วันอาทิตย์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2553

Banco De Gaia : Maya (Myspace#25)


Banco De Gaia : Maya : Electronic
ในที่สุดก็เดินทางมาถึงเบญจเพสของคอลัมน์มายสเปซซึ่งก็ครบกระทู้ที่25พอดีนะคะ ส่วนตัวก็ขออุทิศของขวัญประจำปักษ์ที่25ให้แก่คอลัมน์นี้และผู้อ่านที่เป็นแฟนๆมายสเปซทุกท่านด้วยอัลบั้มที่ส่วนตัวดิฉันขอยกให้เป็น "พรหมลิขิตประจำปีนี้" งานดังกล่าวคืออัลบั้ม Maya สตูดิโออัลบั้มแรกของวงอิเล็คโทรนิคสุดเก๋จากเกาะอังกฤษอย่าง Banco De Gaia งานอัลบั้มดนตรีอิเล็คโทรนิคสุดสวยงามเปี่ยมไปด้วยมนตร์ขลังและมิติอันสุดแสนจะอัศจรรย์ หนึ่งในอัลบั้ที่ตอกย้ำให้ดิฉันชอบดนตรีอิเล็คโทรนิคมากขึ้นเรื่อยๆ
Maya เป็นงานดนตรีอิเล็คโทรนิคที่แพรวพราวไปด้วยการแซมเพิ่ลเครื่องดนตรีและมนตร์เสน่ห์แห่งจิตวิญญาณของดนตรีอาราเบียนพื้นเมืองตลอดจนเวิลด์มิวสิคพื้นภาคตะวันออกกลางที่ช่วยแต่งแต้มให้บรรยากาศของงานดนตรีอิเล็คโทรนิคชุดนี้เปี่ยมไปด้วยแวดล้อมอันแสนลึกลับและจรุงกลิ่นอารยธรรมที่หอมหวนตลบอบอวนก่อนจะผนึกเข้ากับมิติแห่งดนตรียุคอนาคตโดยการผสานลูกเล่นของแทรนซ์ดั๊บหลอนๆลอยละล่องตุ๊บป่องๆเข้ากับซาวนด์เทคโนหนักหน่วงผสานเอ็กซ์เพอริเมนทัลสุดเยือกเย็นที่ช่วยหล่อหลอมจุดกำเนิดจากการผสานวิสัยทัศน์ทางดนตรีแห่งยุคอนาคต การสอดแทกความลุ่มลึกของจิตวิญญาณและสวีสันของวัฒนธรรมเข้ากับวงจรของดนตรีอิเล็คโทรนิคและให้ผลลัพธ์ทางดนตรีออกมาเป็นเอกลักษณ์ทางดนตรีและเสน่ห์อันเอกอุของ Banco De Gaia
ฟังงานชุดนี้แล้วรู้สึกประหนึ่งว่าตัวเองหลุดลอยไปสู่ห้วงอวกาศที่เคว้งคว้าง ลึกลับและเยือกเย็นหากแต่การโคจรที่แสนจะโดดเดี่ยวอ้างว้างนั้นมันเต็มเปี่ยมไปด้วยความอบอุ่นอิ่มเอมทางความรู้สึก พลังที่ยิ่งใหญ่เปรียบเสมือนว่าหัวใจกำลังเก็บงำสัจธรรมทางจิตวิญญาณบางอย่างที่โลกนี้ไม่เคยบรรลุและที่สำคัญที่สุดการผจญภัยครั้งนี้เป็นประสบการณ์ครั้งที่หฤหรรษ์ที่สุดกลับการปล่อยใจไปกับดนตรีอิเล็คโทรนิค.....ที่สวยที่สุดครั้งหนึ่งเท่าที่ดิฉันเองเคยสัมผัส

Erykah Badu : New Amerykah Part Two (Myspace#24)


Erykah Badu : New Amerykah Part Two (Return of the Ankh) : Neo-Soul
ในที่สุดมายสเปซครั้งนี้ดิฉันก็ได้มีโอกาสเขียนรีวิวสั้นๆถึงหนึ่งในงานดนตรีที่ดิฉันจับตามองและรอคอยมากที่สุดในรอบปี ซึ่งก็เป็นงานจากฝาก "นีโอโซล" ของหนึ่งในศิลปินหญิงที่ส่วนตัวเคารพและคารวพะในผลงานที่สุดจนส่วนตัวขอยกให้เป็นหนึ่งในอัญมนีชิ้นงามระดับแนวหน้าของวงการนีโอโซลเลยทีเดียว "เอริคา บาดู" กับ New Amerykah Part Two (Return of the Ankh) ภาคต่อมหากาพย์แห่งการถ่ายทอดจิตวิญญาณ อุดมคติตลอดจนการบูรณะวัฒนธรรมที่โลดแล่นในความคิดลงสู่อาณาจักรดนตรีได้อย่างสุดแสนอัศจรรย์
จาก Part One (4th World War) ซึ่งเป็นงานนีโอโซลสุดล้ำที่แพรวพราวไปด้วยการบูรณาการภาคดนตรีที่หลากหลายทั้งอิเล็คโทรนิก้า/Broken Beat/ดิสโก้และโมเดิร์นแจ๊ซซ์ที่ร่วมถ่ายถอดภาคเนื้อหาจากปรสบการณ์ชีวิตที่ยืนหยัดท่ามกลางวัฏจักรอันเชี่ยวกรากแห่งสภาพสังคมและวัฒนธรรมอันเลือดเย็นของมนุษยชาติสะท้อนไปสู่ทัศนคติทางการเมือง สิทธิมนุษยชน สภาพแวดล้อมแบบทุนนิยม กับดักความยากจน เชื้อชาติและสีผิวตลอดจนการบรรลุถึงแก่นแท้ของจติตวิญญาณและการพิพากษาโลก สู่ Return Of The Ankh รอยต่อชิ้นที่สองอันเป็นงานนีโอโซลที่สลับลงไปเล่นกับดนตรีดาวน์บีทเนิบๆเป็นส่วนใหญ่โดยทิศทางส่วนมากอย่ในกรอบของดดนตรีคอนเทมโพลารีย์อาร์แอนด์บีที่เป็นไควเอทสตอร์มโซลฟูลอาร์แอนด์บีลอยๆเวิ้งว้างหากแต่เข้มข้นและไพเราะถึงใจจากการเติมความร่วมสมัยด้วยมนตร์เสน่ห์ของฟั้งค์กี้ย์และอาร์แอนด์บีฮิพฮฮพ มุขของการใช้เมโลดิคโพรเกรสซีฟ การเหยาะบลูส์หม่นๆผสานไลท์แจ๊ซซ์พลิ้วไสวตลอดจนเทคนิคการบันทึกเสียงที่หวนกลับมาหยิบยืมจิตวิญญาณของความดิบสดเข้มข้นในแบบอนาล็อกซึ่งผสมผสานเข้ากับภาคเนื้อหาที่สละตัวเธอออกจากวังวนแห่งความอำมหิตของวัฒนธรรมโลกสู่การดำดิ่งไปสื่อสารกับจิตวิญญาณของตนชนิดลึกสุดใจโดยที่ภาคเนื้อหาโดยรวมนำเสนอออกมาในรูปของการพรรณนาความรู้สึก ความรัก สัมพันธภาพตลอดจนคารวะจิตวิญญาณส่วนตนได้อย่างดีในแบบฉบับ Baduizm ที่แฟนๆของเธอคงจะประทับใจไม่น้อย
แม้ว่าสำหรับดิฉันความประทับใจที่มีต่อ New Amerykah Part Two ของเธอจะน้อยลงไปมากก็ตามเนื่องด้วยความที่ Part One เป็นงานเพื่อมนุษยชาติที่สมบูรณ์แบบ เข้าทางและ "ใช่" มากกว่าเป็นการส่วนตัว แต่อย่างไรก็ตามงานชุดนี้ยังจัดอยู่ในระดับที่ทรงคุณค่าควรคารวะและเป็นบทพิสูจน์ของจินตนาการการรังสรรค์โลกดนตรีได้อย่างมีมิติและเปี่ยมไปด้วยศิลปะของ เอริคา บาดู คนนี้ได้อย่างดีเช่นเดิม

