วันพุธที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2553

Myspace (#2)


ใหม่ เจริญปุระ : ชีวิตใหม่ : POP/POP-ROCK/CONTEMPORARY
นานพอดูอยู่เหมือนกันนะคะที่ดิฉันไม่ได้เขียนรีวิวถึงผลงานของศิลปินไทยสากลชนิดเป็นจริงเป็นจังเลยด้วยความที่ตอนนี้ไม่ได้อุดหนุนศิลปินไทยสากลชนิดถาวรแล้ว อย่างไรก็ตามวันนี้เกิดนึกถึงอัลบั้มไทยสากลอัลบั้มนี้แบบสายฟ้าแล่บ แม้ว่าจะหลุดออกไปจากความทรงจำร่วม7-8ปีแต่พอวันนี้ได้กลับมานึกถึงแล้วก็ปฏิเสธไม่ลงค่ะว่าเป็นหนึ่งในอัลบั้มไทยสากลที่ทรงอิทธิพลสำหรับดิฉันที่สุด "ฃีวิตใหม่" โดย ใหม่ เจริญปุระ
สำหรับงานชุดชีวิตใหม่นี้ก็ยังคงนำเสนอภาคดนตรีแบบ "ใหม่ เจริญปุระ" ที่แฟนๆพี่ใหม่รักและคุ้นเคยกันดีนั่นคือ "พ็อพร็อค" เครื่องหมายการค้าของเธอซึ่งก็ลดความดิบกร้าวของร็อคช่วงกลางยุค90จัดจ้านในแบบ "ความลับสุดขอบฟ้า" และ "ผีเสื้อกับพายุ" ที่ค่อนข้างจะแรงและเกรี้ยวกราดลงสู่เมโลดี้ที่ละเมียดละไมและนุ่มขึ้นอีกระดับในขณะที่พัฒนาการในด้านของการเรียบเรียงและภาคเนื้อหาที่โตขึ้นและดูสงบมากกว่างาน4ชุดก่อนหน้านี้อย่างเห็นได้ชัด เช่นเดียวกันกับน้ำเสียงแหบเสน่ห์ทรงพลังของพี่ใหม่ที่ทำหน้าที่ได้ดีขึ้นจะห้าวแบบสาวร็อค จะสมูธเป็นอีซี่ลิสใสๆหรือจะเล่นน้ำเสียงบลูส์โซลทุกข์ระทมโศกาที่พี่ใหม่ถนัดยันถอดจิตวิญญาณร้องบัลลาดแนวInspirationที่พี่ใหม่ถนัดก็ทำได้เฉียบขาดชนะใจทุกบทบาท เหนือสิ่งอื่นใดที่ดิฉันประทับใจที่สุดคงเป็นการนำเสนอที่ขอบอกว่า "ละเมียดละไม" หากแต่ "ดิบ สด จริงใจ" ที่สามารถสื่อสารให้ผู้ฟังได้เข้าถึงความเป็นพี่ใหม่ในชั่วขณะนั้นจริงๆ ขอยกงานชุดนี้ให้เป็นหนึ่งในมาสเตอร์พีซตลอดกาลของพี่ใหม่เทียบเคียงกับอัลบั้ม "ความลับสุดขอบฟ้า" และ "แผลงฤทธิ์" เลยทีเดียว
อัลบั้มชีวิตใหม่คือความประณีตที่ปราศจากการการปรุงแต่งใดๆและเป็นตัวอย่างที่ดีของอัลบั้มที่สะท้อนจิตวิญญาณ แง่มุมชีวิตและตัวตนของศิลปินให้ผู้ฟังสามารถสัมผัสได้อย่างเป็นรูปธรรมซึ่งหาแบบนี้ไม่ได้อีกแล้วในอุตสาหกรรมดนตรีไทยสากลยุคนี้

วันจันทร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2553

Myspace(#1)


Bishop Leonard Scott : Hymns For The Nation : Christian Music/Gospel/Contemporary
สำหรับคอลัมน์ใหม่ของดิฉัน Myspace ได้รับแรงบันดาลใจมาจากคุณน้อง "พาราไดเซอร์" จากรีพลายในกระทู้หนึ่งที่น้องเคยเขียนไว้ว่า "เจีแนสคือหนึ่งในผู้บุกเบิกการรีวิวศิลปินทางมายสเปซ" ประกอบกับช่วงโกลาหลยุ่งเหยิงกำลังจะกลับเข้ามาในชีวิตอีกครั้งบวกด้วยความขี้เกียจทำให้ช่วงเดือนสองเดือนที่จะมาถึงนี้ดิฉันจะอาจจะไม่มีเวลาและอารมณืมานั่งทำดัดจริตเขียนรีวิวโชว์พาวยาวเป็นวา เฉกเช่นที่สมาชิกบอรืดที่เคารพบางท่านเขาด่าดิฉันกันหลังไมค์ (ประทานโทษนะคะที่นี่ใครด่าใครนินทาอะไรมันจะถึงกันหมดภายในเวลาไม่ถึง48ชั่วโมง) แต่ด้วยความที่เลือดดัดจริตและเลือดนักรีวิวในตัวมันเข้มข้นจนเกินจะเยียวยาแถมในหัวยังยุ่งเหยิงไปด้วยบรรดารายชื่อศิลปินที่ส่วนตัวดิฉันอยากๆๆๆๆๆจะเขียนถึงเหลือเกินแต่ปัญหามันอยู่ที่บางท่านเข้าถึงยากจัดจนส่วนตัวไม่มีปัญญาจะเขียนงานออกมาให้สละสลวยดูดี บางท่านควานหาอัลบั้มจนแถบจะพลิกแผ่นดินก็หาไม่เจอ บางท่านยังไม่ได้ออกอัลบั้มตลอดจนบางท่านไม่ใช่แนวที่ดิฉันจะสามารถมานั่งยุบหนอพองหนอทนฟังได้อัลบั้มจะเยฃนื่องด้วยไม่ใช่แนว ไม่มีเวลาหรือขี้เกียจก็ตามแต่มันก็อยู่ในกรณีที่ใจมันทุรนทุรายอยากจะเขียนถึงบวกด้วยรีเควสจากท่านผู้อ่านที่ดิฉันดองไว้นับล้าน คอลัมน์Myspaceจึงกำเนิดขึ้นเพื่อที่จะเขียนแนะนำถึงอัลบั้มและศิลปินที่ดิฉันไม่สามารถจะเขียนรีวิวยาวๆอุทิศผลงานให้พวกเขาได้ นอกจากนี้ชื่อนี้ส่วนตัวขอTributeให้แก่เว็ปไซต์ดีๆอย่างมายสเปซซึ่งแม้ว่าจะเอ๊าท์ไปแล้วก็ยังเป็นตัวแทนที่ดีที่เชื่อมพื้นที่มิตรภาพระหว่างดนตรีกับดิฉันและช่วยเปิดโลกทัศน์ทางดนตรีที่สวยงามและกว้างไกลได้จวบจนถึงวินาทีนี้ สรุปแล้วเป็นคอลัมน์แนะนำอัลบั้มค่ะ หึหึหึ
อัลบั้มแรกที่ส่วนตัวอยากจะแนะนำคือ Hymns For The Nation โดยบิชอฟ เลียวนาร์ด สก็อท ซึ่งเป็นหนึ่งในอัลบั้มที่ส่วนตัวดิฉันรักและโปรดปรานที่สุดตลอดกาลกับงานดนตรีไลฟ์กอสเพลตามขนบธรรมเนียมของคอนเทมโพลารีย์คริสเตียนมิวสิคสุดอลังการที่ให้บรรยากาศเปรียบเสมือนว่าคุณกำลังนั่งร่วมร้องเพลงสรรเสริญและสาธุการแด่พระเจ้าในโบสถ์สดๆที่บ้านของคุณซึ่งต้องเรียนให้ทราบว่าเพลงสรรเสริญและบทสวดของคริสตศาสนานี่เป็นอะไรที่สำคัญต่อจิตวิญญาณของดิฉันมากทีเดียวนะคะด้วยความที่เป็นจุดเริ่มต้นของจิตวิญญาณที่แท้จริงของดิฉัน เป็นการหล่อหลอมการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมทางระบบความคิดและคุณภาพทางจิตใจ เป็นสิ่งที่จุดประกายศรัทธาและที่สำคัญที่สุดเป็นสัญลักศฃษณืของชีวิตใหม่ที่ส่วนตัวดิฉันได้ประสบและเปลี่ยนแปลงหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตให้มีความสมดุลขึ้นมากทีเดียวนอกจากที่กล่าวมาคือในเรื่องขนบของภาคดนตรีก็ยังนำเสนอออกมาได้อย่างถูกอกถูกใจคนรักเพลงเออร์บันอย่างดิฉันด้วยการผสานศิลปะดนตรีของคนผิวดำทั้งโซล บลูส์ อาร์แอนด์บี แจ๊ซซ์และอะแค็พเพลล่าเข้าสู่กอสเพลสลับการร้องกึ่งสวดกึ่งโชว์พลังเสียงโซลสุดจิตวิญญาณได้อย่างลงตัว ครบเครื่องทุกความต้องการ
สุดท้ายนี้ขอแนะนำ Hyms For The nation อัลบั้มดนตรีกอสเพลสุดสวยงามเปี่ยมไปด้วยศรัทธาอันยิ่งใหญ่ในพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าและพระเยซูคริสต์ มนตร์เสน่ห์อันทรงพลังที่เป็นตัวแทนที่สะท้อนให้เห็นถึงความหวัง ศรัทธาและความรักอันบริสุทธิ์ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า

