วันพฤหัสบดีที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2553

Madonna : Evita (Myspace#29)


Madonna : Evita : Pop/Classical/Musical Broadway

ในแวดวงอุตสาหกรรมดนตรี "มาดอนน่า" คือนักแสดงหญิงอันมากความสามารถที่สุด เจิดจรัสที่สุดและเปี่ยมไปด้วยอิทธิพลที่ขับเคลื่อนโลกทั้งใบให้หมุนไปภายใต้พลังของเธอได้เสมอ อย่างไรก็ตามเราคงปฏิเสธกันไม่ออกนะคะว่าในฐานะนักแสดงของมหาราชินีเพลงพ็อพคนนี้ในอาณาจักรส่วนมากชื่อของมาดอนน่าเป็นอะไรที่ไม่ค่อยจะน่าจดจำเท่าไรถึงกระนั้นในปี1996นักแสดงหญิงที่ถูกตราหน้าว่าห่วยที่สุดตลอดกาลอย่างเธอก็สามารถลบคำสบประมาทได้ใน Evita ภาพยนตร์การเมืองที่ถ่ายทอดในแบบฉบับมิวสสิคคัลเป็นเรื่องแรกซึ่งเธอสามารถผนวกความเป็นตัวตนของเธอเข้ากับจิตวิญญาณของเอวา เปรอนเทพธิดาของชาวอาร์เจนตินาและถ่ายทอดออกมาในระดับที่ถึงเสียจนถ้าเอวา เปรอนมีตัวตนจริงๆล่ะก็ดิฉันสงสัยว่าชาตินี้เธอคงกลับชาติมาเกิดเป็นมาดอนน่าแน่นอนเลยทีเดียว เหนือสิ่งอื่นใดนอกจากศักยภาพทางการแสดงที่เราได้เห็นเธอระเบิดออกมาอย่างไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนแล้ว "ศักยภาพทางดนตรี" ที่เอถ่ายทอดผ่านพัฒนาการทางการใช้เสียงร้องของเธอทั้งการทะลุเข้าถึงก้นบึ้งอารมณ์ การใช้ลูกเล่นของเสียงที่หลากหลายตลอดจนมิติทางน้ำเสียงที่ทลยขีดจำกัดออกไปได้ไกลขึ้น จนสำหรับดิฉันต้องนับว่าอัลบั้มประกอบภาพยนตร์เรื่อง Evita นี้มาดอนน่าได้สร้างมาสเตอร์พีซในแง่ของการใช้น้ำเสียงได้ดีที่สุดในชีวิตการร้องเพลงของเธอกว่า3ทศวรรษมาเลยทีเดียว


Evita สร้างจากละครบรอดเวย์ในช่วงทศวรรษ70ของ Andrew Lloyd Webber ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับโชคชะตาอันผลิกพันของหญิงสาวคนหนึ่งที่มุ่งสู่มหานครตามความใฝ่ฝันและความทะเยอทะยานของตนที่สามารถเปลี่ยนชีวิตตัวเองจากคนชายขอบสู่สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของอาร์เจนตินาได้สำเร็จ....ซึ่งก็นับว่าผู้กำกับตาถึงนะคะที่เลือกมาดอนน่ามารับบทของเอวา เปรอนเนื่องจากเธอมีคุณสมบัติของEvitaครบถ้วนสมบูรณ์แบบทุกสิ่งอย่างซึ่งแสดงออกมาอย่างเห็นได้ชัดผ่านทางการแสดงและการถ่ายทอดอารมณ์ผ่านบทเพลงของเธอที่สามารถมอบชีวิตให้แก่เอวา เปรอนคนนี้ขึ้นมาโลดแล่นมีลมหายใจและเป็นที่สัมผัสได้ง่ายหากแต่ลึกซึ้งอย่างที่ถ้าใครได้ดูแล้วถ้าไม่มีอคติต่อเธอก็คงจะต้องยอมรับว่าเธอทำออกมาได้ดีจริงๆ ในส่วนของเพลงประกอบภาพยนตร์ที่วันนี้คัดมาแนะนำส่วนตัวก็ขอเลือกเพลงที่ "โดน" เป็นการส่วนตัวแบบสุดๆแล้วกันนะคะเริ่มต้นกับ Buenos Aires เพลงสนุกๆที่สะท้อนความเป็นมาดอนน่าออกและเอวา เปรอนออกมาได้ชัดเจนในฐานะคนที่มีความศรัทธาในสิ่งที่ตัวเองฝันและกล้าที่จะใช้ความทะเยอทะยานขีดเขียนสิ่งเหล่านั้นให้สามารถขึ้นมาโลดแล่นมีชีวิตบนเส้นทางแห่งความเป็นจริงได้ ส่วนตัวฟังเพลงนี้แล้วนึกถึงไพ่ The Fool ที่เป็นภาพของคนเดินยิ้มหน้าระรื่นพร้อมจะก้าวไปมีความสุขกับอนาคตได้เสมอไม่ว่าเบื้องหน้าจะเต็มไปด้วยขวากหนาม อุปสรรคและเหวลึกก็ตาม นับว่าเป็นเพลงน่ารักๆสำหรับคนที่ยึดสโลแกน Absolutely No Regret เป็นศิลปะในการดำรงชีวิตโดยแท้จริงๆ Good Night And Thank You บทเพลงเสียดสีชีวิตของหญิงหิวเงินกระหายความสำเร็จซึ่งยินดีตะกายไปหาจุดสูงสุดที่ชีวิตปรารถนาได้โดยไม่เลือกวิธี แม้ว่าจะต้องนำเอาความรักที่แสนบริสุทธิ์มาขยี้เพื่อความก้าวหน้าของชีวิตก็ตามแม้จะดูแสบทรวงแต่พิจารณาลึกๆแล้วเป็นเพลงที่เศร้าพอตัวนะเพราะคนประเภทนี้มีความเป็นมายาในตัวสูงพอๆกับเงินและชื่อเสียงซึ่งหาความเสถียรและจีรังไม่ได้สุดท้ายก็ไม่พ้นที่จะต้องกลับไปคุกเข่าอยู่ที่คำว่า "ศูนย์" Don't Cry For Me Argentina เพลงบรอดเวย์ระดับตำนานอันเป็นไฮไลท์เด็ดของเรื่อง You Must Love Me เจ้าของรางวัลออสการ์สาขา Best Original Song กับเนื้อหาที่พรรณนาความรู้สึกที่กำลังจะสูญเสียทุกอย่างของผู้ที่เคยเป็นหนึ่งจนท้ายที่สุดคนที่ไม่เคยร้องขอหรืออ้อนวอนใครกลับต้องมาโอดครวญเรียกหาสิ่งที่เรียบง่ายและเล็กน้อยที่สุดเท่าที่มนุษย์พึงจะมอบให้กันได้....สิ่งที่เธอเคยเหยีบน่ำและไม่เคยเห็นค่ามันมาก่อนที่เรียกว่า "ความรัก" ปิดท้ายด้วย Lament โศลกแห่งการประมวลความทรงจำและบทกวีที่ร่ำลาไฟแห่งความทะเยอทะยานที่กำลังจะมอดดับพร้อมกับลมหายใจ....สุดท้ายดาวจรัสฟ้าก็ต้องคืนสู่คสามไร้ตัวตนอย่างมิอาจจะเอาชนะสัจธรรมอันเป็นนิรันดร์ของโลกได้

ในฐานะสาวกตัวกลั่นของเจ๊แม่ส่วนตัวก็ขอแนะนำซาวนด์แทร็คประกอบภาพยนตร์เรื่อง Evita ในฐานะอัลบั้มที่มาดอนน่าสามารถใช้เสียงร้องได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด งานจากภาพยนตร์ที่เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จที่สุดของมาดอนน่าและเหนือสิ่งอื่นใดงานดนตรีที่ทำออกมาเพื่อสดุดีเส้นทางชีวิตของผู้ที่ศรัทธาในความฝัน มั่นคงในเส้นทางของตน มีความทะเยอทะยาน รู้ความต้องการของตัวเอง มุทะลุกล้าได้กล้าเสียและแน่นอนที่สุดผู้ที่ไม่อายที่จะยอมรับตัวเองว่าเป็นไอ้แมงดาหรืออีแพศยาที่พร้อมจะแลกทุกสิ่งเพื่อให้ได้มาซึ่งความสำเร็จโดยไม่เลือกวิธีโดยแท้.......เชื่อเถอะว่าสารพันสิ่งที่กล่าวมานี้มีอยู่ในตัวพวกเราทุกคนหมดจะแสดงออกมามากหรือน้อยมันก็อีกเรื่องหนึ่ง!

วันพุธที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2553

Goldfrapp : Seventh Tree : 97%


Goldfrapp : Seventh Tree : 97%
ในฐานะแฟนเพลงเดนตายของโกล์ดแฟร็ปแม้ว่าความผิดหวังที่ได้รับจาก Head First อัลบั้มชุดล่าสุดของพวกเขาจะออกแนวสาหัสสากรรจ์พอตัวก็ตามที แต่เมื่อมองย้อนกลับไปพิจารณาถึงความดีของพวกเขาจากหลายๆอัลบั้มก่อนนห้านี้ตั้งแต่ Felt Mountain งานแอมเบี้ยนท์เปิดตัวสุดเก๋ยัน Black Cherry และ Supernature ที่ผงาดกลายร่างเป็นนางพญาอิเล็คโทรนิคเจิดจรัสบนฟลอรืเต้นรำจี๊ดๆกับการยกเครื่องผสานดนตรีอิเล็คโทรพ็อพเต้นรำเข้ากับแกลมร็อค นิวเวฟ ซินธิ์พ็อพ ทริพฮอพตลอดจนยูโรดิสโก้ที่เล่นเอานักวิจารณ์สยบอยู่ภายใต้มนตร์สะกดจนอึ้งกิมกี่กันไปทางบางแล้ว ก่อนที่ทางวงจะออกงานดาวน์เทมโพดีๆอย่าง Seventh Tree สตูดิโออัลบั้มที่4ออกมาตอกย้ำความประทับใจเน้นๆอีกครั้ง แม้ว่าในแง่ของการเป็นที่กล่าวถึงในระยะยาวจะออกแนวเบาสบายกว่า3งานชุดแรกจนแถบจะไม่รอดก็ตามแต่ในเรื่องของคำชมและคุณภาพนี่ "เหนือคำบรรยายค่ะ" จนส่วนตัวขอมอบตำแหน่งให้เป็นอัลบั้มของโกลด์แฟร็ปที่ดิฉันภูมิใจที่สุดไปเลยทีเดียว.....ส่วนจะภูมิใจอะไรยัไงมากมายขนาดไหนนั้นเดี๋ยวเรามาคุยกันในรีวิวดีกว่า (ต๊ายยยย งวดนี้แนสทิน่าตัดฉึบเข้าง่ายได้ง่ายๆและดื้อๆมากเลยนะคะ)
รูปแบบเพลง
ใน Seventh Tree โกลด์แฟร็ปได้สลัดภาพของดนตรีอิเล็คโทรนิคเต้นรำแพรวพราวระยิบระยับสุดแรงเกิดด้วยบีทดิสโก้ตึ๊บๆและซินธิไซเซอร์กรูเกรียวแบบใน2งานก่อนหน้านี้ออกไปเสียจนสะอาดหมดจนสู่ความเรียบง่ายของดนตรีโฟล์คโทรนิก้าอันก่อกำเนิดจากการผนึกวิญญาณระหว่างดนตรีโฟล์คอคูสติคเข้ากับบีทอิเล็คโทรนิคเจือจางด้วยซินธิไซเซอร์และเสียงสังเคราะห์กรีดกรายบางเบาตบด้วยการพร่ำพรรณนาบนสรรพสำเนียงแอมเบี้ยนท์เยือกเย็นลอยละล่อง บีททริพฮอพเคว้งคว้างและมิติของความเป็นดรีมพ็อพชวนฝันสุดหรรษา ผลลัพธ์ออกมาเป็นงานอินดี้พ็อพดาวน์เทมโพบริสุทธิ์สะอาดสะอ้านที่ทุกแทร็คล้วนแต่สะท้อนความงามของเมโลดี้อันละเมียดละไมนุ่มละมุน อัจฉริยภาพด้านความเป็นเอกในการใช้วาทะศิลป์ตลอดจนความงามอันน่าอัศจรรย์ของวัฏจักรธรรมชาติที่โลดแล่นไหลเวียนอยู่ภายในชีวิตของพวกเขาทั้งสองที่สามารถรังสรรค์ดนตรีสวยงามขนาดนี้ออกสู่โลกได้จนน่าตะลึง
จุดด้อย
สำหรับคนที่ติดภาพของดนตรีเต้นรำแรงๆใน Supernature คงจะไม่ค่อยถูกใจงานชุดนี้จนถึงขั้นอาจจะมีหลับพริ้มตายคาสเตอริโอไปเลยก็เป็นได้ แต่สำหรับคนที่ชอบเพลงที่ขอเน้นเพราะเน้นงามหวานหยดไว้ก่อนล่ะก็มาทางนีเกนเถิอหมู่เฮา กรู๊ววววววววววว!!!! หึหึหึ
แทร็คเด็ด
เลือกยากนะคะเนื่องจากไม่ว่าจะจิ้มจะแทงไปเพลงไหนนี่มันก็ไพเราะงดงามจนขนลุกซู่ไปหมด เอาเป็นว่าขอคัดมาเขียนถึง5เพลงก็แล้วกันเนอะ เริ่มด้วย Clowns (4.5/5) เพลงเปิดอัลบั้มสุดเรียบง่ายสุขุมลุ่มลึกสงบเยือกเย็นโดยการคลอเคลียกีตารือคูสติคควบคู่ไปกับเสียงหวานๆหากแต่เยือกเย็นทะลวงไปจับถึงขั้วหัวใจของเจ๊อลิสันก่อนจะตบตามด้วยโพรแกรมมิ่งเครื่องสายและเสียงสังเคราะห์บางเบาเป็นอันเสร็จพิธี สำหรับผู้ที่ไม่ชินอาจจะรู้สึกว่าเล่นง่ายและน้อยชิ้นไปนิดสำหรับโกลด์แฟร็ปแต่ก็เป็นความเรียบง่ายที่เปี่ยมไปด้วยพลังสะท้านไปถึงจิตวิญญาณโดยแท้ดิฉันขอยืนยัน เช่นเดียวกันกับ A&E (4.5/5) ที่ยืนพื้นบนกรรมวิธีเดียวกันหากแต่จะแตกต่างตรงบีทดนตรีที่กระฉึกกระฉักกว่าพร้อมกับการเหยาะกลิ่นหอมๆของความเป็นดรีมพ็อพและคันทรีย์โฟล์คจางๆลงไปได้อย่างทรงเสน่ห์ เป็น2แทร็คที่เพราะมากๆฟังแล้วนึกถึงงานพ็อพช่วงยุค60ลงมาถึงอินดี้พ็อพยุคบุปผาชนในทศวรรษ70 มาที่เพลงที่ชอบที่สุดในงานชุดนี้ขอยกให้ Little Bird (5) งานโฟล์คโทรนิก้าผสานแอมเบี้ยนท์หวานๆประพิมประพายไปด้วยมนตร์สเสน่ห์อันสุดแสนจะเย็นยะเยือกตบด้วยทีเด็ดจากท่อนคอรัสที่เพราะชนิดฆ่ากันตายฟังแล้วแถบจะควักหัวใจให้เลย เป็นหนึ่งในงานของโกลด์แฟร็ปที่ส่วนตัวขอยกให้เป็นงานที่สวยที่สุดเท่าที่เคยฟังมาเลยทีเดียวCaravan Girl (4/5) นี่ก็ออกมาพ็อพจ๋าจนตกใจฟังแล้วนึกถึงงานพ็อพร็อคติดกลิ่นเซลติคแบบ The Corrs ติดหูมากๆ ปิดท้ายด้วย Cologne Cerrone Houdini (5) อีกแทร็คที่กรีดกรายและสวยสง่าที่สุดโดดเด่นด้วยเครื่องสายงามหยดย้อย การเรียบเรียงภาคเนื้อหาที่แตกต่างทรงวาทะศิลป์ประดุจบทกวีและน้ำเสียงหวานใสหากแต่โหยหวนลึกลับหนาวเหน็บไปถึงก้นบึ้งแห่งจิตวิญญาณของเจ๊อลิสัน......สวยงามประดุจถูกเนรมิตมาจากอีกมิติอันไหลโพ้นโดยแท้
สรุป
อัลบั้มที่เพราะที่สุด เอกภาพสูงที่สุด ฟังง่ายที่สุดและบริสุทธิ์งดงามที่สุดของGoldfrappถ้าคุณจะลองหาคำจำกัดความ

