วันอาทิตย์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2553

Pink Martini : Joy To The World (Myspace#40)


Pink Martini : Joy To The World : Jazz/Christmas/Pop/Adult Contemporary/Gospel
อีกไม่กี่วันก็จะถึงเทศกาลคริสมาสต์แล้ว ตื่นเต้นๆๆๆๆๆๆมากกกกกกกก!!! ช่วงนี้เป็นช่วงที่แนสจะลุกลี้ลุกลนมีความสุขไปกับบรรยากาศรอบตัวทุกอย่างสุดๆและแน่นอนว่าเป็นช่วงที่ประทับใจกับชีวิตมากที่สุดในรอบปี ^ ^ ก่อนที่จะถึง "วันคริสมาสต์" ส่วนตัวก็อยากจะเขียนถึงอัลบั้มคริสมาสต์เพราะๆอีกสักอัลบั้มให้ท่านผู้อ่านไปลองหามาฟังกัน ซึ่งบทสรุปก็มาลงตัวที่ Joy To The World อัลบั้มคริสมาสต์สุดไพเราะเก๋ไก๋จาก Pink Martini
สำหรับชื่อของ "Pink Martini" นี่เชื่อว่าน่าจะเป็นที่รู้จักกันดีแล้วในหมู่คอดนตรีทุกท่านโดยเฉพาะคนรัก "แจ๊ซซ์" เนื่องจากวงจากพอร์ทแลนด์วงนี้ทำงานสแตนดาร์ดแจ๊ซซ์ออกมาได้อย่างเยือกเย็นหรูหรากรีดกรายนิ่งเรียบแต่ประณีตวิไลแถมยังดัดจริตได้ใจมากๆเสียจนปฏิเสธไม่ลงว่า "ของพวกเขาแน่จริงๆ!!" มาที่งานชุดล่าสุด Joy To The World งานลำดับที่5ของทางวงซึ่งจากชื่อก็เดาได้ไม่ยากนะคะว่าเป็นอัลบั้มคริสมาสต์โดยความพิเศษของอัลบั้มนี้คือความเป็นงานเพลงคริสมาสต์บนดนตรีสแตนดาร์ดแจ๊ซซ์เพราๆเย็นๆผสานความเป็นกอสเพลตามฑรรมเนียมจากภาคเนื้อหา -- ในส่วนของภาคดนตรีมีความเป็นกอสเพลมาแบบประปรายพอเป็นพิธีแต่ก็เป็นความเรียบง่ายที่สมบูรณ์แบบและทรงพลังสุดๆไม่แพ้งานกอสเพลที่ยกคอรัสมาทั้งโบสถ์พร้อมออร์แกนเครื่องตระหง่านเท่ายอดหลังคา -- และอดัลท์คอนเทมโพลารีย์สูงโด่เป็นมิตรกับทุกหูสมคอนเส็ปท์ Holiday Music ตามธรรมเนียมไม่มีหลุดกรอบใดๆ....แต่ว่าก็ว่าเถอะอัลบั้มนี้ส่วนตัวสัมผัสได้ถึงความเป็นพ็อพมากกว่าแจ๊ซซืหลายเท่าตัวเลยทีเดียว ดังนั้นไม่ต้องกังวลกันไปว่าจะฟังยากน่าเบื่อชวนหลับพริ้มไปเฝ้าซานตาคลอสแต่อย่างใดเนื่องจากเพราะพริ้งพลิ้วหวานฟังเพลินมากๆ เชื่อเถอะ!!!
ก่อนจากก็ขอแนะนำแทร็คสุดโปรดสักนิดเอาไปเป็นตัวเลือกประกอบการตัดสินใจในการเลือกฟังของคุณกันตามใจชอบ ขอเริ่มที่ We Three Kings ที่เมโลดี้สวยมากๆเป็นสแตนดาร์ดแจ๊ซซืเย็นๆที่ไพเราะชวนผ่อนคลายเหลือใจชนิดที่คนรักงานของเจ้าป้าดิว่าแจ๊ซซือย่างแอนนิต้า โอเดย์และบลอสซั่ม เดียร์รี่ย์นี่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง Santa Baby คริสมาสต์แครอลสุดอมตะที่ถูกนำมาทำใหม่ในแบบฉบับของPink Martiniก็น่ารักฟังเพลินไปอีกแบบ ที่สุดยอดเลยก็คงจะเป็น Silent Night ที่ส่วนตัวขอยกให้เป็นแทร็คที่ดีที่สุดของงานชุดนี้ในแง่ของการเรียบเรียงเปิดตัวด้วยออเครสตร้านิ่งเรียบสไตล์คอนเทมโพลารีย์คริสเตียนที่ร้องคลอไปกับบทเพลงสรรญเสริญพระเจ้า (ที่น่าจะเป็นภาษาฝรั่งเศสมั้ง???) ก่อนที่จะสลับมาเป็นเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษแบบ Traditional ที่คลอเคลียคู่ไปกับคอรัสกอสเพลที่ฟังแล้วอบอุ่นชวนขนลุก Congratulations(Happy New Year) นี่แปลกดีลงเสียงร้องเป็นภาษาจีนแมนดารินแต่ดนตรีกลับเป็นเฟร๊นซ์แจ๊ซซืแบบปารีเซียงจ๋า เก๋ไก๋! Schedryk(Ukranian Bell Carol) แทร็คที่3ก็เป็นอีกเพลงที่ส่วนตัวประทับใจมากกับคอนเทมโพลารีย์คริสเตียนกอสเพลที่กระเดียดไปทางคลาสสิคคัลมากกว่าจะเป็นอดัลท์คอนเทมโพลารีย์หรือแจ๊ซซ์ฉีกไปจากภาพรวมของอัลบั้มได้อย่างน่าสนใจ นอกจากนี้ก็ยังมีWhite Christmas,Part1กับPart2สองเพลงเปิดงานที่ก็เพราะมากๆเช่นกันเช่นเดียวกับAuld Lang Syneเพลงปิดอัลบั้มที่ขอแนะนำให้คุณผู้อ่านได้ลองเลือกฟังกัน

วันเสาร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2553

Putumayo : Music From The Coffee Lands (Myspace#39)


