วันพฤหัสบดีที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2553

78%


และแล้วเราก็เดินทางมาถึงช่วงที่ดิฉันรอคอยมากที่สุดนั่นคือในส่วนรของการ "วิจารณ์เพลง" ซึ่งไหนๆก็เขียนงานนี้ซะยาวหฤโหดขนาดนี้แล้วก็คงต้องขออุทิศเขียนถึงท่านผู้เข้ารอบทั้ง23เพลงในงานชุดนี้ทั้งหมดตามที่คุณผู้อ่านเรียกร้องนั่นแหละค่ะ โดยอันดับแรกคงต้องขอมอบเกียตริให้แก่ไทเทิ่ลแทร็คเปิดอัลบั้มอย่าง Bionic (3.5/5) ในฐานะที่สามารถสะท้อนจุดยืนของงานชุดนี้ออกมาได้ชนิดกระจ่างชัดสมบูรณ์แบบทั้งภาคดนตรีที่ขยับเข้าไปเล่นกับอิเล็คโทรนิคและซาวนด์ทดลองใหม่ๆที่ผสานกันออกมาได้อย่างมีสีสัน นอกจากนี้ยังรวมถึงในส่วนของทัศนะทางเนื้อหาที่ประกาศถึงจุดประสงค์ ความเป็นมาและจิตวิญญาณแรกเริ่มของงานชุดนี้พร้อมทั้งคารวะวิสัยทัศน์อันเหนือศักยภาพในการรังสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆให้แก่โลกดนตรีของเธอได้อย่างมีชั้นเชิงในขณะเดียวกัน ตัดสินจากภาพรวมแล้วรู้สึกว่าเพลงนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Creator ของซานติโกลด์ในระดับมหาศาลทีเดียวทั้งภาคเนื้อหาที่ได้กล่าวไป ลักษณะการใช้น้ำเสียงรวมถึงตัวเพลงที่มาในรูปแบบเดียวกันคือเป็นอิเล็คโทร-อัลเทอเนทีฟแด๊นซ์ตึ๊บๆที่แพรวพราวบนลวดลายจากการแต่งแต้มสีสันของดนตรีเต้นรำอันหลากหลาย อาทิ อาร์แอนด์บีเทคโน ดั๊บ แด๊นซ์ฮอลล์ นิวเวฟยันลูกเล่นของดาร์คอัลเทอเนทีฟที่ผสานสรรพสำเนียงโรโบติคยุคอนาคตบีบเข้าความเป็นโซลในน้ำเสียงของคริสทิน่าที่โลดแล่นบนบีทฮิพฮอพติดฟั้งค์ระรัวเจือซาวนด์สแครชหึ่งบีทบ็อกซ์ซึ่งห็นับว่าถอดแบบซานติโกลด์ออกมาเลยทีเดียวหากแต่ต่างกันตรงระดับความเป็นพ็อพที่คริสทิน่าบีบลงมาบังคับทิศทางตัวงานสูงกว่ามากฟังๆไปห็เหมือนกับจับเพลงอิเล็คโทรพ็อพเต้นรำอย่าง Dynamite ในงานรวมฮิตมาปรุงแต่งใหม่บนซาวนด์ดนตรีสไตล์สวิตซ์และฮิลสองโปรดิวซ์เซอร์ที่มาคุมงานให้อยู่เหมือนกัน ฟังแรกๆรู้สึกว่าเพลงนี้ค่อนข้างจะ "จืด" เนื่องจากตัวเพลงเองฉายศักยภาพที่สามารถจะแรงออกมาได้มากกว่านี้อย่างเห็นได้ชัดแต่พอเปิดกรอกหูมากรอบเข้ากับเป็นเพลงที่เก๋ลึกๆบนความฉาบฉวยมีมิติบนซาวนด์แปร่งๆที่ดูไม่ถึงจุดพีคและเท่ห์บนความผิดหวังในรอบการฟังแรกๆโดยแท้ ขณะนี้ชอบมากๆค่ะ อย่างไรก็ตามเมื่อจับมาเทียบกับ Elastic Love (4/5) งานที่ใช้บริการโปรดิวซ์เซอร์เดียวกันก็คงต้องยอมรับว่าเห็นได้ชัดว่าขีดสุดในการดึงศักยภาพของตัวศิลปินในแทร็คนี้มีสูงกว่ามากซึ่งก่อนอื่นดิฉันต้องขอสารภาพว่าตอนฟังครั้งแรกรู้สึกตกใจและประทับใจมากๆเพราะแถบไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคริสทิน่าจะสามารถทำเพลงแบบนี้ออกมาได้ดีขนาดนี้กับงานเต้นรำอินดี้แบบอิเล็คโทรแกลมติดพั้งค์ผสานกลิ่นอายยูเคการาจดั๊บสเต็ปแบบ M.I.A จางๆปนกับบีทดิสโก้ตึ๊บๆปะทะนิวเวฟ ยูโร ซินธิไซเซอร์และแกลมร็อคประมาณโกลด์แฟร็ปได้นิ้งและเท่ห์ขาดใจมาก ไม่เสียทีที่ได้ M.I.A มาร่วมแต่งเพราะอิทธิพลของอาเจ๊นี่ส่งกลิ่นหลอนในแทร็คนี้ชนิดถอดวิญญาณมาตีตลาดเมนท์สตรีมมากๆ มาที่ซิงเกิ้ลแรกอย่าง Not Myself Tonight (4/5) งานที่บูรณาการธีมฮิตๆของยุคนี้ไว้อย่างสมคอนเส็ปท์กับอิเล็คโทรพ็อพเต้นรำผสานยูโรและกลิ่นเออร์บันทำให้นึกถึงเพลงเต้นรำของมาดอนน่าใน Hard Candy ที่มีความเป็น Pussycat Dolls ในตัวค่อนข้างสูงจะฉีกต่างออกไปตรงความสดจากความเป็นฟั้งค์หนักๆและบีทดิสโก้กรุยกรายสุดเซ็กซี่ที่แซมเข้าไปได้อย่างลงตัว แม้ว่าชั้นเชิงจะไม่สามารถเทียบเท่ากับบรรดาซิงเกิ้ลเปิดตัวในอัลบั้มชุดก่อนหน้านี้ทั้งหมดได้แต่ก็ต้องชมว่าคิดถูกที่เลือดตัดเพลงนี้ออกมาเป็นซิงเกิ้ลแรกเนื่องจากความจัดจ้านในส่วนของภาคดนตรีและความเป็นคริสทิน่าที่ชัดเจนมากๆในตัวมันเอง นับว่า Polow Da Don สามารถหลอมเอกลักษณ์ดนตรีของตนเองคืนความเป็นคริสทิน่าสู่จิตวิญญาณของดนตรีเมนท์สตรีมจัดๆได้อย่างน่าคารวะโดยแท้ แต่สำหรับเพลงจากน้ำมือของคุณที่เหลือนี่ดิฉันขออนุญาติใช้คำว่า "พลาด" แบบเบ็ดเสร็จทั้งตัวศิลปิน คนคัดเพลงและตัวคุณเองนะคะเริ่มจาก Woohoo (2.5/5) ที่ร่วมงานกับสาวแร็พเพอร์สุดฮอตแห่งปีอย่าง Nicky Minaj กับงานฮิพฮอพอาร์แอนด์บีติดเออร์บันคลับแด๊นซ์หนักๆและสรรพสำเนียงดนตรีจำพวกแด๊นซ์ฮอลล์ดิบดำมันส์หยดปลิดวิญญาณที่แม้ว่าถ้าตัดสินในแง่ของความสนุกติดหูอะไรนี่ก็นับว่าโอเคอยู่หากแต่สำหรับดิฉันเป็นเพลงที่ค่อนไปทางเสี่ยงและด้อยชั้นเชิงที่ควรค่าแก่การจะออกปากชมใดๆเลยทีเดียวด้วยความที่ไม่ใช่เพลงที่เหมาะกับคริสทิน่ารวมถึงเป็นความพยายามอันล้มเหลวในการจะทำเพลงจำพวก Grime หรือ ไบเล่ฟั้งค์แบบ M.I.A ในภาคพ็อพแต่ผลลัพธ์กลับออกมาไม่ถึง ไม่ดีและแลดูตลกชนิดไม่ชวนขำเอาเสียเลย