วันศุกร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2553

myspace (#18)



Fleetwood Mac : Rumours : Pop-Rock/Folk


อัลบั้มที่หยิบขึ้นมาแนะนำในมายสเปซครั้งนี้เป็นรีเควสจากคุณ Quixotic สมาชิกบอร์ดเราเองนะคะ โดยงานชิ้นนี้สำหรับดิฉันขอยกให้เป็นอัลบั้มพ็อพร็อคที่ทรงอิทธิพลที่สุดงานหนึ่งเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมดนตรีเลยทีเดียวกับ "Rumours" อัลบั้มทรงคุณภาพที่เปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณทางดนตรีอันเข้มข้นจาก Fleetwood Mac หนึ่งในวงดนตรีร็อคระดับตำนาน


แม้ว่าสำนักวิจารณ์หลายแห่งจะนิยามภาคดนตรีของทางวงรวมถึงงานชุดนี้ให้เป็น "ร็อค" แต่ถ้าตัดสินจากความรู้สึกของดิฉันตลอดจนพิจารณาจากภาพรวมของดนตรีโดยบรรทัดฐานปัจจุบันแล้วส่วนตัวมองว่างานชุด Rumours นี้ภาพรวมเป็นงาน "พ็อพร็อค" ลูกฟสมที่ผสานโฟล์ค คันทรีย์ตลอดจนบลูส์ร็อคในแบบฉบับของดนตรีบุกเบิกแห่งยุคบุปผาชนพวกดนตรีอินดี้พ็อพร็อคยุค60-70ของพวกฮิปปี้ที่การนำเสนอแสดงให้ถึงการคารวะค่าของ "ความรัก" อย่างยิ่งยวด จิตวิญญาณของเสรีภาพตลอดจนแนวคิดที่ยกย่องความเป็น "มนุษยนิยม" เหนือสิ่งอื่นใด เห็นได้ชัดๆก็จาก Don't Stop กับภาคเนื้อหาที่สรรเสริญศรัทธาและการเติมเต็มกำลังใจดุจตะวันทอแสงสู่จิตวิญญาณหรือจะเป็น Dreams กับ Never Going Back Again ที่เป็นงานพ็อพหวานแหววสไตล์70ผสมอารมณ์ละมุนจริงใจใสซื่อแบบโฟล์คและคันทรีย์ซึ่งก็นับเป็นเอกลักษณ์ที่สะท้อนวัฒนธรรมทางดนตรีพ็อพยุค70ได้อย่างดี ในขณะที่ Second Hand News เพลงเปิดอัลบั้มที่คึกคักแพรวพราวไพเราะจับใจที่ทำให้ดิฉันคิดถึงศิลปินพ็อพร็อคย้อนยุคในช่วงทศวรรษนี้อย่าง The Magic Numbers ขึ้นมาตะหงิดๆ ซึ่งสะท้อนมนตร์เสน่ห์ทางดนตรีออกมาในรูปแบบที่ใกล้เคียงกันซึ่งก็เป็นอินดี้พ็อพร็อคผสานโฟล์คกรีดกรายด้วยกีตาร์บลูส์ปและจรุงกลิ่นอายคันทรีย์น่ารักๆโยกคลึงไปกับภาคเนื้อหาใสซื่อหากแต่เสียดสีได้อย่างเชือดเฉือนเหนือระดับจนน่าขนลุก ขออีกเพลงกับ Songbird ที่ส่วนตัวประทับใจที่สุดในงานชุดนี้เป็นเพลงรักหวานใสบริสุทธิ์ที่ภาคเนื้อหาเยี่ยมเล่นเอาดิฉันหลุดลอยไปไกลเลยทีเดียว

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณคูณ Quixotic ที่รีเควสและแนะนำอัลบั้มดีๆชุดนี้มา ส่วนตัวดิฉันไม่ใช่แฟนเพลงของ Fleetwood Mac แต่พอได้ลองฟังดูแบบเต็มๆแล้วรู้สึกดื่มด่พฃำประทับใจมากๆ ขอยกให้เป็นหนึ่งในงานที่ส่วนตัวประทับใจที่สุดประจำปีนี้ ดีใจมากๆที่ได้ฟัง ^ ^

วันพุธที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2553

Myspace (#17)



Frankie J : The One : Pop/R&B

มายสเปซครั้งนี้ขอย้อนกลับมาแนะนำงานเพราะๆจากฝาก "อาร์แอนด์บี" หนึ่งในแนวที่ดิฉันโปรดปรานที่สุดกันบ้างโดยศิลปินผู้โชคดีวันนี้เป็นหนุ่มหล่อเชื้อสายเม็กซิกันเจ้าของเสียงนุ่มๆหวานหยาดเยิ้มสุดเซ็กซี่ "แฟรงกี้ เจ" กับสตูดิโออัลบั้มชุดที่สองอย่าง The One อัลบั้มอาร์แอนด์บีที่ไพเราะหวานหยดเหนือกาลเวลาหนึ่งในอัลบั้มจากฝากอาร์แอนด์บีชายที่ดิฉันกลับไปซบอกใช้บริการบ่อยที่สุด

ในเรื่องของการนำเสนอภาคดนตรีโดยรวมแล้วแม้ว่าจะอยู่ในมาตรฐานที่ "ดีมากๆ" หากแต่ก็ไม่มีอะไรที่แตกต่างไปจากบรรดาศิลปินสายจากฝากนี้ซึ่งส่วนตัวเท่าที่เห็นก็มักจะมาแบบทรงคุณภาพกันทั้งสิ้น อย่างไรก็ตามส่วนตัวคิดว่างานของแฟรงกี้ เจสุดหล่อจะมีจุดที่พิเศษโดดเด่นเหนือชั้นกว่าศิลปินอาร์แอนด์บีบางท่าน อาทิ เรื่องของ "น้ำเสียง" ที่นุ่มละมุนละไมเป็นโซลหวานๆหยดย้อยสุดสุนทรีย์ที่หลอมผู้ฟังให้ละลายด้วยความโรแมนติคแกลมเซ็กซี่ของน้ำเสียงที่ทรงเสน่ห์ชนิดเฉียบขาด นอกจากนี้จุดที่ไม่เหมือนใครของเขาอยู่บนความที่ผสานมิติของ "ละทินพ็อพ" รากฐานทางดนตรีที่เขารักลงสู่ตัวเพลงอาร์แอนด์บีบริสุทธิ์ที่เป็นทั้งคอนเทมโพลารีย์อาร์แอนด์บีกรีดกรายระดับเมฆตลอดจนอดัลท์คอนเทมโพลารีย์หวานเย็นที่เป็นมิตรกับคลื่นวิทยุอีซี่ลิสและผู้ฟังที่หลงใหลบูชาเพลงอาร์แอนด์บีธรรมเนียมนิยมในกระแสหลัก บทสรุปออกมาเป็นงานพ็อพอาร์แอนด์บีสุดไพเราะที่กรีดใจคนฟังไปด้วยมนตร์เสน่ห์แห่งความสุขจากอารมณ์หลานละมุนละไมและน้ำเสียงที่ไร้ที่ติของพ่อหนุ่มคนนี้

สำหรับดิฉันงานชุดนี้เป็นตัวเลือกที่ดีเสมอยามที่อยากจะปลีกตัวออกจากความน่ารำคาญของดนตรีเกลือ่นที่ฮิตติดชาร์ตและความหนักหน่วงเข้าใจยากของงานอินดี้ทั้งหลายที่ทยอยเข้ามาทำความู้จัก บางทีควมเก๋ไก๋ซับซ้อนหรือหนักหน่วงจนแทงประสาทก็ไม่สามารถมอบความสุขให้แก่ชีวิตการฟังเพลงของคุณได้เท่ากับ "เมโลดี้สวยๆเรียบง่ายและความไพเราะละเมียดละไมจากน้ำเสียงที่สะกดคุณจนอยู่หมัด" เช่นเดียวกับที่ The One ชุดนี้มอบให้ดิฉันเสมอตลอดระยะเวลา5ปีที่รู้จักกัน

Myspace(#16)


Hot Chip : One Life Stand : Electronica/Alternative Dance
อย่างที่ได้เรียนนะคะว่า "อิเล็คโทรนิค" ไม่ใช่แนวดนตรีที่ดิฉันคุ้นเคยหรือผูกพันอะไรด้วยมากมายเนื่องจากส่วนตัวไม่ได้หลอมรากฐานและรสนิยมทางดนตรีมาจากงานฝากนี้แม้แต่นิดเดียว แต่อย่างไรก็ตามช่วง2ปีนี้หลังจากเริ่มติดตามงานอิเล็คโทรนิคด้วยเหตุผลที่จะตั้งรับกับวิทยายุทธของศิลปินสุดที่รักท่านหนึ่งและท้ายที่สุดดิฉันก็โดนมนตราแห่งดนตรีอิเล็คโทรนิคสะกดเสียอยู่หมัดจนถอนตัวไม่ขึ้น
สำหรับงานที่หยิบมาเขียนแนะนำในครั้งนี้เป็นอัลบั้มล่าสุดของวงอิเล็คโทรนิคสุดเก๋าอย่าง Hot Chip ซึ่งส่วนตัวขอยกให้เป็นอัลบั้มอิเล็คโทรนิก้าที่ชอบที่สุดในช่วงต้นปีนี้ "One Life Stand" งานอัลเทอเนทีฟแด๊นซ์ที่ยืนพื้นอยู่บนการวาดลวดลายและโปรยมนตร์เสน่ห์แห่งสีสันอิเล็คโทรนิคก่อนจะกระจายทิศทางไปเล่นกับรสชาติที่หลากหลายตั้งแต่เทคโนตึ๊บๆ ยูโรบีทติดดิสโก้สวยๆ ยันรสชาติของความงามแห่งดาวน์เทมโพบนซินธิไซเซอร์เท่ห์ๆผสานเข้ากับมนตราของดนตรีดีพเฮ้าส์ลอยๆเย็นยะเยือกและออเครสตร้าสุดอลังการตลอดจนกลายร่างเป็นโพรเกรสซีฟแทรนซ์หนักหน่วงล้ำๆบูรณาการเข้าหาจุดศูนย์กลางที่ยืยพื้นบนท่วงทำนอง "อิเล็คโทรพ็อพ" สุดล้ำและละเมียดละไมไปด้วยจิตวิญญาณแห่งดนตรีแฟชั่นยุคอนาคตที่เก๋ไก๋จับจิต
นับว่าเป็นอีกหนึ่งงานดนตรีที่สวยงามประหนึ่งรังสรรค์โลกแห่งจินตนาการด้วยดนตรีอิเล็คโทรนิคโดยแท้

วันจันทร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2553

Myspace(#15)