วันอาทิตย์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2553

Madonna : Ray Of Light : 100%


Madonna : Ray Of Light : 100%
จริงๆแล้วรีวิวชิ้นนี้เขียนเสร็จตั้งแต่ช่วงวันเกิดเดือนมกราคมที่ผ่านมานะคะ ซึ่งเป็นหนึ่งในของขวัญที่ดิฉันมอบให้ตัวเองในช่วงสัปดาห์ที่สุขและสงบที่สุดเท่าที่ชีวิตเคยประสบมาจากการปลีกตัวเองออกจากทุกสิ่งในโลกของความเป็นจริงก่อนจะหลับตาและดำดิ่งลงไปสนทนากับจิตวิญญาณของตนเพื่อค้นหาความใฝ่ฝัน ความปรารถนาและย่างก้าวแห่งอนาคตที่ใจต้องการอย่างแท้จริงพร้อมทั้งดึงความเป็นนามธรรมเหล่านั้นที่หลับใหลในก้นบึ้งของจิตใจตลอด23ปีของตนเองขึ้นมาหล่อหลอมภาพลักษณื ทัศนคติและวัฒนธรรมสู่โลกแห่งความเป็นจริงบนทิศทางแห่งชีวิตใหม่ที่เริ่มต้นขึ้นอย่างน่ายินดี ขอมอบงานรีวิวชิ้นนี้เพื่อเป็นการอุทิศให้แก่วินาทีอันมีค่าเหล่านั้นกับ Ray Of Light อัลบั้มที่สมบูรณ์แบบที่สุดตลอดกาลจากมหาราชินีเพลงพ็อพ "มาดอนน่า" ซึ่งเป็นหนึ่งในมาสเตอร์พีซที่ประดับหน้าประวัติศาสตร์ดนตรีพ็อพช่วงทศวรรษ90ได้อย่างสมเกียรติและน่าภูมิใจที่สุดในบรรดางานดนตรีของเธอตลอดช่วง3ทศวรรษที่ดิฉันเคยได้สัมผัสมา
รูปแบบดนตรี
สำหรับดิฉัน Ray Of Light คือก้าวกระโดดแห่งพัฒนาการและการระเบิดศักยภาพทางดนตรีที่ยิ่งใหญ่และทรงพลังอีกครั้งของมาดอนน่าหลังจากที่เธอทิ้งห่างจาก Like A Prayer อีกหนึ่งชิ้นงานระดับมาสเตอร์พีซของเธอมาร่วมทศวรรษ โดยแนวทางของการนำเสนอภาคดนตรีในงานชุดนี้เป็นเครื่องหมายแห่งความสมดุลย์ระหว่างการหลอมรวมดนตรีอิเล็คโทรนิคเข้ากับเครื่องหมายการค้าของมาดอนน่าอย่าง "พ็อพ" ก่อนจะขยับไปเล่นกับภาคดนตรีอื่นๆทั้งเทคโน แอมเบี้ยนท์ แด๊นซ์ ร็อค อินดี้ อคูสติค เวิล์ดและเอ็กซ์เพอริเมนทัลก่อนจะหล่อหลอมเข้าด้วยกันเป็นวงจรทางดนตรีที่ลงตัวเคียงคู่ไปกับภาคเนื้อหาที่ว่าด้วยการดำดิ่งลงไปบรรลุแก่นแท้ของจิตวิญญาณตนเองและสะท้อนออกมาได้อย่างเกิดอัจฉริยภาพบาดขั้วหัวใจอาณาจักรดนตรีทั่วทั้งโลกจากการระบายภาคเนื้อหาที่เกี่ยวกับสัจธรรม ความรัก ความบริสุทธิ์งดงามของชีวิตตลอดจนวัฏจักรทั้งทางเนื้อหนังและจิตวิญญาณได้อย่างมีชั้นเชิง ส่วนตัวขอยกให้งานชุดนี้เป็นอัลบั้มที่ดีที่สุดตลอดกาลของมาดอนน่าเลยทีเดียว
จุดด้อย
งานชุดนี้ไม่ใช่งานดนตรีที่มาแบบฟังง่าย ย่อยง่ายตลอดจนฟังแล้วถูกหูถูกใจจัดๆบนการอาศัยรอบการฟังเพียงไม่กี่รอบอย่างที่เราคุ้นเคยจากมาดอนน่า (จะว่าไปงานของเธอก็เริ่มฟังยากตั้งแต่ช่วงEroticaและBedtime Storyขึ้นมาแล้ว) ด้วยการที่เธอเลือกที่จะสื่อสานฃรดนตรีโดยผ่านทางจิตวิญญาณมากกว่าภาพลักษณืและสูตรสำเร็จทางการค้าในแบบฉบับทุนนิยมที่เราคุ้นเคยจากเจ้าแม่เพลงพ็อพอย่างเธอ อัลบั้มนี้จึงอาจจะไม่ใช่งานที่ถูกใจสำหรับผู้ฟังบางท่านที่ต้องการมาดอนน่าในอีกด้านนักการตลาดโลกมากกว่า
แทร็คเด็ด
มาดอนน่าทำเอาดิฉันหลุดลอยตั้งแต่แทร็คเปิดอัลบั้ม Drowned World/Substitute For Love (5) อิเล็คโทรพ็อพบัลลาดติดบีทดาวน์เทมโพกึ่งทริพฮอพหวานละมุนเจือหมอกเอ็กซ์เพอริเมนทัลระยิบระยับลอยละล่องที่นอกจากจะฉายแววให้เห็นถึงชั้นเชิงในการทำดนตรีบัลลาดที่มีพัฒนาการขึ้นจากเดิมตลอดจนนำทักษะจากการเทรนด์เสียงที่ได้จากตอนแสดงภาพยนตร์เรื่อง Evita มาใช้ได้อย่างมีชั้นเชิงในเพลงนี้แล้วยังเป็นเพลงที่สะท้อนความสงบทางจิตวิญญาณของมาดอนน่าได้อย่างดีจากภาคเนื้อหาที่ว่าด้วยการละทิ้งตัวเองจากมรสุมของความเป็นมายาและสารพันสิ่งที่ไม่จีรังในชีวิตสู่การแสวงหา ตระหนักและมอบคำขอบคุณให้แก่คุณค่าของสิ่งที่เรียกว่า "รัก" มาที่ Candy Perfume Girl (5) ที่ส่วนตัวดิฉันขอสารภาพว่าฟังครั้งแรกแล้วถึงกับ "อึ้ง" เพราะไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะได้ยินดนตรีระดับนี้จากมาดอนน่าตัวเพลงเป็นอินดี้ร็อคผสานอิเล็คโทรนิค พั้งค์ตลอดจนลูกเล่นของโพรเกรสซีฟเมทัลอ่อนๆประมาณอวองการ์ตเมทัลซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ของเมทัลซึ่งเน้นการนำเสนอบนความสวยงามของคีตศิลป์ทางดนตรีและเนื้อหาที่เจิดจรัสประดุจบทกวีตลอดจนลูกเล่นใหม่ๆที่แฝงความเป็นศิลปะจากการระบายมิติอันพิสดารสุดกรอบของจินตนาการดนตรีในรูปแบบใหม่ๆได้อย่างเหนือชั้น เริ่ด!!!! ต่อด้วย Shanti/Ashtangi (5) ที่เด็ดดวงบนความเป็นกอสเพลภาษาสันสกฤติเคียงคู่ไปกับการระบายภาคเนื้อหาที่แสดงให้เห็นถึงการบรรลุทางจิตวิญญาณของตัวเองสู่การคารวะหลักแห่งความเป็นนิรันดร์ของสัจธรรมลงสู่ภาคดนตรีเทคโนติดกลิ่นอายเวิล์ดได้อย่างสมบูรณืแบบเสียจนเล่นเอาดิฉันขนลุกทุกครั้งที่ฟัง สลับมาพูดถึงแทร็คที่เป็นซิงเกิ้ลกันบ้างส่วนตัวขอเริ่มต้นที่ Frozen (5) หนึ่งในซิงเกิ้ลที่เป็นอภิมหามาสเตอร์พีซตลอดกาลของเธอที่เป็นอิเล็คโทรพ็อพผสานแอมเบี้ยนท์สุดหลอนเจือดาวน์เทมโพติดทริพฮอพเยือกเย็นจับขั้วหัวใจประสานด้วยเครื่องสายสุดกรีดกรายงามระยับ นับเป็นแทร็คที่ระเบิดด้านที่ลึกที่สุดในจิตวิญญาณของมาดอนน่าขึ้นมาสื่อสารกับความอำมหิตของโลกโดยแท้ Nothing Really Matters (4/5) ก็สามารถระบายทัศนคติทางจิตวิญญาณอันเหนือชั้นภายใต้เรื่องของกรรม สัจธรรมและความรักลงสู่โลกของอิเล็คโทรพ็อพเต้นรำผสานเทคโน เฮ้าส์และดิสโก้ได้อย่างลงตัว ตามมาด้วย Ray Of Light (4.5/5) ไทเทิ่ลแทร็คที่เป็นซิงเกิ้ลที่สองก็เป็นพ็อพเต้นรำสุดเก๋ไก๋ที่หล่อหลอมเข้ากับซาวนด์เปรี้ยวๆของดนตรีเทคโนและอิเล็คโทรนิคซึ่งมาดอนน่าถ่ายทอดออกมาได้อย่างเหนือชั้นและมีมิติมาก ฟังแล้วจินตนาการภาพของตนเองยามวิ่งไล่ควานหาความฝัน ความสำเร็จ เป้าหมายและแสงตะวันได้เป็นอย่างดี
สำหรับแทร็คที่ประทับใจที่สุดขอยกให้แก่ Swim (5) และ Skin (5) สองแทร็คทื่ภาคเนื้หาขัดแย้งกันสุดขั้วโดยแทร็คแรกเป็นอิเล็คโทรอินดี้พ็อพร็อตผสานแอมเบี้ยนท์ที่กรีดไปถึงจิตวิญญาณโดดเด่นด้วยภาคเนื้อหาสุดเก๋ไก๋ด้วยการปลุกมนุษยชาติให้หันกลับมาตระหนักถึงบาปที่เราแบบไว้บนตัวก่อนจะดำดิ่งลงไปชำระล้างจิตวิญญาณให้บริสุทธิ์เหนือพื้นสมุทร อีกนัยหนึ่งเป็นการบรรลุลงสู่แก่นแท้ของจิตวิญญาณตนเองหลังจากระลึกถึงความผิดพลาดทุกสิ่งอย่างที่เคยพัดผ่านเข้ามาในชีวิตก่อนที่จะเกิดใหม่ภายใต้มหาสมุทรแห่งจิตวิญญาณเบื้องลึกอันบริสุทธิ์ของตนเอง ในขณะที่แทร็คหลังเป็นเทคโนแด๊นซ์ติดกลิ่นอายเวิล์ดแบบฮินดูหลอนๆที่ว่าด้วยเรื่องของการฉีกวิญญาณให้จมเป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักรแห่งมายาและความลุ่มหลงตลอดกาล นับว่าเป็นสองแทร็คที่เล่นความเป็นปรปักษ์ของภาคเนือ้หาได้อย่างมีชั้นเชิง มาที่ Sky Fits Heaven (5) อีกหนึ่งเทคโนแด๊นซ์ที่ร่ายภาคเนื้อหาเชิงปรัชญาที่ว่าด้วยเรื่องของสัจธรรมชีวิต ความศรัทธาในสัญชาตญาณเบื้องลึกตลอดจนการบรรลุสู่เป้าหมายสูงสุดในสิ่งที่ตัวเองฝันโดยมีจุดเริ่มต้นจากการเชื่อในจิตวิญญาณของตน To Have Not To Hold (4.5/5) เป็นอีกแทร็คที่ประทับใจสุดๆกับภาคดนตรีบอสซาโนว่าเย็นๆปะทะชิลล์เอ๊าท์หรูๆสุดไพเราะที่ผสานความเป็นอิเล็คโทรนิค นูแจ๊ซซ์ เล้าจ์นและมนตร์เสน่ห์ของแอมเบี้ยนท์ผสานเอ็กซ์เพอริเมนทัลลึกลับเย็นยะเยือกปลิดวิญญาณ เพราะมาก!!! ปิดท้ายด้วย The Power Of Goodbye (4.5/5) คอนเทมโพลารีย์อิเล็คโทรพ็อพบัลลาดติดแอมเบี้ยนท์ที่กระชากและกรีดแทงไปลึกสุดใจกับภาคเนือ้หาที่สวนทางกับการนำเสนอเชิงอนุรักษ์นิยมโดยจุดประกายสติสัมปชัญญะและเชิญชวนให้ตระหนักถึงศักดิ์ศรีและคุณค่าของสิ่งเล็กน้อยที่ยังหลงเหลือในชีวิตก่อนจะยืนหยัดอย่างแข็งแกร่งบนบทใหม่ของชีวิตอย่างสง่างาม
สรุป
บทพิสูจน์ที่เปี่ยมศักยภาพและสมบูรณ์แบบที่สุดของมห่ฃาราชินีเพลงพ็อพท่านนี้ เป็นงานดนตรีที่ทลายปราการแห่งคำครหาในความสามารถของความเป็นศิลปินในตัวเธอได้อย่างหมดจดราบคาบและเป็นชิ้นงานระดับมาสเตอร์พีซที่เป็นตำนานประดับหน้าประวัติศาสตร์ของอาณษจักรดนตรีพ็อพช่วงทศวรรษ90ที่คอดนตรีทุกท่านสมควรจะมี

วันเสาร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2553

M.I.A : Kala : 98%



M.I.A : Ka la : 98%


หนึ่งในศิลปินหญิงที่ดิฉันรอคอยผลงานมากที่สุดในปีนี้นอกจากคริสทิน่า อากิเลร่า/เอริคา บาดู/เจนนิเฟอร์ โลเพซ/โกลด์แฟร็ป และ จิล สก็อทอีกท่านที่ลืมไม่ได้ก็เห็นจะเป็นคุณนาย Mathangi "Maya" Arulpragasm หรือที่รู้จักกันในนามเจ๊ M.I.A ศิลปินอังกฆษเชื้อสายศรีลังกาที่ขึ้นชื่อในเรื่องของความติ๊สท์จัดของแรงหากแต่ไอเดียในการนำเสนอดนตรีบรรเจิดเป็นที่เลื่องลือท่านนี้แล เห็นว่างานชุดที่สามที่ตั้งชื่อเสียอย่างเก๋ไก๋ว่า Mission.Impossible.Area ก็อาจจะมีกำหนดวางขายในปีนี้ ถ้าคุณนายเธอพึงพอใจ (เอาเถอะย่ะ)


รูปแบบดนตรี


ถ้าหากงานชุดแรกอย่าง Arular คือการระเบิดความเกรี้ยวกราดจากการหวนกลับไประลึกถึงมรสุมที่เธอและครอบครัวเคยฟันฝ่าความอยุติธรรมทั้งด้านสังคม เชื้อชาติ ความเจ็บปวดจากสงคราม การเสียดสี เส้นทางชีวิตที่เต็มไปด้วยขวากหนามอย่างเจ็บแสบตลอดจนสะท้อนทัศนคติทางการแมองและวิสัยทัศน์ส่วนตนจากอุดมการณ์พยัคทมิฬลงสู่โลกแห่งเสียงดนตรีผ่านท่วงทำนองอิเล็คโทรนิก้าและอัลเทอเนทีฟแด๊นซ์ที่ระบายมนตร์เสน่ห์ที่หลากหลายของแด๊นซ์ฮอล์ ไบเล่ฟั้งค์ Raggaetonที่ยืนพื้มบนเร็กเก้เจือบอมบา เทคโนและฮิพฮอพตลอดจน Grime ที่นำยูเคการราจดั๊บเสต็ปมาผสานดรัมส์แอนด์เบสส์และอิเล็คโทรแคลชได้อย่างลงตัวเหนือชั้น สำหรับKala ก็เปรียบเสมือนการนำพาจิตวิญญาณของตนหวนสู่วัฒนธรรมที่มีบทบาทหล่อหลอมทุกสิ่งอย่างในชีวิตของเธอขึ้นมาโดยได้รับแรงบันดาลใจจากการเฝ้ามองอุปสรรคของผู้ที่เป็นมารดาในวัยเด็ก สีสันที่สวยงามของวัฒนธรรมพื้นเมืองแบบบอลลีวูดทั้งดนตรี ภาพยนตร์ วิถีชีวิตตลอดจนเรื่องของจิตวิญญาณ การลงลึกไปล้อเลียนความเจ็บปวดของชีวิตในทุกแง่มุมอย่างเจ็บแสบ การจิกกัดวัฒนธรรมทุนนิยมและการเจริญเติบโตจนเกินควบคุมของพาณิชย์โลก ทัศนะทางการเมือง ความเสื้ฃ่อมถอยของสังคมมนุษย์ตลอดจนการทบทวนประสบการณ์ที่สั่งสมในอดีตและหาข้อสรุปบทเรียนชีวิตย่อยๆได้อย่างเข้าใจในแก่นของสัจธรรมโดยจำกัดตัวแทนในการนำเสนอให้ยืนพื้นอยู่ที่อัลเทอเนทีฟฮิพฮอพและอัลเทอเนทีฟแด๊นซ์ซึ่งมีภาคดนตรีอิเล็คโทรนิค เวิลด์และสีสันของความเป็นบอลลี่วูดจำพวกUrumee MelamและSocaพื้นเมืองของอินเดียทางตอนใต้เข้ามาคุมทิศทางในระดับที่สูงทีเดียว ฟังจบแล้วต้องขอโค้งคำนับว่าขนาดงานชุดแรกที่ว่าดีในระดับน่าสะพรึงแล้วเจองานชุดนี้เข้าไปก็มีสะอึกไปแล้วก็แล้วกัน แค่คิดก็สนุกแล้วว่าในอนาคตเธอคนนี้จะเพิ่มขีดพัฒนาการไปได้กว้างไกลถึงระดับไหน



จุดด้อย



สิ่งที่จะทำให้ผู้ฟังบางท่านไม่ชอบคือ "แนวเกินค่ะ" ด้วยความที่ดนตรีของเธอในงานชุดนี้กลั่นกรองออกมาในระดับที่ลึกมากๆรวมถึงงานชุดที่แล้วที่ว่าฟังยากพอตัวแล้วมาเจองานชุดนี้กลายเป็นพ็อพไปเลยทีเดียว อีกประเด็นคือในเรื่องของ "เสียง" ต้องยอมรับนะคะว่าเสียงของเธอจัดอยู่ในระดับที่ต้องเรียกว่า "โคตรน่ารำคาญ" เลยทีเดียว ยิ่งร้อนๆอย่างนี้มาเจอเสียงแหลมแสบโสตขนาดนี้อาจจะมีประสาทเสียได้ กล่าวคือยนอกจากจะเป็นงานที่ฟังได้เฉพาะกลุ่มก็ยังเป็นงานที่ฟังได้เฉพาะช่วงเวลาเท่านั้น สำหรับแฟนๆ M.I.A บางท่านที่ประทับใจงานชุดแรกอาจจะไม่ปลื้มด้วยความที่มันแด๊นซ์ได้ไม่กระจายสะใจเท่าชุดก่อนแต่พวกที่ชอบอะไรดิบๆลึกๆและใต้ดินจัดๆได้มีกรี๊ดแน่นอน



