วันพุธที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2553

Avril Lavigne (Music Cassanova # 8)


Avril Lavigne (Music Cassanova # 8)


นับว่าทิ้งระยะออกไปจาก Music Cassanova ครั้งที่แล้วนานพอสมควรนะคะจนมีผู้อ่านหลายท่านถามว่า "คอลัมน์นี้จะยังมีอีกมั้ย?" ซึ่งดิฉันขอยืนยันว่าถ้ายังรีวิวอยู่ในบอร์ดนี้ต่อไปล่ะก็คอลัมน์นี้จะมีมาให้อ่านกันเรื่อยๆแน่นอน เพียงแต่อาจจะไม่ถี่เหมือนกับพวกรีวิวอัลบั้ม ซิงเกิ้ลหรือมายสเปซที่เป็นแนะนำอัลบั้มคร่าวๆ เนื่องจากส่วนตัวอยากจะให้งานชุดนี้เป็นงานเขียนที่อุทิศเฉพาะเจาะจงให้แก่ศิลปินหรืออะไรก็ตามในแวดวงดนตรีสากลที่ "พิเศษต่อความรู้สึกจริงๆ" มากกว่าจะเป็นงานรีวิวที่รีวิวแบบเกลื่อนกลาดตามใจหญิงลมเพลม พัดอย่างดิฉันที่ตั้งกระทู้ว่อนบอร์ดอย่างที่หลายๆท่านเห็นน่ะค่ะ โอเค! สำหรับศิลปินคนพิเศษท่านถัดไปที่ได้รับเลือกให้มาจารึกอยู่ในพิพิธภัณฑ์ทางดนตรีของแนสทิน่าคนนี้เชื่อว่าหลายคนคงต้องยอมรับว่าช่วงใหญ่ๆช่วงหนึ่งเธอเป็นศิลปินที่ทรงอิทธิพลที่สุดในแวดวงดนตรีพ็อพวัยรุ่นไม่เพียงแต่ฝั่งสหรัฐอเมริกาหากรวมไปถึงทกหัวระแหงของอาณาจักรผลส้มสีน้ำเงินใบนี้ เธอเป็นไอค่อนทั้งทางด้านแฟชั่น ทัศนคติ ภาพลักษณ์ตลอดจนเป็นหนึ่งในศิลปินหญิงที่มีส่วนผลักดันให้ "ร็อคเกอร์หญิง" กลับมามีบทบาทในโลกของดนตรีกระแสหลักโดยเฉพาะตลาดเพลงวัยรุ่นอีกครั้ง (หรือจะว่าไปจวบจนทุกวันนี้) แน่นอนว่าดิฉันกำลังพูดถึง " อาวริล ลาวีญ" ทีนควีนสุดซ่าส์ แสบสันต์และยากที่จะปฏิเสธว่าเธอคนนี้น่ารักน่าเอ็นดูขนาดไหน ^ ^


คนที่เป็นสาวกตัวจริงของเจ๊วีนหลายคนคงจะจีบปากบอกว่า "โฮะๆๆๆ รู้จักวีนตอนฟังวิทยุแล้วคิดว่าเพลงเจ๋งดีค่ะ ถึงใจวัยรุ่น จุ๊บๆๆๆ","รู้จักวีนตั้งแต่ดูมิวสิควิดีโอ Complicated แล้วมันโดนใจมากค๊าบบบบ อิอิ ผู้หญิงอะไรไม่รู้น่ารัก เซี้ยวๆดีแถมเพลงเพราะอีกต่างหาก" ไปจนถึง "รู้จักวีนเพราะแบบว่าเห็นในนิตยสารครั้งแรกก็รู้สึกถูกใจใช่เลยก็เลยตามไปซื้อซีดี วีนนี่แหละเป็นทีนควีนแห่งยุคตั้งจริงเลยโน๊ะ ยังไงๆก็จะรักวีนเสมอไป (พลางชูสองนิ้งและทำท่าซารางเฮโยประกอบ)" ETC. แต่สำหรับดิฉันที่เป็นสาวกเดนตายของเธอของเธอเช่นกันกลับต้องจีบปากบอกว่า "ไม่ใช่อีแบบนั้นเลยซักข้อ" เนื่องจากวินาทีแรกที่ได้รู้จักกับอาวริล ลาวีญคือวินาทีที่เดิฉันกับเพื่อนสาวกำลังอวดรวยแข่งกันโชว์พาวซื้อเทปในร้านแมงป่องซึ่งก็เป็นธรรมเนียมประจำสามสัปดาห์นะคะว่าใครสู้ตายซื้อข่มอีกฝ่ายได้เยอะกว่าจะเป็นผู้ชนะเหรียญทองพร้อมโซ่ไว้ล่ามตัวเองไปและแน่นอนอัลบั้ม Let Go ของอาวริลคือหนึ่งในผู้โชคดีที่ดิฉันได้เลือกติดมือกลับมาชัยชนะในวันนั้นซึ่งเหตุผลที่หยิบมานี่ต้องขอสารภาพว่าเป็นอะไรที่ "น่าเกลียดสุดๆ" ด้วยความที่ในตอนนั้นส่วนตัวไม่ได้คิดจะฟังเลยคือดแค่หน้าปกแล้วแบบ "เออ!เจ๊คนนี้น่ารักดี หุหุหุ เราชอบทำความรู้จักกับคนหน้าตาดีซะด้วยว่าแล้วซื้อไปดองดีกว่าจะได้ชนะอีป๊อก (เพื่อนสาว) มันด้วย" พอกลับไปถึงบ้านก็ตรงตามคอนเส็ปท์ "ซื้อมาให้ฝุ่นจับเล่น" โดยแท้เจ้าค่ะเพราะไม่ได้คิดจะฟังเลย2สัปดาห์ก็แล้วดิฉันก็ยัง "อ๊ามมม อ่า ซาเล็บบบบ โฟ ยู๊" ถือตุ๊กตางูวิ่งรอบห้องเอาเป็นเอาตายเหมือน จะเดินนึงผ่านไปแนสทิน่าคนสวยก็ยังไม่รู้ว่า Complicated,Sk8er Boi หรือ I'm With You นี่มันร้องยังไงและมันเป็นเพลงของใครเพราะจริงจังกับการฝึกระบำหน้าท้องให้สวยงามแข่งกับชากิร่าชนิดที่ถ้าแม่เรียนม.ปลายไม่จบก็จะเดินงุดๆเข้าไปร้่อนที่พัฒน์พงศ์ให้เป็นล่ำเป็นสันเป็นอาชีพเรื่องราวเลยทีเดียว ซึ่งก็ต้องขอขอบคุณ "คุณแม่" เนื่องจากหนึ่งในหน้าที่หลักก่อนภารกิจงานบ้านคือ "การรื้อเทปที่ลูกชายดองไว้มาแกะไปฟังเสียเอง" ไม่อยากจะบอกนะคะท่านผู้อ่านที่เคารพว่าวินาทีแรกที่เสียงเพลงยัยวีนกระแทกหูนี่เป็นอะไรที่เจ็บปวดกรีดแทงความรู้สึกสุดๆเพราะรู้สึกอยากจะตบตัวเองที่ "เพลงดีขนาดนี้ซื้อมาตั้งนานทำไมไม่รู้จักรัีบๆแกะฟัง" จากเหตุการณ์ข้างต้นสิ่งแรกต้องขอบอกว่าอาวริล ลาวีญได้เปลี่ยนนิสัยในการบริโภคดนตรีของดิฉันไปโดยสิ้นเชิงเลยทีเดียวหนึ่งในสิ่งเหล่านั้นคือการสอนให้ดิฉันรู้จักที่จะ "ให้ความสำคัญกับทุกๆศิลปินที่ผ่านเข้ามาในสายตาให้มากขึ้น" ซึ่งก็ต้องยอมรับนะคะว่าเธอคือหนึ่งในส่วนที่ปลุกฝังนิสัยความกล้าที่จะลองสัมผัสกับภาคดนตรีหลายๆแขนงและศิลปินหลายๆท่านซึ่งก็เป็นคุณสมบัติที่นักวิจารณ์ที่ดีสมควรจะมี