วันจันทร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2553

Christina Aguilera : Bionic (Deluxe Edition) :


Bionic ตามความหมายที่ดิฉันเข้าใจคือการประยุกต์หลักการทางชีววิทยาเข้ากับการออกแบบทางวิศวกรรมศาสตร์โดยเน้นความสำคัญไปในเรื่องของกลวิธีทาง "อิเล็คโทรนิค" เป็นสำคัญ ซึ่งก็นับว่าเป็นไทเทิ่ลที่สามารถสะท้อนจุดยืนและภาพรวมของการผจญภัยครั้งที่4นี้ของคริสทิน่า อากิเลร่าได้อย่างกระช่างชัดเลยทีเดียว จากคอนเส็ปท์การนำเสนอที่ประยุกต์ความเป็นชีวะของน้ำเสียงไปยันจุดอันเป็นนามธรรมที่มนุษย์พึงมีทั้งอามณ์ความรู้สึก จินตนาการสร้างสรรตลอดจนจิตวิญญาณของตัวศิลปินเองที่ครั้งนี้เลือกจะหวนกลับมาผูกติดกับจิตวิญญาณของวัฒนธรรมกระแสหลัก (Pop Culture) เข้ากับการนำเสนอดนตรีพ็อพในทิศทางใหม่ของเธอโดยมีดนตรี "อิเล็คโทรนิค" เป็นกลไกสำคัญในการดำเนินเรื่องและควบคุมทิศทางของมหากาพย์ทางดนตรีชุดที่4นี้เคียงคู่ไปกับภาคดนตรีอื่นๆที่มี่อิทธิพลอย่างสูงต่อตลาดดนตรีกระแสหลักในปัจจุบันและมีความเป็นไปได้สูงว่าจะมีบทบาทโดดเด่นบนเวทีของอุตสาหกรรมดนตรีสากลในยุคอนาคต อาทิ "อาร์แอนด์บี" ที่เห็นได้ชัดว่าเป็นแนวดนตรีที่ได้กลับมาครอบครองความนิยมเป็นอันดับหนึ่งอีกครั้งจนเป็นดนตรีที่มีบทบาทมากที่สุดในทศวรรษนี้เลยทีเดียว "แด๊นซ์" อีกหนึ่งภาคดนตรีซึ่งส่วนตัวดิฉันเห็นว่าโดดเด่นขึ้นเรื่อยๆในเกือบทุกแขนงบนชาร์ตเพลงมั้ง2ฝากใหญ่ในช่วง2-3ปีที่ผ่านมา โดยงานชุดนี้มีจุดเด่นคือการดึงเอาเสน่ห์ของรสชาติดนตรีเต้นรำที่หลากหลายมาผสานกันได้อย่างเฉียบขาดตั้งแต่รสชาติของพ็อพแด๊นซ์ติดตลาดธรรมดาไล่ไปจนถึงระดับอัลเทอเนทีฟ แด๊นซ์ฮอลล์ ยูโร ฟั้งค์กี้ย์ดิสโก้ แทรนซ์ ดั๊บ เฮ้าส์ ละทิน เทคโน ฮิพฮอพ นิวเวฟยันไต่กลายร่างไปเป็นอินดี้แด๊นซ์-พั้งค์ติดอิเล็คโทรแกลมผสานซินธิ์ตึ๊บๆเท่ห์ๆแบบฝั่งอังกฤษ "เรโทร" โดยเฉพาะแฟชั่นและธรรมเนียมดนตรีจากยุค80นะคะที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ายังคงโลดแล่นวนเวียนอยู่ในวัฏจักรดนตรีเสมอไม้กาลเวลาจะผ่านไปกว่า2ทศวรรษแล้วก็ตาม ที่สำคัญเห็นได้ชัดนะคะว่าศิลปินจากดนตรีเกือบทุกแขนงก็มักจะทำการฟื้นฟูศิลปะวิทยาการคืนชีวิตและมนตร์เสน่ห์ของซาวนด์เรโทร80ให้กลับมาเฉิดฉายส่งกลิ่นอายบนโลกแห่งเสียงดนตรีอยู่เสมอๆ นับว่าเป็นดนตรีที่ยังคงเป็นตัวเลือกที่ดีและเป็นที่นิยมเสมอไม่เว้นแม้แต่สำหรับศิลปินที่ทำดนตรีอิเล็คโทรนิคแบบFuturisticจริงๆก็ตาม และแน่นอนจะขาดไปไม่ได้กับแนว "พ็อพ" ซึ่งใครว่าร็อคเป็นดนตรีแนวเดียวที่ไม่มีวันตายบนโลกนี้ดิฉันกล้าเถียงว่าไม่จริงนะคะเพราะพ็อพก็ได้พิสูจน์ตัวเองมายาวนานอย่างดีแล้วว่าเปรียบเสมือน "เส้นเลือดใหญ่" และ "ลมหายใจ" ของอุตสาหกรรมดนตรีเลยทีเดียวซึ่งจากรูปแบบการนำเสนรอของคริสทิน่าในชุดนี้ที่สลัดมาทำดนตรีพ็อพจ๋าและวิ่งลงมาสู้กับกระแสของตลาดดนตรีในยุคปัจจุบันขนาดนี้ก็นับว่าเป็นการตอกย้ำได้อย่างสมบูรณืแบบนะคะว่าไม่ว่าอนาคตจะเดินหน้าไปไกลถึงยุคสมัยไหนแต่ความเป็น "พ็อพ" ไม่ว่าจะในแง่ของดนตรีหรือวัฒนธรรมจะยังคงความเป็นที่นิยมอยู่เหนือกาลเวลาทุกยุคทุกสมัยอย่างแน่นอน นอกจาในเรื่องของดนตรีแล้วสิ่งที่ดิฉันคิดว่าน่าสนใจมากๆหรับงานชุดนี้คงหนีไม่พ้น "บรรดาผู้ร่วมงาน" ที่พอเห็นลิสต์ต้องบอกว่าเป็นอะไรที่ไม่ธรรมดาและส่วนตัวดิฉันเองก็ขออนุญาติให้เครดิตแนะนำโปรดิวซ์เซอร์ทุกท่านโดยขอจำแนกการแนะนำออกเป็น3ส่วนตามธีมการนำเสนอของงานชุดนี้จากมุมมองที่ดิฉันวิเคราะห์นะคะ ส่วนแรกดิฉันขอเรียกว่า "Pop Art" ซึ่งเป็นส่วนที่ภาคดนตรีมีความเป็นเมนท์สตรีมสูงมากโดยเป็นส่วนที่ทำออกมาเพื่อลงไปเล่นกับตลาดเพลงและวัฒนธรรมการบริโภคดนตรีพ็อพในยุคนี้รวมไปถึงภาคดนตรีสนุกสนานสีสันสดใสลายพร้อยเปรียบเสมือนการทริบิวต์ให้แก่ศิลปะของคำว่า "พ็อพ" กลายๆ โดยโปรดิวซ์เซอร์ที่มาดูแลส่วนนี้ก็มี Polow Da Don โปรดิวซ์เซอร์แนวฮิพฮอพอาร์แอนด์บีและเพลงจำพวกพ็อพเต้นรำติดกลิ่นเออร์บันทลายคลับทั้งเลยที่เคยผ่านการร่วมงานกับทั้งอัชเชอร์,เฟอร์กี้ และ PCD มาแล้ว Ester Dean ที่มีเครดิตร่วมแต่งเพลงกับท่านแรกแถมยังเป็นคนโปรดิวซ์แทร็คสุดเก๋อย่าง Vanity แกด้วย Tricky Stewart โปรดิวซ์เซอร์มือทองคำเนื้อหอมซึ่งโดดเด่นบนชาร์ตเพลงฝั่งบิลบอร์ดและเป็นที่ต้องการตัวสุดๆท่านหนึ่งในวินาทีนี้เลยทีเดียวก่อนหน้านี้คุณเขาก็เคยมีดีกรีร่วมงานกับระดับอรหันต์อย่างบียอนเซ่ ริฮานน่าหรือแม้กระทั่งมารายห์ แครีย์มาแล้วและ Le Tigre วงอินดี้จากฝากอเมริกาซึ่งเป็นที่เลื่องลือกับภาคดนตรีซินธิ์พั้งค์ อิเล็คโทรแคลชติดแด๊นซ์เจ๋งๆอันเป็นเอกลักษณ์อันเอกอุของทางวงตลอดจนภาคเนื้อหาเสียดสีสังคม การเมืองและเรียกร้องสิทธิให้แก่สตรีเพศ ถัดมา "Classic Christina" ที่เป็นงานในฝากของเมนทสตรีมบัลลาดเพราะๆในอัลบั้มซึ่งเป็นภาพสะท้อนถึงตัวตนและจิตวิญญาณที่แท้จริงของคริสทิน่าตลอดจนเป็นเครื่องหมายการค้าและเอกลักษณ์มี่มุกวันนี้ทุกคนก็ยังต้องการจากเธอ นำทัพโดยเจ้าป้ามหาภัย Linda Perry โปรดิวซ์เซอร์คู่บุญของเจ๊ติ๊มาตั้งแต่งานชุดStripped Focusโปรดิวซ์เซรอ์สายฮิพฮอพอาร์แอนด์บีที่มาคุมงานในแทร็คคอนเทมโพลารีย์อาร์แอนด์บีเพราะๆอย่าง