Putumayo : Music From The Coffee Lands : World Music
จากคอลัมน์มายสเปซก่อนหน้านี้ที่เขียนถึงอัลบั้มเพลงจากค่าย Putumayo ไป2ครั้งคือ Paris และ The Christmas Series ทำให้มานั่งทบทวนกับความรู้สึกของตัวเองที่ตอบออกมาดังๆว่าเป็นอะไรที่ "ใช่" จนมายสเปซครั้งนี้ต้องขอออกมาสารภาพกับผู้อ่านว่า "เวิลด์มิวสิค" คงจะเป็นแรงบันดาลใจใหม่ล่าสุดของดิฉันซึ่งในปีหน้ากรณีที่ยังมีโอกาสได้นั่งรีวิวอยู่คุณๆก็จะได้พบงานรีวิวอัลบั้มจากค่ายนี้ ดนตรีประมาณนี้และอะไรทำนองนี้ๆในคอลัมน์มายสเปซตลอดจนงานรีวิวอื่นๆของแนสทิน่ามากขึ้น -- ที่ผ่านมาก็จะมีธีมของตัวเองเปลี่ยนไปเรื่อยๆก่อนหน้านี้ก็พยายามเขียนงาน "แจ๊ซซ์" กับ "อินดี้" ออกมาค่อนข้างบ่อยโดยแนวหลักก็ยังคงยืนพื้นที่ "พ็อพ" กับ ศิลปินประเภท "ดิว่า" ตามสไตล์ ปีหน้าคาดไว้ว่าอยากให้งานรีวิวของตัวเองมีอะไรที่หลากหลายกว่านี้เช่นอยากจะให้มีงานของศิลปินจากฝากร็อคมากขึ้น อิเล็คโทรนิค บริทพ็อพและที่สำคัญ "กอสเพล" กับ "เวิลด์มิวสิค" นี่แหละที่ต้องมากขึ้น ไม่รู้จะทำได้มั้ย? คงต้องดูกันต่อไปว่าความสามารถะจะถึงรึเปล่า --
สำหรับงานดนตรีจากค่าย Putumayo ที่หยิบมาเขียนถึงในครั้งนี้คือ Music From The Coffee Lands หนึ่งในอัลบั้มที่ประสบความสำเร็จและได้รับคำชมมากที่สุดของ Putumayo ซึ่งถ้าจำไม่ผิดน่าจะวางขายในช่วงปลายๆทศวรรษ90 (ประมาณ1997-1998กว่าๆ ถ้าผิดพลาดนี่ต้องขออภัยด้วยเนื่องจากไม่มีเวลาเช็คข้อมูล) โดยคอนเส็ปท์ของตัวงานก็สะท้อนออกมาอย่างครบถ้วนแล้วตามชื่ออัลบั้มนะคะว่า "เป็นงานดนตรีจากดินแดนที่ผลิตกาแฟ" -- อาทิ เม็กซิโก,คิวบาและจาไมก้า เป็นต้น -- ซึ่งตลอดทั้งอัลบั้มชุดนี้คุณจะได้พบกับดนตรีพื้นเมืองเพราะๆที่จรุงไปด้วยมนตร์เสน่ห์ของกลิ่นอายวัฒนธรรมอันแสนหอมหวนส่งตรงมาพร้อมกับกาแฟรสเลิศที่จะมอบความเพลิดเพลินให้แก่ชีวิตการฟังเพลงของคุณไม่ว่าจะเปิดฟังสบายๆระหว่างวันหรือเปิดตอนจิบกาแฟเก๋ๆพลางดื่มด่ำไปกับอารยธรรมสุดบรรเจิดที่ถูกขับขานมาพร้อมกับเวิลด์มิวสิคทั้งรสชาติของบราซิลเลี่ยน ละทิน บลูส์ บอสซาโนว่า อคูสติคยันเร็กเก้ซึ่งรับประกันได้ว่าเข้มข้นกลมกล่อมไม่แพ้กาแฟในถ้วยของคุณแน่นอน!
สุดท้ายนี้เท่าที่รู้คือรายได้ส่วนหนึ่งจากอัลบั้มนี้จะนำไปเป็นทุนสมทบเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้แก่พี่น้องของเราที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในเม็กซิโกและดินแดนผลิดกาแฟอื่นๆตลอดโซนอเมริกาใต้ด้วย สร้างความละอายใจให้แก่ผู้ที่ดาวน์โหลดอัลบั้มนี้มานั่งฟังพลางจิบกาแฟหน้าระรื่นชื่นบานอย่างดิฉันนัก....ขอสัญญาว่าเมื่อใดที่ดิฉันมีทุนทรัพย์มากพอเมื่อนั้นดิฉันจะสมทบซื้ออัลบั้มดีๆชุดนี้พร้อมกับ Music From The Coffee Lands II ทันทีค่ะวู๊ววววววว!!! ^ ^

Andrea Bocelli : My Christmas (Myspace#38)


Andrea Bocelli : My Christmas : Pop/Classical/Gospel/Contemporay Christian Music
จริงๆแล้วไม่ได้มีความคิดที่จะเขียนถึงอัลบั้มนี้หรือศิลปินคนนี้เลยนะคะ แต่เผอิญเมื่อ4-5วันที่แล้วตอนกำลังเฟ้นหาอัลบั้มคริสมาสต์ใหม่ๆมาฟังใน Amazon ก็ได้เผอิญไปจ๊ะเอ๋กับงานของคุณลุงท่านเข้าแล้วเห็นหน้าปกสวยดีว่าแล้วก็ขอลองเสี่ยงสักหน่อยดีกว่า
สำหรับใครที่ไม่รู้จักชื่อของ Andrea Bocelli มาก่อน คุณลุงท่านเป็นศิลปินแนวคลาสสิคคัลโอเปราติคพ็อพชาวอิแทเลี่ยนที่เผอิญโชคร้ายประสบอุบัติเหตุถึงขั้นพิการทางสายตาตั้งแต่อายุแค่เพียง12ปี แต่ด้วยพรสวรรค์ทางดนตรีที่เปี่ยมล้นทำให้คุณลุงชนะเลิศการแข่งขันเทศกาลดนตรีของ Sanremo เมื่อปี1994และได้เซ็นสัญญาทำอัลบั้มมากว่า13อัลบั้มจนขึ้นแท่นเป็นศิลปินที่มียอดขายสูงที่สุงในประวัติศาสตร์ของดนตรีฝากคลาสสิคคัลด้วยยอดจำนายทั่วโลกกว่า70ล้านก็อปปี้ (แนวฟังยากขนาดนี้ทำได้ขนาดนี้นี่ไม่ธรรมดา)
มาที่อัลบั้มชุด My Christmas นี่เป็นสตูดิโออัลบั้มล่าสุดและเป็น Holiday อัลบั้มชุดแรกของลุงซึ่งชื่อก็บอกอย่างกระจ่างชัดแล้วนะคะว่าเป็น "อัลบั้มคริสมาสต์" ซึ่งก็มีความโดดเด่นในแบบฉบับของคุณลุงเองจากน้ำเสียงโซพราโน่หวานใสละมุนและกังวานของเจ้าตัว ประกอบกับภาคดนตรีคอนเทมโพลารีย์คริสเตียนและกอสเพลซึ่งนำมาผนวกเข้ากับลวดลายของดนตรีแนวคลาสสิคคัลที่เจ้าตัวคร่ำหวอดเป็นตำนานอันดับต้นๆได้อย่างดี........เป็นอัลบั้มคริสมาสต์ที่นอกจากจะไพเราะทรงพลังจรรโลงจิตใจมากๆแล้วยังกวาดยอดขายไปกว่า5ล้านแผ่นทั่วโลกโดยขายได้ที่อเมริกามากถึง2.2ล้านชุด เห็นทีงานนี้จะต้องมองรสนิยมคนอเมริกันซะใหม่แล้วสิ หึหึหึ!!!

