วันอังคารที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

Julian Casablancas : Phrazes For The Young : 87%


Julian Casablancas : Phrazes For The Young : 87%
ก่อนอื่นขอสารภาพว่าช่วงที่เขียนงานรีวิวชิ้นนี้เป็นอะไรที่ตื่นเต้นมากๆเนื่องจากอัลบั้มนี้ไม่เพียงแต่เป็นหนึ่งในงานดนตรีที่ส่วนตัวชอบและคิดว่าดีที่สุดอัลบั้มหนึ่งเท่าที่ดิฉันได้ฟังมาในช่วงปี2009 หากแต่ยังเป็นงานของศิลปินที่ดิฉันต้องออกปากบอกว่าเป็น "ชายในฝัน" เลยทีเดียว อู๊ยยยย!ก็ดูสิคะเพียบพร้อมทั้งรูปสมบัติ ความสามารถและจินตนาการทางดนตรีอันเลิศล้ำแถมยังมีดีกรีเป็นถึงลูกชายเจ้าของ Elite Model สังกัดโมเดลลิ่งชื่อดังระดับอภิมหาโคตรพ่อโคตรแม่ของโลกกับคุณแม่ที่มีดีกรีเป็นถึงมิสเดนมาร์คในปี1961อีก ชิ!!!! นอกจากดิฉันจะหลงรักเทิดทูนบูชาหล่อนจนหัวปักหัวปำแล้วยังแกมไปด้วยความอิจฉาริษยาร้อนรนด้วยนะยะคะ หึหึหึ ศิลปินสุดหล่อที่ว่านี่ไม่ใช่ใครนอกจากคุณ "จูเลี่ยน คาซาบลังก้า" หนึ่งในสมาชิก The Strokes สุดหล่อ เท่ห์ เซอร์ เฟี้ยวฟ้าวและบาดใจดิฉันกับสตูดิโอโซโล่อัลบั้มแรกอย่าง Phrazws For The Young ที่แฟนจาคนน้สุดแสนจะภูมิใจมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆค่า ^ ^
รูปแบบเพลง
ส่วนตัวดิฉันฟังมารอบที่หลายสิบแล้วคิดว่าฉีกภาพออกไปจากงานอัลเทอเนทีฟร็อคกึ่งโพสท์พั้งค์และการาจแรงๆแบบที่เราๆเคยชินชากันในยุคบุกเบิกของ The Strokes มากเอาการอยู่สู่ภาพสะท้อนใหม่ที่หลอมขึ้นบนภาคดนตรีอินดี้พ็อพสลัดสะบัดเก๋ไก๋ด้วยอัลเทอเนทีฟแด๊นซ์แรงๆตบด้วยนิวเวฟ ซินธิ์พ็อพและอิเล็คโทรนิคเข้ามาฉาบโครงสร้างได้อย่างลงตัวก่อนจะระบายความงามด้วยการผสานคันทรีย โซล เรโทร การาจตลอดจนโพสท์-พั้งค์เหลาออกมาได้แหลมเฟี้ยวคมกริบและทรงเสน่หือัจฉริยะมากๆค่า นอกจากนี้การนำเสนอดนตรียังเป็นอินดี้พ็อะพที่ยืนอยู่ระหว่างการผสานความเป็นเรโทรเข้ากับFuturisticซึ่งถ่ายทอดออกมาในแบบฉบับซึ่งสุดแสนจะลงตัวแถมยังเป็นตัวแทนที่ดีของการคารวะกึ๋น ศักยภาพและความทรงพลังในการทำดนตรีของคนรุ่นใหม่เลยทีเดียว
จุดด้อย