วันเสาร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2553

Martin Denny : Exotica (Myspace#23)


Martin Denny : Exotica : Exotica
โดยส่วนตัวแล้วดิฉันไม่นิยมที่จะเขียนรีวิวถึงอัลบั้มจำพวก Instrumentalไม่ก็เป็นงานดนตรีบรรเลงล้วนปรศจากเสียงร้องเนื่องด้วยความที่มันไม่ใช่แนวส่วนตัวที่ถนัดรวมถึงเป็นคนที่นิยมบริโภค "วาทะศิลป์" และหลงใหลในการปล่อยใจตัวเองให้หลุดลอยไปกับ "อารมณ์" จากหลากน้ำเสียงที่สะท้อนก้องออกมาจากจิตวิญญาณของศิลปิน หากแต่วันนี้ขอเปิดใจและทำลายกรอบกฏเกณฑ์ของตัวเองเนื่องจากช่วงสองปีหลังนี้ได้ดื่มด่ำสัมผัสการงานดนตรีปราศจากเสียงที่นุ่มละมุนเมโลดี้ละเมียดละไมไพเราะชวนผ่อนคลายไปถึงเปรี้ยวปราดฉกาจเก๋ไก๋มิติสูงส่งจนดิฉันแถบจะกลายเป็น "มนุษย์ต่างดาว" จริงๆอย่างที่สมาชิกบอร์ดบางท่านเรียก หนึ่งในงานเหล่านั้นมีอัลบั้ม Exotica ของมาร์ทิน เดนนี่ซึ่งเป็นงานสุดประทับใจและพิเศษในความรู้สึกสำหรับช่วง2ปีที่ผ่านมา
Exotica เป็นอัลบั้มภายใต้บัญญัติชื่อเดียวกับภาคดนตรีหวานๆที่ถือกำเนิดจากบรรยากาศแห่งสุนทรียภาพของดนตรีเล้าจ์นผสานเข้ากับภาคของเมนทสตรีมพ็อพที่บางทีมีกลิ่นอายละมุขของธรรมชาติไม่ก็เป็นห้วงแห่งอวกาศอ้างว้างลอยละล่องก่อให้เกิดเป็นงานดนตรีหรูหราเย็นยะเยือกที่ฟังแล้วให้ความรู้สึกสวยงาม ผ่อนคลายสบายใจตลอดจนเคว้างคว้างหากแต่ก็เปี่ยมไปด้วยอารมณ์เปี่ยมสุขที่จรุงกลิ่นหอมตลบอบอวนทุกครั้งยามที่ปล่อยใจให้โลดแล่นเดินทางไปพร้อมๆกับเสียงดนตรีที่สง่างามประหนึ่งบรรเลงลงมาจากสวรรค์จะว่าไปถ้าจะหานิยามให้เข้ากับยุตนี้ Exotica คงหนีไม่พ้นที่จะจัดเข้ากับหมวดเดียวกับดนตรีจำพวกชิลล์เอ๊าท์ เอ็กซ์เพอริเมนทัลไปยันบอสซาโนว่ากลายๆอันสวิงสวายไปพร้อมกับมนตร์เสน่ห์ของดนตรีแจ๊ซซ์ เวิลด์ตลอดจนภาคการนำเสนอกึ่งๆอิมเพรสชั่นนิสท์ที่หล่อหลอมจิตวิญญาญเข้าเป็นนหึ่งกับผู้บรรเลงได้สุดแสนอัศจรรย์
Exotica นับเป็นอัลบั้มที่ดีสำหรับดิฉันในเวลาที่ต้องการปลอบประโลมจิตใจที่เหนื่อยล้าจากความเชี่ยวกรากและมรสุมของชีวิตตลอดจนนับเป็นภาคดนตรีที่ช่วยเยียวยาและเติมเต็มวินาทีส่วนตัวดีๆให้แก่ลมหายใจบนสภาพสังคม สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมที่นับวันจะยิ่งทวีความโหดร้ายอำมหิตขึ้นไปเรื่อยๆจนยากจะหาทางหยุดยั้ง

Cypress Hill : Rise Up (Myspace#22)