ตามมาติดๆกับ I Hate Boys (2/5) ที่กระชากวัยไปทำพ็อพซะวัยรุ่นแข่งกับพวกเด็กๆทีนควีนทีนดราม่าในยุคนี้เลยทีเดียวจะต่างกันตรงชั้นเชิงที่ตบความเก๋าของฟั้งค์และแกลมร็อคเข้ามาให้ตัวเพลงดูมีภาษีที่เหนือกว่าซึ่งก็เป็นเพลงที่ฟังแล้วติดหูซ้ายแล้วรีบๆไล่ออกไปทางหูอีกข้างชนิดไม่ทันคือส่วนตัวเข้าใจว่างานชุดนี้อยากจะพ็อพอยากจะตลาดอยากจะสนุกแต่ เอ่อ รบกวนกรุณาช้วยทำอะไรให้มันออกมาสมกับที่ยืนค้ำวงการมาร่วม10ปีซะหน่อยบไม่ได้เหรอไงคะ? คือให้มันดูเจริญสมวัยและชั่วโมงบินกว่านี้น่ะค่ะเพราะหล่อนก็คงไม่อยากให้แฟนเดนตายของหล่อนพร้อมใจกันจับแห่เวียนซ้ายขึ้นเมรุเผาเอาซะอีตอนจะ30หรอกเนอะ สลับมาที่งานของฝากทริคกีย์ สจ๊วร์ตโปรดิวซ์เซอร์ที่เมนท์สตรีมที่สุดอีกท่านหนึ่งของอัลบั้มกันบ้างเริ่มต้นด้วย Glam (5) แทร็คที่ก่อนหน้านี้เคยเป็นมือวางอันดับหนึ่งในฐานะซิงเกิ้ลแรกรวมถึงสร้งกระแสให้เป็นที่วิพากษ์จากประโยคเด็ดที่นิตยสารดังฉบับหนึ่งนิยามอย่างเก๋ไก๋ว่า "Poppy,Hip-Hop-Inflected Throwback To Madonna's Vogue" ซึ่งพอมาฟังจริงๆก็เห็นเงาของแรงบันดาลใจจากเพลงของเจ๊แม่อยู่เหมือนกันเพียงแต่ในเรื่องของชั้นเชิงและความคลาสสิคนี่ยังคนละเรื่องกันเลยทีเดียว (กระดูกมันคนละเบอร์กันน่ะค่ะ) อย่างไรก็ตามถ้าพิจารณาในมุมมองเฉพาะคริสทิน่าส่วนตัวก็ขอยกเพลงนี้ให้เป็นหนึ่งในมาสเตอร์พีซของงานชุดนี้เลยทีเดียวนะคะด้วยความที่เก๋ล้ำติดฟูและมีมิติจริงๆจากภาคดนตรีแด๊นซ์-พ็อพ อิเล็คโทรสวยๆที่ร่วมเนรมิตเสน่ห์ของตัวเพลงด้วยจังหวะยูโรอัพบีทสนานใจ เฮ้าส์หรูหรากรีดกรายและสรรสำเนียงอาร์แอนด์บีเย็นๆหากแต่เร่าร้อนสุดๆผลลัพธ์ออกมาเป็นธีมรันเวย์สวยๆที่พร้อมจะเฉิดฉายเพื่อสดุดีวัฒนธรรมอันสุดตระกาของโลกแห่งแฟชั่น จุดประกายไฟให้ปัจเจกชนกล้าที่จะระเบิดความเป็นตัวตนที่แท้จริงซึ่งหลับใหลอยู่ภายใต้จิตวิญญาณให้ประจักษ์แก่สายตาของสาธารณชนและที่สำคัญที่สุดเป็นแทร็คที่เริ่ดสุดๆถ้ามองในแง่ของการ "ทริบิวท์" ให้แก่แรงบันดาลใจอันยิ่งยวดของเธออย่างมหาราชินีเพลงพ็อพมาดอนน่าที่หลายเพลงในระดับขึ้นหิ้งของอีเจ๊นี่ศิลปินเจ๋งๆหลายคนเขาไม่กล้าแตะกันเท่าไหร่หรอกนะคะแต่คริสทิน่ากล้าพอที่จะลองและทำออกมาได้ถึงในแบบฉบับงเธอ ต่อด้วย Desnudate (3/5) ละทินพ็อพเต้นรำที่โดดเด่นจากการร่วมผสานความเป็นFuturisticด้วยบีทอิเล็คโทรนิคและธรรมเนียมละทินเวิลด์ที่คุ้นเคยอย่างจังหวะประจำท้องถิ่นจำพวกซัลช่าและละทินโซล ส่วนคฃตัวฟังครั้งแรกๆแล้วรู้สึกไม่ค่อยถูกชะตาด้วยแต่นานๆไปก็ต้องยอมรับนะคะว่าน่ารักติดหูดีแม้จะออกแกนๆไม่มีอะไรโด่นและไม่น่าจะใช่ตัวเลือกที่หลายคนสนใจจะหันไปมองมากนัก (ถ้าอยากจะทำแนวนี้ให้ล้ำๆขอแนะนำให้ทำกับ Masters At Work!นะคะ) เช่นเดียวกับ Prima Donna (2/5) ที่ภาคเนื้อหาดูทรงพลั
งได้ใจดีแต่ผิดทุกประการทั้งกาลเทศะ คอนเส็ปท์ยันตัวเพลงที่เลือกมายืนอยูบนธรรมเนียมของอาร์แอนด์บีฮิพฮอพโหลๆผสานโซลซึ่งไม่ได้แตกต่างอะไรไปจากงานชุดที่แล้วเลยนอกเสียจากมันจะดูแย่กว่ามากก็แค่นั้นไม่เข้าใจว่าเพลงแบบนี้ตัดใจเลือกเข้ามาในอัลบั้มได้ยังไง อย่างที่บอกว่าเพลงแบบนี้ถ้าตัดใจคัดเข้ามาได้ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรที่จะเลือกงานของดีเจพรีเมียร์เข้ามาซักเพลงด้วยความที่เขาเซียนแนวนี้มากกว่า ให้อารมณ์ที่ออกมาถึงกว่าแม้ว่าจะไม่เข้าพวกพอกันแต่ถ้างานมันดีอะไรๆก็ถูๆไถๆไปได้ เซี่ยนอยากจะร่วมงานกับคนใหม่ๆโดยไม่ดูทิศทางโลกภายนอกแล้วชะตากรรมก็ออกมาเป็นอีแบบนี้แหละค่ะคุณคริสทิน่า มาที่ฝากของบัลลาดซึ่งก็นับว่าเป็นไฮไลท์เด็ดสุดๆของงานชุดนี้ทีเดียวนะคะเพราะส่วนตัวกล้ารับประกันว่าเพราะขั้นเทพทุกเพลงเริ่มจาก Sex For Breakfast (4.5/5) โปรดิวซ์โดยโฟกัสที่ตอนแรกนึกว่าจะเป็นเพลงอาร์แอนด์บีฮิพฮฮพอิเล็คโทรนิคเร็วๆแรงๆที่ไหนได้บทสรุปกลับออกมาผิดคากเป็นคอนเทมโพลารีย์บัลลาดแบบสโลแจมดาวน์เทมโพยกระดับขึ้นไปเป็นโซลฟูลอาร์แอนด์บีไควเอทสตอร์มเนียนๆเมโลดี้ย์บรรเจิดละเมียดละไมท้าชนกับบียอนเซ่ อแชนทิ เจเน็ต มายายันมารายห์ให้รู้กันไปข้าง สำหรับแทร็คนี้ก็ต้องนับ่าเป็นหนึ่งของภาคดนตรีที่เป็นเอกลักษณืของคริสทิน่ามาตั้งแต่งานชุดแรกตั้งแต่สมัยเป็นอาร์แอนด์บีพ็อพเย็นๆใน Blessed ยันขยับไปเป็นอาร์แอนด์บีผสานโซลเต็มตัวอย่างLovin' Me 4 Me และ Without You ในงานชุดถัดๆมา All I Need (4.5/5) งานพ็อพบัลลาดเมโลดี้สวยงามกึ่งซอฟต์ลัลลาบายที่เอร่วมแต่งกับเซียให้ "น้องแม็กซ์" ลูกชายของเธอ แม้จะถูกค่อนขอดว่าเรียบง่ายไปนิดหากแต่เป็นความเรียบง่ายที่เปี่ยมไปด้วยพลังและจิตวิญญาณจากทั้งวาทะศิลป์ด้านเนื้อหาสุดไพเราะเชือดเฉือนคลอเคลียไปกับเสียงโซลสุดอบอุ่นละมุนละไมที่นำพาผู้ฟังเข้าไปสัมผัสถึงความรักอันบริสุทธิ์ลึกซึ้งปราศจากเงื่อนไขที่แม่คนหนึ่งพึงจะมอบให้ "ลูก" ผู้ที่เป็นเลือดเนื้อ จิตวิญญาณ ลมหายใจและสิ่งดีๆที่มีค่าที่สุดสำหรับชีวิตของเธอ ฟังแล้วก็ชวนคิดถึงเพลง My Baby ในงานชุด Circus ของบริทนีย์ สเปียรส์ที่ไพเราะจับใจสวยงามไม่แพ้กัน ต่อด้วย Lift Me Up (4.5/5) และ You Lost Me (4/5) สองงานบัลลาดที่ถูกจับตามองมากที่สุดในอัลบั้มนี้กับงานอดัลท์คอนเทมโพลารีย์เมนท์สตรีมพ็อพบัลลาดสุดไพเราะ โดยเพลงแรกได้ป้าลินดา เพอร์รีย์มาโปรดิวซ์ซึ่งก็เป็นงาน Inspiration บัลลาดที่สืบสานความสำเร็จและแรงบันดาลใจต่อจาก Beautiful เพลงเก่งของเธอซึ่งภาคดนตรีก็มาในสูตรสำเร็จใกล้เคียงกันจะต่างกันตรงที่เพลงนี้หยอดเสน่ห์ของความเป็นร็อคจากเครื่องดนตรีจำพวกเพอร์คัสชั่น ซินธิ์และเบสส์เข้ามามากกว่า ในขณะที่แทร็คหลังร่วมจรดปากกาโดยเจ๊เซียซึ่งก็เป็นงานอดัลท์คอนเทมโพลารีย์เมนท์สตรีมบัลลาดที่ไพเราะกรีดกรายบนท่วงทำนองเพียโนพลิ้วไสวและออเครสตร้าสุดอลังการถ่ายทอดเรื่องราวด้วยน้ำเสียงโซลนุ่มนวลทรงพลังตามแบบฉบับบัลลาดคลาสสิคของคริสทิน่าที่ผู้ฟังต้องการ สำหรับ I Am (4.5/5) ก็เป็นอีกหนึ่งพ็อพบัลลาดบริสุทธิ์สะอาดสะอ้านบนบีทกีตาร์อคูสติคหวานๆ เครื่องสายและเพียโนคลาสสิคงามระยับสไตล์เซีย(อีกแล้ว)ส่วนตัวประทับใจภาคเนื้อหาที่เข้าถึงด้านลึกๆที่สวยงามและเปราะบางของคริสทิน่าได้อย่างดีนอกจากนี้ยังแอบปลื้มกับภาคดนตรีที่วาดลวดลายได้อย่างเปี่ยมด้วยมิติทำให้แอบคิดเล่นๆไม่ได้ว่าถ้าเธอกล้าสลับดนตรีให้กลายเป็นดาวน์เทมโพและเอ็กซ์เพอริเมนทัลแล้วล่ะก็จะสามรถพัฒนาขึ้นไปถึงระดับเดียวกับงานของ Zero 7 ไม่ก็ Presocratics เลยทีเดียว ตัดกลับมาในส่วนของอัพเทมโพสนุกสนานกับ My Girls (4/5) ที่ได้ศิลปินสุดเก๋าอย่างพีซมาลงเสียงแร็พฟีทเจอริ่งด้วย ตัวเพลงเป็นซินธิ์พั้งค์อิเล็คโทรดืดดึ๋งติดเรโทรซาวนด์แบบนิวเวฟและฟั้งค์ยุค80ซึ่งเนื้องานก็ออกมาเจ๋งสมกับที่ได้ศิลปินระดับ Le Tigre มาโปรดิวซ์ให้แถมเพลงไม่ได้ออกมาติ๊สท์และตึ๊บจัดอย่างที่กลัวในตอนแรกด้วยการหยอดความเป็นพ็อพจากตัวของคริสทิน่าเองเข้ากับอันเดอกรานด์แร็พเท่ห์ๆสไตล์พีซที่เมื่อจับมาประสานงากันแล้วให้บทสรุปออกมาเป็นที่น่าประทับใจเลยทีเดียว ตามด้วย Vanity (4/5) โอลด์สคูลแด๊นซ์-พ็อพดิสโก้ติดอาร์แอนด์บีและอารมณืฟั้งค์กีย์ช่วง70-80ซึ่งคริสทิน่าก็สามารถก็สามารถวาดลวดลายการใช้เสียงฟัลเซ็ทโทที่ท้าชนชวนให้นึกถึงทั้งพริ๊นซ์,จัสติน ทิมเบอร์เลคและไมเคิล แจ็คสันผสานเข้ากับลูพการนำเสนอสุดทรงศักดิ์สไตล์มาดอนน่าสมัยที่ยังเป็นสตรีนักปฏิวัติและความกรี๊ดกร๊าดกระตู้วู้ทุกอณูเพลงแบบPussycat Dolls ตบด้วยภาคเนื้อหาเชิง Nacissm ที่เทิดทูนบูชาความงามและความหลงใหลในรูปลักษณืของตนเองซึ่งก็เป็นอะไรที่ดูเหมาะกับคริสทิน่าเป็นอย่างยิ่งหากแต่ไฮไลท์ทั้งหมดทั้งมวลกลับไปอยู่ที่เสียงของน้องแม็กซ์ในช่วงจบเพลงที่ทำให้อดอมยิ้มในความน่ารักช่างคิดของเธอไม่ได้ (ทำงานกับเป็นครอบครัวดีเนอะ) นับว่าหยิบเพลงมาปิดอัลบั้มได้อย่างน่าประทับใจโดยแท้ มาที่ส่วนของ5แทร็คในงานเดอลุกซ์ซึ่งแต่ละแทร็คก็ล้วนแต่ระเบิดศักยภาพในตัวออกมาในระดับที่สูงมากๆตลอดจนความน่าสนใจ สีสันและชั้นเชิงในตัวที่ชวนจับตาจนรู้สึกเสียดายที่บางแทร็คไม่ได้รับเลือกเข้าไปในออริจินัลอัลบั้ม เริ่มด้วย Monday Morning (4.5/5) ที่โปรดิวซ์โดยสวิตซ์ ตัวเพลงเป็นงานอิเล็คโทรพ็อพหอมกลิ่นเรโทร80ฟุ้งจากซาวนด์นิวเวฟน่ารักเจือซินธิ์พ็อพทรงเสน่ห์และบีทดิสโก้สวยๆเจือจาง ฟังแล้วชวนนึกถึงเพลงของซานติโกลด์ในภาคเกว็น สเทฟานี่ที่อุทิศให้แก่ยุคแรกเริ่มของมาดอนน่าไม่ได้ ต่อด้วย Birds Of Prey (5) เพลงสุดเท่ห์จากฝีมือของเลดี้ทรอนซึ่งตัวเพลงก็มีความเป็นเลดี้ทรอนสูงมากทั้งจากวัฒนธรรมในการประดิษฐ์สำนวนวาทะศิลป์ การเรียบเรียงและภาคดนตรีที่เป็นอิเล็คนิคสุดติ๊สท์และอินดี้จัดๆที่เสริมทัพด้วยนิวเวฟ แกลมร็อค ซินธิ์พั้งค์ตึ๊บๆเครื่องเท่าบ้านที่ชวนให้นึกถึงงานจำพวกอิเล็คโทรแคลชและเทคโนช่วงยุค90แถมด้วยการหยอดเสน่ห์แอมเบี้ย์หลอนๆจากกลิ่นอายเวิลด์ที่เจือในสรรพสำเนียงออกอาราบิคของเธออีกด้วย ฟังแล้วก็รู้สึกเสียดายที่เพลงดีๆแบบนี้ไม่มีสิทธิ์ได้เข้าไปโลดแล่นในออริจินัลแทร็คซึ้งก็นับเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้ดิฉันอคติต่องานชุดนี้เล็กๆเลยทีเดียวเนื่องจากงานชุดนี้ควรจะมีเพลงอิเล็คโทรนิคประมาณนี้ให้มากกว่านี้ถึงแม้ว่าจะแลดูหม่นหมองเกรี้ยวกราดเกินภาพรวมหากแต่ก็เป็นแทร็คที่แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการทางดนตรีและความแปลกใหม่ที่เด่นชัดของคริสทิน่าเลยทีเดียว