วันอาทิตย์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2553

Madonna : Ray Of Light : 100%


Madonna : Ray Of Light : 100%
จริงๆแล้วรีวิวชิ้นนี้เขียนเสร็จตั้งแต่ช่วงวันเกิดเดือนมกราคมที่ผ่านมานะคะ ซึ่งเป็นหนึ่งในของขวัญที่ดิฉันมอบให้ตัวเองในช่วงสัปดาห์ที่สุขและสงบที่สุดเท่าที่ชีวิตเคยประสบมาจากการปลีกตัวเองออกจากทุกสิ่งในโลกของความเป็นจริงก่อนจะหลับตาและดำดิ่งลงไปสนทนากับจิตวิญญาณของตนเพื่อค้นหาความใฝ่ฝัน ความปรารถนาและย่างก้าวแห่งอนาคตที่ใจต้องการอย่างแท้จริงพร้อมทั้งดึงความเป็นนามธรรมเหล่านั้นที่หลับใหลในก้นบึ้งของจิตใจตลอด23ปีของตนเองขึ้นมาหล่อหลอมภาพลักษณื ทัศนคติและวัฒนธรรมสู่โลกแห่งความเป็นจริงบนทิศทางแห่งชีวิตใหม่ที่เริ่มต้นขึ้นอย่างน่ายินดี ขอมอบงานรีวิวชิ้นนี้เพื่อเป็นการอุทิศให้แก่วินาทีอันมีค่าเหล่านั้นกับ Ray Of Light อัลบั้มที่สมบูรณ์แบบที่สุดตลอดกาลจากมหาราชินีเพลงพ็อพ "มาดอนน่า" ซึ่งเป็นหนึ่งในมาสเตอร์พีซที่ประดับหน้าประวัติศาสตร์ดนตรีพ็อพช่วงทศวรรษ90ได้อย่างสมเกียรติและน่าภูมิใจที่สุดในบรรดางานดนตรีของเธอตลอดช่วง3ทศวรรษที่ดิฉันเคยได้สัมผัสมา
รูปแบบดนตรี
สำหรับดิฉัน Ray Of Light คือก้าวกระโดดแห่งพัฒนาการและการระเบิดศักยภาพทางดนตรีที่ยิ่งใหญ่และทรงพลังอีกครั้งของมาดอนน่าหลังจากที่เธอทิ้งห่างจาก Like A Prayer อีกหนึ่งชิ้นงานระดับมาสเตอร์พีซของเธอมาร่วมทศวรรษ โดยแนวทางของการนำเสนอภาคดนตรีในงานชุดนี้เป็นเครื่องหมายแห่งความสมดุลย์ระหว่างการหลอมรวมดนตรีอิเล็คโทรนิคเข้ากับเครื่องหมายการค้าของมาดอนน่าอย่าง "พ็อพ" ก่อนจะขยับไปเล่นกับภาคดนตรีอื่นๆทั้งเทคโน แอมเบี้ยนท์ แด๊นซ์ ร็อค อินดี้ อคูสติค เวิล์ดและเอ็กซ์เพอริเมนทัลก่อนจะหล่อหลอมเข้าด้วยกันเป็นวงจรทางดนตรีที่ลงตัวเคียงคู่ไปกับภาคเนื้อหาที่ว่าด้วยการดำดิ่งลงไปบรรลุแก่นแท้ของจิตวิญญาณตนเองและสะท้อนออกมาได้อย่างเกิดอัจฉริยภาพบาดขั้วหัวใจอาณาจักรดนตรีทั่วทั้งโลกจากการระบายภาคเนื้อหาที่เกี่ยวกับสัจธรรม ความรัก ความบริสุทธิ์งดงามของชีวิตตลอดจนวัฏจักรทั้งทางเนื้อหนังและจิตวิญญาณได้อย่างมีชั้นเชิง ส่วนตัวขอยกให้งานชุดนี้เป็นอัลบั้มที่ดีที่สุดตลอดกาลของมาดอนน่าเลยทีเดียว
จุดด้อย
งานชุดนี้ไม่ใช่งานดนตรีที่มาแบบฟังง่าย ย่อยง่ายตลอดจนฟังแล้วถูกหูถูกใจจัดๆบนการอาศัยรอบการฟังเพียงไม่กี่รอบอย่างที่เราคุ้นเคยจากมาดอนน่า (จะว่าไปงานของเธอก็เริ่มฟังยากตั้งแต่ช่วงEroticaและBedtime Storyขึ้นมาแล้ว) ด้วยการที่เธอเลือกที่จะสื่อสานฃรดนตรีโดยผ่านทางจิตวิญญาณมากกว่าภาพลักษณืและสูตรสำเร็จทางการค้าในแบบฉบับทุนนิยมที่เราคุ้นเคยจากเจ้าแม่เพลงพ็อพอย่างเธอ อัลบั้มนี้จึงอาจจะไม่ใช่งานที่ถูกใจสำหรับผู้ฟังบางท่านที่ต้องการมาดอนน่าในอีกด้านนักการตลาดโลกมากกว่า