Anita O'day : Anita O'day Swings Cole Porter With Billi May : Jazz/Swing/Blues
หลังจากที่ไม่ได้เขียนรีวิวถึงแนวเพลงสุดที่รักเสียตั้งนาน ดิฉันถือโอกาสนี้ขออนุญาติสลับมาเขียนถึงงานจากฝากแจ๊ซซ์บ้างนะคะโดยศิลปินที่เลือกมาเขียนนี้เธอเป็นหนึ่งในปูชนียบุคคลทางดนตรีที่ดิฉันเคารพและมีอิทธิพลต่อการฟังดนตรีของดิฉันมากตลอดจนเป็นแรงบันดาลใจท่านหนึ่งที่ทำให้ "แจ๊ซซ์อยู่คู่กับแนสทิน่าอย่างมีความสุขจวบจนทุกวันนี้" สุภาพสตรีที่กล่าวถึงคือ "แอนนิต้า โอเดย์" ดิว่าแจ๊ซซ์ผู้ยิ่งหญ่ที่สุดตลอดกาลท่านหนึ่งของโลกกับอัลบั้ม Anita O'day Swings Cole Porter With Billy May หนึ่งในงานมาสเตอร์พีซของเธอที่ดิฉันโปรดปราน
สำหรับงานชุดนี้เจ้าป้าแอนนิต้าได้หยิบบทบทประพันธ์เพลงของโคล พอร์เทอร์หนึ่งในปรมาจารย์ด้านดนตรีบรอดเวย์ระดับตำนานท่านหนึ่งของโลกมาขับขานใหม่ในแบบฉบับของตัวเธอเองในแนวสแตนดาร์ดแจ๊ซซ์หวานนุ่มพลิ้วไสวพร้อมกับการประดิษฐ์ท่อนอิมโพรไวซ์ใหม่ซึ่งเป็นการอิมโพรไวซ์อิสระที่ไพเรตาะและทรงเสน่ห์ในฉบับที่โลกต้องสยบให้แก่น้ำเสียงสวรรค์ของเจ้าป้ารวมถึงความมหัศจรรย์ดาดดื่นจากการอิมโพรไวซ์ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น "อิมโพรไวซ์ที่เร็วที่สุดเท่าที่โลกดนตรีแจ๊ซซ์เคยมีมา" บางแทร็ครุ่มรวยสวิงสวายเป็นบรอดเวย์แจ๊ซซ์บนจังหวะระรัวเร็วของดนตรีสวิงยุค30และมนตร์เสน่ห์แห่งยุค40อย่างบีบ็อพตลอดจนบางแทร็คจิตวิญญาณของภาคดนตรีบลูส์หรูๆสุดหวานหอมเข้ามาเสริมทัพได้อย่าวงละเมียดละไม
นับเป็นอัลบั้มที่มอบชีวิตให้แก่บทเพลงบรอดเวย์สุดคลาสสิคให้ถือกำเนิดขึ้นมาโลดแล่นบนดนตรีแจ๊ซซืซึ่งเป็นดนตรีแห่งวัฒนธรรมกระแสหลักในยุคนั้น ในขณะเดียวกันก็ยังเป็นอัลบั้มเพลงแจ๊ซซ์ที่เปี่ยมไปด้วยความบริสุทธิ์แห่งจิตวิญญาณทางดนตรีอันสวยงามทรงวาทะศิลป์คืนบรรยากาศของความหอมหวานสุนทรีย์ของดนตรีแจ๊ซซืช่วงยุค40ให้คนรุ่นหลังได้ซาบซึ้งในมนตร์เสน่ห์และคุณค่าเอนกอนันต์ของดนตรีที่เป็นรากฐานแห่งทุกแขนงดนตรีที่ตามมาได้อย่างน่าคารวะ

Myspace(#14)



Age Of Silence : Acceleration : Avantgarde Metal/Progressive Metal

อวองการ์ตเมทัลหรือที่รู้จักในนามเอ็กซ์เพอริเมนทัลเมทัลและอาร์ทเมทัลคือนวัตกรรมใหม่ที่พลิกโฉมการนพฃำเสนอดนตรีเมทัลที่คุณๆคุ้นเคยสู่ความนุ่มละมุน วิจิตร เปี่ยมไปด้วยศิลปะและอารมณ์โดยการนำเอ็กซ์ทรีมเมทัลที่บูรณาการเอาสารพัดเมทัลระดับแนวหน้า อาทิบล็คเมทัล เฮฟวี่เมทัล เดธเมทัล ซิมโฟนิคเมทัลตลอดจนโกธิคมาผสมผสานวิญญาณกันได้อย่างมีมิติก่อนจะผนึกร่างเข้ากับความเป็นโพรเกรสซีฟจากการหยอดลูกเล่นดนตรีจำพวกเอ็กซ์เพอริเมนทัลที่นับว่าเป็นการฟิวชั่นความคฃต่างของภาคดนตรีสองแขนงที่ต่างกันอย่างสุดขั้วได้อย่างลงตัว

หนึ่งในอัลบั้มที่เป็นตัวแทนที่ดีของดนตรีแขนงดังกล่าวสำหรับดิฉันคือ Acceleration จาก Age Of Silence ที่ส่วนตัวไม่แน่ใจว่าจะกล้าหาญถึงขั้นเป็นผู้บุกเบิกดนตรีแนวนี้เลยรึเปล่าแต่ถ้าวัดเฉพาะเนื้องงานกับนับว่าสะท้อนนิยามของภาคความเป็นอวองการ์ตเมทัลได้อย่างดีด้วยภาคดนตรีโพรเกรสซีฟเมทัลหนักหน่วงที่ระคนไปด้วยเดธเมทัล โกธิค เฮฟวี่เมทัลตลอดจนการยืนพื้นที่ความเป็นซิมโฟนิคแบล็คเมทัลสูงโด่ตบด้วยสุนทรียภาพของคลาสสิคคัลเพียโนที่นับว่าเป็นการนำความหวานจากเครื่องดนตรีคอนเทมโพลารีย์และเมนทสตรีมมาเบรคความดิบกร้าวกระแทกกระทั้นของดนตรีเมทัลหนักหน่วงได้อย่างมีชั้นเชิง

Acceleration คือหนึ่งในงานดนตรีสุดสวยงามหากแต่เกรี้ยวกราดพิสดารเป็นตัวเลือกที่น่าลิ้มลองในยุคดนตรีไร้พรมแดนโดยแท้

Myspace (#13)


Biffy Clyro : Missing Pieces - The Puzzle B-sides : Alternative Rock/Experimental Rock/Post Hardcore
มายสเปซครั้งนี้เป็นงานรีเควสจาก "คุณตูน" ที่แนะนำแกมบังคับให้ดิฉันรีวิวงานชุดนี้ประจานเป็นที่ทั่วถึงแก่สาธารณชนกับอัลบั้ม Missing Pieces - The Puzzle B-Side งานจาก Biffy Clyro วงอัลเทอเนทีฟร็อคจากสก็อทแลนด์ที่คุณตูนเธอบอกว่า "กูโคตรชอบเลยครับ คุณแนส!!!"
Missing Pieces เป็นงานบีไซต์จาก The Puzzle สตูดิโออัลบั้มชุดที่4ของทางวงที่ใจดีปั๊มออกมาวางขายให้แฟนๆได้ซื้อหาเป็นที่ครอบครองกันชนิดที่ไม่ต้องไปตามอิมพอร์ทงานบีไซต์จากทั่วทุกมุมโลกชนิดพลิกแผ่นดิน โดยภาคดนตรีก็ยังคงไว้ซึ่งไม้ตายเดิมของทางวงคือการโบยบินบนลวดลายอัลเทอเนทีฟร็อคเท่ห์ๆกึ่งโพสท์ฮาร์ดคอร์หนักหน่วงกระชากกระแทกกระทั้น ตบด้วยคันทรีย์โฟล์ค อคูสติค พั้งค์ยันดัดจริตกลายร่างเป็นเอ็กซ์เพอริเมนทัลร็อคเก๋ไก๋ ภาพรวมเท่าที่ฟังแล้วของบอกว่า เจ๋ง!!!! และแม้ว่าจะเป็นแค่งานบีไซต์หากแต่ความประณีตและศักยภาพของตัวเพลงชนิดแทร็คต่อแทร็คนับว่าทำออกมาได้ดีจนสามารถขยับออกมาเป็นสตูดิโออัลบั้มได้เลยทีเดียว
ต้องขอบคุณคุณตูนที่แนะนำงานดีๆงานนี้มารู้สึกเริ่มสนใจวงนี้แบบจริงๆจังๆขึ้นมาทันทีว่าแล้วไปตามเก็บงานชุดอื่นๆมาลองเขียนรีวิวแบบเต็มๆลงบอร์ดบ้างท่าจะดี

วันอาทิตย์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2553

Ashley Tisdale : Guilty Pleasure : 52%




Ashley Tisdale : Guilty Pleasure : 52%


จริงๆแล้วต้องเรียนว่า "แอชลี่ย์ ทิสเดล" นี่เป็นศิลปินที่ส่วนตัวไม่เคยอยู่ในสายตาและไม่คิดจะเขียนรีวิวถึงเลย หากแต่ที่วันนี้สนใจอยากจะลองฟังงานของเธอพร้องเขียนรีวิวแบบเต็มๆดูก็เพราะได้รับรีเควสเกี่ยวกับเธอคนนี้มาในชนิดที่ล้นหลามมากๆ เอาจริงๆก็มีคนอ่านถามถึงรีวิวแม่คนนี้เยอะตั้งแต่งานชุดแรกแต่ดิฉันก็บอกปัดปฏิเสธมาโดยตลอดจนวันนี้มาถึงจุดที่ทนต่อการเรียกร้องของท่านผู้อ่านไม่ไหวเนื่องจากสงสัยว่า "ยัยนี่มันมีดีอะไรถึงได้อยากอ่านกันเหลือเกิน?" ดังนั้นจึงไปดั๊นด้นหา Guilty Pleasure งานชุดล่าสุดของเธอมาฟังและเขียนรีวิวสนองนี๊ดท่านผู้อ่านที่รักหลายๆท่าน (จะได้เลิกรีเควสนางคนนี้มาเสียที หึหึหึ)


รูปแบบเพลง

ตัดสินตากน้ำหนักส่วนมากแล้วภาพรววมของ Guilty Pleasure เป็นงาน "พ็อพร็อค" ประมาณงานทีนพ็อพสมัยรุ่งโรจน์ของบรรดาพวกเกิล แคน ร็อคทั้งหลายอาทิ อาวริล ลาวีญ/ลินด์เซย์ โลฮาน/แอชลีย์ ซิมป์สัน และแน่นอน ฮิลลารีย์ ดัฟฟ์ ซึ่งนอกจากจะเป็นงานที่มีกลิ่นสาปของบรรดาพวกเจ๊ทีนควีนที่กล่าวมาทั้งหมดแล้วนั้นยังร่วมสมัยไปรับเอาอิทธิพลมาจากพ็อพไอค่อนรุ่นล่าทั้งไมลีย์ ไซรัสและเคที่ เพอร์รี่ย์ตลอดจนเล่นของสูงฉีดเอากลิ่นอาเจ๊อเมริกันไอดอลร่างอวบอย่าง "เคลลี่ย์ คลาร์คสัน" แบบจางๆชนิดไม่กลัวหน้าแหกเสียด้วย นอกจากนี้ยังมีกระโดดแปลงกายไปเป็น "พ็อพแด๊นซ์" เครื่องหมายการค้าเดิมที่แฟนๆหนูแอชหลายท่านดฃเฟิร์มมาพร้อมกับรีเควสว่า "ทำออกมาได้ถึงกว่าร็อค" เยอะ (แล้วทำไมทำอีที่ดีๆออกมาแค่นี้ล่ะคะ)