วันอังคารที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2553

Disco D : A Night at the Booty Bar (Myspace#37)

เพิ่มรูปภาพ
Disco D : A Night at the Booty Bar : Ghettotech,Booty Bass
"Ghettotech" ดนตรีคลับแด๊นซ์อันเลื่องลือจากดีทรอยด์ มิชิแกนที่เกิดจากการฟิวชั่นระหว่างการประยุกต์ดนตรี Miami Bass ช่วงยุค90จากฝากฟลอริด้าเข้ากับดนตรีโพสท์เรฟในยุคปัจจุบันที่แพรวพราวไปด้วยอิเล็คโทรนิค เทคโน เต้นรำและฮิพฮอพก่อให้เกิดเป็นดนตรีอันเดอร์กราวน์ฮิพฮอพที่โดดเด่นบนจังหวะดนตรีที่เร็วรากแตกจนคนฟังกระอักเลือดไปกับจังหวะกระแทกกระทั้นสนานใจ บีทเทคโนตึ๊บๆชวนหัวหมุนและเสียงเทิร์นเทเบิ้ลสแครชแผ่นกันเฟี้ยวฟ้าวจนอดที่จะลุกมาบ้าขยับแข้งขยับขาปลดปล่อยพลังไปกันมันไม่ได้

ถ้าจะให้ยกใครสักคนขึ้นเป็น "เซียน" สำหรับดนตรีแนวดังกล่าวสำหรับดิฉันคงจะหนีไม่พ้น David Aaron Shayman หรือที่รู้จักกันดีในนามของ Disco D ดีเจและโปรดิวซ์เซอร์มากความสามารถผู้ล่วงลับจากมิชิแกน -- ผลงานที่น่าจะรู้จักกันดีในแวดวงกระแสหลักก็คงจะเป็นแทร็ค Ski Mask Way ในอัลบั้ม The Massacre ของ 50cent -- ที่เลือกจะปิดฉากชีวิตของตนด้วยการฆ่าตัวตายในวัยเพียงแค่ 26 ปี
สำหรับหนึ่งในอัลบั้มที่เลื่องลือที่สุดของเขาและแนว Ghettotech คงหนีไม่พ้น A Night at the Booty Bar ภายใต้สังกัด Tommy Boy ช่วงปี2003ที่เป็นอัลบั้มรีมิกซ์ความยาวกว่า30แทร็คอัดแน่นไปด้วยดนตรีอันเดอร์กราวน์ฮิพฮอพคลับแด๊นซ์มันส์หยดที่สไตล์ Ghettotech และ Miami Bass ที่ผสานเอาท่วทำนองโจ๊ะๆแบบเบรคบีท บีทบ็อกซ์ แทรนซ์และGhetto House อันเป็นดนตรีเต้นรำยึดพื้นบนบีทสวิงสวายลอยละล่องแต่หนักแน่นแบบอิเล็คโทรฮาร์ดเฮ้าส์คลอไปกับเนื้อหาสุดสัปดนจนเป็นเอกลักษณ์ สิริรวมออกมาเป็นอีกดนตรีฟิวชั่นอีกหนึ่งแขนงสุดร้อนแรงในชื่อสุดเก๋ว่า "Booty Bass" ที่จะร่ายมนตร์สะกดดิบถ่อยห่ามระยำแต่แพรวพราวไปด้วยความมันส์ระดับเลือดสาดที่จะทำให้คุณหยุดที่จะขยับแข้งขาไปเคียงข้างกับจังหวะอันเร้าใจของดนตรีแขนงนี้ไม่ลง..........ซึ่งเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่กำลังเฟ้นหาอัลบั้มเพลงรีมิกซ์แด๊นซ์กระจายแบบฮิพฮอพสุดเท่ห์ไปเปิดในปาร์ตี้ช่วงปลายปีโดยแท้!!!

วันอาทิตย์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2553

Nirvana : Bleach (Myspace#36)