แทร็คเด็ด
มาดอนน่าทำเอาดิฉันหลุดลอยตั้งแต่แทร็คเปิดอัลบั้ม Drowned World/Substitute For Love (5) อิเล็คโทรพ็อพบัลลาดติดบีทดาวน์เทมโพกึ่งทริพฮอพหวานละมุนเจือหมอกเอ็กซ์เพอริเมนทัลระยิบระยับลอยละล่องที่นอกจากจะฉายแววให้เห็นถึงชั้นเชิงในการทำดนตรีบัลลาดที่มีพัฒนาการขึ้นจากเดิมตลอดจนนำทักษะจากการเทรนด์เสียงที่ได้จากตอนแสดงภาพยนตร์เรื่อง Evita มาใช้ได้อย่างมีชั้นเชิงในเพลงนี้แล้วยังเป็นเพลงที่สะท้อนความสงบทางจิตวิญญาณของมาดอนน่าได้อย่างดีจากภาคเนื้อหาที่ว่าด้วยการละทิ้งตัวเองจากมรสุมของความเป็นมายาและสารพันสิ่งที่ไม่จีรังในชีวิตสู่การแสวงหา ตระหนักและมอบคำขอบคุณให้แก่คุณค่าของสิ่งที่เรียกว่า "รัก" มาที่ Candy Perfume Girl (5) ที่ส่วนตัวดิฉันขอสารภาพว่าฟังครั้งแรกแล้วถึงกับ "อึ้ง" เพราะไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะได้ยินดนตรีระดับนี้จากมาดอนน่าตัวเพลงเป็นอินดี้ร็อคผสานอิเล็คโทรนิค พั้งค์ตลอดจนลูกเล่นของโพรเกรสซีฟเมทัลอ่อนๆประมาณอวองการ์ตเมทัลซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ของเมทัลซึ่งเน้นการนำเสนอบนความสวยงามของคีตศิลป์ทางดนตรีและเนื้อหาที่เจิดจรัสประดุจบทกวีตลอดจนลูกเล่นใหม่ๆที่แฝงความเป็นศิลปะจากการระบายมิติอันพิสดารสุดกรอบของจินตนาการดนตรีในรูปแบบใหม่ๆได้อย่างเหนือชั้น เริ่ด!!!! ต่อด้วย Shanti/Ashtangi (5) ที่เด็ดดวงบนความเป็นกอสเพลภาษาสันสกฤติเคียงคู่ไปกับการระบายภาคเนื้อหาที่แสดงให้เห็นถึงการบรรลุทางจิตวิญญาณของตัวเองสู่การคารวะหลักแห่งความเป็นนิรันดร์ของสัจธรรมลงสู่ภาคดนตรีเทคโนติดกลิ่นอายเวิล์ดได้อย่างสมบูรณืแบบเสียจนเล่นเอาดิฉันขนลุกทุกครั้งที่ฟัง สลับมาพูดถึงแทร็คที่เป็นซิงเกิ้ลกันบ้างส่วนตัวขอเริ่มต้นที่ Frozen (5) หนึ่งในซิงเกิ้ลที่เป็นอภิมหามาสเตอร์พีซตลอดกาลของเธอที่เป็นอิเล็คโทรพ็อพผสานแอมเบี้ยนท์สุดหลอนเจือดาวน์เทมโพติดทริพฮอพเยือกเย็นจับขั้วหัวใจประสานด้วยเครื่องสายสุดกรีดกรายงามระยับ นับเป็นแทร็คที่ระเบิดด้านที่ลึกที่สุดในจิตวิญญาณของมาดอนน่าขึ้นมาสื่อสารกับความอำมหิตของโลกโดยแท้ Nothing Really Matters (4/5) ก็สามารถระบายทัศนคติทางจิตวิญญาณอันเหนือชั้นภายใต้เรื่องของกรรม สัจธรรมและความรักลงสู่โลกของอิเล็คโทรพ็อพเต้นรำผสานเทคโน เฮ้าส์และดิสโก้ได้อย่างลงตัว ตามมาด้วย Ray Of Light (4.5/5) ไทเทิ่ลแทร็คที่เป็นซิงเกิ้ลที่สองก็เป็นพ็อพเต้นรำสุดเก๋ไก๋ที่หล่อหลอมเข้ากับซาวนด์เปรี้ยวๆของดนตรีเทคโนและอิเล็คโทรนิคซึ่งมาดอนน่าถ่ายทอดออกมาได้อย่างเหนือชั้นและมีมิติมาก ฟังแล้วจินตนาการภาพของตนเองยามวิ่งไล่ควานหาความฝัน ความสำเร็จ เป้าหมายและแสงตะวันได้เป็นอย่างดี