จุดด้อย

ก่อนอื่นก็คงต้องเริ่มกันที่ตัวดิฉันที่ช่วงหลังนิยมบริโภคของหนักทำให้พอลองปรับระดับหูตัวเองลงมาฟังงานแง๊วๆแบ๊วๆแบบนี้แล้วมันเกิดอาการ "แพ้อย่างแรง" ด้วยความที่อย่างที่คุณน้องพาราไดเซอร์ว่าแหละค่ะว่า "อีเจีแนสเจอของแสลงเข้าให้แล้ว" ฟั้งครั้งแรกนี่มีแต่เครื่องหมายผิดๆๆๆๆๆกาแดงเถือกอยู่เต็มหัวเลยทีเดียว ความรู้สึกกระอักกระอ่วนประมาณเดียวกันกับตอนที่นั่งฟังงานอัลบั้มสองของ "ฮิลารีย์ ดัฟฟ์" ยังไงยังงั้นเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามส่วนตัวเชื่อเสมอว่า "ทุกอัลบั้มมีจุดดีในตัวมันเองหมด " จึงพยายามที่จะตัดอคติที่มีต่อเธอในการรีวิวโดยไม่นำมาตรฐานทางดนตรีส่วนตนทั้งหมดมาตัดสินงานของเธอแบบองค์รวมเบ็ดเสร็จหากแต่เปิดใจมองเธอในมุมที่กว้างที่สุดเท่าที่จะทำได้พร้อมทั้งให้ความเคารพเธอในฐานะศิลปินท่านหนึ่ง ซึ่งดิฉันเห็นว่า "เธอคนนี้ก็มีแววพอตัวเหมือนกัน" แม้ว่างานชุดนี้อาจจะไม่ใช่บทพิสูจน์ที่ดีด้วยความที่ "เนื้องานไม่มีอะไรพิเศษเกินสาวๆที่กล่าวมาข้างต้น" แต่ก็ไม่รู้นะคะว่าเธอจะรู้รึเปล่าว่า "เธอมีแนวที่เธอทำได้ดีมากๆและเหมาะกับตัวเธอเองที่สุดแล้ว" คือดนตรีจำพวก "เต้นรำ" รวมถึงพวกเพลงจังหวะกลางๆประมาณ "พ็อพโฟล์คอคูสติค" สวยๆเนิบๆที่เธอทำได้ดีเกินคาด ซึ่งถ้าชุดหน้าลองลดความทะเยอะทะยานที่จะแทรกตัวเองลงไปสู้ใน "สมรภูมิที่เธอไม่มีทางรบชนะ" ด้วยน้ำเสียงที่ไม่เอื้ออำนวย ความที่ไม่มีอะไรโด่นเกินคู่ต่อสู้หลายท่านๆในสายนี้ตลอดจนตระหนักในจุดแข็งที่ตัวเธอมีและไม่ปล่อยให้มันสูญเปล่าไหลไปตามกระแสที่แม้จะชวนนิยมแต่ถ้าเอทำออกมากล้ำกลืนจะนิยมแบบนี้จะมีประโยชน์อะไรที่จะไปตามพวกเขา จับทิศทางตัวเองให้อยู่และระเบิดออกมาแรงๆเอาให้พวกแม่งหน้าหงายกันไปเลย ที่กล้าพูดเพราะบรรดาคู่ต่อสู้ของเธอในแขนงร็อคส่วนใหญ่ทำงานออกมาได้ในระดับ "เสมอตัว" หากแต่พอจับแอชลีย์ไปวางในแนวของเอเองกลับทำออกมาได้ประทับใจเกินคาด อยู่ในสมรภูมิตัวเองถ้าวางหมากเดินเกมส์ดีๆรบกี่ครั้วงก็ชนะเป็นส่วนมากไม่เชื่อก็ดูอย่างอีเจ๊หอก บริทนีย์ สเปียรส์ไว้เป็นตัวอย่าง10ปีในวงการมีใครโค่นเธอลงได้บ้างล่ะ?


แทร็คเด็ด


แน่นอนว่าเด็ดดวงมากกับซิงเกิ้ลเปิดตัว It's Alright,It's Ok (2.5/5) เพลงเก่งของอัลบั้มที่แม้ว่าจะเป็นงานทีนพ็อพร็อคเกลื่อนๆโหลๆแบบที่หวานใจอเมริกันช่วงครึ่งหลังแห่งทษวรรษ2000มักจะทำกัน แต่ส่วนตัวชอบนะ เพราะติดหูดีแถมยังหลอนเข้าไปในโสตประสาททำเอานั่งร้องตามไปหลายวัน จำได้ว่าตอนไปเดินสยามที่กระหน่ำเปิดซะจนสยองหูกันไปข้าง เพลงแบบนี้แหละมิตรแท้ของสยามสแควร์ทุกซอยโดยแท้ Me Without You (4/5) อดัลท์คอนเทมโพลารีย์พ็อพร็อคบัลลาดผสานโหล์คและออเครสตร้ากรีดกรายสุดอลังการ ที่แอชลีย์ทำออกมาได้ดีเกินกว่าที่คิด ร้องได้เพราะนะอัลบั้มหน้าถ้าคิดไปแย่งแนวเทย์เลอร์ สวิฟท์ล่ะก็ก็คงทำได้น่าลุ้นอยู่ Crank It Up (4/5) อิเล็คโทรพ็อพแด๊นซ์ที่แม้ว่าจะไม่เข้าพวกหากแต่ก็เป็นแทร็คที่ยืนยันได้ดีว่าเธอเหมาะกับดนตรีแนวเต้นรำขนาดไหน ปัญหาคืออัลบั้มนี้ควรจะมีเพลงเต้นรำแรงๆแบบนี้ให้มากขึ้นมากกว่าพวกพ็อพร็อคแกนๆเสี่ยวๆที่ไม่รู้ว่าจะทำออกมาทำไมมากมายนักหนา มั่นใจหรือว่าที่แหกปากตะโกนแง๊วๆๆๆๆ เมี๊ยวๆๆๆๆๆ เงี๊ยวววววว แค่กๆตั้งค่อนอัลบั้มนี่มันเปรี้ยวเท่ห์พิลึกอย่างที่คิดไว้ ปิดงานด้วย Switch (4/5) งานทีนพ็อพร็อคใสๆจางๆที่มาพร้อมกับอัพบีทคอรัสสุดน่ารักติดหูใส่บีทอิเล็คโทรนิคปะทะซินธิ์และยูโรบีทวิ่งว่อนกันสนุกสนานทั้งเพลง แม้ว่าจะเป็นงานพ็อพวัยรุ่นใสๆตามมาตรฐานแต่งานมีเชิงขนาดนี้ก็ไม่ได้ยินมาจากบรรดาพวกศิลปินทีนพ็อพนานแล้ว

สรุป

แม้ว่าจะไม่ชอบแต่ก็ต้องขอบคุณท่านผู้อ่านหลายๆท่านที่รีเควสงานของเธอคนนี้มา นานๆทีฟังงานพ็อพวัยรุ่นใสๆน่ารักๆของยุคนี้บ้างก็ดีเหมือนกัน

วันเสาร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2553

Myspace (#12)


The Presets : Apocalypso : Electronic/House/Dance-Punk/Techno
ถ้าถามถึงอัลบั้มเพลงล่าสุดที่ดิฉันได้ฟังโดยบังเอิญหากแต่ส่วนตัวกลับถูกใจมากๆจยฃนแถบจะหยุดฟังไม่ได้ตอนนี้คงหนีไม่พ้น Apocalypso งานจาก The Presets วงอิเล็คโทรนิคจากซิดนีย์ ออสเตรเลียซึ่งสามารถทำดนตรีเต้นรำแบบ Futuristic สไตล์คลับแด๊นซ์ได้ออมาอย่างมีสีสันจัดจ้านโดนใจและเปรี้ยวโฉบเฉี่ยวเสียจนต้อวงร้อง ว้าวววววว พลางตบอกเสียดายว่างานออกมา2ร่วมจะ3ปัฃีแล้วทำไมเราเพิ่งจะมีวาสนาได้ฟังนะ
ภาพรวมของงานชุดนี้เป็นอิเล็คโทรนิคแด๊นซ์เฮ้าส์แบบFuturisticและคลับแด๊นซ์จัดๆประพิมประพายด้วยสีสันแห่งแฟชั่นและกลิ่นอายของความรุ่งโรจน์แห่งรัตติกาลยุคอนาคตจากดนตรีจำพวกเทคโน โพรเกรสซ๊ฟแทรนซ์อัลเทอเนทีฟแด๊นซ์ตลอดจนคุมทิศทางอนฃย่างเก๋ไดฃก๋โฉบเฉี่ยวบนสรรพสำเนียงการร้องสไตล์แดนซ์-พั้งค์เปรี้ยวจัดๆที่นับว่าจับมาฟิวชั่นเข้ากับมรฃนตร์เสน่ห์จากซาวนด์ EDM ต่างๆได้อย่างลงตัวเหนือชั้นถึงขีดสุด เป็นหนึ่งในงานดนตรีสำหรับผู้ที่มีลมหายใจเพื่อแสงสียามค่ำคืน ศรัทธาในเสียงเพลงและผงาดอย่างถึงขีดสุดบนฟลอร์เต้นรำ....
.....คลอดจนผู้ที่ไขว่คว้าแสวงหาจิตวิญญาณแห่งดนตรียุคอนาคตมาครอบครองในโลกแห่งเสียงดนตรีส่วนตน

วันศุกร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2553

Myspace(#11)


Lindsay Lohan : A Little More Personal (Raw) : Pop-Rock
ความรู้สึกส่วนตัวที่ดิฉันมีต่อ "ลินด์เซย์ โลฮาน" ในฐานะศิลปินแล้วจนถึงทุกวันนี้ยังขอยืนยันว่า "ส่วนตัวเห็นแววจริงๆว่าเธอคือหนึ่งในคนที่สามารถจะกลายมาเป็นศิลปินที่ดีมากๆในอนาคต หากได้รับโอกาส" ในฐานะนักวิจารณ์มาดนตรีร่วมปีที่8แล้วค่า ดิฉันเห็นอะไรหลายๆอย่างที่ศิลปินคุณภาพสะท้อนผ่านทางงานดนตรีของพวกเขาเหล่านั้นเช่นเดียวกับที่เธอสามารถสะท้อนออกมาให้เห็นทั้งพัฒนาการด้านการนำเสนอผลงาน กึ๋นและวิสัยทัศน์ทางดนตรี ศักยภาพและที่สำคัญที่สุดเห็นจะหนีไม่พ้น "ความทรงพลังทางจิตวิญญาณ" ที่เธอถ่ายทอดออกมาได้ดีในหลายๆแทร็ค หากแต่น่าเสียดายที่ศักยภาพของเธอเหล่านี้แทนที่จะผลักดันให้หนทางการเป็นศิลปินของเธอก้าวหน้าเฉกเช่นคุณสมบัติอันไม่แพ้ศิลปินวัยรุ่นหน้าไหนที่เธอมี หากแต่กลับถูกบดบังด้วยความ "หลายมาตรฐานของโลก" จากการตัดสินคุณภาพงานของเธอจากเรื่องส่วนตัวรวมถึงตัดสินเธออย่างผิวเผินเพียงแค่เป็นนักแสดงวัยรุ่นคนหนึ่งที่หันมาเอาดีทางด้านการร้องเพลง ทำให้ A Little More Personal (Raw) อัลบั้มชุดที่สองของเธอนี้กลับพลาดความสำเร็จไปอย่างน่าเศร้าและไม่สมควรจะเป็น
A Little More Personal (Raw) เป็นย่างก้าวที่จำกัดอิทธิพลทางดนตรีที่หลากหลายในงานชุดแรกอย่าง Speak สู่การตีกรอบเพื่อระบายเอกภพและความสมดุลย์ลงสู่เนื้องานภายใต้ดนตรี "พ็อพร็อค" ซึ่งฟังครั้งแรกส่วนตัวก็อดอึ้งไม่ได้เนื่องจากการนำเสนอไม่ได้มีเพียงแค่พ็อพร็อคในระดับทีนควีนตามธรรมเนียมนิยมที่คาดการณ์หากแต่เป็นการระเบิดศักยภาพและแสดงวิสัยทัศน์ทางดนตรีที่ดิบสดระห่ำในตัวเธอชนิดที่ "เกินมาตรฐานทีนควีนท่านอื่นๆในยุคนั้น" ไม่ว่าจะในด้านการนำเสนอหรือความจริงใจ (จะแพ้ก็เพียงแต่อาวริลเพียงคนเดียวที่ลินด์เซย์ยังคว่ำงานเจ๊วีนไม่ลงซักที) หลายแทร็คในงานชุดนี้สามารถสะท้อนให้เห็นถึงความลึกและด้านที่ไม่เคยคาดคิดว่าจะได้สัมผัสจากลินด์เซย์มาก่อน ความหลากหลายของดนตรีพ็อพร็อคในงานชุดนี้มีตั้งแต่งานพ็อพร็อคทีนควีนใสๆน่ารักติดหูจัดๆอย่าง If You Were Me ผลิกมางานพ็อพร็อคเพียโนละเมียดละไมกึ่งบัลลาดไพเราะขาดใจใน Black Hole งานโพสท์กรั๊นจ์90โหดๆเชยลากที่ได้รับอิทธิพลมาจาก Nirvana เต็มๆอย่าง I Live For The Day อัลเทอเนทีฟอินดี้พ็อพร็อคติดพั้งค์70 คันทรีย์และการาจใน I Want You To Want Me ที่เป็นงานในแบบที่แม้จะออกมาไม่ได้ดูดีแต่ก็นับว่าน่าชื่นชขมในฐานะที่เธอกล้าทำในสิ่งที่ศิลปินยุคเธอเขาไม่กล้าหยิบจับนำเสนอแล้วแม้ว่าภาคดนตรีจะดูอ่อนไปนิดจนเหมือนเป็นแค่เศษเสี้ยวของSex Pistols/The White Stripes/โจนท์ เจ็ทท์ ยัน พิ้งค์ในร่างจำแลงทีนควีนแต่ก็นับว่าสวมวิญญาณร็อคออกมาได้ถึงกว่า เอ่อ อีก2ท่านที่เหลือ เช่นเดียวกันกับ Edge Of Seventeen ที่หยิบเอางานบลูส์ร็อคระดับตำนานของเจ้าป้าสตีวี่ นยิคส์มาคัฟเวอร์ได้อย่างเปี่ยมไปด้วยมิติและคารวะจิตวิญญาณสาวร็อครุ่นใหม่ ในขณะที่ My InnocenceและA Beautiful Life ก็เป็นสองงานที่ลินด์เซย์ดำดิ่งลงสู่จิตวิญญาณของตนเองและระเบิดเพลงที่เป็นอุปมาถึงจุดเริ่มต้นและบทสรุปภาพของ "ลินด์เซย์ โลฮาน" ได้อย่างทรงพลัง
แม้ว่าถ้าวัดกันในแง่ของคุณภาพงานชุดนี้จะไม่ได้ออกมาเฉียบขาดเป็นที่น่าจดจำถึงขั้นสมบูรณ์แบบและแม้ว่าจะไม่มีพิ้นที่ในตลาดดนตรีกระแสหลักที่จะวางเธอแม้เพียงในฐานะ "เพชรที่ยังไม่ถูกเจียระไน" อย่างไรก็ตามเชื่อว่า "เพชร" มันก็ย่อมเป็นเพชรอยู่วันยันค่ำหากสักวันหนึ่งเมื่อเวลา โอกาสและการพิสูจน์ตัวตนของเธอในฐานะศิลปินที่สามารถก้าวข้ามผ่านมรสุมจากข่าวฉาวทั้งปวงได้มันมาบรรจบกันเพื่อเจียระไนเธอให้เปล่งประกายจนถึงขีดสุดแล้ว ใครจะไปรู้ว่าเพชรในตมอย่างลินด์เซย์สักวันอาจจะทะยานขึ้นมาสู่ยอดมงกุฏของวัฒนธรรมดนตรีกระแสหลักได้ง่ายๆเช่นกัน วงการมายาอะไรๆก็เป็นไปได้ค่ะ