Sex For Breakfast ถัดมากับ Sia Furler ศิลปินสาวจากออสเตรเลียที่มาทำหน้าที่จัดแจงเขียนบัลลาดหลายเพลงในงานชุดนี้รวมถึงควบด้วยตำแห่งพิเศษฐานะ "ฝ่ายประชาสัมพันธ์กิตติมศักดิ์" ให้คุณนายคริสทิน่าอีกด้วย มีความเคลื่อนไหวใดๆแม้แต่นิดเดียวแม่จะรีบอัพลงทวิตเตอร์ทันที เป็นที่รักใคร่โปรดปรานของแฟนๆนางติ๊นามากและเท่าที่ดิฉันดูโหงวเฮ้งแม่คนนี้ไว้ก็อยากจะขอเตือนเจ้าป้าลินดาให้ระวังเก้าอี้ของท่านไว้ให้ดีเพราะนางเซียนี่แหละมีแววจะเขยิบมาเป็นExecutive Producer คู่บุญคนถัดไปของคีฃริสทิน่าในอนาคตอันใกล้นี้แน่นอน ปิดท้ายด้วย Samuel Dixon ซึ่งดิฉันไม่แน่ใจนะคะว่าคนนี้เป็นหนึ่งในสมาชิกของ Zero 7 รึเปล่าซึ่งนายคนนี้ก็ร่วมติดสอยห้อยตามเพื่อนสนิทอย่างเจ๊เซียมาร่วมโปรดิวซ์ให้คุณแม่ติ๊ของดิฉัน 4-5 เพลงในอัลบั้มนี้เลยทีเดียว ป้าลินดาหนาวบ้างรึยังล่ะค่ะ? ท้ายสุดกับ "Futuristic" ส่วนที่เป็นที่พิพาทและมีปัญหากันมากที่สุดในงานชุดนี้เนื่องจากการตีความคำๆนี้ของแต่ละท่านมีสโคปไม่เท่ากันนะคะ สำหรับคำว่า Futuristic ในงานชุดนี้เท่าที่พิจารณาดูแล้วก็ไม่ได้ล้ำถึงขั้นเป็นการบุกเบิกสิ่งอัศจรรย์ใหม่ของดนตรีโลกอย่างที่เธอโฆษณาไว้หากแต่เป็น Futuristic ตามเทรนด์การนำเสนอดนตรีที่ร่วมสมัยในยุคปัจจุบันจากการนำอิเล็คโทรนิคนอกกระแสในบางจุดผสานเข้าสู่โลกของดนตรีกระแสหลักซึ่งฟิวช่นเข้ากับการนำเสนอดนตรีโดยผ่านภาพลักษณ์ของความเป็น "พ็อพไอค่อน" จากตัวเธอและสีสันรสชาติอันหลากหลายของดนตรีเมนท์สตรีมอื่นๆที่ได้กล่าวไปข้างต้นซึ่งก็ต้องอนุโลมยอมรับว่างานชุดนี้มีความเป็น Futuristic จริงแต่เป็นเพียงแค่ส่วนประกอบหนึ่งและเป็น Futuristic ในแบบฉบับที่ศิลปินพ็อพในกระแสหลายท่านก็ทำงานประมาณนี้ออกมาให้เห็นกันพอตัวมากกว่าจะเป็นการวาดโครงสร้างทางจินตภาพของดนตรีที่จะเกิดขึ้นใหม่ในอนาคตอย่างที่เธอทำให้เราเข้าใจ มาที่โปรดิวซ์เซอร์ในส่วนนี้ก็มี Switch ดีเจจาก Major Lazer ที่มาวาดลวดลายอัลเทอเนทีฟแด๊นซ์เก๋ๆที่เจ้าตัวถนัดควบคู่ไปกับ John Hill ที่เข้ามาช่วยควบคุมทิศทางและรักษาภาพรวมให้เนื้องานออกมาไม่โต่งจนหลุดความเป็นพ็อพเกินไป (ว่าแต่Diploสุดหล่อของดิฉันนางติ๊เอาไปทิ้งไว้ซะที่ไหนล่ะเจ้าคะ?) รวมถึงวงอิเล็คโทรนิคสุดเท่ห์จากเกาะอังกฤษอย่าง Ladytron ที่มีเครดิตร่วมแต่งบางเพลงและโปรดิวซ์ Birds Of Prey ในงาน Deluxe Edition และ Little Dreamer ที่เป็นโบนัสแทร็คเฉพาะในItunesด้วยนะคะ (สำหรับ M.I.A กับ Santigoldนี่มาแค่ร่วมแต่ง ส่วงวงสุดเปรี้ยวขวัญใจของดิฉันอย่าง