วันจันทร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2553

Cher : Heart Of Stone (Myspace#28)


Cher : Heart Of Stone : Pop-Rock
สำหรับ "ป้าแฌร์" นี่ถ้ายังจำกันได้ก่อนหน้านี้ดิฉันเคยเขียนรีวิวถึงเธอไปเต็มๆแล้วกับอัลบั้ม Believe ที่ป้าคืนชีพผงาดขึ้นมาดังได้อีกทีเอาอีตอนอายุเฉียดเลข5กับการอัพลุ๊คยกเครื่องตัวเองเป็นนางพญาอัลคาซ่าร์แด๊นซ์กระจายล่อกะเทยซึ่งยังติดตาตรึงใจชาวสีม่วงสีลมสีรุ้งกันไม่เสร็จมาจวบจนศกนี้หากแต่แฟนๆที่มาคลั่งไคล้เจ้าป้ากันรุ่นหลังๆรู้อะไรกันมั้ยคะว่าก่อนที่เจ้าป้าเราจะของเข้าท่านเคยเป็นร็อคเกอร์สาวตัวแม่เขย่าวงการมาก่อนพิ้งค์ อาวริลและเทย์เลอร์ มอมเซ็นมาก่อน (เหอๆๆๆ) วันนี้มายสเปซได้ฤกษ์ดีของพาคุณๆหวนกลับไปสัมผัสกับบรรยากาศอันหอมหวนสมัยที่เจ้าป้ายังไม่จำแลงร่างเป็นเทพีกะเทยกับงานชุด Heart Of Stone หนึ่งในอัลบั้มที่ดีที่สุดตลอดกาลของป้าแฌร์
ก่อนจะเข้าเรื่องขอเม้าท์มอยนิดนึงว่า Heart Of Stone เป็นอัลบั้มที่ขายดีที่สุดเป็นอันดับ3ในชีวิตการทำงานของเจ้าป้าเธอเลยทีเดียวนะคะแถมยังเป็นงานที่ประสบความสำเร็จที่สุดในยุค80ของป้าจนถึงขั้นถูกยกขึ้นเป็นไฮไลท์ประจำทศวรรษนั้นของป้าแฌร์เลยทีเดียว มาถึงตรงนี้หลายท่านคงจะสงสัยกันว่าอีย่าแฌร์ก็ทำร็อคมาตั้งนานแล้วนมยานแล้วกับอีแค่อัลบั้มชุดที่20ของหล่อนมันจะมีอะไรเด็ดสะระตี่ไปกว่าของเดิมมากมาย? ส่วนตัวกล้าการันตีค่ะว่าเด็ดกว่าในแง่ของความประณีตในการเรียบเรียงเมโลดี้ย์และการนำเสนอที่ดูมีพลังขึ้นทั้งทางภาคเนื้อหาและเสน่ห์ลูกล่อลูกชนที่หอมฉุยเตะตาตลาดจากภาคดนตรีพ็อพร็อคยืนพื้นที่ใส่มนตร์เสน่ห์ของวัฒนธรรมพ็อพร็อคยุค80ที่โดดเด่นเฉิดฉายทั้งสำบัดสำนวนวาทะศิลป์และอัตลักษณ์การนำเสนอก่อนจะผสานเข้ากับมิติของความเป็นอดัลท์คอนเทมโพลารีย์อันเป็นมิตรกับผู้ฟังในวงกว้างหลากระดับซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่มำให้เราได้ยินท่อนฮุตโจ๊ะๆติดหูในหลายเพลงบวกกับเมโลดี้สุดเพราะพริ้งกรีดกรายต่างจากร็อคยุค80ที่ค่อนข้างกราดเกรี้ยว ดิบและหยาบอย่างที่คุ้นเคยกันนอกจากนี้อีป้ายังฉลาดที่จะรักษากลิ่นอายของเสน่ห์ความเป็นร็อคยุค80ไม่ให้ระเหยไปไหนง่ายๆด้วยการตบสารพัดลูกเล่นตั้งแต่ซอฟต์ร็อค ฮาร์ดร็อค โฟล์คยันคันทรี่ย์ผสมกลมกลืนออกมาได้ชวนลิ้มลอง สำหรับดิฉันผลลัพธ์ที่ออกมาคือหนึ่งในอัลบั้มที่ลงตัวที่สุดเท่าที่ชีวิตป้าแฌร์เคยคลอดออกมาและแน่นอนนับว่าเป็นงานชิ้นมาสเตอร์พีซของป้าเคียงคู่ไปกับ Believe หรือ All I Really Want To Do ก็คงไม่เป็นการยกยอเกินความจริงไปนัก (ส่วนตัวคิดว่าดีกว่า Believe มากด้วยซ้ำ)
ก่อนจากคนแถวนี้ตะโกนบอกว่า "แนะนำเพลงชวนฟังด้วยสิโว้ย!"....จัดให้ก็ได้ค่ะ เริ่มจาก If I Could Turn Back Time เพลงโลโก้อมตะตลอดกาลของป้าที่สำหรับดิฉันขอยกให้เป็นหนึ่งในงานจากฝากศิลปินร็อคหญิงที่เท่ห์และมีชั้นเชิงเข้าขั้นคลาสสิคที่สุด ตามด้วยไทเทิ่ลแทร็คอย่าง Heart Of Stone ซึ่งโดดเด่นบนการเรียบเรียงที่แตกต่างพร้อมด้วยเนื้อหาคมกริบสุดเชือดเฉือนอันนับว่าเป็นการเสียดสีตอบสนองสภาพสังคมโลกอันสุดแสนจะโหดร้ายอำมหิตด้วยภาคเนื้อหาที่กระแทกกระทั้นไม่ไว้หน้าสัจธรรมใดๆเช่นกัน ใครอยากจะหาตัวอย่างที่ดีของพ็อพร็อค80ในชุดนี้ขอแนะนำให้จิ้ม You Wouldn't Know Love เช่นเดียวกับ After All ที่มีไว้เอาใจคนรักบัลลาดสูตรสำเร็จโดยเฉพาะ และก่อนจากไม่พูดถึงไม่ได้กับ Just Like Jesse James พ็อพร็อคบัลลาดที่ใส่สูตรสำเร็จของความเป็นคันทรี่ย์หอมๆเหยาะโชยลงไปเคียงคุ่ไปกับภาคเนื้อหาที่สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นดิว่าและความแข็งแกร่งสไตล์สาวร็อคได้อย่างสมบูรณ์แบบ นับเป็นเพลงรักมลายที่ภาคเนื้อหาทรงพลังยอดเยี่ยม.....แค่นี้คงจะพอให้อยากลองหามาฟังกันแล้วเนอะ!

วันอาทิตย์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2553

Pet Shop Boys : Very (Myspace#27)