แทร็คเด็ด


สำหรับเพลงที่ส่วนตัวเชื่อว่าต้องถูกใจแฟนเพลงของ M.I.A ที่ชอบงานเต้นรำเก๋ๆใน Arular รวมถึงขาจรและผู้โชคดีหลงมาฟังทั้งหลายแน่นอนว่าต้องเป็น Bamboo Banga (5) แทร็คเปิดอัลบั้มที่แซมเพิ่ล Road Runner สุนทรพจน์ของโจนาธาน ริชแมนในปี1976และเพลง Ilaiyaraja จากภาพยนตร์ฮอลลีวูดของทมิฬในปี91เรื่อง Dalapathi ได้อย่างทรงเสน่ห์สุดๆ ภาคดนตรีเป็นอัลเทอเนทีฟแด๊นซ์ที่วาดโครงสร้างบนซาวนด์เทคโนตบด้วยบีทเต้นรำอิเล็คโทรฮาร์ดเฮ้าส์หนักหน่วงใส่ท่วงทำนอง Grime ที่เป็นแด๊นซ์ฮอลล์ผสานยูเคการาจก่อนจะถ่ายทอดด้วยการนำเสนอสไตล์คลับแด๊นซ์และสรรพสำเนียงฮิพฮอพได้ในชนิดที่เปรี้ยวเก๋ร้ายกาจสุดพลัง ตัวเพลงมีความเป็น Arular สูงที่สุดแล้วในงานชุดนี้ ต่อด้วย Jimmy (4.5/5) ซิงเกิ้ลที่สองของอัลบั้มซึ่งนับว่าเป็นหนึ่งในแทร็คที่บ่งบอกถึงแรงบันดาลใจและจุดกำเนิดการสร้างสรรงานชุดนี้ได้อย่างดี ตัวเพลงเป็นอิเล็คโทรแด๊นซ์-พ็อพผสานยูโรดิสโก้ยุค70และกลิ่นอายความเป็นเวิลด์จากสีสันและวัฒนธรรมบอลลีวูดตลบอบอวนในตัวเพลงโดยแทร็คนี้คัฟเวอร์มาจากเพลง Jimmy Jimmy Aja จากภาพยนตร์เรื่อง Disco Dancer ในปี 1982 ซึ่งเป็นหนึ่งในสิ่งที่จุดแรงบันดาลใจในการเป็นศิลปินที่สำคัญให้แก่ M.I.A เลยทีเดียว ถ้าถามถึงแทร็คที่ส่วนตัวโปรดปรานที่สุดในงานชุดนี้ขอยกให้ Hussel (5) ที่เธอร่วมงานกับ Afrikan Boy เปิดตัวมาเป็นซาวนด์Funk Carrioca ที่ชวนให้นึกถึง Sunshoers จากงานชุดที่แล้วก่อนที่ตัวเพลงจะขยับไปสู่อัลเทอเนทีฟฮิพฮอพที่ผสานความเป็นเวิลด์แบบแอฟริกันเข้าไปเป็นแบ็คกราวนด์คุมทิศทางไต่ระดับไปเล่นกับดนตรีจำพวก Raggaeton ที่จับเอาสรรพสำเนียงฮิพฮอพแร็พมาชนกับเร็กเก้ก่อนที่จะกลบด้วยเทคโนตบด้วยอินดี้อิเล็คโทรคลับแด๊นซ์แรงๆตามด้วยการหยอดมนตร์เสน่ห์ของลูกเล่นกอสเพลแบบฮินดูเข้าไปได้อย่างมีมิติ ฟังยากไปนิดแต่ส่วนตัวประทับใจมากๆเช่นเดียวกับแทร็คที่ร่วมงานกับ Wilcania Mob ใน Mango Pickle Down River (5) ที่ส่วนตัวประทับใจไม่แพ้กันกับฮิพฮอพคลับแด๊นซ์ที่ดิบ อินดี้และเออร์บันจัดๆชนิดที่ฟังแล้วประสาทจะกินด้วยความที่มันใต้ดินจัด ขนมาหมดทั้งซาวนด์อาร์แอนด์บีเทคโน เทิร์นเทเบิ้ลเสียงสแครช ซินธิไซเซอร์ลอยๆ บีทบ็อกซ์ จังหวะจะโคนแบบเวิลด์ตลอดจนสรรพสำเนียงแบบสตรีทฮิพฮอพอันเดอกราวนด์แร็พดำ ดิบ ทมิฬ ไม่หนักหน่วงถึงขั้นฮาร์ดคอร์แร็พหรือฮิพฮอพจำพวกแก๊งค์สทาแต่ก็เล่นเอาหอบเหมือนกับ มันส์มากจนไม่ขอกั๊กคะแนนใดๆ (อนึ่งคนที่ไม่ใช่คอเออร์บันอาจเกลียดแทร็คนี้) อย่างไรก็ตามจะว่าไปก็น่าแปลกที่เพลงที่ประสบความสำเร็จที่สุดในงานชุดนี้ด้วยการได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี่ครั้งที่51และขึ้นอันดับสูงถึงที่4ในบิลด์บอร์ดชาร์ตซึ่งนับว่าน่าตกใจมากสำหรับศิลปอินอินดี้อย่างเธอคือ Paper Planes (4.5/5) เพลงที่ถ้านับจริงๆคงต้องบอกว่าพ็อพและฟังง่ายที่สุดในงานชุดนี้ตัวเพลงเป็นอัลเทอเนทีฟฮิพฮอพผสานซาวนด์นิวเวฟแบบยุค80และซินธิ์พ็อพน่ารักๆคลอเคลียไปกับท่อนคอรัสกวนๆเก่ๆคิดได้จากการใช้แซมเพิ่ลเพลง Dtraight To Hell ของ The Clash เข้ากับสรรพสำเนียงเวิล์ดแบบอินเดียนพื้นเมืองได้อย่างลงตัว เสียดสีวัฒนธรรมทุนนนิยมเขี้ยวลากดินและสันดานดิบของมนุษย์ที่ยากแท้หยั่งถึงแต่เป็นสัจธรรมได้อย่างเจ็บแสบโดยแท้ ต๊ายยย ทาทาขอบอกว่าเจิดฮ่ะ! อ่า ถึงเวลาปิดรีวิวแล้วส่วนตัวขอเลือก เอ่อ โอเค XR2 (5) มาอำลาคุณผู้อ่านกับเพลงเต้นรำเก๋ๆที่หวนพาคุณผู้ฟังสู่แรงบันดาลใจในยุครุ่งเรืองของดนตรีเรฟช่วงต้นทศวรรษ90ก่อนจะตบด้วยอิเล็คโทรนิค เบรคบีท จังเกิ้ลและฮิพฮอพจนกลายร่างเป็นดรัมส์แอนด์เบสส์ตึ๊บๆหนักหน่วงอย่างที่ได้ยินชนิดครบเครื่องในแทร็คเดียว ยิ่งกว่าแฟนภาพวิวัฒนาการมนุษยชาติ


สรุป


หนึ่งในมาสเตอร์พีซของแวดวงอินดี้ฝั่งสหราชอาณาจักร

วันพุธที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2553

Christina Aguilera : Not Myself Tonight


ถ้าจะให้กล่าวถึงศิลปินที่ดิฉัน "รอคอย" มากที่สุดในปี2009-2010ซึ่งในขณะเดียวกันก็เป็นผู้ที่ทำให้รู้สึก "เหนื่อยหน่ายใจ" ที่สุดในรอบหลายปีเช่นกันกับข่าวคราวการเลื่อนแล้วเลื่อนอีก การตลาดที่ดูเก๋และน่าสนใจมากๆในแรกเริ่มก่อนจะกลายเป็นหลักลอยเอาแน่เอานอนและหาความน่าเชื่อถือใดๆได้ค่อนข้างยากยิ่ง การเล่นกับกระแสความสนใจอันมหาศาลและความรู้สึกของแฟนๆที่เปลี่ยนจากความน่าตื่นเต้นเร้าใจให้กลายเป็นน่าเอือมระอาในระยะยาวในบัดดลตลอดจนความไม่ใยดีต่อกระแส ฃ่วงเวลาและการรอคอยของบรรดาแฟนเพลงจากตัว "คริสทิน่า อากิเลร่า" เอง อาจจะทำให้การหวานกลับมาเขย่าบัลลังก์ในอาณาจักรอุตสาหกรรมดนตรีพ็อพของเธอกับสตูดิโออัลบั้มชุดที่4อย่าง Bionic (ซึ่งวงในแว่วมาว่าอาจจะเปลี่ยนไปใช้ชื่ออื่น : เครดิตบอร์ดคริสทิน่าไทยแลนด์สุดที่รัก) นี้น่าจะมีเหตุทำให้สะดุดพอควร แม้ว่าชื่อของ "คริสทิน่า อากิเลร่า" คนนี้ในแวดวงกระแสหลักจะยังเป็นที่น่าสนใจเสมอๆและทรงพลังในระดับแถวหน้าที่ศัพท์สมัยนี้คุณๆเรียกว่า "ตัวแม่" ก็ตามที แต่ถ้าตัดความรู้สึกในฐานะสาวกเดนตายของเธอตั้งแต่งานชุดแรกอย่างดิฉันรวมถึงวิสัยทัศน์และศักยภาพในการทำดนตรีชนิดสุดแสนจะหาตัวจับยากของเธอออกไปและมาพูดกันจริงๆในสิ่งที่เห็นกันโต้งๆคงต้องยอมรับว่าในเรื่องของ "ความดัง" ถ้าเทียบกับตัวแม่ด้วยกันในระดับเดียวกับเธอก็คงต้องยอมรับว่าคริสทิน่าของดิฉันเรื่องความเป็นที่รู้จักกว้างขวางยังตามหลังแม่เทพธิดาเหล่านั้นอยู่หลายท่าน จากที่กล่าวมาทั้งหมดประกอบกับวิสัยทัศน์ในการโปรโมตแบบม้าตีนต้นและการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์และแนวดนตรีทุกๆอัลบั้มของเธอนั้นทำให้การกลับมาทุกครั้งของคริสทิน่าคนนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างความประทับใจด้วยซิงเกิ้ลเปิดตัวที่แรงและทรงคุณภาพจริงๆบวกกับภาพลักษณ์ที่จะดึงให้ตลาดหันกลับมามองและยอมปรับเข้าหาเธอได้มากกว่าดิว่าท่านอื่นๆที่เป็นทาสของตลาดและมีตลาดเป็นทาสอยู่แล้ว จะว่าไปจุดนี้มันก็เปรียบเสมือนดาบสองคมนะคะคือจะกลับมาแต่ละทีเธอต้องเหนื่อยกว่าชาวบ้านเขาระดับหนึ่งเพื่อที่จะเบนคมดาบที่ชี้เข้าหาตัวให้กลายไปฟาดฟันต่อกรกับความเชี่ยวกรากของวัฏจักรดนตรีอันสุดแสนจะฉาบฉวยในยุคปัจจุบันนี้ ซึ่งก้ไม่ปฏิเสธนะคะว่าสิ่งนี้ก็เป็นจุดที่ทำให้คริสทิน่าเป็นดิว่าที่เด่นที่สุดในแง่ของการขายกึ๋นขายคุณภาพจริงๆหากแต่ถ้าพลาดมาเฉือนโดนเนื้อตัวเองทีนึงล่ะก็ "ดูไม่จืดแน่นอน" อย่างไรก็ตามส่วนตัวดีใจที่วันนี้บทสรุปข้างต้นของการกลับมาครั้งที่4นี้กำลังจะมีมาให้เห็นกันเนื่องจากซิงเกิ้ลเปิดตัวของเธอ Not Myself Tonight ได้ฤกษ์เปิดตัวปลายเดือนนี้เสียทีหลังจากที่ทำให้รอคอยมานานแสนนาน นับเป็นความน่าดีใจที่บทพิสูจน์ครั้งหม่กำลังจะเข้มข้นขึ้นในขณะที่เป็นปฐมบทของการรอคอยระยะยาวร่วมปีได้สิ้นสุดลงอย่างน่ายินดีและน่าใจหายโดยแท้
นับจากจุดเริ่มต้นกับบรรดางานเปิดตัวทั้งหมดที่ทำให้เห็นพัฒนาการทางดนตรี ภาพลักษณ์และการนำเสนอในฐานะที่เขยิบจากพ็อพไอค่อนเข้าใกล้ศิลปินจนเกินระดับของศิลปินพ็อพในวัฒนธรรมกระแสหลักไปแล้ว จาก Genie In A Bottle งานทีนพ็อพที่ประสบความสำเร็จระดับโลกและเป็นหนึ่งในเพลงที่เป็นตัวแทนที่ดีของแวดวงทีนพ็อพช่วงปลายทศวรรษ90 ก่อนที่เธอจะฉีกภาพลักษณ์ของทีนดิว่าใสซื่อสู่การนำเสนอที่เข้มข้นขึ้นทั้งการระเบิดศักยภาพและวิสัยทัศน์ทางดนตรีตลอดจนการหลอมตัวเองเข้ากับภาพลักษณืใหม่ๆได้อย่างแยบยลอย่างที่เห็นกันใน Dirrty และ Ain't No Other Man สู่การปูทางไปหาภาคดนตรีอิเล็คโทรนิคใน Keeps Gettin' Better ซึ่งก็นับว่าเป็นเข็มทิศที่ช่วยชี้ให้เห็นถึงภาพลางๆของคอนเส็ปท์ Futuristic ในงานชุดที่กำลังจะมาถึง ซึ่งจะว่าไปคำว่า Futuristic ถ้าคิดลึกๆจริงๆก็ดูจะกว้างอยู่นะคะส่วนตัวจึงเชื่อว่า Not Myself Tonight ซิงเกิ้ลแรกที่กำลังจะเขียนถึงต่อไปนี้ก็น่าจะเป็นแทร็คที่บ่งบอกภาพรวมของตัวงานว่าเธอมีวิสัยทัศน์ที่จะนำเสนอดนตรีอิเล็คโทรนิคออกมาในรูปแบบไหน (ส่วนตัวตอนนี้ขอเดาว่าทั้งอัลบั้มจะมาแนวอัลเทอเนทีฟแด๊นซ์-พ็อพ) รวมถึงนิยามของคำว่า Futuristic ในความหมายหมายเธอจะออกมาเป็นแบบใด
Not Myself Tonight โปรดิวซ์โดย Polow Da Don โปรดิวซ์เซอร์แนวฮิพฮอพอาร์แอนด์บี แร็พตลอดจนพ็อพซึ่งเคยผ่านงานโปรดิวซ์ให้แก่ศิลปินดังๆมาแล้วทั้งอัชเชอร์, T.I. ,เนลลีย์ ตลอดจน วิล สมิธ ที่คอพ็อพอย่างเราจะคุ้นหูที่สุดในช่วง2-3ปีนี้ก็น่าจะเป็น London Bridge ของ เฟอร์กี้ และ Buttons ของ Pussy Cat Dolls.........
........หลังจากที่ได้ฟังเพลงเต็มๆที่หลุดมาเมื่อคืนแล้วส่วนตัว 5555 ดีใจนะคะที่แอบเดาทิศทางงานชุดนี้ถูกในส่วนหนึ่งจากที่เคยเขียนรีวิวตั้งแต่ตอนที่ชื่ออัลบั้มยังเป็น Working Title ในนามLight&Darknessอยู่เลย เท่าที่ฟังแล้วก็ตรงตามกับที่เดานะคะว่ามีความเป็นไปได้สูงว่านิยามของ Futuristic ในงานชุดนี้จะนำเสนอในรูปแบบที่เล่นกับภาคดนตรีที่ทรงอิทธิพลและพ็อพในวัฒนธรรมกระแสหลักโดยยืนพื้นอยู่บนกรอบการนำเสนอของดนตรีอิเล็คโทรนิคเป็นหลักใหญ่ใจความ ซึ่ง Not Myself Tonight ก็นับว่าเป็นตัวแทนที่ดีสำหรับการช่วยสะท้อนภาพรวมของอัลบั้มให้ออกมากระจ่างชัดในระดับหนึ่งกับเพลงพ็อพเต้นรำชนิดที่ชนกับบรรดาตัวแม่ในสายเมนท์สตรีมจ๋าชนิดรู้ดำรู้ดีกันไปข้างหนึ่ง ตัวเพลงเป็นอิเล็คโทรพ็อพเต้นรำที่ผสานมิติการนำเสนอของรสชาติความเป็นเออร์บันด้วยการหยอดบีทและสรรพสำเนียงอาร์แอนด์บีกึ่งเทคโนเข้าไปในระดับที่สง่าผ่าเผยชนิดท้าชนไปเลยตบด้วยอิทธิพลจากคลับแด๊นซ์ ฟั้งค์และความเป็นร็อคหน่อยๆผลลัพธ์ออกมาแม้ว่าจะไม่ได้บรรเจิดเลิศล้ำชนิดที่โลกนี้ไม่เคยมีใครทำมาก่อนอย่างที่หล่อนจีบปากโม้ไว้แต่ก็สามารถทำออกมาได้ในระดับที่ทรงพลังและมีภาษีมีโหงวเฮ้งเจิดจรัสพอที่จะระเบิดตามคลับตามชาร์ตในปี2010ทุกแห่งหนด้วยความที่ซ่องแตกและร่วมสมัยเมนท์สตรีมจัดๆชนิดที่สามารถเสนอหน้าได้ทุกงานของศักราชปัจจุบัน หึหึหึ
สุดท้ายนี้ขอบอกว่าภูมิใจนะคะ ที่ถึงแม้ว่าจะปล่อยให้รอนานจนน่าอารมณ์เสียแต่ก็สามารถคืนกำไรให้แก่ความรู้สึกของแฟนๆของเธอด้วยเพลงที่ดีในระดับนี้ได้ฟังแล้วหายเหนื่อยหายงอนเป็นปลิดทิ้งเลยทีเดียว ด้วยความที่หนึ่งเธอแสดงให้เห็นจริงๆว่าที่หายไปนานนั้นเธอกำลังประณีตกับผลงานเพื่อมอบเพลงที่ดีที่สุดเป็นของขวัญแก่แฟนๆได้อย่างน่าประทับใจ สองเธอทลายคำครหาที่ว่า "คริสทิน่าทำอิเล็คโทรนิคออกมาดีไมได้หรอกได้อย่างราบคาบ" และแน่นอนเป็นการตอกย้ำที่ดีว่า Keeps Gettin' Better,DynamiteกับGenie 2.0มันแค่ของเล่น และท้ายที่สุดคริสทิน่ายังคงสามารถรักษาเอกลักษณ์แห่งความเป็นตัวตนและจิตวิญญาณของตัวเธอเองผ่านทางภาคเนื้อหาได้อย่างแยบยลจนน่าคารวะคือฟังแล้วอ่านแล้วทุกบรรทัดมีความเป็นคริสทิน่าสูงจนขนลุก น่ายินดีที่เธอไม่ได้สูญเสียจุดยืนของตัวเองให้แก่ซาวนด์ดนตรีของโปรดิวซ์เซอร์แต่ในทางกลับกันเธอดึงศักยภาพของตัวเธอเองและโปรดิวซ์เซอร์ให้ระเบิดไปถึงจุดสูงสุดได้พร้อมๆกัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกนักสำหรับศิลปินดีๆแต่สมัยนี้ก็หาเพลงเมนท์สตรีมฉาบฉวยที่มีศักยภาพครบระดับนี้ได้ไม่ง่ายนักและส่วนตัวดีใจที่คริสทิน่าเป็นคนหนึ่งที่ทำได้ ขอมอบคะแนนให้ 4.5/5ค่ะ
การรอคอยอันยาวนานมันคุ้มค่าทุกวินาทีจริงๆโดยแท้
ป.ล. ถ้าแม่ติ๊ไม่ซวยเพราะค่ายเพราะตัวมันเพราะกาก้าหรือเพราะอะไรก็ตามเพลงนี้ไม่หลุดท็อป5บิลด์บอร์ดแน่ๆ

วันอาทิตย์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2553

Ginuwine : A Man's Thoughts : 73%


Ginuwine : A Man's Thoughts : 73%
รีวิวครั้งนี้ส่วนตัวขอข้ามมาที่ฝากอาร์แอนด์บีกันบ้างกับ A Man's Thoughts สตูดิโออัลบั้มชุดที่6ของจีนูไวน์ศิลปินอาร์แอนด์บีน้ำเสียงทรงเวน่ห์อีกหนึ่งท่านซึ่งก่อนอื่นต้องขอบคุณ คุณพี่ "มาดามจ๊อกกาโล่" กับกระทู้20อัลบั้มแห่งปี2009ของคุณพี่เนื่องจากตลอดทั้งปี "ดิฉันไม่รู้เรื่องเลยค่ะว่าจีนูไวน์ออกงานใหม่มาแล้ว" ด้วยความที่ไม่ได้สนใจ ไม่ได้ติดตามตลอดจนชื่อนี้หายไปจากหัวนานพอสมควรเปิดกระทู้พี่มาดามมาถึงกับ "ว๊ายยยยยยยยยยยๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ออกงานใหม่มาแล้วหรา?" กว่าจะได้หามาฟังเป็นจริงเป็นจังก็ช่วงปีใหม่ที่ผ่านมานั่นแหละค่ะ ว่าแล้วรีวิวเลยละกัน
รูปแบบดนตรี
ก็ เอ่อ คอนเทมโพลารีย์อาร์แอนด์บีน่ะค่ะ ครบเครื่องความเป็นเออร์บันตั้งแต่พ็อพอาร์แอนด์บีกระฉึกกระฉักตลอดจนบัลลาดหวานหยดเอาใจตลาดไต่ระดับไปเล่นกับฮิพฮอพแร็พ ฟั้งค์กี้ย์ คลับแด๊นซ์ แจ๊ซซ์ โซลตามธรรมเนียม การนำเสนอไม่ได้ดิบจนหอบแบบงานของของแอนโธนี่ แฮมมิลทัน/อาร์ เคลลีย์/มิวสิคตลอดจนงานเก่าๆของจีนูไวน์เองจะว่าไปเป็นงานคอนเทมอาร์แอนด์บีที่พ็อพขึ้นมากจนจับลงไปตีกับพวกศิลปินพ็อพอาร์แอนด์บีในตลาดเมนทสตรีมและเป็นที่รู้จักกว่าอย่างพวก นีโย่/คริส บราวน์/อัชเชอร์/แฟรงค์กีย์ เจยังพ็อพกลบจัดจ๋าแบบเคร็ก เดวิดทำนองนั้น เป็นต้น จะเหนือกว่าก็ตรงที่ชั้นเชิงและชั่วโมงบินที่คร่ำหวดในวงการดูน่าเชื่อมือและไว้ใจในคุณภาพได้มากกว่าของตัวศิลปินเอง (เว้นอัชเชอร์กับแฟรงค์กี้ย์ เจไว้แล้วกันไปดิบเท่าแต่ทำเพลงได้ดีไม่แพ้)
จุดด้อย
ฟังแล้วรู้สึกเหมือนกับว่ามาตรฐานของจีนูไวน์ "ดร็อปลง" จนน่าใจหายเหมือนกัน ด้วยความที่ปีที่แล้วอาจจะมีตัวบิกๆในสายตาของดิฉันออกมา3ท่านคือตัวเขาเอง มิวสิคและแอนโธนี่ แฮลมิลทันซึ่งเมื่อเทียบกันในเรื่องของเนื้องานแล้วป๋าแอนโธนี่ดิฉันดูจะกินขาดชาวบ้านเขาด้วยความที่มาเหนือเมฆในระดับที่สมบูรณ์แบบและสูงเสียดฟ้าจนหลายท่านในสายอาร์แอนด์บีคงต้องเหนื่อยหน่อยถ้าคิดจะงัดกับป๋าเขาด้านคุณภาพเนื้อๆ สำหรับมิวสิคพ็อพขึ้นแต่ก็ยังคงไว้ลายในกึ๋นและชั้นเชิงในระดับที่คนรักอาร์แอนด์บียังคงยิ้มออกด้วยความที่ไม่ได้ถูกตลาดกลืนไปมากมายนัก ในขณะที่งานของจีนูไวน์ อืม ไม่รู้ว่าคออาร์แอนด์บีท่านอื่นคิดอย่างไรนะคะแต่ส่วนตัวดิฉันคิดว่าออกมาในระดับที่ "โอเค ก็ ดี" แต่แบบจะเป็นความดีที่ไปในทางโซวัดโซเซและปวกเปียกขาดเสน่ห์มนตราแห่งภาคดนตรีเออร์บันที่ดิฉันคาดหวังไปมากโขพอควรเทียบกับงานอาร์แอนด์บีในระดับใกล้เคียงกันของเจ ฮอลิเดย์เมื่อปีที่แล้วก็คิดว่ารายนั้นเขากินขาดกว่าด้วยเมลดี้พลิ้วไสวเพราะเนื้อๆและเป็นธรรมชาติกว่ามากหรือจะเอาไปเทียบกับพวกคอนเทมที่ดิบโซลจัดๆในช่วงแรกเริ่มอย่างจอห์น เลเจนด์กับงานที่ตลาดขึ้นมากในชุดล่าสุดก็ยังแพ้เขาด้วยความที่หนุ่มจอห์นทำออกมาได้สนุกสนาน มีความสุข มีสีสันและมีเสน่ห์กว่างานของจีนูไวน์นี้ที่ เอ่อ เซฟ ราบเรียบ เนียบแต่ไม่นิ้งหากแต่ออกไปทางนิ่งสนิทน่าหน่ายจนถึงขั้น "จืดชืด" เกือบๆจะน่าเบื่อในหลายๆแทร็ค ที่เบื่อนี่ไม่ใช่ว่าดิบโซลโชว์ศิลปะอาร์แอนด์บีจนตะลึงนะคะแต่เบื่อด้วยความที่มันโหลไม่มีมิติใดแพรวพราวน่าตื่นตาตื่นใจขนาดงานที่ได้ระดับแบรนดี้มาช่วยยังออกมาแกนๆในระดับล่างเลย อย่างไรก็ตามที่บ่นมาขนาดนี้ไม่ใช่ว่างานชุดนี้ไม่ใช่งานที่ไม่ดีนะคะเพียงแต่มาตรฐานของจีนูไวน์ที่เคยสัมผัสมามันดีกว่าที่ได้ยินเยอะ
แทร็คเด็ด
แน่นอนว่า Show Off (4/5) แทร็คเปิดอัลบั้มที่เป็นอัพเทมโปคอนเทมโพลารีย์อาร์แอนด์บีผสานเพียโนพลิ้วไสวสลับบีทอารืแอนด์บีฮิพฮอพดืดดึ๋งเท่ห์ๆคลอไปกับเสียงร้องหวานใสนุ่มละมุนเปี่ยมด้วยพลังโซลและรูปแบบสูตรสำเร็จที่หลายคนโมเมว่าอัชเชอร์เป็นออริจินัล เรียกความสนใจจากสาธาณชนได้ไม่น้อยเพราะเพลงแบบนี้แหละที่ตลาดยุคนี้ต้องการ เช่นเดียวกับแทร็คที่ร่วมงานกับบัน บีใน Trouble (3.5/5) ก็เป็นพ็อพอาร์แอนด์บีเจือฮิพฮอพร่วมสมัยที่เป็นตัวแทนการนำเสนอที่ดีในทิศทางของเอกลักษณ์อาร์แอนด์บีสูตรสำเร็จยุคใหม่ ก็โอเคนะ ฝากบัลลาดที่โดเด่นประทับใจจริงๆก็มี Touch Me (4/5) อีกหนึ่งคอนเทมโพลารีย์บัลลาดผสานโซลฟูลกึ่งไควเอทสตอร์มและลูพการนำเสนอกึ่งโอลด์สคูลอาร์แอนด์บีบัลลาดช่วงยุค90ที่ชวนให้นึกถึงงานของไบรอัน แม็คไนทหรือเบบี้เฟซ แม้จะโหลหน่อยแต่ขอชมว่าประทับใจในความคลาสสิคและความกล้าที่จะทำเพลงแบบนี้ออกมาในยุคนี้ หาฟังได้ยากแล้ว อีกบัลลาดที่ชอบก็คงเป็น One Time For Love (4.5/5) เป็นโซลอาร์แอนด์บีบัลลาดนิ้งๆสไตล์จีนูไวน์ที่หรูหรา กรีดกรายและมารยาทงามมากๆ ปิดอัลบั้มด้วย Show Me The Way (5) ซึ่งดิฉันชอบที่สุดในงานชุดนี้ อดัลท์คอนเทมโพลารีย์พ็อพอาร์แอนด์บีบัลลาด บริสุทธิ์ กระจ่างใสและไพเราะมากๆ ครบเครื่องสมบูรณืแบบตามสูตรสำเร็จเพลงเมนท์สตรีมดีๆที่สมควรจะดังและเป็นมิตรที่ดีกับวิทยุคลื่นอีซี่ลิสทั้งหลายแหล่ โดยเฉพาะที่นี่ประเทศไทย เป็นต้น เคร็ก เดวิดได้มาฟังคงเกิดอาการร้อนรุ่มทุรนทุรายอยากจะขอมาร้องเอง (แต่อย่าเลยค่ะ)
สรุป
ก็นับว่าเป็นตัวเลือกที่ไม่เลวนะคะสำหรับการหยิบมาฟังฆ่าเวลาชิลล์ๆเพราะๆขำๆ แต่ถ้าต้องการงานอาร์แอนด์บีแบบดิบลึกสุดใจล่ะก็ดิฉันไม่แนะนำด้วยประการทั้งปวงแต่ถ้าเอางานเพราะ พ็อพ ฟังง่ายฟังเพลินเป็นหลักล่ะก็มาเถอะจะซื้อจะโหลดเลือกเอา

