วันเสาร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2553

Adam Rickitt (Music Cassanova#6)



Adam Rickitt (Music Cassanova#6)


ก่อนหน้านี้ Music Cassanova ได้เขียนถึงศิลปินหญิงไปสามท่าน เกิลกรุ๊ปหนึ่งวงและได้อุทิศความประทับใจให้แก่เว็บบอรืดของนิตยสารดนตรีสากลหนึ่งแห่งไปแล้ว มาถึงครั้งที่6นี้คิดว่าเป็นโอกาสอันสมควรที่จะสลับมาเขียนความในใจอุทิศถึงฝากศิลปินชายกันบ้างและสำหรับศิลปินชายที่ส่วนตัวเลือกขึ้นมาจารึกในพิภิธภัณฑ์ทางดนตรีเป็นท่านแรกของคาสโนว่าคนนี้คือศิลปินชายผู้ที่เป็นไำอค่อนประจำดวงใจของดิฉันในช่วงต้นปี2000ซึ่งนับเป็นยุคแห่งความรุ่งโรจน์ของแวดวงดนตรีพ้อพวัยรุ่นและเขาผู้นี้คือหนึ่งในพรหมลิขิตทางดนตรีที่โคจรมากระแทกใจให้ดิฉันตกหลุมรักสุดๆในช่วงปีนั้น (จนถึงขั้นเพ้อ!!!) เชื่อว่าหลายท่านที่ติดตามวงการเพลงสากลมานานและคอทีนพ็อพในยุคนั้นคงจำศิลปินหนุ่มหล่อสุดเซ็กซี่ท่านนี้ๆได้บ้างอย่างน้อยก็เลือนลางกับปรากฏการณ์สั้นๆในเพลงเก่งอย่าง I Breathe Again สุภาพบุรุษผู้เป็นไอค่อนฝ่ายชายท่านแรกของดิฉัน อดัม ริคคิทก์ค่ะ



ถามว่า "ชอบอะไรในตัวชายคนนี้?" ดิฉันสามารถด้นคำตอบสดๆให้บรรดาเพื่อนฝรั่งเซียนดนตรีสุดเขี้ยวลากดินได้ตกตะลึงนั่งเหวออ้าปากเถียงกลับไม่ทันชนิดราบคาบ เหนือชั้นและขาดลอย สิ่งที่ชอบเรียนตามตรงโดยไม่เสแสร้งเลยคือ "รูปลักษณ์" ในที่นี้หมายถึงชอบความที่เขาเป็นคนที่มองแว๊บแรกแล้วมันสะดุดตาด้วยความที่จัดว่า "หล่อ" สำหรับดิฉันรวมถึงความกำยำเซ็กซี่ทางกายภาพที่ขับขานให้จิตวิญญาณของสาวบริสุทธิ์วัย13อย่างดิฉัน (ในตอนนั้น) ได้เห็นแล้วมันร้อนรุ่มกินไม่ได้นอนไท่หลับ มาที่เรื่องดนตรี "ใช่" ยอมรับว่าเขาไม่ดังและไม่ประสบความสำเร็จ แต่ส่วนตัวกล้าพูดว่าศิลปินชายคนนี้สามารถอยู่ในหมดที่เรียกได้ว่า "ไม่ดัง ไม่ได้หมายถึง ไม่ดี" ได้อย่างไม่ตะขิตะขวงใจที่กล้าืนยันไม่ใช่เข้าข้างเพราะชอบหากแต่ส่วนตัวสัมผัสได้ถึงกึ๋นของพี่อดัมจ๋าจริ งๆว่า "ไม่ธรรมดา" ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ฟังและได้ดูเอ็มวี "I Breathe Again" หากคุณสามารถทลายกำแพงที่ตัดสินโดยผิวเผินจากความฉาบฉวยภายนอกของพ่อคนนี้ที่ดูเหมือนจะใช้ความหล่อเหลาและรูปสมบัติมาเป็นกับดักซื้อใจคนฟังตลอดจนภาคดนตรีที่เป็นยูโรแด๊นซ์-พ็อพติดหระเบิดฟลอร์เอาใจขาแด๊นซืและเกย์เก้งก้ามปูแล้วเข้าถึงใจชายคนนี้ได้คงจะสัมผัสได้ไม่ยากว่าพี่อดัมสามารถระบายความเป็นตัวตนของตัวเอง เสน่ห์และจริตจก้าน ลงสู่ตัวเพลงได้อย่างมีชั้นเชิงไม่แพ้ศิลปินที่นำเสนองานดนตรีผ่านทางควมเป็นเซ็กส์ซิมโบลท่านใดรวมถึงภาคเนื้อหาที่กลั่นออกมาได้อย่างมีชั้นเชิงและมีลูกล่อลูชนที่ซับซ้อนในตัวว่ากันตรงๆคือเป็นหนุ่มหล่อที่ดูเหมือนจะบื้อแต่เอาจริงๆ "ไม่โง่แน่ๆ" รวมถึงถ้าพ่อคนนี้ได้รับโอกาสในการพิสูจน์ตนเองมากกว่านี้ล่ะก็ต่อไปจะต้องร้ายกาจมากๆแน่นอน อีกหนึ่งในบทพิสูจน์ที่ดีคงหนีไม่พ้น Everything My Heart Desires ซึ่งเป็นซิงเกิ้ลถัดมาซึ่งส่วนตัวฟังครั้งแรกแล้วรู้สึกดื่มด่ำกับมันมากกว่าหน้าหล่อๆหุ่นล่ำๆในเอ็มวีตลอดจนท่อนคอรัสเก๋ๆสุดเพราะติดหูที่ร้องตามได้อย่างสนุกปากมาจนถึงทุกวันนี้ด้วยความที่มันเป็นงานพ็อพที่ไม่ธรรมดาเลยจริงๆเป็นพ็อพที่ปราศจากจริตจก้านจากการปรุงแต่งหากแต่ในจิตวิญญาณของภาคเนือ้หาทุกตัวอักษร ดนตรีทุกตัวโนตและเสียงร้องของพี่อดัมมันเปี่ยมไปด้วยจริตจก้านที่ไม่จำเป็นต้องปรุงแต่ให้เหนือยเลยทีเดียว นอกจากนี้เพลงนี้ยังแสดงหลายสิ่งหลายอย่างที่ "เกย์" มากๆออกมาได้อย่างแพรวพราวหากแต่เปี่ยมไปด้วยชั้นเชิงส่วนตัวขอยกให้เป็นหนึ่งในเพลงพ็อพทีทรงเสน่ห์และคลาสสิคที่สุดเท่าที่เคยได้ฟัง แม้ว่าทุกวันนี้มันจะถูกกลืนหายไปกับกาลเวลาแต่สำหรับดิฉันแค่2แทร็คนี้ก็เพียงพอแล้วที่อดัม ริคคิทก์จะเข้ามายืนในหัวใจฐานะหนึ่งในไอค่อนตลอดกาล


สุดท้ายนี้ดิฉันยังจำความรู้สึก "วันนั้น" ได้ดี วันที่ได้ข่าวว่าพี่อดัมจ๋าจะมาเปิดมินิคอนเสิร์ตที่กรุงเทพจำได้ว่านับวันรอจนถึงขั้นโดดเข้าค่ายอย่างเปิดเผยเพื่อที่จะไปดูคุพี่อดัมสุดที่รักตัวเป็นๆที่เซ็นทรัลเวิลด์ (ใบแพทย์ขอได้ง่ายดายทุกยุคสมัยจริงๆ หึหึหึ) จำได้ว่าดิฉันเสนอหน้าไป3ชั่วโมงก่อนเริ่มงานเพื่อไปดูทางหนีทีไล่สำหรับการจะตะกายดาวไปเป็นหนึ่งในผู้หญิงแถวหน้าที่ใกล้ชิดคุณพี่อดัมขาๆๆๆๆๆๆๆที่สุดแล้วแม้ว่าจะบินเดียวแต่ดิฉันก็ภูมิใจที่สามารถฝ่าฝันพวกกะเทย เก้ง กวางและเกย์อิชารุ่นเดอะมหาโหดสุดระทึกขวัญและจิกคุณน้องมากๆๆๆๆๆๆค่ะไปได้ และสามารถที่จะประสบความสำเร็จอย่างสง่างามในปฏิบัติการนักล่าฝันสุดภูมิใจครั้งนี้ (นั่นคือการไปยืนกรี๊ดคุณพี่อดัมในแถวหน้าสุด หึหึหึ) เป็นหนึ่งในเกียรติอันทรงศักดิ์ครั้งยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งของชีวิตแนสทิน่าทีเดียว หึหึหึ ทุกวันนี้ไม่เคยลืมเลยค่ะว่าคุณพี่อดัมของแนสนั้นหล่อ น่ารักและล่ำอย่างไร วันนั้นคุณพี่ทำให้น้องคนนี้รู้สึกและสัมผัสได้ถึง "ความเป็นหญิง" ในตัวมากกว่าที่คุณน้องเคยสัมผัสมาทั้งชีวิตมากฮ่ะ มารู้ตัวอีกทีก็นั่งเคลิ้มอยู่ที่เอแอนด์ดับบลิวสยามเสียแล้วพร้อมกับเสียงร้องของคุณพี่ที่ว่า " One Kiss Heaven Isn't Far You're Everything My Heart Desires" มันยังคงดังสะท้อนก้องกังวานอยู่ในจิตใจตั้งแต่วันนั้นจวบจนวินาทีนี้......ถึงคุณพี่จะมีลูกมีเมียแล้วคุณพี่ก็ยังเป็นชายในดวงใจของดิฉันเสมอค่ะ หึหึหึหึ ตาสว่างเมื่อไรกลับมาหาน้องคนน้ได้เสมอ แอร๊ยยยยยย


วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2553

Cher : Believe : 75%


Cher : Believe : 75%
ถามถึงศิลปินที่อยู่เคียงข้างกับรีวิวของแนสทิน่ามาตลอด7ปีชนิดแยกกันไม่ออกและไม่มีวันที่เราจะพรากจากกันได้นี่แน่นอนว่าคงหนีไม่พ้นศิลปินประเภท "ดิว่า" ที่ส่วนตัวขอบอกว่าเวลาเขียนงานอุทิศถึงพวกสุภาพสตรีอันทรงศักดิ์แห่งอุตสาหกรรมดนตรีเหล่านี้แล้วมันรู้สึกเปี่ยมไปด้วยพลังและความสุขอย่างบอกไม่ถูก ดังนั้นสำหรับต้นปีขาลซึ่งเป็นปีของดิฉันหากนับศักราชแบบจีนคงจะไม่สมบูรณ์ถึงขีดสุดแน่นอนหากขาดงานรีวิวอัลบั้มที่อุทิศให้แก่ "ดิว่า" และสำหรับดิว่าท่านที่เลือกมาเขียนนี้เธอเป็นหนึ่งในศิลปินหญิงที่ดิฉันประทับใจในตัวตนและความสามารถของเธอมากที่สุดตลอดกาลท่านหนึ่งเลยทีเดียว เธอคือหนึ่งในศิลปินหญิงที่ดิฉันต้องขอคำนับว่าเป็นออริจินัลและตัวแม่แห่งแฟชั่นของจริงและที่สำคัญที่สุดเอคนนี้ได้พิสูจน์ตัวเองได้อย่างแข็งแกร่งบนเส้นทางดนตรีและมายาซึ่งถ้านับจากงานชุดแรกของเธอในฐานะศิลปินเดียวอย่าง All I Really Want To Do ในปี1965 นี่ก็ปาเข้าไปร่วม45ปีแล้วบวกกับสมัย Sonny&Cher ก่อนหน้านั้นในปี 1962 ก็ปาไป48ปีแล้วนะคะ ทรงพลังสง่างามดุจนางพญามาได้จนถึงทุกวันนี้ดังนั้นดิฉันจึงขอถือโอกาสต้นปีขาลในการเขียนรีวิวเล็กร้อยเพื่อเป็นการอุทิศให้แก่ "แฌร์" ศิลปินหญิงผู้ซึ่งเป็นหนึ่งในนิยามของภาพสะท้อนคำว่า "ดิว่า" ได้อย่างแจ่มชัดที่สุดตลอดระยะเวลากว่า5ทศวรรษ
รูปแบบดนตรี
จากความประทับใจกลายเป็นแอบหนักใจเนื่องจากเจ้าป้าออกผลงานมากว่า 24 ชุด ซึ่งดิฉันคงต้องสารภาพว่าจนปัญญาที่จะตามไปความเก็บและดักฟังงานอีเจ้าป้าแกได้ครบทุกชุดดังนั้นจึงขอเลือกผลงานที่ส่วนตัวคิดว่าโด่นและสร้างความสำเร็จให้แก่เจ้าป้าในระดับมหาศาลเข้าขั้นเป็นไฮไลท์อันทรงเกียรติให้แก่ชีวิตของเธอซึ่งแน่นอนว่าคงจะไม่มีงานชุดไหนที่จะเจิดจรัสไปกว่า Believe สตูดิโออัลบั้มชุดที่23ของเจ้าป้าซึ่งนอกจากจะเป็นงานชุดที่ทำให้เจ้าป้าฟื้นขึ้นมาเป้นที่รู้จักในบรรดาคอดนตรีโดยเฉพาะอย่างยิ่งเก้งกวางในยุคนี้แล้วงานชุดนี้ยังกวาดยอดไปมากมายถึง20กว่าล้านแผ่นตลอดจนไทเทิ่ลแทร็คที่เป็นซิงเกิ้ลแรกก็สามารถชนะรางวัลแกรมมี่สาขา Best Dance Recordingสร้างสถิติรางวัลแกรมมี่ตัวแรกและตัวเดียวในชีวิต (ถ้าจำไม่ผิด)ตลอดลมหายใจกว่า33ปีในช่วงนั้นบนอุตสากรรมดนตรีของเจ้าป้า สำหรับภาคดนตรีเก๋มากค่ะเพราะคุณป้าแฌร์เล่นกระชากวัยสลับมาทำพ็อพแดนซ์กระจายใจแตกเอาอีตอนแก่ซึ่งดนตรีก็ประพิมประพายหรูหราไปกับการเกาะกระแสยูโรดิสโก้ที่มาแรงมากๆในยุคนั้นตลอดจนอิเล็คโทรพ็อพ ละทินและฟั้งค์กี้ย์ดิสโก้ติดคลับแด๊นซ์ แหมๆๆๆๆๆๆๆมาทำเพลงดักกะเทยเอาอีตอนอายุอานามล่อเข้าไป50แล้วนั่น มั่นมากค่ะอีป้า!
จุดด้อย
ในส่วนของเนื้องานต้องยอมรับว่า Believe ชุดนี้ของป้าเป็นอะไรที่ออกมาครบสมบูรณ์แบบถูกจริตกะเทยรักแสงสีตามสูตรสำเร็จครบสูตรด้วยความที่ติดหูเข้าขั้นหลอน โฉ่งฉ่างและฟังเพลินฟังสนุกฟังแล้วมีความสุขดีไม่หยอกก็ตาม หากแต่ส่วนตัวแม้จะคิดว่ามันออกมาเข้าขั้นดูดีแต่อย่างไรก็ตามพอลงลึกจริงๆแล้วรู้สึกว่ามัน "ทรงพลังไม่ถึงขีดสุด" เมื่อเทียบกับสมัยตอนป้าเป็นสาวร็อคน่ะเจ้าค่ะ สำหรับคนที่ฟังเพลงเต้นรำมาน่าจะพอตัวอย่างหนูพอได้ฟังงานของป้าชุดนี้แล้ว "โอเค เก๋ฮ่ะ" แต่ก็ไม่ปฏิเสธว่าแอบคิดในว่ามันก็มี "สั่วๆเชยๆ" อยู่ในเนื้องานไม่น้อย เข้าใจว่าดนตรีเป็นยูโรดิสโก้ช่วง90ที่มันเลิกฮิตไปนานจนจะกลับมาฮิตกันอีกรอบแล้วหากแต่ไม่รู้ว่าผู้อ่านจะคิดเหมือนกันรึเปล่านะคะว่างานของเจ้าป้าชุดนี้พอย้อนกลับมาฟังตอนนี้แล้วมันเป็นอะไรที่ "สัมผัสได้ค่อนข้างน้อยถึงความคลาสสิคในตัวเอง" กล่าวคืองานมันจะดีและเก๋มากๆในช่วงเลานั้นแต่มันไม่ได้อยู่เหนือกาลเวลาในบทพิสูจน์ตัวเองระยะยาวในแบบฉบับที่หลายๆงานของศิลปินดิว่าจำพวกแด๊นซ์ซิ่งควีนทำได้ อย่างไรก็ตามถ้าวัดกันเฉพาะในช่วงเวลานั้นล่ะก็ต้องขอยอมรับว่างานของเจ้าป้าเป็นอะไรที่ "ยิงเข้า" ด้วยความสอดคล้องเอื้ออำนวยและลงตัวเหมาะเจาะไปหมดทุกสิ่งอันทั้งภาพลักษณ์ เส้นเสียง แฟชั่นตลอดจนความเป้นที่นิยมของกระแสหลักในช่วงนั้น เรียกได้ว่างานของป้าเกาะติดเทรนด์ในระดับแนวหน้าแล้วกัน
แทร็คเด็ด
ต๊ายยยย อะไรจะเด็ดดวงถึงพริกถึงขิงไปกว่าไทเทิ่ลแทร็คอย่าง Believe (5) ที่เป็นซิงเกิ้ลแรกล่ะค่ะ อิเล็คโทรพ็อพเต้รำผสานแด๊นซ์-เฮ้าส์กรุยกรายและกลิ่นอายหอมๆของยูโรดิสโก้ที่ฉาบบนภาคการนำเสนอบนสรรพสำเนียงที่บีบด้วยโวโคเดอร์ที่ฟังแล้วแยงประสาทหากแต่ปฏิเสธไม่ลงว่ามันทะลุเข้าไปวนเวียนลอยหน้าลอยตาสร้างความหลอนได้ยาวนานร่วมเดือนเลยทีเดียว ก่อนหน้านี้ฟังแล้วขอบอกว่าก็โอเค "เก๋ดี" แต่พอมาฟังตอนเขียนรีวิวนี่แถบกรี๊ดเพราะอาถรรพ์เจ้าที่ของทายาทอสูรยายแฌร์นี่มันเฮี้ยนชนิดประโยคคำว่า Do You Believe In Life After Love? เข้าเจ้าป้ามันหลอนเข้าไปในหัวเดี๊ยนตลอดธันวาคมเดือนแห่งความสุขสันต์ที่ผ่านมาทีเดียว นอกจากนี้แถมเป็นเกร็ดไว้นิดว่าแทร็คนี้เป็นแทร็คที่สร้างสถิติรางวัลแกรมมี่ให้ป้าแฌร์ตัวแรกในชีวิตตลอดจนเป็นซิงเกิ้ลที่ประสบความสำเร็จที่สุดในช่วงปีที่1998ทีเดียวและตบท้ายอย่างสง่างามด้วยการเป็นอันดับหนึ่งตัวล่าสุดของเจ้าป้าที่ทิ้งห่างจากซิงเกิ้ล Dark Lady ในปี1974สิริรวมแล้วก็ร่วม24ปี หึหึหึ นี่ล่ะนะที่เขาเรียกว่าอาถรพ์ของคำว่า "เฮือกสุดท้าย" มันมีจริง สำหรับแทร็คอื่นๆที่ประทับใจกขอต่อด้วย All Or Nothing (4/5) อิเล็คโทรพ็อพแด๊นซ์ติดยูโรบีทที่ท่อนคอรัสติดหูจัดจ้านมากมายฟังแล้วรู้สึกว่าเก๋เริ่ดอย่างบอกไม่ถูก Dov' L'Amore (4/5) ที่สลับอารมณ์จากเพลงแด๊นซ์ดักกะเทยสู่อารมณ์เก๋ๆสุดเซ็กซี่บนภาคดนตรีละทินพ็อพเต้นรำเจือฟลาเมงโก้ โซลและอาร์แอนด์บีได้อย่างลงตัว แม้จะแลดูไม่เข้าพวกแต่รสชาติหอมหวานมากมายนะเออ กลับไประเบิดซ่องกันต่อกับ Strong Enough (5) แทร็คที่ประทับใจที่สุดในอัลบั้ม ตัวเพลลงเบิกโรงด้วยความเป็นคอนเทมโพลารีย์บัลลาดฉาบมาหลอกๆก่อนจะตัดฉับสู่แสงสีลายพร้อยของมนตร์เสน่ห์แห่งฟั้งค์กี้ย์ดิสโก้ช่วงยุค70ได้ชนิดสุดเหนือชั้น เป็นหนึ่งในแทร็คที่ส่วนตัวขอบอกว่าสมบูรณ์แบและถูกจริตที่สุดตลอดกาลจากแฌร์ทีเดียว ต่อด้วย Takin' Back My Heart (4/5) โอลด์สคูลพ้อพเต้นรำผสานฟั้งค์กี้ย์ดิสโก้ยุค70เหยาะโซลเก๋ๆลงไปได้เท่ห์มากมาย ไม่คิดว่าจะได้ยินเพลงแบบนี้จากเจ้าป้าส่วนตัวขอออกปากชมว่าเก๋ไก๋มากๆ ปิดท้ายรีวิวด้วย Taxi Taxi (4/5) ที่พาคุณผู้ฟังไปร่วมบรรลุความเป็นกะเทยกับเจ้าป้าด้วยภาคดนตรีโป๊งชึ่งโฉ่งฉ่างซ่องแตกสุดฤทธิ์สุดพระเดชพนะคุณที่มาแบบยูโรดิสโก้ติดอิเล็คโทรเดินบีทแบบเดียวกับพวกเพลงเต้นรำฆ่าเวลาที่เรามักได้ยินตามละแวกสีลมแบบนั้นแหละ ดนตรีสามช่าเรดบีทในแบบที่ไม่จำเป็นต้องมิกซ์เลยก็พาเอากะเทยเมาดิบแด๊นซ์กันรากแตกได้ แม้ว่าสุดหล่อแถวนี้หาว่าเพลงป้าเสร่อแต่ส่วนตัวชอบนะคะเนื่องจากอีแบบนี้มันหาฟังได้ยากมากๆแล้วในยุคนี้ หึหึหึหึ
สรุป
ปิดท้ายด้วยคำครหาที่บางสำนักเขาก่นว่า "เจ้าป้าแก่จะตายห่าอยู่แล้วยังไม่รู้จักเจียมสังขาร" สำหรับดิฉันแล้วขอเถียงว่าไม่เห็นด้วยเพราะคิดว่างานชุดนี้เป็นอะไรที่ระเบิดศักยภาพที่เกินคาดจาก "แฌร์" ในแบบที่โลกไม่เคยประจักษ์มาก่อนเลยทีเดียว (แม้เนื้องานจะไม่ได้ดีขนาดนั้นก็เถอะ!) ที่สำคัญแม้ว่าเจ้าป้าจะลุกมาเสียคนเอาอีตอนอายุร่วม50หากแต่คิดว่าเจ้าป้าทำแด๊นซ์ออกมาได้ดีในระดับหนึ่งเลยทีเดียว อย่างน้อยก็ยังถูกกาลเทศะและน่าอภิรมย์กว่าอีเจ๊แม่มาดอนน่าของดิฉันที่อุตริขึ้นมาทำฮิพฮอพเอาอีตอน50ให้ชาวบ้านเขาหัวเราะกันเล่นๆเสียอีก อีแบบนั้นน่ะเรียกว่า "ไม่เจียมสังขาร" ของจริง หึหึหึหึ

วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2553

Rammstien : Liebe ist für alle da : 90%


Rammstien : Liebe ist für alle da : 90%




อย่างที่เคยเรียนให้ทราบไปว่า "เมทัล" เป็นหนึ่งในสาขาดนตรีที่ไม่ถนัดและส่วนตัวฟังน้อยมากๆซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ศิลปินและวงดนตรีเมทัลที่เดี๊ยนสามารถขลุกอยู่ด้วยได้นั้นไม่ได้รับโอกาสที่จะหยิอบมาเขียนถึงเท่าที่ควร อย่างไรก็ตามหลังจากที่ดิฉันได้ลองรีวิง Godspeeds On The Devil's Thunder ของ Cradle Of Fitlh ลงบอร์ดไปแล้ว แหม.....อ่านๆดูมันก็พอไถๆไปได้เนอะแถมช่วงหลังๆมีคนอ่านบางท่านแซวว่า "แนสทิน่าของขึ้นตอนแก่รึเปล่า?" เพราะรีวิวช่วงหลังๆเป็นอะไรที่บ้าๆบอๆชนิดเขียนๆๆๆๆและดันทุรังอัพๆๆๆๆๆลงแบบไม่สนว่ายอดคนอ่านจะสูงต่ำขนาดไหน ใช่ค่ะส่วนตัวคิดว่าช่วงหลังๆเป็นอย่างนั้นจริงๆแหละ!เพราะถึงบางรีวิวคนจะอ่านน้อยแต่มันก็มีคนอ่านจริงๆนะ ดังนั้นดิฉันขอฆ่าตัวตายโดยการกลับมารีวิวเมทัลอีกครั้งกับ Liebe ist für alle da สตูดิโออัลบั้มชุดล่าสุดจาก Rammstien วงเมทัลจากเยอรมนีที่ส่วนตัวเป็นอีกหนึ่งวงที่ดิฉันชอบมากที่สุดในชีวิตการฟังเมทัล...


รูปแบบเพลง


....สำหรับเหตุผลที่ชอบวงนี้ที่สำคัญที่สุดคงหนีไม่พ้นภาคดนตรีซึ่งมีทิศทางการนำเสนอที่ออกมาเป็นเมทัลในแบบฉบับที่ถูกจริตฟังแล้วคบได้ด้วยความงามที่เน้นศิลปะและมนตร์เสน่ห์ของภาคดนตรีมากกว่าจะมุ่งไปที่ความหนักหน่วงชวนขนพองสยองเกล้าเพราะจับใจความไม่ได้ว่ามันกำลังร้องว่าอะไรอยู่ ซึ่งในแง่ของการนำเสนอดนตรี Rammstien วงนี้ก็สามารถทำออกมาได้อย่างถูกหูถูกรสนิยมทุกอัลบั้มที่ฟัง โดยเอกลักษณืของทางวงเป็นการนำเสนอดนตรีอินดัสเทรียลเมทัลที่จัดจ้าและทรงเสน่ห์บนการยืนพื้นที่ภาคดนตรีเมทัลหยอดอิเล็คโทรนิค ซินธิไซเซอร์และเอ็กซ์เพอริเมนทัลในแบบฉบับโพสท์อินดัสเทรียลติดมนตร์เสน่ห์ของทัศนคติและวัฒนธรรมในแบบฉบับนีโอนาซีสุดโต่งเข้าไปคลุกเคล้าได้อย่างทรงพลังซึ่งับว่าเป็นเสน่ห์และเอกลักษณืการนำเสนอเฉพาะตัวของทางวงที่มัดใจคอเมทัลจนส่งผลให้ Rammstien ขึ้นแท่นเปนหนึ่งในวงอินดัสเทรียลเมทัลที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดเท่าที่ยุโรปเคยมีมาเลยทีเดียว นอกจาภาคดนตรีเอกลักษณืที่กล่าวมาแล้ว Liebe ist für alle da ยังแพรวพราวไปด้วยควมงดงามระยิบระยับของโกธิค โฟล์ค ซิมโฟนิคแบล็คเมทัลซึ่งเป็นแนวที่ไม่เคยห่างหายไปจากงานของทางวงอยู่แล้ว บางแทร็คมีเดธเมทัลเข้ามายืนพื้น บางแทร็คเข้าขั้นเอ็กซ์ทรีมเมทัล บางแทร็คเป็นแด๊นซ์บนภาคดนตรีเฮฟวี่เมทัลรวมถึงหลายแทร็คขยับเข้าหาความเป้นพ็อพและการนำเสนอที่เอาใจตลาดกระแสหลักมากขึ้นหากแต่ความดิบสดเชือดเฉือนและความหฤหรรษ์ในแบบฉบับที่สุดแสนจะวิปริตของ Rammstien ยังคงไม่หนีหายไปไหน