Pet Shop Boys : Very : Electropop
เคยเป็นมั้ยคะ? บางทีที่เราฟังงานของศิลปินบางท่านหรือบางวงที่คนทั่วทั้งโลกเขาหลงใหลได้ปลื้มแห่แหนให้เป็นศิลปินเจ๋งระดับตำนานหากแต่พอมาอยู่กับเราแล้วกลับกลายเป็นรู้สึก "เฉยๆงั้นๆ" ออกแนวจะไปในทางที่ต่อให้ดีขนาดไหนก็ไม่อยากจะหวนกลับมาฟังอีกด้วยซ้ำ กรณีเคยเกิดขึ้นกับดิฉันมาแล้วเมื่อฟังงานของศิลปินระดับตำนานหลายท่าน อาทิ The Beatles,Michael Jackson,Celine Dionไปยันพวกคลาสสิคจัดๆอย่างระดับAbbaและCarpentersนี่ก็อย่าได้เฉียดมาใกล้รูหูเชียว แน่นอนที่สุดค่ะPet Shop Boysก็เป็นอีกหนึ่งศิลปินที่เข้าข่ายไม่ค่อยถูกโรคกับดิฉันเท่าไรหากแต่ที่วันนี้ต้องมาทำหน้าที่เขียนแนะนำอัลบั้มของสองพ่อมดซินธิไซเซอร์จากเกาะอังกฆษนี้ให้แก่ "คุณเสาวรส" เพื่อนสาวสมัยมัธยมปลายที่ตอนนี้เธอได้พัฒนาจากหารเป็นแฟนคลับบริทนี่ย์มาฟังPSBเสียแล้ว เหอๆๆๆๆ
สำหรับอัลบั้มที่ขอหยิบมาแนะนำอีรสก็คือ Very งานในปี1993ของทางวงซึ่งเครดิตดีถึงขั้นที่โรลลิ่งสโทนออกมายิ้มตาหยีอันเชิญให้เป็นหนึ่งในอัลบั้มที่ดีที่สุดแห่งทศวรรษ90เลยทีเดียว โดยที่มาของชื่ออัลบั้มสั้นๆแต่คมคายนี้คุณลุงนีล เทนแนนท์ได้จีบปากไว้ว่า "It's Very Pet Shop Boys,It's Very Up,It's Very Hi-Energy,It's Very Romantic,It's Very Sad,It's Very Pop,It's Very Danceable,And Some Of It Is Very Funny" (ขอขอบคุณคอลัมน์Diacographyของพี่เอก อนุรักษ์ หุตะสิงห์จากนิตยสารPopฉบับTeen Divas นะคะ) แม้ว่าส่วนตัวจะไม่ได้คุ้นเคยกับ Pet Shop Boys มากนักแต่เท่าที่ได้ฟังก็ขออนุมานเอาว่าความเป้นตัวตนทางดนตรีถึงขีดสุดของทางวงก็คงเป็นงานดนตรีอิเล็คโทรพ็อพที่การเรียบเรียงและโครงสร้างดนตรีเป็นพ็อพจัดๆบนการเนรมิตซินธิไซเซอร์ลอยๆสวยสง่าคลอไปกับเสียงเศร้าๆอ้างว้างเย็นยะเยือกเปี่ยมด้วยมนต์ขลังของตาลุงนีลและอิทธิพลของดนตรีดิสโก้70ล่อกะเทยที่คุณคริสเธอออกหน้าออกตาว่ามักหลายขยำตำรวมกันออกมาเป็นอัลบั้มพ็อพอิเล็คโทรนิคที่จัดจ้านกระแทกใจชาวสีม่วงสุดๆ สำหรับดิฉันแค่เปิดงานมากับ Can You Forgive Her? ก็ได้ใจไปสุดๆแล้วกับมนตร์เสน่ห์ของเรโทร80อันสุดแสนจะหอมหวนและภาคเนื้อหาที่ว่าด้วยการเพิ่งค้นพบตัวตนทางเพศที่แท้จริง ของแรงซะขนาดนี้ก็เล่นเอาอยากจะติดตามทั้งอัลบั้มชนิดใจจดจ่อ ต่อด้วย To Speak Is A Sin กับอารมณ์ขมุกขมัวเคว้งคว้างอันสุดแสนจะหรูหรากรีดกรายเชื่อว่าจะต้องโดนใจพวกเกย์น้อยใหญ่ทั้งหลายแน่ๆเพราะมันสีม่วงจัดตั้งแต่เริ่มเดินโน๊ตแรกเลยทีเดียว อีกเพลงที่ชอบมากๆแม้จะโหลหน่อยก็ตามเห็นจะเป็น Go West ที่คัหเวอร์มาจากวงดิสโก้ยุค70อย่าง The Village People ช่างติดหูและสีลมดีแท้เพลงนี้เป็นเพลงแรกที่ทำให้ดิฉันรู้จักพวกเขาเนื่องจากเมื่อก่อนนี่เป็นธีมประกอบข่าวกีฬาเลยทีเดียวนะคะแถมวิทยุรายงานผลฟุตบอลช่วงดึกก็ยังหยิบเอามาเปิดให้ฟังกันบ่อยๆ (ฟังไปก็ขำไปเพราะเนื้อหาที่ตุ๊ดสะเด็ดเลย เหอๆๆๆๆ ) ปิดท้ายกับอาหารจานโปรดอย่าง Liberation กับเสียงซินธิ์ลอยๆสวยๆที่ได้เสียงเหงาๆสุดทรงเสน่ห์ของลุงนีลมาช่วยยกระดับโครงสร้างอันสุดแสนเรียบง่ายให้กลายเป็นความเฉียบขาดอันยากจะหาใครมาเทียบ ช่วยให้ความชุ่มชื่นกับชีวิตที่สุดแสนจะแห้งแล้งนี้โดยแท้
ฟังแล้วก็ไม่รู้สึกแปลกใจที่ใครๆเขาก็ยกให้สองคู่หูนี้เป็นปูชนียบุคคลระดับตำนานแห่งวัฒนธรรมดนตรีพ็อพฝั่งสหราชอาณาจักร แม้ว่าฟังแล้วอาจจะไม่สามารถเปลี่ยนดิฉันให้กลายเป็นแม้แต่แฟนขาจรของพวกเขาได้ก็ตามแต่อย่างน้อยก็ต้องคารวะล่ะนะคะว่า Pet Shop Boys เป็นวงดนตรีที่เจ๋งจริงๆและส่วนตัวรู้สึกดีใจที่ได้มีโอกาสทำความรู้จักกับ Very อัลบั้มดนตรีอันทรงคุณค่าระดับตำนานของพวกเขา

วันเสาร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2553

Kraftwerk : Computer World (Myspace#26)


Kraftwerk : Computer World : Electronic
มายสเปซครั้งนี้ขอพาคุณๆข้ามฝากมาทำความรู้จักกับอีกหนึ่งศิลปินดีๆจากฝั่งเยอรมนีอีกครั้งหลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้เคยเขียนถึงRammstienวงอินดัสเทรียลเมทัลสุดอำมหิตและหนุ่มอาร์แอนด์บีเสียงหวานหน้าหล่ออย่างDeemahไปแล้ว มาคราวนี้ได้ฤหษ์อันงามที่จะเขียนทักทายวงสุดเจ๋งอย่าง Kraftwerk บิดาแห่งดนตรีอิเล็คโทรนิคจากเยอรมันเสียที
ถ้าจะหานิยามที่จำกัดความถึงภาคดนตรีโดยรวมของKraftwerkได้อย่างครบถ้วนสมบูรณืแบบที่สุดล่ะก็สิ่งนั้นคือชื่อวงสุดเท่ห์ของพวกเขาซึ่งมีความหมายว่า "สถานีพลังงาน" อันสะท้อนตัวตนของพวกเขาลงสู่วัฒนธรรมดนตรีที่ถูกนำเสนอได้ชนิดกระจ่างแจ้งสุดๆจากดนตรีอิเล็คโทรนิคที่ได้แรงบันดาลใจในการวาดลวดลายบนความเป็น "อินดัสเทรียล" ซึ่งอุทิศให้แก่สภาพแวดล้อมรอบตัวของสังคมอุตสาหกรรมหนักในเยอรมนีโดยเน้นดนตรีสังเคราะห์ที่มอบจิตวิญญาณของความเป็นเครื่องจักรผสานเข้ากับซินธิไซเซอร์ ดรัมส์แมชชีนและซาวนด์โรโบติคฟั้งค์เย็นชาไร้จิตวิญญาณและปราศจากการแยปสใดๆต่อสภาวการณ์รอบตัวที่แปรเปลี่ยนและหลั่งไหลไปสู่อนาคตอย่างบ้าคลั่งประหนึ่งว่าพวกเขาได้ถอดตัวตนออกจากวัฏจักรของความเป็นจริงอันเชี่ยวกรากและหลอมตัวเองให้กลายเป็น "เครื่องจักร" กลไกสำคัญของกรรมวิธีทางอุตสาหกรรมอันเป็นแรงบันดาลใจทางดนตรีและวัฒนธรรมการดำรงชีวิตที่เขาต้องเผชิญเป็นที่เรียบร้อย
ผลลัพธ์อันเป็นรูปธรรมสุดๆที่สามารถยืนยันสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นได้อย่างดีคงหนีไม่พ้น Computer World สตูดิโออัลบั้มในปี1981ของพวกเขาซึ่งเป็นอัลบั้มเพลงสั้นๆความจุแค่7แทร็คประหนึ่งอีพีที่ความยาวยังไงก็ไม่น่าจะเกิน35นาทีโดยประมาณ หากแต่เป็นงานที่สามารถตอบความเป็น Kraftwerk ได้บรรลุในทุกจุดกับการผสานตัวตนและงานดนตรีเข้าสู่โลกแห่งเครื่องจักร อุตสาหกรรม คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีอันก่อให้เกิดงานดนตรีอิเล็คโทรนิคสุดลึกลับชวนพิศวงรวมถึงถ้ามองในแง่ร้ายสิ่งที่พวกเขาแสดงออกมันก็เป็นการเสียดสีประชดประชันที่ไม่ต่างอะไรกับการปวารณาตัวให้อยู่ภายใต้จักรวรรดินิยมของวัฒนธรรมโลกาภิวัฒน์โดยสมยอม.....ซึ่งเก๋ไม่เก๋ล่ะคะที่ถึงกระนั้นความเป็น Kraftwerk ก็ยังสามารถยืนอยู่เหนือวัฒนธรรมของอาณาจักรดนตรีอีกตลบหนึ่งโดยมีศิลปินอิเล็คโทรนิคและเทคโนรุ่นหลังอีกหลายชีวิตที่อยู่ภายใต้อิทธิพลและมนตร์เสน่ห์จากดนตรีของพวกเขา......สมศักดิ์ศรีตำนานแห่งดนตรีอิเล็คโทรนิคของเยอรมนีและศิลปินตัวจริงแถวหน้าของโลกโดยแท้