Myspace(#10)



Angie Stone : Unexpected : Neo Soul/R&B/Soul


หนึ่งในดนตรีแขนงที่ฟังไม่บ่อยหากแต่ส่วนตัวประทับใจเป็นอันดับต้นๆจนขอยกให้เป็นดนตรีประจำชาติของดิฉันซึ่ง "นีโอโซล" ก็นับว่าเป็นหนึ่งในแนวสุดโปรดปรานนั้นด้วยความที่ส่วนตัวขอยกให้เป็นหนึ่งในภาคดนตรีที่หรูหราและหอมหวานที่สุดในโลกกว้างนี้ด้วยภาคดนตรีที่ยืนพื้นบนงานโซลนุ่มๆสุดสุนทรีย์ผสานความกรีดกรายในแบบคอนเทมโพลารีย์อาร์แอนด์บี บลูส์ คลาสสิค แจ๊ซซ์ ฟั้งค์ตลบอดจนขยับขยายไปเล่นกับพวกเฮ้าส์ ชิลล์เอ๊าท์ ฮิพฮอพยันฟิวชั่นบูรณาการเข้ากับภาคดนตรีต่างๆตามใจนึกสุดขีดกึ๋นและจินตนาการที่ศิลปินท่านนั้นๆพึงมี

สำหรับงานที่หยิบขึ้นมาแนะนำในครั้งนี้เป็นงานศิลปินนีโอโซลที่ส่วนตัวดิฉันถูกชะตากับการนำเสนอและน้ำเสียงของเธอที่สุด "แองจี้ สโทน" กับ Unexpected สตูดิโออัลบั้มล่าสุดของเธอเมื่อปีที่ผ่านมาซึ่งเป็นงานนีโอโซลเพราๆหรูหรา ละเมียดละไมที่เอยังคงรักษษมาตรฐานของเนื้องานที่ชวนประทับใจและเข้าถึงอารมร์เพลงในทุกบทบาทได้อย่างไม่ตกไปจากระดับงานคุณภาพจะหวานละเมียดละไมหยาดเยิ้มประดุจน้ำผึ้งพระจันทร์ก็ทำได้เฉียบ จะกดให้ดิบหม่นทุกข์ระทมก็ถึงใจและที่สำคัญที่สุดเกือบทุกแทร็คยังไว้ลายด้วยอารมณ์โซลร่วมสมัยเก๋ๆตามธรรมเนียมฉบับแองจี้ สโทนที่ทำออกมาได้สะท้านใจเกย์โดยแท้

ขอแนะนำ Unexpected ชุดนี้ไว้ในฐานะหนึ่งในอัลบั้มนีโอโซลที่สวยที่สุดในรอบสองสามปีที่ผ่านมาตลอดจนเป็นหนึ่งในงานที่กลับมามีอิทธิพลต่อชีวิตการฟังเพลงมากที่สุดงานหนึ่งในช่วงนี้

วันพฤหัสบดีที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2553

Myspace(#9)


Bright Eyes : One Jug Of Wine,Two Vessels : Indie Folk/Indie Rock/A'ternative Country
งานที่นำมาเขียนนี้เป็นอีพีเฉพาะกิจระหว่าง Bright Eyes วงอินดี้โฟล์คสุดที่รักกับ Neva Dinova วงอินดี้จากสหรัฐอเมริกาบ้านเดียวกันหากแต่ส่วนตัวดิฉันไม่เคยฟัง ซึ่งถ้าเข้าใจไม่ผิดแล้วอีพีชิ้นนี้เป็นการกลับมารีรีรีสใหม่เก็บยเงินแฟนๆกันอีกระลอกนะคะ ที่ส่วนตัวสนใจหยิบขึ้นมาแนะนำเนื่องจากฟังแล้วประทับใจด้วยความเป็นงานอินดี้โฟล์คที่เพราะสวยงามระยิบระยับมากๆ นำมาดับร้อนได้ดีโดยแท้
One Jug Of Wine,Two Vessels เป็นงานอินดี้โฟล์คเพราะๆที่ผสานความงานของดนตรีพ็อพโฟล์คอคูสติค อินดี้ร็อคและอัลเทอเนทีฟคันทรีย์ที่มี Rockabilly บลูส์กราส เซลติคโฟล์คและความดิบสดเชือดเฉือนประมาณคันทรีย์ฟั้งค์ร็อคติดบลูส์โซลดิบหม่นเกรี้ยวกราดหนักหน่วงเข้าสู่มิติเดียวกันได้อย่างเกิดเอกภาพสุดเหนือชั้นกับภาคเนื้อหาคมกริบที่แฝงด้วยทัศนะเสียดสีทั้งการเมือง สังคม วัฒนธรรมแวดล้อมรอบตัวตลอดจนการล้อเลียนชีวิตตนเองได้อย่างถึงพริกถึงขิง ในแบบฉบับที่แฟนๆ Bright Eyes ดื่มด่ำและประทับใจตลอดมาได้ดีไม่มีตกไปจากระดับแม้ว่าภาคดนตรีจะเนิบหวานไปนิดก็ตามที
นับว่าต้องขอบคุณค่ายเพลงที่นำงานดีๆแบบนี้กลับมาให้เป็นที่รู้จักแก่คอดนตรีรุ่หลังและนำมาดูดเงินดิฉันในสภาวะที่การเงินกรอบถึงขีดสุดโดยแท้

Myspace (#8)


Le Tigre : Le Tigre : Dance-Punk/Electroclash/Indie/Synth-Punk
โดยส่วนตัวแล้วดิฉันก็ไม่เคยได้รู้จักมักคุ้นกับวงอินดี้วงนี้แต่อย่างใดเพิ่งจะได้มาทำความรู้จักกันเมื่อปีที่แล้วที่ได้ทราบข้อมูลมาว่าเป็นหนึ่งในโปรดิวซ์เซอร์ที่ได้มาร่วมเสี่ยงตายใน Bionic ของคุณนายคริสทิน่า อากิเลร่าดิว่าผัดไทตัวแม่ของอุตสาหรกรรมดนตรีสากลที่จะวางขายมิถุนายนศกนี้ หึหึหึ พอได้ลองหามาฟังแล้วถึงกับ "ช็อค" ด้วยความที่มัน อ๊ายยยย ไม่ใช่!!!! พวกคุณคือหนึ่งในวงที่แนสทิน่าไม่สามารถจะทนฟังได้!!!! กรี๊ดดดดดด อีนังติ๊ถ้าหล่อนทำซาวนด์แบบนี้ออกมาแม่คงสวดให้ไปรีบๆไปผุดไปเกิดพร้อมกับไปขุดอีเบบี้ เจนผีโซลขึ้นมากราบไหว้บูชาต่อไป อย่างไรก็ตามไม่ชอบก็ไม่ได้หมายความว่าจะเห็นเต็มๆเบ้าว่าวงนี้ "เจ๋ง" นะคะ แถมยังโดนคนอ่านเขารีเควสต์จี้ดากมาอีกดังนั้นดิฉันจึงต้องรีบหยิบมาแนะนำให้ผู้อ่านที่รักไปเสี่ยงกันเอา "ชอบหรือไม่อีกเรื่อง"
Le Tigre สตูดิโออัลบั้มแรกภายใต้ชื่อเดียวกับทางวงซึ่งนำเสนอในเชิงวิพากษ์เสียดสีสภาพสังคม วัฒนธรรม การเมืองตลอดจนสิทธิสตรีแบะมนุษยชนผ่านดนตรีอินดี้แด๊นซ์-พั้งค์ประหลาดล้ำไม่เหมือนใครบนลวดลายของซินธิ์พั้งค์สุดเฟี้ยวฟ้าวและมิติอันหนักหน่วงทรงพลังจากวัฒนธรรมอิเล็คโทรแคลชสุดเก๋ซึ่งเนรมิตเอกลักษณ์อันทรงพลังแข็งแกร่งดุจหินผาสายฟ้าฟาดให้ Le Tigre เป็นที่ประจักษ์แก่แวดวงอินดี้ว่า "ของเขาแม่งแรงจริง"
แม้ว่าแนสทิน่าจะขอบายด้วยความที่ฟังมา5-6รอบอย่างตั้งใจแล้วรู้สึกว่าประสาทกินมันทุกรอบจนเลิกพยายามแล้วก็ตามแต่ก็กล้าพูดนะคะว่าอย่างน้อย "คุ้มค่าที่ได้ลองงานเจ๋งๆแบบนี้จริงๆ"

Myspace(#7)