บางคนฟังแล้วอาจจะไม่ชอบที่คุณจูลส์ของฉันบ้าพลังไปนิดนึงคือบางแทร็คติ๊สท์จัดและเข้าใจยากเอาการซึ่งมันก็ต้องใช้เวลาในการพิสูจน์และทำความคุ้นเคยพอควรแต่ส่วนตัวรับประกันค่ะว่า "ฟังง่ายมากกกกกกกก" และ "งานดีจริง"
ป.ล. Itune Bonus Track อีก3เพลงขอไม่นำมาเขียนวิจารณืและไม่รวมตัดคะแนนนะคะเพราะไม่ได้ตามไปเช็ค ขี้เกียจด้วยล่ะ งานนี้ลงบอรืดไปตั้งนานแล้วกว่าจะลงตัวรีวิวที่เขียนเสร็จไปแล้ว3เดือนยังเลื่อนแล้วเลื่อนอีก หมดไฟน่ะค่ะ หึหึหึ
แทร็คเเด็ด
ก็แทร็คเปิดอัลบั้มไงคะ Out Of The Blues (4.5/5) ที่ตัวเพลงเป็นอัลเทอเนีฟร็อคปะทะนิวเวฟ ซินธิ์พ็อพ โพสท์พั้งค์ตลอดจนการาจติดคันทรีย์อ่อนๆอัดมาครบเครื่องเต็มสตรีมตั้งแต่เปิดงาน แทร็คถัดไป Left&Right In The Dark (4/5) แม้ชั้นเชิงจะแลดลดลงมาจึ๋งนึงหากแต่ชนะใจดิฉันมากกกกกกับภาคดนตรีสุดป่วงแบบอัลเทอเนทีฟอินดี้ร็อคเจือซินธิ์พ็อพ อิเล็คโทรติดพั้งค์แถมแด๊นซ์อ่อนๆเป็นของกำนัลให้อีกนิดแถมยังมีทีเด็ดที่บนท่อนคอรัสที่ติดหูสนานใจและปลุกพลังความห่ามถ่อยขบถในตัวดิฉันมากๆฟั้งแล้วนึกถึงงานของ The Strokes ในฉบับที่พ็อพกว่าตลอดจน The Killers ในฉบับที่ติ๊สท์ๆห่ามๆมากกว่า ตบด้วย 11th Dimension (4.5/5) ซิงเกิ้ลแรกสุดเปรี้ยวเก๋ในแบบฉบับอัลเทอเนทีฟแด๊นซ์ที่โดดเด่นบนความเป็นนิวเวฟและซินธิ์พ็อพที่ผสานมนตร์เสน่ห์ของ Retro และ Futuristic เข้าด้วยกันอย่างลงตัวเหยาะด้วยโพรแกรมมิ่งอร์แกนโบสถ์น่ารักๆก่อนจะต่อยอดไปเล่นกับอิเล็คโทร อินดี้และพั้งค์อ่อนๆได้อย่างเหนือชั้น เป็นหนึ่งในซิงเกิ้ลที่ส่วนตัวชอบที่สุดประจำ 2009 ที่ผ่านมา
มาที่ฝากบัลลาดขอแนะนำ 4 Chords Of The Apocalype (4/5) คอนเทมโพลารีย์พ็อพโซลบัลลาดผสานแจ๊ซซ์ดิบๆสดๆหากแต่หรูหราสูงส่งและละเมียดละไมมากๆ ส่วนตัวประทับใจที่ช่วงท้ายสลับมาเล่นกับบลูส์ร็อคเท่ห์ๆคลอเคลียไปกับสรรพสำเนียงโซลกึ่งบลูส์สุดทรงพลังเกรี้ยวกราด นับว่าเป็นแทร็คที่ส่วนตัวไม่เคยคาดหวังว่าจะได้ยินจาจูลส์มาก่อน ระเบิดศักยภาพทางดนตรีและเสียงร้องออกมาได้เริ่ดมากๆ เช่นเดียวกันกับ Ludlow St. (5) ที่หวนกลับลงสู่รากฐานของคันทรีย์ผสานบลูส์ผสานโฟล์คบริสุทธิ์คลอเคลียไปกับแบ็คกราวนด์ที่เป็นเทคโนจางๆหลอนๆทำหน้าที่ควบคู่กับโพรแกรมมิ่งที่เล่นบีทในแบบดนตรีเวสเทิรนวอลทซ์ย้อนยุค