Cypress Hill : Rise Up : Hardcore Rap/Hip-Hop
จากที่เคยเรียนไปในหลายๆรีวิวแล้วว่า "ฮิพฮอพ" มักจะเป็นตัวเลือกท้ายๆสำหรับชีวิตการฟังเพลงของดิฉันเสมอเนื่องจากเป็นแนวที่ไม่ได้พิสมัยเป็นการส่วนตัว อย่างไรก็ตามเมื่อวันหนึ่งมันเดินมาถึงจุดที่ "ไม่รู้จะฟังอะไรแล้ว" ก็จำใจที่จะต้องใช้บริการตัวเลือกนี้นะคะ ซึ่งก็นับว่าเป็นอะไรที่ค่อนข้างน่ายินดีเมื่อศิลปินและอัลบั้มที่ดิฉันเลือกใช้บริการจากแขนงนี้เมื่อเอาจริงๆแล้วส่วนใหญ่ก็เป็นตัวเลือกท้ายๆที่ไม่ค่อยทำให้ผิดหวัง...
....เฉกเช่น Rise Up สตูดิโออัลบั้มชุดที่8ของ Cypress Hill ซึ่งเป็นงานชุดล่าสุดของทางวงซึ่งก็เป็นงานอัลบั้มฮิพฮฮพเท่ห์ๆที่ใส่บีทดนตรีฮิพฮอพหนักๆเข้ากับสรรพสำเนียงแร็พสุดกราดเกรี้ยวที่ผสานบนมิติและลูกเล่นของความเป็นร็อคหนักหน่วงกระชากๆดิบโหดได้อย่างลงตัว เฉกเช่นเดียวที่เคยสัมผัสจากงานของศิลปินอย่าง Run DMC,Aerosmith,Limp BizkitและLinkin Park เป็นต้น (อาจจะแตกต่างกันในจุดของน้ำหนักและความเข้มข้นบางส่วน) ผลลัพธ์ออกมาเป็นฮาร์ดคอร์แร็พมันส์ๆที่ฟังสนุก ฟังเพลิน ฟังแล้วสะใจชนิดที่ลืมไปเลยว่าตัว "ดิฉันไม่ถูกโรคกับฮิพฮอพขนาดไหน" แถมฟังรอบเดียวแล้วยังไม่พอมันต้องขอเบิ้ลๆๆๆๆอีก2-3รอบเพื่อความจุใจ ซึ่งก็นับเป็นเรื่องแปลกประหลาดพิสดารสำหรับแนสทิน่าที่นั่งจิ้มอัลบั้มฮิพฮอพแล้วนั่งอมยิ้มอยู่คนเดียวอย่างมีความสุขจนคนใกล้ตัวถึงขั้นถลึงตาด้วยความประหลาดใจ...
....เป็นตัวเลือกสุดท้ายที่เลือกขึ้นมาไม่ผิดโดยแท้

The Low Anthem : Oh My God,Charlie Darwin (Myspace#21)


The Low Anthem : Oh My God,Charlie Darwin : Indie Folk/Alternative Rock/Country
เป็นอีกหนึ่งวันดีๆที่ดิฉันบังเอิญเปิดเว็บไซต์ Myspace หาอัลบั้มฟังไปตามเรื่องแล้วก็ได้พบกับงานชุดนี้ Oh My God,Charlie Darwin งานของศิลปินโฟล์คจาก Rhode Island อย่าง The Low Anthem ซึ่งตอนแรกสะดุดกับชื่ออัลบั้มที่ตั้งได้อย่างเก๋ไก๋พร้อมทั้งหน้าปกราบเรียบสะอ้านตาหากแต่ดูหรูหราน่าหยิบจับอยู่ในทีว่าแล้วคลิกโดยไม่รีรอฮ่ะ.....
....โอ๊ววว!!! งานชุด Oh My God,Charlie Darwin เป็นอะไรที่เพราะงดงามจับจิตจับใจดิฉันด้วยมาก เนื่องจากจิ้มมาแล้วต้องเคลิบเคลิ้มสั่นไหวไปกับงานดนตรีอินดี้โฟล์คพ็อพบริสุทธิ์ที่หวานใสกรีดกรายชวนฝันแถมยังให้ความรู้สึดหนาวเหน็บเยือกเย็นหมองหม่นไปด้วยไอหมอกขาวโพลนจากเสียงร้องสุดอ้างว้างและภาคดนตรีสุดเรียบง่ายหากแต่เข้มข้นทรงพลังและสง่างามสุดๆประหนึ่งกำลังนั่งฟังงานเพราะๆละเมียดๆหากแต่เศร้าโศกแถบขาดใจของ "แดเมี่ยน ไรซ์" เลยทีเดียว นอกจากนี้ทางวงยังทำห้าวมีเบรคอามณ์เหงาๆด้วยการกลายร่างเป็นคันทรีย์ร็อคดิบสดเข้มข้นกึ่งบลูส์แถมยังกระโชกโฮกฮากชนืดวงพั้งวค์ที่นิยมแหกปากเป็นอาจิณฟังแล้วต้องมีอายไปกับความเกรี้ยวกราดที่แพรวพราวไปด้วยศิลปะชั้นเชิงของพวกเขา
Oh My God,Charlie Darwin เป็นอีกหนึ่งงานอินดี้โฟล์คดีๆที่ถูกจริตดิฉันที่สุดในรอบปีนี้งานหนึ่งเลยทีเดียว ขอบคุณเว็ปไซต์มายสเปซสำหรับการแนะนำศิลปินและอัลบั้มดีๆเสมอมา

วันพฤหัสบดีที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2553

Sia Furler : We Are Born (Myspace#20)