Bessie Smith : The Essential Bessie Smith : Blues
ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมารู้สึกว่าตัวเองเขียนรีวิวศิลปินอินดี้และอิเล็คโทรนิคเยอะเป็นพิเศษตามกระแสนิยามที่ส่วนตัวเชื่อและคาดการณ์ว่าต่อไปดนตรีสองแขนงนี้น่าจะเข้ามามีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมดนตรีกระแสหลัก (หวังไว้เป็นอย่างยิ่งว่าจะมาแทนฮิพฮอพ) อย่างไรก็ตามไม่เคยลืมถึงภาคดนตรีที่ฉันรักและเป็นรากฐานของชีวิตการฟังดนตรี หนึ่งในนั้นคือ "เออร์บัน" ศิลปะทางดนตรีอันทรงศักดิ์ของคนดำอาทิ อาร์แอนด์บี โซล แจ๊ซซ์และ "บลูส์" เป็นต้น ซึ่งวัดกันในแง่ของความดิบและลึกแล้วก็โหดกว่าฮิพฮอพเยอะ สำหรับมายสเปซครั้งนี้ขอหยิบหนึ่งในอัลบั้มจากศิลปินแขนง "บลูส์" ที่ส่วนตัวรักและเคารพมากที่สุดในชีวิตงานจากจักรพรรดินีแห่งดนตรีบลูส์ "เบสซี่ สมิธ" ค่ะ
The Essential Bessie Smith เป็นงานรวมเพลงบลูส์ในช่วงยุค20-30ของเจ้าป้าเบสซี่ สมิธซึ่งทุกแทร็คเป็นงานคลาสสิคทรงคุณค่าเอนกอนันต์ระดับตำนานรวมถึงทรงอิทธิพลต่อการสานต่อแรงบันดาลใจทางดนตรีของดิว่าเพลงแจ๊ซซ์ในยุคหลังจากเธอตั้งแต่ศิลปินสาวนักปฏิวัติอย่างเจ้าป้านี่น่า ซีโมนส์ ราชินีเพลงแจ๊ซซืระดับขึ้นหิ้งอย่างเจ้าป้าเอลล่า ฟิทซ์เจอรัลด์จวบจนถึงสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งตลอดกาลแห่งวงการดนตรีแจ๊ซซือย่างเจ้าป้าบิลลี่ ฮอลิเดย์ที่ได้นำบทเพลงอันหวานหอมโศกสลดทุกข์ระทมโหยหวนอมตะนิรันดร์กาลบางแทร็คในงานชุดนี้ไปขับกล่อมใหม่ในแบบฉบับของตน ซึ่งก็นับว่าเป้นการสืบต่อลมหายใจแห่งจิตวิญญาณเพลงบลูส์ของเจ้าป้าเบสซี่ สมิธให้ยังคงโลดแล่นเป็นที่รู้จักและเป็นวัฒนธรรมที่คนรุ่นหลังพึงจะคารวะ
The essentials Bessie Smith ไม่เพียงแต่เป็นตัวแทนที่ดีของมนตร์เสน่ห์แห่งเพลงบลูส์ช่วงทศวรรษ1920-1930 มากไปกว่านั้นยังคงความสำคัญในฐานะหนึ่งในรากฐานทางวัฒนธรรมของศิลปะคนดำ เป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นที่ปูทางให้แบล็คมิวสิคยุคหลังจากเธออย่างแจ๊ซซ์ อาร์แอนด์บี โซลตลอดจนฮิพฮอพสามารถเดินหน้าก้าวมาถึงจุดรุ่งโรจน์และทรงอิทธิพลอย่างถึงขีดสุดในวํฒนธรรมดนตรีกระแสหลักจวบจนวินาทีนี้

วันอาทิตย์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2553

Myspace(#6)



Los Cafres : Quien Da Mas? : Latin/Pop/Reggae


มีดนตรีเพียงไม่กี่แนวนะคะที่ดิฉันจะนึกถึงมากๆในช่วง "ฤดูร้อน" หนึ่งในนั้นคือ "เร็กเก้" ซึ่งเป็นภาคดนตรีที่ต้องนับว่ามีอิทธิพลกับดิฉันมากเป็นการส่วนตัวในฤดูกาลนี้ สำหรับงานชุดที่หยิบมาแนะนำเป็นงานของ Los Cafres ศิลปินที่ดิฉันได้รับการแนะนำมาทางเฟซบุ๊คส์นะคะซึ่งเท่าที่ได้ฟังดูแล้วก็ต้องบอกว่า โอ้โห! โดน! ด้วยความเพราะและศิลปะแบบละทินเร็กเก้ร่วมสมัยที่ยังคงรักษาจิตวิญญาณของความเป็นเร็กเก้พื้นเมืองได้อย่างดี แถมยังมาถูกที่ถูกเวลาสุดๆ


Quien Da Mas? เป็นงานละทินพ็อพ เร้กเก้บริสุทธิ์แท้ๆที่จะพาคุณผู้ฟังให้ไปเพลิดเพลินกับมนตร์เสน่ห์อันหอมหวานจากเอกลักษณ์แท้ๆของดนตรีพื้นเมืองชนิดนี้ที่เป็นหนึ่งในสัญลักษณืและวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ตระการตาอันน่าภูมิใจยิ่งของดนตรีโซนเวิลด์มิวสิคมาจวบจนปัจจุบัน นอกจากนี้ยังปรุงแต่งดนตรีเร็กเก้พื้นเมืองที่ผสานพ็อพและละทินโซลให้มีความร่วมสมัยขึ้นด้วยการหยอดมนตร์เสน่ห์ภาคดนตรีที่หลากหลายทั้งเล้าจ์น แคริบเบี้ยน ชิลล์เอ๊าท์ ชิลล์แจ๊ซซื บราซิลเลี่ยน คอนเทมโพลารีย์ตลอดจนเหยาะเครื่องเป่าสไตล์ละทินฟั้งค์โซลเพราะพริ้งมากเข้ นอกจากนี้ก็มีบอสซาโนว่า บางแทร็คเป็นสกาน่ารักใสๆยันพัฒนาขึ้นไปเล่นกับแด๊นซ์ฮอลล์ตลอดจนกลายเป็นแร็พก็มีมาให้ฟัง


ส่วนตัวร้อนนี้ขอยกให้ Quien Da Mas?เป็นหนึ่งในอัลบั้มที่เป็นตัวแทนที่ดีสำหรับฤดูกาลสุดหฤโหดนี้ นับว่าเป็นงานที่ไม่เพียงแต่จรุงด้วยกลิ่นอายของวัฒนธรรมได้อย่างทรงเสน่ห์น่าคารวะหากแต่มาถูกที่ถูกเวลาโดยแท้ สำหรับดิฉันผู้แสวงหาความเพราะพริ้ง หรูหราและผ่อนคลายจากดนตรีประจำฤดูร้อน มี Cafe Del Mar ภาคเร็กเก้ให้ฟังแล้วเจ้าค่ะ หึหึหึ

Yeasayer : Odd Blood : 83%



Yeasayer : Odd Blood : 83%


อีกหนึ่งศิลปินที่เว็ปไซต์มายสเปซแนะนำให้ดิฉันรู้จักนะคะ Yeasayer วงอินดี้เอ็กซ์เพอริเมนทัลร็อคจากบรู๊คลิน นิวยอร์กกับOdd Blood สตูดิโออัลบั้มชุดที่สองที่พบกันขณะที่ดิฉันไม่ได้ตั้งใจอยากจะรีวิวงานยาวๆเลย หากแต่ความดีมันเข้าตาจน อยากจะเขียนถึงเป็นการเฉพาะกิจ

รูปแบบดนตรี


จากการที่ทางวงนิยามงานของพวกเขาให้อยู่ในแขนง "เอ็กซืเพอริเมนทัลร็อค" ซึ่งจากความเข้าใจส่วนตัวและการจับทิศทางของดิฉันมีความเห็นว่า Odd Blood เป็นงานอัลเทอเนทีฟอินดี้ที่ยืนพื้นจากการผสานแนวดนตรีแบบโพรเกรสซีฟร็อคเข้ากับจังหวะจะโคนของอิเล็คโทรนิคทั้งไซคลีเดลิก เรโทรซินธิไซเซอร์ยุค80 เทคโน แทรนซ์ ดั๊บตลอดจนการหยอดบีทแบบเวิลด์มิวสิคและดนตรีสไตล์มินิมัลลิสท์เพื่อเพิ่มความเป็นอาร์ทหรือององการ์ตในตัวเข้าไปให้สมกับนิยาม ส่วนตัวฟังแล้วนึกถึง Depache ModeกับRadio Headเข้ากับซอฟต์ร็อคแบบ The Feelings และพวกจังหวะจะโคนน่ารักๆประมาณ Tahiti 80 พวกติ๊ท์ๆโหดๆแบบสไตล์อินดี้อังกฤษก็มียันพวกศิลปินสายเอ็กซ์เพอริเมนทัลบางท่านที่ดิฉันไม่คุ้นเคยนักหากแต่ก็ได้เคยลองฟังผลงานผ่านๆมาบ้างน่ะค่ะ


จุดด้อย


ภาคดนตรีสับสนอลหม่านไปนิดนะคะ คือจะว่าเก๋แปลกพิสดารมันก็แนวดีอยู฿หรอกแต่ถ้ามองในมุมที่ต้องขอด่าว่ารกรุงรังไม่ได้เกลี่ยนให้เนียนก็มีให้ได้ยินเยอะอยู่รวมถึงความรู้สึกติดขัดในบางส่วนที่มันมากเกินไปและไม่ลงตัวจนถึงขีดสุดก็มีให้สะดุดค่อนข้างพอสมควร


แทร็คเด็ด


เปิดอัลบั้มได้ป่วงสุดระทึกใน The Children (4/5) ที่เอาซาวนด์สังเคราะห์แบบดาร์คอัลเทอเนทีฟจำพวกโรโบติคและสรรพสำเนียงอิเล็คโทรนิคมาบีบเสียงร้องจนบิดเบี้ยวซ่าพร่าฟังไม่รู้เรื่องแต่เมโลดี้งดงามบรรเจิดมาก ตัวเพลงเป็นเอ็กซ์เพอริเมนทัลกึ่งDrone Ambientที่หยอดเข้ากับทริพฮอพและร็อคเข้าไปเสริมทัพ ผลัพธ์ออกมาพร่าๆซ่าๆแปลกประหลดประหนึ่ง Nine Inch Nails ก่อนจะสลัดคราบอย่างหมดจดใน Amblina Alp (4/5) แทร็คถัดไป ที่ล้างออกมาเป็นอินดี้อิเล็คโทรพ็อพบีทตึ๊บๆกวนๆน่ารักติดหจากซินธิ์ว่อนๆและมิติของไซคลีเดลิกร็อควิ่งกันพล่านสุดพลัง ติดหูแลฃะสวยงามดีแท้ มาที่ O.N.E. (5) อีกหนึ่งแทร็คสนุกๆกับภาคดนตรีแด๊นซ์กระจายแบบพวกอินดี้อิเล็คโทรพ็อพเต้นรำติดเทคโนสวยๆดิสโก้เบรคบีทกระฉึกกระฉักกระชากใจพร้อมทั้งระบายความเป็นดั๊บเก๋ๆลงมาผสานกับบีทยูโรแด๊นซ์เฮ้าส์ลอยๆหอมหวานทรงเสน่ห์ รากแตกฮ่ะ Madder Red (4.5/5) เก๋ได้วยการจับอิเล็คโทรซาวนด์แบบซินธ์พ็อพยุค80มาร่วมร่างกับอคูสติคโฟล์คงามระยับพร้อมกับเอ็กซ์เพอริเมนทัลร็อคและเวิล์ดบีทมาร่วมเจิมมนตร์เสน่ห์ เป็นหนึ่งในแทร็คที่สวยที่สุดของงานชุดนี้ ขอจบด้วย I Remember (5) แทร็คที่ส่วนตัวประทับใจที่สุดในอัลบั้ม ดีพเฮ้าสืเทคโนเย็นๆประสานงากับแทรนซ์หนักหน่วงลอยละล่อง ตึ๊บๆมึนๆหากแต่สวยงามบรรเจิดประดุจหลุดไปอีกโลกหนึ่งที่ไม่มีเส้นคั่นของคำว่า "ความเป็นจริง" มาแปดเปื้อนนิบยามอันสดสวยของจินตนาการที่เป็นใหญ่เหนือทุกสิ่ง