จุดด้อย



ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงแต่เป็นของเก่าที่ถูกจับมาชุบชีวิตใหม่ให้ทันสมัยและดีขึ้นกว่าเดิมทุกๆครั้ง



แทร็คเด็ด



ดีทุกแทร็คแล้วแต่ว่าใครจะไปถูกใจแทร็คไหนแต่ถ้าถามความรู้สึกส่วนตัวดิฉันขอเสนอ Pussy (4/5) ซิงเกิ้ลเปิดตัวเป็นอันดับแรกที่เป็นโกธิคอินดัสเทรียลเมทัลติดอิเล็คโทรแถมแด๊นซ์บนภาคเนื้อหาที่เอาของสงวนมาแปะไว้บนเนื้อเพลงได้อย่างจริงใจชนิดที่ไม่ต้องจินตนาการอะไรให้มันเหนื่อยเลยทีเดียว แทร็คถัดไป Ich To Dir Weh (4.5/5) ฮาร์ดคอร์เมทัลติดโพสท์อินดัสเทรียลและนีโอนาซีหนักหน่วงทรงพลังสุดซาดิสท์สไตล์ Rammstien โดยแท้ ฟังแล้วหายใจหายคอไม่ทันแบบนี้แฟนๆของทางวงคงจะชอบ สำหรับเพลงที่ประทับใจที่สุดในงานชุดนี้มี3เพลงด้วยกันเริ่มที่ Rammlied (5) แทร็คเปิดอัลบั้มที่ทรงเสน่ห์และหลอนกระชากวิญญาณดุจโอเปร่าจากอเวจีที่วาดลวดลายโดยการจับอินดัสเทรียลเมทัลมาปะทะบรอดเวย์และเดธเมทัลจางๆผลลัพธ์ออกมาเป้นงานโพสท์อินดัสเทรียลที่มีลูกเล่นกรุยกรายในระดับซิมโฟนิคแบล็คเมทัลสุดอลังการทีเดียว มาที่ Bxxxxxxxx (5) งานเดเมทัลสุดวิปริตที่นำเสนอได้อย่างทรงเสน่ห์และชวนให้คิดถึงวัฒนธรรมของบรรดาวงดนตรีเมทัลที่ทำเพลงบูชาซาตานอะไรทำนองนั้นอ่ะค่ะและต่อด้วย Weiner Blut (5) ที่ภาคการนำเสนอเป็นเอ็กซ์ทรีมเมทัลที่ชวนให้คิดถึงงานของ Cradle....อยู่เหมือนกัน ตัวเพลงยืนพื้นระหว่างอินดัสเทรียลเมทัลกับโกธิคในสัดส่วนที่ลงตัวก่อนจะโปรยภาคดนตรีอลังการๆในแบบฉบับซิมโฟนิคแบล็คเมทัลเข้าไปคุมทางได้อย่างเหนือชั้น ปิดท้ายด้วย Roter Sand (4/5) แทร็คบัลลาดปิดงานที่ประเดิมฤกษ์ด้วยเสียงผิวปากสุดสยิวก่อนจะขยับมาสู่ธรรมเนียมของเยอรมันโฟล์คบัลลาดหม่นๆติดโกธิหล่อนๆและการนำเสนอที่ออกแนวอินดัสเทรียลลอยๆติดดูมเมทัลดุๆเจือจาง คลาสสิคและทรงเสน่ห์มากๆ



สรุป


อีหนึ่งบทพิสูจน์อันมั่นคงและสมศักดิ์ศรีของวงดนตรีที่ได้รับขนานนามว่าเป็นตำนานของอินดัสเทรียลเมทัลแห่งประเทศเยอรมนีที่คุ้มค่าสำหรับคอดนตรีที่อยากลองพิสูจน์

วันพฤหัสบดีที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2553

Christina Aguilera (Music Cassanova#5)


