดาดิว่าที่ผันตัวมาเป็นนักแสดง มาที่เรื่องของผลงานดนตรีนี่ เหอๆๆๆ ก่อนหน้านี้เจ้าป้าเราก็ถูกด่าซะยับเยินเหมือนกันกับสตูดิโออัลบั้มล่าสุดเมื่อต้นปี2000อย่าง Living Proof ที่เป็นงานยูโรแด๊นซ์สุดจืดชืดระดับตลาดล่างที่ทลายชื่อเสียงบารมีของเจ้าป้าในฐานะแด๊นซ์ซิ่งควีนเกิดใหม่ใน Believe งานชุดก่อนหน้าได้อย่างหมดจดราบคาบภายในระยะห่างแค่ชุดเดียว สำหรับชุดนี้เจ้าป้าก็มาโชว์ลูกคอให้แฟนๆเดนตายได้ปลาบปลื้มหายคิดถึงกันหลังจากที่หายหน้าไปทัวร์แล้วทัวร์อีกชนิดยาวนานกินเวลาเกือบทั้งยุคมิลเลเนียมชนิดมากมายเต็มอิ่มจุใจถึง 2เพลง (ตายห่า!!!) เลยทีเดียว โดยเจ้าป้ารับผิดชอบในส่วนของภาคดนตรีที่เน้นความเป็นคลาสสิคคัลตลอดจนอดัลท์คอนเทมโพลารีย์บัลลาดอลังการสไตล์ดิว่าบัลลาดสมัยยุค90ซึ่งก็ทำออกมาได้ดีมากไม่แพ้กัน จะว่าไปถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดงานชุดนี้ก็น่าจะขายดีทีเดียวนะเพราะรวมแฟนคลับคริสทิน่าที่ชอบแนวโซลแนวแจ๊ซซ์ไหนจะเจ๊กะเทยทั้งหลายที่ตามแห่แหนดวงวิญญาณยายแฌร์มาร่วม4-5ทศวรรษเข้าไปอีกล่ะ.....ถ้าไม่มีเหตุให้สะดุดโซนี่ก็คงวจะนั่งนับเงินกันเพลิน???

จุดด้อย

เอาจริงๆในแง่ของงานซาวนด์แทร็คจำพวกมิวสิคคัลก็นับว่าไม่ได้พิเศษอะไรมากมายนะคะเมื่อเทียบกับงานของ Moulin Rouge,The Sound Of Music,Evita,Some Like It Hot,Dream Girls หรือแม้แต่ Chicago,Phantom Of The Opera ยัน Sweeny Todd แต่อย่างน้อยก็ชอบมากกว่า Mama Mia กับ Glitter ล่ะนะ ซึ่งเราไม่ได้พูดแถงความสมบูรณ์แบบในระดับ4-5งานแรกที่ยกมากันใช่มั้ยคะ? สำหรับภาพรวมของอัลบั้มนี้ในแง่ของการเรียบเรียงและความไพเราระนี่สำหรับดิฉันขอจัดให้อยู่ในระดับที่ "เจ๋ง!!!!" และสมศักดิ์ศรีกับที่เป็นงานของศิลปินระดับตำนานอย่างแฌร์และคริสทิน่าชนิดที่ไม่เสียทีที่จับเอาพลังของสุภาพสตรีแถวหน้าจากทั้ง2ยุค(ที่ห่างกันมาก)มารวมกัน จะมีจุดให้ติก็ตรงที่ในแง่ของการนำเสนอที่ดูจะให้ความสำคัญไปที่ตัวของคริสทิน่ามากเกินไปนิดจนกลายเป็นคล้ายๆถึงขั้นเหมือนงานอีพีเฉพาะกิจของติ๊ที่ไปดึงย่าแฌร์มาบังหน้าให้ดูเป็นซาวนด์แทร็คที่เกือบๆจะลวกมากกว่า (หมายถึงวิธีการขายนะไม่ใช่เนื้องาน) ทั้งที่จริงๆแล้วไม่คิดเหรอว่าตัวป้าสมควรที่จะมีบทบาทในงานชุดนี้มากกว่านี้อันนี้ยังไม่รวมไปถึงเพลงของนักแสดงท่านอื่นๆที่สมควรจะมีในงานชุดนี้เพราะ แหม!!! นี่งานซาวนด์แทร็คนะคะไม่ใช่โครงการติ๊feat.