แม้ว่าจะติ๊สท์ที่จูลส์เหลาออกมาซะติ๊สท์ขายยากเกินแต่ส่วนตัววัดกันที่กึ๋นดนตรีแล้วขอยกให้เป็นแทร็คที่ดีที่สุดในงานชุดนี้เลยทีเดียว ปิดท้ายด้วย Glass (4/5) เป็นอินดี้พ็อพที่ใส่อิทธิพลของซาวนด์นิวเวฟและซินธิ์ในแบบของ The Strokes ไว้อย่างจัดจ้านชัดเจนมากๆหากแต่ต่างกันตรงที่แทร็คนี้พี่จูลส์ใส่ความเป็นไซคลีเดลิกลงมาสูงกว่าสองช่วงตัว ฟังๆแล้วนึกถึงเพลงของ The Rapture เหมือนกันหากแต่วงนั้นเขาออกจะอินดี้มากกว่าและซาวนด์จะถูกเรียบเรียงออกมาเป็นบริทติดพั้งค์ที่เท่ห์และเชือดเฉือนกว่ากันเยอะ
สรุป
ถ้าจะหางานดนตรีที่เป็นตัวแทนของกึ๋น ศักยภาพและพลังของดนตรียุคใหม่ที่จะเคียงคู่ไปกับบุค Futuristic ที่จะมาถึงของคุณคนเปรี้ยวคนเก๋ล่ะก็ งานPhrazes For The Young ของจูเลี่ยน คาซาบลังก้านี่แหละ เป็นไปได้ไม่ควรจะพลาดที่สุด

วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

Darren Hayes (Music Cassanova#7)


Darren Hayes (Music Cassanova#7)
Music Cassanova ครั้งที่7นี้เพิ่งแว๊บเข้ามาในหัวตอนที่กำลังนั่งรถกลับมาแต่งตัวที่คอนโด ส่วนตัวแม้ว่าดิฉันจะมีเดทตอนตีหนึ่งแต่ แหมมม เนื่องในโอกาสวันแห่งความรักที่สุดแสนจะหวานหยดและพิเศษสุดสำหรับใครหลายๆคนในวันนี้ หนึ่งในสิ่งที่ดิฉันจะไม่ทำในวันนี้ไม่ได้ก็คือ "การมอบของขวัญให้แก่เพื่อนรักอย่างFF Mag" ด้วยความที่ทุกวันนี้ชีวิตรักสมบูรณ์แบบดีมันเลยเป็นอารมณ์ที่อยากจะย้อนกลับมาขอบคุณบอร์ดที่เป็นเพื่อนที่ดีเสมอมาในวันที่เราไม่มีใครเลยและยังคงเป็นเพื่อนคนเดิมที่น่ารักตลอดจวบจนวินาทีนี้รวมถึงอุทิศความรู้สึกดีๆให้แก่ผู้ชายคนหนึ่งที่ส่วนตัวเดี๊ยนต้องบอกว่า "ไม่เคยชอบในตัวตนของเขา" "ไม่เคยซื้ออัลบั้มของเขา" รวมถึง "ไม่ได้เป็นศิลปินที่มีอิทธิพลหรือสลักสำคัญใดๆในสารบบของดิฉันเป็นการส่วนตัว" หากแต่น่าแปลกที่ "เพลงรัก" ของเขามันกลับสามารถเข้ามามีบทบาทกับชีวิตอย่างยิ่งยวดและเกี่ยวข้องกับหลายๆช่วงเวลาที่สำคัญๆที่แสนจะน่าจดจำในชีวิตที่ตัวดิฉันเองไม่สามารถที่จะปฏิเสธหรือสลัด2-3เพลงจากเขาออกไปจากชีวิตประจำวันได้ ขออุทิศ Music Cassanova สั้นๆและเป็นMCครั้งแรกที่ดิฉันด้นขึ้นสดๆประมาณว่าคิดอะไรก็พิมพ์ลงมาเลยโดยปราศจากการเรียบเรียงให้แก่ "ดาร์เรน เฮยส์" ศิลปินผู้ที่ไม่เคยอยู่ในสารบบของรสนิยมแบบเป็นจริงเป็นจังหากแต่2-3เพลงที่ได้รับฟังจากเขามันช่างกรีดลึกและกระเทาะจิตใจของดิฉันคนนี้มากๆ....