Christina Aguilera (Music Cassanova#5)
สำหรับ Music Cassanova ครั้งที่5ฉบับต้อนรับศักราชใหม่นี้เป็นงานรีวิวอุทิศความประทับใจให้แก่ศิลปินที่ชนะโหวตจากกระทู้สไปซ์เกิลในครั้งที่สองซึ่งถูกเลื่อนมาลงเป็นช่วงต้นปีแทนเนื่องจากเห็นว่าเป็นงานที่เหมาะสมแก่การลงบอร์ดในช่วงปีนี้สำหรับดิฉันเป็นการส่วนตัวเพราะปีนี้เป็น "ปีขาล" ซึ่งครบรอบปีนักษัตรของดิฉันรวมถึงเดือนนี้เป็นเดือนมกราคมซึ่งเป็นเดือนเกิดของดิฉัน ดังนั้นการที่จะเลือกศิลปินสักท่านมาเขียนประเดิมฤกษ์ปีสุดพิเศษนี้ก็คงจะไม่มีศิลปินท่านใดที่เหมาะสมมากไปกว่าเธอคนนี้ผู้ที่ดิฉันยกย่องให้เป็นปูชนียบุคคลทางดนตรีที่อายุน้อยที่สุดที่ส่วนตัวเคารพรักและมอบแรงบันดาลใจให้แก่ตัวดิฉันเองในระดับมหาศาลมากๆและคงต้องขอสารภาพความรู้สึกที่มีต่อเธอตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้รู้จักกันจวบจนทุกวันนี้มันเป็นอะไรที่เหนือขึ้นไปกว่าแค่คำว่า "ประทับใจ" จริงๆแล้วงานชุดนี้ตั้งใจจะนำลงบอร์ดในวันที่12 มกราคมซึ่งเป็นวันเเกดครบรอบ23ปีของดิฉันนะคะหากแต่ส่วนตัวคาดว่ามีหลายเรื่องที่คงจะต้องทำในวันนั้นและคงจะไม่สามารถมาพิมพ์งานชิ้นน้ได้จึงขอเลื่อนรีวิวนี้มาลงบอร์ดก่อนกำหนดเพื่อมอบให้แก่ตัวเองในฐานะรีวิวครั้งที่สำคัญที่สุดตลอดระยะเวลาที่เป็นนักรีวิวมา งานเขียนที่ดำดิ่งลงสู่การสื่อสารทางจิตวิญญาณระหว่างคนสองคนตลอดระยะเวลาร่วมทศวรรษที่รู้จักกันในโอกาสสุดพิเศษของคาสโนว่าดนตรีคนนี้และที่สำคัญที่สุดขอมอบงานเขียนชิ้นนี้ให้เป็นสิ่งที่เปรียบเสมือน "สัญลักษณ์" ที่เป็นตัวแทน "ชีวิตใหม่" ของแนสทิน่าหลังจากที่ได้ฉีกตัวเองออกจากเส้นทางเดิมๆและหลอมทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตขึ้นบนถนนสายใหม่โดยที่ Music Cassanova ครั้งนี้มันเหมือนกันตัวแทนในช่วงเวลาที่ดิฉันย้อนกลับไปทบทวนหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตที่ได้ก้าวผ่านมาตลอดระยะเวลา22ปีรวมถึงเป็นการนำพาตัวเองย้อนกลับคืนสู่รากฐานของจิวิญญาณโดยการอุทิศความประทับใจให้แก่ "คริสทิน่า อากิเลร่า" ศิลปินสุดที่รักผู้ที่เป้นจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของแรงบันดาลใจ ทัศนคติ ภาพลักษณ์และภาพสะท้อนของจิตวิญญาณที่ชัดเจนที่สุดของดิฉันคนนี้มากว่าครึ่งชีวิต
ก่อนหน้าที่ดิฉันจะได้ทำความรู้จักกับเธอคนนี้ "พรหมลิขิต" ดูเหมือนจะเป็นเรื่องตลกและเป็นหนึ่งในคำที่ไม่คิดจะลงไปหาความหมายลึกซึ้งของหากแต่ความหมายของคำๆนี้ก็เริ่มกระจ่างในวันที่ดิฉันได้ทำควมรู้จักเธอคนนี้เป็นครั้งแรกจากมิวสิควิดีโอ What A Girl Wants ซึ่งไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าเพียงเสี้ยววินาทีที่ได้สบตาเธอโดยที่แม่ศิลปินยังไม่ทันร้อง ไม่ทันเต้นและไม่ทันจะได้ทำความรู้จักหรือค้นหากันดีมันสามารถทำให้เดี๊ยนตกหลุมรักเธอคนนี้ชนิดถอนตัวไม่ขึ้นได้อย่างน่าประหลาดใจ เพื่อนบางคนแซวว่า "เพราะมันสวยล่ะสิ!" ซึ่งนั่นก็เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งแต่เหตุผลที่แท้จริงซึ่งไม่มีใครได้รู้และไม่เคยได้เอ่ยปากบอกใครมาตลอด10ปีที่ได้รู้จักคริสทิน่ามานั่นคือครั้งแรกที่มองผู้หญิงคนนี้ดิฉันเห็นทุกสิ่งทุกอย่างในตัวเองจากตัวเธอ ส่วนตัวสัมผัสได้ถึงศรัทธาอันแรงกล้าที่พุ่งออกมาจากตัวของศิลปินคนนี้ ดิฉันเห็นความทะเยอทะยานในสิ่งที่ดิฉันอยากเป็นในตัวเธอ ความรู้สึกที่สับสนหากแต่ลงตัวและทรงพลังรวมถึงสัมผัสได้ว่าหลายสิ่งหลายอย่างที่ถูกเก็บงำอยู่ในจิตใจมันถูกสื่อสารออกมาสู่โลกอย่างได้ใจควมผ่านทางดนตรีและภาพลักณ์ของผู้หยิงคนนี้ เธอทำให้ดิฉันเชื่อตั้งแต่วินาทีแรกที่มองดูเธอว่าต่อไปเธอจะเป็นศิลปินที่ไม่ธรรมดาในอนาคตและเหนือสิ่งอื่นใดจิตวิญญาณของฉันมันขับขานถึงเธอตั้งแต่วินาทีแรกเมื่อเห็นภาพสะท้อนที่แท้จริงอีกเสี้ยวของมันไม่ต่างอะไรกับตอนที่ดิฉันได้รู้จักกับ "มาดอนน่า" เป็นครั้งแรก ทั้งหมดที่กล่ามานี้มันทำให้ดิฉันเข้าใจถึงนิยามของคำว่า "พรหมลิขิต" เพราะเธอคนนี้เหมือนถูกกำหนดให้เกิดมาเพื่อเป็นแรงบันดาลใจสำหรับดิฉันโดยแท้และโดยที่เธอไม่จำเป็นต้องพยายามพิสูจน์ตัวเองอะไรมากมายเลยทีเดียว หลังจากเสี้ยววินาทีของความประทับใจในวันนั้นชื่อของ "คริสทิน่า อากิเลร่า" ได้กลายมาเป็นความสุขและลมหายใจในการติดตามดนตรีสากลของดิฉันอย่างแท้จริงและต้องขอบอกว่าหลายสิ่งที่เธอสื่อออกมามันมีอะไรที่ทรงพลังเป็นส่วนตัวกับดิฉันมากกว่าในเรื่องของงานดนตรีและภาพลักษณืที่เป็นมายา สำหรับดิฉันเธอคนนี้ไม่เคยเหมือนใครเนื่องจากทุกครั้งที่ฟังงานของเธอมันเป็นอะไรที่เชื่อดเฉือนบาดลึกไปถึงขั้วหัวใจในแบบที่ต้องเรียนว่ามันเป็นสาส์นที่ถูกส่งตรงมาก้องกังวานในจิตวิญญาณมากกว่าความดื่มด่ำรื่นเริงผ่านทางหูทั่วไป ทุกครั้งที่มองเธอดิฉันเห็นภาพลักษณืของตัวเองโลดแล่นและมีชีวิตอยู่จริงบนหน้าจอทีวีเฉกเช่นที่เด็กหลายๆคนจะเห็นภาพสะท้อนความฝัน ศรัทธาและจิตวิญญาณของตนเองจากศิลปินที่พวกเขาเคารพนับถือเป็นแรงบันดาลใจ เหนือสิ่งอื่นใด "คริสทิน่า อากิเลร่า" คนนี้คือหนึ่งในบุคคลที่ดิฉันต้องขอบคุณด้วยความที่ช่วงหนึ่งชีวิตผ่านความอ้างว้างและยากลำบากมาเยอะและเธอคือหนึ่งในแรงผลักดันที่ช่วยให้ดิฉันสามารถฝ่าฟันก้าวผ่านวันคืนที่เลวร้ายเหล่านั้นมาได้โดยไม่เพียงแต่เป็นเพื่อนในทุกความรู้สึกหากแต่ยังจุดประกายแรงบันดาลใจให้ดิฉันกล้าที่จะก้าวไปลงมือและสัมผัสในทุกสิ่งที่ใจตัวเองปรารถนาโดยลำพังตลอดจนกล้าที่จะดำเนินชีวิตบนทัศนคติที่หลุดกรอบ ไร้ขอบเขตตลอดจนปราศจากการแยแสต่อสายตาของสังคม เธอเปรียบเสมือนเข็มทิศที่กำหนดภาพลักษณืให้ดิฉันรู้ตัวเองว่าควรจะแสดงจนในทิศทางไหนอย่างไรท่ามกลางวัฒนธรรมอันเชี่ยวกรากและอำมหิตของสังคมโลกในทุกวันนี้กล่าวคือหลอมเป็นสิ่งใหม่เพื่อที่จะคงอยู่ต่อไปอย่างชาญฉลาดหากแต่ความศรัทธาและจิตวิญญาณของตัวตนที่แท้จริงยังคงความเป็นอมตะในก้นบึ้งของจิตใจตนเองอย่างลับๆและรอคอยวันที่จะปลดปล่อยออกมาอีกที เช่นเดียวกันกับที่เธอได้กล่าวไว้อย่างเก๋ไก๋และฉลาดเฉลียวคมคายใน Stripped Intro ซึ่งบ่งบอกถึงภาพลักษณ์และการนำเสนอที่ไม่เสถียรหากแต่แข็งแกร่งเหนือกฏเกณฑ์และนิยามของกาลเวลาซึ่งเป็นตัวแทนที่ดีในการสะท้อนภาพของคริสทิน่า อากิเลร่าและจิตวิญญาณของแนสทิน่าคนนี้ได้อย่างชัดเจนสมบูรณ์แบบโดยแท้
ก่อนที่ดิฉันจะหวนกลับสู่หนทางของชีวิตใหม่ส่วนตัวขออนุญาติจบรีวิวนี้ด้วยเรื่องเล่าอีกหนึ่งเรื่องที่ไม่เคยมีใครได้รู้มาก่อนนั่นคือช่วงที่เปิดจองบัตร Back To Basics Tour Live In Bangkok เป็นช่วงที่ดิฉันต้องอยู่ตัวคนเดียวโดยไม่มีใครเลยสักคนและตอนนั้นมีเงินติดตัวอยู่ต้องบอกตรงๆแบบไม่อายว่า "ไม่ถึง200" แต่หนึ่งสัปดาห์ก่อนที่จะเปิดจองตัวดิฉันหาเงินได้ "แสนสาม" ภายในสามวันอันนี้ขอยกให้เป็นเรื่องของพระเมตตาจากพระผู้เป็นเจ้าและปาฏิหารย์ล้วนๆไม่ใช่ไม่เชื่อในตัวเองหากแต่รู้ตัวเองดีว่าช่วงนั้นไม่มีศักยภาพและปัญญาพอที่จะทำเงินได้ขนาดนั้นและแน่นอนบัตร6500มาอยู่ในมือแบบเอ๋อๆงงๆหากแต่ภูมิใจจนน้ำตาแถบไหล สิ่งที่อยากจะบอกมันอาจจะเป็นเรื่องไร้สาระงมงายรวมถึงอาจจะเป็นอะไรที่แลดูน่าจะเป็นเรื่องบังเอิญมากกว่าในสายตาคนอื่นแต่ทุกครั้งที่มีอะไรเกี่ยวกับ "คริสทิน่า อากิเลร่า" ดิฉันจะมีโชคดีตามมาทันทีไม่ว่าเรื่องใดเรื่องหนึ่งมันทำให้ดิฉันเชื่อว่า "บางทีนะคนเราที่จิตวิญญาณมันสื่อถึงกันได้ บางทีคนที่เรารักมากๆไม่ว่าจะมีอุปสรรคมากมายขนาดไหนยังไงๆมันก็ต้องโคจรมาเจอกัน เพราะฉันเกิดมาเป็นหนึ่งในคนที่ต้องชอบเธอมากๆมันแยกจากกันไม่พ้นหรอก" ส่วนตัวรู้สึกขอบคุณที่เธอทำให้วันที่น่าจะธรรมดาๆอย่างวันพฤหัสบดีที่ 28 มิถุนายน 2007 กลายเป็นหนึ่งในวันที่พิเศษที่สุดสำหรับชีวิตของคนธรรมดาๆคนหนึ่งได้ซึ่งบรรยากาศในวันนั้นแม้ว่ามันจะกลายเป็นอดีตไปแล้วแต่ก็ยังคงเป็นอดีตที่สดและใหม่รวมถึงเป็นอดีตที่มีลมหายใจโลดแล่นอยู่ในความทรงจำจวบจนวินาทีนี้และกลิ่นอายของความประทับใจ ความรักและศรัทธาที่เธอมอบให้ในวันนั้นมันยังคงมีชีวิตและเรียกกลับคืนมาฉายภาพใหม่ได้ทุกเมื่อ สุดท้ายนี้ขอขอบคุณ "คริสทิน่า อากิเลร่า" สำหรับสิ่งดีๆทุกสิ่งที่เธอมอบให้ ขอบคุณสำหรับเกียรติที่ชีวิตนี้ได้รู้จักกับเธอคนนี้และขอบคุณสำหรับการเป็นจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของแรงบันดาลใจ ทัศนคติ ภาพลักษณ์และเงาสะท้อนของจิตวิญญาณที่ชัดเจนที่สุดของดิฉันมากว่าครึ่งชีวิต "ฉันเชื่อในตัวเธอเสมอ" และไม่ว่าชีวิตนี้จะต้องฝ่าฟันไปบนถนนอีกกี่สายตลอดจนต้องหลอมตัวเองขึ้นสู่ชีวิตใหม่อีกกี่ครั้งก็ตาม "เราจะก้าวไปสู่อนาคตและเติบโตไปพร้อมๆกัน" อย่างแข็งแกร่งเหนือนิยามและกฏเกณฑ์ของกาลเวลาอย่างนี้ต่อไป........ขอบคุณ คริสทิน่า อากิเลร่า
Here I Stand Today In Tribute I Do Pay To My Greatest Inspiration Who Laid It Down And Paved The Way