Sia Furler : We Are Born : Pop/Dance
มายสเปซครั้งนี้เป็นรีเควสของคุณน้อง "นางมารหอหลวม" นะคะ โดยที่ช่วงปีที่แล้วดิฉันเคยรับปากคุณน้องว่าจะเขียนรีวิวงานของเซียให้สักอัลบั้มซึ่งก็ได้โอกาสประจวบเหมาะพอดีเนื่องจากยัยเซียเองก็เพิ่งออกอัลบั้มใหม่ไปเมื่อ3-4เดือนที่ผ่านมานี่เองนะคะกับงานชุด We Are Born อันเปรียบเสมือนจุดกำเนิดใหม่ของเซียกับดนตรีที่สดใสขึ้น พ็อพขึ้นและมีความเป็นอัพเทมโปมากขึ้นเลยทีเดียว
เชื่อว่าหลายท่าน (รวมถึงดิฉัน) รู้จักชื่อของ Sia Furler กันเป็นครั้งแรกเอาก็อีตอนที่คริสทิน่า อากิเลร่าลากมาร่วมงานใน Bionic งานอัลบั้มล่าสุดของเจ้าหล่อนแต่จริงๆแล้วสาวเซียคนนี้เธอคร่ำหวอดอยู่ในวงการดนตรีฝากออสซี่มาตั้งแต่เมื่อ10กว่าปีที่แล้วโน่น ก่อนจะเข้าเรื่องก็ขอชมก่อนนะคะว่าแม้ว่าอัลบั้ม Bionic ของอีติ๊จะออกแนวแป๊กๆแต่เพลงบัลลาดที่เซียขาของดิฉันจรดปากกาไม่ว่าจะเป็น You Lost Me,I Am,All I Need และ Stronger Than Ever ทุกเพลงล้วนแต่ไพเราะกระเทาะเข้าไปในเบื้องลึกของอารมณ์ยังเพียบพร้อมไปด้วยวาทะศิลป์สุดแสนจะเชือดเฉือนคมกริบชวนขนหัวลุกสุดๆ (นี่ไม่ได้ด่านะ!) นอกจากปั้นงานดีแล้วนางเซียยังเรียกคะแนนเป็นศรีแก่ตัวด้วยการทำหน้าที่เป็นฝ่ายประชาสัมพันธ์กิติมศักดิ์ให้แก่อีติ๊นาโดยการอัพแม่งทุกเรื่องราวพงศาวดารของอีติ๊ลงบนเว็ปไซต์สุดเก๋อย่าง Twitter ให้แฟนๆชาวเกย์ของอีติ๊ได้กระหืดกระหายกรี๊ดกราดกรีดกรายพลางอัพเดทข่าวสารของนางศิลปินสุดลึกลับอย่างเก๋ไก๋ไปในตัว จะว่าไปก็เป็นกลเม็ดที่เด็ดพรายพอตัวนะคะนอกจากจะดึงเอาแฟนๆคริสทิน่ามาแอดเป็นเพื่อนทวิตเตอร์ได้ร่วม4หลักนางเซียยังมีมนุษยสัมพันธ์ดี ฉอเลาะ จริงใจแบบว่าไม่มีเม้มไม่มีกั๊กมีอะไรแม่ขอโพนทะนาให้หมด....ปากเป็นแตรซะเยี่ยงนี้มีเหรอคะที่เหล่าสาวๆสาวกติ๊นาจะไม่รักไม่เอ็นดูได้ลงคอส่งผลให้ We Are Born ของเธอที่แม้ว่าจะไม่ใช่งานที่ดีที่สุดแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นงานของเซียที่ได้รับความสนใจมากที่สุดและขึ้นอันดัยสูงสุดในบ้านเกิดเท่าที่ชีวิตหล่อนแหกปากเป็นนักร้องมาร่วม10กว่าปีเลยทีเดียว สำหรับงานชุดแรกตอนแรกที่ดิฉันฟังนี่ส่วนตัวขอสารภาพนะคะว่ารู้สึกขำมากๆไม่รู้เหมือนกันนะคะว่าหล่อนกับอีติ๊เล่นแพร่เชื้ออะไรใส่กันรึเปล่าด้วยความที่งานของคริสทิน่านี่ หึ! ออกมาแบบระทดระทวยเชียะในขณะที่ส่วนของคุณนายเซียนี่จากเดิมออกแนวอินดี้พ็อพยืดๆหนืดๆเนิบๆหวานซ้าก็กลายเป็นพ็อพกระจ่างจ้าใสกว่าที่เคยชนิดที่คนที่เคยฟังงานของเซียมาก่อนก็คงจะได้มีรู้สึกประแล่มๆกันบ้างกับความเปลี่ยนไปของหล่อนครานี้ซึ่งจะว่าไม่ดีก็ไม่ใช่ ขาดๆเกินๆก็มีบ้าง นับว่าเป็นเซียที่แปลกไปแต่ก็ยังเพราะเหมือนเดิม ไม่ต้องอะไรมากกับแค่แทร็คเปิดงานอย่าง The Fight ที่เล่นเอาดิฉันถึงกับสำลักที่ อู๊ยยยยยยยยยย! เป็นพ็อพเต้นรำเจือบีทดิสโก้สดใสกระชากวัยสุดๆชนิดที่บรรดาทีนควีนฝั่งมะกันได้ยินแล้วจะต้องสั่นยิกๆๆๆๆๆอยากจะประมูลเข้ามาไว้เป็นกรรมสิทธิ์ของตนเอง แม้ว่าจะดูง่ายๆกะโหลกกะลาไปนิดแต่ขอโทษนะคะติดหูนานไปเป็นวันเลยทีเดียว You've Changed ซิงเกิ้ลแรกที่ฟังแล้วเหมือนผีโซลอีติ๊เข้าสิงกับงานพ็อพเต้นรำเจือกลิ่นอายโอลด์สคูลประพิมประพายไปด้วยบีทฟั้งค์กีย์ดิสโก้เพลิดเพลินสนานอุราคลอไปกับสรรพสำเนียงโซลที่แม้ว่าจะดูไม่เป็นเวียแต่ก็เป็นแทร็คที่สมบูรณ์แบบที่สุดในอัลบั้มพอๆกับ I'm In Here งานบัลลาดสไตล์เซียจ๋าที่แฟนๆของเซียทุกคนจำต้องตกหลุมรัก แนะนำอีกเพลงกับ Big Girl,Little Girl ดูมีมิติดีกับอินดี้พ็อพร็อคเหยาะบีทอิเล็คโทรนิคผสานโฟล์คและคันทรีย์ฟังเผินๆนึกว่าจีวล์สับรางหนีมาทำคันทรีย์ซะอีก
สำหรับดิฉันแม้ว่า We Are Born จะ เอ่อ!!!! คงต้องเรียกว่าเป็นได้แค่อัลบั้มคั่นเวลาที่ไม่ได้ตราตรึงใจอะไรมากก็ตามแถมยังเป็นงานที่คิดว่าชอบน้อยที่สุดของเซียเท่าที่เคยฟังมาด้วยซ้ำแต่ก็นับว่าเป็นน้ำจิ้มที่มีรสชาติ "กลมกล่อม" ลองแล้วไม่เสียลิ้น จะว่าไปก็นับว่าเป็นโชคดีนะคะที่ได้ฟังเพราะนานๆทีจะมีงานพ็อพกระจ่างใสบริสุทธิ์น่ารักเป็นธรรมชาติแบบนี้มาชะล้างรูหูบ้างก็ดีเหมือนกัน สำหรับใครที่เบื่องานพ็อพที่เป็นพ็อพประเภทพ็อพบนชาร์ตฝั่งมะกันแล้วก็ลองหันมาหาพ็อพที่มอบความบันเทิงและความรู้สึกแปลกใหม่แบบพ็อพคุณภาพจริงๆกับ We Are Born จุดกำเนิดใหม่ของเซียที่สดใสขึ้น พ็อพขึ้นและมีความเป็นอัพเทมโปมากขึ้น....ซึ่งก็อาจจะเป็นตัวเลือกที่คุณตามหาอยู่ก็ได้นะคะ (แต่สำหรับดิฉันขอหนีกลับไปตามหาเซียในแบบเก่าๆดีกว่า หึหึหึหึ)

M.I.A. : Maya (Myspace#19)