แฌร์ ฮ่วย!!! อีกประเด็นหนึ่งที่แม้ว่าจะไม่นับเป็นจุดด้อยแต่ก็ขอแอบเปรียบเทียบนิดนึงเนื่องจากส่วนตัวฟังงานชุดนี้แล้วแอบคิดถึงอัลบั้ม I'm Breathless ซาวนด์แทร็คประกอบภาพยนตร์เรื่อง Dick Tracy ที่นำแสดงโดยเจ๊แม่มาดอนน่านักแสดงมือฉมังของโลกไม่ได้เนื่องด้วยอารมณ์ในบางจุดออกมาค่อนข้างใกล้เคียงกันโดยเฉพาะซาวนด์ดนตรีแบบคลับแจ๊ซซ์ย้อนยุคทรงเสน่ห์ช่วง40-50นั่นแหละ ลองเทียบๆกันดูแล้วส่วนตัวรู้สึกว่าของติ๊มี"ทีเด็ด"จริงๆแต่ก็ไม่ได้เด้งถึงขั้นที่จะสร้างมาสเตอร์พีซประดับตนให้เป็นที่ฮือฮาแบบ Vogue รวมถึงไม่มีแทร็คที่น่าจะส่งตัวเองเด้งเข้าท็อป10บิลบอร์ดแบบที่เจ๊แม่ทำให้โลกตะลึงมาแล้วใน Sooner Or Later กับ Hanky Panky ที่ออกแนวโบราณจัดๆแต่ก็เสนอหน้าติดชาร์ต10อันดับต้นกับเขาได้ แต่จะว่าไปนั่นมันก็คนละยุคกันนะคะเพราะสมัยนี้รสนิยมการฟังเพลงของคนอเมริกันเนี่ยมันเป็นไปในทางที่...เอาเถอะ!อย่างที่เห็นๆกันแหละเนอะรวมถึงช่วงนั้นเป็นช่วงพีคสุดๆของมาดอนน่าด้วยในขณะที่คริสทิน่าเองล่าสุดก็เพิ่งเข็น Candy Man ติดท็อป20กับเขาไปได้เหมือนกันในช่วงที่ชาร์ตบิลบอร์ดวิกฤติและขาดความน่าเชื่อถืออย่างถึงขีดสุดซึ่ง...คุณขา!!!เพลงย้อนยุคขนาดนี้ต่อให้ติดท็อป50ยุคนี้ก็เก่งแล้วนะ อย่างไรก็ตามใช่ว่าคริสทิน่า อากิเลร่าชุดนี้จะไม่มีจุดที่เหนือกว่าด้วยความที่เธอมี "เสียง" และ "จริตจก้าน" ที่เข้าถึงอารมณ์เพลงในยุคนั้นได้ดีกว่าชนิดที่ตัวอีเจ๊แม่ก็คงปฏิเสธไม่ลงว่าถ้าให้มาร้องแข่งกัน "กูก็สู้มันไม่ได้!!!!" ความเจิดจรัสไม่เท่าแต่เหนือกว่าในแง่ของการใส่จิตวิญญาณนี่นับว่าน่ากลัวมากนะ บทสรุปก็คือถ้าเทียบกันแล้วความแรงติ๊อาจจะทำได้ไม่เท่าแต่ก็ได้เปรียบในส่วนของความทรงเสน่ห์และความชวนฟังที่ติดใจคอดนตรีในวงที่กว้างกว่าและระยะที่ยาวกว่าชนิดที่ไม่ต้องมาสนใจว่าใครมาก่อนมาหลังแน่นอน....ต๊ายยย!!!แล้วดิฉันจะจับมาเทียบกันให้โดนด่าทำไมเนี่ย???? หึหึหึ ^ ^

แทร็คเด็ด

เปิดอัลบั้มอย่างอลังการด้วย Something's Got A Hold On Me (4.5/5) คัฟเว่อร์จากเจ้าป้าเอ็ตต้า เจมส์ที่ทางทีมงานภาพยนตร์ปล่อยคลิปมายั่วน้ำลายแฟนๆติ๊นาร่วมหลายเดือนแล้ว ตัวเพลงเป็นงานโมทาวน์โซลย้อนยุคที่ให้อารมณ์โซลยุค60จัดๆที่โดดเด่นทรงพลังด้วยน้ำเสียงบลูส์โซลดิบๆสุดเชือดเฉือนและการเข้าถึงศิลปะดนตรีโซลฉบับโมทาวน์ได้อย่างถึงแก่น เป็นความทรงพลังชนิดที่สตีวี่ วอนเดอร์,เจมส์ บราวน์,อรีธ่า แฟลงคลิน,มาร์วิน เกย์และตัวเจ้าป้าเอ็ตต้า เจมส์เองถ้าได้มานั่งฟังก็คงยิ้มกันตาหยี ต่อด้วย Express (3/5) ที่สรุปแล้วเป็นซิงเกิ้ลแรกใช่มั้ย?เพลงนี้มีทีเด็ดด้วยท่อนคอรัสที่ติดหูและชัดเจนมากๆพร้อมด้วยเนื้อหาคมกริบเชือดเฉือนใจหากแต่มาพลาดตรงที่ตอนหลุดมาเป็นคลิป45วิแล้วชวนให้หลายๆคนตั้งความหวังไว้ว่ามันต้องเป็นไฮไลท์เด็ดของอัลบั้มแน่นอนแต่พอได้ฟังเต็มๆแล้วรู้สึกว่าผลลัพธ์ที่ได้ค่อนข้างสับสน ยืดเยื้อและวนไปเวียนมาจนหาทางออกแถบไม่เจอกว่าจะหมุนกันหลุดก็ทำความเข้าใจกับเธอชั่วขณะ คือส่วนตัวเข้าใจนะว่าต้องการจะทำให้มันแตกต่างและดูมีมิติแบบพวกสกอร์ภาพยนตร์ที่มีโครงสร้างเป็นดนตรีบรอดเวย์ช่วงปลายทศวรรษ60-80ที่ดนตรีร็อคเริ่มขยับเข้ามามีอิทธิพลในโลกของบรอดเวย์แบบที่คอบรอดเวย์คงอาจจะเคยเห็นกันไปแล้วในละครเวทีอย่าง