สรุป


นับว่าเป็นอีกหนึ่งงานจากฝากอินดี้ที่ "สวย" และ "ทรงคุณภาพน่าฟัง" ประจำปีนี้เลยทีเดียว

วันพฤหัสบดีที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2553

Ludacris : Battle Of The Sexes : 67%


Ludacris : Battle Of The Sexes : 67%
ส่วนตัวไม่เคยสนใจงานของลูดาคริสมาก่อนเลยนะคะคือฟังบ้างผ่านๆเฉพาะเพลงที่เป็นซิงเกิ้ลรวมถึงพวกคลับฮิพฮอพตามข้าวสาร ซึ่งส่วนตัวรู้สึกว่าเขาเป็นศิลปินฮิพฮอพที่ดิฉันรู้สึกเฉยๆคือไม่มีบทบาทใดๆกับดิฉันหากแต่ที่หยิบขึ้นมารีวิวเนื่องจากมีผู้อ่านที่อยากให้บอร์ดมีรีวิวอัลบั้มฮิพฮอพมาแซมกับงานพ็อพบ้างแนะนำมา ซึ่งก็ต้องชอบคุณเป็นอย่างยิ่งค่ะเพราะเท่าที่สังเกตุช่วงหลังๆรีวิวของดิฉันศิลปินอินดี้และอิเล็คโทรนิคเกลื่อนเกิน
รูปแบบเพลง
แน่นอนค่ะว่าภาพรวมจัดหมวดอยู่ในโซนของงาน "ฮิพฮอพ" อย่างแน่นอนที่สุดโดยส่วนตัวรู้สึกว่า Battle Of The Sexes นี่เป็นงานฮิพฮอพที่มีความเป็นพ็อพสูงมาก คือมาแบบฟังง่ายฟังเพลินชนิดไม่มีสะดุดผิดวิสัยงานประเภทนี้ซึ่งทั่วไปมักจะไม่ถูกโรคกับดิฉันจะว่าไปมันก็เหมือนกับงานพ็อพที่ลงบีทฮิพฮอพและเสียงแร็พสำหรับดิฉันน่ะค่ะ จะว่าไปจริงๆส่วนตัวสัมผัสได้ถึงความเป็นอาร์แอนด์บีน้อยกว่าความเป็นพ็อพในงานชุดนี้อีกที่เหลือก็เป็นพวกฮิพฮอพคลับแด๊นซ์ติดอิเล็คโทรนิคตามสมัยนิยมมีหลุดมาเป็นโซลแทร็คสองแทร็คและทั้งหมดคุมทิศทางด้วยเซาเธิร์นแร็พมันส์ๆอันเป็นเสน่ห์และเอกลักษณ์อันเอกอุของลูดาคริสที่ถ้าฟังเอาความมันส์ล่ะก็ โอเค มันก็รู้สึกว่าไม่เสียเวลาและไม่ผิดหวังอ่ะนะ
จุดด้อย
ไม่ใช่งานที่แย่นะคะแต่ "งั้นๆ" เป็นงานฮิพฮอพอาร์แอนด์บที่ไม่ได้มีมิติหรือชั้นเชิงโดดเด่นกว่าศิลปินท่านอื่นๆในสายนี้คือฟังง่ายๆเพลินๆฆ่าเวลาได้ดีไม่มีปวดประสาทแต่ความเก๋าในเกมส์เมื่อเทียบกับเอมิเน็ม/เรฟ รัน/แนส/สนู๊พด็อก/คานยี เวสต์/เจย์ ซี/บัสทา ไรห์ม/เนลลีย์ ยัน ฟาร์เรลล์แล้วยังกินเขาไม่ลงก็แค่นั้น อย่างไรก็ตามเพลงตาลูดานี่ยัดอะไรที่มันเป็นกระแสนิยมชนิดเก็บครบทุกเม็ดถึงจะไม่ใช่คอฮิพฮอพแต่ถ้าได้ฟังงานชุดนี้รับรองว่าคุณจะไม่พลาดวัฒนธรรมดนตรีฮิพฮอพในตลาดช่วง2-3ปีนี้ไปเลยแม้แต่นิดเดียว อะไรฮิตๆฮิพๆมีหมด
แทร็คเด็ด
How Low (3.5/5) ซิงเกิ้ลแรกไงคะ เป็นงานฮิพฮอพแร้พที่ครบเครื่องธรรมเนียมร่วมสมัยทั้งลูกเล่นของออเล็คโทรคลับแด๊นซ์ติดพ็อพที่ศิลปินฮิพฮอพทำออกมากันซะเกร่อเชียวในยุคนี้ อย่างไรก็ตามเปนแทร็คฮิพฮอพที่พ็อพจ๋าและติดหูหนึบหากแต่แซมเพิ่ลคอรัสได้อย่างชวนปวดประสาทน่าด่าโดยแท้ ดิบขึ้นมาแลดูเป็นเออร์บันหน่อยก็ My Chick Bad (4/5) กับ Everybody Drunk (4/5) ที่ร่วมงานกับ Nicki Minaj สาวสุดฮ็อตกับ Lil Scrappy ฮิพฮอพอาร์แอนด์บีผสานเซาเธิร์นแร็พตลบอบอวนมันส์หยดติ๋งๆ เป็นงานฮิพฮอพมาตรฐานตามธรรมเนียมที่ดูโหลๆไม่โดเด่นและทั่วๆไปแต่พอเป็นงานของลูดาคริสแล้วกลายเป็นไลท์ของตัวงานเลยทีเดียว ปิดท้ายด้วย Sex Room (4/5) ที่ร่วมงานกับเทรย์ ซองส์ก็หลุดมาเป็นคอนเทมโพลารีย์โซลฟูลอาร์แอนด์บีไควเอทสตอร์มติดบีทสโลแจมดาวน์เทมโพที่เด็ดดวงจากการปะทะกันระหว่างสรรพสำเนียงเซาเธิร์นแร้พสะเด็ดสะเด่าจากเจ้าของงานกับเสียงโซลอาร์แอนด์บีหวานๆเข้มข้นของพี่เทรย์ที่ทำได้ดีไม่มีผิดหวัง ดูมีศิลปะอาร์แอนด์บีที่สุดแล้วในงานชุดนี้
สรุป
นับว่าเป็นงานคั่นเวลาที่ดีสำหรับคนที่ไม่ฟังฮิพฮอพนะคะแต่สำหรับผ้ฟัวที่ฟังฮิพฮอพลึกลงถึงรากเลือดล่ะก็ ส่วนตัวอยากจะแนะนำว่า "ตัดสินใจดีๆ" ในกรณีที่จะซื้อ เนื่องจากเนื่องงานไม่ได้ทรงศักดิ์อะไรมากไปกว่างานของศิลปินฝากฮิพฮอพคั่นเวลาท่านหนึ่ง แถมศิลปินท่านนี้ยังไม่มีอะไรที่เป็นไฮไลท์เด็ดเป็นของตัวเองซะด้วยส่วนตัวจึงไม่แปลกใจว่าเพราะเหตุใดตาลุดาที่คร่ำหวอดในแวดวงฮิพฮอพมานานเหลือเกินกับไต่ขึ้นไปไม่ถึงระดับท็อปกับเขาเสียที

วันพุธที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2553

Emma Bunton : Free Me : 75%



Emma Bunton : Free Me : 75%


เคยมีผู้อ่านหลายท่านถามถึง "สาวสไปซ์ที่ดิฉันประทับใจผลงานโซโล่อัลบั้มของเธอที่สุด?" คำตอบคงหนีไม่พ้นสาวเสียงหวานอย่างเบบี้สไปซ์ "เอ็มม่า บันทัน" ที่ส่วนตัวขอบอกว่าจากบรรดางานกว่า3อัลบั้มของเธออยู่ในระดับที่ "ไม่ทำให้ผิดหวัง" ด้วยน้ำเสียงใสๆหวานๆไพเราะฟังแล้วรื่นหูชวนดื่มด่ำในระยะยาว การเรียบเรียงดนตรีที่แม้ว่าจะไม่แรงหรือโดดเด่นเท่าเจอร์รี่และเมลซีแต่ก็นับว่าทำออกมาได้ลงตัว ประณีตและรักษาเอกภาพของตัวงานได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์น่าประทับใจ และที่สุดต้องยกให้ในเรื่องของพัฒนาการใรทางที่ดีได้เด่นชัดกว่าบรรดาสไปซ์นางอื่นๆ (เว้นวิคตอเรียไว้คนเพราะOpen Your Eyesที่ไม่ได้วางขายก็ดีมากๆชนิดเอาอีก.นางที่ไม่ได้กล่าวถึงมารสฃวมกันยังฆ่าเจ๊วิคไม่ใด้) สำหรับงานของเอ็มม่าที่เลือกมารีวิวส่วนตัวขอเลือกงานชุด Free Me สตูดิโออัลบั้มที่สองของเธอมาเขียนในฐานะที่เป็นหนึ่งในงานโซโล่สไปซ์ที่ชอบที่สุดรวมถึงแสดงให้เห็นถึงศักยภาพทางดนตรีของเอ็มม่าในระดับที่เกินคาดและน่าภูมิใจจนได้รับการยกย่องให้เป็น "One Of The Best Solo Spice Records Ever"


รูปแบบเพลง


นับว่าขยับจาก A Girl Like Me งานอัลบั้มแรกที่เป็นทีนพ็อพบับเบิ้ลกัมใสๆที่เนื้องานมีความเป็นเบบี้สไปซ์สูงมาก ในขณะที่ Free Me นี่โตขึ้นมาผิดหูผิดตาชนิดเปลบี่ยนฐานคนฟังไปเลยทีเดียวนะคะ จากการแสดงให้เห็นถึงก้าวกระโดดของพัฒนาการรอบด้านทั้งภาคเนื้อหา การระเบิดศักยภาพในฐานะศิลปินตลอดจนวิสัยทัศน์ในการทำดนตรีของเอ็มม่าให้ทุกสายตาประจักษ์จากการหวนกลับไปรำลึกถึงรากฐานทางดนตรีที่เป็นรงบันดาลใจในการหล่อหลอมจิตวิญญาณทางดนตรีของเธอตลอดจนสถานภาพศิลปินพร้อมกับชุบชีวิตดนตรีเหล่านั้นให้ขึ้นมาโลดแล่นในโลกแห่งเพลงพ็อพของตัวเธอเอง โดยภาคดนตรียกเครื่องจากงานชุดแรกขยับมายืนพื้นที่ "พ็อพ" หรูหรากรีดกรายในระดับคอนเทมโพลารีย์ผสานจิตวิญญาณของดนตรีโอลด์สคูลจำพวกโมทาวน์โซล บอสซาโนว่า แจ๊ซซ์ ละทิน เวิลด์ บทสรุปออกมาเป็น Free Me งานดนตรีที่ปลดปล่อยพันธนาการจากสารพันสิ่งที่ปรุงแต่งและผูกมัดเธอในสมัยสไปซ์เกิลทั้งภาพลักษณื ความคาดหวัง การตกเป็นทาสของธุรกิจแห่งอุตสาหกรรมดนตรีโดยจำยอมสู่จิตวิญญาณที่แท้จริงของผู้หญิงที่ชื่อเอ็มม่ากับการแสดงตัวตนที่แท้จริงที่เธิโหยหาและดนตรีในแบบฉบับที่เธออยากจะทำจริงๆ