Nirvana : Bleach : Grunge
"กรั๊นจ์" ดนตรีแห่งตำนานที่ถือกำเนิดขึ้นช่วงกลางทศวรรษ80และกลายเป็นแนวดนตรีร็อคที่ได้รับความนิยมอย่าล้นหลามยิ่งชนิดเป็นประวัติการณ์ตลอดช่วงต้นยุค90 โดยผู้ที่บุกเบิกตำนานเพลงร็อคหน้าดังกล่าวคือ Nirvana วงที่เรารู้จักสรรพคุณความแรงกันดีว่าเป็นวงที่ได้รับการยกย่องให้เป็นวงร็อคที่ทรงอิทธิพลที่สุดตลอดกาลวงหนึ่งของโลก -- และแน่นอนพวกเขาคือวงดนตรีร็อคที่ดิฉันรักจับใจ ไม่ต่างอะไรกับ5สาวสไปซ์เกิร์ลแรงบันดาลใจอันดับหนึ่งจากฝากพ็อพ -- และมายสเปซครั้งนี้ขออุทิศความประทับใจให้แก่ Bleach สตูดิโออัลบั้มแรกในปี1989ของพวกเขา จุดกำเนิดของการตีแผ่ดนตรีกรั๊นจ์ร็อคสู่ความนิยมระดับโลกและวงร็อคเลื่องชื่อระดับตำนานที่ยังคงเป็นแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ให้แก่คนดนตรีรุ่นหลังจวบจนทุกวันนี้
"กรั๊นจ์" เท่าที่ส่วนตัวได้ฟังจากภาพรวมของงานตลอดทั้ง3ชุด -- Bleach,Never mind และ In Utero -- ขอสรุปให้เป็นอีกแขนงหนึ่งของดนตรีพั้งค์ที่สืบสานจิตวิญญาณตามขนบของพั้งค์ร็อคอันเกรี้ยวกราดรุนแรงจาก Sex Pistols วงพั้งค์สุดอมตะแห่งยุค70ก่อนจะพากันสลับขึ้นไปเล่นกับมิติของอัลเทอเนทีฟที่ผสานเอาลูกเล่นของฮาร์ดร็อคสไตล์อเมริกันแท้ๆจนระบายผลลัพธ์ออกมาเป็นดนตรีอัลเทอเนทีฟร็อคติดพั้งค์อันเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นเอกอุของทางวงจนต้องจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ของอาณาจักรดนตรีในฐานะภาคดนตรีที่ "ทรงอิทธิพล" ทางวัฒนธรรมที่สุดเท่าที่โลกเคยได้รับการหยิบยื่นสรรสร้างมา สำหรับคอร็อคที่ยังไม่เคยลองลิ้มชิมรสชาติอันแผดเผ็ดจัดจ้านในงานชิ้นนี้ขอแนะนำให้จินตนาการถึง Nevermind -- อัลบั้มชุดถัดมาของทางวงที่พวกคุณจำเป็นต้องรู้จักกันดี -- ในแบบฉบับที่ดิบกร้าว เกรี้ยวกราด หยาบและรุนแรงขึ้นอีก2-3ช่วง โดดเด่นบนแสนยานุภาพของกีตาร์อันแพรวพราวเกรี้ยวกราดกระหน่ำสับไม่ยั้งและน้ำเสียงอันมืดหม่นอัดแน่นไปด้วยความทุกข์ระทมที่สะท้อนให้เห็นถึงด้านมืดภายในจิตใจชนิดที่สยดสยองของคุณ "เคิร์ท โคเบน" นักร้องนำสุดหล่อได้อย่างกระจ่างชัด
ปกติมายสเปซจะมีมากสุดแค่3ย่อหน้าแต่นี่เขียนถึงวงที่รักทั้งทีก็ขอเพิ่มให้พิเศษอีกหนึ่งกับอาหารจานโปรดของดิฉันที่เปิดงานชุดนี้ทีไรมันอดไม่ได้ที่จะต้องจิ้มแทร็คพวกนี้ทุกที เริ่มที่ About A Girl ที่โดดเด่นบนกีตาร์กรั๊นจ์คอร์ดแกว่งๆเหมือนไม่ตั้งใจเล่นแต่เมโลดี้ออกมาสวยสุดจะทนพร้อมด้วยสุ้มเสียงอันทรงเสน่ห์บาดลึกลงไปถึงจิตวิญญาณตั้งแต่คำแรกที่คุณเคิร์ทเปล่งออกมาจากปากซึ่งส่วนตัวสัมผัสได้ถึงความหมองหม่นในจิตใจที่ไหลผ่านน้ำเสียงทุกตัวโน๊ต (อนึ่ง : ส่วนตัวชอบเวอร์ชั่นในอัลบั้ม Unplugged มาก) แทร็คเปิดอัลบั้ม Blew กับกีตาร์แพรวพราวสุดมันส์สะสาแก่ใจแซมด้วยท่อนคอรัสกระแทกกระทั้นเร้าอารมณ์ ฟังไปฟังมารู้เหมือนกับจะเป็นใบเบิกทางก่อนความสำเร็จท่วมท้นมหาศาลใน Smells Like Teen Spirit จะบังเกิดขึ้นบนโลกและกลายเป็นดาบที่ปลิดชีวิตของเขาในเวลาถัดมา พวกอารมณ์รุนแรงดิบๆมืดหม่นเกรี้ยวกราดแบบดิฉันรบกวนชวนกันจิ้ม Paper CutsและSifting แล้วปลดปล่อยใจไปพร้อมๆกัน ในขณะที่ Negative Creep,Scoft และ Floyd The Barber คงถูกใจชาวพั้งค์ร็อคขาโหดที่ชะเง้อคอรอคอยเพลงเอ็ดตะโรแหกปากโวยวายสุดพลัง
"กรั๊นจ์" แม้สุดท้ายนี้อาจจะเป็นเพียงตำนานที่ซาความนิยมจนแถบจะสาบสูญไปจากกระแสเพลงในปัจจุบัน แต่เชื่อเถอะว่าจิตวิญญาณของดนตรีแขนงนี้ยังคงเป็นที่สืบสานของนักดนตรีที่มี "ร็อค" เป็นดนตรีในหัวใจ เฉกเช่นเดียวกับที่ชายชื่อ "เคิร์ท โคเบน"และวงชื่อ "Nirvana" ยังคงมีลมหายใจและถูกหยุดช่วงเวลาที่รุ่งโรจน์ของเขาให้ไม่มีวันตายไปจากความทรงจำของแฟนเพลงที่รักพวกเขาเสมอ และสักวันเชื่อว่าวัฏจักรอันไม่หยุดนิ่งของแวดวงดนตรีจะนำพา "กรั๊นจ์" ไหลเวียนกลับมาครองความนิยมบนชาร์ตเพลงได้อีกครั้ง....ซึ่งส่วนตัวก็หวังไว้สุดใจว่ามันจะกลับมาเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้!

วันพุธที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2553

Sia : Some People Have Real Problems (myspce#35)


Sia : Some People Have Real Problems : Pop
อีกหนึ่งอัลบั้มที่ส่วนตัวคัดมาจากงาน25ชุดใน Music Cassanova#10 เพื่อจะลงในมายสเปซครั้งนี้คือ Some People Have Real Problems จาก "เซีย" ศิลปินสาวจากออสเตรเลีย -- ที่ร่วมเขียนเพลงให้คริสทิน่า อากิเลร่าในอัลบั้ม Bionic และ Burlesque -- ในฐานะที่เป็นหนึ่งในอัลบั้มที่ฟังบ่อยที่สุดในช่วงนี้ด้วยความที่เป็นตัวแทนที่สะท้อนอารมณืความรู้สึกในช่วงนี้ได้อย่างชัดเจนรวมถุงเข้ากับบรรยากาศในช่วงฤดูหนาว -- ที่แม้จะไม่หนาวสะใจ-- นี้สุดๆ
โดยส่วนตัวต้องเรียนตามตรงว่าค่อนข้างจะเฉยๆกับเซียมากตั้งแต่สมัยที่เป็นหนึ่งในกองทัพโปรดิวซ์เซอร์อัลบั้มแป๊กสนั่นของนังติ๊แล้ว คือไม่ได้รู้สึกพิเศษอะไรกับเธอจนต้องกระวีกระวาไปตามหาอัลบั้มมาฟังอย่างMajor Lazer,M.I.A,Santigold หรือ Ladytron แต่พอนานๆเข้าได้เห็นเจ้าหล่อนทวิตข้อความอัพเดทข่าวคราวอีติ๊บ่อยครั้งจนเริ่มจะเอ็นดูประกอบด้วยแรงอาฆาตของคนอ่านที่ร่อนรีเควสต์มาจิกๆๆๆๆอยากจะให้เขียนรีวิวถึงเธอกันอีกก็อดไม่ได้ที่จะต้องหามาฟังโดยปริยาย โชคดีเป็นของดิฉันที่วันนั้นได้เผอิญโทรศัพท์คุยกับคุณพี่ปั๊ก "The Chameleon" จากบอร์ดติ๊ที่คุณพี่ได้แนะนำอัลบั้มชุดนี้มาพอดีพลางบอกว่า "เพราะมาก....ลองฟังดูสิ!" ประกอบกับความที่ส่วนตัวขี้เกียจจะไปศึกษาถึงรกรากของนางว่าแล้วก็..... เอาวะ!เริ่มแม่งมันที่อัลบั้มนี้แหละ...... ถึงคราวฟังจบแล้วต้องร้องว่า อู๊ยยยยยยยย!!!คุณพี่ปั๊กขา!!!!หนูล่ะต้องขอบคุณพี่มากๆเพราะอัลบั้มนี้เป็นอะไรที่ "เพราะจริงๆ" ชนิดที่เล่นเอาวางไม่ลงเลยทีเดียว และถึงแม้ว่าจะออกแนวบัลลาดเกือบยกชุดแต่นั่นหาใช่อุปสรรคแต่อย่างใดด้วยความที่ภาคดนตรีเป็นงานคอนเทมโพลารีย์เปี่ยมเสน่ห์ด้วยมิติลูกเล่นกรีดกรายแบบดนตรีพ็อพระดับสูงแซมด้วยจิตวิญญาณโอลด์สคูลดิบสดด้วยเครื่องเป่าเพราะๆแบบบลูส์โซล น้ำเสียงอาร์แอนด์บีกึ่งพ็อพโซลสไตล์คนขาว (บลูส์อายส์โซล) สุดทรงพลังผสานโครงสร้างดนตรีสุดคลาสสิคที่ได้รับอิทธิพลมาจากภาคดนตรีแจ๊ซซ์ช่วง40-50ในหลายๆแทร็ค ส่วนตัวฟังแล้วนึกถึงงานคอนเทมโพลารีย์บัลลาดยุค40-50แบบมารายห์ปะทะกับอารมณืพ็อพสแตนดาร์ดนวลเนียนแบบป้าวิทในแบบฉบับที่นำเสนอตามธรรมเนียมแบบพวกศิลปินอินดี้ฝั่งออสซี่อย่าง Zero 7 เป็นอาทิโดยลดความล่องลอยของดนตรีอิเล็คโทรนิคดาวน์เทมโพลงและแทนที่ด้วยเครื่องดนตรีสดๆที่ให้อารมณ์ดิบกว่า สดกว่ามีความเป็นร็อคและโซลมากกว่าก่อนที่จะถ่ายทอดผ่าน้ำเสียงของศิลปินหญิงที่เป็นการพบกันคนละครึ่งทางระหว่างความหวานใสสไตล์จีวล์กับความทรงพลังเกรี้ยวกราดในแบบฉบับสาวแกร่งอย่างพิ้งค์ ได้บทสรุปออกมาเป็น Some People Have Real Problems ของนางเซียนี่แหละ เหอๆๆๆ
สำหรับเพลงที่ไม่อยากให้พลาดจริงๆก็คือ Electric Bird ที่เป็นงานคอนเทมโพลารีย์พ็อพโซลบัลลาดผสานบิ๊กแบนด์แจ๊ซซ์ด้วยเครื่องเป่าสุดอลังการ เป็นหนึ่งในเพลงที่ดีที่สุดตลอดกาลของเซียสำหรับดิฉัน Buttons ฮิดเด็นแทร็คที่เป็นงานอินดี้พ็อพสไตล์เซียแท้ๆแม้จะออกสดใสน่ารักเกินภาพรวมของอัลบั้มที่ค่อนข้างหม่นไปนิดแต่เชื่อว่าคนที่ติดตามเซียมาตั้งแต่งานชุดแรกน่าจะชอบ Little Blck Sandals แทร็คเปิดอัลบั้มที่เพราะมากๆเช่นกันฟังแล้วนึกถึงงานอัลเทอเนทีฟของมิเชล แบรนซ์,พิ้งค์และวาเนสซ่า คาร์ลทันในภาคที่เกรี้ยวกราด ดิบหม่นและบีบคั้นอารมณืความรู้สึกมากกว่า....เป็นความหวานที่เปี่ยมไปด้วยความหมองหม่นอ้างว้างและความรู้สึกที่รวดร้าวโดยแท้ Death By Chocolate อีกแทร็คที่หลงใหลเป็นการส่วนตัวด้วยภาคดนตรีแลบะเนื้อหาที่ทำเอาหลุดลอยไปไกลเลยทีเดียว ปิดท้ายด้วย Soon We'll Be Found และ Beautiful Calm Driving อีกสองเพลงเพราะๆที่การันตีความควรค่าแก่การยกอัลบั้มนี้ให้เป็น "มาสเตอร์พีซ" ที่สมบูรณืแบบที่สุดในชีวิตการทำดนตรีของเซียอย่างสมศักดิ์ศรีเลยทีเดียว