วันศุกร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2553

Coldplay : A Rush Of Blood To The Head : 98%


Coldplay : A Rush Of Blood To The Head : 98%
ก่อนหน้านี้เคยออกตัวไว้อย่างสง่างามว่า "ไม่ใช่แฟนเพลงแนวบริทพ็อพ" หากแต่ช่วงปีสองปีหลังนี้ไม่รู้เกิดอะไรขึ้นกับดิฉันเหมือนกันถึงได้นั่งขลุกอยู่กับเสียงกีตาร์และวงดนตรีแนวๆนี้ได้เป็นวันๆ ได้ทุกวันและได้ซ้ำไปซ้ำมาตลอดวันชนิดไม่รู้เบื่อ (แตฝรั่งแถวนี้ออกอาการให้เห็นทุกครั้งว่า "อันตัวกูนั้นโคตรจะเบื่อ" ) ....ฤาดิฉันจะตกอยู่ภายใต้มนตร์สะกดแห่งโลกเหนือจินตนาการทางดนตรีอันสวยสดงดงามดนตรีร็อคจากฝากสหราชอาณาจักรเสียจนถอนตัวไม่ขึ้นแล้วก็ไม่อาจทราบได้? ถามว่ารู้จักหลายวงมั้ย?ก็คงต้องบอกว่า "ไม่" เพราะเท่าที่ฟังจนเรียกได้เต็มปากว่าติดตามก็เห็นจะมีแค่ Keane,ColdplayและTravis ซึ่งก็เป็นตัวแทนของบริทพ็อพแนวหน้าหลังทศวรรษ90กันแถบทั้งนั้น (เว้นTravis) รองลงมาก็เห็นจะเป็น Manic Street Preachers ส่วนพวก Blur,OasisกับStereophonicนี่ก็มีพอฟังให้รู้บ้าง Radioheadเหรอ?เจ๋งดีแต่เห็นจะยากไปนิด มาที่ The Hurricane#1 นี่ชอบอยู่เพลงเดียวจริงๆค่ะ และล่าสุดที่ได้ลองฟังก็เห็นจะมี The Wild Swans วงบริทพ็อพยุค80เท่ห์ๆที่ทำเพลงได้สวยมากๆ (ไม่ทราบว่าวงนี้จะมีนักรีวิวท่านใดในบอร์ดสนใจจะหยิบมารีวิวให้อ่านกันบ้างมั้ยคะ?).....อย่างไรก็ตามสิ่งเดียวที่รู้ก็คือทุกครั้งที่ปล่อยใจให้ล่องลอยไปกับเสียงกีตาร์เท่ห์ๆเหงาๆรวมถึงเกรี้ยวกราดเย็นยะเยือกหมองหม่ยนบ้างในบางทีและเมโลดี้ย์ที่เรียบเรียงได้อย่างสวยงามละเมียดละไมพร้อมกับภาคเนื้อหาที่เสียดแทง โศกศัลย์ เปี่ยมสุข ประชดประชันยันเป็นกวีทั้งเชิงจินตะและปรัชญาทางการเมืองสะท้อนโลกทัศน์ของสังคมอยู่ในทีนี่มันเป็นอะไรที่ทำให้รู้สึกมีความสุขชนิดบรรยายไม่ถูกจริงๆและวันนี้ดิฉันกลับมาพร้อมกับการรีวิวอัลบั้มบริทพ็อพอีกครั้งกับ A Rush Of Blood To The Head อัลบั้มมาสเตอร์พีซแห่งวงการบริทพ็อพจาก Coldplay ตามที่สัญญากับผู้อ่านหลายท่านเมื่อ2ปีที่แล้วพร้อมกับยืนยันคำเดิมที่เคยบอกไปในรีวิวX&Yที่ว่า "บริทพ็อพคือภาคดนตรีที่มีเสน่ห์ที่สุดในโลกสำหรับแนสทิน่าโดยแท้
รูปแบบเพลง
เพลงของColdplayน่ะหรือคะ? สำหรับดิฉันงานบริทพ็อพของวงนี้ถูกนำเสนอในรูปแบบของอัลเทอเนทีฟร็อคที่โดดเด่นบนท่วงทำนองพลิ้วไสวของกีตาร์ร็อคเท่ห์จัดทั้งกีตาร์โปร่งที่จะดีดดออกมาให้หวานใสพริ้งเพราะเสนาะหูพวกพ่อคุณก็ทำได้หรือจะเอาให้ดิบหม่นเชือดเฉือนเลือดสาดก็ได้มียกมือกราบกรานในชั้นเชิงกันแถบไม่ทันเลยทีเดียวผสานไปกับการพรมเพียโนสวยๆ เครื่องสายกรีดกราย กลองทุ้มนุ่มและเสียงสังเคราะห์ซินธิไซเซอร์อันส่วนประกอบที่แสนจะเรียบง่ายแต่ถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างล้ำลึกงดงามจับจิตเหนือมนุษย์ (บางแทร็คก็ทำเท่ห์เข้าขั้นพวกไซคลีเดลิก) นอกจากนี้มนตร์เสน่ห์และเอกลักษณ์อันเอกอุที่จะขาดไปไม่ได้ของทางวงคืออารมณ์หมองหม่นเย็นยะเยือกหากแต่บริสุทธิ์งดงามและทรงพลังชนิดที่ไม่ว่าคุณจะใช้หูฟังหรือใช้ใจฟังก็ตาม....ก็จะไม่สามารถหาคำมาปรามาสปฏิเสธความเจ๋งของพวกเขาได้อย่างแน่นอน...ขอเตือนว่าอย่าเผลอใจตกลงมาในดินแดนดนตรีของพวกเขา เพราะคุณจะตกหลุมรักดนตรีดีๆจากพวกเขาแน่นอน หึหึหึ
จุดด้อย
ส่วนตัวคงต้องบอกว่า "ไม่มี" เนื่องจาก Coldplay เป็นวงดนตรีที่นำเสนอเนื้องานของตนเองออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบอยู่แล้วตลอดทั้ง4อัลบั้ม แต่ถ้าจะให้ลองเปรียบเทียบงานชุดนี้กับอีกทั้ง3ชุดแบบคร่าวๆดูเริ่มจากที่ใกล้ตัวที่สุดกับ Parachutes อัลบั้มแรกที่หลายท่านบอกว่าในแง่ของการนำเสนอมีความสมบูรณ์แบบสูงกว่าจนทำให้งานชุดที่กำลังเขียนถึงมีบางส่วนที่ขาดไปจนน่าผิดหวัง อย่างไรก็ตามส่วนตัวไม่คิดอย่างนั้นเนื่องจากในระยะยาวเห็นว่างานชุดนี้เป็นการเดินแต้มต่อที่สง่างามและสามารถรักษามาตรฐานทางดนตรีได้อย่างมีชั้นเชิง (แม้ว่าอาจจะน่าผิดหวังที่ความแปลกใหม่จะแลดูเหมือนไม่มีอะไรขยับก็ตาม....แต่ถ้ามองกันดีๆมันก็ไม่ได้เหมือนเดิมไปซะทั้งหมดนะ) มาที่กับ X&Y ที่ส่วนตัวขอยกให้เป็นงานระดับมาสเตอร์พีซของทางวงเคียงข้างกับอัลบั้มนี้ในแง่ของมิติที่สูงขึ้น พัฒนาการทางเนื้อหาที่ลึกและเชือดเฉือนตลอดจนบูรณภาพที่ทางวงสะท้อนผ่านตัวงานในทุกด้านแสดงให้ประจักษ์กันโต้งๆว่า "พวกเขาก้าวไปได้ไกลขึ้น" ในขณะที่งานชุดนี้คือมาสเตอร์พีซในแง่ของการถ่ายทอดความดิบสดทางจิตวิญญาณผ่านงานดนตรีที่ภาพรวมออกมาแลดูเรียบง่ายหากแต่สะอาดสะอ้าน เข้มข้น จัดจ้านและเป็นความงามอันบริสุทธิ์ตามธรรมชาติที่ถ่ายทอดสู่แพ็คเก็จสวยๆของ Audio CD ได้ชนิดที่ดิฉันขอคุกเข่าคารวะพวกท่าน ก่อนจากขอจับมาชนกับ Viva...งานชุดล่าสุดที่ดีมากๆแม้ว่าอาจจะทำให้ดิฉันชอบได้มากไม่เท่าแต่งานชุดที่กล่าวถึงนี้ก็ยืนยันเป็นประจักษ์พยานที่ดีให้หลายชีวิตในโลกดนตรีมาชะโงกกันดูว่าพวกเขาทำดนตรีออกมาชนิดเข้าใกล้คำว่า "เหนือมนุษย์" มากขึ้นทุกที
แทร็คเด็ด
อู๊ยยยยย!!! จะมีอะไรที่เด็ดไปกว่า4ซิงเกิ้ลสร้างชื่อของอัลบั้มอีกล่ะค่ะที่แต่ละเพลงนี่นอกจากจะเป็นเพลงโลโก้ประดับทางวงไปแล้วยังล้วนแต่งดงามสุดพรรณากันชนิดครบครันอีกต่างหาก เริ่มต้นกับ In My Place (5) ที่โดดเด่นกับริฟฟ์กีตาร์สวยๆเท่ห์ๆที่แค่แย้มออกมาทักทายตอนอินโทรก็เล่นเอาดิฉันลงไปดิ้นพราดๆไหนจะหันมามองเนื้อหาสุดโศกศัลย์กับเมโลดี้ท่อนฮุคเพราะพริ้งซึ้งๆติดหูชะงัดหากแต่ฟังแล้วรู้สึกอ้างว้างขึ้นมาจับใจ อู๊ยยยยยยยยยยยยย! เพิ่งจะรู้ว่าความทรมานจากความหนาวเหน็บมันสวยงามซะขนาดนี้ก็อีตอนฟังเพลงนี้นั่นแหละ เช่นเดียวกันกับ The Scientist (5) งานบัลลาดพรมเพียโนไพเราะเศร้าซึ้งหวานหยดที่คลอเคลียนำพาเอาความเจ็บปวดทุกข์ระทมเสมือนมีดเป็นพันๆด้ามชำแหละกรีดและกระหน่ำทิ่มแทงอยู่ในจิตวิญญาณของคนๆหนึ่งที่ตกอยู่ในวังวนแห่งความเศร้าและสำนึกผิดอย่างบริสุทธิ์ใจออกโลดแล่นสู่โลกแห่งเสียงเพลงได้อย่างสมบูรณ์แบบซะจนดิฉันฟังแล้วรู้สึกเหมือนหัวใจถูกขยร้เสียแหลกเป็นเสี่ยงๆ เริ่ดมากค่ะตัว ต่อด้วยเพลงเก่งอย่าง Clocks (4.5/5) ที่เหยาะเมโลดี้สวยๆพลิ้วไสวบนท่วงทำนองเพียโนมินิมัลลิสเจือซินธิไซเซอร์บางเบาพร้อมกับชั้นเชิงการถ่ายทอดดนตรีที่งดงามจับจิตหากแต่เย็นยะเยือกประดุจรังสรรค์ลงมาจากอีกแดนที่ห่างไกลตามแบบฉบับ Coldplay จึงไม่แปลกที่ทั้งเพลงจะมีแต่คำว่า "สวยๆๆๆๆ" ลอยไปลอยมา สำหรับแทร็คที่โปรดปรานที่สุดเห็นจะหนีไม่พ้น God Put A Smile Upon Your Face (5) งานอัลเทอเนทีฟร็อคสุดเท่ห์ตั้งแต่โครงสร้างดนตรีที่โดดเด่นออกมาจากหลายๆแทร็คด้วยการปูพื้นบนบีทกีตาร์อคูสติคเพราะๆหม่นๆก่อนจะเร่งจังหวะสลับเข้ากับกีตาร์ไฟฟ้าเก๋าๆได้อย่างลงตัวพร้อมกับท่อนคอรัสกระแทกกระทั้นสุดใจ หากแต่สิ่งที่ประทับใจที่สุดในเพลงนี้เห็นจะเป็น "ภาคเนื้อหา" ที่ขอบอกว่าใช้สำบัดสำนวนออกมาได้แน่และลึกตามวัฒนธรรมร็อคปัญญาชนอังกฤษเสียจนไม่กล้าแปลเนื่องจากส่วนตัวฟังเพลงนี้ไปแล้วรู้สึกว่าตัวเองจะตีความได้อิสระขึ้นเรื่อยๆตั้งแต่ความเสมอภาคในฐานะมนุษย์ ความทะเยอทะยานและภาคภูมิใจในศักดิ์ศรีตลอดจนคุณสมบัติที่ไม่ได้มีสงวนไว้ให้ชีวิตอื่นสัมผัสเชยชม รูปสมบัติและกิริยาตลอดจนการพยายามแสวงหาคำตอบให้แก่ชีวิตซึ่งทุกสิ่งในวันรุ่งขึ้นล้วนแต่เป็นปริศนา เป็นต้น นอกจากนี้ที่ประทับใจก็มี Politik (4.5/5) แทร็คเปิดอัลบั้มที่ออกแนวอัลเทอเนทีฟอินดี้ร็อคเท่ห์ๆที่ยังคงความแพรวพราวบนท่วงทำนองที่สวยงามและความเยือกเย็นประดุจต้องมนตร์สะกดสไตล์ Coldplay ที่สามารรถเอาไปอวดวงเมโลดิคร็อคอย่าง U2 ได้สบายๆ ภาคเนื้อหาว่าด้วยเรื่องของศิลปะในการดำรงชีวิตที่ยึดอยู่บนนโยบายของความซื่อวัตย์ สร้างสรรและปราศจากกำแพงของความเสแสร้ง....นี่แหละค่าของคนจริงและศิลปินจริงๆ!!! ปิดท้ายด้วย2เพลงที่ตัดใจเลือกมาเขียนกับ Green Eyes (4.5/5) กับไทเทิ่ลแทร็ค A Rush Of Blood To The Head (4.5/5) งานบริทพ็อพเพราะๆที่วาดลวดลายบนกีตาร์อคูสติคที่ออกแนวพ็อพจัดกว่าท่านสมาชิกที่เหลือในอัลบั้มแต่ก็เพราะนะ ฟังแล้วนึกถึงเสียงกีตาร์ของจอห์นนี่ย์ แคชขึ้นมาจับใจ
สรุป
ความรู้สึกของดิฉันทุกครั้งที่ได้ฟังงานชุดนี้มันเปรียบเสมือนการได้ลิ้มสุนทรียรสแห่งความงามทางดนตรีอันสูงส่งลึกซึ้งแท้จริงอันนำมาซึ่งความสุขอันประณีตล้ำลึกไม่รู้ลืมจากการถูกปลดปล่อยอิสรภาพทางวิญญาณโดยแท้ รักพวกคุณค่ะ!!!!

วันเสาร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2553

Mariah Carey : Charmbracelet : 62%




Mariah Carey : Charmbracelet : 62%
[b]รูปแบบเพลง[/b]
ภาพรวมของCharmbraceletยืนพื้นอยู่ที่ดนตรีพ็อพอาร์แอนด์บีเสริมทัพด้วยฮิพฮอพที่ติดมากับคณะแร็พเพอร์ชายที่พร้อมใจเสี่ยงตายกันมาช่วยฟีทเจอริ่งให้เธอ รวมไปถึงอิทธิพลของแนวดนตรีอื่นๆอย่างเวสโคสต์ฮิพฮอพ โซล อัพเทมโป สแตนดาร์ดแจ๊ซซ์รวมไปถึงร็อคซึ่งภาคดนตรีโดยรวมถูกผสมผสานออกมาอย่างมีเอกภาพ คือไม่แรงจนหลุดกรอบความเป็นมารายห์ (ที่ผู้ฟังส่วนใหญ่คุ้นเคย) อย่างGlitter แต่ก็ไม่มีอะไรดาดดื่นเมื่อเทียบกับงานอื่นๆของเธอที่มีความสมบูรณ์แบบในตัวค่อนข้างสูงอยู่แล้วอย่าง Butterfly,Emotion,Music Box รวมไปถึงThe Emancipation Of Mimi อย่างไรก็ตามสำหรับเดี๊ยนอัลบั้มนี้เป็นหนึ่งในงานของมารายห์ที่เดี๊ยนสามารถฟังได้อย่างต่อเนื่องไม่มีสะดุดตั้งแต่ต้นจนจบ ซึ่งหาแบบนี้ได้ไม่ง่ายในงานเพลงของเธอ
[b]จุดด้อย[/b]
สำหรับเดี๊ยนไม่มีอัลบั้มไหนของเจ๊หรอกค่ะที่ไม่เพราะ อัลบั้มนี้ก็เช่นกันทั้งเพราะ ทั้งฟังสบาย ทั้งมีเอกภาพสามารถทำหน้าที่ของมันตั้งแต่ต้นจนจบได้อย่างไม่มีติดขัด แต่ถ้าว่ากันตามตรงเมื่อเอามันมาเทียบกับทุกอัลบั้มตั้งแต่Mariah CareyยันMimiแล้วคงต้องยอมรับกันนะคะว่าเป็นอัลบั้มที่มีภาคดนตรีอ่อนที่สุด น่าสนใจน้อยที่สุดและคงจะไม่ผิดถ้าเดี๊ยนจะขอบอกว่าออกมาดีน้อยที่สุด บอกตรงๆเลยว่าตอนฟังครั้งแรกยังปวดหัวแทนเจ๊เลยค่ะเพราะความโดดเด่นของแต่ละแทร็คที่แรงพอจะตัดเป็นซิงเกิ้ลได้นอกจากThrough The Rainแล้วต้องคิดกันหนัก คือมีแต่แทร็คระดับแกนๆกึ่งรอดกึ่งล่มทั้งตัวเจ๊ ทั้งทีมงาน ทั้งลูกแกะนี่คงต้องนั่งลุ้นกันเหนื่อยหน่อยอ่ะค่ะ โชคดีนะคะที่เธอเสียงดีและโชคดีสุดๆที่เธอคือมารายห์ แครีย์ไม่งั้นเดี๊ยนก็ไม่รู้ว่าเจ๊เราจะงัดอะไรออกมารบกับชาวบ้านเขา
ในแง่ของการโปรดิวซ์ส่วนตัวรู้สึกว่าอาร์แอนด์บีในอัลบั้มออกมาให้ความรู้สึกแบบเดียวกันเกือบหมด คือเนิบๆเนือยๆครวญครางหงุงๆหงิงๆเรียกได้ว่าแถบจะเหมือนกันไปหมด ยิ่งตั้งแต่You Had Your ChaceยันIrressistlbleนี่หาความแตกต่างอย่างเด่นชัดได้ค่อนข้างน้อยเลยทีเดียว แม้ว่าจะฟังได้ลื่นๆแต่ส่วนตัวรู้สึกเบื่อค่ะ ประมาณว่า "อะไรวะมาแบบนี้อีกแล้ว เธอมีอะไรใหม่ๆมาเสนอเราบ้างมั้ยเนี่ย?" ไปๆมาๆพาลจะสร้างความรำคาญให้ผู้ฟังบางคนด้วยซ้ำน่ะค่ะ มาที่อิทธิพลจากหนังเรื่องGlitterเดี๊ยนคงไม่พูดถึงแล้วนะคะ คือเรื่องมันเก่ามากๆแล้ว เอาเป็นว่าล่าสุดเจ๊ก็สามารถกลับมาเป็นขวัญใจอเมริกันชนได้อีกครั้งรวมถึงเดี๊ยนเห็นเพื่อนๆในไทยหลายนางก็ตามซื้อตามเก็บอัลบั้มนี้กันให้จ้าล่ะหวั่น เห็นมั้ยล่ะว่าที่ตกไปมันเป็นแค่กระแสแรงๆชั่วคราวบางทีจะตัดสินอะไรต้องดูกันยาวๆน่ะค่ะ ดีใจด้วยนะคะมารายห์