ซึ่งส่วนตัวก็ดีใจที่สิ่งดีๆที่ได้รับจากเธอแม้ว่ามันจะะผ่านมานานมากแล้วแต่ก็ยังติดตัวดิฉันมาถึงวีนที่นั่งเขียน Tribute ให้เธออยู่นี่ ตามด้วยความประทับใจหลายๆอย่างที่มีต่อตัวเธอซึ่งก็ช่วยหล่อหลอมตัวตนและพฤติกรรมการแสดงออกของดิฉันให้ออกมาชัดเจนและเป็นไปตามแนวทางที่ส่วนตัวอยากจะให้เป็นมากขึ้นเริ่มจาก "แฟชั่น" ซึ่งก็ไม่อายนะคะที่จะบอกว่าอาวริลนี่คือแรงบันดาลใจอันดับหนึ่งในเรื่องการแต่งตัวเลยทีเดียวคือเธอเป็นคนที่จุดประกายให้ดิฉันสนใจแฟชั่น "พั้งค์พ็อพ" แบบจริงๆจังๆตลอดจนเป็นแรงบันดาลใจในการดีไซน์การแต่งตัวของตัวเองคือจับสิ่งที่ตัวเองชอบทั้งอะไรที่มันดูพั้งค์ๆหม่นๆดำๆเสียดสีขวางโลกขวางสายตาและดูร็อคๆห้าวหน่อยๆเข้าด้วยกันกับสตรีทสไตล์และแน่นอนต้องไม่แรงเกินไปซึ่งก็เป็นที่มาของคำว่า "Spunky Dracula" ที่ดิฉันเรียกแทนสไตล์และวัฒนธรรมในการดำรงชีวิตของตัวเองเสมอๆ อันดับถัดไปเป็นเรื่องของ "ทัศนคติและภาพลักษณ์" สำหรับดิฉันถ้า "มาดอนน่า" เป็นตัวแทนของมุมมองในส่วนของการรับมือกับชีวิตตัวเอง สัจธรรมและสังเวียนใน สังคมมนุษย์ "คริสทิน่า อากิเลร่า" คือบุคลิกภาพ รสนิยม จิตวิญญาณและความขบถทะเยอทะยานที่ตะกายไปให้บรรลุถึงทุกจุดมุ่งหมายของชีวิตและ "พิ้งค์" เป็นตัวแทนของการตอบสนองปฏิกิริยาด้านต่างๆต่อเพื่อนร่วมโลก (น่าสยองดีเนอะ!) สำหรับ "อาวริล ลาวีญ" ก็คงจะเปรียบเสมือนเกราะที่เป็นทั้งเกราะที่ใช้ป้องกันตัวจากภาพลักษณ์ คำพูดและแนวคิดที่ไม่ใครจะแสดงความเป็นมิตรกับใครเืท่าใดนักซึ่งก็นับว่าช่วยได้เยอะพอดูเลยทีเดียวและรวมไปถึงการเป็นเกราะที่เพิ่มมิติที่แตกต่่างและโดดเด่นให้ "เพศสภาพ" ของตนแก่ชีวิตบนท้องถนนในสังคมยุคสุดท้ายของโลกที่เต็มไปด้วย "การล่อลวง การเอารัดเอาเปรียบ ความอำมหิต การดูถูกเหยียดหยาม วัตถุนิยมและที่สำคัญพวก "เกย์" โหลๆโง่ๆโดยแท้" ท้ายที่สุดคงหนีไม่พ้นเรื่องของ "ใจ" ที่มันสื่อสารกันได้จากงานดนตรีของเธอ สิ่งหนึ่งที่ต้องขอบอกว่าชื่นชมในตัวอาวริลมากๆนั่นคือเธอเป็นศิลปินวัยรุ่นที่ทำเพลงสนองความเกรี้ยวกราด