สลับมาฟังบัลลาดเพราะๆฝีมือเซียใน Stronger Than Ever (4.5/5) อีกหนึ่งงานเมนท์สตรีมบัลลาดสูตรสำเร็จที่มีทีเด็ดตรงท่อนคอรัสที่เพราะขาดใจมากๆทำให้ย้อนนึกไปถึงอารมณ์ของบัลลาดช่วงยุค90ของ มาดอนน่า,มารายห์,วิทนีย์,ซีลินยันพวกทีนดิว่าอย่างบริทนีย์ แมนดี้และเจสซิก้ารวมไปถึงตัวของคริสทิน่าเองซึ่งศิลปินหญิงทุกท่านที่กล่าวมานี้มีงานบัลลาดที่มีเมโลดี้สวยและมีท่อนฮุคที่เพราะกันมากๆเลยทีเดียว เป็นสูตรสำเร็จที่หาแถบจะไม่ได้จากบัลลาดในยุคนี้แล้ว มาที่ Bobblehead (4.5/5) ฟังครั้งแรกถึงกับผงะด้วยความที่เสียงร้องเป็นซานติโกลด์จ๋ามากๆ (รวมไปถึงมิสซี่ เอเลียตนิดๆ) กับดนตรีสไตล์Hollertronixแบบที่แฟนเพลงของพวกสวิตซ์และดิพโลคุ้นเคยกันดีกับการใส่บีทอิเล็คโทรนิคตึ๊บๆหนักๆเข้าไปผสานกับมิติของอัลเทอเนทีฟแด๊นซ์หลากสีสันอาทิดั๊บ เฮ้าส์ แด๊นซ์ฮอลล์ นิวเวฟและฮิพฮอพดรัมส์แอนด์เบสส์ประสานงาเข้าด้วยกันออกมาเป็นแทร็คเต้นรำสุดมันส์ที่ดนตรีเจ๋งและภาคึเนื้อหาเธอจิกมากฮ่ะ ส่วนตัวประทับใจตรงที่คริสทิน่าสามารถฉีกกรอบตัวเองจากการใช้น้ำเสียงแบบเดิมๆลงมาเล่นกับมิติใหม่ๆได้อย่างชวนตะลึงโดยแท้ ฟังแล้วก็น่าจับไปเป็นแขกรับเชิญในอัลบั้มหน้าของ Major Lazer ปิดงานด้วย I Am (Stripped) (4/5) Stripped Down Versionของ I Amที่แม้ว่าส่วนตัวจะไม่เข้าใจว่าใส่มาทำไมเพราะเพลงอื่นๆที่น่าจะใส่เข้ามาก็มีอีกถมถืดแต่ก็เป็นบัลลาดปิดอัลบั้ม (Deluxe) ที่เพราะดี แหม!!ก็ออริจินัลเวอร์ชั่นมันดีอยู่แล้วนี่คะ ไหนๆห็ไหนๆก่อนจากขอแถมด้วย Little Dreamer (3.5/5) ที่เป็นโบนัสแทร็คเฉพาะใน Itunes ก็เป็นงานอิเล็คโทรพ็อพน่ารักติดซินธิ์ดืดๆดึ๋งๆและบีทยูโรดิสโก้อ่อนๆที่ฟังแล้วรู้สึกว่าดีเกินกว่าจะเป็นแค่โบนัสแถมใน Itunes ถ้าเป็นไปได้ดิฉันอยากจะเสกให้เพลงนี้สลับร่างเข้ามาในอัลบั้มและไล่ให้เพลงประเภท I Hate Boys หรือ Desnudate ไปเป็นโบนัสแทร็คในนรกเสียแทน เฮ้อ เห็นสภาพงานชุดนี้แล้วปวดใจถ้าไม่มีปัญญาคิดเพลงดีๆจะไม่ว่าซักคเลยติ๊เอ๊ยนแต่เพลงดีๆมีเป็นกระบุงแล้วไม่ใส่เข้ามานี่สิ น่าเจ็บใจแฟนเพลงมากกว่านะ
บทสรุปของงานชุดนี้สำหรับดิฉันอาจจะออกมาค่อนข้าง "ไร้พลัง" มากกว่าที่ตั้งความหวังไว้มากแต่อย่างไรก็ตามส่วนตัวยังคงยืนยันว่างานชุดนี้เป็นอัลบั้มพ็อพที่ดีมากๆชนิดที่เรียกได้ว่าคุ้มค่าแก่การรอคอยมากกว่า2ปี เป็นอีกหนึ่งย่างก้าวที่ดีที่คริสทิน่าแสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงและศักยภาพในการรังสรรค์สิ่งใหม่ๆให้แก่ผลงานของตัวเองอย่างไม่หยุดยั้งตลอดจนเป็นอีกครั้งที่เธอสามารถหลอมตัวเองเข้าไปเล่นกับสิ่งใหม่ๆได้อย่างแยบยล สำหรับดิฉันอัลบั้ม Bionic ยังคงเป็นบทพิสูจน์ถึงวิสัยทัศน์ทางดนตรีสุดขบถ พัฒนาการในฐานะศิลปินและที่สำคัญที่สุดนับเป็นอีกครั้งที่คริสทิน่าสามารถยืนเหนือโจทย์ของทุกสิ่งทางดนตรีและทลายกำแพงแห่งคำครหาออกมาได้อย่างน่าประทับใจ......เช่นที่เคยเป็นมา

วันจันทร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2553

Christina Aguilera : Bionic (Deluxe Edition) :


Bionic ตามความหมายที่ดิฉันเข้าใจคือการประยุกต์หลักการทางชีววิทยาเข้ากับการออกแบบทางวิศวกรรมศาสตร์โดยเน้นความสำคัญไปในเรื่องของกลวิธีทาง "อิเล็คโทรนิค" เป็นสำคัญ ซึ่งก็นับว่าเป็นไทเทิ่ลที่สามารถสะท้อนจุดยืนและภาพรวมของการผจญภัยครั้งที่4นี้ของคริสทิน่า อากิเลร่าได้อย่างกระช่างชัดเลยทีเดียว จากคอนเส็ปท์การนำเสนอที่ประยุกต์ความเป็นชีวะของน้ำเสียงไปยันจุดอันเป็นนามธรรมที่มนุษย์พึงมีทั้งอามณ์ความรู้สึก จินตนาการสร้างสรรตลอดจนจิตวิญญาณของตัวศิลปินเองที่ครั้งนี้เลือกจะหวนกลับมาผูกติดกับจิตวิญญาณของวัฒนธรรมกระแสหลัก (Pop Culture) เข้ากับการนำเสนอดนตรีพ็อพในทิศทางใหม่ของเธอโดยมีดนตรี "อิเล็คโทรนิค" เป็นกลไกสำคัญในการดำเนินเรื่องและควบคุมทิศทางของมหากาพย์ทางดนตรีชุดที่4นี้เคียงคู่ไปกับภาคดนตรีอื่นๆที่มี่อิทธิพลอย่างสูงต่อตลาดดนตรีกระแสหลักในปัจจุบันและมีความเป็นไปได้สูงว่าจะมีบทบาทโดดเด่นบนเวทีของอุตสาหกรรมดนตรีสากลในยุคอนาคต อาทิ "อาร์แอนด์บี" ที่เห็นได้ชัดว่าเป็นแนวดนตรีที่ได้กลับมาครอบครองความนิยมเป็นอันดับหนึ่งอีกครั้งจนเป็นดนตรีที่มีบทบาทมากที่สุดในทศวรรษนี้เลยทีเดียว "แด๊นซ์" อีกหนึ่งภาคดนตรีซึ่งส่วนตัวดิฉันเห็นว่าโดดเด่นขึ้นเรื่อยๆในเกือบทุกแขนงบนชาร์ตเพลงมั้ง2ฝากใหญ่ในช่วง2-3ปีที่ผ่านมา โดยงานชุดนี้มีจุดเด่นคือการดึงเอาเสน่ห์ของรสชาติดนตรีเต้นรำที่หลากหลายมาผสานกันได้อย่างเฉียบขาดตั้งแต่รสชาติของพ็อพแด๊นซ์ติดตลาดธรรมดาไล่ไปจนถึงระดับอัลเทอเนทีฟ แด๊นซ์ฮอลล์ ยูโร ฟั้งค์กี้ย์ดิสโก้ แทรนซ์ ดั๊บ เฮ้าส์ ละทิน เทคโน ฮิพฮอพ นิวเวฟยันไต่กลายร่างไปเป็นอินดี้แด๊นซ์-พั้งค์ติดอิเล็คโทรแกลมผสานซินธิ์ตึ๊บๆเท่ห์ๆแบบฝั่งอังกฤษ "เรโทร" โดยเฉพาะแฟชั่นและธรรมเนียมดนตรีจากยุค80นะคะที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ายังคงโลดแล่นวนเวียนอยู่ในวัฏจักรดนตรีเสมอไม้กาลเวลาจะผ่านไปกว่า2ทศวรรษแล้วก็ตาม ที่สำคัญเห็นได้ชัดนะคะว่าศิลปินจากดนตรีเกือบทุกแขนงก็มักจะทำการฟื้นฟูศิลปะวิทยาการคืนชีวิตและมนตร์เสน่ห์ของซาวนด์เรโทร80ให้กลับมาเฉิดฉายส่งกลิ่นอายบนโลกแห่งเสียงดนตรีอยู่เสมอๆ นับว่าเป็นดนตรีที่ยังคงเป็นตัวเลือกที่ดีและเป็นที่นิยมเสมอไม่เว้นแม้แต่สำหรับศิลปินที่ทำดนตรีอิเล็คโทรนิคแบบFuturisticจริงๆก็ตาม และแน่นอนจะขาดไปไม่ได้กับแนว "พ็อพ" ซึ่งใครว่าร็อคเป็นดนตรีแนวเดียวที่ไม่มีวันตายบนโลกนี้ดิฉันกล้าเถียงว่าไม่จริงนะคะเพราะพ็อพก็ได้พิสูจน์ตัวเองมายาวนานอย่างดีแล้วว่าเปรียบเสมือน "เส้นเลือดใหญ่" และ "ลมหายใจ" ของอุตสาหกรรมดนตรีเลยทีเดียวซึ่งจากรูปแบบการนำเสนรอของคริสทิน่าในชุดนี้ที่สลัดมาทำดนตรีพ็อพจ๋าและวิ่งลงมาสู้กับกระแสของตลาดดนตรีในยุคปัจจุบันขนาดนี้ก็นับว่าเป็นการตอกย้ำได้อย่างสมบูรณืแบบนะคะว่าไม่ว่าอนาคตจะเดินหน้าไปไกลถึงยุคสมัยไหนแต่ความเป็น "พ็อพ" ไม่ว่าจะในแง่ของดนตรีหรือวัฒนธรรมจะยังคงความเป็นที่นิยมอยู่เหนือกาลเวลาทุกยุคทุกสมัยอย่างแน่นอน นอกจาในเรื่องของดนตรีแล้วสิ่งที่ดิฉันคิดว่าน่าสนใจมากๆหรับงานชุดนี้คงหนีไม่พ้น "บรรดาผู้ร่วมงาน" ที่พอเห็นลิสต์ต้องบอกว่าเป็นอะไรที่ไม่ธรรมดาและส่วนตัวดิฉันเองก็ขออนุญาติให้เครดิตแนะนำโปรดิวซ์เซอร์ทุกท่านโดยขอจำแนกการแนะนำออกเป็น3ส่วนตามธีมการนำเสนอของงานชุดนี้จากมุมมองที่ดิฉันวิเคราะห์นะคะ ส่วนแรกดิฉันขอเรียกว่า "Pop Art" ซึ่งเป็นส่วนที่ภาคดนตรีมีความเป็นเมนท์สตรีมสูงมากโดยเป็นส่วนที่ทำออกมาเพื่อลงไปเล่นกับตลาดเพลงและวัฒนธรรมการบริโภคดนตรีพ็อพในยุคนี้รวมไปถึงภาคดนตรีสนุกสนานสีสันสดใสลายพร้อยเปรียบเสมือนการทริบิวต์ให้แก่ศิลปะของคำว่า "พ็อพ" กลายๆ โดยโปรดิวซ์เซอร์ที่มาดูแลส่วนนี้ก็มี Polow Da Don โปรดิวซ์เซอร์แนวฮิพฮอพอาร์แอนด์บีและเพลงจำพวกพ็อพเต้นรำติดกลิ่นเออร์บันทลายคลับทั้งเลยที่เคยผ่านการร่วมงานกับทั้งอัชเชอร์,เฟอร์กี้ และ PCD มาแล้ว Ester Dean ที่มีเครดิตร่วมแต่งเพลงกับท่านแรกแถมยังเป็นคนโปรดิวซ์แทร็คสุดเก๋อย่าง Vanity แกด้วย Tricky Stewart โปรดิวซ์เซอร์มือทองคำเนื้อหอมซึ่งโดดเด่นบนชาร์ตเพลงฝั่งบิลบอร์ดและเป็นที่ต้องการตัวสุดๆท่านหนึ่งในวินาทีนี้เลยทีเดียวก่อนหน้านี้คุณเขาก็เคยมีดีกรีร่วมงานกับระดับอรหันต์อย่างบียอนเซ่ ริฮานน่าหรือแม้กระทั่งมารายห์ แครีย์มาแล้วและ Le Tigre วงอินดี้จากฝากอเมริกาซึ่งเป็นที่เลื่องลือกับภาคดนตรีซินธิ์พั้งค์ อิเล็คโทรแคลชติดแด๊นซ์เจ๋งๆอันเป็นเอกลักษณ์อันเอกอุของทางวงตลอดจนภาคเนื้อหาเสียดสีสังคม การเมืองและเรียกร้องสิทธิให้แก่สตรีเพศ ถัดมา "Classic Christina" ที่เป็นงานในฝากของเมนทสตรีมบัลลาดเพราะๆในอัลบั้มซึ่งเป็นภาพสะท้อนถึงตัวตนและจิตวิญญาณที่แท้จริงของคริสทิน่าตลอดจนเป็นเครื่องหมายการค้าและเอกลักษณ์มี่มุกวันนี้ทุกคนก็ยังต้องการจากเธอ นำทัพโดยเจ้าป้ามหาภัย Linda Perry โปรดิวซ์เซอร์คู่บุญของเจ๊ติ๊มาตั้งแต่งานชุดStripped Focusโปรดิวซ์เซรอ์สายฮิพฮอพอาร์แอนด์บีที่มาคุมงานในแทร็คคอนเทมโพลารีย์อาร์แอนด์บีเพราะๆอย่าง Sex For Breakfast ถัดมากับ Sia Furler ศิลปินสาวจากออสเตรเลียที่มาทำหน้าที่จัดแจงเขียนบัลลาดหลายเพลงในงานชุดนี้รวมถึงควบด้วยตำแห่งพิเศษฐานะ "ฝ่ายประชาสัมพันธ์กิตติมศักดิ์" ให้คุณนายคริสทิน่าอีกด้วย มีความเคลื่อนไหวใดๆแม้แต่นิดเดียวแม่จะรีบอัพลงทวิตเตอร์ทันที เป็นที่รักใคร่โปรดปรานของแฟนๆนางติ๊นามากและเท่าที่ดิฉันดูโหงวเฮ้งแม่คนนี้ไว้ก็อยากจะขอเตือนเจ้าป้าลินดาให้ระวังเก้าอี้ของท่านไว้ให้ดีเพราะนางเซียนี่แหละมีแววจะเขยิบมาเป็นExecutive Producer คู่บุญคนถัดไปของคีฃริสทิน่าในอนาคตอันใกล้นี้แน่นอน ปิดท้ายด้วย Samuel Dixon ซึ่งดิฉันไม่แน่ใจนะคะว่าคนนี้เป็นหนึ่งในสมาชิกของ Zero 7 รึเปล่าซึ่งนายคนนี้ก็ร่วมติดสอยห้อยตามเพื่อนสนิทอย่างเจ๊เซียมาร่วมโปรดิวซ์ให้คุณแม่ติ๊ของดิฉัน 4-5 เพลงในอัลบั้มนี้เลยทีเดียว ป้าลินดาหนาวบ้างรึยังล่ะค่ะ? ท้ายสุดกับ "Futuristic" ส่วนที่เป็นที่พิพาทและมีปัญหากันมากที่สุดในงานชุดนี้เนื่องจากการตีความคำๆนี้ของแต่ละท่านมีสโคปไม่เท่ากันนะคะ สำหรับคำว่า Futuristic ในงานชุดนี้เท่าที่พิจารณาดูแล้วก็ไม่ได้ล้ำถึงขั้นเป็นการบุกเบิกสิ่งอัศจรรย์ใหม่ของดนตรีโลกอย่างที่เธอโฆษณาไว้หากแต่เป็น Futuristic