Travis : The Man Who (Myspace#34)


Travis : The Man Who : Brit Pop
เชื่อว่าในชีวิตการฟังเพลงของทุกๆคนย่อมต้องมี "อัลบั้มประจำตัว" อย่างน้อยก็สักหนึ่งชุดที่สามารถเปิดฟังบ่อยแค่ไหนก็ได้ตามที่ใจต้องการ เป็นอัลบั้มที่ฟังได้ในทุกช่วงอารมณ์และทุกฤดูกาล อัลบั้มที่ไพเราะจับใจและสวยงามจนต่อให้เวลาผ่านไปนานเท่าไรก็ตาม "มันก็จะยังคงอยู่เคียงข้างคุณเสมอ" และสำหรับดิฉันเองถ้าให้เลือกงานดนตรีซักชุดจากนับหมื่นนับแสนชุดบนโลกนี้คงจะหนีไม่พ้นอัลบั้ม The Man Who ของ Travis วงบริทพ็อพจากสก็อทแลนด์ที่ส่วนตัวชื่นชอบประทับใจที่สุด
ก่อนอื่นคงต้องขอขอบคุณ "ลุงนีล" อดีตนักรีวิวประจำบอร์ดที่ได้เคยแนะนำอัลบั้มนี้ไว้เมื่อประมาณ3-4ปีที่แล้ว -- สมัยที่ยังไม่สนใจฟังTravisอย่างจนิงจัง -- พร้อมกับบบรรยายสรรพคุณไว้สั้นๆว่า "เป็นอัลบั้มที่เพราะและดีที่สุดของTravis" แหมมมมมมมมมมมมมมมมม๊!!!!! เห็นคนที่แถบไม่เคยจะออกปากชมงานของศิลปินคนไหนอย่างตาลุงมันอวยซะขนาดนี้แล้วตัวอิฉันก็อยากจะโดดงานไปหามาฟังซะตั้งแต่วันนั้นให้มันรู้แล้วรู้รอด พอได้มาลองฟังดูแล้วก็ "ถึงกับปิ๊ง!!!" เพราะว่าเป็นอะไรที่ต้องบอกว่า "สวย" ทั้งอัลบั้มสมคำตาลุงมันจริงๆกับงานดนตรีอัลเทอเนทีฟร็อคที่เรียบเรียงอย่างพลิ้วไสวประณีตละเมียดละไมละเอียดลออแบบร็อคสไตล์อังกฤษแท้ๆที่โดดเด่นด้วยสียงกีตาร์เพราะๆกระซวกถึงกลางใจ แถมยังแพรวำราวไปด้วยอารมณ์ดิบสดเข้มข้นทั้งหวานจับจิต เหงาเศร้าสร้อยยันหม่นหมองหดหู่โดยทั้งหมดทั้งมวลยื่นอยู่บนกรอบของความเป็น "บริทพ็อพ" งามสง่าชนิดจงรักภักดีไม่มีแตกแถว ไม่เชื่อก็ลองจิ้ม Driftwood แทร็คที่เพราะที่สุดในอัลบั้มที่จะทำให้คุณหลุดลอยไปกับมนตร์สะกดของดนตรีบริทพ็อพงามๆจากกลาสโกว์ที่สวยทรงศักดิ์ประหนึ่งถูกเนรมิตขึ้นมาจากโลกเหนือจินตนาการก็ไม่ปานหรือจะเป็น Turn ที่กระแทกกระทั้นอารมณืด้วยเสียงกีตาร์เพราๆและท่อนคอรัสที่แสนจะทรงพลังบาดใจ ในขณะที่ LUV ก็เป็นความหวานใสฉาบน้ำแข็งที่เปี่ยมไปด้วยความหนาวเหน็บเยือกเย็นเจิดจรัสในแบบฉบับที่คนรัก Coldplay สองอัลบั้มแรกฟังแล้วจะต้องศิโรราบ ในขณะที่ As You Are เพลงเปิดอัลบั้มก็เป็นอัลเทอเนทีฟร็อคสุดลุ่มลึกหากแต่เข้มข้นหนักหน่วเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ที่สุดแสนจะทรงพลัง ตบท้ายด้วย Why Does It Always Rain On Me ที่โดดเด่นจากการเรียบเรียงที่ต่างออกไปแจ่ก็ไม่ทำให้เสียเอกภาพไปแต่อย่างใด ส่วนตัวคิดว่าน่ารักดีฟังแล้วรู้สึกเหมือนกับเป็นเพลงเท่ห์ๆของพวกฮิปปี้จิ๊กโก๋ที่ร้องเพลงเมาๆตัดพ้อชีวิตด้วยน้ำเสียงเหน่อๆยียวนกวนประสาทแต่ทรงเสน่ห์สุดๆ
เทียบกับงานที่ดีที่สุดของ Travis อย่าง 12 Memoriesที่ทางวงแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการทางภาคเนื้อหาและมิติทางภาคดนตรีจนกลายเป็นงานมาสเตอร์พีซของทางวงในแง่ของ "พัฒนาการ" อัลบั้ม The Man Who อาจจะเสียเปรียบในเรื่องของสาระและชั้นเชิงที่เข้มข้นจรรโลงโลกอันเป็นองค์ประกอบสำคัญสำหรับเอาชนะใจคอดนตรีระดับสูง แต่ถ้าพูดกันในแง่ของความ "เพราะ" ที่ต้องจัดให้เป็นความไพเราะในระดับที่เรียกว่า "ขาดใจ" กันไปเลย แถมด้วยความฟังง่าย ฟังเพลินและยังทนทานในระยะยาวแล้ว ส่วนตัวแม้จะคิดว่า 12 Memories ดีกว่าแต่ถ้าให้เลือกที่จะคบหากันในระยะยาวล่ะก็ดิฉันก็พุ่งตรงไปหา The Man Who อิย่างไม่คิดและรีรอใดๆให้มากความ เพราะแค่สัมผัสกันด้วยใจแบบผ่านๆในรอบแรกก็ขอยกให้เป็นหนึ่งในงานบริทพ็อพที่ "เพราะ" ที่สุดเท่าที่เคยฟังเลยทีเดียว