[b]ซิงเกิ้ล[/b]
[b]Through The Rain (4/5)[/b] ซิงเกิ้ลแรก พ็อพบัลลาดที่ทรงพลังและบริสุทธิ์ในทุกองค์ประกอบการนำเสนอ ในแง่เนื้อหาเป็นการพรรณนาให้ผู้ฟังเข้าใจถึงสภาพความรู้สึกและถ่ายทอดภาพการที่เธอสามารถฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆนานาที่รุมเร้าชีวิตเธอในก่อนหน้านี้และกลับกลายมาเป็นมารายห์ที่แข็งแกร่งขึ้นในที่สุด ส่วนตัวชอบที่เธอปลอบประโลมตัวเองด้วยเนื้อหาที่แสดงถึงความศรัทธาในค่าของชีวิตตัวเองพร้อมน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความปวดร้าวและทุกข์ระทม แม้ว่ากระแสตอบรับจะไม่ดีเอามากๆก็ตามนะคะแต่เดี๊ยนขอยกย่องในฐานะที่เธอตั้งใจนำเสนอมันออกมาได้อย่างดีสุดๆ เป็นอีกครั้งหนึ่งที่มารายห์มอบความรู้สึกที่พิเศษแก่ผู้ฟัง สำหรับเดี๊ยนเพลงนี้สมบูรณ์แบบที่สุดในอัลบั้มค่ะ
[b]Boy(I Need You) Feat. Cam'ron (3/5)[/b] ซิงเกิ้ลที่สองที่ตัดออกมาแทนที่ The One ตัวเพลงเป็นอัพเทมโป อาร์แอนด์บีฮิพฮอพ เพลงนี้มีการใช้แซมเพิ่ล "I'm Going Down" ของ Rose Royce เช่นเดียวกับที่เคยใช้ในเพลง "Oh Boy" ของแคมรอนที่มาฟีทให้เธอน่ะค่ะ สำหรับเดี๊ยนขอสารภาพเลยว่าไม่ประทับใจเพลงนี้เท่าไรเพราะเชื่อว่าเจ๊ทำฮิพฮอพได้แรงกว่าระดับนี้ตั้งเยอะ พอมาเจออาร์แอนด(บีหนืดๆแบบนี้เข้าไปทำเอาเสื่อมศรัทธาไปหลายวันเลยค่ะ อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาเทียบกับฮิพฮอพอีกเกือบครึ่งอัลบั้มแล้วก็ต้องยอมรับนะคะว่าเพลงนี้ความแรงจัดอยู่ในระดับแนวหน้าและดีพอที่จะเป็นซิงเกิ้ลได้ ดังนั้นตัดมาก็ไม่ว่ากันค่ะ
[b]Bringin' On The Heartbreak (3/5)[/b] ไม่แน่ใจว่ามีซิงเกิ้ลอื่นก่อนหน้านี้รึเปล่านะคะ แต่เท่าที่จำได้ก็เห็นเจ๊แกโปรโมตแค่3เพลงไม่นับ I Know What You Want ที่เจ๊ไปช่วยฟีทไปช่วยหวีดให้บัสทา ไรห์ม นะคะ ถ้าผิดพลาดอะไรพวกลูกแกะก็ช่วยแย้งมาโดยด่วนเลยนะคะ มาที่ตัวเพลงกันคะเพลงนี้เจ๊คัฟเวอร์มาจากDef Leppardในปี1981ซึ่งแต่เดิมเป็นเวอร์ชั่นฮาร์ดร็อค มาที่แม่มาลัยของเดี๊ยนนำมาปัดฝุ่นเป็นพ็อพบัลลาดติดกลิ่นร็อค (เธอบอกว่าอยากจะลองอะไรใหม่ๆน่ะค่ะ) ตบด้วยความเป็นโซลด้วยเสียงกอสเพลคอรัสซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ของงานเพลงแบบมารายห์ มารายห์ที่ไม่เคยขาดหายไปไหนนะคะ ส่วนตัวคิดว่าเพลงนี้ไม่แย่เลยนะแต่เห็นหลายคนด่าประณามกันถล่มทลาย ใครที่มีมุมมมองต่างจากเดี๊ยนไปช่วยมาอธิบายหน่อยนะคะ
[b]แทร็คอื่นๆ[/b]
[b]The One (3/5)[/b] เพลงสไตล์กลายเป็นSignature Songของเจ๊ไปแล้วน่ะค่ะ พ็อพอาร์แอนด์บี ฮิพฮอพนวลๆแบบที่เราได้ยินกันจากBreak DownและShake It Offนั่นแหละ แต่ส่วนตัวชอบการใช้เสียงของมารายห์ในเพลงนี้มากที่สุดในกลุ่ม จริงๆแล้วก่อนหน้านี้ถูกวางไว้เป็นซิงเกิ้ลที่สองค่ะแต่กลับถูกถอดกลางอากาศทั้งๆที่เจ๊ถ่ายเอ็มวีเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้เนื่องมาจากสาวกของเธอในญี่ปุ่นรวมตัวกันเดินขบวนประท้วงให้เจีตัดเพลงอื่นแทนน่ะค่ะ ิต๊ายยยยยยยยย! 5555 เริ่ดชิงๆค่ะ ตั้งแต่เกิดมาเพิ่งเคยเห็นม็อบประท้วงซิงเกิ้ล เก๋จัดๆ ให้ตายเถอะเจ๊ขาถ้าเจ๊จะหันลองไปเอาดีทางการเมืองล่ะก็รุ่งชัวร์ๆฮ่ะ แบ็คอัพประชาชนแข็งแกร่งมากๆขนาดที่ฝ่ายรัฐบาลของบางประเทศมาเห็นแล้วจะต้องอายยุบสภาไปเลย (เดี๊ยนไม่ได้ว่าใครนะคะ แค่พูดลอยๆ)
[b]You Got Me Feat.Jay-Z And Freeway (3.5/5)[/b] ขออนุญาติใช้คำนี้นะคะ เพลงนี้ "หงี่" สุดในอัลบั้มแล้วค่ะ คือฟังแล้วโดนตั้งแต่รอบแรกเลย อาร์แอนด์บีเนิบๆน่ารักๆเหยาะฮิพฮอพเปรี้ยวๆลงไป ภาพรวมออกมาเก๋เข้าขั้นค่ะ ส่วนตัวคิดว่าศักยภาพสูงพอที่จะเป็นซิงเกิ้ลเลยทีเดียว เสียดายนะคะที่เจ๊ไม่ยักตัด ต่อด้วย [b]I Only Wanted (3/5)[/b] ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นภาคต่อของ My All มีบัลลาดเพราะๆแบบนี้มาคั่นนี่รู้สึกดีขึ้นเยอะเลยค่ะ เพลงนี้มารายห์ร้องได้เซ็กซี่มากๆฟังได้เพลินๆเลยทีเดียวส่วนตัวชอบค่ะ แทร็คต่อไป [b]Clown (1.5/5)[/b] ว่ากันว่าเจ๊แต่งโต้ตอบเอมิเน็ม เนื้อเพลงนี่พิจารณากันลึกๆนี่จะเห็นได้ว่าด่าจิกไปถึงแม่คู่กรณีเลยค่ะ (ปากชั่วใช่ย่อยนะคะเจ๊ หึหึหึ) เพลงนี่น่าจะทำให้เริ่ดได้ไม่ยากนะคะถ้าเจ๊ทำออกมาเป็นฮิพฮอพแรงๆแล้วเอาสาวแสบๆอย่างดา แบร็ทหรือลิล คิม มาช่วยแร็พจะเด้งกว่านี้เยอะ ส่วนออริจินัลขอบอกเลยว่าไม่รอดค่ะล้มเหลวและไร้ทิศทางมากๆ เจ๊เป็นอะไรมากรึเปล่าคะ มาที่ [b]My Saving Grace (3/5)[/b] เพลงนี้เอาไปแถมไว้ในซิงเกิ้ล Fly Like A Bird ของอัลบั้มมีมี่ด้วยค่ะ ภาคดนตรีเปิดตัวด้วยเพียโนไลท์แจ๊ซซ์ก่อนจะค่อยๆเดินหน้าเป็นโซลฟูลอาร์แอนด์บีบัลลาดแบบเต็มสตรีมจนจบเพลง ชอบการเรียบเรียงดนตรีนะคะแต่ขัดใจตรงอารมณ์เพลงคือมันเหมือนจะอลังการแต่ไม่มอบความรู้สึกอะไรประดับอยู่ในนั้นเลยค่ะ เดี๊ยนว่ามันแลดูกลวงๆไปนิ๊ดน่ะค่ะ
[b]Yours (2.5/5)[/b] อาร์แอนด์บีเพราะๆเย็นๆ ถือว่าเป็นอีกเพลงที่เดี๊ยนฟังเพลินที่สุดในอัลบั้มเลยเชียวค่ะ เพลินชนิดที่ผ่านมาแล้วผ่านไปอย่างรวดเร็วหรือจะพูดอีกนัยนึงก็คืออ่อนยวบยาบมากๆ มาที่สองฮิพฮอพอาร์แอนด์บีเท่ห์ๆอย่าง [b]You Had You Chance (3/5)[/b]กับ[b]Lullaby (3/5)[/b]แม้ว่าความโดเด่นอาจจะสู้อาร์แอนด์บีต้นๆอัลบั้มไม่ได้แต่อย่างไรก็ตามเมือ่พิจารณาในแง่ของเอกภาพในตัวเพลงแล้วความไหลลื่นในการฟังถือว่าทำออกมาได้ค่อนข้างชม ที่ผิดคาดและผิดหวังมากๆก็คือ [b]Irresistible Feat. Westside Connection (2/5)[/b] ตอนแรกเห็นชื่อทีมของIce Cubeแล้วก็ตั้งความหวังไว้สูงว่าจะได้ฟังแก๊งคสทาแร็พแรงๆแน่ๆ ผลลัพธ์ออกมากลับกลายเป็นเวสต์โคสต์ฮิพฮอพจืดๆเนือยๆ ที่สำคัญเดี๊ยนรู้สึกว่ามารายห์เป็นส่วนเกินในเพลงนี้สุดๆด้วยซ้ำ คือปล่อยให้3หนุ่มนั่นแร็พไปน่าจะรื่นหูกว่าน่ะค่ะ มาที่[b]Subtle Invitation (3/5)[/b] โดดเด่นออกมาจากเพลงอื่น ด้วยความสดของดนตรีที่ใช้ลูกเล่นแบบสแตนดาร์ดแจ๊ซซ์ เก๋ดีที่กล้าฉีกออกมาจากกรอบเดิมๆแต่เจ๊ยังต้องการความลงตัวมากกว่านี้นะคะ เอาไปทำใหม่ให้ดีกว่านี้นะเจ๊ ปิดท้ายด้วย [b]Sunflowers For Alfred Roy (3.5/5) [/b] เพลงที่เธอแต่งเพื่อไว้อาลัยให้แก่การเสียชีวิตของ อัลเฟรด รอย แครีย์ คุณพ่อของเธอ ตัวเพลงเรียบง่ายแต่ใหความรู้สึกที่อบอุ่น สวยงามและบริสุทธิ์สุดๆ บัลลาดที่มอบมุมสว่างๆสะอาดหมดจดแบบนี้เป็นอีกหนึ่งในงานของมาราย์ที่เดี๊ยนฟังทีไรก็ประทับใจทุกๆครั้ง
รีมิกซ์ท้ายอัลบั้มเดี๊ยนขออนุญาติไม่รีวิวนะคะ
[b]สรุป[/b]
สำหรับเดี๊ยนนี่อาจจะเป็นอัลบั้มที่แย่ที่สุดของเธอนะคะ แต่อย่างไรก็ตามต้องถือว่าน่าประทับใจที่เธอสามารถประคับประคองภาพรวมให้อยู่ในระดับที่ไม่ต่ำกว่ามาตรฐานได้ ทั้งๆที่เพิ่งเผชิญกับลวิกฤตและความสูญเสียหลายๆอย่างไปจนถึงขั้นเสียความเชื่อมั่นและกำลังใจในการดำรงชีวิตไปชั่วขณะแต่งานกลับออกมาได้ระดับนี้ต้องบอกเลยว่าน่าชมเชยสุดๆ นอกจากนี้ยังต้องขอชมมารายห์ในฐานะที่เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ดีให้แก่ศิลปินรุ่นหลังได้เรียนรู้ถึงความบ้าคลั่ง ไม่เสถียรและไม่จีรังของวงการนี้ได้อย่างดี