ตามเทรนด์การนำเสนอดนตรีที่ร่วมสมัยในยุคปัจจุบันจากการนำอิเล็คโทรนิคนอกกระแสในบางจุดผสานเข้าสู่โลกของดนตรีกระแสหลักซึ่งฟิวช่นเข้ากับการนำเสนอดนตรีโดยผ่านภาพลักษณ์ของความเป็น "พ็อพไอค่อน" จากตัวเธอและสีสันรสชาติอันหลากหลายของดนตรีเมนท์สตรีมอื่นๆที่ได้กล่าวไปข้างต้นซึ่งก็ต้องอนุโลมยอมรับว่างานชุดนี้มีความเป็น Futuristic จริงแต่เป็นเพียงแค่ส่วนประกอบหนึ่งและเป็น Futuristic ในแบบฉบับที่ศิลปินพ็อพในกระแสหลายท่านก็ทำงานประมาณนี้ออกมาให้เห็นกันพอตัวมากกว่าจะเป็นการวาดโครงสร้างทางจินตภาพของดนตรีที่จะเกิดขึ้นใหม่ในอนาคตอย่างที่เธอทำให้เราเข้าใจ มาที่โปรดิวซ์เซอร์ในส่วนนี้ก็มี Switch ดีเจจาก Major Lazer ที่มาวาดลวดลายอัลเทอเนทีฟแด๊นซ์เก๋ๆที่เจ้าตัวถนัดควบคู่ไปกับ John Hill ที่เข้ามาช่วยควบคุมทิศทางและรักษาภาพรวมให้เนื้องานออกมาไม่โต่งจนหลุดความเป็นพ็อพเกินไป (ว่าแต่Diploสุดหล่อของดิฉันนางติ๊เอาไปทิ้งไว้ซะที่ไหนล่ะเจ้าคะ?) รวมถึงวงอิเล็คโทรนิคสุดเท่ห์จากเกาะอังกฤษอย่าง Ladytron ที่มีเครดิตร่วมแต่งบางเพลงและโปรดิวซ์ Birds Of Prey ในงาน Deluxe Edition และ Little Dreamer ที่เป็นโบนัสแทร็คเฉพาะในItunesด้วยนะคะ (สำหรับ M.I.A กับ Santigoldนี่มาแค่ร่วมแต่ง ส่วงวงสุดเปรี้ยวขวัญใจของดิฉันอย่าง Goldfrapp ได้อันตรธานไปโดยปราศจากคำอธิบายอันดีใดๆทั้งสิ้นจากนางศิลปิน หึหึหึ) ซึ่งทุกท่านที่กล่าวมาทั้งหมดก็สามารถที่จะบูรณาการเอกลักษณ์ทางดนตรีสุดแตกต่างเข้ากับความเป็นพ็อพและตัวตนของคริสทิน่า อากิเลร่าจนสร้างวิสัยทัศน์ใหม่ให้งานดนตรีของเธออีกครั้งใน Bionic ชุดนี้เลยทีเดียว จากที่ได้กล่าวไปจึงไม่แปลกนะคะถ้าคุณจะสัมผัสได้ถึงสไตล์และอิทธิพลของศิลปินท่านอื่นในงานรชุดนี้เพราะส่วนตัวเท่าที่ฟังภาพรวมแล้วดิฉันรู้สึกถึงการผสมผสานกันระหว่างความเป็นเซียใน Colour The Small OneและSome People Have Real Problemsเข้ากับภาคดนตรีในงานชุดแรงของซานติโกลด์(สวิตซ์ก็โปรดิวซ์งานชุดนี้ด้วย)ซึ่งรายหลังนี่เหมือนถึงขั้นถอภาคดนตรีออกมาแล้วเปลี่ยนเป็นเสียงคริสทิน่าร้องแทนเลยทีเดียว แถมยังใจเด็ดไต่ระดับไปให้ชวนคิดถึงงานชุด Hard Candy ของเจ๊แม่มาดอนน่าที่แม้ว่าจะไม่ได้มาร่วมงานกันแต่ส่วนตัวฟังแล้วปฏิเสธไม่ลงว่าแรงบันดาลใจที่ออกมามีความใกล้งานของเจ๊แม่ระดับหนึ่งเลยทีเดียวตรงที่ภาพรวมเป็นงานอิเล็คโทรพ็อพเต้นรำผสานเออร์บันเป็นหลักใหญ่ใจความรวมถึงการเลือกที่จะลงไปล้อเลียนตลาดเพลงกระแสหลักยุคปัจจุบันชนิดสุดเหวี่งตลอดจนการเปลี่ยนความฉาบฉวยของเมนท์สตรีมให้กลายเป็นพลังระดับมหาศาลที่ยกระดับงานของตนเองขึ้นได้อย่างมีชั้นเชิง หากแต่ต้องขอชมคริสทิน่าว่าฉลาดที่สามารถฉีกงานของตัวเองให้ดูต่างออกไปได้จากการเลือกทำงานกับศิลปินอินดี้ในบางแทร็ค การใส่สีสันและความหลากหลายทางดนตรีเข้าไปสูงยันบ้าพอที่จะดึงลูกเล่นของศิลปินเมนท์สตรีมตัวแม่ๆในตลาดขณะนี้อย่างพวกPCD จัสติน ทิมเบอร์เลคหรือแม้กระทั่งบริทนีย์ สเปียรส์มาใส่ไว่ในงานชรนิดไม่กลัวโดนด่า อันนี้ยังไม่รวมถึงคุณโปรดิวซ์เซอร์ที่ถูกถอดไปแล้วอย่าง Goldfrapp ซึ่งก็ยังไม่วายอุตส่าห์ตามมาโชยกลิ่นของแรงบันดาลใจในส่วนของการเรียบเรียงแทร็คในอัลบั้มที่มีลักษณะชวนให้นึกถึงสุนทรียภาพในแบบ Black Cherry เพียงแต่ตลทับอีกทีโดยธรรมเนียมการถ่ายทอดนำเสนอเนื้องานในแบบฉบับของคริสทิน่าที่มีการหยอดอินเทอลูดแนะนำเรื่องราวระหว่างแทร็คเหมือนพวกศิลปินฮิพฮอพ อาร์แอนด์บีและโซลซึ่งก็เป็นเอกลักษณ์ของเธอมาตั้งแต่งานชุดStripped จากที่ได้กล่าวมาดูเหมือนว่างานชุดนี้คริสทิน่าจะปล่อยให้ความหลากหลายของดนตรีและอิทธิพลของศิลปินท่านอื่นๆเข้ามามีบทบาทกับตัวเธอเองมาเกินไปหากแต่ต้องขอยืนยันว่าพอภาพรวมออกมาจริงๆกับเป็นงานที่ "สนุก" และ "สีสัน" สูงมากๆเลยทีเดียวและสิ่งหนึ่งที่ประทับใจมากๆก็คือแม้ว่างานชุดนี้จะมีสไตล์ของศิลปินหลายๆท่านรวมอยู่ด้วยกันในระดับที่สูงแต่คริสทิน่าสามารถที่จะเปลี่ยนสิ่งเหล่านั้นให้กลายไปเป็นเอกลักษณ์ใหม่ๆทางดนตรีของเธอได้อย่างเฉียบขาดรวมถึงสามารถดึงตัวตนของเธอเองขึ้นไปยืนเหนืออิทธิพลที่หลากหลายเหล่านั้นพร้อมทั้งรักษาจุดยืนของความเป็น "คริสทิน่า อากิเลร่า" ไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ที่สำคัญที่สุดในแง่ของ "คุณภาพ" ที่แม้ว่าจะไม่สามารถทำออกมาในระดับที่เทียบเท่ากับ Stripped หรือ Back To Basics แต่ถ้าพิจารณาถึงความประณีตและวิสัยทัศน์ทางดนตรีเมื่อเทียบกับงานของศิลปินเมนท์สตรีมหลายๆท่านในยุคนี้ก็ไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้ว่างานชุดนี้ยังคงไว้ซึ่งชั้นเชิงที่ "ลึก" และมีภาพรวมที่เหนือกว่ามาตรฐานศิลปินแขนงพ็อพหลายท่านอยู่ดี