วันเสาร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2553

Anthony Hamilton : The Point Of It All : 98%


Anthony Hamilton : The Point Of It All : 98%



สำหรับหนึ่งในงานที่ส่วนตัวต้องขอบอกว่าดื่มด่ำและประทับใจที่สุดของรอบปีที่ผ่านมาคงต้องขอยกให้ The Point Of It All งานอัลบั้มจากฝากคอนเทมโพลารีย์อาร์แอนด์บีของป๋าแอนโธนี่ย์ แฮมมิลทันซึ่งต้องบอกว่าเป็นอะไรที่ผิดคาดมากๆสำหรับดิฉันเนื่องจากไม่คิดว่างานของศิลปินที่ไม่มีภาพลักษณ์ทางการตลาดที่ดเด่นเอาเสียเลยคือเรียบๆไม่มีอะไรสะดุดความสนใจยกเว้นแต่ความดีของตัวงานที่ถ้าได้ "ลองฟัง" จะรู้ว่ามีให้กล่าวถึงมากพอตัวทีเดียวตลอดจนเป็นงานอาร์แอนด์บีที่และเข้มข้นฟังยากในระดับหนึ่งแต่น่าแปลกที่กลับฟังมันส์และฟังเพลินจนจับแนสทิน่าได้อยู่หมัดจวบจนวินาทีนี้ สำหรับวันนี้ได้โอกาสประจวบเหมาะที่จะเขียนถึงพอดีจะเป็นยังไงก็ขอเชิญให้ลองมาอ่านกันดูนะคะ


รูปแบบเพลง


คอนเทมโพลารีย์อาร์แอนด์บี อย่างที่ได้เรียนให้ทราบไปข้างต้นเป็นหลักใหญ่ใจความซึ่งส่วนตัวขอชมที่คุณป๋าสามารถกลั่นกรองเนื้องานให้ออกมากรีดกรายและหรูหราทรงเสน่ห์กว่าหลายๆงานของบรรดาศิลปินจากฝากดนตรีเดียวกันซึ่งก็อย่างที่เราทราบกันดีนะคะว่างานดนตรีแนวนี้ทำออกมากันเยอะจนเป็นอะไรที่ค่อนข้างเกร่อที่สำคัญส่วนใหญ่ศิลปินที่ทำงานแนวๆนี้ออกมาเนื้องานก็ดีกันในระดับสูงเสียดฟ้าซะด้วย แม้ภาพลักษณืป๋าจพไม่ได้เล่นอะไรกับตลาดกระแสหลักมากมายแต่เนื้องานที่เหนือระดับกว่าชาวบ้านเขาขนาดนี้นับเป็นจุดต่างที่จะทำให้งานชุดนี้เป็นที่กล่าวขวัญถึงในหมู่คออาร์แอนด์บีหากได้ "ลองฟัง" ทีเดียว สำหรับตัวงานใครนึกไม่ออกขอแนะนำให้ลองจินตนาการถึงงานของจอห์น เลเจนด์ซึ่งนำเสนอภาคดนตรีออกมาเปนอาร์แอนด์บีที่หลากระดับพอกันก่อนจะแทรกด้วยการจับลงไปปะทะกับภาคเออร์บันอื่นๆอาทิ ฮิพฮอพไต่ระดับไปเล่นกับโซล บลูส์ แจ๊ซซ์ ฟั้งค์ยันกอสเพล หากแต่งานของป๋าจะมีความเป็นเออร์บันในระดับที่ดิบและลึกกว่าตลอดจนเนื้องานเป็นคอนเทมโพลารีย์ในระดับที่ทรงศักดิ์และสง่างามกว่าสามช่วงตัว นั่นแหละนิยามของภาคดนตรีใน The Point Of It All


จุดด้อย


หนีไม่พ้นชะตากรรมเดียวกันกับบรรดาหลายๆงานที่อยู่ในสัจธรรมของ "งานดีที่ฟังยาก" อยู่ดี สุดท้ายนี้ทุกสิ่งทุกอย่างก็คงต้องขึ้นอยู่กับรสนิยมและการเปิดใจของผู้ฟังเป็นหลักซึ่งดิฉันก็ไม่แน่ใจนะคะว่าจะมีสักกี่คนที่จะเล็งตรงมาสนใจที่งานของวคุณป๋าเป็นอันดับแรกด้วยความที่มันเป็นงานแบบ "ต้องลองฟัง" ก่อนจะค้นพบความประทับใจมากกว่า "เห็นหน้าปก" แล้วประทับใจอยากซื้อจนตัวสั่นน่ะค่ะ


แทร็คเด็ด


เชื่อดเฉือนตั้งแต่ The News (4/5) แทร็คเปิดอัลบั้มบนภาคดนตรีคอนเทมโพลารีย์อาร์แอนด์บีจัดๆตามด้วยการเหยาะศิลปะของภาคดนตรีเออร์บันหลากชนิดอาทิโซล แจ๊ซซ์ ฟั้งค์ บลูส์ยันฮิพฮอพเข้าไปผสมผสานได้อย่างมีรสชาติ แค่แทร็คแรกก็เร้าใจให้อยากติดตามฟังแทร็คต่อๆไปยันจบอัลบั้มชนิดอดรนทนไม่ไหว แทร็คถัดไป Cool (4.5/5) ที่ส่วนตัวไม่แน่ใจว่าถูกตัดเป็นซิงเกิ้ลแรกรึเปล่าตัวเพลงเป็นพ็อพโซลอาร์แอนด์บีผสานฮิพฮอพ บลูส์ แจ๊ซซ์ตลอดจนลูกเล่นจำพวกโมเดิร์นอาร์แอนด์บีในแบบฉบับที่ฟังแล้วทำให้นึกถึงการปะทะกันระหว่างภาคดนตรีของจอห์น เลเจนด์ สรรพสำเนียงทรงเสน่ห์แบบอัชเชอร์กับความดิบสดด้วยความเป็นบลูส์โซลจัดจ้านในเส้นเสียงประมาณมาร์วิน เกย์ติดสตีวี่ วอนเดอร์อะไรประมาณนั้นทีเดียว บทสรุปออกมาเป็นป๋าแอนโธนี่ย์ที่ไม่หล่อแต่เร้าใจท่านนี้แหละ สลับมาที่ฝากบัลลาดใน Diamond In The Rough (4.5/5) คอนเทมโพลารีย์บลูส์โซลอาร์แอนด์บีบัลลาดพรมด้วยเพียโนแจ๊ซซ์พลิ้วไสวนุ่มละมุนหวานหู ส่วนตัวประทับใจภาคเนื้อหาที่บรรจงแต่งออกมาได้หวานหยดและทรงวาทะศิลป์ตามแบบฉบับวัฒนธรรมอาร์แอนด์บีบัลลาดทุกกระเบียดได้ชนิดสมบูรณ์แบบโดยแท้ ต่อด้วย Prayin' For You/Superman (5) งานเมโลดิคโพรเกรสซีฟคอนเทมโพลารีย์อาร์แอนด์บีที่ส่วนตัวประทับใจที่สุดในอัลบั้ม ครึ่งแรกเป็นงานฟั้งค์โซลอาร์แอนด์บีสุดทรงพลังสะท้านทรวงเสริมทัพด้วยความเป็นบลูส์จัดจ้านขยับไปหานีโอโซล ละทิน คันทรีย์ยันกลายร่างเป็นกอสเพลช่วงท้ายก่อนจะสลับไปสู่งานบัลลาดแบบคอนเทมโพลารีย์อาร์แอนด์บีบัลลาดจัดๆที่เป็นงานเพียวโซลบัลลาดแบบจีนูไวน์ติดไลท์แจ๊ซซ์ สมูธโซลยุค70ตลอดจนน้ำเสียงบลูส์โซลเชือดเฉือนบาดจิตวิญญาณ สุดฤทธิ์สุดเดชมากแทร็คนี้ ปิดท้ายรีวิวด้วย Please Stay (5)/The Point Of It All(4.5/5)/Her Heart(4.5/5)/Fine Again (5) และ She's Gone (4/5) งานคอนเทมโพลารีย์อาร์แอนด์บีบัลลาดที่ทรงพลังไพเราะทะลุทะลวงขั้วหัวใจ สุขใดเล่าจะเท่าไปหามาฟังเอง คนที่ได้ดื่มด่ำงานดนตรีชิ้นนี้แล้วอย่างดิฉันขอบอกว่าเป็นอะไรที่อิ่มอร่อยมากๆและคนรักอาร์แอนด์บีฟังแล้วประทับใจจนน้ำตาซึมทีเดียว.....



สรุป



.....ย้ำว่าเพราะมากกกกกกกกกกกกกกกก อย่าพลาด!