มากที่สุดเท่าที่จะมีต่อคนๆหนึ่งได้อย่างน้อยก็คือ "ทำให้ดิฉันตระหนักได้ตลอดว่าคำว่า รัก มันช่างสวยงามเสมอ" เหนือสิ่งอื่นใด "ความรักคือหนึ่งในสิ่งที่ดิฉันพึงศรัทธาในการดำเนินชีวิตบนโลกอันแสนโหดร้ายใบนี้อย่างแท้จริง"
ส่วนตัวรู้จักชายตาคนนี้มาตั้งแต่สมัยดูโอในนาม Savage Garden เมื่อประมาณน่าจะเกือบสิบปีที่แล้วกับเพลงที่ดังเป็นประทัดตรุษจีนอย่าง I Knew I Loved หรือ Truly Madly Deeply อันแสนจะไพเราะเพราะพริ้งหวานหยดย้อยเป็นมิตรอันแสนดีของสถานีวิทยุในแดนสยามเมี๊ยวหง่าวชนิดที่วงมันแหกไปตั้งชาติเศษแล้วก็ยังไม่มีวี่แววว่าไทยเราจะเนรเทศ2เพลงดังกล่าวกลับออสเตรเลียไปอย่างใด ถามว่าสมัยนั้นชอบมั้ยคงต้องตอบว่า "ชอบค่ะ" รู้จักมันอยู่แค่สองเพลงแถมฟังมันเกือบจะทุกสัปดาห์แต่ไม่รู้จักหรอกนะคะว่านักร้องชื่อแซ่อะไร (สมัยเด็กโง่มากๆอ่านภาษาอังกฤษไม่ออก) อย่างไรก็ตามแม้จะรู้จักอยู่เพียงแค่สองเพลงที่มีอิทธิพลกับดิฉันอย่างยิ่งยวดในฐานะแรงบันดาลใจและความใฝ่ฝันของเด็กแก่แดดคนหนึ่งที่สมัยนั้นชอบนั่งเพ้อฝันวาดวิมานความรักในอุดมคติของตัวเองไปเรื่อยๆประมาณว่า "อยากจะเสาแสวงหารักแท้ตั้งแต่อายุ12-13" (เป็นไง?แร่ดมั้ยเคอะ?) ข้ามมาอย่างทันใจถึงยุคที่คุณดาร์เรนขานักร้องหน้าสวยแยกออกมาโซโล่ดิฉันก็ไม่ได้ติดตามหรือสนใจใดๆชายท่านนี้เป็นพิเศษเช่นเดิมจนได้มาพบความรักกับชาวต่างประเทศท่านหนึ่งเมื่ออายุ 17 แม้ว่าอาจจะไม่ใช่ความรักครั้งแรกแต่ก็เป็นความประทับใจที่เป็นจุดเปลี่ยนให้แนสทิน่า "เมินคนไทย" ไปตลอดชีวิต หึหึหึ ยิ่งกว่านั้นเป็นครั้งแรกแห่งความประทับใจอย่างสุดซึ้งในดนตรีของคุณดาร์เรนเลยทีเดียวนะคะเพราะบังเอิ๊ญเราพบกันตอนที่เพลง I Miss You ของคุณเธอกำลังโหยหวนคลอเคลียดังกังวานทั่วร้านแม็คโดนัลด์ สยามเซ็นเตอร์ (ในยุคนั้นยังไม่ทุบทิ้ง) ซึ่งก็เป็นครั้งแรกที่เพลงของคุณดาร์เรน