วันอังคารที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2553

Putumayo : The Christmas Series (Myspace#33)












Putumayo : The Christmas Series : Christmas/World Music/Pop/Jazz/Blues
เอาจริงๆแล้วส่วนตัวไม่ได้คาดคิดเลยนะคะว่ามายสเปซครั้งที่แล้วที่เขียนถึงงานชุด Paris จากค่ายเวิลด์มิวสิคอย่าง Putumayo จะมีผู้อ่านหลายท่านชอบมากๆถึงขั้นส่งรีเควสต์มาขอรีวิวแนะนำอัลบั้มของค่ายนี้กันอีก ว่าแล้วก็จัดให้ค่ะกับ The Christmas Series ที่รวม5อัลบั้มเพลงคริสมาสต์น่ารักๆจากซีรี่ยส์Holidayในแบบฉบับเวิลด์มิวสิคสไตล์ Putumayo ที่คนรักดนตรีไม่ควรพลาดที่จะหามาประดับคอลเล็คชั่นเพื่อความเก๋และเติมเต็มบรรยากาศแห่งความสุขประจำช่วงคริสมาสต์กันนะคะ
เริ่มต้นที่อัลบั้มแรกที่ครอบครัวแนสชอบกันสุดๆอย่าง A Family Christmas ที่เป็นการนำเพลงคริสมาสต์มาถ่ายทอดไปกับภาคดนตรีที่หลากหลายชนิด "คุ้มค่า" ในอัลบั้มเดียวคือมีครบทุกอารมณ์น่ะค่ะตั้งแต่งานเรโทรหอมๆเป็นสวิงแจ๊ซซ์ผสานบลูส์ใน Is Zat You Santa Claus?,Frosty Snowman และ Boogie Woogie Santa Claus สลับไปผ่อนคลายกับโฟล์คเพราะๆใน Here We Come A Wassailing บลูส์กราสใน Sleigh Ride ยันคันทรี่ย์เย็นๆกับเพลง Winter Wonderlandที่คัดสรรมาเพื่อคริสมาสต์ที่แสนจะอบอุ่นสำหรับทุกครอบครัวโดยแท้ สำหรับคนที่ชอบฟังดนตรีคริสมาสต์ในแบบฉบับแจ๊ซซืและบลูส์เป็นชีวิตจิตใจนี่ขอแนะนำ New Orleans Christmas ที่สะท้อนวัฒนธรรมการเฉลิมฉลองเทศกาลคริสมาสต์ของฝากนิวออร์ลีนผ่านดนตรีนิวออร์ลีนแจ๊ซซ์ บลูส์ สวิงและสแตนดาร์ดเพียโนไลท์แจ๊ซซ์ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ไม้เด็ดอยู่ที่ Santa Claus Is Coming To Town,Christmas In New OrleansและSilver Bellที่ให้อารมณ์แจ๊ซซ์ยุคคลาสสิคช่วงยุค40-50หลังจากที่ดนตรีสวิงเสื่อมมนต์ขลังและถูกแทนที่ด้วยบลูส์กับบีบ็อพแทนน่ะค่ะ และที่สุดยอดเลยก็คือ A Jazz&Blues Christmas อีกหนึ่งอัลบั้มที่ทำออกมาเอาใจคนรักดนตรีบลูส์และแจ๊ซซ์แต่จะต่างจากอัลบั้มก่อนหน้านี้ตรงความ "ดิบ" แบบศิลปะดนตรีสไตล์คนดำจริงๆฟาดครบทั้งบลูส์ แจ๊ซซ์ โซลและอาร์แอนด์บีชนิดที่คอเออร์บันถ้าได้มาฟังก็คงต้องมีกรี๊ดตีปีกกันผั่บๆๆๆๆ เท่าที่ที่ฟังภาพรวมดูแล้วน่าจะถูกจริตกับพวกที่ชอบเพลงบลูส์แจ๊ซซ์ตามคลับยุค40-50ไปยันคนรักดนตรีโซลโมทาวน์ยุค60-70ยันคออาณืแอนด์บีรุ่นใหม่ๆที่มี "ความเก๋า" ในการเสพย์งานดนตรีประมาณนี้มาพอตัว แทร็คที่แนะนำว่าต้องฟังมี Christmas Celebration เพลงเปิดอัลบั้มโดย BB King ตามด้วย Santa's Blues กับ Rudolph The Red-Nosed Raindeer โดย Cherles Brown และ Ray Charles ตามลำดับ ตบด้วยงานจาก The Duxes Of Dixie Land ใน Merry Christmas,Baby งานนิวออร์ลีนแจ๊ซซ์สุดหรูหรากรีดกรายพร้อมตบหนักๆด้วยน้ำเสียงบลูส์ดิบๆจากจิตวิญญาณโซลทรงพลังหนักหน่วงฟังเชื่อว่าน่าจะเรียกเสียงปรบมือจากผู้ฟังฟากคอนเทมโพลารีย์อาร์แอนด์บีได้ล้นหลาม ตบท้ายด้วย All I Ask For Christmas โดย Mighty Blues King แทร็คที่หลุดจากภาพรวมของบลูส์และแจ๊ซซ์ค่อนอัลบั้มมาเป็นศิลปะแบบโซลในแบบฉบับที่คอโมทาวน์ผู้หลงใหลในสตีวี่ วอนเดอร์,เจมส์ บราวน์,อัล กรีนและมาร์วิน เกย์ฟังแล้วต้องยิ้มกันแก้มปริ อำลาด้วยชุดChristmas Around The World และ World Christmas Party กับอัลบั้มเพลงคริสมาสต์ในแบบฉบับเวิลด์มิวสิคที่อัดเอาบรรยากาศความรื่นเริงช่วงเทศกาลคริสมาสต์พร้อมกลิ่นอายอารยธรรมจากทั่วทุกมุมโลกมาฝากคุณผ่านภาคดนตรีที่หลากหลาย อาทิ เร็กเก้,บราซิลเลี่ยน,แจ๊ซซ์,ละทิน,แซมบ้ายันบลูส์ เป็นต้น จะว่าไปคริสมาสต์ทั้งทีลองมาฟังเพลงอย่าง We Wish You A Merry Christmas,Silent Night หรือ Joy To The World เป็นภาษาต่างๆไม่ว่าจะเป็นเฮติหรือคิวบาก็แปลกดีเหมือนกันนะ ^ ^
สุดท้ายนี้ไม่มีอะไรจะบอกมากไปกว่ารู้สึก "อิ่ม" จุใจมากๆกับทั้ง5อัลบั้มจากซีรียส์นี้ นับว่าเป็นความโชคดีที่คริสมาสต์นี้ได้ลองมาฟังดนตรีเพราะๆที่ช่วยเพิ่มความสวยงามและความสุขใจมากขึ้นโขทีเดียว สำหรับผู้อ่านท่านที่ได้ลองมาอ่านแล้วสนใจจะไปลองหามาฟังส่วนตัวก็หวังว่าใน5ชุดนี้จะมีชุดใดชุดหนึ่งที่ "โดน" คุณสุดๆจนกลายเป็นของขวัญคริสมาสต์ที่คุณต้องเปิดมอบให้แก่ชีวิตการฟังเพลงของคุณในเทศกาลคริสมาสต์ทุกปี....ขอให้ทุกท่านมีคริสมาสต์ที่มีความสุขนะคะ