จุดด้อย


ด้วยความที่งานมัน "ดี" หากแต่เป็นความดีที่สวนทางกับความเคยชิน ความคาดหวังและความต้องการของฐานแฟนเพลงส่วนใหญ่ของเธอที่นิยมอะไรที่มัน "สไปซ์" น่ะค่ะ เลยอาจจะทำให้การเป็นที่กล่าวถึงของงานชุดนี้ในหมู่คอสไปซ์ "ออกจะนิ่งๆนะสำหรับดิฉัน" เช่นเดียวกับภาพรวมของงานชุดนี้ที่มาเรียบๆนิ่งๆไม่โดเด่นหากแต่ถ้ามีภูมิทางดนตรีในระดับหนึ่งจะซึ้งเนื่องจากเจ๊เอ็มทำแนวที่ดิฉันไม่คาดว่าเธอจะทำออกมาได้ดีค่อนข้างน่าตกใจเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามแม้ว่างานชุดนี้จะมาแนว "ชง" กับความต้องการของแฟนๆเบบี้สไปซ์หากแต่โชคดีที่ดันโคจรมาปะทะเอากับความถูกใจของนักวิจารณ์ คอดนตรีระดับกว้างและสื่อเมืองผู้ดีถึงขั้นกรี๊ดกร๊าดยกยอเป่าปากกันให้เป็นหนึ่งในอัลบั้มสุดทรงเกียรติประจำปีแห่งเกาะอังกฤษ ก็ต้องนับว่าแชร์งวดนั้นมันถึงมืออีเจ๊เอ็มต้องเปียร์ไปเต็มๆจริงๆขนาดมานิ่งๆเรียบๆขนาดนี้แต่คนเรามันมาถูกจังหวะขาขึ้นอะไรมันก็เฮงๆๆๆๆๆเนอะเจ๊เนอะ หึหึหึ


แทร็คเด็ด

ส้ฃ่วนตัวได้ฟัง Free Me (4.5/5) ไทเทิ่ลแทร็คซึ่งเป็นซิงเกิ้ลเปิดตัวของอัลบั้มแล้วรู้สึกอึ้งเนื่องจากโตขึ้นแบะพัฒนาขึ้นแบบผิดหูผิดตาเกินกว่าที่คาดคิดและคาดหวังไว้ จากงานพ็อพวัยรุ่นใสๆไร้มลพิษในงานชุดแรกยกระดับสู่คอนเทมโพลารีย์บัลลาดกรีดกรายหวานหยดด้วยเครื่องสานฃยโซลหวานๆงามระยัมและบีทบอสซาโนว่าเย็นๆคลอไปกับเสียงร้องหวานใสลอยละล่องหากแต่หลอนจับจิต ผีโมทาวน์เข้าสุดฤทธิ์ ต่อด้วยซิงเกิ้ลถัดไป Maybe (4/5) ที่มีความเป็นเอ็มม่าในแบบที่สาธารณชนคุ้นเคยค่อนข้างสูงที่สุดในอัลบั้ม พ็อพเต้นรำที่เหยาะเสน่ห์ของลูกเล่นการนำเสนอแบบโอลด์สคูลยุค60เข้ากับจริตจก้านของความเป็นเบบี้สไปซ์ได้อย่างลงตัว น่ารักดี แทร็คถัดไป I'll Be There (4/5) งานคอนเทมโพลารีย์เซมิบัลลาดที่หยอดทั้งความหอมหวานของพ็อพโซล แจ๊ซซ์และบอสซาโนว่าเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว คลาสสิคดีนะ สำหรับงานที่ชอบที่สุดในอัลบั้มขอยกให้ Tomorrow (5) โมทาวน์โซลหวานๆเพราะที่สุดในอัลบั้มแล้วชนิดที่ฟังครั้งแรกเล่นเอาดิฉันหลุดลอยมาไม่เสร็จมาจวบจนทุกวันนี้กับเมโลดี้สุดละมุนสุนทรีย์และเสียงสวรรค์ของเธอที่ฟังทีไรก็มีความสุขเสมอ เรียบง่ายหากแต่ทรงพลัง สมบูรณ์แบบและเอาชนะใจคนฟังได้ชนิดที่ไม่ต้องออกหมัดอะไรหนักหน่วงมากมายเอาแค่ความเพราะของเมโลดี้และเสียงร้องเข้าสู้ตายแค่นี้ก็ชนะขาดลอย แทร็คสุดท้ายที่อยากจะแนะนำ ส่วนตัวขอเป็น Amazing (4/5) ที่ดูเอ็ทคู้กับ Luid Fonsi งานบัลลาดหวานๆสุดไพเราะที่ระบายด้วยโซล บอสซาโนว่า แจ๊ซซ์เล้าจน์วาดลวดลายบนคอนเทมโพลารีย์พ็อพบัลลาดได้อย่างทรงเสน่ห์ เพราะจัง!

สรุป

ขอยกงานชุดนี้ให้เป็นงานโซโล่สไปซ์ที่ดีที่สุด ณ ปัจจุบันนี้ ^ ^

วันอังคารที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2553

Melanie C : Reason : 69%


Melanie C : Reason : 69%
นับว่าเป็นเรื่องน่ายินดีนะคะที่แม้ว่าสไปซ์เกิลจะยุบวงไปนานมากแล้วแต่ทุกวันนี้ก็ยังมีผู้อ่านหลายท่านที่ถามถึงรีวิวงานของบรรดาโซโล่สไปซ์อยู่เหมือนกันหลังจากที่ล่าสุดได้เขียนถึงอัลบั้มแรกของวิคตอเรียไปแล้วพบว่ากระแสของคนรักสไปซ์ในไทยยังเหนียวแน่นทรงพลังอยู่จากยอดผู้อ่าน การรีเควสตลอดจนรีพลายในบอร์ดซึ่งทำให้ดิฉันเป็นปลื้มถึงกับน้ำตาซึม หึหึหึ พูดถึงในเรื่องรีเคสนี่หลายท่านของานเอ็มม่ามาเยอะนะคะก็คาดว่ารีวิวของเอ็มม่าที่ตั้งในกระทู้ด้านบนแฟนๆสไปซ์จะได้อ่านกันภายใน2สัปดาห์นี้แน่นอน สำหรับรีวิวที่อยากจะลงล่วงหน้าเป็นการส่วนตัวก่อนคืออัลบั้ม Reason ของเมลซีที่บังเอิญได้ย้อนกลับไปฟังอีกครั้งและเกิดความประทับใจเป็นการส่วนตัวในจุดที่เมื่อย้อนกลับไปพิจารณาแล้วเห็นว่า "เป็นหนึ่งในมาสเตอร์พีซของบรรดาโซโล่สไปซ์เลยทีเดียว"
รปแบบดนตรี
ก่อนอื่นต้องออกปากชมในเรื่องของ "เอกภาพ" และ "ชั้นเชิงการนำเสนอ" ที่พัฒนาขึ้นกว่างานชุดNorthern Star มาก แม้ว่าอัลบั้มแรกจะประสบความสำเร็จในด้านยอดขายและเป็นที่กล่าวถึงมากกว่าแต่ถ้าวัดที่เนื้องานจริงๆขอบอกว่า "เละ" เหนือไม่ไปใต้ไม่มาและจับจุดอะไรไม่ค่อยได้ในขณะที่งานชุดนี้ถูกขัดเกลาให้กลมกล่อมขึ้นจากการจำกัดทิศทางภาคดนตรีให้ยืนพื้นบนความเป็น "พ็อพร็อค" ที่มีเมโลดี้ละเมียดละไมสละสลวยและจัดจ้านเด็ดขาดกว่าอัลบั้มแรกหากแต่ก็ไม่ได้มาบ้าระห่ำหยาบโลนแบบ Beautiful Intention หายนะในชุดถัดมา (จริงๆแล้วชอบสิ่งที่สื่อหากแต่ดนตรีดิบแบบไม่ชวนฟังเอาซะเลย) สำหรับ Reason เป็นอัลบั้มพ็อพร็อคที่หบยอดความระรื่นหูแบบเมนท์สตรีมจากความงดงามบนเครื่องสายคอนเทมโพลารีย์ออเครสตร้ากรีดกรายหวานหยดซึ่งคุมทิศทางของตัวงานเป็นส่วนมากเจือด้วยการแซมอิทธิพลของความเป็นอินดี้ อัลเทอเนทีฟ โฟล์ค บริทพ็อพตลอดจนเกือบๆจะโพรเกรสซีฟในบางแทร็ค ส่วนตัวคิดว่าเป็นงานที่สมดุลย์และลงตัวที่สุดในชีวิตของเมลซี
จุดด้อย
ในเรื่องของ "เสียง" เป็นประเด็นแรกที่เป้นดาบสองคมอย่างเห็นได้ชัดว่ากันตามตรงก็ต้องยอมรับว่าเมลานี ซีจัดเป็นนักร้องที่มีเนื้อเสียงดีและทรงพลังท่านหนึ่งเลยทีเดียวหากแต่น้ำเสียงของเธอนั้นเป็นอะไรที่ "ไม่ชวนฟังให้มันตลอดรอดฝั่งทั้งอัลบั้ม" คือสำหรับแฟนๆเธออย่างดิฉันที่คุ้นเคยกับน้ำเสียงเธอดีก็ไม่ได้รู้สึกรำคาญอะไรมากมายหากแต่ก็เคยรับฟังความเห็นจากบรรดาผู้ฟังขาจรหลายท่านซึ่งส่วนใหญ่ลงความเห็นว่า "เพราะดีนะ แต่ฟังแล้วอึดอัด" ซึ่งก็นับว่าเป็นอุปสรรคที่สกัดดาวรุ่งพอสมควร อีกประเด็นเป็นมุมมองในปัจจุบันของดิฉันคิดว่าภาคดนตรีสละสลวยดีนะคะหากแต่น่าเสียดายที่ผู้ฟังส่วนมากมีแนวโน้มที่ค่อนข้างจะ "ติดความเป็นสไปซ์เกิลค่อนข้างสูง" คือเน้นความฟังง่าย หลากหลาย สนุกแต่พอมาเจองานพ็อพร็อคประณีตๆเรียบๆนิ่งๆแถมบังแทร็คยังทำติ๊สท์เก๋แอ๊บอาร์ทเข้าใจยากเสียด้วย ผลที่ได้คืออัลบั้มทรงศักยภาพหากแต่ต้องอาศัยเวลาในการพิสูจน์ตนเองเนื่องจาก "ทำดนตรีโตเกินแฟนๆ" แบบเดียวกัยที่เอ็มม่าต้องเผชิญในงานชุด Free Me กับ Life In Mono นั่นแหละ แต่เมื่อจุดหนึ่งที่ภูมิทางดนตรีของแฟนๆเธอโตขึ้นแล้วเชื่อว่าหลายท่านที่ย้อนกลับไปมองงานชุดนี้จะเข้าใจในเหตุผลทางดนตรีที่เปี่ยมไปด้วยมิติอันสวยงามของงานชุดนี้เลยทีเดียว
แทร็คเด็ด
เริ่มที่ Reason (3.5/5) ไทเทิ่ลแทร็ค งานคอนเทมโพลารีย์บัลลาดที่ดำเนินเรื่องบนความพลิ้วไสวงามระยับของเพียโนปะทะเครื่องสายออเครสตร้าและเหยะจังหวะจะโคนพ็อพร็อคจางๆแกลมด้วยความบาดใจจากภาคเนื้อหาที่ยิงหมัดกันตรงๆหากแต่ลุ่มลึกพร้อมกับท่อนฮุคกรีดกรายติดหูชนะใจที่รับประกันคุณภาพว่าถูกใจขาประจำได้ไม่ยาก มาที่งานเปิดตัวใน Here It Comes Again (3/5) ที่เมโลดี้กฌสวยงามกรีดกรายไม่แพ้กัน พ็อพร็อคละเมียดละไมกึ่งพาวเวอรบัลลาดผสานอัลเทอเนทีฟและความเป็นเมนท์สตรีมจากเครื่องสายออเครสตร้าหวานหยดหากแต่ทรงพลังจับจิต ในแง่ของการเปิดตัวนับว่าหยิบมาเปิดได้สวยรวมถึงบอกภาพรวมของอัลบั้มและตัวตนของเมลซีในงานชุดนี้ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณืแบบเลยทีเดียว เร่งจังหวะขึ้นมาสนุกกันใน On The Horizon (4/5) พ็อพร็อคสนุกสนานรื่นเริงกระจ่างใสไพเราะติดหูที่สุดแล้วในงานชุดนี้แถมยังเบิกบานด้วยการตีกับเครื่องเป่าฟั้งค์ย์ที่ให้อารมณ์อินดี้พ็อพร็อคย้นไปยุค70กว่าๆพวกดนตรียุคบุปผาชนทั้งหลายน่ะค่ะ มาที่ Positively Somewhere (5) แทร็คที่ดิฉันขอยกให้เป็นเพลงที่ประทับใจที่สุดในอัลบั้มตลอดจนเป็นหนึ่งในงานที่ดีที่สุดตลอดกาลของเมลซี พ็อพร็อคผสานโฟล์คบริสุทธิ์กระจ่างใสละเมียดละไมด้วยการเรียบเรียงเมโลดี้ได้อย่างสุนทรีย์และงดงามเกือบๆจะเข้าขั้นบริทพ็อพคลอเคลียไปกับเสียงร้องทุ้ม นุ่มและอบอุ่นหากแต่ทรงพลังและพอเหมาะพอดีซึ่งสามารถถ่ายทอดภาคเนื้อหาที่สะท้อนแง่มุมที่สวยงามของทัศนคติในการดำรงชีวิตบนศรัทธา การแสวงหาจิตวิญญาณที่แท้จริงและการยืนหยัดก้าวข้ามมรสุมไปสัมผัสวินาทีที่สวยงาม ปิดท้ายด้วย Yeh Yeh Yeh (4/5) หนึ่งในแทร็คที่เปรี้ยวที่สุดในชีวิตของเมลซีแล้วภาคดนตรีเป็นอัลเทอเนทีฟอินดี้ร็อคบนสรรพสำเนียงแด๊นซ์-พั้งค์ปะทะซินธิ์ ไซคลีเดลิกและนิวเวฟจะว่าไปถ้าไม่ติดภาพของเมลซีสมัยพ้อพจัดๆในสไปซ์เกิลกับความจัดจ้านที่ควรจะมีมากกว่านี้ เพลงนี้ก็มั่วๆเข้าไปเหยียบในหมดโพรเกรสซีฟร็อคอ่อนๆได้เหมือนกัน
สรุป
แม้ว่าจะไม่ประสบความสำเร็ตในด้านยอดขายและการเป็นที่ยอมรับในระดับเดียวกับ Northern Star แต่ส่วนตัวขอบอกว่าภูมิใจกับเมลซีในงานชุดนี้มากๆที่นอกจากจะแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการในด้านการทำดนตรีและยกระดับชั่วโมงบินของตนเองให้มีดีกรีขยับขึ้นจากพ็อพไอค่อนไปสู่ฐานะศิลปินคุณภาพอีกด้วย ขอยกให้งานชุดนี้เป็นงานที่ดีที่สุดของสปอร์ตี้สไปซ์และเป็นหนึ่งในอัลบั้มระดับมาสเตอร์พีซของบรรดาโซโล่สไปซ์เลยทีเดียว