เฮยส์เข้ามามีบทบาทกับชีวิตรัก หลังจากที่จากกันด้วยดีถัดมาดิฉันก็ไปเจอแฟนคนที่ชอบฟังเพลงของดาร์เรน เฮยส์ เจอแฟนที่มาร้องเพลงของดาร์เรน เฮยส์จีบ เจอแฟนที่หน้าตาคล้ายกันดาร์เรน เฮยส์ (นี่เกลียดอะไรได้อย่างนั้นโว้ยยยย ว่าแล้วแม่จะเกลียดโรเบิร์ท แพ็ตตินสันดูซักตั้ง) และกับแฟนคนล่าสุดก็เสือกมาสปาร์คกันได้เพราะเพลง So Beautiful ของดาร์เรน เฮยส์ ที่บรรเลงดังสนั่นหวั่นไหวกลางถนนข้าวสารและมาตัดสินใจคบกันหน้าร้านซีดีเถื่อนตรงหน้าเบอร์เกอร์คิงสีลมซอย2โดยมีเสียงเพลงของ "ดาร์เรน เฮยส์" โหยหวนเป็นแบ็คกราวนด์ชนิดสุดลุ้นระทึกและให้กำลังใจ........
..........สรุปแล้วดิฉันไปทำเวรทำกรรมไว้ตั้งแต่ชาติปางไหนกับ ดาร์เรน เฮยส์
รีวิวชิ้นนี้อาจจะไม่ได้เป็น Music Cassonava ที่อลังการแบบ6ครั้งที่แล้วนะคะเขียนแบบเล่นๆลวกๆฆ่าเวลาและเพื่อความทันท่วงทีในกระแสวาเลนไทน์โดยแท้ อย่างไรก็ตามขออุทิศ Music Cassanova ครั้งนี้เป็นของขวัญวาเลนไทน์แบบฮาๆขำๆให้แก่บอร์ด FF Mag เพราะรู้มั้ยว่าช่วงเวลาที่ยากลำบากนั้น "ชั้นผ่านมันมาได้เพราะมีเธอเป็นคนหนึ่งที่อยู่เคียงข้างเสมอ" ดังนั้น14 กุมภาพันธ์อันแสนสุขนี้ขออุทิศส่วนหนึ่งให้เธอเป็นของขวัญเล่นๆลวกๆแต่มาจากใจแท้ๆ และอีกท่านที่ต้องขอขอบคุณคงหนีไม่พ้นคุณกามเทพ "ดาร์เรน เฮยส์" สำหรับ2-3เพลงที่สามารถสะท้อนภาพชีวิตรักของแนสทิน่าบนเส้นทางที่เต็มไปด้วยแสงสีอันสวยงามและอันตราย ขวากหนาม มายา ความเจ็บปวดทุกข์ระทม ลมหายใจแห่งชีวิตที่สนุกสนานหากแต่ไม่มีวันจีรังบนถนนสีลม เส้นทางแห่งความขบถ อิสรเสรีอันเปี่ยมด้วยความฝัน พลังและจินตนาการบนถนนข้าวสาร เส้นทางที่เป็นตัวแทนของมุมใสๆและความสุขที่ครั้งหนึ่งในชีวิตดิฉันพึงมีในฐานะวัยรุ่นคนหนึ่งที่พบรักแท้ที่สยามและเส้นทางสายธุรกิจที่เชี่ยวกรากและไม่เคยหยุดนิ่งที่เส้นสุขุมวิท.......ทุกเส้นทาง2-3เพลงของคุณที่กล่าวมาอยู่ที่นั่นเสมอๆพร้อมๆกับรักแท้ที่สวยงามและบริสุทธิ์ซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดสิ่งหนึ่งที่โลดแล่นในความทรงจำของคาสโนว่านักรีวิวคนนี้เสมอมา
ประวัติศาสตร์2-3หน้าที่มีค่าที่สุดเท่าที่ชีวิตนี้เคยได้ลองจารึก