Marilyn Monroe : Marilyn-Greatest Hits : 90%



Marilyn Monroe : Marilyn-Greatest Hits : 90%


รูปแบบเพลง
งานเพลงของมาริลีน มอนโรส่วนใหญ่ยืนพื้นอยู่ที่บรอดเวย์และแจ๊ซซ์เป็นหลัก โดยมักจะนำเสนออกมาเป็นสแตนดาร์ดแจ๊ซซ์หรูๆสนุกๆไม่ก็เป็นบรอดเวย์แจ๊ซซ์เก๋ๆที่อารมณ์เพลงอลังการมากๆ (ยิ่งได้ภาพลักษณ์ของเธอมาช่วยขับยิ่งดูสูงส่งขึ้นไปใหญ่) สำหรับแนวอื่นๆที่มีแทรกเข้ามาเป็นสีสันก็ได้แก่ สวิง พ็อพ บัลลาด คาบาเรต์รวมไปถึงโฟล์คป้าก็มีเดี่ยวลูกคอสดๆให้ฟังในอัลบั้มนี้ด้วย ส่วนตัวประทับใจสุดๆที่ป้านำเสนอภาพลักษณ์ของตัวเองลงบนงานเพลงได้อย่างมีชั้นเชิง ทั้งจริตจก้านสาวบลอนด์ ดีกรีความเป็นไอค่อนฮอลลีวูดรวมถึงการนำเสนอความเป็นสัญลักษณ์ทางเพศตลอดการของเธอลงสู่งานดนตรีได้อย่างแยบยล เรียกได้ว่าแจ๊ซซ์ของเธอคนนี้เป็นแจ๊ซซ์ที่เต็มไปด้วยสีสีน มารยาหญิง (ซึ่งหญิงที่รักจะมีมารยารุ่นหลังๆค่อนข้างจะนิยม) ความอลังการและสำคัญที่สุดเอกลักษณ์ของความเป็น มาริลีน มอนโร ล้วนๆ ซึ่งไม่ว่าใครได้ลงมาสัมผัสต้องเกิดความประทับใจและเพลิดเพลินไปกับลีลาการขับกล่อมของเธอ
จุดด้อย
เอาจริงๆแล้วขัดใจกับลิสต์เพลงเจ้าป้ามากๆค่ะ ส่วนตัวแล้วเดี๊ยนเห็นว่าบางเพลงไม่มีความน่าสนใจและไม่มีความยิ่งใหญ่พอที่จะมารวมอยู่ในอัลบั้มอันทรงเกียรตินี่ได้อย่าง That Old Black Magic ที่ป้าร้องในเรื่อง Bus Stop และผลลัพธ์ออกมาค่อนข้างไปทางแย่แต่กลับได้รับเลือก ในขณะที่เพลงดีๆอย่าง River Of No Return หรือ I'm Through With Love กลับถูกมองข้ามไปอย่างน่าเสียดาย (มาก) ได้ไงกันคะ แล้วอย่างเพลง Ladies Of The Chorus ที่เป็นสกอร์สั้นๆนี่ส่วนตัวเดี๊ยนไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องเอามันมารวมไว้ด้วยเลยค่ะ ยังคะยังที่น่าเกลียดสุดๆคือ Happy Birthday Mr. President ที่ป้าขึ้นไปร้องอวยพรให้ประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคเนดี้ ก่อนที่ป้าจะโดนฆาตกรรม (ส่วนตัวไม่คิดว่าผู้หญิงอย่างมาริลีน มอนโรจะฆ่าตัวตายเองหรอกน่ะค่ะ) ไม่ทราบว่าเอามายัดไว้เพื่ออะไรคะ แต่อันนี้โทษป้าไม่ได้เพราะตัวป้าก็ไม่ได้อยู่เลือกแทร็คเด็ดด้วยตนเองเอาเป็นว่าคงต้องมองไปที่ความตั้งใจและความละเมียดละไมของทีมงานที่ทำหน้าที่คัดเพลงลงในอัลบั้มน่ะค่ะว่า คิดอะไรกันอยู่ อีกเรื่องที่เดี๊ยนไม่พูดแล้วต้องอกแตกแน่ๆค่ะนั่นคือหน้าปกอัลบั้ม ถ้าพิจารณากันในเชิงแฟชั่นอาจจะดูดิบ เก๋และเฉี่ยวจริง แต่ส่วนตัวเห็นว่าไม่ใช่รูปที่ดีพอที่จะมาเป็นตัวแทนถ่ายทอดความเป็นมาริลีนบนปกอัลบั้มได้ (ฝ่ายอาร์ทเวิร์คล้มสุดๆ) โชคดีนะคะที่ผลงานของป้า90กว่าเปอร์เซนต์กู้ศรัทธากลบข้อผิดพลาดเหล่านี้ได้อย่างหมดจด (แต่ก็ด่าไปแล้วน่ะค่ะป้า หึหึหึ)
มาอีกเรื่อง ส่วนตัวแล้วเสียดายนะคะที่หลายคนมองข้ามเพลงของป้าไปเพียงเพราะตัดสินภาพของการที่เธอเป็นแค่นักแสดงและคงต้องยอมรับว่าการที่เธอได้รับการยกย่องว่าเป็นสัญลักษณ์ทางเพศตลอดกาลนี่ก็ถือเป็นดาบสองคมที่จะทำให้ผู้คนมองข้ามความสามารถของเธอไปในบางด้าน (เช่น การร้องเพลงที่กำลังพูดอยู่) เอาจริงๆแล้วเสียงป้าดีกว่าที่คิดนะคะรวมไปถึงชั้นเชิงและทักษะการนำเสนอเดี๊ยนว่าทำได้ดีไม่แพ้มืออาชีพทีเดียว ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะดิว่าแจ๊ซซ์มืออาชีพหลายนางได้ปูความสมบูรณ์แบบมาก่อนหน้ามาริลีนค่อนข้างนาน ที่สำคัญศิลปินหญิงแนวนี้เป็นพวกที่ความสมบูรณ์แบบและศักยภาพโดยรวมสูงกันมากๆชนิดที่แถบจะไม่มีใครด้อยกว่าใครเลยทีเดียว เอาง่ายๆลองคิดถึงชื่ออย่างบิลลี่ ฮอลิเดย์,นีน่า ซีโมนส์หรือเอลล่า ฟิทซ์เจอรัลด์แล้วลงมาเทียบกับมาริลีน มอนโรดูสิคะ (เห็นความแตกต่างของเครดิตได้อย่างชัดเจน) อีแบบนี้เจ้าป้าสุดที่รักของเดี๊ยนก็เลยซวยไปตามระเบียบ อย่างไรก็ตามเดี๊ยนขอยืนยันนะคะว่าอย่างน้อยเดี๊ยนเห็นและยอมรับศักยภาพของตัวเธอว่าจริงๆแล้ว ไม่ได้ด้อยกว่าดิว่าท่านใด
แทร็คเด็ด
เปิดอัลบั้มด้วย [b]I Wanna Be Loved By You (5)[/b] จากภาพยนตร์คอมเมดี้สุดคลาสสิคตลอดกาลเรื่อง Some Like It Hot ตัวเพลงเป็นสแตนดาร์ดแจ๊ซซ์หวานๆน่ารักๆผสานความเป็นบรอดเวย์ลงไปได้อย่างลงตัว ชอบวิธีการร้องของป้ามากๆค่ะเปรี้ยวและดัดจริตสุดๆ (นี่ชมนะคะ) ยิ่งมาพิจารณาเนื้อหานี่สมศักดิ์ศรีสัญลักษณ์ทางเพศตลอดการมากๆค่ะ ป้าทอดสะพานได้อย่างเหนือชั้นจนเดี๊ยนคิดว่าถ้าศิลปินรุ่นหลานยุคปัจจุบันได้ยินกันนี่จะต้องอายมุดดินหนีไปเลย นี่แหละค่ะที่บอกว่าป้าสามารถถ่ายทอดตัวตนลงสู่เพลงได้อย่างสมบูรณ์แบบ ตามมาติดๆกับ [b]Some Like It Hot (5)[/b] จากเรื่องเดียวกัน แจ๊ซซ์สนุกๆที่ป้านำจริตจก้านมารยายัดลงในเพลงได้อย่างมีชั้นเชิงไม่น้อยหน้าดิว่าแจ๊ซซ์นางใด ผลลัพธ์ออกมาเก๋มากๆเป็นอีกหนึ่งเพลงที่บอกความเป็นมาริลีนได้อย่างครบถ้วน มาที่ [b]A Fine Romance (4/5)[/b] กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดด เปรี้ยวมากๆค่ะป้า สวิงแจ๊ซซ์เริ่ดๆที่ป้าไปคัฟเวอร์มาจากป้าบิลลี่ ฮอลิเดย์ในปี1936 เดี๊ยนประทับใจสุดๆกับการปัดฝุ่นในแบบฉบับของป้าเองได้อย่างเหนือชั้น ส่วนตัวฟังเทียบกันเดี๊ยนชอบเวอร์ชั่นมาริลีนมากกว่าเวอร์ชั่นต้นฉบับอีกค่ะ (ไม่น่าเชื่อว่าจะทำได้)
ป.ล. คริสทิน่า อากิเลรา น่าจะลองคัฟเวอร์เพลงนี้ดูนะคะ อยากเห็นว่าเวอร์ชั่นแบบอีติ๊จะเป็นอีแบบไหนต้องซ่องแตกไม่แพ้กันแน่ๆ
[b]There's No Business Like Show Business (5)[/b] แอร๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย ต๊ายยยยย!ป้าจิกเพลงบรอดเวย์สุดคลาสสิคตลอดกาลมาร้องใหม่ค่ะ ต้นฉบับบมาจากละครบรอดเวย์เรื่อง Annie Gets Yiur Gun ของ Irving Berlin ในปี1946 โฮะๆๆๆๆ ป้าเล่นของสูงมากค่ะ แต่ทำออกมาได้อลังการสมศักดิ์ศรีทั้งตัวป้าและทั้งต้นฉบับเลยทีเดียว มาที่ [b]When I Fall In Love (3/5)[/b] เสียงป้าเหมือนเจ๊เกว็น สเทฟานี่มากๆค่ะเพลงนี้เป็นพ็อพบัลลาดที่เสริมด้วยเพียโนและเครื่องสายพร้อมสรรพสำเนียงการร้องแบบฝันๆ ป้าร้องบัลลาดได้เพราะเข้าขั้นนะคะ พิสูจน์ได้อีกกับ [b]One Silver Dollar (5)[/b] จากภาพยนตร์เรื่อง River Of No Return ภาคดนตรีเป็นพ็อพโฟล์คที่ป้าใช้เสีงร้องนำกีตาร์อคูสติค (กึ่งๆไปทางโซลได้เหมือนกันค่ะ) เรียบๆง่ายๆแต่สวยงามและทรงพลังสุดๆ ยกให้เป็นสุดยอดบัลลาดของป้าไปเลยมาต่อกับที่อีกหนึ่งเพลงช้าจากภาพยนตร์เรื่องเดียวกันอย่าง [b]Down In The Meadown (5)[/b] อีกหนึ่งพ็อพอคูสติคประสานกลิ่นอายชิลล์แจ๊ซซ์จางๆ (สมัยนั้นมีแล้วเหรอเนี่ย) ฟังแล้วรู้สึกอบอุ่นมากๆๆๆๆ ไม่น่าเชื่อว่าจะได้ยินเพลงน่ารักๆขนาดนี้จากมาริลีน มอนโร สลับมาฟังป้าร้องคลาสสิคกันดูดีมั้ยคะ?ขอแนะนำ [b]I Found A Dream (4/5)[/b] จากภาพยนตร์เรื่อง The Prince And The Show Girl ภาคดนตรีเป็นคลาสสิคบรอดเวย์บัลลาดที่ป้าขึ้นเสียงสูงถึงระดับโซพราโน่เลยเชียวค่ะ ลองนึกถึงThe Sound Of Music ไม่ก็ สโนไวท์ดูนะคะ ต่อด้วย [b]Bye Bye Baby (4/5)[/b] ฟังครั้งแรกยอมรับว่าตกใจค่ะเพราะช่วงต้นเพลงโครงสร้างเหมือนกับเพลงของป้าบิลลี่ช่วงยุค50มากๆคือเป็น สวิง แจ๊ซซ์และผสานกลิ่นอายบลูส์เข้มๆลงไป พอฟังภาพรวมทั้งหมดแล้วนึกถึงCandy Manของอีติ๊กับHanky Pankyของเจ๊แม่เลยค่ะ เรียกได้ว่าเป็นต้นแบบของสองคนนั้นก็คงไม่ผิด แทร็คต่อไป [b]Ev'ry Baby Needs A Da Da Daddy (3.5/5)[/b] จากภาพยนตร์เรื่องLadies Of The Chorusภาพยนตร์เพลงเรื่องแรกของเธอ เป็นอีกหนึ่งเพลงที่ตอบความเป็นมาริลีนแก่คนรุ่นหลังได้อย่างดี
[b]Diamonds Are A Girl's Best Friend (5)[/b] แทร็คปิดอัลบั้ม เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องGentlemen Prefer Blondes (โห! แค่ชื่อก็รู้ชั้นน่ะค่ะ) เพลงนี้ถือได้ว่าเป็นเพลงที่ดีที่สุดและดังที่สุดของป้า บรอดเวย์แจ๊ซซ์สนุกๆที่หยอดมาครบทั้งจริตจก้าน ลูกเล่น อารมณ์ขันในขณะที่เนื้อหาแต่งออกมาได้อย่างสวยงามมีชั้นเชิงสุดๆ องค์ประกอบที่สมบูรณ์แบบรอบด้านนี่เองที่ช่วยส่งให้เพลงนี้ดีเข้าขั้นคลาสสิค ถือว่าเป็นอนุสรณ์อันยิ่งใหญ่ที่มาริลีน มอนโรยังคงทิ้งไว้เป็นแรงบันดาลใจแก่ศิลปินรุ่นหลัง ซึ่งยังคงความนิยมมาจนถึงทุกวันนี้

