วันพฤหัสบดีที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2553

M.I.A. : Maya (Myspace#19)


M.I.A : Maya : Electronica/Alternative Dance/Experimental/Grime/Alternative Hip-Hop
ห่างหายไปนานจนท่านผู้อ่านที่น่ารักของดิฉันหลายท่านถึงกับอดรนทนไม่ไหวส่งอีเมลล์มาไถ่ถามชะตากรรมของคอลัมน์แนะนำอัลบั้มอินดี้ (เสียเป็นส่วนมาก) คอลัมน์นี้ว่า "สรุปแล้วจะอยู่หรือจะไป?"....ต๊ายยยย!!! สรุปก็คือยืนยันนะคะว่าถ้ายังคงรีวิวอยู่นี่ทุกๆคอลัมน์ที่เคยนำเสนอมาจะทยอยมีมาให้เห็นเรื่อยๆแน่นอน เพียงแต่ช่วงที่หายไปเนื่องด้วยช่วงนี้ดิฉันงานราษฏร์งานหลวงล้นมือมากๆ ไหนจะได้ฤกษ์กลับไปศึกษาต่อ ทำงานประจำ งานพาร์ทไทม์ งานที่สามีฝากมาให้ทำ (แล้วตัวมันก็บินกลับไปเยี่ยมบ้านเกิด) ไหนจะต้องวิ่งไล่ตามความฝันบ้าๆบอๆ ติดแชตในเฟซบุ๊คส์ เรียนดนตรียามวิกาลตามสถานเริงรมย์แถมจะต้องวิ่งงุดๆเดินสายหางานใหม่ๆทำอันเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศที่ดีอีกตามประสาหญิงขี้เบื่ออีกจึงอาจจะทำให้ธุรกิจในฐานะนักรีวิวมีบกพร่องไปบ้างนะคะ หึหึหึ นอกจากนี้เพิ่งผ่านรีวิวครั้งที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตไปกับงานชุด Bionic ของคริสทิน่า อากิเลร่าซึ่งดิฉันขอโค้งคำนับให้เป็นงานเขียนที่โหที่สุดในชีวิตเท่าที่เคยเจอมาเลยทีเดียวชนิดที่เล่นเอาจอดแบบโดนสูบพลังไปหมดจิตวิญญาณถึงขั้นเขียนอะไรไม่ออกไปเป็นเดือนเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามวันนี้รู้สึกว่ามันถึงช่วงเวลาที่พร้อมจะกลับมาแนะนำอัลบั้มเพลงดีๆในแบบสั้นๆคร่าวๆสไตล์ Recommended กระชับๆอีกครั้งซึ่งส่วนตัวในใจก็มีศิลปินหลายท่านกับงานดนตรีหลายชุดที่อยากเขียนถึงมากๆแต่สุดท้ายแล้วตัวเลือกที่คิดว่าเหมาะสมต่อการต้อนรับการกลับมาอีกครั้งของคอลัมน์มายสเปซที่สุดคงหนีไม่พ้น "เธอ" ศิลปินสุดที่รักกับการกลับมาครั้งที่3พร้อมกับชื่ออัลบั้มที่สะท้อนความเป็นตัวตนของเธอได้อย่างชัดเจนครบถ้วนที่สุดอย่าง Maya แน่นอนค่ะว่าดิฉันกำลังกล่าวถึง M.I.A. ศิลปินสาวรวยพรสวรรค์มากความสามารถชาวอังกฤษเชื้อสายศรีลังกา....หนึ่งในศิลปินที่ดิฉันรอคอยผลงานและจับตามองการกลับมาที่สุดประจำปีนี้เลยทีเดียว