สำหรับแทร็คที่ประทับใจที่สุดขอยกให้แก่ Swim (5) และ Skin (5) สองแทร็คทื่ภาคเนื้หาขัดแย้งกันสุดขั้วโดยแทร็คแรกเป็นอิเล็คโทรอินดี้พ็อพร็อตผสานแอมเบี้ยนท์ที่กรีดไปถึงจิตวิญญาณโดดเด่นด้วยภาคเนื้อหาสุดเก๋ไก๋ด้วยการปลุกมนุษยชาติให้หันกลับมาตระหนักถึงบาปที่เราแบบไว้บนตัวก่อนจะดำดิ่งลงไปชำระล้างจิตวิญญาณให้บริสุทธิ์เหนือพื้นสมุทร อีกนัยหนึ่งเป็นการบรรลุลงสู่แก่นแท้ของจิตวิญญาณตนเองหลังจากระลึกถึงความผิดพลาดทุกสิ่งอย่างที่เคยพัดผ่านเข้ามาในชีวิตก่อนที่จะเกิดใหม่ภายใต้มหาสมุทรแห่งจิตวิญญาณเบื้องลึกอันบริสุทธิ์ของตนเอง ในขณะที่แทร็คหลังเป็นเทคโนแด๊นซ์ติดกลิ่นอายเวิล์ดแบบฮินดูหลอนๆที่ว่าด้วยเรื่องของการฉีกวิญญาณให้จมเป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักรแห่งมายาและความลุ่มหลงตลอดกาล นับว่าเป็นสองแทร็คที่เล่นความเป็นปรปักษ์ของภาคเนือ้หาได้อย่างมีชั้นเชิง มาที่ Sky Fits Heaven (5) อีกหนึ่งเทคโนแด๊นซ์ที่ร่ายภาคเนื้อหาเชิงปรัชญาที่ว่าด้วยเรื่องของสัจธรรมชีวิต ความศรัทธาในสัญชาตญาณเบื้องลึกตลอดจนการบรรลุสู่เป้าหมายสูงสุดในสิ่งที่ตัวเองฝันโดยมีจุดเริ่มต้นจากการเชื่อในจิตวิญญาณของตน To Have Not To Hold (4.5/5) เป็นอีกแทร็คที่ประทับใจสุดๆกับภาคดนตรีบอสซาโนว่าเย็นๆปะทะชิลล์เอ๊าท์หรูๆสุดไพเราะที่ผสานความเป็นอิเล็คโทรนิค นูแจ๊ซซ์ เล้าจ์นและมนตร์เสน่ห์ของแอมเบี้ยนท์ผสานเอ็กซ์เพอริเมนทัลลึกลับเย็นยะเยือกปลิดวิญญาณ เพราะมาก!!! ปิดท้ายด้วย The Power Of Goodbye (4.5/5) คอนเทมโพลารีย์อิเล็คโทรพ็อพบัลลาดติดแอมเบี้ยนท์ที่กระชากและกรีดแทงไปลึกสุดใจกับภาคเนือ้หาที่สวนทางกับการนำเสนอเชิงอนุรักษ์นิยมโดยจุดประกายสติสัมปชัญญะและเชิญชวนให้ตระหนักถึงศักดิ์ศรีและคุณค่าของสิ่งเล็กน้อยที่ยังหลงเหลือในชีวิตก่อนจะยืนหยัดอย่างแข็งแกร่งบนบทใหม่ของชีวิตอย่างสง่างาม
สรุป
บทพิสูจน์ที่เปี่ยมศักยภาพและสมบูรณ์แบบที่สุดของมห่ฃาราชินีเพลงพ็อพท่านนี้ เป็นงานดนตรีที่ทลายปราการแห่งคำครหาในความสามารถของความเป็นศิลปินในตัวเธอได้อย่างหมดจดราบคาบและเป็นชิ้นงานระดับมาสเตอร์พีซที่เป็นตำนานประดับหน้าประวัติศาสตร์ของอาณษจักรดนตรีพ็อพช่วงทศวรรษ90ที่คอดนตรีทุกท่านสมควรจะมี

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น