Pippin ไม่ก็ Jesus Christ Superstarก่อนจะตบความเป็นตัวตนของเธอแบบที่ทำในอัลบั้ม Back To Basics ที่ยัดทั้งพ็อพ โซล อาร์แอนด์บีและคลับแจ๊ซซ์ช่วงยุค40-50ลงไป ผลลัพธ์ออกมาเป็นธีมบรอดเวย์ร่วมสมัยช่วงย่างเข้าทศวรรษ80ที่ยังคงมนตร์เสน่ห์ของความเป็นเออร์บันและความร่วมสมัยแบบคริสทิน่าไว้.....ลูกเล่นเก๋ดีแต่ไม่ลงตัวว่ะเจ๊! มาที่ Tough Lover (4.5/5) ซึ่งเชื่อว่าเป็นอีกเพลงที่หลายคนจับตามองในงานชุดนี้ เปิดตัวเก๋ไก๋ด้วยการอิมโพรไวซ์เสียงหอนแบบโซลที่รู้สึกว่าคริสทิน่าจะชอบทำแบบนี้ซะเหลือเกินก่อนจะขยับเข้ามาเป็นคลับแจ๊ซซ์ช่วงยุค40-50ผสานสวิง คาบาเร่ต์ เครื่องเป่าสไตล์บีบ็อพยืนพื้นคู่ไปกับเพียโนพลิ้วๆในแบบสแตนดาร์ดแจ๊ซซ์กึ่งบรอดเวย์ ส่วนตัวฟังแล้วจินตนาการถึงการร่วมงานกันระหว่างเจ้าป้าซาร่าห์ วอห์นกับคาร์เม็น แม็คเรย์ที่ได้เจ้าป้าบลอสซั่ม เดียร์รี่ย์มาเดี่ยวเพียโนให้ปะทะไปกับการบรรเลงมโหรีคงวงดนตรีแจ๊ซซืใหญ่บึ้มจากเค้าน์เบสซี่หรือถ้าจะเอาให้ง่ายกว่านั้นก็ลองคิดภาพของสองเจ๊ในชิคาโก้ที่วันดีคืนดีมีเสียงเป็นโซลขึ้นมาน่ะค่ะ สำหรับเพลงโปรดของดิฉันนี่เลยค่ะ But I Am A Good Girl (5) อาจจะเพราะความซวยที่ดันชอบดนตรีแนวๆนี้เป็นทุนรวมถึงดั๊นนนนนไปเห็นลวดลายนางโชว์ของนางติ๊นามันเข้าเท่านั้นแหละค่ะ อู๊ยยยยยยยยย แม่ร่อนอยู่ในห้องทั้งคืน หึหึหึ ดนตรีไม่มีอะไรมากค่ะเป็นคาบาเร่ต์แจ๊ซซ์ผสานบรอดเวย์แจ๊ซซ์ที่เจ้าป้ามาริลีน มอนโรล่อมาบนจอเงินซะจนดังคับโลกไปแล้วเป็นเพลงที่คริสทิน่าใช้น้ำเสียงได้แตกต่างและมีจริตจก้านกว่าเพลงอื่นๆมากชนิดถอดวิญญาณมาริลีนออกมาร้องเลยทีเดียว ส่วนอีกเพลงที่รักไม่แพ้กันคือ A Guy What Takes His Time (5) ที่แพรวพราวไปด้วยมนตร์เสน่ห์ของบลูส์แจ๊ซซ์ติดโซลหม่นๆในแบบที่ชวนให้นึกถึงเจ้าป้าเบสซี่ สมิธและบิลลี่ ฮอลิเดย์ก่อนจะตบด้วยอารมณ์หฤหรรษ์แบบบรอดเวย์สุดคลาสสิคที่ให้ความรู้สึกถึงจริตจก้านเซ็กซี่แพรวพราวของมาริลีน มอนโรยามที่มาผสานกับน้ำเสียงหนักแน่นทรงพลังของมหาราชินีบรอดเวย์สุดคลาสสิคอย่างเอ็ธเธล เมอร์แมนแล้วมันออกมาเป็นนางติ๊นาคนนี้นี่เอง แต่ท้ายที่สุดแล้วแม้คุณนายคริสทิน่าจะอาจหาญขึ้นไปท้าชนล่อกับศิลปินระดับตำนานหลายท่านแต่ก็ยังต้องยอมศิโรราบให้แก่ You Haven't Seen The Last Of Me (5) ของย่าแฌร์ที่นับว่าเป็นไฮไลท์เด็ดของอัลบั้มจริงๆกับความเรียบง่ายและสูตรสำเร็จของอดัลท์คอนเทมโพลารีย์พ็อพบัลลาดสไตล์ดิว่าบัลลาด90 (ที่หาไม่ค่อยจะมีแล้วในยุคนี้) เพลงแบบที่มารายห์,วิทนีย์และซีลินชอบทำน่ะค่ะ สำหรับของป้าแฌร์นี่แอบเหยาะความเท่ห์ไว้ลายอดีตสาวร็อคหน่อย (ได้ข่าวว่ากำลังจะกลับมาออกอัลบั้มเป็นสาวร็อคอีกครั้งนี่คะ) ผลลัพธ์ออกมาเป็นตัวป้ามากค่ะที่สำคัญป้าร้องออกมาได้ไพเราะและเข้าถึงอารมณ์มากๆ ส่วนตัวขอยกให้เป็นแทร็คระดับมาสเตอร์พีซของป้าประจำทศวรรษนี้เคียงข้าง A Song For Lonely เมื่อต้นยุคไปเลย จะว่าไปถ้าตัดออกมาเป็นซิงเกิ้ลถัดไปนี่ดูแล้วน่าจะมีอนาคตดีทีเดียวนะคะ เพราะเพลงแบบนี้ขายได้แน่ๆ ปิดท้ายด้วย Welcome To Burlesque (3.5/5) อีกแทร็คหนึ่งของป้าที่เป็นงานเต้นรำย้อนยุคอันโดดเด่นด้วยเครื่องสายที่บรรจงวาดลวดลายลงไปได้อย่างสง่างามกรีดกรายตลอดทั่วทั้งเพลง ส่วนตัวฟังแล้วนึกถึงเสียงไวโอลินและมิติของคลาสสิคคัลแบบวาเนสซ่า เมย์ (ยังมีใครจำเธอได้มั้ยเนี่ย?) ที่เจ้าป้าให้เกียรติไปลงเสียงร้องเป็นแขกรับเชิญเก๋ๆ ฟังไปฟังมาชักเริ่มจะถูกชะตาซะแล้ว

สรุป

งานอัลบั้มซาวนด์แทร็คเล็กๆที่มอบสุนทรียภาพทางดนตรีให้คุณครบแถมยังเพียบพร้อมไปด้วยรสนิยมทางดนตรีอันดีมอบให้แก่ทุกคุณผู้ฟังที่แวะเวียนมาทักทายทำความรู้จัก ไม่ใช่งานซาวนด์แทร็คที่อลังการสมบูรณ์แบบแต่ถ้าตัดสินความดีในฐานะอัลบั้มดีๆอัลบั้มหนึ่งล่ะก็ ไม่แน่ว่างานชุดนี้อาจจะเป็นหนึ่งใน20-30อัลบั้มที่ดีที่สุดประจำปีนี้ของสายเมนทสตรีมเลยก็เป็นได้.....It's Burlesque!

วันศุกร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

Groovejet (If This Ain't Love) (Music Cassanova#9)


Groovejet (If This Ain't Love) (Music Cassanova#9)
เคยรู้สึกเหมือนกันมั้ยคะ?เวลาฟังเพลงๆหนึ่งแล้วความประทับใจที่มีมันเกิดขีดของคำธรรมดาๆที่แค่ว่า "ฉันชอบเพลงนี้"...หากแต่มันเหมือนกับพรหมลิขิตที่สวยงามไม่ต่างอะไรกับเวลาที่เราได้เจอใครสักคนที่ทำให้เราตกหลุมรักได้หมดใจ เคยเป็นมั้ย?เวลาที่เราขาดเพลงๆนั้นไปแม้แต่แค่เพียงวันเดียวแล้วรู้สึกเหมือนกับชีวิตนี้แห้งแล้งขาดความสวยงามไปโข...ไม่ต่างอะไรกับวินาทีที่เพื่อนหรือคนรักจากเราไปอยู่ไกลและมีมั้ยคะที่บางทีเพลงธรรมดาๆแค่เพลงเดียวที่อาจจะโด่งดังชั่วระยะเวลาหนึ่งแล้วก็เลือนหายไปจากความทรงจำของมวลชนตามวัฏจักรดนตรีอันเชี่ยวกรากแต่กับเรามันไม่มีวันจะตายไปจากความรู้สึกได้?....โดยที่แม้แต่คุณก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าไปตกหลุมรักอะไรมันเข้านักหนา Music Cassanovaครั้งที่9นี้ขอสลับจากการเขียนถึงศิลปินที่ประทับใจมากล่าวอะไรสั้นๆถึงเพลงที่เปรียบเสมือนสวรรค์น้อยๆสำหรับดิฉันบ้างด้วยความที่เสน่ห์ในตัวของมันเป็นอะไรที่จะไม่มีวันสูญสลายไปจากพิพิธภัณฑ์ทางดนตรีในจิตวิญญาณของดิฉันแน่นอนและเพลงที่กล่าวถึงคือ Groovejet (If This Ain't Love) ซิงเกิ้ลเต้นรำสุดโด่งดังในปี 2000 