Light&Darkness



Light&Darkness

อันนี้ไม่ใช่การรีวิวนะคะเพราะงานก็ออกตั้งปีหน้าไม่รู้จะรีวิวอะไร จะไม่ใช้ภาษาแบบนักวิจารณ์ตลอดจนไม่เรียบเรียงอะไรทั้งนั้นนะคะ คิดอะไรออกก็พิมพ์รวมถึงอะไรที่ดิฉันคิดไม่ออกในวันนี้จะมีมาให้เห็นเรื่อยๆในวันหน้านะคะ เหอๆๆๆๆ เริ่มกันเถิดเจ้า ก่อนอื่นขอด่า ด้วยความที่งานชุดนี้เป็นหนึ่งในอัลบั้มที่ตั้งหน้าตั้งตารอคอยมากที่สุดในรอบปีพอๆกับงานรวมฮิตของเจ๊แม่มาดอนน่าสุดที่รักและMemoirs....ของเจ๊หมีที่ทำออกมาได้อย่างน่าประทับใจทรงคุณค่ามากๆ ส่วนหล่อนนี่บอกว่าจะออกตั้งแต่ฤดูร้อนที่ผ่านมาล่อจนดอกไม้หุบดอกไม้บานยันฝนตกมรสุมเข้าน้ำท่วมจนล่าสุดอีติ๊ก็ทำให้เดี๊ยนน้ำตาตกด้วยการเลื่อนไปออกดอกวางแผงเอาช่วงต้นปีหน้าจนได้ (ไพร่!) นี่ Early 2010 ของหล่อนนี่หวังว่าจะไม่ใช่ช่วงเคานท์ดาวน์ต้อนรับ2011นะยะ สาวกรอกันจนราขึ้นแล้วแม่คุณ รูปแบบเพลง+โปรดิวซ์เซอร์ Christina Aguilera, DJ Premier(โดนคัดออก), Linda Perry, Goldfrapp, Ladytron, Sia Furler, Tricky Stewart, Claude Kelly, Focus, Le Tigre, Major Lazer, Steve Morales, Paul Sheehy, Santigold, M.I.A,Noel "Detail" Fischer ในส่วนของตัวเพลงเหมือนหลายๆคนจะออกมาพูดแล้วนะคะว่ายึดคอนเส็ปท์ Futuristic บนพื้นฐานของดนตรีอิเล็คโทรนิคผสานเข้ากับความเป็นพ็อพซึ่งดูจากโปรดิวซ์เซอร์ตลอดจนงานแถม4แทร็คในรวมฮิตแล้วก็มีสิทธิ์ที่จะเป็นหลักใหญ่ใจความของงานชุดนี้ แต่มันน่าสนใจตรงที่ DJ Premier โปรดิวซ์เซอร์จากงานชุดที่แล้วออกมาให้ข้อมูลว่า "She's doing an all pop album again, but she wants me to keep the tone like what we did before. ต๊ายยยย และอัลบั้มไหนของอีติ๊ที่มันไม่พ็อพทั้งอัลบั้มบ้างล่ะคะ Back To Basics ที่ว่าโซล บลูส์ แจ๊ซซ์อะไรนั่นโอเคความเป็นอาร์แอนด์บีและเออร์บันสูงจริงแต่ถ้าฟังดนตรีลงลึกจริงๆมันมีเพลงไหนบางเนี่ยที่ไม่มีความเป็นพ็อพ (ยกเว้น I Got Trouble ไว้หนึ่งเป็นบลูส์ยุค1920-1930แบบเบสซี่ สมิธมาเองเลยอีติ๊ทำได้ถึงมากๆขนลุก) อย่างไรก็ตามส่วนตัวชอบอัลบั้มนี้มากเลยทีเดียวนะคะ ที่ว่ามันน่าสนใจเนื่องจากความเป็น "พ็อพ" ที่กล่าวถึงในที่นี้มองกันลึกๆแล้วมันไม่ได้หมายถึงเฉพาะแค่ภาคดนตรีที่เราตีความกันเพียงอย่างเดียว ส่วนตัวแอบคิดว่ามันอาจจะหมายถึงการที่งานชุดนี้คริสทิน่าจะเล่นกับภาคดนตรีที่เป็นวัฒนธรรมกระแสหลักแห่งยุคอนาคตทุกสิ่งที่มัน "พ็อพ" ที่มันเป็นที่นิยม เป็นแฟชั่นและเทรนด์ทางดนตรีประจำยุคที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคดาวน์โหลดได้อย่างดี อ้า และแน่นอนอิเล็คโทรพ็อพนี่เราต้องยอมรับนะคะว่ากลับมาอิทธิพลอย่างยิ่งยวดมากๆในตลาดกระแสหลักประจำยุคนี้ซึ่งเจ๊แม่และเจ๊ไคย์ลีย์ (พูดถึงพวกที่อยู่ในกระแสหลัก พ็อพจ๋านะคะ) นี่ได้ปูทางหยิบมาเล่นกันตั้งแต่ Ray Of LightและFeverจนต่อยอดมาบูมถึงขีดสุดขึ้นเรื่อยๆในยุคปัจจุบัน ซึ่งดนตรีของติ๊นี่คิดว่าคงจะเป็นอิเล็คโทรพ็อพที่น่าจะผสานทั้งความเป็นแดนซ์ เฮ้าส์และเทคโนตลอดจนถ้ากล้าพออาจจะเห็นเธอหลอมซาวนด์อิเล็คโทรนิคเข้ากับดรัมส์แอนด์เบสส์ ทำพวกการาจเทคโนเฮ้าส์ ทริพฮอพ อิเล็คโทรแกลม อิเล็คโทรนิคแจ๊ซซ์ตลอดจนเอาพั้งค์ ร็อค อินดี้มายำรวมกันเป็นอิเล็คโทรแคลชก็ได้ (เอ่อ ถ้าออกมาเป็นแบบนั้นจริงกลัวมันจะขายไม่ได้จัง เพราะดูแล้วน่าจะยากเกินไป) นอกจากนี้มาดูรายชื่อโปรดิวซ์เซอร์และเห็นชื่อของ Tricky Stewart น่าจะสนับสนุนได้ดีว่า "อาร์แอนด์บี" ภาคดนตรีที่ "พ็อพ" ที่สุดแห่งทศวรรษ2000ย่อมเป็นสิ่งที่จะขาดไปไม่ได้ ล่าสุดอ่านกระทู้น้องอะฮั๊นเห็นว่าติ๊ร่วมงานกับฟลอริด้าด้วยนี่คะ ต๊ายยย ไอ้เก๋นี่มันต้องเก๋แน่นอนเพราะฟลอริด้ายังไม่เฝือในยุคนี้รวมถึงค่อนข้างเชื่อมือและวิสัยทัศน์ของติ๊กับป้าลินดาตลอดจนโปรดิวซ์เซอร์ที่หยิบมาแต่ละคนแข็งๆทั้งนั้น ไม่ใช่ขี้ๆโนเนมกะโหลกกะลาแต่อย่างได้ น่าจะหลอมหลวมความเป็นเออร์บันเข้ากับซาวนด์อิเล็คโทรนิคล้ำๆได้อย่างลงตัวอยู่ ถ้ามันออริจินัลจริงอย่างที่หล่อนว่าก็อาจจะนิยามทิศทางอาร์แอนด์บีฟิวชั่น (อัลเทอเนทีฟ+อาร์แอนด์บี) ในยุคใหม่ได้เลยทีเดียว แต่เดี๊ยนกลัวว่าจะออกมาไม่พ้นเงาแม่เลดี้ กาก้าน่ะสิคะ ซึ่งจุดนี้กำลังมีความสุขกับการลุ้นงานเธอมากๆเพราะน่าคิดเนอะว่าถ้าเอาไอเดียของความเป็นอาร์แอนด์บีที่มือขึ้นจัดๆแบบทริคกี้ย์เข้ากับความเป็นอินดี้และอิเล็คโทรนิก้าจ๋าแบบGoldfrappกับLady TronตลอดจนแนวFunkcariocaหลุดๆของMIAและซาวนด์ของSantigoldเข้ากับพ็อพอัจฉริยะแบบSiaและมาประดังกันบนวิสัยทัศน์ทางดนตรีของคุณนายคริสทิน่าและป้าลินดา ผลลัพธ์มันจะออกมาจี๊ดขนาดไหน ดีชั่วยังไงก็อยากให้พ้นรัศมีของบริทนีย์กับกาก้านะคะ อันนี้แฟนจ๋าขอ ตลอดจนหนึ่งในกระแสที่มาแรงมากๆ "เรโทร" ที่หยิบเสน่ห์ของยุคเก่ามาปรุงแต่งเข้ากับความร่วมสมัยก็น่าจะส่งอิทธิพลต่อแรงบันดาลใจต่อการทำงานเพลงชุดนี้บ้างไม่มากก็น้อย เพราะเห็นอีติ๊เคยออกมาบอกว่าได้แรงบันดาลใจมาจากแอนดี้ วอฮอล์และพ็อพอาร์ท เช่นเดียวกับที่มาดอนน่า เกว็นและเลดี้ กาก้าทำออกมาให้เห็นอย่างเจิดจรัสมากมายแล้ว คิดว่าพวกซาวนด์ดนตรีแบบอวองการ์ดตลอดจนเอ็กซ์เพอริเมนทัลอ่อนๆอาจจะมีมาให้เห็นกันบ้างในงานชุดนี้ พวกซาวนด์ที่ประดุจระบายความเป็นศิลปะลงสู่โลกดนตรีทำนองนั้นอ่ะค่ะถ้าจะหาคำจำกัดความ ตลอดจนซาวนด์ของนิวเวฟยุค80 ซินธิ์พ็อพและพวกความเป็นโอลด์สคูลทั้งหลายแหล่ที่จะตีความร่วมกับอาร์แอนด์บี อิเล็คโทรนิค แดนซ์และอะไรก็ตามที่มันถูกกำหนดให้เป็นพ็อพที่ยุคอนาคตจะรักชื่อเหล่านั้นต่อไป ล่าสุดอัลบั้มคอนเฟิร์มชื่อจริงออกมาแล้วว่า Bionic ซึ่งจะออกช่วงเดือนมีนาคมนี้ ดังนั้นขอ เอ่อ อัพเดทครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายนะคะ



Major Lazer : Guns Don't Kill People...Lazers do : 88%


Major Lazer : Guns Don't Kill People...Lazers Do : 88%
สำหรับรีวิวลำดับต่อไปนี้ค่อนข้างจะพิเศษกับเดี๊ยนเป็นส่วนตัวนิดนึงเนื่องจากงานชุดนี้ไม่ได้เป็นแค่เพียงอัลบั้มท็อป10จาก50งานที่เดี๊ยนประทับใจมากที่สุดในปี2009ที่ผ่านมา หากแต่โปรดิวซ์เซอร์ของงานชุดนี้ยังเป็นหนึ่งในโปรดิวซ์เซอร์ที่ร่วมงานกับคริสทิน่า อากิเลร่าศิลปินสุดที่รักในงานอัลบั้มลำดับที่4ซึ่งนางศิลปินจอมอู้เพิ่งจะปล่อยข่าวดีมาว่าจะวางขายให้เป็นที่ชื่นใจกันช่วงเดือนมีนาคมที่กำลังจะย่างกรายเข้ามานี่นะคะ (ให้มันจริงเถิดดดด) มากไปกว่านั้นงานชุดนี้ยังเป็นหนึ่งในงานเพลงที่อยากจะเขียนรีวิวถึงมากที่สุดแต่ไม่กล้าเนื่องจากรู้ตัวเองว่าความรู้และภูมิทางดนตรีแนวๆนี้ยังไม่สูงมากพอที่จะสามารถเขียนนำเสนอออกมาได้ดีในระดับเทียบเท่ากับงานของศิลปินท่านอื่นๆ อย่างไรก็ตาม "อยากเขียนอ่ะค่ะ" ดังนั้นใครที่อยากอ่านก็ทนๆอ่านหน่อยแล้วกันนะ หึหึหึ บทเรียนครั้งนี้ดิฉันจะใช้ในการนำไปพัฒนาทักษะของตนเองต่อไป เชิญสยองได้เจ้าค่ะ
รูปแบบเพลง
Major Lazer ถือกำเนิดบนโลกแห่งเสียงดนตรีจากการจับมือประสานจิตวิญญาณและรสนิยมทางดนตรีร่วมกันระหว่างสองคู่หูโปรดิวซ์เซอร์สวิตซ์และดิพโล (ถ้าจำไม่ผิดดิพโลเพิ่งมาเล่นที่ไทยและมีคนใดคนนึงในสองคนนี้หล่อ หึหึหึ) ซึ่งหลังจากที่สั่งสมบารมีในวงการมาระดับหนึ่งก็ถึงเวลาที่จะปล่อยสตูดอโออัลบั้มแรกขึ้นมาอาละวาดบนอาณาจักรดนตรีกับโครงการสุดเก๋ไก๋อย่าง Guns Don't Kill People...Lazers Do ที่ตัวงานเน้นหนักไปที่การจับภาคดนตรีจาไมกันแด๊นซ์ฮอลล์มาปรุงแต่งให้ร่วมสมัยขึ้นบนลวดลายการนำเสนอแบบอัลเทอเนทีฟแด๊นซ์โดยหลักใหญ่ใจความยืนพื้นเล่นกับอิเล็คโทรนิคล้ำๆผสานฮิพฮอพ ดรัมส์แอนด์เบสส์ คลับแด๊นซ์ ร็อคและเร็กเก้ฟิวชั่นได้ในระดับที่เจิดจรัสและทรงพลังน่าประทับใจมากๆ นอกจากนี้สองหนุ่มเนื้อหอมยังไปเกี่ยวก้อยชวนศิลปินเก๋ๆในวงการที่ส่วนหนึ่งเคยร่วมเสี่ยงตายจนเกิดแฮปปี้เบิ๊ดเดย์สร้างชื่อมาด้วยกันแล้ว อาทิ ซานติโกลด์/M.I.A/มิสธิง/ไอน์สไตน์/Future Trouble/มิสเตอร์เวกัส/Turbulence และ นีน่า สกาย เป็นต้น แหม แต่ละชื่อรับประกันคุณภาพขนาดนี้พลาดได้ยังไงเนี่ย เห็นด้วยมั้ยคะ?
จุดด้อย
เรื่องความเปรี้ยวล้ำนี่ใครได้ฟังก็คงไม่เถียงซึ่งมันก็เถียงไม่ได้เช่นกันว่าบางแทร็คนี่ เอ่อ... คุณโปรดิวซ์เซอร์คุณศิลปินก็เหลากันออกมาซะจนคนฟังหัวหมุนไปข้างทีเดียว ฟังแล้วต้องจอบอกพลางอุทานว่า "โห!มึงแนวมากกก" ซึ่งคนที่ชอบคนที่รับได้ก็ดีไปแต่ถ้าใครไม่ใช่แนวล่ะก็คงปิดทิ้งไปเลยเพราะมันเป็นอะไรที่แม่งต้องบอกว่า "เกินคำว่าติ๊สท์ขึ้นไปอีกเยอะ" แต่ส่วนตัวเดี๊ยนชอบนะคะประหลาด เก๋ แรงและเพี้ยนๆดีจนมันกลายเป็นอะไรที่บรรเจิดเลิศล้ำโดยแท้
แทร็คเด็ด
Hold The Line (5) กับ When You Hear The Bassline (5) สองแทร็คแรกที่พวกพ่อคุณเนรมิตดนตรีออกมาได้มันส์มากๆตัวเพลงเป็นอัลเทอเนทีฟแด๊นซ์บนภาคของอิเล็คโทรคลับแด๊นซ์ผสานสรรพสำเนียงเร็กเก้แด๊นซ์ฮอลล์แรงๆตีกับฮิพฮอพได้สนุกสุดเหวี่ยงชนะใจ ผลลัพธ์ออกมาลายพร้อยและเฟี้ยวฟ้าวจนมึนไปนิดแต่ก็ปฏิเสธไม่ออกว่าตาสองคู่หูนี้มันทำเพลงออกมาได้เหลือร้ายแน่นอนจริงๆ สลับมาฟังอะไรที่ซอฟต์ๆเพราะๆกันบ้างใน Can't Stop Now (4/5) ที่เป็นพ็อพเร็กเก้ใสๆน่ารักๆที่ส่วนตัวไม่คาดติดว่าจะได้ยินในงานของสองท่านนี้ผลลัพธ์ออกมาเป้นที่น่าพึงพอใจก่อนที่จะมาแรงกันสุดฤทธิ์กับ Lazer Theme (5) แทร็คถัดไปที่เป็นจาไมกันแด๊นซ์ฮอลล์จัดๆที่คุณศิลปินรับเชิญสมารถแหล่และแร็พในระดับที่มันส์เข้าขั้นหฤโหดมากๆตบด้วยการผสานซาวนด์อิเล็คโทรนิคเปรี้ยวๆเข้ากับร็อคและความดิบสดในแบบเออร์บันที่เล่นบนฮิพฮอพแร็พได้อย่างลงตัว ชอบสุดแล้วในอัลบั้มนี้ ต่อด้วย Keep It Goin' Louder (4/5) กับการนำเสนอแบบฮิพฮอพคลับแด๊นซ์ติดพ็อพอาร์แอนด์บีตามแบบฉบับอันเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในหมู่ศิลปินฮิพฮอพและอาร์แอนด์บีตลอดจนพ็อพที่พยายามจะอาร์แอนด์บีในตลาดกระแสหลัก ถ้ายกไปให้พวกฟลอริด้า/นีโย่/บียอนเซ่/ริฮานน่าหรือบรรดาศิลฃปินฮิพฮอพที่เลื่องชื่อเกลื่อนชาร์ตบิลบอรืดทั้งหลาย (พวกได้อันดับต้นๆน่ะ) คงจะดังกันชนิดลืมโลกทีเดียว ปิดท้ายด้วย Jump Up (4/5) ที่อำลาผู้ฟังได้อย่างมันส์หยด
สรุป
สรุปว่า.....เพลงของพวกคุณพี่มันส์มากค่ะปืนที่ว่ามันยิงทะลุตัดขั้วหัวใจคนได้มันยังไม่เก๋าพอที่จะทะลุทะลวงไปยันจิตวิญญาณของคุณน้องได้เท่ากับงานชุดนี้ของพวกคุณพี่เลย ว่าแล้วก็ขอชมแบบกักขฬะนิดนึงนะคะว่า.....มึงสองคนแนวมากกกก!