M.I.A : Maya : Electronica/Alternative Dance/Experimental/Grime/Alternative Hip-Hop
ห่างหายไปนานจนท่านผู้อ่านที่น่ารักของดิฉันหลายท่านถึงกับอดรนทนไม่ไหวส่งอีเมลล์มาไถ่ถามชะตากรรมของคอลัมน์แนะนำอัลบั้มอินดี้ (เสียเป็นส่วนมาก) คอลัมน์นี้ว่า "สรุปแล้วจะอยู่หรือจะไป?"....ต๊ายยยย!!! สรุปก็คือยืนยันนะคะว่าถ้ายังคงรีวิวอยู่นี่ทุกๆคอลัมน์ที่เคยนำเสนอมาจะทยอยมีมาให้เห็นเรื่อยๆแน่นอน เพียงแต่ช่วงที่หายไปเนื่องด้วยช่วงนี้ดิฉันงานราษฏร์งานหลวงล้นมือมากๆ ไหนจะได้ฤกษ์กลับไปศึกษาต่อ ทำงานประจำ งานพาร์ทไทม์ งานที่สามีฝากมาให้ทำ (แล้วตัวมันก็บินกลับไปเยี่ยมบ้านเกิด) ไหนจะต้องวิ่งไล่ตามความฝันบ้าๆบอๆ ติดแชตในเฟซบุ๊คส์ เรียนดนตรียามวิกาลตามสถานเริงรมย์แถมจะต้องวิ่งงุดๆเดินสายหางานใหม่ๆทำอันเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศที่ดีอีกตามประสาหญิงขี้เบื่ออีกจึงอาจจะทำให้ธุรกิจในฐานะนักรีวิวมีบกพร่องไปบ้างนะคะ หึหึหึ นอกจากนี้เพิ่งผ่านรีวิวครั้งที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตไปกับงานชุด Bionic ของคริสทิน่า อากิเลร่าซึ่งดิฉันขอโค้งคำนับให้เป็นงานเขียนที่โหที่สุดในชีวิตเท่าที่เคยเจอมาเลยทีเดียวชนิดที่เล่นเอาจอดแบบโดนสูบพลังไปหมดจิตวิญญาณถึงขั้นเขียนอะไรไม่ออกไปเป็นเดือนเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามวันนี้รู้สึกว่ามันถึงช่วงเวลาที่พร้อมจะกลับมาแนะนำอัลบั้มเพลงดีๆในแบบสั้นๆคร่าวๆสไตล์ Recommended กระชับๆอีกครั้งซึ่งส่วนตัวในใจก็มีศิลปินหลายท่านกับงานดนตรีหลายชุดที่อยากเขียนถึงมากๆแต่สุดท้ายแล้วตัวเลือกที่คิดว่าเหมาะสมต่อการต้อนรับการกลับมาอีกครั้งของคอลัมน์มายสเปซที่สุดคงหนีไม่พ้น "เธอ" ศิลปินสุดที่รักกับการกลับมาครั้งที่3พร้อมกับชื่ออัลบั้มที่สะท้อนความเป็นตัวตนของเธอได้อย่างชัดเจนครบถ้วนที่สุดอย่าง Maya แน่นอนค่ะว่าดิฉันกำลังกล่าวถึง M.I.A. ศิลปินสาวรวยพรสวรรค์มากความสามารถชาวอังกฤษเชื้อสายศรีลังกา....หนึ่งในศิลปินที่ดิฉันรอคอยผลงานและจับตามองการกลับมาที่สุดประจำปีนี้เลยทีเดียว
สำหรับชื่อของ M.I.A ในแวดวงอินดี้ฝั่งสหราชอาณาจักรนี่ก็ต้องยอมรับนะคะว่าเป้นชื่อที่โดดเด่นและทรงอิทธิพลในระดับแนวหน้าพอควรเนื่องด้วยความสำเร็จจากงานชุด Arular และ Kala (จะว่าไปเฉพาะแทร็ค Paper Planes ดิฉันว่าดังกว่าตัวอัลบั้มสองชุดรวมกันอีกนะ) ที่หยิบฉวยเอาเสน่ห์ของดนตรีGrimeอันประกอบด้วยไบเล่ฟั้งค์พื้นเมือง แด๊นซ์ฮอลล์ บริทิชฮิพฮอพและยูเคการาจดั๊บสเต็ปมาหลอมรวมเข้ากับจิตวิญญาณของดนตรีอิเล็คโทรนิก้าจัดจ้าน อัลเทอเนทีฟแด๊นซ์ ซินธ์พั้งค์และดรัมส์แอนด์เบสส์ก่อนจะจำกัดกรอบลงสู่ความเป็นอัลเทอเนทีฟฮิพฮอพและแด๊นซ์ผสานท่วงทำนองพื้นเมืองแบบบอลลีวูดในงานชุดถัดมาตามลำดับ ด้วยกิตติศัพท์ความแรงของภาคเนื้อหาอันเสียดสีถึงทัศนคติทางการเมือง เชื้อชาติ มาตรฐานระหว่างเพศ สิทธิมนุษยชนและสังคมวัฒนธรรมโลกตามแบบฉบับของปัญญาชนอันเป็นที่ขึ้นชื่อลือชาโดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากประสบการณ์ชีวิตอันโหดร้ายของพ่อในฐานะผู้พัวพันกับกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬอีแลมใน Arular และความแข็งแกร่งของผู้เป็นแม่ จุดกำเนิดของจิตวิญญาณและวัฒนธรรมที่หล่อหลอมอัตลักษณ์ส่วนตนในงานชุด Kala ในที่สุดก็ถึงคราที่เธอจะมอบพื้นที่เล็กๆเพื่อเป็นศูนย์กลางให้จิตวิญญาณของเธอได้กรีดร้องในงานชุด Maya อันเปรียบเสมือนงานที่บูรณาการแรงบันดาลทุกอย่างเข้าสู่ตัวเธอและระเบิดอย่างรุนแรงผ่านสิ่งที่เป็น "เธอ" จริงๆ ซึ่งตลอดทั้งอัลบั้มคุณจะได้สัมผัสถึงการล้อเลียนชีวิตตนเองผ่านดนตรีได้อย่างเจ็บปวดของผู้หญิงขวางโลกคนหนึ่งซึ่งคนมาทั้งทัศนคติแปลกประหลาดหากแต่เก๋ไก๋สุดระห่ำ การเสียดสีปมด้อยจากสายตาสังคมที่มีต่อชาติกำเนิดที่เธอภาคภูมิใจ การยินดีสละชีวิตเพื่ออุดมทางการเมืองซึ่งเป็นความเชื่อและศรัทธาที่ถุกปลูกฝังตลอดจนด้านลึกๆของ M.I.A บางด้านที่โลกไม่เคยรู้และไม่เคยได้มีโอกาสสัมผัสมาก่อนหน้านี้ผ่านดนตรีอัลเทอเนทีฟฮิพฮอพซึ่งร่ายมนตร์เสน่ห์ร่วมกับอิเล็คโทรนิค Grimeและบรรยากาสวยๆแบบเอ็กซ์เพอริเมนทัล (อ่ะฮ้า!!!) อันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในการรังสรรค์ดนตรีของสตรีท่านนี้แต่อย่างใด ในส่วนขอภาพรวมขอสารภาพว่าครั้งแรกที่ฟัง Born Freeและ XXXO ซึ่งเป็นสองซิงเกิ้ลแรกรู้สึกไม่ปลื้มนักเนื่องจากออกมาพ็อพจ๋าแบบดาดๆโหลๆขาดซึ่งรสนิยมชั้นเชิงอันเก๋ไก๋ในแบบที่M.I.Aเคยเป็นซึ่งก็ทำให้ดิฉันวิตกจริตไม่น้อยนะคะว่าสาวเปรี้ยวอย่างเจ๊เมียจะละทิ้งอุดมการณ์ทางดนตรีเก๋าๆและขายจิตวิญญาณให้แก่ตลาดกระแสหลักมาทำเพลงง่ายๆเกลื่อนๆขยายฐานผู้ฟัง (แบบ Goldfrapp ในงานชุดล่าสุดหรา) อย่างไรก็ตามเมื่อมีโอกาสได้สัมผัสกับอัลบั้มเต็มๆทั้งชุดแล้วรู้สึกดีใจที่มันไม่ได้เป็นอย่างนั้นเนื่องจากทั้งอัลบั้มมีซาวนด์เก๋ๆและมิติอันน่าอัจรรย์ในแบบฉบับของ M.I.A. กระจายตัวให้เลือกจิ้มฟังกันชนิดไม่ไหวาดไม่ไหว อาทิ Steppin' Up แทร็คเปิดอัลบั้มที่ผสานเอาอิเล็คโทรนิค แด๊นซ์ ฮิพฮอพและเวิลด์อันเป็นเอกลักษณ์ของนางไว้ได้อย่างกลมกล่อม It Takes A Muscle ที่แม้จะพ็อพจ๋าจนน่าตกใจแต่ก็เป็นเร็กเก้แดนซ์ฮอลล์น่ารักๆที่เพราะติดหูใสกิ๊งผิดธรรมชาติอีเจ๊เมียที่มักจะมาแบบบ้าระห่ำกรี๊ดกร๊าดโวยวาย Lovalot จะเป็นแทร็คที่แฟนๆของ M.I.A. จะอดไม่ได้ที่จะตกหลุมรักกับดนตรีอัลเทอเนทีฟฮิพฮอพสนานใจปะทะ Grime แด๊นซ์ฮอลล์และเทคโนซึ่งยัดเอาท่วงทำนองไบเล่ฟั้งค์และจังเกิ้ลอารมณ์อเมซอนในแบบฉบับ M.I.A. ท่านเดียวเท่านั้นที่ทำได้ เหอๆๆๆๆ สำหรับแทร็คที่เป็นมาสเตอร์พีซของงานชุดนี้ยกให้ Teqkilla ที่เหยาะเบรคบีท จังเกิ้ลและดรัมส์แอนด์เบสส์เข้ากับซาวนด์อิเล็คโทรนิคจัดจ้านก่อนจะไต่ระดับไปเล่นกับทั้งฮิพฮอพ แด๊นซ์ฮอลล์ Grime ยันซาวนด์จำพวกดั๊บสเต็ป นี่ถ้าตัดเป็นซิงเกิ้ลรับรองว่าดังกระหึ่มฟลอร์แน่ๆ ปิดท้ายด้วย Tell Me Why อันเป็นอินดี้พ็อพผสานเวิลด์และเอ็กซ์เพอริเมนทัลที่โดดเด่นบนการหยอดมิติของเสียงประสานแบบกอสเพลที่ออกไปทางฮินดูนิดๆนับว่าแปลกใหม่พอดูสำหรับสาวเปรี้ยวคนนี้
ท้ายที่สุดสิ่งเดียวที่อาจจะทำให้ Maya ของ M.I.A. ไม่เป็นที่ประทับใจแฟนๆก็คือ "ความแรง" ที่เมื่อเทียบกับงานสองชุดก่อนหน้านี้นี่ต้องบอกตามตรงว่าสู้ไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่าความเก๋าในเกมส์ดนตรี ชั้นเชิงและความจัดจ้านฉลาดเฉลียวในแบบที่เราเคยประทับใจจะจืดจางอันตรธานหายไป ส่วนตัวดีใจที่ M.I.A. ก็ยังคงเป็น M.I.A. ที่เป็นตัวของตัวเอง เปรี้ยวเท่ห์น่านิยมและเป็นศิลปินที่รังสรรค์งานดนตรีออกมาได้ในระดับที่ดีเหนือมาตรฐานของคำว่า "เริ่ด!" เช่นเดิม