กับดนตรีแด๊นซ์เฮ้าส์สวยๆสุดหรูหรากรีดกรายและงดงามประหนึ่งรังสรรค์มาจากเกาะท่ามกลางมหาสมุทรอันไกลโพ้นบนสรวงสวรรค์ซึ่งตามจินตภาพของดิฉันคงเป็นสถานที่ที่เราคงจะได้เห็นหมูเทพยดาเต้นระบำกันอย่างสวยงามเคียงข้างไปกับรอยยิ้มของปุยเมฆและดวงจันทร์กลมโตสีนวลสวยสว่างเจิดจ้าพร้อมกับเสียงคลื่นซัดสาดดังกังวานไพเราะประดุจดนตรีบรรเลงควบคู่ไปกับแสงดาวทอประกายไม่ต่างอะไรกับแสงสวยๆของสปอทไลท์หลากสีในไนท์คลับยามกระทบกับดิสโก้บอลแพรวพราวระยิบระยับ ทั้งหมดทั้งมวลนี้ต้องยกความดีให้แก่ดีเจอิทาเลี่ยนอย่างคริสเทียโน่ สพิลเลอร์ผู้เนรมิตอารมณ์บรรเจิดเหนือมนุษย์นี้ลงสู่โลกแห่งเสียงดนตรีได้อย่างแยบคายนอกจากนี้ยังต้องขอบคุณศิลปินหญิงชาวอังกฆษสุดเก๋อย่างโซฟี เอลลิส เบ็กซ์เทอร์อดีตสมาชิกวงอินดี้ร็อคอย่าง theaudience ผู้ที่ภายหลังก็มีเพลงเต้นรำเก่ๆที่เชื่อว่าบอร์ดเราก็น่าจะคุ้นเคยกับเพลงของเธอกันพอตัว อาทิ Take Me Home,Murder On The Dancefloor และ Mixed Up World มาวาดลวดลายลงเสียงร้องเย็นๆสุดเก๋ให้ส่งผลให้เพลงนี้นอกจากจะออกมาหรูหราด้วยภาคดนตรีของมันเองแล้วยังไฮโซกรีดกรายขึ้นไปอีกหลายระดับด้วยน้ำเสียงของคุณนายเธอที่ให้อารมณ์เชิ่ดๆจิกๆนิ่งเรียบเนี้ยบและสะท้อนนิยามของคำว่า "มีระดับ" ออกมาได้ชัดเจนที่สุด ผลลัพธ์คือนอกจากเจ๊โซฟีจะเกิดแล้วเพลงนี้ยังดังระบือทะยานขึ้นไปถึงอันดับหนึ่งฝั่งยูเคชาร์ตตบหน้าเจ๊วิคตอเรีย เบ๊คแฮมฉาดใหญ่ด้วยการไปขวางลำเอา Out Of Your Mind ของอีเจ๊ให้สะดุดกึกอย่างสง่างามที่อันดับ2สร้างเจ้าของสถิติอันปวดใจให้แก่คุณนายพอซสไปซ์ในฐานะหนึ่งเดียวในสาวเครื่องเทศที่พาเพลงโซโล่ขึ้นไปอันดับหนึ่งไม่ได้ เหอๆๆๆๆ ส่วนตัวแม้จะเห็นใจเจ๊วิคแต่ดิฉันก็ไม่สามารถปฏิเสธหัวใจตัวเองได้ลงว่า "หลงรักเพลงนี้เข้าเต็มเปา" เป็นความรักชนิดที่ไม่รู้เหตุผลเหมือนกันว่า10ปีที่นั่งฟังมันมานี่รักเพราะอะไรจนตอนนี้ไม่เสียเวลาลงไปเหนื่อยหาคำตอบกับอะไรทั้งสิ้นแล้วรู้แค่ว่าทุกครั้งที่เปิดเพลงนี้แล้วปล่อยใจให้คลอไปกับดนตรีเฮ้าส์สวยๆและเสียงเก๋ๆเย็นๆของแม่นักร้องแล้วมันรู้สึกเหมือนกับถูกพาให้หลุดออกไปจากกรอบของชีวิตจริงทุกอย่างทั้งปัญหาที่พานพบ ภาระที่ต้องรับผิดชอบ ความกังวลกับอนาคตที่มองไม่เห็นรวมถึงความทุกข์ทรมานของชีวิตที่ต้องตะเกียกตะกายเพื่อไขว่คว้าสิ่งที่ฝันทั้งๆทั้ง "มันอาจจะเป็นได้มากสุดแค่เพียง ความฝัน".....สุดท้ายนี้ใครจะไปเชื่อว่าว่าสุนทรียภาพทางความงามอันไร้เขตุจำกัดของเพลงนี้มันจะเปรียบเสมือนถนนอีกสายที่ดิฉันปลีกไปสู่อิสรภาพทางอารฒณ์และหยุดความเป็นจริงที่โหดร้ายไว้ให้มันเป็นเพียงแค่ "ความฝัน" ของอีกเส้นทางหนึ่งได้ง่ายๆเพียงแค่ปล่อยใจให้ลอยละล่องไปกับวิมานที่ถูกรังสรรค์มาเสร็จสรรพในเพลงๆนี้โดยที่ไม่จำเป็นต้องหลับตา แค่นี้ก็เป็นวิธีง่ายๆที่จะปิดตัวคุณจากสภาพชีวิตจริงอันแสนวุ่นวายแล้วเปิดตัวเองให้เข้าไปพานพบดื่มด่ำกับความงดงามของโลกที่อยู่ข้างในตัวคุณได้ไม่รู้เบื่อ....ก่อนจะกลับมาบู๊ล้างผลาญกับชีวิตได้อย่างบ้าระห่ำแพรวพราวด้วยชั้นเชิงกว่าเดิม!!!