อย่างไรก็ตามจากความรู้สึกส่วนตัวแล้วคงต้องขอเรียนตามตรงนะคะว่าอัลบั้มชุดนี้เป็นงานของคริสทิน่าที่มีเหตุทำให้รู้สึก "สะดุด" มากที่สุดเมื่อเทียบกับบรรดางานของเธอทั้งหมด เริ่มจากก่อนหน้านี้ที่ "เลื่อน" มาอย่างต่อเนื่องไม่มีกำหนดที่แน่นอนหลายครั้งและเป็นการเลื่อนชนิด "ข้ามปี" ซึ่งส่วนตัวดิฉันก็เข้าใจเหตุผลของเธอนะคะว่าอยากจะประณีตและขัดเกลาเนื้องานชุดนี้ให้ออกมาดีถึงที่สุดหากแต่ต้องขอบอกเลยว่าส่วนตัว "เอือมระอา" กับการที่ไม่สามารถหาความแน่นอนอะไรกับเธอได้สักอย่างเลยจริงๆรวมถึงวิธีการโปรโมตตั้งแต่ก่อนปล่อยซิงเกิ้ล Not Myself Tonight ที่ดูเหมือนจะเก๋ไก๋ตื่นเต้นเร้าใจดีแต่สิ่งหนึ่งที่อยากจะบอกคือ "ไม่ชอบใจกับวิธีของเธอ" เพราะเป็นอะไรที่ดูใจร้ายกับความรู้สึกของแฟนๆเธอมากๆ ที่สำคัญวิธีทางการตลาดของเธอที่เน้นการทิ้งระยะเวลานานๆแล้วค่อยมาหลุดิอย่างละนิดอย่างละหน่อยซึ่งก็เป็นแบบนี้มาตั้งแต่สมัยงานฃุดแรกแล้ว ตรงจุดนี้ดิฉันคิดว่าเป็นการตลาดที่อันตรายมากที่จะใช้แข่งกับคนอื่นในอุตสาหกรรมดนตรีสากลในยุคนี้เพราะเอาจริงๆ "มันไม่ทันเขาแล้วล่ะค่ะ" เห็นได้ชัดว่าคริสทิน่าทำลายโอกาสที่จะตักตวงกระแสให้กับตัวเองตั้งแต่สมัย Keeps Gettin' Better จนแล้วจนรอดงานชุดนี้ก็ยังแก้ปัญหาเหล่านี้ไม่หายขาดเสียที ลองคิดกันเล่นๆว่าถ้าซิงเกิ้ลแรกวางบน Itunes หลังจากที่ปล่อยเพลงมาเต็มๆ2วันพร้อมด้วยเอ็มวีและไลฟ์เพอร์ฟอร์มเมนท์แบบทันท่วงทีล่ะก็อนาคตบนอันดับเพลงของเธอย่อมไม่น่าสลดหดหู่ชวนปวดใจขนาดนี้แน่นอนและลองมาคิดกันเล่นๆว่าถ้าเอไม่มัวดึงเกมส์มาจนถึงมิถุนานี้และวางขายอัลบั้มซะตั้งแต่ช่วงต้นปีซึ่งก็เป็นช่วงที่แถบจะไม่มีศิลปินในวงการตัวใหญ่ๆท่านใดที่เป็นไฮไลท์เลยนอกจากนี้ยังเป็นการแก้เกมส์คลิปปริศนาของ Iamamiwhoami อะไรนั่นที่ตอนแรกๆคนเชื่อว่าเป็นเธอและดึงกระแสกลับเข้าหาตัวไปเลยซึ่งก็เชื่อนะคะว่าถ้าเอทำอะไรให้มันเร็วกว่านี้ล่ะก็กระแสความสำเร็จคงจะออกมาน่าพึงพอใจกว่าที่เป็นอยู่แน่นอน (เศรษฐกิจโลกนับตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ยังไม่เห็นว่าอะไรมันดีขึ้นเลยจริงๆนะคะเรื่องยอดขายคิดว่าจะขายต้นปีหรือมาขายตอนนี้ก็ไม่ต่างกันเพราะถ้าคนมันคิดจะซื้อมันก็ซื้อ) และขอร้องนะคะคุณคริสทิน่า !!! กรุณาอย่าได้บอกว่า "ไม่สนใจตลาด ไม่แคร์กระแสและอันดับใดๆทั้งสิ้น" ถ้าเป็นสมัยสองงานก่อนที่ทำตัวให้ตลาดวิ่งเข้าหาเป็นสรณะล่ะก็อันนั้นเชื่อแต่ในอัลบั้มนี้เห็นได้ชัดว่าดเธอแคร์ตลาดมากขนาดไหนตั้งแต่ยอมลดเชิงตัวเองมาทำเพลงพ็อพจัดๆซึ่งใน18ออริจินัลแทร็คที่น้ำหนักส่วนมากเทไปหาดปรดิวซ์เซอร์สายเมนท์สตรีมนี่ก็ยืนยันความต้องการอันแท้จริงของเธอได้ดีว่า "อยากกลับมาผงาดในตลาดกระแสหลักขนาดไหน" เพียงแต่ปัญหาของเธอตอนนี้ก็คือ "การเข้าตลาดยุคปัจจุบันไม่เป็น" ก็เท่านั้นแหละ ในส่วนของเนื้องานคงต้องขอสารภาพนะคะว่าตอนแรกที่ฟังรู้สึก "ผิดหวัง" ค่อนข้างมากเลยทีเดียวซึ่งก็ต้องโทษตัวดิฉันเองเนื่องจาก "คิดไปเองและตั้งความหวังกับเธอไว้สูงเกินไป" พองานจริงๆออกมาไต่ไปไม่ถึวงระดับที่คาดการณ์ไว้ก็เลยเกิดอาการ "วัยรุ่นเซ็ง" เป็นธรรมดา ประการแรกคงหนีไม่พ้นการที่อัลบั้ม2ชุดก่อนหน้านี้สามารถพิสูจน์วิสัยทัศน์ทางดนตรีของเธอได้อย่างมีชั้นเชิง ในขณะที่งานชุดนี้เธอเลือกที่จะลงมาเล่นกับกระแสของตลาดเพลงพ็อพแบบชัดเจนเต็มตัวอีกครั้งซึ่งความง่ายและความฉายฉวยในบางจุดนี้เองที่ส่งผลให้ความทรงพลังของเนื้องานดู "ดร็อป" ลงไปโดยปริยายถึงขั้นไปเป็นฐานที่ช่วยส่งเสริมให้ Stripped กับ Back To Basics กลายเป็นมาสเตอร์พีซขึ้นไปอีกระดับ (ซึ่งก็เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ในรีวิว B2B ที่เคยบอกไว้ว่างานชุดถัดจากนี้น่าเป็นห่วงแน่นอน) ทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็คงต้องนับว่าเป็น "กรรม" ของศิลปินที่ทำงานดีมากตลอดทุกรายนะคะเพราะคุณต้องเผชิญกับความคาดหวังของมวลชนในระดับที่สูงอยู่เสมอตลอดจนเป็นการยากที่วันไหนคุฯฃณเกิดพิสดารอยากจะปฏิวัติตัวเองลงมาทำงานง่ายๆสนุกๆผ่อนคลายเบาสบายพ็อพจ๋าขึ้นมาโดยที่จะไม่ถูกสับเละเป็นชิ้นๆเนื่องจากในบรรทัดฐานของผู้ฟังคุณถูกจัดไว้ในกลุ่มของศิลปินที่ต้องมีผลงานเข้าใกล้คำว่า "สมบูรณ์แบบ" เสมอ (จะว่าไปก็แลดูไม่ยุติธรรมกับนักร้องเลยเนอะ!) ประเด็นถัดไปขอยกให้เป็นเรื่องของ "เอกภาพ" ที่ถึงแม้ว่าภาพรวมจะจัดแจงความหลากหลายออกมาได้ลงตัวพอสมควรแต่เมื่อหยิบไปเทียบกับเนื้องานของ Stripped ที่มีความทหลากหลายและเอกภาพในตัวสูงมากๆพอหันกลับมามองงานชุดนี้เลยกลายเป็นอะไรที่ดูประดักประเดิดและไม่เข้าที่เข้าทางไปโดยปริยาย