สำหรับชื่อของ M.I.A ในแวดวงอินดี้ฝั่งสหราชอาณาจักรนี่ก็ต้องยอมรับนะคะว่าเป้นชื่อที่โดดเด่นและทรงอิทธิพลในระดับแนวหน้าพอควรเนื่องด้วยความสำเร็จจากงานชุด Arular และ Kala (จะว่าไปเฉพาะแทร็ค Paper Planes ดิฉันว่าดังกว่าตัวอัลบั้มสองชุดรวมกันอีกนะ) ที่หยิบฉวยเอาเสน่ห์ของดนตรีGrimeอันประกอบด้วยไบเล่ฟั้งค์พื้นเมือง แด๊นซ์ฮอลล์ บริทิชฮิพฮอพและยูเคการาจดั๊บสเต็ปมาหลอมรวมเข้ากับจิตวิญญาณของดนตรีอิเล็คโทรนิก้าจัดจ้าน อัลเทอเนทีฟแด๊นซ์ ซินธ์พั้งค์และดรัมส์แอนด์เบสส์ก่อนจะจำกัดกรอบลงสู่ความเป็นอัลเทอเนทีฟฮิพฮอพและแด๊นซ์ผสานท่วงทำนองพื้นเมืองแบบบอลลีวูดในงานชุดถัดมาตามลำดับ ด้วยกิตติศัพท์ความแรงของภาคเนื้อหาอันเสียดสีถึงทัศนคติทางการเมือง เชื้อชาติ มาตรฐานระหว่างเพศ สิทธิมนุษยชนและสังคมวัฒนธรรมโลกตามแบบฉบับของปัญญาชนอันเป็นที่ขึ้นชื่อลือชาโดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากประสบการณ์ชีวิตอันโหดร้ายของพ่อในฐานะผู้พัวพันกับกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬอีแลมใน Arular และความแข็งแกร่งของผู้เป็นแม่ จุดกำเนิดของจิตวิญญาณและวัฒนธรรมที่หล่อหลอมอัตลักษณ์ส่วนตนในงานชุด Kala ในที่สุดก็ถึงคราที่เธอจะมอบพื้นที่เล็กๆเพื่อเป็นศูนย์กลางให้จิตวิญญาณของเธอได้กรีดร้องในงานชุด Maya อันเปรียบเสมือนงานที่บูรณาการแรงบันดาลทุกอย่างเข้าสู่ตัวเธอและระเบิดอย่างรุนแรงผ่านสิ่งที่เป็น "เธอ" จริงๆ ซึ่งตลอดทั้งอัลบั้มคุณจะได้สัมผัสถึงการล้อเลียนชีวิตตนเองผ่านดนตรีได้อย่างเจ็บปวดของผู้หญิงขวางโลกคนหนึ่งซึ่งคนมาทั้งทัศนคติแปลกประหลาดหากแต่เก๋ไก๋สุดระห่ำ การเสียดสีปมด้อยจากสายตาสังคมที่มีต่อชาติกำเนิดที่เธอภาคภูมิใจ การยินดีสละชีวิตเพื่ออุดมทางการเมืองซึ่งเป็นความเชื่อและศรัทธาที่ถุกปลูกฝังตลอดจนด้านลึกๆของ M.I.A บางด้านที่โลกไม่เคยรู้และไม่เคยได้มีโอกาสสัมผัสมาก่อนหน้านี้ผ่านดนตรีอัลเทอเนทีฟฮิพฮอพซึ่งร่ายมนตร์เสน่ห์ร่วมกับอิเล็คโทรนิค Grimeและบรรยากาสวยๆแบบเอ็กซ์เพอริเมนทัล (อ่ะฮ้า!!!) อันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในการรังสรรค์ดนตรีของสตรีท่านนี้แต่อย่างใด ในส่วนขอภาพรวมขอสารภาพว่าครั้งแรกที่ฟัง Born Freeและ XXXO