วันพฤหัสบดีที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2553

Fever Ray : Fever ray : 85%


Fever Ray : Fever Ray : 85%
หนึ่งในสิ่งที่ดิฉันชอบสำหรับเฟซบุ๊คส์คือในหลายๆครั้งเว็บไซต์นี้ไม่เพียงแต่จะแนะนำให้เรารู้จักเพื่อนที่น่ารักๆจากทุกมุมโลกมากไปกว่านั้นหลายๆครั้งยังทำให้ดิฉันได้รู้จักหลายคนที่คุยภาษาเดียวกัน ในที่นี้อาจจะหมายถึงรสนิยมเหมือนกัน ชอบอะไรคล้ายกัน มีทัศนคติที่ตรงกัน ตลอดจนชีวิตที่ผ่านมาอาจจะเจออะไรที่มันใกล้เคียงกันชนิดน่าอัศจรรย์ใจจนคุยกันถูกคอไปโดยปริยาย หนึ่งในบรรดาบุคคลเหล่านั้นคือ Moet หลานชายของดิฉันผู้ซึ่งแนะนำศิลปินสุดเจ๋งท่านนี้ในวินาทีที่เหม็นเบื่อวงการดนตรีอย่างสุดๆ
รูปแบบดนตรี
Fever Ray คือโซโล่อัลบั้มชุดแรกภายใต้ชื่อเดียวกันกับศิลปินของ Karin Dreijer อดีตสมาชิกดูโอวงอิเล็คโทรนิคจาก เอ่ ไม่ก็สวิตก็สวีเดนแหละค่ะจำไม่ได้ เหอๆๆๆๆ อย่างวง The Knife ที่ดิฉันยังไม่ทันได้สัมผัสหรือได้รู้จักมักจี่อะไรกับงานของทางวงดีก็ชิงวงแตกกันไปก่อนซะอย่างนั้น โดยคุณเจ๊ฟีเวอร์ เรย์ ได้หอบหิ้วสานต่อความฝัน รสนิยมอันวิจิตรพิสดารและอุดมการณ์ทางดนตรีมาเย็บต่อกับงานชุดแรกบนภาคดนตรีอินดี้อิเล็คโทรนิคเย็นยะเยือกสุดหลอนวิญญาณกระชากขวัญซึ่งตลอด10แทร็คที่ดิฉันได้ฟังเนี่ยขอคารวะในความน่ากลัวปวดจิตตลอดจนวิปลาสอย่างมีศิลปะของเจ้าหล่อนชนิดเต็ม10เลยทีเดียว ต๊ายยยย ตาโมเอ็ทช่างรู้ใจลุงจริง
จุดด้อย
ฟังยากและเข้าใจยากค่ะชุดนี้!!! ด้วยความที่ตัวคุณศิลปินติ๊สท์และหลอนจัดดังนั้นอย่าได้กล้าวาดภาพงานอิเล็คโทรนิคแบบติดหูโฉ่งฉ่างแด๊นซ์กระจายซ่องแตกเพราะคุณ "จะผิดหวัง" หึหึหึ และแน่นอนดิฉันกล้าพูดได้ว่ามันเป็นงานอิเล็คโทรนิคที่ค่อนข้างจะคนละฝากกับความต้องการของคนส่วนใหญ่จึงสามารถสรุปโดยพิสดารได้ว่า "เป็นงานดนตรีที่ดีแต่ไม่ใช่งานสำหรับใครหลายๆคน" อย่างไรก็ตาม "ชอบนะ" ที่ศิลปินสามารถนำเสนอเนื้องานออกมาได้อย่างมีเอกภาพและรักษาคอนเส็ปท์ในการนำเสนอตัวเองชนิดแทร็คต่อแทรคได้อย่างดีไม่มีหลุดหากแต่มองในมุมมกลับคือ "ความซ้ำซากและน่าเบื่อ" ด้วยการที่เอวนเวียนอยู่กับลูกเล่นเดิมๆจนน่ารำคาญรวมถึงทั้ง10แทร็คที่แถบจะหาจุดเด่นและความแตกต่างให้ตัวเองแถบไม่ได้เลยทีเดียวคือ "กลืนกันไปหมดเป็นเนื้อเดียว" ซึ่งนับว่าเป็นข้อผิดพลาดที่ศิลปินอิเล็คโทรนิคหลายๆท่านหลายๆท่านเช่นเดียวกับพวกสายเมทัลหรือฮิพฮอพส่วนใหญ่เท่าที่ฟังมาหนีข้อผิดพลาดนี้กันไม่พ้นทั้งนั้น เอ หรือว่าเป็นวัฒนธรรมของพวกเขาที่เราเองเข้าไม่ถึงกันแน่หว่า?
แทร็คเด็ด
ประเดิมความหลอนด้วย If I Had A Heart (4.5/5) แทร็คเปิดอัลบั้มกับภาคดนตรีอิเล็คโทรนิคที่ยืนพื้นบนลูกเล่นของดาร์คแอมเบี้ยนท์ปะทะซินธิ์ลอยๆสุดหลอนลอยละล่องและมืดหม่นเย็นยะเยือกจับขั้วหัวใจเสริมทัพด้วยกลิ่นอายโกธิคหม่นๆและภาคเนื้อหาที่สะท้อนสันดานดิบสุดวิปริตและพิศวงชนิดที่น้อยคนจะข้ามเส้นสัมผัสไปได้ถึง ฟังแล้วชวนนึกถึงบทสวดอเวจีจากลัทธิบูชาซาตาน แทร็คถัดไป When I Grow Up (4.5/5) อินดี้อิเล็คโทรทริพฮอพเพลงเก่งที่โดดเด่นบนท่วงทำนองของการจับจังหวะเต้นรำแบบแคริบเบี้ยนประสานวิญญาณเข้ากับซาวนด์ดาวน์เทมโพหนืดๆสุดหลอน เป็นหนึ่งในแทรคที่ติ๊สท์และเท่ห์ที่สุดในอัลบั้มเช่นเยวกันกับ Dry And Dusty (4/5) ที่หยอดเอ็กซ์เพอริเมนทัลและแอมเบี้ยนท์เข้าไปได้อย่างลงตัวเก๋ไก๋ไม่แพ้กัน ต่อด้วย Seven (4/5) ที่พ็อพขึ้นมาหน่อย ตัวเพลงเป็นซินธิ์ติดดาวน์เทมโพลอยๆเคียงคู่ไปกับกลิ่นอายเวิลด์มิวสิคเย็นๆลอยละล่อง จะว่าไปติดหูพอควรเลยทีเดียวถ้าเทียบกับแทร็คอื่นๆในอัลบั้ม มาที่ Keep The Streets Empty For Me (5) คลาสสิคและหนาวเหน็บเย็นยะเยือกเกรี้ยวกราดกับภาคอคูสติคโฟล์คโทรนิก้าบัลลาดผสานซินธิ์พ็อพลอยๆเจือเข้ากับดาร์คแอมเบี้ยนท์มืดหม่นอนธกาลและเอ็กซ์เพอริเมนทัลสุดหลอน เป็นหนึ่งในแทร็คที่ชอบที่สุดของงานชุดนี้ อำลาผู้ฟังได้อย่างเด็ดดวงด้วย Coconut (5) แทร็คปิดอัลบั้ม ตัวเพลงเป็น Exotica ประมาณมาร์ทิน เดนนี่ภาคป่วงจิตซึ่งหลักใหญ่ใจความเล่นบนอิเล็คโทรนิก้าต่อยอดไปสู่เวิลด์ เล้าจ์น อิมเพรสชั่นนิสต์ แอมเบี้ยนท์ ดาวน์เทมโพและเอ็กซืเพอริเมนทัลได้อย่างเหนือชั้นร้ายกาจสุดๆ
สรุป
เจ๋งๆ

วันพุธที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2553

Goldfrapp : Heard First : 78%


Goldfrapp : Head First : 78%
นับว่าเป็นโอกาสดีที่วันนี้มีอารมณืสุนทรีย์และเวลาที่ว่างพอจะมานั่งเขียนรีวิวถึงหนึ่งในงานที่รอคอยที่สุดแห่งปีจากวงอิเล็คโทรนิคสุดที่รักจากลอนดอนที่ทำเพลงได้เปรี้ยวเก๋ลืมโลก เชื่อว่าผู้ฟังหลายท่านยังคงจำความทรงคุณภาพถึงขีดสุดของอัลบั้มเปิดตัวอย่าง Felt Moutain และคงยังไม่ลืมอัลบั้มอิเล็คโทรพ็อพเปรี้ยวๆอย่างSupernatureที่ตอกย้ำบารมีให้ทางวงดังกระหึ่มระบือข้ามเขคตุดแดนของแวดวงอินดี้ขึ้นมาเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในอาณาจักรดนตรีสากลกระแสหลักได้จวบจนทุกวันนี้เท่านั้นยังไม่เท่ากับความดีใจถึงขีดสุดที่ดิฉันได้ทราบว่าวงสุดที่รักและเล่นตัววงนี้ได้ถูกนางติ๊ลวงให้ไปเป็นโปรดิวซ์เอร์ในงานอัลบั้มชุดหม่ของเธอ Bionic ที่เลื่อนแล้วเลื่อนอีกจนเลิกรอเป็นที่เรียบร้อย วู๊ยยยยย อีติไม่ออกไปนไรเขียนถึงพวกเจ๊ก่อนแล้วกันนะคะกับสตูดิโออัลบั้มชุดล่าสุดที่กำลังจะวางขายในวันที่22-23กว่าๆในมีนาคมศกนี้อย่าง Head First
รูปแบบดนตรี
นับจากจุดเริ่มต้นกับอัลบั้มแรกอย่าง Felt Moutain ที่เป็นงานอิเล็คโทรนิคชั้นดีซึ่งจรุงไปด้วยกลิ่นอายของซาวนด์แอมเบี้ยนท์หลอนๆลอยละล่อง ซินธิ์พ็อพและโฟล์คโทรนิก้ากับการยกระดับตัวงานและพลิกโฉมภาพลักษณืการนำเสนองานยากๆติ๊สท์ๆสู่การเป็นหนึ่งในตัวแม่แห่งศิลปินอิเล็คโทรนิคที่เลื่องลือของแวดวงอินดี้กับการยกเครื่องใหม่มาเป็นอิเล็คโทรแดนซ์-พ็อพผสานซินธิ์ นิวเวฟ ทริพฮอพ ยูโรดิสโก้ตลอดจนแกลมร็อคยันติดติ่งอิเล็คโทรแคลชในงานชุด Blach Cherry และ Supernature มาถึง Seventh Tree สตูดิโอชุดที่4ก็นับว่าเป็นงานอิเล็คโทรพ็อพชั้นดีที่ย้อนกลับสู่จุดกำเนิดของแรงบันดาลใจแห่งการเป็นศิลปินกับดนตรีจำพวกดาวน์เทมโพ อคูสติค โฟล์คโทรนิก้า แอมเบี้ยนท์และเอ็กซ์เพอริเมนทัล เป็นต้น สำหรับ Head First ชุดล่าสุดนี้ฟังครั้งแรกแล้วสัมผัสได้อย่างแจ่มแจ้งว่าทางวงหมายมั่นปั้นมือที่จะบุกตลาดเมนท์สตรีมเลยนะคะเนี่ยสังเกตุจากการนำเสนอภาคดนตรีที่กลั่นกรองออกมาซะ "พ็อพจ๋า" จนน่าตกใจคือความเป็นอินดี้ยังมีอยู่ค่ะเพียงแต่ภาพรวมกว่า90%ของตัวงานมาแนสสะบัดสะบิ้ง กรีดกรายและไพเราะติดหูด้วยแนวเพลงที่ยังยืนพื้นอยู่ที่อิเล็คโทรพ็อพเต้นรำเป็นหลักใหญ่ใจความซึ่งงานชุดนี้สีสันแจ่มจรัสแสบตาด้วยบทบาทของฟั้งค์กี้ย์ดิสโก้ นิวเวฟและซินธิ์แบบยุค80เข้ามามีบทบาทสูง บางแทร็คเป็นยูโรดิสโก้กลิ่นไคลีย์หอมฟุ้งมาแต่ไกล บางแทร็คเป็นเทคโนเล่นกันง่ายๆแต่ก็อย่างเพิ่งตกใจไปนะคะความเก๋แบบเดิมๆสไตล์โกลด์แฟร็ปแม้จะลดไปจมแต่ก็ยังมีอยู่กับภาคดนตรีแอมเบี้ยนท์ ทริพฮอพ แกลมร็อคตลอดจนซาวนด์อิเล็คโทรนิก้าเก๋ๆที่เป็นเอกลักษณ์และเสน่ห์เฉพาะตัวของทางวงก็ยังสามารถทำหน้าที่ได้ในระดับที่น่าพึงพอใจอยู่
จุดด้อย
มองได้หลายแง่นะคะ ก่อนอื่นขอพูดถึงในแง่ของคนฟังเพลงพ็อพก่อนก็ต้องบอกว่างานชุดนี้เป็นอิเล็คโทรพ็อพที่ดีเลยทีเดียว เพราะ ติดหูและฟังง่ายครบสูตรงานดนตรีดีๆที่วัฒนธรรมเมนท์สตรีมจะหลงรัก ว่าแต่ "เพลงมันน้อยไปรึเปล่าคะ?" ยุคนี้ขนาดมี18-19เพลงคนฟังยังแถบไม่อยากจะตัดใจควักตังค์ซื้อกันเลยนับประสาอะไรกับงานแค่9เพลงในราคาใกล้เคียงกันนับวาเป็นตัวเลือกที่แพ้ขาดลอยสำหรับผู้บริโภคดนตรีในยถุคปริมาณและความคุ้มค่าเพลิดเพลินในระยะยาวเท่านั้นที่ครองโลกโดยแท้ มาที่มุมมองของคนที่ฟังอินดี้และเป็นแฟนเพลงโกลด์แฟร็ปมาก่อนบ้าง ส่วนตัวก็ต้องบอกตามตรงว่า "ผิดหวัง" พอดูกับงานชุดนี้คือมันอาจจะแลดูสองมาตรฐานไปนิดนะคะที่ส่วนตัวดิฉันรู้สึกไม่ชอบใจที่โกลด์แฟร็ปดร็อปมาตรฐานและดนตรีตัวเองให้ลงมาตลาดในระดับนี้ในขณะที่ถ้างานชุดนี้เป็นของมาดอนน่าหรือไคลีย์คงจะประทับใจพอควร แต่ส่วนตัวด้วยความที่ติดตามโกลด์แร็ปมาตั้งแต่ชุดแรกรู้สึกว่ามัน แหม "ความเก๋ลดไปจม" ทั้งนั้ทั้งนั้นไม่ใช่ว่าดิฉันยึดติดแต่ความสมบูรณืแบบเดิมๆอะไรหรอกนะคะเพียงแต่ส่วนตัวรู้สึกว่างานของโกลเดแฟร็ปชุดนี้เป็นอะไรที่ดูลวกๆ ขาดๆเกินๆ ตลกและเติมความต้องการของแฟนๆได้ไม่เต็มในแง่ของความจริงใจ จินตนาการชั้นเลิศทางดนตรี ชั้นเชิงการนำเสนอชวนพรึงเพริศตลอดจนจุดยืนที่แข็งแกร่งที่เคยนำเสนออกมาได้ดี หากแต่งานชุดนี้มันกลายเป็นทำออกมาแล้วโดนอิทธิพลของราชินีเพลงแด๊นซ์เมนท์สตรีมตัวแม่อย่างเจ๊แม่มาดอนน่าและเจ๊ไคย์ลีย์แผดกลบหมด คือฟังๆแล้วไม่ใช่ว่ามันไม่ดีนะคะ ดี แต่มันเป็นวัฒนธรรมที่ไม่เหมาะกับโกลด์แฟร็ปชนิดที่ไม่เชิงจะผิดกาลเทศะทีเดียว
แทร็คเด็ด
ที่ชอบจริงๆก็มี Rocket (4/5) แทร็คเปิดอัลบั้มและเป็นซิงเกิ้ลแรกกับดนตรีน่ารักๆสไตล์อิเล็คโทรพ็อพเต้นรำติดกลิ่นอายเรโทรซาวนด์แบบฟั้งค์กี้ย์ดิสโก้ยุค80และเทคโนซินธิ์ลอยๆเฟี้ยวฟ้าวทำกร่างทั่วเพลง คนที่ชอบเพลงของมาดอนน่าหรือไคลีย์คงได้มีกรี๊ดกร๊าดกันคราวนี้ Believer (3.5/5) แทร็คถัดมาที่ภาคดนตรีชวนให้นึกถึงงานของมาดอนน่าช่วงยุค Music กับเพลงอิเล็คโทรแด๊นซ์-พ็อพที่วางโครงสร้างด้วยบีทดนตรีไลท์เทคโนเดินกันเรียบๆเล่นกันง่ายๆต่างออกไปตรงความเข้มข้นของบีทอิเล็คโทรนิค ความว่อนเน้นย้ำของซินธิ์และความเป็นยูโรในตัวมีสูงกว่ามากก็แค่นั้น ไม่ประทับใจแต่ก็ติดหูหนึบที่สุดในงานชุดนี้ทีเดียว สำหรับ Head First (4/5) ไทเทิ่ลแทรค มาในแนวที่คล้ายคลึงกับ Fly Me Away ในงาน Supernature ในแบบฉบับที่พ็อพและหวานกว่ากับดนตรีซินธิ์พ็อพอิเล็คโทรบัลลาดเจือดาวน์เทมโพลอยละล่องคุมทิศทางผสานความกรีดกรายด้วยเครื่องสายแบบออเครสตร้าและเสียงร้องที่หวานละไมจับข้วหัวใจฟังแล้วนึกถึงงานของคาร์เพนเตอร์ มาที่ Dreaming (4.5/5) ที่ค่อยมีความเป็นโกลด์แฟร็ปที่คุ้นเคยหน่อยกับ อิเล็คโทรแด๊นซ์*พ็อพเจือยูโรดิสโก้ ซินธิ์หลอนๆตลอดจนเทคโนหนักหน่วงที่ถ่ายทอดบนสรรพสำเนียงแอมเบี้ยนท์ลอยละล่อง ฟังแล้วค่อยชื่ใจหน่อยที่โกลด์แฟร็ปที่เราต้องการยังไม่ตายไปไหน เช่นเดียวกันกับ Hunt (4.5/5) ที่เป็นทริพฮอพเริ่ดๆแบบที่คนรัก Supernature และ Black Cherry ฟังแล้วต้องประทับใจ เอ่อ ชอบแค่นี้เองอ่ะค่ะ
สรุป
แม้ว่าส่วนตัวจะเป็นงานชุดแรกของโกลด์แฟร็ปที่ไม่คิดจะซื้อก็ตามแต่ก็กล้ายืนยันนะคะว่าอัลบั้มชุดนี้เป็นงานอิเล็คโทรพ็อพในระดับคุณภาพที่มีไว้ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เพราะติดหูและฟังได้เพลินๆ หากแต่อาจจะไม่ได้ออกมาเป็นตัวแทนทางดนตรีที่ดีหรือสมบูรณ์แบบในแบบฉบับที่แฟนโกลด์แฟร็ปบางท่านต้องก็แค่นั้น

วันอังคารที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2553

Erykah Badu : New Amerykah Part One (4th World War) : 100%


Erikah Badu : New Amerykah Part One (4th World War) : 100%
ช่วงนี้รู้สึกว่าเป็นช่วงที่ดิฉันจะทยอยทริบิวต์รีวิวให้แก่ศิลปินที่ผลงานเป็นที่ต้องใจและจับตามองสำหรับดิฉันเป็นพิเศษนะคะ สำหรับคราวนี้เป็นทีของเอริคา บาดูศิลปินนีโอโซลฝีมือฉกาจอีกท่านที่กำลังจะมีผลงานให้เราฟังถ้าจำไม่ผิดและไม่มีอะไรผิดพลาดน่าจะเป็นช่วงปลายเดือนนี้กับ New Amerykah Part Two (Return Of The Ankh) ซึ่งเป็นซีรียส์ภาคต่อจากพาร์ทแรกที่กำลังจะเขียนถึงต่อไปนี้ ซึ่งต้องขอเรียนให้ทราบนะคะว่าเป็นหนึ่งในงานนีโอโซลที่ส่วนตัวดิฉันประทับใจมากที่สุดเทียบเคียงกับ Beautifully Human : Words And Sounds Vol.2 ของ จิล สก็อทและงานคอนเทมโพลารีย์อาร์แอนด์บีฮิพฮอพแห่งทศวรรษ90ที่มีความเป็นนีโอโซลในตัวสูงเช่นกันอย่าง The Miseducation Of Lauryn Hill งานในตำนานอัลบั้มนั้นทีเดียว
รูปแบบเพลง
New Amerykah Part One (4th World War) เป็นงานนีโอโซลที่หล่อหลอมเอาจินตนาการ วิสัยทัศน์ทางดนตรีผนวกเข้ากับเทคโนโลยียุคปัจจุบันที่เชื่อมสะท้อนความเป็นนามธรรมระหว่างสารพันสิ่งในจิตวิญญาณและระบบความคิดเข้ากับความเป็นรูปธรรมอันบรรเจิดของซาวนด์ดนตรีที่กลั่นกรองทุกสิ่งทุกอย่างออกมาสมศักดิ์ศรีของนิยามที่ว่า "ปราศจากพรมแดน" จากการผสานดนตรีฟิวชั่นที่มีคอนเทมโพลารีย์อาร์แอนด์บี โซล ฮิพฮอพและแจ๊ซซ์ยืนพื้นในบทบาทที่ค่อนข้างสูงยกระดับเข้ากับอิเล็คโทรนิก้า แด๊นซ์ ดิสโก้ Broken Beat ชิลล์เอ๊าท์ เล้จ์น เวิลด์ตลอดจนแร็พและกอสเพลได้อย่างเกิดเอกภาพก่อนจะถ่ายทอดภาคเนื้อหาที่กลั่นกรองมาจากประสบการณ์ชีวิต จินตนาการ จิตวิญญาณและทัศนคติเบื้องลึกออกมาได้อย้างเหนือชั้นประดุจบทกวีวิพาก์สังคมและวัฒนธรรมอันอำมหิตย์ของประเทศมหาอำนาจและประชาคมโลกได้อย่างละเมียดละไมหากแต่ถึงพริกถึงขิง โดยภาคเนื้อหาส่วนมากเป็นการกล่าวกระทบเสียดสีถึงกับดักความยากจนและความทนทุกข์ทรมานจากการตะเกียกตะกายเพื่อที่จะมีพื้นที่หายใจในสังคมที่ทุนนิยมเปรียบเสมือนพระเจ้า ความรุนแรงและเชี่ยวกรากของสังคมเมืองพร้อมด้วยความหวังในการปฏิรูปสิ่งดีๆให้เกิดแก่ปากท้องและการดำรงชีวิตที่ยังคอส่องประกายอยู่ในใจแม้ว่าจะเป็นเสียงเรียกร้องที่ไม่มีใครใยดีของคนๆหนึ่งจุดเดือดอันเลือดเย็นและวิกฤติแห่งวัฒนธรรมมนุษยชาติ ปัญหาการเหยียดสีผิว เชื้อชาติ การพึ่งพายาเสพย์ติด อุดมคติแบบสองมาตรฐาน ความไม่เป็นธรรมที่กรรโชกใส่ประชาชนตลอดจนอุปสรรคของประชาคมพี่น้องผิวสี ยุคหลังโศกนาฏกรรมวันที่11กันยายน การตีความสิทธิมนุษยชน การตระหนักถึงคุณค่าของคำว่า"รัก" การบบรลุแก่นแท้ของจิตวิญญาณตลอดจนหายนะและวันพิพากษาโลก
จุดด้อย
งานสมบูรณ์แบบหากแต่ไม่ใช่อัลบั้มที่ฟังง่ายนักเนื่องจากต้องอาศัยการตีความสูง แต่ถ้าคิดจะเปิดใจลองล่ะก็ดิฉันสนับสนุนนะคะงานดีๆแบบนี้อยากให้คนดนตรีได้ลองฟังกันแล้วไม่แน่คุณอาจจะรักงานชุดนี้อย่างที่ดิฉันรัก
แทร็คเด็ด
ขอเน้นไปที่การตีความทางภาคดนตรีนะคะ ก่อนอื่นขอเริ่มด้วยแทร็คเปิดอัลบั้มอย่าง Amerykah Promise (5) ที่ประเดิมความเก๋ด้วยอินโทรประหนึ่งรายการทีวีที่สามารถกระชากใจผู้ฟังได้ตั้งแต่วินาทีแรกที่เพลงยังไม่เริ่มดี โอลด์สคูลอาร์แอนด์บีฮิพฮอพผสานฟั้งค์กี้ย์ดิสโก้ยุค80กรีดกรายด้วยการเพิ่มเสน่ห์ของความเป็นนีโอโซลด้วยเครื่องเป่าฟั้งค์โซลผสานแจ๊ซซ์ย้อนยุคก่อนจะเหยาะความเก๋ด้วยบีทอิเล็คโทรนิคและมิติแบบฮิพฮอพคลับแด๊นซ์เข้าไปคุมเกมส์ได้อย่างอยู่หมัด เป็นแทร็คที่มีสีสันสูงมากเช่นเดียวกับ The Cell (4.5/5) เพลงเต้นรำที่ภาคดนตรีไม่หนีกันทั้งบีทอาร์แอนด์บีฮิพฮอพโอลสคูลย้อนยุคปะทะกับความเป็นFuturisticจางๆโดยบีทอิเล็คโทรนิคผสานโซล ฟั้งค์กี้ย์ดิสโก้และเฮ้าส์ที่ส่วนตัวฟังแล้วนึกถึงเพลงเออร์บันเต้นรำช่วงปลายยุค80 คลาสสิคและเก๋มากๆเนื่องจากหาแบบนี้ฟังได้ยากมากๆในยุคนี้ มาที่ Me (4.5/5) นีโอโซลบัลลาดที่โด่นบนเครื่องเป่าฟั้งค์โซลละมุนละไมเหยาะสรรพสำเนียงคอนเทมโพลารีย์อาร์แอนด์บีเข้ากับบลูส์และแจ๊ซซ์นุ่มๆเมโลดี้พลิ้วไสวทำเอาผลลัพธ์ออกมาสวยงามประหนึ่งกำลังนั่งฟังในแดนมหัศจรรย์ ยิ่งช่วงท้ายทำเก๋แอดลิบสุดพลังได้ชนะใจมากๆนับเป็นการจับอะแค็พเพลล่าลงไปเล่นกับการอิมโพรไวส์อิสระแบบแจ๊ซซ์ได้อย่างน่าคารวะ สำหรับ Master Teacher (4.5/5) ก็เป็นอัลเทอเนทีฟฮิพฮอพสุดบรรเจิดที่เปี่ยมด้วยชั้นเชิงซึ่งสามารถผสานความดิบสดของสรรพสำเนียงฮิพฮอพโซลเข้ากับบีทอิเล็คโทรนิคและซาวนด์สแครชเทิร์นเทเบิ้ลแบบอาร์แอนด์บีเทคโนตามคลับได้อย่างลงตัวก่อนจะสลับลงไปเล่นกับนีโอโซลกรีดกรายผสานแจ๊ซซ์ ชิลล์เอ๊าท์และเล้าจ์นได้ในชนิดที่ทรงศักดิ์เลยทีเดียว ปิดท้ายรีวิวกับแทร็คที่ส่วนตัวประทับใจที่สุดกับ Telephone (5) กอสเพลสุดโศกบาดลึกถึงจิตวิญญาที่เนรมิตขึ้นจากการร่วมมือกันระบายความงามของดนตรีนีโอโซลดิบลึกจับจิตจับใจเข้ากับบีทอิเล็คโทรนิคจางๆเย็นยะเยือกและซินธิ์ลอยๆหนาวเหน็บได้อย่างลงตัว เรียบง่าย งดงามและบริสุทธิ์จนเกือบจะหลั่งน้ำตา
สรุป
หนึ่งในงานนีโอโซลที่สวยงามและสมบูรณ์แบบที่สุดงานหนึ่งเท่าที่เคยสัมผัสมาในชีวิตและเชื่อว่า New merykah Part Two (Return Of The Ankh) ที่กำลังจะออกมานั้นย่อมต้องสามารถสร้างควมประทับใจให้เดีบยนไม่แพ้กัน เชื่อว่าสำหรับศิลปินที่เจ๋งและทรงคุภาพอย่างอเริคา บาดูคงไม่ทำให้ผิดหวัง