วันพฤหัสบดีที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

Mariah Carey : Merry Christmas II You (Myspace#30)


Mariah Carey : Merry Christmas II You : Pop/Christmas/Contemporary Christian Music/Gospel
สำหรับมายสเปซครั้งที่30นี้นี่พิเศษหน่อยค่ะ ที่ว่าพิเศษนี่ก็คือประการแรกเป็นมายสเปซแรกที่ดิฉันเขียนขึ้นสดๆเลยปราศจากการร่างเค้าโครงอะไรให้มากกว่าเนื่องจาก "ไม่มีเวลา" ดังนั้นรีวิวชิ้นนี้จะเกิดหรือจะตายอย่างไรดิฉันก็ต้องกราบขอโทษท่านผู้อ่านมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะเพราะต้องยอมรับว่าเป็นรีวิวที่ไม่ได้ทำการบ้านอะไรมาคือ "ลงสนามแล้วฉะกับแม่มาลัยเลยน่ะค่ะ" อีกอย่างที่พิเศษไปกว่านั้นคืออัลบั้มที่มารีวิวเนี่ยเป็นอัลบั้มที่ส่วนตัวคงต้องบอกว่าฟังแล้วชอบที่สุดและรู้สึกพิเศษที่สุดในช่วงครึ่งปีหลังนี่เลยทีเดียว (นะคะ Bionic) อัลบั้มที่ว่าจะเป็นอะไรไปไม่ได้ค่ะนอกจาก Merry Christmas II You อัลบั้มคริสมาสต์ชุดที่สองของแม่มาลัยของดิฉันเอง ซึ่งหลังจากที่โปรเจ็ครีมิกซ์อัลบั้มMemoirs Of An Imperfect Angelของเจ๊หมีเป็นอันต้องยุบโครงการไปดิฉันก็ถึงถอดใจกับคุณนายเธอเนื่องจากไม่เห็นแววว่าปีนี้จะออกอะไรมาสู้รบปรบมือกับเขาได้ขนาดอัลบั้มที่ว่าพิถีพิถันทำออกมาซะอย่างน่าดื่มด่ำยังแป๊ก โธ่ๆๆๆๆๆๆ ทูนหัวของคุณลูก....ว่าเข้าไปนั่นจู่ๆอิฉันก็ถึงกับต้องตะลึงเนื่องจากแม่หมีไม่รู้เกิดพิสดารของขึ้นอะไรขึ้นมาเข็นอัลบั้มคริสมาสต์ชุดที่สองวางขายแบบไม่ให้สุ้มให้เสียงให้เวลาทำใจเตรียมตัวใดๆ หลังจากที่ชุดแรกในปี1994ถูกส่งเข้าประกวดจนกลายเป็นอัลบั้มคริสมาสต์ขึ้นหิ้งระดับตำนานไปแล้ว ต๊ายยยย แล้วระดับมารายห์ แครีย์ลงสนามทำเพลงแนวๆนี้ทั้งทีมีเหรอจะทำให้ผิดหวัง ชิมิคะ สาวกของแม่มาลัยในบอร์ดทั้งหลายเจ๊มาดามจ๊อกกาโล่ เจ๊เอ็มซี น้องPop น้องแมรียา เจ๊กาหังและคุณน้องMariah Scary ขา ขอเสียงหน่อยเร้ววววววววว
แหม!!!! ในส่วนของรายละเอียดนี่อัลบั้มคริสมาสต์ก็ไม่รู้จะสาธยายอะไรให้มากความเนอะด้วยความที่ธีมที่เป็นธรรมเนียมนิยมก็คือเน้นอารมณ์เปี่ยมสุขสวยสดรื่นเริงของเทศกาลคริสมาสต์เทศกาลที่น่ารักที่สุดในโลกอยู่แล้วรวมถึงก็มีแซมๆด้วยเพลงที่มาจากพระวจนะของพระผู้เป็นเจ้าตามพระคัมภีร์และเพลงTraditionalตามที่เราได้ยินกันในโบสถ์ช่วงเทศกาลคริสมาสต์อีฟอยู่แล้ว....แต่ขอโทษเถอะค่ะสำหรับแม่มาลัยของดิฉันเธอไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาสามัญแบบชาวบ้านชาวช่องเขาสิ่งที่กล่าวๆมาทั้งหมดนี่แม่จัดมาให้ครบไม่มีขาดแถมเต็มอิ่มอีกต่างหากนอกจากนี้ยังทำประยุกต์เก๋ๆใส่ความเป็นมาร๊าย มารายห์เข้าไปพร้อมกับรังสรรค์ความร่วมสมัยของดนตรียุคปัจจุบันเข้ากับภาคเนื้อหาที่ศักดิ์สิทธิ์บริสุทธิ์ยิ่งใหญ่สะอาดสะอ้านเปี่ยมศรัทธาสุดๆแถมยังคมคายชนิดที่อ่านแล้วถึงกับขนหัวลุก (ก็แน่นี่คะก็เป็นพระวจนะที่ลงมาจากองค์พระผู้เป็นเจ้านี่หน่า) ที่ยกมาจากข้อความในพระคัมภีร์บ้างหรือเป็นเพลงประดับเทศกาลตามธรรมเนียมอยู่แล้วบ้าง ถามถึงเพลงที่เด่นๆนี่ส่วนตัวก็ฟังได้ทุกแทร็คนะคะแต่ก็ขอยกมาเฉพาะเพลงที่ชอบจริงๆแล้วกันเพราะเดียวจะกลายเป็นรีวิวแทร็คบายแทร็คไปเริ่มต้นกับแค่ซิมโฟนีสุดอลังการใน Santa Claus Is Coming To Town (Intro) ที่หยิบยกแซมเพิ่ลสั้นๆมาจากธีมคริสมาสต์สุดอมตะนิรันดร์กาลของโลกมาได้อย่างน่ารักอบอุ่นฟังแล้วชวนขนลุกดื่มด่ำประทับใจสุดๆ เปิดตัวมาสั้นๆแต่ชนะเลิศไปทั้งอัลบั้มแล้วค่ะ ต่อด้วย Oh Santa เพลงเก่งประจำอัลบั้มที่ตอนนี้ก็เดินย่ำรอยตามความสำเร็จของ All I Want For Christmas Is You เพลงสุดคลาสสิคของแม่มาลัยเมื่อปี1994ที่อัลบั้มนี้ยังใจดีมายัดเป็นExtra Festiveขายในชุดนี้ด้วย นัยว่าเพลงนี้ของอิฉันมันขายได้ทุกคริสมาสต์ค่ะอ๋อแค่นี้ยังไม่สะใจเจ๊หมียังมีจิกเวอร์ชั่นสดของ O Holy Night ที่เธอไปหวีดไว้ลายสมฐานะเจ้าแม่มหาหอนที่ลอสแองเจลิสด้วยนะคะ หึหึหึ ต่อด้วย O Little Town Of Betlehem/Little Drummer Boy (Medley) งานเมดเลย์สองคริสต์มาสต์แครอลสุดคลาสสิคของโลกเข้าไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัว เปิดตัวด้วยเสียงกลองออกแนวมาร์ชนิดๆสุดน่ารักก่อนจะเข้าสู่ท่วงทำนองฝันๆของธรรมเนียมเพลงคริสมาสต์ด้วยความเป็นกอสเพลยืนพื้นผสานความกรีดกรายของเครื่องสายและออเครสตร้าใหญ่บึ้มสุดอลังการรวมถึงตบความเป็นเมนท์สตรีมพ็อพบัลลาดใสสว่างสุดทรงพลังตามยี่ห้อแม่หมีเข้ากับธรรมเนียมของความเป็นโซลจางๆจากการเรียบเรียงดนตรีแบบคอนเทมโพลารีย์คริสเตียนได้อย่างดีฟังแล้วรู้สึกอบอุ่นไปทั้งตัว มาที่ Christmas Time Is In The Air Again ที่ถ้าไม่มองว่าเป็นเพลงคริสมาสต์ก็คิดว่าน่าจะเป็นแทร็คที่น่าจะถูกใจแฟนๆของแม่หมีหลายๆท่านด้วยดนตรีที่เป็นมารายห์มากๆในเพลงนี้ฟังแล้วคิดถึงงานบลูส์โซลผสานอาร์แอนด์บีเย็นๆในช่วงสองอัลบั้มแรกในแบบฉบับที่ถูกเจือด้วยความเป็นกอสเพลและดนตรีบรรเลงเครื่องสายกระหน่ำทะลุปอดมากหน่อยก็แค่นั้น เช่นเดียวกับ When Christmas Comes ที่มีกลิ่นของความเป็นสแตนดาร์ดแจ๊ซซ์ผสานโซลยุค70อ่อนๆดูกรีดกรายมากๆคนที่ชอบเพลง Subtle Invitation ในงานชุด Charmbracelet น่าจะกรี๊ดกร๊าดกระโดดพุ่งใส่ได้ไม่ยากแน่นอนแต่ที่เด็ดกว่าเป็นอินเทอลูดอย่าง The First Noel/Born Is The King ที่เป็นคอนเทมโพลารีย์บลูส์โซลอาร์แอนด์บีบัลลาดเจือความเป็นไลท์แจ๊ซซ์และคลาสสิคอาร์แอนด์บีตามสไตล์มารายห์ที่ทำออกมาเอาใจคนรักเพลงกอสเพลสไตล์มารายห์โดยแท้ฟังแล้วถึงขั้นหลุดไปเลยไพเราะงดงามมากกกกกกกกกก อืมเพลงต่อไปเหรอ?