วันพุธที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2553

Avril Lavigne (Music Cassanova # 8)


Avril Lavigne (Music Cassanova # 8)


นับว่าทิ้งระยะออกไปจาก Music Cassanova ครั้งที่แล้วนานพอสมควรนะคะจนมีผู้อ่านหลายท่านถามว่า "คอลัมน์นี้จะยังมีอีกมั้ย?" ซึ่งดิฉันขอยืนยันว่าถ้ายังรีวิวอยู่ในบอร์ดนี้ต่อไปล่ะก็คอลัมน์นี้จะมีมาให้อ่านกันเรื่อยๆแน่นอน เพียงแต่อาจจะไม่ถี่เหมือนกับพวกรีวิวอัลบั้ม ซิงเกิ้ลหรือมายสเปซที่เป็นแนะนำอัลบั้มคร่าวๆ เนื่องจากส่วนตัวอยากจะให้งานชุดนี้เป็นงานเขียนที่อุทิศเฉพาะเจาะจงให้แก่ศิลปินหรืออะไรก็ตามในแวดวงดนตรีสากลที่ "พิเศษต่อความรู้สึกจริงๆ" มากกว่าจะเป็นงานรีวิวที่รีวิวแบบเกลื่อนกลาดตามใจหญิงลมเพลม พัดอย่างดิฉันที่ตั้งกระทู้ว่อนบอร์ดอย่างที่หลายๆท่านเห็นน่ะค่ะ โอเค! สำหรับศิลปินคนพิเศษท่านถัดไปที่ได้รับเลือกให้มาจารึกอยู่ในพิพิธภัณฑ์ทางดนตรีของแนสทิน่าคนนี้เชื่อว่าหลายคนคงต้องยอมรับว่าช่วงใหญ่ๆช่วงหนึ่งเธอเป็นศิลปินที่ทรงอิทธิพลที่สุดในแวดวงดนตรีพ็อพวัยรุ่นไม่เพียงแต่ฝั่งสหรัฐอเมริกาหากรวมไปถึงทกหัวระแหงของอาณาจักรผลส้มสีน้ำเงินใบนี้ เธอเป็นไอค่อนทั้งทางด้านแฟชั่น ทัศนคติ ภาพลักษณ์ตลอดจนเป็นหนึ่งในศิลปินหญิงที่มีส่วนผลักดันให้ "ร็อคเกอร์หญิง" กลับมามีบทบาทในโลกของดนตรีกระแสหลักโดยเฉพาะตลาดเพลงวัยรุ่นอีกครั้ง (หรือจะว่าไปจวบจนทุกวันนี้) แน่นอนว่าดิฉันกำลังพูดถึง " อาวริล ลาวีญ" ทีนควีนสุดซ่าส์ แสบสันต์และยากที่จะปฏิเสธว่าเธอคนนี้น่ารักน่าเอ็นดูขนาดไหน ^ ^