ซึ่งเป็นสองซิงเกิ้ลแรกรู้สึกไม่ปลื้มนักเนื่องจากออกมาพ็อพจ๋าแบบดาดๆโหลๆขาดซึ่งรสนิยมชั้นเชิงอันเก๋ไก๋ในแบบที่M.I.Aเคยเป็นซึ่งก็ทำให้ดิฉันวิตกจริตไม่น้อยนะคะว่าสาวเปรี้ยวอย่างเจ๊เมียจะละทิ้งอุดมการณ์ทางดนตรีเก๋าๆและขายจิตวิญญาณให้แก่ตลาดกระแสหลักมาทำเพลงง่ายๆเกลื่อนๆขยายฐานผู้ฟัง (แบบ Goldfrapp ในงานชุดล่าสุดหรา) อย่างไรก็ตามเมื่อมีโอกาสได้สัมผัสกับอัลบั้มเต็มๆทั้งชุดแล้วรู้สึกดีใจที่มันไม่ได้เป็นอย่างนั้นเนื่องจากทั้งอัลบั้มมีซาวนด์เก๋ๆและมิติอันน่าอัจรรย์ในแบบฉบับของ M.I.A. กระจายตัวให้เลือกจิ้มฟังกันชนิดไม่ไหวาดไม่ไหว อาทิ Steppin' Up แทร็คเปิดอัลบั้มที่ผสานเอาอิเล็คโทรนิค แด๊นซ์ ฮิพฮอพและเวิลด์อันเป็นเอกลักษณ์ของนางไว้ได้อย่างกลมกล่อม It Takes A Muscle ที่แม้จะพ็อพจ๋าจนน่าตกใจแต่ก็เป็นเร็กเก้แดนซ์ฮอลล์น่ารักๆที่เพราะติดหูใสกิ๊งผิดธรรมชาติอีเจ๊เมียที่มักจะมาแบบบ้าระห่ำกรี๊ดกร๊าดโวยวาย Lovalot จะเป็นแทร็คที่แฟนๆของ M.I.A. จะอดไม่ได้ที่จะตกหลุมรักกับดนตรีอัลเทอเนทีฟฮิพฮอพสนานใจปะทะ Grime แด๊นซ์ฮอลล์และเทคโนซึ่งยัดเอาท่วงทำนองไบเล่ฟั้งค์และจังเกิ้ลอารมณ์อเมซอนในแบบฉบับ M.I.A. ท่านเดียวเท่านั้นที่ทำได้ เหอๆๆๆๆ สำหรับแทร็คที่เป็นมาสเตอร์พีซของงานชุดนี้ยกให้ Teqkilla ที่เหยาะเบรคบีท จังเกิ้ลและดรัมส์แอนด์เบสส์เข้ากับซาวนด์อิเล็คโทรนิคจัดจ้านก่อนจะไต่ระดับไปเล่นกับทั้งฮิพฮอพ แด๊นซ์ฮอลล์ Grime ยันซาวนด์จำพวกดั๊บสเต็ป นี่ถ้าตัดเป็นซิงเกิ้ลรับรองว่าดังกระหึ่มฟลอร์แน่ๆ ปิดท้ายด้วย Tell Me Why อันเป็นอินดี้พ็อพผสานเวิลด์และเอ็กซ์เพอริเมนทัลที่โดดเด่นบนการหยอดมิติของเสียงประสานแบบกอสเพลที่ออกไปทางฮินดูนิดๆนับว่าแปลกใหม่พอดูสำหรับสาวเปรี้ยวคนนี้
ท้ายที่สุดสิ่งเดียวที่อาจจะทำให้ Maya ของ M.I.A. ไม่เป็นที่ประทับใจแฟนๆก็คือ "ความแรง" ที่เมื่อเทียบกับงานสองชุดก่อนหน้านี้นี่ต้องบอกตามตรงว่าสู้ไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่าความเก๋าในเกมส์ดนตรี ชั้นเชิงและความจัดจ้านฉลาดเฉลียวในแบบที่เราเคยประทับใจจะจืดจางอันตรธานหายไป ส่วนตัวดีใจที่ M.I.A. ก็ยังคงเป็น M.I.A. ที่เป็นตัวของตัวเอง เปรี้ยวเท่ห์น่านิยมและเป็นศิลปินที่รังสรรค์งานดนตรีออกมาได้ในระดับที่ดีเหนือมาตรฐานของคำว่า "เริ่ด!" เช่นเดิม

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น