สรุป
แม้ว่ามาริลีน มอนโรจะจากโลกนี้ไปนานแล้วก็ตาม แต่เรื่องราวของผู้หญิงคนนี้ยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆทั้งในเรื่องของผลงาน ภาพลักษณ์รวมไปถึงการจากไปอันเป็นปริศนาของเธอซึ่งทุกวันนี้โลกก็พยายามหาคำตอบ คงไม่ผิดถ้าจะบอกว่าMarilyn-Greatest Hitsเป็นหนึ่งในนั้นเช่นเดียวกัน ส่วนตัวแล้วเดี๊ยนดีใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีอัลบั้มชุดนี้ไว้ในครอบครองเพราะมันเป็นสิ่งเดียวที่แนะนำให้เดี๊ยนรู้จักกับเธอทั้งในฐานะนักร้อง นักแสดง สัญลักษณ์ทางเพศและที่สำคัญที่สุดในฐานะผู้หญิงธรรมดาๆคนหนึ่งที่ก้าวสู่ความเป็นสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของโลกตลอดกาล ทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอสร้างไว้มันยังคงเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆก้าวสู่ความเป็นตำนานที่โลกจะเล่าขานและนิยมสืบไป

วันพฤหัสบดีที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2553

Maria Kanellis : Sevin Sins (Myspace#26)


Maria Kanellis : Sevin Sins : Alternative Rock/Indie Rock
จากบทพิสูจน์หลายครั้งของ World Wrestling Entertainment หรือ WWE สถาบันชื่อดังระดับโลกที่ไม่เพียงแต่จะสร้างนักกีฬามวยปล้ำเลื่องชื่อระดับตำนานที่ต้องจารึกเข้าสู่หอเกียรติยศ (Hall Of Fame) หลายท่าน มากไปกว่านั้นได้ช่วยผลักดันให้บรรดาบุคลากรในสถาบันเป็นมากกว่าแค่ "นักมวยปล้ำ" หากแต่กลายเป็นสินค้าสำหรับอุตสาหกรรมบันเทิงและส่วนหนึ่งของตลาดเชิงพาณิชย์ที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คงจะเป็นความสำเร็จของ "ดเวย์น จอห์นสัน" หรือ The Rock อดีตแชมป์โลกเฮฟวี่เวทซึ่งปัจจุบันข้ามขีดความสำเร็จจากเวทีผ้าใบไปสู่แสงสีแห่งโลกมายาฮอลลีวูดเป็นที่เรียบร้อย นอกจากนี้ก็ยังมี John Cena ที่ก็มีแววเอาดีกับการเป็นทั้งนักแสดงรวมถึงศิลปินแร็พ John Bradshaw Layfield กับอีกบทบาทหนึ่งบนเวทีธุรกิจและเศรษฐศาสตร์ Kane กับบทบาทในภาพยนต์สยองขวัญเรื่อง See No Evil ที่ทำออกมาได้ดีเกินคาด ตลอดจนสินค้าสำคัญที่ทางค่ายขาดไม่ได้นั่นคือ "ดิว่า" หรือ บรรดานักมวยปล้ำหญิงที่เป็นสีสันสำคัญของธุรกิจมวยปล้ำในยุคปัจจุบันซึ่งก็ได้รับความนิยมไม่แพ้ซูเปอร์สตาร์ชายระดับตำนานเลยทีเดียว นับตั้งแต่ความสำเร็จของ Sable สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของวงการในฐานะนักมวยปล้ำหญิงคนแรกที่ประสบความสำเร็จที่สุดของสหรัฐอเมริกาในฐานะแชมป์โลกหญิง นักแสดงตลอดจนนางแบบนิตยสาร Playboy คนแรกจากวงการมวยปล้ำที่สร้างสถิติยอดขายนิตยสารที่ร้อนแรงที่สุดในรอบ15ปีของ Playboy เลยทีเดียว ตามมาด้วยยุคทองของ Lita และ Trish Stratus สองดิว่าที่ทรงอิทธิพลที่สุดตลอดกาลเท่าที่ประวัติศาสตร์ WWe เคยมีนักมวยปล้ำหญิงมา ตามมาด้วย Candice Michelle ที่ประสบความสำเร็จในฐานะผู้ชนะ Diva Serach คนแรกที่คว้าแชมป์โลกหญิงมาได้ซึ่งลบข้อครหารายการดังกล่าวว่า "คัดแต่คนสวยแต่ไม่มีฝีมือ" ได้อย่างราบคาบโดยแท้นอกจากนั้นเธอยังดอดไปเป็น Go Daddy Girl อีกด้วย และล่าสุดที่กำลังเดินตามความสำเร็จของดิว่าเหล่านั้นคือสาวหน้าสวย "Maria Kanellis" กับบทบาทใหม่ในฐานะศิลปิน
มาเรียเข้าสู่วงการจากการเข้าแข่งขัน Raw Diva Search ซึ่งแม้ว่าจะไปได้สวยที่สุดแค่อันดับ5แต่ด้วยรูปสมบัติและความสามารถทางค่ายจึงติดต่อเธอมาเซ็นสัญญาโยเปิดตัวในฐานะพิธีกรหลังเวทีก่อนจะขึ้นสู้ในหลายๆแมตซ์แม้กระทั่งศึกใหญ่ที่สุดของทางค่ายอย่าง Wrestle Mania เธอก็ได้ขึ้นโชว์ฝีมือถึงสองครั้งเลยทีเดียว ความสำเร็จใน WWe ที่ใหญ่ๆเลยก็มีการได้รับเลือกให้เป็นนางแบบเพลย์บอยคนที่7และคนล่าสุดของทางสถาบันตลอดจนสามารถคว้ารางวัล Miss Slammy ในปีล่าสุดมาด้วยและในขณะนี้เธอได้กำลังสร้างย่างก้าวใหม่บนโลกแห่งเสียงดนตรีหลังจากหมดสัญญากับทางค่ายด้วยอัลบั้ม Sevin Sins งานอัลเทอเนทีฟอินดี้ร็อคหม่นๆเข้มๆเกรี้ยวกราด ซึ่งส่วนตัวได้ฟังครั้งแรกถึงกับตกใจด้วยความที่ "โหดเกินลุ๊ค" ที่เคยสัมผัสบนเวทีซึ่งก่อนหน้านี้ส่วนใหญ่จะมาแบบสวยใสไร้สติออกไปทางโง่ๆบื้อๆด้วยซ้ำ....คือมาดุชนิดผิดคาดน่ะค่ะ แต่อย่างไรก็ตามต้องนับว่าเป็นเรื่องน่ายินดีที่ได้เห็นสาวสวยคนนี้เธอปล่อยจิตวิญญาณและตัวตนที่แท้จริงของเธอให้เราได้สัมผัสรวมถึงในแง่ของเนื้องานส่วนตัวต้องขอบอกว่า "ดีเกินคาด" แม้จะดูขาดๆกั๊กๆไม่ถึงขีดสุดตลอดจนงานดนตรีดูหยาบๆขาดความละเมียดละไมไปบ้างแต่ก็นับว่าภาพรวมสามารถสะท้อนออกมาได้ชวนสนใจดีแท้
นอกจากจะคมในฝักแล้ว Sevin Sins ยังได้กลายเป็นอัลบั้มม้ามืดด้วยการเข้าวินเป็นหนึ่งในงานสุดโปรดประจำปีนี้ของดิฉันไปแบบงงๆไปเป็นที่เรียบร้อย ถึงแม้ว่าส่วนตัวจะเสียใจที่อาจจะไม่ได้เห็นเธอวาดลวดลายบนเวทีในฐานะนักมวยปล้ำอีกแต่ก็นับว่าใจชื้นขึ้นเยอะที่ลวดลายใหม่ที่ระบายจากบทบาทศิลปินของเธอไม่ทำให้ดิฉันผิดหวังเลยสักนิด สมศักดิ์ศรีสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งท่านล่าสุดของ WWE ก่อนจะอำลาสังเวียนโดยแท้