คนที่เป็นสาวกตัวจริงของเจ๊วีนหลายคนคงจะจีบปากบอกว่า "โฮะๆๆๆ รู้จักวีนตอนฟังวิทยุแล้วคิดว่าเพลงเจ๋งดีค่ะ ถึงใจวัยรุ่น จุ๊บๆๆๆ","รู้จักวีนตั้งแต่ดูมิวสิควิดีโอ Complicated แล้วมันโดนใจมากค๊าบบบบ อิอิ ผู้หญิงอะไรไม่รู้น่ารัก เซี้ยวๆดีแถมเพลงเพราะอีกต่างหาก" ไปจนถึง "รู้จักวีนเพราะแบบว่าเห็นในนิตยสารครั้งแรกก็รู้สึกถูกใจใช่เลยก็เลยตามไปซื้อซีดี วีนนี่แหละเป็นทีนควีนแห่งยุคตั้งจริงเลยโน๊ะ ยังไงๆก็จะรักวีนเสมอไป (พลางชูสองนิ้งและทำท่าซารางเฮโยประกอบ)" ETC. แต่สำหรับดิฉันที่เป็นสาวกเดนตายของเธอของเธอเช่นกันกลับต้องจีบปากบอกว่า "ไม่ใช่อีแบบนั้นเลยซักข้อ" เนื่องจากวินาทีแรกที่ได้รู้จักกับอาวริล ลาวีญคือวินาทีที่เดิฉันกับเพื่อนสาวกำลังอวดรวยแข่งกันโชว์พาวซื้อเทปในร้านแมงป่องซึ่งก็เป็นธรรมเนียมประจำสามสัปดาห์นะคะว่าใครสู้ตายซื้อข่มอีกฝ่ายได้เยอะกว่าจะเป็นผู้ชนะเหรียญทองพร้อมโซ่ไว้ล่ามตัวเองไปและแน่นอนอัลบั้ม Let Go ของอาวริลคือหนึ่งในผู้โชคดีที่ดิฉันได้เลือกติดมือกลับมาชัยชนะในวันนั้นซึ่งเหตุผลที่หยิบมานี่ต้องขอสารภาพว่าเป็นอะไรที่ "น่าเกลียดสุดๆ" ด้วยความที่ในตอนนั้นส่วนตัวไม่ได้คิดจะฟังเลยคือดแค่หน้าปกแล้วแบบ "เออ!เจ๊คนนี้น่ารักดี หุหุหุ เราชอบทำความรู้จักกับคนหน้าตาดีซะด้วยว่าแล้วซื้อไปดองดีกว่าจะได้ชนะอีป๊อก (เพื่อนสาว) มันด้วย" พอกลับไปถึงบ้านก็ตรงตามคอนเส็ปท์ "ซื้อมาให้ฝุ่นจับเล่น" โดยแท้เจ้าค่ะเพราะไม่ได้คิดจะฟังเลย2สัปดาห์ก็แล้วดิฉันก็ยัง "อ๊ามมม อ่า ซาเล็บบบบ โฟ ยู๊" ถือตุ๊กตางูวิ่งรอบห้องเอาเป็นเอาตายเหมือน จะเดินนึงผ่านไปแนสทิน่าคนสวยก็ยังไม่รู้ว่า Complicated,Sk8er Boi หรือ I'm With You นี่มันร้องยังไงและมันเป็นเพลงของใครเพราะจริงจังกับการฝึกระบำหน้าท้องให้สวยงามแข่งกับชากิร่าชนิดที่ถ้าแม่เรียนม.ปลายไม่จบก็จะเดินงุดๆเข้าไปร้่อนที่พัฒน์พงศ์ให้เป็นล่ำเป็นสันเป็นอาชีพเรื่องราวเลยทีเดียว ซึ่งก็ต้องขอขอบคุณ "คุณแม่" เนื่องจากหนึ่งในหน้าที่หลักก่อนภารกิจงานบ้านคือ "การรื้อเทปที่ลูกชายดองไว้มาแกะไปฟังเสียเอง" ไม่อยากจะบอกนะคะท่านผู้อ่านที่เคารพว่าวินาทีแรกที่เสียงเพลงยัยวีนกระแทกหูนี่เป็นอะไรที่เจ็บปวดกรีดแทงความรู้สึกสุดๆเพราะรู้สึกอยากจะตบตัวเองที่ "เพลงดีขนาดนี้ซื้อมาตั้งนานทำไมไม่รู้จักรัีบๆแกะฟัง" จากเหตุการณ์ข้างต้นสิ่งแรกต้องขอบอกว่าอาวริล ลาวีญได้เปลี่ยนนิสัยในการบริโภคดนตรีของดิฉันไปโดยสิ้นเชิงเลยทีเดียวหนึ่งในสิ่งเหล่านั้นคือการสอนให้ดิฉันรู้จักที่จะ "ให้ความสำคัญกับทุกๆศิลปินที่ผ่านเข้ามาในสายตาให้มากขึ้น" ซึ่งก็ต้องยอมรับนะคะว่าเธอคือหนึ่งในส่วนที่ปลุกฝังนิสัยความกล้าที่จะลองสัมผัสกับภาคดนตรีหลายๆแขนงและศิลปินหลายๆท่านซึ่งก็เป็นคุณสมบัติที่นักวิจารณ์ที่ดีสมควรจะมี ซึ่งส่วนตัวก็ดีใจที่สิ่งดีๆที่ได้รับจากเธอแม้ว่ามันจะะผ่านมานานมากแล้วแต่ก็ยังติดตัวดิฉันมาถึงวีนที่นั่งเขียน Tribute ให้เธออยู่นี่ ตามด้วยความประทับใจหลายๆอย่างที่มีต่อตัวเธอซึ่งก็ช่วยหล่อหลอมตัวตนและพฤติกรรมการแสดงออกของดิฉันให้ออกมาชัดเจนและเป็นไปตามแนวทางที่ส่วนตัวอยากจะให้เป็นมากขึ้นเริ่มจาก "แฟชั่น" ซึ่งก็ไม่อายนะคะที่จะบอกว่าอาวริลนี่คือแรงบันดาลใจอันดับหนึ่งในเรื่องการแต่งตัวเลยทีเดียวคือเธอเป็นคนที่จุดประกายให้ดิฉันสนใจแฟชั่น "พั้งค์พ็อพ" แบบจริงๆจังๆตลอดจนเป็นแรงบันดาลใจในการดีไซน์การแต่งตัวของตัวเองคือจับสิ่งที่ตัวเองชอบทั้งอะไรที่มันดูพั้งค์ๆหม่นๆดำๆเสียดสีขวางโลกขวางสายตาและดูร็อคๆห้าวหน่อยๆเข้าด้วยกันกับสตรีทสไตล์และแน่นอนต้องไม่แรงเกินไปซึ่งก็เป็นที่มาของคำว่า "Spunky Dracula" ที่ดิฉันเรียกแทนสไตล์และวัฒนธรรมในการดำรงชีวิตของตัวเองเสมอๆ อันดับถัดไปเป็นเรื่องของ "ทัศนคติและภาพลักษณ์" สำหรับดิฉันถ้า "มาดอนน่า" เป็นตัวแทนของมุมมองในส่วนของการรับมือกับชีวิตตัวเอง สัจธรรมและสังเวียนใน สังคมมนุษย์ "คริสทิน่า อากิเลร่า" คือบุคลิกภาพ รสนิยม จิตวิญญาณและความขบถทะเยอทะยานที่ตะกายไปให้บรรลุถึงทุกจุดมุ่งหมายของชีวิตและ "พิ้งค์" เป็นตัวแทนของการตอบสนองปฏิกิริยาด้านต่างๆต่อเพื่อนร่วมโลก (น่าสยองดีเนอะ!) สำหรับ "อาวริล ลาวีญ" ก็คงจะเปรียบเสมือนเกราะที่เป็นทั้งเกราะที่ใช้ป้องกันตัวจากภาพลักษณ์ คำพูดและแนวคิดที่ไม่ใครจะแสดงความเป็นมิตรกับใครเืท่าใดนักซึ่งก็นับว่าช่วยได้เยอะพอดูเลยทีเดียวและรวมไปถึงการเป็นเกราะที่เพิ่มมิติที่แตกต่่างและโดดเด่นให้ "เพศสภาพ" ของตนแก่ชีวิตบนท้องถนนในสังคมยุคสุดท้ายของโลกที่เต็มไปด้วย "การล่อลวง การเอารัดเอาเปรียบ ความอำมหิต การดูถูกเหยียดหยาม วัตถุนิยมและที่สำคัญพวก "เกย์" โหลๆโง่ๆโดยแท้" ท้ายที่สุดคงหนีไม่พ้นเรื่องของ "ใจ" ที่มันสื่อสารกันได้จากงานดนตรีของเธอ สิ่งหนึ่งที่ต้องขอบอกว่าชื่นชมในตัวอาวริลมากๆนั่นคือเธอเป็นศิลปินวัยรุ่นที่ทำเพลงสนองความเกรี้ยวกราด ความมืดหม่น ความหดหู่วิปริตและด้านดาร์คๆโหดๆได้ถึงในระดับที่ดีมากเลยทีเดียวและด้วยความที่ส่วนตัวเป็นคนที่มีด้านหมองหม่นในตัวสูง เป็นคนยากที่จะเข้าใจ อารมณ์รุนแรงเกรี้ยวกราดและหยาบคายเหนือสิ่งอื่นใดเป็นคนอ่อนแอนะแต่โหดกับชีวิตตัวเองมากจนกลายเป็นแกร่งในสายตาคนอื่นแล้วพอมาเจอเพลงที่กระตุ้นบรรดาความรู้สึกไม่โสภาดังกล่าวชนิดเข้าใจได้หมดจดขนาดนี้ ความรู้สึกที่มีต่อเธอจึงไม่ต่างอะไรกับพี่สาว ไม่ต่างอะไรกับคนที่มีอาการ ความรู้สึกและพฤติกรรมแบบเดียวกันสำคัญที่สุดไม่ต่างอะไรกับการเจอเพื่อนที่เข้าใจความรู้สึกทุกซอกทุกมุมของเราอีกคนหนึ่งซึ่งมีไม่มากนักและส่วนตัวไม่แคร์ว่าจะเป็นเพื่อนกันแค่ทางดนตรี เป็นภาพลักษณ์เฟคๆที่ถูกปรุงแต่งขึ้นจากโลกมายา โปรดิวซ์เซอร์ไปจนถึงวัฏจักรที่ปราศจากความจริงใจของธุรกิจดนตรีหรือจะเป็นเพียงการสื่อสารที่เราคิดไปเองว่าใจของเรามันสื่อสารกันไปได้ก็ตาม แต่อย่างน้อยแค่ได้มีเพื่อนคนนี้ไว้ปลอบประโลมด้านมืดรวมถึงเติมพลังให้ทัศนคติและพฤติกรรมสุดก้าวร้าวลาวีญวีนไม่เลิกราของตัวดิฉันเองแค่นี้ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่ารู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้รู้จักเธอคนนี้