Goldfrapp ได้อันตรธานไปโดยปราศจากคำอธิบายอันดีใดๆทั้งสิ้นจากนางศิลปิน หึหึหึ) ซึ่งทุกท่านที่กล่าวมาทั้งหมดก็สามารถที่จะบูรณาการเอกลักษณ์ทางดนตรีสุดแตกต่างเข้ากับความเป็นพ็อพและตัวตนของคริสทิน่า อากิเลร่าจนสร้างวิสัยทัศน์ใหม่ให้งานดนตรีของเธออีกครั้งใน Bionic ชุดนี้เลยทีเดียว จากที่ได้กล่าวไปจึงไม่แปลกนะคะถ้าคุณจะสัมผัสได้ถึงสไตล์และอิทธิพลของศิลปินท่านอื่นในงานรชุดนี้เพราะส่วนตัวเท่าที่ฟังภาพรวมแล้วดิฉันรู้สึกถึงการผสมผสานกันระหว่างความเป็นเซียใน Colour The Small OneและSome People Have Real Problemsเข้ากับภาคดนตรีในงานชุดแรงของซานติโกลด์(สวิตซ์ก็โปรดิวซ์งานชุดนี้ด้วย)ซึ่งรายหลังนี่เหมือนถึงขั้นถอภาคดนตรีออกมาแล้วเปลี่ยนเป็นเสียงคริสทิน่าร้องแทนเลยทีเดียว แถมยังใจเด็ดไต่ระดับไปให้ชวนคิดถึงงานชุด Hard Candy ของเจ๊แม่มาดอนน่าที่แม้ว่าจะไม่ได้มาร่วมงานกันแต่ส่วนตัวฟังแล้วปฏิเสธไม่ลงว่าแรงบันดาลใจที่ออกมามีความใกล้งานของเจ๊แม่ระดับหนึ่งเลยทีเดียวตรงที่ภาพรวมเป็นงานอิเล็คโทรพ็อพเต้นรำผสานเออร์บันเป็นหลักใหญ่ใจความรวมถึงการเลือกที่จะลงไปล้อเลียนตลาดเพลงกระแสหลักยุคปัจจุบันชนิดสุดเหวี่งตลอดจนการเปลี่ยนความฉาบฉวยของเมนท์สตรีมให้กลายเป็นพลังระดับมหาศาลที่ยกระดับงานของตนเองขึ้นได้อย่างมีชั้นเชิง หากแต่ต้องขอชมคริสทิน่าว่าฉลาดที่สามารถฉีกงานของตัวเองให้ดูต่างออกไปได้จากการเลือกทำงานกับศิลปินอินดี้ในบางแทร็ค การใส่สีสันและความหลากหลายทางดนตรีเข้าไปสูงยันบ้าพอที่จะดึงลูกเล่นของศิลปินเมนท์สตรีมตัวแม่ๆในตลาดขณะนี้อย่างพวกPCD จัสติน ทิมเบอร์เลคหรือแม้กระทั่งบริทนีย์ สเปียรส์มาใส่ไว่ในงานชรนิดไม่กลัวโดนด่า อันนี้ยังไม่รวมถึงคุณโปรดิวซ์เซอร์ที่ถูกถอดไปแล้วอย่าง Goldfrapp ซึ่งก็ยังไม่วายอุตส่าห์ตามมาโชยกลิ่นของแรงบันดาลใจในส่วนของการเรียบเรียงแทร็คในอัลบั้มที่มีลักษณะชวนให้นึกถึงสุนทรียภาพในแบบ Black Cherry เพียงแต่ตลทับอีกทีโดยธรรมเนียมการถ่ายทอดนำเสนอเนื้องานในแบบฉบับของคริสทิน่าที่มีการหยอดอินเทอลูดแนะนำเรื่องราวระหว่างแทร็คเหมือนพวกศิลปินฮิพฮอพ อาร์แอนด์บีและโซลซึ่งก็เป็นเอกลักษณ์ของเธอมาตั้งแต่งานชุดStripped จากที่ได้กล่าวมาดูเหมือนว่างานชุดนี้คริสทิน่าจะปล่อยให้ความหลากหลายของดนตรีและอิทธิพลของศิลปินท่านอื่นๆเข้ามามีบทบาทกับตัวเธอเองมาเกินไปหากแต่ต้องขอยืนยันว่าพอภาพรวมออกมาจริงๆกับเป็นงานที่ "สนุก" และ "สีสัน" สูงมากๆเลยทีเดียวและสิ่งหนึ่งที่ประทับใจมากๆก็คือแม้ว่างานชุดนี้จะมีสไตล์ของศิลปินหลายๆท่านรวมอยู่ด้วยกันในระดับที่สูงแต่คริสทิน่าสามารถที่จะเปลี่ยนสิ่งเหล่านั้นให้กลายไปเป็นเอกลักษณ์ใหม่ๆทางดนตรีของเธอได้อย่างเฉียบขาดรวมถึงสามารถดึงตัวตนของเธอเองขึ้นไปยืนเหนืออิทธิพลที่หลากหลายเหล่านั้นพร้อมทั้งรักษาจุดยืนของความเป็น "คริสทิน่า อากิเลร่า" ไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ที่สำคัญที่สุดในแง่ของ "คุณภาพ" ที่แม้ว่าจะไม่สามารถทำออกมาในระดับที่เทียบเท่ากับ Stripped หรือ Back To Basics แต่ถ้าพิจารณาถึงความประณีตและวิสัยทัศน์ทางดนตรีเมื่อเทียบกับงานของศิลปินเมนท์สตรีมหลายๆท่านในยุคนี้ก็ไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้ว่างานชุดนี้ยังคงไว้ซึ่งชั้นเชิงที่ "ลึก" และมีภาพรวมที่เหนือกว่ามาตรฐานศิลปินแขนงพ็อพหลายท่านอยู่ดี
อย่างไรก็ตามจากความรู้สึกส่วนตัวแล้วคงต้องขอเรียนตามตรงนะคะว่าอัลบั้มชุดนี้เป็นงานของคริสทิน่าที่มีเหตุทำให้รู้สึก "สะดุด" มากที่สุดเมื่อเทียบกับบรรดางานของเธอทั้งหมด เริ่มจากก่อนหน้านี้ที่ "เลื่อน" มาอย่างต่อเนื่องไม่มีกำหนดที่แน่นอนหลายครั้งและเป็นการเลื่อนชนิด "ข้ามปี" ซึ่งส่วนตัวดิฉันก็เข้าใจเหตุผลของเธอนะคะว่าอยากจะประณีตและขัดเกลาเนื้องานชุดนี้ให้ออกมาดีถึงที่สุดหากแต่ต้องขอบอกเลยว่าส่วนตัว "เอือมระอา" กับการที่ไม่สามารถหาความแน่นอนอะไรกับเธอได้สักอย่างเลยจริงๆรวมถึงวิธีการโปรโมตตั้งแต่ก่อนปล่อยซิงเกิ้ล Not Myself Tonight ที่ดูเหมือนจะเก๋ไก๋ตื่นเต้นเร้าใจดีแต่สิ่งหนึ่งที่อยากจะบอกคือ "ไม่ชอบใจกับวิธีของเธอ" เพราะเป็นอะไรที่ดูใจร้ายกับความรู้สึกของแฟนๆเธอมากๆ ที่สำคัญวิธีทางการตลาดของเธอที่เน้นการทิ้งระยะเวลานานๆแล้วค่อยมาหลุดิอย่างละนิดอย่างละหน่อยซึ่งก็เป็นแบบนี้มาตั้งแต่สมัยงานฃุดแรกแล้ว ตรงจุดนี้ดิฉันคิดว่าเป็นการตลาดที่อันตรายมากที่จะใช้แข่งกับคนอื่นในอุตสาหกรรมดนตรีสากลในยุคนี้เพราะเอาจริงๆ "มันไม่ทันเขาแล้วล่ะค่ะ" เห็นได้ชัดว่าคริสทิน่าทำลายโอกาสที่จะตักตวงกระแสให้กับตัวเองตั้งแต่สมัย Keeps Gettin' Better จนแล้วจนรอดงานชุดนี้ก็ยังแก้ปัญหาเหล่านี้ไม่หายขาดเสียที ลองคิดกันเล่นๆว่าถ้าซิงเกิ้ลแรกวางบน Itunes หลังจากที่ปล่อยเพลงมาเต็มๆ2วันพร้อมด้วยเอ็มวีและไลฟ์เพอร์ฟอร์มเมนท์แบบทันท่วงทีล่ะก็อนาคตบนอันดับเพลงของเธอย่อมไม่น่าสลดหดหู่ชวนปวดใจขนาดนี้แน่นอนและลองมาคิดกันเล่นๆว่าถ้าเอไม่มัวดึงเกมส์มาจนถึงมิถุนานี้และวางขายอัลบั้มซะตั้งแต่ช่วงต้นปีซึ่งก็เป็นช่วงที่แถบจะไม่มีศิลปินในวงการตัวใหญ่ๆท่านใดที่เป็นไฮไลท์เลยนอกจากนี้ยังเป็นการแก้เกมส์คลิปปริศนาของ Iamamiwhoami อะไรนั่นที่ตอนแรกๆคนเชื่อว่าเป็นเธอและดึงกระแสกลับเข้าหาตัวไปเลยซึ่งก็เชื่อนะคะว่าถ้าเอทำอะไรให้มันเร็วกว่านี้ล่ะก็กระแสความสำเร็จคงจะออกมาน่าพึงพอใจกว่าที่เป็นอยู่แน่นอน (เศรษฐกิจโลกนับตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ยังไม่เห็นว่าอะไรมันดีขึ้นเลยจริงๆนะคะเรื่องยอดขายคิดว่าจะขายต้นปีหรือมาขายตอนนี้ก็ไม่ต่างกันเพราะถ้าคนมันคิดจะซื้อมันก็ซื้อ) และขอร้องนะคะคุณคริสทิน่า !!! กรุณาอย่าได้บอกว่า "ไม่สนใจตลาด ไม่แคร์กระแสและอันดับใดๆทั้งสิ้น" ถ้าเป็นสมัยสองงานก่อนที่ทำตัวให้ตลาดวิ่งเข้าหาเป็นสรณะล่ะก็อันนั้นเชื่อแต่ในอัลบั้มนี้เห็นได้ชัดว่าดเธอแคร์ตลาดมากขนาดไหนตั้งแต่ยอมลดเชิงตัวเองมาทำเพลงพ็อพจัดๆซึ่งใน18ออริจินัลแทร็คที่น้ำหนักส่วนมากเทไปหาดปรดิวซ์เซอร์สายเมนท์สตรีมนี่ก็ยืนยันความต้องการอันแท้จริงของเธอได้ดีว่า "อยากกลับมาผงาดในตลาดกระแสหลักขนาดไหน" เพียงแต่ปัญหาของเธอตอนนี้ก็คือ "การเข้าตลาดยุคปัจจุบันไม่เป็น" ก็เท่านั้นแหละ ในส่วนของเนื้องานคงต้องขอสารภาพนะคะว่าตอนแรกที่ฟังรู้สึก "ผิดหวัง" ค่อนข้างมากเลยทีเดียวซึ่งก็ต้องโทษตัวดิฉันเองเนื่องจาก "คิดไปเองและตั้งความหวังกับเธอไว้สูงเกินไป" พองานจริงๆออกมาไต่ไปไม่ถึวงระดับที่คาดการณ์ไว้ก็เลยเกิดอาการ "วัยรุ่นเซ็ง" เป็นธรรมดา ประการแรกคงหนีไม่พ้นการที่อัลบั้ม2ชุดก่อนหน้านี้สามารถพิสูจน์วิสัยทัศน์ทางดนตรีของเธอได้อย่างมีชั้นเชิง ในขณะที่งานชุดนี้เธอเลือกที่จะลงมาเล่นกับกระแสของตลาดเพลงพ็อพแบบชัดเจนเต็มตัวอีกครั้งซึ่งความง่ายและความฉายฉวยในบางจุดนี้เองที่ส่งผลให้ความทรงพลังของเนื้องานดู "ดร็อป" ลงไปโดยปริยายถึงขั้นไปเป็นฐานที่ช่วยส่งเสริมให้ Stripped กับ Back To Basics กลายเป็นมาสเตอร์พีซขึ้นไปอีกระดับ (ซึ่งก็เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ในรีวิว B2B ที่เคยบอกไว้ว่างานชุดถัดจากนี้น่าเป็นห่วงแน่นอน) ทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็คงต้องนับว่าเป็น "กรรม" ของศิลปินที่ทำงานดีมากตลอดทุกรายนะคะเพราะคุณต้องเผชิญกับความคาดหวังของมวลชนในระดับที่สูงอยู่เสมอตลอดจนเป็นการยากที่วันไหนคุฯฃณเกิดพิสดารอยากจะปฏิวัติตัวเองลงมาทำงานง่ายๆสนุกๆผ่อนคลายเบาสบายพ็อพจ๋าขึ้นมาโดยที่จะไม่ถูกสับเละเป็นชิ้นๆเนื่องจากในบรรทัดฐานของผู้ฟังคุณถูกจัดไว้ในกลุ่มของศิลปินที่ต้องมีผลงานเข้าใกล้คำว่า "สมบูรณ์แบบ" เสมอ (จะว่าไปก็แลดูไม่ยุติธรรมกับนักร้องเลยเนอะ!) ประเด็นถัดไปขอยกให้เป็นเรื่องของ "เอกภาพ" ที่ถึงแม้ว่าภาพรวมจะจัดแจงความหลากหลายออกมาได้ลงตัวพอสมควรแต่เมื่อหยิบไปเทียบกับเนื้องานของ Stripped ที่มีความทหลากหลายและเอกภาพในตัวสูงมากๆพอหันกลับมามองงานชุดนี้เลยกลายเป็นอะไรที่ดูประดักประเดิดและไม่เข้าที่เข้าทางไปโดยปริยาย ส่วนตัวเข้าใจความที่งานชุดนี้ใปรดิวซ์เซอร์ขนกันมาชนิดเหลือดเฟือมากๆแดถมแต่ละท่านก็สุดโต่งกับแนวดนตรีเฉพาะทางของตัวเองจนรวมเป็นเนื้อเดียวกันได้ยากเท่านั้นยังไม่พอโชคชะตายังเกิดเล่นตลกจับมาชนกับเจ๊ศิลปินเก่อห้องอัดที่บ้านตัวเองอีกซึ่งตะละแม่ก็บ้าพลังอัดเพลงไม่หยุดเหมือนกันพอมาถึงจุดไฟนอลคัทแล้วปัญหาความไม่ลงตัวก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณเป็นธรรมดาด้วยความที่คุณเธอต้องการจะยัดหลายสิ่งหลายอย่างลงมาในเวลาเดียวกันประกอบกับความงกเพลงแถมต้องประดิษฐ์อะไรที่มันเก๋ไก๋สมคำร่ำลือที่ตัวนางเองจีบปากไว้อีกซึ่งก็คงไม่มีปัญหาใดๆนะคะถ้าดันไม่ทะลึ่งมาเจอกับเบื้องบน (RCA) ที่ท่าที่ยึกๆยักๆไม่ค่อยกล้าจะเสี่ยงตายไปไหนไปกันกับเจ้าหล่อนเท่าไรซึ่งพิจารณาจากออริจินัลแทร็คแล้วท่านก็คงจะมีบทบาทในการบีบความเป็นพ็อพตลาดจ๋ากะขายลงสู่ตัวงานมากมายขนาดนี้ ฝากนางศิลปินก็คงสู้สุดใจขาดดิ้น้เหมือนกันบทสรุปจึงออกมามี Deluxe Edition 23แทร็คเปรียบเสมือนโร๊ดแม็ปหาจุดยืนที่เป็นกลางร่วมกันระหว่างทั้งสองฝ่ายซึ่งก็นับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีของแฟนๆคริสทิน่านะคะเนื่องจากถ้าพิจารณาเพียงแค่อริจินัลอัลบั้มล่ะก็คงต้องบอกว่าเป็นงานพ็อพดีๆที่ "ขาด" ความจัดจ้านชัดเจนในส่วนของภาคดนตรีหลายขจุดที่ควรจะมีดีกว่านี้ แรงกว่านี้และสมราคุยมากกว่านี้ รวมไปถึงขาดการที่จะสามารถรักษาคอนเส็ปท์ทิศทางของตัวงานที่เคยโปรโมตให้ความหวังไว้ซะบรรเจิดเลิศหรูก่อนหน้านี้ก่อนหน้านี้กับคำว่า "Futuristic" ที่แม้ว่าจะประสบความสำเร็จในการเรียกความสนใจระดับมหาศาลพร้อมกับเป็นกำลังใจให้ชวนติดตามตื่นเต้นกับงานชุดนี้ของเธอชนิดข้ามปีแต่พอตัวงานจริงๆออกมาแล้วก็กลายเป็น "พลาด" เนื่องจากภาพรวมทางดนตรีไม่ได้ล้ำ อนาคตหรือเป็นนิยามใหม่ทางดนตรีอิเล็คโทรนิคระดับสูงที่ไม่เคยเกิดขึ้นก่อนบนโลกนี้อย่างที่เธอเคยพูดไว้แต่อย่างใด ใมนทางกลับกันน่ากลัวว่าอัลบั้มนี้จะสู้ความคาดหวังของแฟนๆบางท่าน (ที่หวังความสมบูรณ์แบบจากเธอมากกกกกก) ไม่ไหวเพราะถ้าพูดกันแบบเปิดใจเลยคือ "ดนตรี" ของงานชุดนี้มันดีหากแต่มันไม่สามารถดีทะลุธีมแฟชั่น