วันอาทิตย์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2553

Myspace(#5)


Sophie Ellis Bextor : Read My Lips : Pop/Dance/Disco/Nu Disco/House/Electronic
ไม่แน่ใจว่า2010นี้จะมีซักกี่ท่านที่ยังจำเธอคคนี้ได้อยู่รึเปล่านะคะ "โซฟี เอลลิส เบ็กซ์เทอร์" ศิลปินพ็อพเต้นรำหญิงสุดเก๋จากเกาะอังกฤษที่เคยตบหน้าเจ๊พอซสไปซ์ "วิคตอเรีย เบ็คแฮม" ฉาดใหญ่ไปแล้วด้วยซิงเกิ้ล Groovejet (If This Ain't Love) เพลงแด๊นซ์เฮ้าสสุดเก๋ไก๋หรหราที่เธอไปลงเสียงให้ดีเจสพิลเลอร์ซึ่งปาดหน้าเค้กทะยานขึ้นอันดับหนึ่งฝั่งยูเคสกัดดาวรุ่ง Out Of My Mind ของเจ๊วิคให้นอนแบะอยู่ที่อันดับสองสร้างสถิติอันน่าภูมิใจให้หล่อนเป็นสไปซ์นางเดียวที่ไม่มีอันดับหนึ่งโซโล่เป็นของตนเอง
จากโศกนาฏกรรมด้านบนดิฉันในฐานะสาวกตัวกลั่นของสไปซ์จึงต้องขอสารภาพว่าอดหมั่นไส้นางคนนี้ไม่ได้ "ต๊ายยยย หล่อนมีดีอะไรยะ หัวนอนปลายเท้ามาจากไหนถึงมาทำกับเจ๊วิคเดี๊ยนได้" ว่าแล้วจึงต้องรีบไปหา Read My Lips มาฟังเพื่อเขียนด่าอย่างทันท่วงที ที่ไหนได้พอฟังแล้วถึงกับพูดไม่ออกเนื่องด้วยอัลบั้มนี้เป็นอัลบั้มเพลงพ็อพที่ฉุยฉายกรุยกรายไปด้วยมนตร์เสน่ห์ดนตรีเต้นรำเก๋ๆชนิดที่ครรักเพลงเต้นรำท่านใดได้มาสัมผัสต้องตบอกผาง ยิ้มมุมปาก ทำหน้าเชิ่ด ยืนตะเบ๊ะท่าแด๊นซ์กันจะพิสดารมากน้อยก็แล้วแต่อัธยาศัย คุณต้องการอะไรจากเธอล่ะค่ะจะเป็นเฮ้าส์เก๋ๆน่ารักใน Take Me Home ที่คัฟเวอร์มาจากป้าแฌร์ Murder On The Dancefloor นูดิสโก้สุดเปรี้ยวปราดที่ฟังแล้วกระชากใจสุดยิดยัน Groovejet เพลงสร้างชื่อที่ก็เข้าทำเนียบหนึ่งในเพลงเฮ้าส์เต้นรำที่คลาสสิคและประสบควมสำเร็จที่สุดตลอดกาลไปแล้ว ไหนจะแทร็คเต้นรำเก๋ๆอื่นๆที่ดาหน้าเข้ามาผูกมิตร มอบรอยยิ้มและสร้างความประทับใจให้แก่ทุกลมหายใจที่รักดนตรีเต้นรำ
ฟังจบจึงต้องรีบคารวะอีเจ๊ท่านนี้ด้วยความที่หล่อนเปรี้ยวจัดและเจ๋งจริงแถมต้องปาดน้ำตายอมรับว่า "เจ๊วิคดั๊นแพ้หล่อนจริงๆล่ะค่า" เชอะ!!!!!

Myspace(#4)


P!nk : Can't Take Me Home : Pop/R&B
ก่อนที่จะกลายมาเป็นสาวร็อคเต็มตัวอย่างทุกวันนี้ จำกันได้รึเปล่าเอ่ย?ว่าโลกเคยรู้จักพิ้งค์ครั้งแรกในฐานะสาวอาร์แอนด์บีสุดเปรี้ยวที่มาพร้อมกับเครื่องหมายการค้าคือ "หัวสีชมพูสด" สุดเก๋ไก๋ซึ่งเรียนตามตรงนะคะว่าลุ๊คแรกของอีเจ๊คนนี้เอาชนะใจดิฉันได้ไปเต็มเปาด้วยความแรง แซง เซี้ยง แซ่บ แสลและแปลกประหลาดไม่เหมือนใคร ซึ่งความแรงในตัวตนและจิตวิญญาณของเธอก็สามารถสะท้อนลงสู่ Can't Take Me Home อัลบั้มเปิดตัวของอีเจ๊สุดซ่าคนนี้ได้อย่างดี
Can't Take Me Home เป็นงานอัลบั้มพ็อพอาร์แอนด์บีร่วมสมัยที่สัดส่วนเน้นรสชาติอาร์แอนด์บีที่จัดจ้านยืนพื้นผสานลูกเล่นของแร็พเท่ห์ๆ ฮิพฮอพเก๋ไก๋ยันกลายร่างไปเป็นคอนเทมโพลารีย์อาร์แอนด์บีและโซลโหยหวนสุดทรงพลังก่อนจะบีบความเป็นพ็อพลงมาคุมเชิงเพื่อให้เนื้องานมีคงวามนุ่มละมุนและถูกใจเมนท์สตรีมในระดับหนึ่งซึ่งขอบอกว่าเป็นงานอาร์แอนด์บีที่มีสีสันครบรสสุดแสบทรวงจริงๆตั้งแต่สนุกสนานชวนขำ ประชดเสียดสีแดกดัน วิพากษ์แบบเผ็ดร้อนยันหวานหยดประดุจน้ำผึ้งชนิดที่คนฟังต้องอึ้งเพราะใครจะไปคิดว่าสาวแสบที่แร็พกวนๆด่าผู้ชายในThe You Goจะสามารถมาโชว์พลังเสียงโซลได้กังวานดิบลึกถึงจิตวิญญาณได้อย่างเหนือชั้นไม่มีที่ติใน Stop Falling ที่ฟังกี่ครั้งก็ขนลุก
สำหรับคนรักพิ้งค์ในยุคหลังๆดิฉัขอแนะนำให้ลองหามาฟังดูแล้วจะซึ้งว่า I'm Not Dead กับ Funhouse มันแค่งานขำๆของอีเจ๊คนนี้เขา

Myspace(#3)


Bensem : Western Lights : Indie/Pop-Rock
สำหรับงานลำดับที่3ที่ส่วนตัวขอแนะนำท่านผู้อ่านในคอลัมน์Myspaceนี้เป็นงานจากหนึ่งในวงดนตรีที่เป็นเพื่อนในมายสเปซของดิฉันและเป็นหนึ่งในวงดนตรีที่เป็นเพื่อนที่น่ารัก เป็นกันเองและใส่ใจแฟนๆของพวกเขา Bensem กับ Western Lights หนึ่งในอัลบั้มสุดที่รักซึ่งดิฉันเคยเขียนแนะนำแบบสั้นๆในท็อป50อัลบั้มสุดประทับใจในปี2009ที่ผ่านมานี้นะคะ
Western Lights เป็นงานอินดี้พ็อพร็อคฝั่งสหราชอาณาจักรซึ่งส่วนตัวกล้ายืนยันเลยนะคะว่าเป็นงานอินดี้ที่เพราะ ละเมียดละไม เข้าถึงได้ไม่ยากและเป็นมิตรที่ดีกับผู้ฟังที่ชอบงานพ็อพร็อคเพราะๆเลยทีเดียว นอกจากนี้กล้ายืนยันนะคะว่าเป็นงานพ็อพร็อคที่น่าจะถูกใจคอร็อคทั้ง3ฝั่งอย่างไม่ยากคือมีทั้งความละเมียดละไมในแบบอินดี้ร็อคอังกฤษแต่ในขณะเดียวกันความเกรี้ยวกราด ติดหูชะงัดและเมนท์สตรีมในแบบพ็อพร็อคฝั่งอเมริกันที่เราคุ้นเคยก็มีมาผสมผสานในอัลบั้มได้อย่างลงตัว
บทพิสูจน์สำหรับงานชุดนี้นอกจากจะเปนงานอินดี้พ็อพร็อคคุณภาพที่ฟังได้ในระยะยาวไม่รู้เบื่อแล้วยังสะท้อนให้เห็นโหงวเฮ้งของทางวงที่ถ้า "มีโอกาสได้เข้าสู่ความเป็นที่นิยมในกระแสหลักสักวันล่ะก็" เชื่อว่าดังติดลมบนสอยลงได้ยากแน่ๆ