สุดท้ายนี้อยากจะขอบคุณ "ความไร้แก่นสารของตัวเอง" ที่ร้่านแมงป่องในวันนั้นที่ทำให้ทุกวันนี้รู้จักตัวเองมากขึ้นและทุกคร้งที่ได้ย้อนกลับไปมองถึงหลายสิ่งที่ผ่านมานับจากวันนั้นมันภูมิใจที่ได้เห็นว่าเราสามารถหล่อหลอมตัวเองให้ไปยืนในหลายจุดยากๆที่เราต้องการและหาความชัดเจนของตัวเองในวันนี้ได้กระจ่างชัดในแบบที่จินตนาการเคยวาดไว้ว่าอยากให้มันเป็น แม้ว่าทุกวันนี้ชีวิตค่อนข้างจะล้มเหลวนะคะแต่มันน่าประทับใจไม่น้อยที่เรามีโอกาสสร้างจุดยืนทางภาพลักษณ์ ทัศนคติและพฤติกรรมที่เป็นตัวเองชนิดไม่น่าเชื่อ...เพราะใครจะไปเชื่อลงได้ว่านั่งฟังอัลบั้มของเด็กมีปัญหาอัลบั้มเดียวจะทำให้คนอ่อนแอคนหนึ่งมีแรงฮึดที่ีจะลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเองให้แข็งแกร่งและเปลี่ยนชีวิตตัวเองได้ถึงขนาดนี้