ความมืดหม่น ความหดหู่วิปริตและด้านดาร์คๆโหดๆได้ถึงในระดับที่ดีมากเลยทีเดียวและด้วยความที่ส่วนตัวเป็นคนที่มีด้านหมองหม่นในตัวสูง เป็นคนยากที่จะเข้าใจ อารมณ์รุนแรงเกรี้ยวกราดและหยาบคายเหนือสิ่งอื่นใดเป็นคนอ่อนแอนะแต่โหดกับชีวิตตัวเองมากจนกลายเป็นแกร่งในสายตาคนอื่นแล้วพอมาเจอเพลงที่กระตุ้นบรรดาความรู้สึกไม่โสภาดังกล่าวชนิดเข้าใจได้หมดจดขนาดนี้ ความรู้สึกที่มีต่อเธอจึงไม่ต่างอะไรกับพี่สาว ไม่ต่างอะไรกับคนที่มีอาการ ความรู้สึกและพฤติกรรมแบบเดียวกันสำคัญที่สุดไม่ต่างอะไรกับการเจอเพื่อนที่เข้าใจความรู้สึกทุกซอกทุกมุมของเราอีกคนหนึ่งซึ่งมีไม่มากนักและส่วนตัวไม่แคร์ว่าจะเป็นเพื่อนกันแค่ทางดนตรี เป็นภาพลักษณ์เฟคๆที่ถูกปรุงแต่งขึ้นจากโลกมายา โปรดิวซ์เซอร์ไปจนถึงวัฏจักรที่ปราศจากความจริงใจของธุรกิจดนตรีหรือจะเป็นเพียงการสื่อสารที่เราคิดไปเองว่าใจของเรามันสื่อสารกันไปได้ก็ตาม แต่อย่างน้อยแค่ได้มีเพื่อนคนนี้ไว้ปลอบประโลมด้านมืดรวมถึงเติมพลังให้ทัศนคติและพฤติกรรมสุดก้าวร้าวลาวีญวีนไม่เลิกราของตัวดิฉันเองแค่นี้ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่ารู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้รู้จักเธอคนนี้


สุดท้ายนี้อยากจะขอบคุณ "ความไร้แก่นสารของตัวเอง" ที่ร้่านแมงป่องในวันนั้นที่ทำให้ทุกวันนี้รู้จักตัวเองมากขึ้นและทุกคร้งที่ได้ย้อนกลับไปมองถึงหลายสิ่งที่ผ่านมานับจากวันนั้นมันภูมิใจที่ได้เห็นว่าเราสามารถหล่อหลอมตัวเองให้ไปยืนในหลายจุดยากๆที่เราต้องการและหาความชัดเจนของตัวเองในวันนี้ได้กระจ่างชัดในแบบที่จินตนาการเคยวาดไว้ว่าอยากให้มันเป็น แม้ว่าทุกวันนี้ชีวิตค่อนข้างจะล้มเหลวนะคะแต่มันน่าประทับใจไม่น้อยที่เรามีโอกาสสร้างจุดยืนทางภาพลักษณ์ ทัศนคติและพฤติกรรมที่เป็นตัวเองชนิดไม่น่าเชื่อ...เพราะใครจะไปเชื่อลงได้ว่านั่งฟังอัลบั้มของเด็กมีปัญหาอัลบั้มเดียวจะทำให้คนอ่อนแอคนหนึ่งมีแรงฮึดที่ีจะลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเองให้แข็งแกร่งและเปลี่ยนชีวิตตัวเองได้ถึงขนาดนี้

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น