ที่ชอบก็คงหนีไม่พ้น Here Comes Santa Claus (Right Down Santa Claus Lane)/Housetop Celebration ที่แม่มาลัยทำเก๋ไก๋หยิบซาวนด์โอลด์สคูลอาร์แอนด์บีฮิพฮอพบีทเฟี้ยวฟ้าวเจืออารมณ์ฟังค์กี้ย์ดิสโก้สวยๆเฮ้าส์ลอยๆสไตล์เพลงเต้นรำของมารายห์มาปะทะกับธรรมเนียมของดนตรีคริสมาสต์ได้อย่างเปรี้ยวแร่ดแก่นแตกเริ่ดหล้าไม่กลัวตายมากๆ ส่วนตัวประทับใจนะที่เธอกล้าดีแถมออกมาดูดีซะด้วยร่วมสมัยและเป็นมาร๊าย มารายห์ในยุคนี้มากๆ (ถ้าซานตาคลอสกับเหล่าเทพบนสวรรค์ได้ฟังก็คงได้มีนั่งงงผสานอมยิ้มน้อยๆกันทีเดียว) น่ารักดีค่ะชอบ!!!! Charlie Brown Christmas ส่วนตัวถูกใจน้อยที่สุดถ้าเทียบกับแทร็คอื่นๆแต่ก็อดหลงรักดนตรีคลาสสิคอาร์แอนด์บีหวานๆที่ผสานไปกับเพียโนแจ๊ซซ์สวยๆและเสียงร้องเพราะๆของคุณแม่ไม่ได้เหนือสิ่งอื่นใดอารมณ์โมทาวน์โซลจัดๆช่วงเปิดม่านนี่คุณลูกนึกถึงสตีวี่ วอนเดอร์ผสานเจมส์ บราวน์และอรีธ่า แฟรงคลินมากๆชอบค่ะ (ว่าแล้วก็น่าจะยุให้เธอทำคริสมาสต์แนวโซล60สักเพลงสองเพลง รวมถึงถ้ากล้าทำนีโอโซลช่วง90กับนอร์เธิร์นโซลสวยๆช่วง70ออกมานี่ก็คงจะดีไม่น้อย ^ ^) O Come All Ye Faithful/Hallelujah Chorus ที่ได้คุณแม่แพ็ททริเชีย แครีย์มาร่วมร้องด้วยก็เป็นเพลงคอนเทมโพลารีย์คริสเตียนกอสเพลสวยๆแถมอลังการมากๆด้วยเสียงระดับโซพราโน่ของคุณแม่ที่คลอเคลียนำเสียงออเครสตร้าที่บรรเลงสู้สุดพลังเช่นเดียวกับคุณลูกสาวที่ก็หวีดสู้ตายเคียงข้างคอรัสกอสเพลเหมือนกัน สุดท้ายศิโรราบให้คุณแม่หมดค่ะ เด็ดสุดๆกับ One Child ที่เป็นกอสเพลสุดอลังการในแบบฉบับที่เดินตามธรรมเนียมอันสวยงามของ Jesus Born On This Day ของอัลบั้มคริสมาสต์ชุดที่แล้วเปี๊ยบ ใครมาฟังก็ไม่มีผิดหวังเนื่องจากอลังการสุดยอด ภาคเนื้อหาบริสุทธิ์ทรงพลังสุดๆ ฟังแล้วขนลุก!!!! ปิดท้ายด้วย Auld Lang Syne(The New Year's Anthem) ที่ทำออกมาเป็นแด๊นซ์3ช่าเผื่อยันไปเค้านท์ดาว์นเลยทีเดียว.....ต๊ายยยย นี่เผลอรีวิวหมดอัลบั้มซะแล้ว ก็บอกแล้วว่าอย่าให้รีวิวมาลัย
โดยภาพรวมแล้วว่ากันตามตรงก็คงสู้งานคริสมาสต์ชุดแรกไม่ได้เนื่องจากอัลบั้มนั้นนี่ถูกยกขึ้นหิ้งให้เป็นงานคริสมาสต์ระดับตำนานไปแล้วจนมีสาวกมารายห์ท่านหนึ่งออกมาให้ความเห็นกับดิฉันทางเฟซบุ๊คส์ว่าในอนาคตข้างหน้าคงจะได้กลายเป็นTraditionalแน่นอน (ซึ่งส่วนตัวก็เห็นด้วยและคิดว่ามีความเป็นไปได้สูงทีเดียว) แต่สำหรับ Merry Christmas II You นี้ความด้อยมันก็คือแค่สู้อันแรกไม่ได้น่ะค่ะแต่ความสมบูรณ์แบบ ความอบอุ่นเปี่ยมสุขตามธรรมเนียมของเทศกาลคริสมาสต์ยังคงมีให้คุณๆอย่างครบครันไม่มีตก เป็นอัลบั้มที่มีแต่ความบริสุทธิ์สวยงามและความรู้สึกดีๆที่กล้าพูดว่าคนรักดนตรีทุกคนควรมีเก็บไว้....ไม่ได้จำกัดเฉพาะแค่เพียงแฟนคลับมารายห์เท่านั้นที่ควรมีสะสมครอบครอง เพราะเธอทำอัลบั้มนี้ออกมาเพื่อสดุดีพระเจ้าสดุดีเทศกาลคริสมาสต์เทศกาลแห่งความสุข ความรัก ครอบครัวและการให้อภัย ซึ่งก็หมายถึงเธอทำออกมาเพื่อพวกเราทุกๆคน!