บุ๊คเลทส์สวยๆหรือการโปรโมตในช่วงตค้นที่ชวนให้วาดภาพของความคาดหวังไว้สูงมากๆว่าอาจจะมีสิทธิ์ได้ยินดนตรีระดับ Goldfrapp หรือ Ladytron ในภาคพ็อพแต่อย่างใด เหนือสิ่งอื่นใดมันยังดีไม่ทะลุศิลปินท่านอื่นๆ อาทิ มาดอนน่า,ไคลีย์ มิโน๊ค,เกว็น สเทฟานี่หรือแม้แต่บริทนีย์ สเปียรส์ที่งานดนตรีของพวกเธอก็ล้วนแต่มีความเป็น Futuristic ที่สูงในตัวกันทั้งนั้นโดยไม่ต้องมาใช้วิธีการโปรโมตที่เปรียบเสมือนดาบสองคมย้อนกลับไปทิ่มแทงตัวเองให้ขายหน้าแบบคริสทิน่าอีกด้วย นอกจากความขาดดังกล่วแล้วยังชุดนี้ยังค่อนข้างจะแลดู "เกิน" ในส่วนของการวางแทร็คลิสต์ที่ไม่รู้ว่าจับสลากคัดเลือกเพลงหรือใช้ตรรกะใดๆในการเลือกเพราะเท่าที่เห็นคิดว่าเธอให้เครดิตโปรดิวซ์เซอร์สายเมนท์สตรีมบางท่านมากชนิดไม่จำเป็นเสียจนงานออกมาดูเฝือ อาทิ Woo Hoo กับ I Hate Boys นี่ไม่เข้าใจว่าจะยัดเข้ามาให้อัลบั้มมันดูแย่ทำไมเป็นเพลงที่ศิลปินที่มีสิสัยทัศน์ระดับคริสทิน่าไม่จำเป็นต้องชำเลืองมองเลยด้วยซ้ำ หรือจะเป็น Desnudate และ Prima Donna ที่ก็ไม่ได้เข้ากับภาพรวมของคอนเส็ปท์จุดไหนในตัวงานเลยแม้แต่น้อยฟังแล้วเหมือนกับจับยัดๆส่งๆมาให้อัลบั้มมันเต็มเสียมากกว่า เห็นแบบนี้แล้วก็อดที่จะเห็นใจโปรดิวซ์เซอร์ดีๆอย่าง Le Tigre กับล Ladytron ที่เพลงของพวกเขาไม่ได้เข้ามาโลดเฃแล่นในงานชุดนี้มากเท่าที่ควรจะเป็นเช่นเดียวกับ DJ Premiere พรีโมคู่บุญจากงานชุดที่แล้วที่เจอนังติ๊ตัดเดโม9แทร็คที่ทำด้วยกันออกซะราบคาบ ทั้งๆที่เพลงบางเพลงในงานชุดนี้ยังกล้าตัดใจคัดเข้ามาให้เสียภาพรวมได้แล้วทำไมงานของดีเจพรีเมียร์ที่โปรแนวฮิพฮอพและโซลมากกว่าจะใส่เข้ามาไม่ได้ (คิดจะถีบหัวส่งก็บอก?) และที่ตลกมากก็คือไม่เข้าใจว่าไปตกหลุมรักอะไรเซียมันนักหนาเพราะนอกจากบัลลาด4เพลงที่เซียแต่งจะเข้ารอบมาซะครบครันแล้วยังมีบ้าจี้ทำ I Am (Stripped) อุทิศเป็นเพลงปิดงานเดอลุกซ์ด้วย (มากไปหน่อยมั้ย?) ในขณะที่เพลงดีๆอย่าง Little Dreamer กลับกลายเป็นแค่โบนัสแทร็คใน Itunes รวมถึงแทร็คอื่นๆที่ใส่มาแล้วแลดูจะให้รสชาติและความตื่นตาตื่นใจที่ไม่ซ้ำซากมากกว่าอย่าง Kimono Girl,Listen Up หรือ So What You Got กลับไม่ได้รับเลือก ไหนจะ Goldfrapp ที่จีบปากโม้ไว้ซะอย่างดิบดีพอถึงเวลาจริงๆก็เล่นวิชานินจาหายเป็นปริศนาเข้ากลีบเมฆไปซะอย่างนั้น ในขณะที่Polow Da Don ที่ดึงมาร่วมงานด้วยแค่ในเวลาเพียงไม่กี่เดือน (น่าจะตามคำสั่งของรัฐบาล) กลับได้รับเครดิตล้นหลามในงานมากกว่าทั้งๆที่เพลงไม่ได้ดีอะไรมากมายเลย......ใกล้เกลือกินด่างแท้ๆ!!!

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น