ส่วนตัวเข้าใจความที่งานชุดนี้ใปรดิวซ์เซอร์ขนกันมาชนิดเหลือดเฟือมากๆแดถมแต่ละท่านก็สุดโต่งกับแนวดนตรีเฉพาะทางของตัวเองจนรวมเป็นเนื้อเดียวกันได้ยากเท่านั้นยังไม่พอโชคชะตายังเกิดเล่นตลกจับมาชนกับเจ๊ศิลปินเก่อห้องอัดที่บ้านตัวเองอีกซึ่งตะละแม่ก็บ้าพลังอัดเพลงไม่หยุดเหมือนกันพอมาถึงจุดไฟนอลคัทแล้วปัญหาความไม่ลงตัวก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณเป็นธรรมดาด้วยความที่คุณเธอต้องการจะยัดหลายสิ่งหลายอย่างลงมาในเวลาเดียวกันประกอบกับความงกเพลงแถมต้องประดิษฐ์อะไรที่มันเก๋ไก๋สมคำร่ำลือที่ตัวนางเองจีบปากไว้อีกซึ่งก็คงไม่มีปัญหาใดๆนะคะถ้าดันไม่ทะลึ่งมาเจอกับเบื้องบน (RCA) ที่ท่าที่ยึกๆยักๆไม่ค่อยกล้าจะเสี่ยงตายไปไหนไปกันกับเจ้าหล่อนเท่าไรซึ่งพิจารณาจากออริจินัลแทร็คแล้วท่านก็คงจะมีบทบาทในการบีบความเป็นพ็อพตลาดจ๋ากะขายลงสู่ตัวงานมากมายขนาดนี้ ฝากนางศิลปินก็คงสู้สุดใจขาดดิ้น้เหมือนกันบทสรุปจึงออกมามี Deluxe Edition 23แทร็คเปรียบเสมือนโร๊ดแม็ปหาจุดยืนที่เป็นกลางร่วมกันระหว่างทั้งสองฝ่ายซึ่งก็นับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีของแฟนๆคริสทิน่านะคะเนื่องจากถ้าพิจารณาเพียงแค่อริจินัลอัลบั้มล่ะก็คงต้องบอกว่าเป็นงานพ็อพดีๆที่ "ขาด" ความจัดจ้านชัดเจนในส่วนของภาคดนตรีหลายขจุดที่ควรจะมีดีกว่านี้ แรงกว่านี้และสมราคุยมากกว่านี้ รวมไปถึงขาดการที่จะสามารถรักษาคอนเส็ปท์ทิศทางของตัวงานที่เคยโปรโมตให้ความหวังไว้ซะบรรเจิดเลิศหรูก่อนหน้านี้ก่อนหน้านี้กับคำว่า "Futuristic" ที่แม้ว่าจะประสบความสำเร็จในการเรียกความสนใจระดับมหาศาลพร้อมกับเป็นกำลังใจให้ชวนติดตามตื่นเต้นกับงานชุดนี้ของเธอชนิดข้ามปีแต่พอตัวงานจริงๆออกมาแล้วก็กลายเป็น "พลาด" เนื่องจากภาพรวมทางดนตรีไม่ได้ล้ำ อนาคตหรือเป็นนิยามใหม่ทางดนตรีอิเล็คโทรนิคระดับสูงที่ไม่เคยเกิดขึ้นก่อนบนโลกนี้อย่างที่เธอเคยพูดไว้แต่อย่างใด ใมนทางกลับกันน่ากลัวว่าอัลบั้มนี้จะสู้ความคาดหวังของแฟนๆบางท่าน (ที่หวังความสมบูรณ์แบบจากเธอมากกกกกก) ไม่ไหวเพราะถ้าพูดกันแบบเปิดใจเลยคือ "ดนตรี" ของงานชุดนี้มันดีหากแต่มันไม่สามารถดีทะลุธีมแฟชั่น บุ๊คเลทส์สวยๆหรือการโปรโมตในช่วงตค้นที่ชวนให้วาดภาพของความคาดหวังไว้สูงมากๆว่าอาจจะมีสิทธิ์ได้ยินดนตรีระดับ Goldfrapp หรือ Ladytron ในภาคพ็อพแต่อย่างใด เหนือสิ่งอื่นใดมันยังดีไม่ทะลุศิลปินท่านอื่นๆ อาทิ มาดอนน่า,ไคลีย์ มิโน๊ค,เกว็น สเทฟานี่หรือแม้แต่บริทนีย์ สเปียรส์ที่งานดนตรีของพวกเธอก็ล้วนแต่มีความเป็น Futuristic ที่สูงในตัวกันทั้งนั้นโดยไม่ต้องมาใช้วิธีการโปรโมตที่เปรียบเสมือนดาบสองคมย้อนกลับไปทิ่มแทงตัวเองให้ขายหน้าแบบคริสทิน่าอีกด้วย นอกจากความขาดดังกล่วแล้วยังชุดนี้ยังค่อนข้างจะแลดู "เกิน" ในส่วนของการวางแทร็คลิสต์ที่ไม่รู้ว่าจับสลากคัดเลือกเพลงหรือใช้ตรรกะใดๆในการเลือกเพราะเท่าที่เห็นคิดว่าเธอให้เครดิตโปรดิวซ์เซอร์สายเมนท์สตรีมบางท่านมากชนิดไม่จำเป็นเสียจนงานออกมาดูเฝือ อาทิ Woo Hoo กับ I Hate Boys นี่ไม่เข้าใจว่าจะยัดเข้ามาให้อัลบั้มมันดูแย่ทำไมเป็นเพลงที่ศิลปินที่มีสิสัยทัศน์ระดับคริสทิน่าไม่จำเป็นต้องชำเลืองมองเลยด้วยซ้ำ หรือจะเป็น Desnudate และ Prima Donna ที่ก็ไม่ได้เข้ากับภาพรวมของคอนเส็ปท์จุดไหนในตัวงานเลยแม้แต่น้อยฟังแล้วเหมือนกับจับยัดๆส่งๆมาให้อัลบั้มมันเต็มเสียมากกว่า เห็นแบบนี้แล้วก็อดที่จะเห็นใจโปรดิวซ์เซอร์ดีๆอย่าง Le Tigre กับล Ladytron ที่เพลงของพวกเขาไม่ได้เข้ามาโลดเฃแล่นในงานชุดนี้มากเท่าที่ควรจะเป็นเช่นเดียวกับ DJ Premiere พรีโมคู่บุญจากงานชุดที่แล้วที่เจอนังติ๊ตัดเดโม9แทร็คที่ทำด้วยกันออกซะราบคาบ ทั้งๆที่เพลงบางเพลงในงานชุดนี้ยังกล้าตัดใจคัดเข้ามาให้เสียภาพรวมได้แล้วทำไมงานของดีเจพรีเมียร์ที่โปรแนวฮิพฮอพและโซลมากกว่าจะใส่เข้ามาไม่ได้ (คิดจะถีบหัวส่งก็บอก?) และที่ตลกมากก็คือไม่เข้าใจว่าไปตกหลุมรักอะไรเซียมันนักหนาเพราะนอกจากบัลลาด4เพลงที่เซียแต่งจะเข้ารอบมาซะครบครันแล้วยังมีบ้าจี้ทำ I Am (Stripped) อุทิศเป็นเพลงปิดงานเดอลุกซ์ด้วย (มากไปหน่อยมั้ย?) ในขณะที่เพลงดีๆอย่าง Little Dreamer กลับกลายเป็นแค่โบนัสแทร็คใน Itunes รวมถึงแทร็คอื่นๆที่ใส่มาแล้วแลดูจะให้รสชาติและความตื่นตาตื่นใจที่ไม่ซ้ำซากมากกว่าอย่าง Kimono Girl,Listen Up หรือ So What You Got กลับไม่ได้รับเลือก ไหนจะ Goldfrapp ที่จีบปากโม้ไว้ซะอย่างดิบดีพอถึงเวลาจริงๆก็เล่นวิชานินจาหายเป็นปริศนาเข้ากลีบเมฆไปซะอย่างนั้น ในขณะที่Polow Da Don ที่ดึงมาร่วมงานด้วยแค่ในเวลาเพียงไม่กี่เดือน (น่าจะตามคำสั่งของรัฐบาล) กลับได้รับเครดิตล้นหลามในงานมากกว่าทั้งๆที่เพลงไม่ได้ดีอะไรมากมายเลย......ใกล้เกลือกินด่างแท้ๆ!!!