วันอาทิตย์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2553

P!nk : Missundaztood : 90%


P!nk : Missundaztood : 90%
หนึ่งในอัลบั้มที่ดิฉันต้องบอกว่าเป็นงานที่ "ทรงอิทธิพล" ที่สุดสำหรับดิฉันตลอดกาล ในฐานะที่เป็นตัวแทนที่สามารถถ่ายทอดความเกรี้ยวกราด แบ่งปันเรื่องราวด้านที่มืดหม่นทุกข์ระทมของชีวิต ระดมพลังให้ยังคงยึดมั่นและศรัทธาบนเส้นทางที่ตนเองเลือกตลอดจนเป็นการสะท้อนตัวตนในหลายๆมุมของดิฉันได้อย่างแจ่มชัดแน่นอนว่า Missundaztood งานชุดที่สองจากพี่สาวสุดซ่าส์ของดิฉันอย่างพิ้งค์ต้องเป็นหนึ่งในงานที่ประดับความทรงจำของดิฉันตลอดกาลแน่นอน ในฐานะงานที่สามารถระบายทุกสีที่สอดคล้องกับตัวตนของ Da Nastina ได้อย่างครบถ้วน
รูปแบบดนตรี
นับว่าเหนือความคาดหมายนะคะที่เธอกล้าสลัดภาพลักษณ์และคราบดนตรีอาร์แอนด์บีจ๋าๆซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้าของเธอจาก Can't Take Me Home งานชุดแรกสู่ทิศทางใหม่ที่ปูโครงสร้างยืนพื้นบนภาคดนตรี "พ็อพร็อค" เป็นศูนย์กลางในการนำเสนอกว่าครึ่งนอกจากนี้กลิ่นอายความเป็นอาร์แอนด์บีก็ยังคงมีตามมาหลอกหลอนอยู่หากแต่แฝงรสชาติมาในคราบของพ็อพเต้นรำ อิเล็คโทร ฮิพฮอพยันโซลฟูลอาร์แอนด์บีคอนเทมโพลารีย์ทั้งหลายอย่างบลูส์โซลและแจ๊ซซ์ข้นๆดิบๆจัดๆในบางแทร็คพลางไต่ระดับไปเล่นกับโฟล์คร็อค ทริพฮอพ อัลเทอเนทีฟ พั้งค์รวมถึงอินดี้ได้อย่างมีชั้นเชิงจากการผนึกกำลังกันของอาเจ๊มหาภัยลินดา เพอร์รีย์คู่รักนางติ๊นา สก็อท สทอร์ชและดัลลัส ออสทินที่เคยฝากฝีมือไว้แล้วในงานชุด Bedtime Story ของเจ๊แม่มาดอนน่า
จุดด้อย
ในแง่ของการนำเสนอส่วนตัวรู้สึกขัดใจนิดนึงตรงจุดที่เธอไม่ตอบโจทย์ผู้ฟังอย่างชัดเจนไปเลยว่าจะเลือกสัดส่วนภาคดนตรีชนิดใดให้จัดจ้านเจ๋งเป้งไปเลยมากกว่ากัน แม้จะทำร็อคออกมาได้ในระดับที่ดีมากหากก็มาแบบกั๊กๆยังไม่ถึงขีดระห่ำเด็ดขาดสุดๆ จะอาร์แอนด์บีแบบเดิมก็ลดระดับความเปรี้ยวลงไปเยอะหรือจะพ็อพแด๊นซ์ก็มาแบบขาดๆเกินๆ ศักยภาพของเนื้องานระเบิดได้ถึงจุดสูงสุดหากแต่เอกภาพยังเกลี่ยได้ไม่เนียนและให้ทิศทางชัดเจนไม่ถึงขีดสุด (ซึ่งพิ้งค์ก็เป็นแบบนี้ทุกงาน) ตลอดจนบางแทร็คแม่คุณองค์ลงเหลาออกมาซะฟังยากจนเหวอเลยทีเดียวแถมท้ายอย่างสง่างามด้วยการเป็นงานระดับมาสเตอร์พีซของอีเจ๊หากแต่ยัดซาวนด์ทดลองลงมาซะเยอะเกินพอดีนะคะ....ว่ากันตรงๆก็คงต้องหนีไม่พ้นที่จะต้องบอกว่าแม้จะเป็นงานที่ดีที่สุดของพิ้งค์แต่ก็จัดเป็นงานที่เป๋ที่สุดของเธอเช่นกัน
แทร็คเด็ด
Missundaztood! (4/5) ไทเทิ่ลแทร็คที่เจ๊พิ้งค์ปั้นออกมาได้น่าเอ็นดูมากจากการผสานทั้งพ็อพร็อค อาร์แอนด์บี แร็พ อคูสติค สกาตลอดจนอะแค็พเพลล่าเข้าด้วยกันอย่างลงตัวคลอเคลียไปกับสารรพสำเนียงการร็องแบบชิลล์ๆกวนๆแบบไม่ตั้งใจของเธอหากแต่ผลลัพธ์ออกมาดูดีมากแถมยังเพราะติดหูสุดๆ น่ารักดี! ในขณะที่ Just Like A Pill (5) เพลงเก่งของอัลบั้มขยับขึ้นไปเป็นอัลเทอเนทีฟพ็อพร็อคหม่นหมองและกราดเกรี้ยวที่ได้รับอิทธิพลจากบรรยากาศโหดๆหดหู่ของดนตรีโพสท์-กรั๊นจ์และอารมณ์กระแทกกระทั้นแบบพั้งค์ที่เอสามารถสวมวิญญาณสาวร็อคถ่ายทอดออกมาได้ทรงพลังจนน่าขนลุกเลยทีเดียว สำหรับ Get The Party Started (4/5) ซิงเกิ้ลเปิดตัวในแบบฉบับพ็อพเต้นรำผสานลูกเล่นของอิเล็คโทรพ็อพ ติ่งๆของอาร์แอนด์บีและเจือความเป็นร็อคนิดๆก็สามารถนำเสนอภาพรวมของงานชุดนี้ออกมาได้อย่างมีชั้นเชิงเลยทีเดียวซึ่งก็ต้องยอมรับว่าพิ้งค์สามารถดึงพลังของตัวเพลงที่ประกอบไปด้วยสูตรสำเร็จควรจะดังอยู่ให้มันเหนือขึ้นไปกว่ามาตรฐานในตัวมันเองอีกหลายระดับเลยทีเดียว เช่นเดียวกับ Don't Let Me Get Me (4.5/5) พ็อพร็อคโครงสร้างง่ายๆตามธรรมเนียมหากแต่ทำออกมาได้ในระดับที่ถึงใจจนนน่ายกย่องเลยทีเดียว ใครจะไปคิดว่าศิลปินที่มีรากฐานมากจากสายดนตรีอาร์แอนด์บีอย่างพิ้งค์พอลงมาเล่นกับร็อคแล้วจะสามารถทำได้ดีขนาดนี้ สำหรับแทร็คที่ประทับใจที่สุดส่วนตัวขอยกให้ Misery (5) งานคอนเทมโพลารีย์บลูส์โซลอาร์แอนด์บีบัลลาดสะท้านทรวงที่ใส่ความเป็นร็อคและแจ๊ซซ์ลงมาประดับได้อย่างลงตัว ส่วนตัวฟังแล้วนึกถึงงานโอลด์สคูลโซลอาร์แอนด์บีจัดๆแบบอลิช่า คียส์อยู่เหมือนกันแถมยังได้เพื่อนร่วมงานชั่วโมงบินสูงลิบลิ่วอย่างสตีเว่น ไทเลอร์จากAerosmithและริชชี่ แซมโบร่าจาก Bon Jovi มาร่วมสวดชนิดทรงพลังไม่เกี่ยวน้ำหนักขนาดนี้ยิ่งเพิ่มเครดิตและความศรัทธาในตัวเจ๊พิ้งค์ในสายตาดิฉันอย่างมหาศาลเลยทีเดียว 18 Wheeler (4.5/5) ก็นับเป็นพ็อพร็อคสูตรสำเร็จที่เธอถ่ายทอดอารมณ์ในตัวเพลงออกมาได้อย่างทรงพลังน่าประทับใจที่ขับขานเนื้อหาอันเปรียบเสมือนธงชัยที่ประกาศการยืนหยัดบนศักดิ์ศรีและความแกร่งของสตรีเพศได้อย่างเหนือชั้น ต๊ายยยย พูดถึงไปจะหมดอัลบั้มแล้วมั้งเนี่ยเอาเป็นว่าท้ายสุดขอปิดที่ Gone To California (4.5/5) ที่จับบีทดาวน์เทมโพลอยๆเนิบๆผนึกจิตวิญญาณกับทริพฮฮพหลอนๆก่อนจะเสริมทัพด้วยคอแนเทมโพลารีย์ชิลล์แจ๊ซซ์สุดสุนทรีย์นับเป็นหนึ่งในแทร็คที่มีชั้นเชิงมากที่สุดในอัลบั้มของ
เธอ หากแต่มีข้อเสียคือหลุดกรอบและฟังยากเกินไปนิด
สรุป
ส่วนตัวขอยกให้ Missundaztood เป็นหนึ่งในงานอัลบั้มพ็อพร็อคฝากศิลปินหญิงที่ดีที่สุดตลอดกาล เป็นงานระดับมาสเตอร์พีซของพิ้งค์ที่เปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณของศิลปินอันเข้มข้น การระเบิดศักยภาพทางดนตรี การค้นพบหนทางของตัวเองที่สวยงามตลอดจนเป็นงานที่ใส่ชีวิตและจิตใจคนๆหนึ่งลงไปได้อย่างทรงพลัง.....จนผลงานของเธอกลายเป็นงานดนตรีที่มีลมหายใจและสัมผัสได้จริงๆ

วันพุธที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2553

Marcus Cole : Write My Song : 90%


Marcus Cole : Write My Song : 90%
จากกระทู้ Myspace ครั้งแรกที่ดิฉันได้เขียนแนะนำงานกอสเพลแบบคอนเทมโพลารีย์คริสเตียนมิวสิคกึ่งไลฟ์เพอร์ฟอร์มเมนท์ร้องสวดสรรญเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้าชนิดสุดอลังการจับจิตวิญญาณไปแล้วนั้นซึ่งก็ได้เป็นที่ถูกอกถูกใจคุณพี่ "สากุลวดี" (ชื่อเพราะมาก!) เป็นอย่างมาก คุณพี่เลยรีบร่อนรีเควสต์ผ่านทางอีเมลล์มาขอรีวิวงาน "ประมาณนี้" แบบเต็มๆ โดยระบุว่าอยากอ่านเป็นงานรีวิวสตูดิโออัลบั้มชนิดเต็มยศยาวเหยียด ต๊ายยยยยยยยยและคุณพี่ขาเล่นระบุอะไรมาก็ได้แบบนี้แล้วคุณน้องจะทราบมั้ยคะว่าคุณพี่อยากจะลองฟังงานคริสเตียนประมาณไหนเนี่ย? อย่างไรก็ตามถ้าเอางานกอสเพลที่ถูกใจในช่วงปีสองปีนี้ที่สุดสำหรับคุณน้องล่ะก็ส่วนตัวก็ขอเขียนแนะนำงานชุด Write My Song โดยมาร์คัส โคล ด้วยความที่เป็นกอสเพลที่ไพเราะ ฟังไม่ยาก ร่วมสมัยและมีครบ ซึ่งเชื่อว่าน่าจะถูกใจคุณพี่ได้ไม่ยากเลยทีเดียว
รูปแบบดนตรี
อัลบั้ม Write My Song เป็นงานดนตรีคอนเทมโพลารีย์คริสเตียนซึ่งยืนพื้นอยู่บนภาคเนื้อหาเชิงกอสเพลที่ว่าด้วยการสดุดีความรักอันบริสุทธิ์ การเติมเต็มความหวังในชีวิตด้วยพระวจนะและการสวดสรรเสริญพระวิญญาณตลอดจนการชำระจิตวิญญาณด้วยศรัทธาอันมั่นคงในพระผู้เป็นเจ้าซึ่งก็นับว่าเป็นหัวใจของภาคดนตรีแนวนี้ซึ่งถ่ายทอดปฏิบัติเป็นธรรมเนียมแต่กาลนาน หากแต่งานชุดนี้ในแง่ของภาคดนตรีเป็นงานกอสเพลที่ได้นำความร่วมสมัยเข้าไปปรุงแต่งกับวัฒนธรรมคอนเทมโพลารีย์คริสเตียนมิวสิคให้ออกมาในฉบับที่เก๋ไก๋และวัยรุ่นสุดๆมีตั้งแคฃต่งานคอนเทมโพลารีย์อาร์แอนด์บี บลูส์โซลบัลาดผสานแจ๊ซซ์ที่คุ้นเคย อคูสตืคโฟล์คเพราๆไปยันพ็อพจัดพ็อพจ๋า ฟั้งค์ร้อคเท่ห์ๆถึงขั้นฮิพฮฮพก็มีมาสร้างสีสันความสุขให้ฟังกันกับดนตรีระดับสูงจำพวกคลาสสิค มิวสิคคัลบรอดเวย์ผสานออเครสตร้าสุดอลังการ ซึ่งก็ทำออกมาได้ลงตัวและชวนดื่มด่ำมากๆเป็นกอสเพลที่หลากหลายและฟังได้เรื่อยๆชนิดไม่ง่วงไม่เบื่อที่สำคัญยังสามารถรักษาเสน่ห์และจิตวิญญาณของดนตรีคริสเตียนไว้ได้อย่างครบถ้วน
จุดด้อย
ด้วยความที่เป็นกอสเพลน่ะค่ะคือถ้าตกมาอยู่ในมือของผู้ฟังที่ไม่พิสมัยดนตรีแนวนี้ก็เป็นไปได้ที่จะไม่ชอบเลยแต่อย่างไรก็ตามถ้าตัดสินใจจะเปิดใจลองสัมผัสล่ะก็ส่วนตัวสนับสนุนเลยทีเดียวนะคะแม้ว่าผลลัพธ์จะชอบหรือไม่ก็ตามแต่ก็กล้ายืนยันว่าเป็นอัลบั้มที่สวยงามและไม่ทำให้คุณรุสึกว่าเสียเวลาที่ได้ลองฟังแน่นอน
แทร็คเด็ดเพลง
เปิดงานด้วย That's Alright (Cause I Got You) (4.5/5) งานกอสเพลบนภาคดนตรีคอนเทมโพลารีย์โซลอาร์แอนด์บีติดบีทอาร์แอนด์บีฮิพฮฮพกระฉึกกระฉักที่วัยรุ่นเกินงานแขนงนี้มากหากแต่ทำออกมาได้อย่างลงตัวช่วงเฟดเอ๊าท์ทำเก๋เป็นอะแค็พเพลล่าได้ทรงเสน่ห์เหลือใจ เช่นเดียวกันกับ I Don't Know (3.5/5) เป็นพ็อพอาร์แอนด์บีบีทระรัวผสานฮิพฮอพที่วันรุ่นซะจนตกใจนึกว่ากำลังนั่งฟังงานของวง Blue อยู่จะต่างกันตรงที่คุณมาร์คัสนี่เสียงร้องเธอจะเป็นโซลโหนเอื้อนได้สุดพลังกังวานโดยแท้ ปรับจึ้นมาเอาใขคอเออร์บันกันหน่อยใน Being With You (4.5/5) งานคอนเทมโพลารีย์โซลฟูลอาร์แอนด์บีกึ่งไควเอทสคฃตอร์มพูดได้คำเดียวว่าเริ่ด สำหรับแทร็คที่ประทับใจที่สุดในอัลบั้มนี้ขอยกให้กับ3แทร็คเด็ดอย่ง You're There (4.5/5) ที่ตัวเพลงสลัดลงมาเล่นกับพ็อพโฟล์คอคูสติคเจือยลูส์เหงาๆโซลงามๆสุดเรียบง่ายแต่ความไพเราะชนะขาดลอย ก่อนจะขยับมาเอาใจคอเพลงสรรเสริญสุดอลังการในโบสถ์อย่าง The Lord Has Been God (5) คอนเทมโพลารีย์คริสเตียนสุดเร้าใจยนเครื่องเป่าฟั้งค์โซลทะลุวิญญาณผสานเพียโนแจ๊ซซ์พลิ้วไสวและกอสเพลคอรัสปะทะกันชนิดสุดอลังการ ปิดท้ายด้วย Bless My Soul (5) ที่ภาคดนตรีพัฒนาขึ้นไปถึงระดับมิวสิคคัลบรอดเวย์บัลลาดสุดอลังการที่ตัวคุณมาร์คัสสามารถถ่ายทอดวิชาการเล่นน้ำเสียงสไตล์มิวสิคคัลได้อย่างทรงพลังกังวานชนิดที่ทะลวงออกมาจากเบื้องลึกทีสุดแห่งจิตวิญญาณจนขนลุก นับเป็น3แทร็คที่เป็นไฮไลท์เด็ดประจำงานชุดนี้โดยแท้
สรุป
เป็นงานคอนเทมโพลารีย์คริสเตียนมิวสิคที่เปี่ยมไปด้วยสีสันของวัฒนธรรมดนตรีอันร่วมสมัยสุดแสนจะหลากหลาย แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถรักษาจิตวิญญาณของดนตรีกอสเพลไว้ได้อย่างครบถ้วนชนิดน่าคารวะโดยแท้