วันจันทร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2553

The Sunshine Underground : Nobody's Coming To Save You : 98%


The Sunshine Underground : Nobody's Coming To Save You : 98%
หลังจากที่ทำดิฉันคลั่งไคล้เป็นบ้าเป็นหลังกับ Raise The Alarm สตูดิโออัลบั้มชุดแรกของทางวงเมื่อ4ปีก่อนที่เปรี้ยวเฟี้ยวฟ้าวจี๊ดจ๊าดสุดพลัง เก๋าในเกมส์ประหนึ่งว่าคร่ำหวอดในวงการมาร่วมทศวรรษแถมยังมันส์เลือดสาดหยดติ๋งๆๆๆๆชนิดหฤโหดและหลังจากที่รอแล้วรอเล่าในที่สุด 1 กุมภาพันธ 2010 The Sunshine Underground วงอินดี้สุดที่รักของดิฉันก็ได้ฤกษ์ดีที่จะเบ่งงานชุดที่สองออกมาให้แฟนจ๋าได้ชื่นใจ กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดกร๊าดดดดดดดดดดดกันอีกหนึ่งคำรบ วู๊วววว!!!! นานฉิบเป๋งเลยวุ๊ย
รูปแบบดนตรี
งานชุดที่แล้วนิตยสาร NME ถึงกับจีบปากยกย่องให้เป็น The First Great Album Of The New Rave Movement ด้วยการจับเอาดนตรีอินดี้ร็อคสดห่ามเนื้อๆมาขยำเข้ากับจังหวะเต้นรำสุดหฤหรรษ์สไตล์แด๊นซ์-พั้งค์แบบวงสหราชอาณาจักรขาโจ๋ติดฟั้งค์ นิวเวฟและดิสโก้พาลไปกระชากหัวตบกระบาลเอาซินธิ์ร็อค บิ๊กบีท เฮ้าส์และเอ็กซ์เพอริเมนทัลจางๆเขามาผสาน มาอีงานชุดนี้คุณน้องคิดว่าพวกคุณพี่อาจจะติดใจกับแนวสร้างชื่ออีกซักอัลบั้มด้วยความที่สำหรับพวกเธอมันยังไม่เกร่อซ้ำซากและเพิ่งเป็นแค่อัลบั้มที่สองจึงแลดูไม่น่าเกลียด แต่แล้วดิฉันก็คิดผิดเนื่องจากงานชุดนี้แนวเดิมๆยังคงมีอยู่แต่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของอัลบั้มเนื่องจากเนื้องานยืนพื้นที่อินดี้ร็อคที่เบนเข็มทิศไปหาการาจร็อคดิบสดหนักแน่น ชูเกสซิ่งแพรวพราว อัลเทแอเนทีฟเท่ห์ๆตลอดจนไซคลีเดลิกทรงเสน่ห์บางแทร็คอลังการเข้าขั้นโพรเกรสซีฟ บางแทร็คออกแนวบริทพ็อพติดพั้งค์ยันบางแทร็คทำพ็อพขึ้นหวานขึ้นจนน่าตกใจชนิดที่จับไปตีกับพวกพาวเวอร์พ็อพและพ็อพร็อคเมนท์สตรีมทั้งหลายแหล่ได้สบายๆทีเดียว
จุดด้อย
ไม่มีค่ะ
แทร็คเด็ด
มันส์หยดติ๋งๆกันตั้งแต่เพลงเปิดอัลบั้ม Coming To Save You (5) ครบเครื่องบนอัลเทอเนทีฟอินดี้ร็อคปะทะอิเล็คโทรแด๊นซ์-พั้งค์ติดซินธิ์ดึ๋งๆติ๊สท์แตกแต่แด๊นซ์กระจายก่อนจะประโคมความเท่ห์ด้วยการาจพั้งค์ผสานนิวเวฟ ต๊ายยยยย ตาย ตาย แค่แทร็คแรกก็เริ่ดจนหายใจหายคอกันแถบไม่ทัน ตามมาติดๆกับ Spell It Out (4.5/5) เพลงที่สองที่ทำเก๋ด้วยการตบบีทเต้นรำเข้าไปวาดลวดลายกับอินดี้ร็อคที่กำลังทำสงครามกับโพสท์พั้งค์และชูเกสซิ่งเท่ห์ๆอย่างดุเดือด ฟังครั้งแรกอยู่ที่มาตรฐาน4ดาวแต่พอรอบที่4เริ่มหยั่งได้ถึงความงามที่อยู่ ณ จุดลึกสุด เริ่ดดด!!! สำหรับคนที่ชอบงานชุดที่แล้วก็มีมาให้ดีดดิ้นวี๊ดว๊ายกันสุดพลังใน We've Always Been Your Friends (5) นิวเรฟเท่ห์ๆที่ใช้อิเล็คโทรนิคเปิดม่านได้อย่างจัดจ้านพร้อมกับความโกลาหลย่อยๆจากการก่อจลาจลกันของดนตรีแด๊นซ์-พั้งค์ ฟั้งค์ ดิสโก้เสริมขบวนประท้วงด้วยซินธิ์พั้งค์เก๋ๆลามไปหาอินดี้ร็ฮคก่อนจะอำลาผู้ฟังด้วยการพรมเพียโนพลิ้วไสวเมโลดี้หวานหยดละมุนละไมได้อย่างเหนือชั้นเป็นการลูบหลังที่ชวนประทับใจยิ่ง ก่อนจะมาจี๊ดกันต่อกับกีตาร์นิวเวฟยุค80ตบเข้ากับเบสฟั้งค์เท่ห์ๆใน In Your Arms (4.5/5) ที่นำบีทดิสโก้ลงไปเล่นกับไซคลีเดลิกและอคูสติคได้อย่างลงตัวติ๊สท์ไปนิดแต่ก็นับว่าทำออกมาได้เข้าถึงไม่ยากนัก ปิดท้ายงานรีวิวด้วย Any Minute Now (4/5) ที่ซาวนด์กระเดียดไปทางบริทพ็อพสวยๆละเมียดละไมสไตล์สหราชอาณษจักรหากแต่จะติดตรงที่ทางวงของแรงใส่สรรพสำเนียงอินดี้พั้งค์เข้าไปพอตัว ต๊ายยย ผลลัพธ์ออกมาเท่ห์มากทีเดียว หากแต่ กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดด อะไรกันจบอัลบั้มเสียแล้วเหรอคะ โถๆๆๆๆๆๆหายไปตั้ง4ปีทำออกมาขอคืนดีแค่10เพลงแล้วมันจะหายคิดถึงได้ไงยะ แหมๆๆๆๆๆ เวลาแห่งความสุขนี่มันตะบนเดินหน้าไปอย่างรวดเร็วไม่มียั้งไม่มีแคร์สื่อแขนงไหนจริงๆ ว่าแล้วอิมพอร์ตโลดดดดดดดดด
สรุป
ถึงเวลาที่อัลบั้ม Piece Of The People We Love ของ The Rapture สุดที่รักของฉันอีกหนึ่งวงจะได้เวลาสละบัลลังก์เสียที ส่วน Bionic ของอีติ๊ก็ระวังตัวไว้ให้ดีนะคะลีลาออกช้านักถ้าออกมาแล้วงานไม่ดีอย่างที่หล่อนโฆษณาไว้ล่ะก็นอกจากจะโดนตั้งกระทู้ด่ารายวันแล้วตัวเตงอันดับหนึ่งของท็อป50อัลบั้มส่งท้ายทศวรรษปีนี้ อาจจะไม่ใช่หล่อนก็ได้นะคะ

วันอาทิตย์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2553

Adam Lambert : For Your Entertainment : 70%





Adam Lambert : For Your Entertainment : 70%




เอาจริงๆแล้วส่วนตัวไม่ใช่คอรายการประเภท อเมริกันไอดอล,เอ๊กซ์แฟคเตอร์,อคาเดมี่แฟนเทเชีย และสารพัดรายการนักล่าฝันประเภทนี้ ส่วนตัวศิลปินที่มาจากรายการเหล่านี้ที่จะสามารถสะกดความสนใจดิฉันได้อยู่หมัดจึงมีอยู่น้อยมากๆ เพราะมาจากกรณีเดียวจริงๆคือ "ถ้าไม่ดังมากกกกกกกก นางนายผู้นั้นก็ต้องเจ๋งจริงๆล่ะหว่า" เท่าที่ผ่านมาบุคคลจากรายการเหล่านี้ที่ได้ถูกจารึกสำหรับดิฉันไว้ว่า "ต้องหามาฟังให้ได้ค่ะ" เท่าที่จำได้ก็มี เคลลี่ย์ คลาร์คสัน/เลโอน่า ลูอิส/วิล ยัง/การ์เร็ต เกตต์/แครีย์ อันเดอร์วูดและป้าซูซาน บอยส์และล่าสุดก็คุณพี่ "อดัม แลมเบิร์ท" นางนี้แหละเจ้าค่ะที่ของแรงมากกกกกกกกกกกกกชนิดจิกหัวกะบาลดิฉันให้หันมาตาเหลือกอ้าปากค้างเทียวไล้เทียวขื่อกรี๊ดกร๊าดคุณพี่ชนิดที่ไม่ต้องรอให้ชาวบ้านที่ไหนมาภูมิใจนำเสนอ หึหึหึ



รูปแบบดนตรี



For Your Entertainment ของคุณพี่อดัมเป็นงานพ็อพที่ส่วนตัวขอบอกว่าเป็นหนึ่งในงานที่ค่อนข้างจะโดดเด่นและแตกต่างจากบรรดางานของผู้เข้าแข่งประเภทไอดอลทั่วไปที่มักจะมาแบบอนุรักษ์นิยมแซฟกันพอสมควร ในขณะที่งานของอดัมค่อนข้างจะออกมามีสีสันและเล่นในบทบาทที่เสี่ยงตายกว่าบรรดาผู้เข้าแข่งขันหลายท่านด้วยการผสมผสานดนตรีร็อค อัลเทอเนทีฟและอิเล็คโทรนิคเข้าสู่วัฒนธรรมของภาคดนตรี "พ็อพ" ยืนพื้นเป็นหลักใหญ่ใจความตลอดจนไต่ระดับไปเล่นกับดิสโก้ ซินธิ์พ็อพ นิวเวฟยันบัลลาดจำพวกคอนเทมโพลารีย ดาวน์เทมโพ อาร์แอนด์บี แจ๊ซซ์ เป็นต้น ซึ่งนับว่าต่างและโต่งพอควรเมื่อเทียบกับบรรดางานของไอดอลหลายๆท่านคืองานประเภทนี้ถ้าทำออกมาล้มก็ไม่ได้เกิดเลยอ่ะค่ะแต่น่ากรี๊ดดดที่พี่อดัมทำออกมาได้ดีพอตัว วัดจากภาพรวมแล้วนับว่าเกลี่ยออกมาได้ในระดับที่ออกปากชมว่า "โอเค" ได้เลยทีเดียวอย่างน้อยสีสัน ลูกล่อลูกชน ความมีมิตินับว่ากลั่นกรองออกมาอยู่ในระดับที่ความเปรี้ยวประหลาดสยองขวัญน่าระทึกกว่าบรรดางานของไอดอลหลายท่านเลยทีเดียว ยิ่งไปกว่านั้นไม่พูดถึงไม่ได้คือเรื่องของ "การใช้น้ำเสียง" ที่ขอบอกว่าถ่ายทอดออกมาได้เริ่ด แรง ทรงพลังและมีเสน่ห์มากๆซึ่งนับว่าเป็นแต้มต่อของอดัมที่สามารถพิสูจน์ตัวเองมากกว่าแค่ "การเป็นนักร้องเสียงสวรรค์ทั่วไป" หากแต่สามารถพิสูจน์ตัวเองในฐานะศิลปินที่สามารถหลอมตัวเองให้เป็นมิตรที่ดีกับภาคดนตรีอันหลากหลายและถ่ายทอดออกมาในระดับที่ต้องเรียกว่าถึง

จุดด้อย

หลายแทร็คถ่ายทอดออกมาได้โอเคอยู่ ภาพรวมไม่น่าเกลียดแต่ถ้าว่ากันจริงๆคิดว่า อืมมม งานของคุณพี่นี่ไม่ค่อยจะเนียนนะคะ คือสะเปะสะปะไปบ้างด้วยความที่ผสานเครื่องปรุงที่หลากหลายเข้าด้วยกันในส่วนผสมที่ไม่เข้าที่ดีจนถึงขีดสุด จะว่า "เหนือไม่ไปใต้ไม่มา" ก็คงไม่เลวร้ายขนาดนั้นเรียกว่าเอกภาพของตัวงานมันยังไม่เนี้ยบนิ้งพริ้งถึงขีดสุดน่าจะถูกกว่า แต่แหม รอดูอัลบั้มถัดๆไปเถอะคุณน้องเชื่อมือค่ะว่าต้องดีกว่านี้มากกกกกกกกกกก แน่





แทร็คเด็ด



ส่วนตัวชอบ Music Again (4/5) แทร็คเปิดอัลบั้มที่ได้ Justin Hawkins นักร้องนำจากวงร็อคย้อนยุคสุดป่วงอย่าง The Darkness มาร่วมเขียน ตัวเพลงนับว่าสามารถเป็นแทร็คที่ยกมาบ่งบอกภาพรวมของอัลบั้มได้อย่างมีชั้นเชิงทีเดียวจากการผสานดนตรีอิเล็คโทรนิคเข้ากับพ็อพร็อคลามไปหาแด๊นซ์ อัลเทอเนทีฟตลอดจนลากกีตาร์ยาวเฟื้อยเป็นร็อค80เชยลากปะทะกลิ่นอายนิวเวฟแบบที่ฟังแล้วนึกถึงอิทธิพลของควีน/เดวิด โบวี่/พริ๊นซ์ ตลอดจน หึหึหึ The Darkness สิคะ ติดหูดีนักแลเพลงแบบนี้ มาที่ Fever (4/5) แทร็คที่ได้เลดี้ กาก้ามาร่วมจรดปลายปากกาก็ออกมาเป็นอิเล็คโทรแด๊นซ์-พ็อพติดยูโรดิสโก้ปะทะอัลเทอเนทีฟร็อคเก๋ๆที่คุณพี่อดัมสวมวิญญาณถ่ายทอดออกมาประหนึ่งว่าตัวเองเป็นแด๊นซ์ซิ่งดิว่าได้เริ่ดมากค่ะ แถมทำเก๋สลับมาร้องสรรพสำเนียงร็อคติดอินดี้เข้มๆทำแมนอีก สุดท้ายพอจับมาชนกันก็หนีไม่พ้นออกมากะเทยเชียว หึหึหึ เช่นเดียวกันกับ For Your Entertainment (3.5/5) ไทเทิ่ลแทร็คที่ฟังแล้วชวนอมยิ้ม ตัวเพลงเป็นอิเล็คโทรพ็อพเต้นรำติดซินธิ์พ็อพดืดดึ๋งและนิวเวฟเฟี้ยวฟ้าวส่วนตัวฟังแล้วนึกถึงร่างจำแลงของ I Kissed A Girl ภาคอัลคาซาร์ประสาทแดกมากๆ


ในส่วนของบัลลาดที่ประทับใจมากๆก็มี Whataya Want From Me (4/5) จากการรวมพลังปลุกเสกระหว่างพิ้งค์กับแม็กซ์ มาร์ทินตัวเพลงเป็นอัลเทอเนทีฟพ็อพร็อคติดซินธิ์ที่พี่อดัมถ่ายทอดออกมาได้ชวนคิดถึงยุครุ่งโรจน์ของศิลปินทีนพ็อพประเภทพ็อพร็อคไอดอลทั้งหลายนะคะ ฟังแล้วคิดถึงยุคของไรอัน คาบรล่า/เจสซี่ แม็คคาร์ทนีย์และเท็ดดี้ ไกเกอร์อะไรทำนองนั้น นอกจากนี้ก็มี Time For Miracles (4/5) และ After Math (4.5/5) แทร็คแรกเป็นซาวนด์แทร็คประกอบภาพยนตร์เรื่อง 2012 ที่มาในแบบฉบับบัลลาดสูตรสำเร็จสุดไพเราะติดหูฟังแล้วหลายคนคงทนใจแข็งไม่ได้แน่นอน ส่วนแทร็คหลังเป็นบัลลาดแนว Inspiration ที่ภาคเนื้อหาเฉียบคม หม่นหมองและเกรี้ยวกราดในแบบฉบับร็อคอเมริกันซึ่งจับไปตีกับวงระดับตำนานอย่างAerosmith,Bon Jovi หรือพวก Matchbox Twenty ยันแถกๆไปชนกับพวกNickel Backก็ยังไหว นับเป็นอดัลท์คอนเทมโพลารีย์บัลลาดที่เป็นไม้เด็ดของตัวงานทั้งสองแทร็ค สุดท้ายขออำลาผู้อ่านด้วย Broken Open (4.5/5) อิเล็คโทรพ็อพบัลลาดสุดสง่างามด้วยซินธิ์และภาคของมนตร์เสน่ห์แห่งดาวน์เทมโพลอยละล่อง ขอยกให้เป็นแทร็คที่เป็นมาสเตอร์พีซของงานชุดนี้ทีเดียว



สรุป


นับว่าเป็นบทพิสูจน์ที่ดีในฐานะอัลบั้มแรกและศิลปินหน้าใหม่ เห็นศักยภาพในระดับนี้แล้วก็น่าคิดนะคะว่างานชุดหน้าพี่อดัมจะขยับขยายไปเล่นกับอะไรใหม่ๆและพัฒนาการอาจจะระเบิดออกไปได้ไกลในระดับไหนจะทำเป็นหนุ่มอิเล็คโทรนิคแด๊นซ์กระจายไปเลยก็มีสิทธิ์ จะทำอัลเทอเนทีฟร็อคอเมริกันติดโพสท์กรั๊นจ์ดิบๆก็ยิ่งเรริ่ดและขอสนับสนุน จะมาเป็นหนุ่มหวานละไมครวญเพลงอาร์แอนด์บีผสานแจ๊ซซ์ก็ อ๊ะ อ๊ะ มีตลาดแน่นอนหรือจะเพี้ยนไปทำฮิพฮอพแร็พย่วคุณน้องก็จะรอ ว่าแล้วกรอกใบสมัครเป็นแฟนจ๋าส่งคุณพี่อดัมเรียบร้อยแล้วค่า เหอๆๆๆๆๆ

วันเสาร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2553

The Beatles : Sgt. Pepper's Lonely Hearts Club Band : 98%





The Beatles : Sgt.Pepper's Lonely Hearts Club Band : 98%




โดยปกติแล้วส่วนตัวดิฉันไม่ใช่คอเพลงยุค60-70จึงต้องสารภาพมา ณ ที่นี้ก่อนว่าในเรื่องของทัศนคติและมุมมองที่มีต่องานอัลบั้มระดับตำนานที่กำลังรีวิวอยู่ในขณะนี้ (ที่อาจจะสมบูรณ์แบบมากสำหรับใครๆ) นั้นอาจจะไม่ถูกใจผู้อ่านบางท่านเนื่องจากใช้ความรู้สึกและมาตรฐานทางดนตรีแบบส่วนตัวล้วนๆในการตัดสิน ยิ่งไปกว่านั้นต้องเรียนว่า "แม้ว่าส่วนตัวจะชอบเพลงแนวพ็อพที่สุดแต่พ็อพแบบนี้ส่วนตัวขอบอกว่าไม่ใช่สไตล์ที่ชื่นชอบรวมถึงมีส่วนหนึ่งส่วนใดของตัวตนดิฉันเจือปนอยู่" รีวิวชิ้นนี้จึงอาจจะออกมาแบบห้วนๆมะนาวไม่มีน้ำและปราศจากความสวยงามทางภาษาอย่างที่ควรจะเป็น คิดจะเล่นกับของระดับตำนานระดับนี้โดยที่ความรู้ทางดนตรียังมีน้อยนิดถ้าหากผิดพลาดประการใดก็ต้องขออภัยทุกท่านมา ณ ที่นี้ล่วงหน้าด้วยนะคะ



รูปแบบดนตรี


Sgt.Pepper's Lonely Hearts Club Band คือสตูดิโออัลบั้มลำดับที่8จาก เดอะบีทเทิ่ลส์ วงดนตรีที่ถูกจากรึกให้เป็นตำนานหน้าสำคัญแห่งอาณษจักรดนตรีพ็อพและอุตสาหกรรมดนตรีสากลตลอดกาล โดยตัวอัลบั้มได้รับการยกย่องจากคนดนตรีให้ขึ้นหิ้งเป็นหนึ่งในงานดนตรีที่มีคุณค่าเอนกอนันต์แห่งประวัติศาสตร์ดนตรีพ็อพตลอดจนเป็นหนึ่งในอัลบั้มที่คลาสสิคและทรงอิทธิพลในแง่ของการจุดประกายแรงบันดาลใจและพลังขับเคลื่อนทางจินตนาการให้แก่คนดนตรีรุ่นใหม่มาจวบจนปัจจุบัน ความโด่นของภาคดนตรีที่ยกระดับมนตร์เสน่ห์แห่งเอกลักษณ์ทางดนตรีอันหวานหอมชื่นบานจากทางวงเข้ากับเทคนิคการนำเสนอที่ต้องนับว่าแปลกใหม่ทีเดียวสำหรับวงการดนตรีในยุคนั้นสอดประสานออกมาเป็นงานดนตรีพ็อพที่เปี่ยมไปด้วยมิติ ความทรงพลังและความแปลกใหม่จากการผสมผสานภาคดนตรีที่หลากหลายเข้าสู่ความเป็นเมนทสตรีมที่หลอมรวมเข้ากับดนตรี "พ็อพ" ได้อย่างลงตัว อาทิ โพรเกรสซีฟร็อค ไซคลีเดลิก โฟล์ค เวิล์แบบอินเดียน ฮาร์ดร็อค อินดี้ เครื่องสายสไตล์เวสเทิร์นคลาสสิคคัล แจ๊ซซ์ตลอดจนมิวสิคฮอลที่เป็นคลาสสิคคัลบรอดเวย์ที่ได้รับความนิยมแพร่หลายในอังกฤษช่วงยุค50-60 เป็นต้น นับว่าเป็นอัลบั้มเพลง "พ็อพ" ที่ไม่เพียงแต่เป็นนิยามใหม่แห่งประวัติศาสตร์ดนตรีในยุคนั้นแต่ยังสะท้อนให้เห็นภาพของสังคมและความเป็นไปของวัฒนธรรมในยุคนั้นตลอดจนมุมมองขำๆของสัจธรรมที่ถูกตีแผ่ผ่านตัวงานได้อย่างลึกซึ้งถ้าคุณย้อนกลับไปพิจารณา



จุดด้อย



งานสมบูรณ์แบบและทรงพลังมากหากแต่อย่างที่บอกไปว่าส่วนตัวไม่ได้รักใคร่พิศวาสหรือถนัดถนี่อะไรในดนตรีของเดอะ บีทเทิ่ลส์ มากนัก ตัดสินจากมาตรฐานส่วนตัวมันก็ไม่ถึงขั้น "ไร้ที่ติ"เนื่องจากมีบางจุดที่ไม่เข้าใจและสะดุดเป็นการส่วนตัว หากแต่โดยรวมแล้วต้องขอบอกว่าฟังแล้วซูฮกแถบไม่ทันค่ะและไม่แปลกใจว่าทำไมงานชุดนี้และวงนี้ถึงได้ถูกยกย่องให้เป็นถึงวงและงานที่ "คลาสสิคระดับตำนาน"



แทร็คเด็ด





เปิดอัลบั้มกับ Sgt.Pepper's Lonely Hearts Club Band (5) ไทเทิ่ลแทร็คที่เปรียบเสมือนเสมือนกระจกสะท้อนภาพอัตตะที่สองของทางวง (Alter-Ego) ในด้านที่เกรี้ยวกราดและหนักหน่วงทรงพลังกับภาคดนตรีโพรเกรสซีฟร็อคจัดจ้านผสานลูกเล่นฮาร์ดร็อคติดพั้งค์พร้อมกับมิติการนำเสนอเก๋ๆในแบบที่ดึงให้ผู้ฟังเกิดจินตภาพแบบไลฟ์เพอร์ฟอร์มเมนท์ซึ่งสัมผัสได้ถึงเสน่ห์ขแองความสด ดิบและหนักหน่วงในแบบฉบับที่ส่วนตัวไม่เคยคาดคิดว่าจะได้ฟังจากวงนี้มาก่อน ฟังแล้วพาลนึกถึงวงบริทพ็อพและร็อคแอนด์โรลระดับตำนานประจำทวรรษ90อย่าง Oasis เหมือนกัน (ก็แหมดิฉันฟังโอเอซิสก่อน4เต่าทองนี่คะ) แทร็คถัดไป With A Little Help From My Friends (4.5/5) อินดี้พ็อพร็อคน่ารักๆผสานโฟล์คหวานๆใสๆตามแบบฉบับดนตรีเครื่องหมายการค้าชาวบุปผาชนช่วงยุค60 นับว่าเป็นแทร็คที่เป้นตัวแนที่ดีในการสะท้อนทัศนคติและวัฒนธรรมของทั้งการทำดนตรีและวิถีของสังคมในยุคนั้นได้อย่างดี ท่อนคอรัสน่ารักและเพราะติดหูมากๆ แทร็คที่ประทับใจที่สุดในงานชุดนี้ขอยกให้ Lucy In The Sky With Diamond (5) บริทิชไซคลีเดเลียที่ผสานไซคลีเดลิกเข้ากับโพรเกรสซีฟร็อคต่อยอดสู่อินดี้ โฟล์คและคันทรีย์ติดติ่งบลูส์เจือจางมาได้ในชนิดที่เหนือชั้นลงตัว สอดประสานรับโครงสร้างที่แบ่งเป็นองค์ๆฉากๆได้อย่างมีมิติสุดๆเช่นเดียวกับภาคเนื้อหาที่บรรจงเนรมิตออกมาได้อย่างสวยงามสุดบรรเจิดทรงวาทะศิลป์ประดุจบทกวีรัก ก่อนจะมาอมยิ้มในความน่ารักของ Being For The Benefit Of Mr.Kite (4.5/5) เพลงไซคลีเดลิกร็อคผสานการนำเสนอตัวเพลงแบบธีมละครสัตว์สุดเก๋ ส่วนตัวประทับใจสุดๆเพราะไม่เคยคาดคิดว่าจะได้ยินงานน่ารักๆและเต็มไปด้วยลูกล่อลูกชนสุดทะเล้นแสนกลแบบนี้จากทางวงไปๆมาๆเริ่มรู้สึกว่าตัวเองพลาดเยอะเหมือนกันที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยสนใจงานของเดอะบีทเทิ่ลส์เลยแม้แต่นิดเดียว ปิดท้ายรีวิวด้วย Within' You Without You (5) ที่จับเอาร็อคและเอซิดมาผสานกับเวิลด์มิวสิคในแบบอินเดียนคลาสสิคคัลที่ให้อารมณ์ลึกลับและทรงเสน่ห์ประหนึ่งบทสวดฮินดูซึ่งถ่ายทอดเคียงคู่กับภาคเนื้อหาที่ว่าด้วยสัจธรรมชีวิต ความสำคัญของความรัก ความเป็นมายาของมนุษย์ ความอำมหิตเย็นยะเยือกและเชี่ยวกรากของวัฒนธรรมโลกและการตระหนักถึงศักดิ์ศรีในจิตวิญญาณของตนได้อย่างเหนือชั้น เป็นแทร็คที่ต้องเรียนตามตรงว่าฟังแล้วขนลุกด้วยความที่เป็นอะไรที่ลึกมากๆชนิดที่นั่งตีความได้หลายแง่หลายปมเป็นชั่วโมงๆเลยทีเดียว




สรุป


Sgt.Pepper's Lonely Hearts Club Band คือหนึ่งในมาสเตอร์พีซชิ้นงามที่สุดเท่าที่เคยประดับอาณาจักรเพลงพ็อพและประวัติศาสตร์ดนตรีเคยมีมา