Merry Christmas (Music Cassanova#10)


Merry Christmas (Music Cassanova#10)
"Music Is One Of The Ways By Which You Can Know Everything Which Is Going On In The World,Anything Human Ca Be Felt Through Music.Which Means There Is No Limit To The Creating That Can Be Done.It's Infinite,Like God." ข้อความข้างต้นจากเจ้าป้า "นีน่า ซีโมนส์" -- หนึ่งในอภิมหาดิว่าแห่งดนตรีแจ๊ซซ์ที่ดิฉันเคารพที่สุด -- แม้จะไม่มีอะไรที่เกี่ยวกับเทศกาลคริสมาสต์แต่สำหรับดิฉันแล้วถือว่า "เป็นแรงบันดาลใจ" อย่างยิ่งยวดที่ทำให้เกิด Music Cassanova ในครั้งนี้ขึ้น จากประโยคหนึ่งที่ป้ากล่าวถึงดนตรีในแง่ของความสัมพันธ์ทางจิตวิญญาณควบคู่กับความเป็นไปของสภาวการณ์ตลอดจนภาวะความรู้สึกรอบตัว ซึ่งก็เป็นอะไรที่ตอบคำถามผู้อ่านบางท่านได้ดีว่า "แนสทิน่าคนนี้นั่งรีวิวบ้าๆบอๆมาตลอด8ปีเพื่ออะไร?".....คำตอบคือเพื่อแบ่งปันความรู้สึก ณ ชั่วขณะหนึ่งๆกับการระบายหลายสิ่งหลายอย่างในปัจจุบันขณะให้ผู้อ่านที่ติดตามผลงานกันมาได้รับรู้ เช่นเดียวกับ Music Cassanova ในครั้งนี้ ที่ส่วนตัวตั้งใจอุทิศให้แก่เทศกาล "คริสมาสต์" ที่ส่วนตัวรักและผูกพันมากๆมาตั้งแต่เด็กๆซึ่งตัวดิฉันเองก็กล้ายอมรับอย่างไม่อายนะคะว่าจวบจนอายุ23ย่างจะ24แก่ซะขนาดนี้แล้วยังทำตัวเป็นเด็กได้ในทุกๆเทศกาลคริสมาสต์ กล่าวคือทุกวันนี้ยังเชื่อในจิตวิญญาณของคริสมาสต์ เชื่อในซานตาคลอส ยังวางถุงเท้า นมและคุกกี้ไว้ที่ปลายเตียงทุกคืนคริสมาสต์เพราะยังเชื่อในการได้รับความรักและเชื่อในการได้แบ่งปันความสุขแก่คนรอบข้าง ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจที่ช่วงคริสมาสต์ตลอด8ปีที่ผ่านมาจะเห็นนางแนสทิน่าทำอะไรเวิ่นๆเว่อร์ๆอยู่เสมอเนื่องจากเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับเทศกาลนี้มากและต้องการให้ทุกๆอย่างออกมาพิเศษเพราะส่วนตัวคิดอยู่เสมอว่า "จิตวิญญาณของคริสมาสต์คือสิ่งที่ชาวคริสต์และผู้ที่รักและศรัทธาในพระคริสต์ควรรักษาไว้" รวมถึงส่วนตัวก็อยากจะเป็นผู้ให้บ้างแม้ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยที่สุดก็ตามอย่างแค่ "งานรีวิว" ซึ่งเป็นสิ่งที่ตัวเองถนัดและคาดว่าน่าจะเป็นวิธีการเมอร์รี่คริสมาสต์ที่ตัวเองทำได้ดีที่สุดโดยผ่าน "ดนตรี" ที่สะท้อนถึงความรัก ความเทิดทูนและศรัทธาอันบริสุทธิ์ที่มีต่อพระผู้เป็นเจ้า พระวิญญาณบริสุทธิ์และพระเยซูคริสต์....อัลบั้มที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขและจิตวิญญาณคริสมาสต์ที่สวยงาม บทสรุปของสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นคงจะไม่มีอัลบั้มคริสมาสต์ชุดใดในโลกนี้ที่เหมาะสมไปกว่างานชุด Merry Christmas ในปี1994ของมารายห์ แครีย์หนึ่งในศิลปินที่รักที่สุดตลอดกาลด้วยความที่เป็นอัลบั้มพ็อพคริสมาสต์ที่มากไปกว่าแค่นิยามของ "ศิลปินเสียงดีที่ทำอัลบั้มเฉลิมฉลองเทศกาลเพราะๆ" ตัดสินแค่แทร็คเปิดอัลบั้มอย่าง Silent Night แล้วคุณจะสัมผัสได้ถึงความแตกต่าง ก่อนอื่นต้องบอกว่าที่เขียนนี่ไม่ได้อวยหรือเข้าข้างอะไรเธอแต่เขียนอย่างที่คิดจริงๆเพราะว่าอยู่ในโรงเรียนคาทอลิกมา9ปี ใกล้ชิดและสัมผสกับกอสเพลมาในระดับหนึ่งพอได้มาฟังเพลงนี้ของเธอแล้วสัมผัสได้ทันทีเลยว่านี่เป็นการร้องกอสเพลสรรเสริญพระเจ้าที่ออกมาจาก "จิตวิญญาณ" จริงๆเพราะว่ามันไม่มีอะไรที่สามารถปิดกั้นศรัทธาของมารายห์ที่สื่อสารถึงพระองค์ผ่านเสียงร้องและสะท้อนให้คนฟังได้สัมผัสถึงความรักและความเทิดทูนอย่างบริสุทธิ์ใจชนิดซาบซึ้งแบบใจต่อใจเลยทีเดียว น้ำเสียงที่ลุ่มลึกเยือกเย็นแต่สุขสงบเปี่ยมไปด้วยมนตร์เสน่ห์และพลังที่แสนอบอุ่นจนขนลุกฟังแล้วต้องขอชมว่าเป็น Silent Night เวอร์ชั่นที่ดีที่สุดเท่าที่เคยฟังมาจากศิลปินเมนทสตรีม ต่อด้วย All I Want For Christmas Is You เพลงพ็อพคริสมาสต์สนุกๆที่เข้าขั้นโลโก้คลาสสิคของเธอประจำเทศกาลนี้ไปแล้วด้วยความหวานใส น่ารักและรื่นเริงสมกับบบรรยากาศอันสุขสันต์ของเทศกาลคริสมาสต์เชื่อว่าจะเป็นอีกเพลงที่ทุกคนไม่ลืมในเทศกาลนี้ มาที่ทีเด็ดของอัลบั้มนี้กับ O Holy Night,Jesus Born On This Day,Hark! The Herald Angels Sing และ Jesus Oh What A Wonderful Child งานคอนเทมโพลารีย์คริสเตียนกอสเพลที่เธอถ่ายทอดออกมาได้อย่างสวยงามและทรงพลังจนน่าขนลุกทุกเพลง เป็นงานกอสเพลที่ถ้าให้รีวิวตัดคะแนนจะได้5เต็มจากดิฉันทุกเพลงเนื่องจากครบถ้วนสมบูรณืแบบทุกองค์ประกอบทางดนตรีแต่เหนือสิ่งอื่นใดคือ "มิติทางอารมณ์" ที่มีให้คุณสัมผัสอย่างเต็มเปี่ยมทั้งความอบอุ่นเปี่ยมสุข อารมณ์ขลังๆศักดิ์สิทธิ์ประหนึ่งตอนยืนท่ามกลางผู้คนมากมายร้องเพลงในโบสถ์ในคืนคริสมาสต์อีฟและที่สำคัญที่สุดความศรัทธาในพระคริสต์อย่างบริสุทธิ์แรงกล้าอันมากมายมหาศาลที่เธอสะท้อนออกมาได้อย่างชัดเจนจนฟังแล้วจะอดรู้สึกยินดีไม่ได้ที่ครั้งหนึ่งในโลกแห่งวัฒนธรรมกระแสหลักอันเชี่ยวกรากได้มีศิลปินพ็อพที่สามารถนำพาศรัทธาและจิตวิญญาณระดับนี้ถ่ายทอดลงสู่ผลงานของตัวเองได้อย่างสมบูรณ์แบบระดับนี้.....สุดท้ายนี้ Music Cassnova ครั้งที่10นี้ก็ขอฝากบทความสั้นๆถึงอัลบั้มคริสมาสต์ที่รักที่สุดในเทศกาลแห่งความสุขนี้ไว้เป็นของขวัญแก่ผู้อ่านทุกท่านๆในวันคริสมาสต์นะคะ..........ขอให้สันติสุขได้โปรดเกิดขึ้นกับชีวิตและจิตวิญญาณของพวกคุณทุกคน ขอบคุณที่ติดตามกันมาตลอด8ปีนี้ Merry Christmas ค่ะ
"พระวาทะทรงเกิดเป็นมนุษย์และทรงอยู่ท่ามกลางเรา เราเห็นพระสิริของพระองค์คือพระสิริที่สมกับพระบุตรของพระบิดา บริบูรณ์ด้วยพระคุณและความจริง" (ยอห์น 1:14)

วันศุกร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

Putumayo : Paris (Myspace#32)


Putumayo : Paris : World Music/Chanson
ส่วนตัวแล้วไม่ค่อยจะได้อะไรมากมายกับดนตรีประเภท "เวิลด์มิวสิค" อันเป็นดนตรีจำพวกดนตรีพื้นเมืองที่จุงกลิ่นอายของวัฒนธรรมตามทุกมุมโลกไว้อย่างหอมกลุ่นทรงเสน่ห์คือถ้าจะให้ฟังก็ฟังได้แต่คงต้องเรียนกันตามตรงว่า "ไม่ใช่แนวประจำ" หากแต่เหตุผลหลักที่วันนี้หยิบอัลบั้มแขนงนี้ขึ้นมาแนะนำเนื่องจากตัวดิฉันเองได้สังเกตแพ็คเก็จซีดีเก๋ๆของค่าย Putumayo -- เป็นหนึ่งในเรื่องของดนตรีเวิลด์เช่นเดียวกับ Verve ที่เป็นเซียนทางฝากแจ๊ซซ์และDeccaที่เป็นค่ายเพลงบรอดเวย์ระดับตำนาน -- มาซัก4-5ปีใหญ่ๆ ไม่ว่าจะตามบีทูเอส,แกรม,โดเรมี หรือแม้แต่แผงลอยแถวสีลม ข้าวสารและแถบๆซอยนานา เป็นอาทิ ด้วยสิ่งแรกที่หลงใหลคือ "หน้าปก" ที่บรรจงวาดลวดลายออกมาได้อย่างเก๋ไก๋ด้วยลายเส้นเรียบง่ายประกอบกับภาพวาดสวยๆที่บ่งบอกภาพรวมและคอนเส็ปท์ของอัลบั้มได้อย่างครบถ้วนแถมยังเต็มเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายของวัฒนธรรมอันน่าตื่นตาตื่นใจที่หอมโชยเตะจมูกจนน่าถึง "เพียงแค่ถลึงตามอง" นอกจากนี้แพ็คเก็จของเขายังเป็นอะไรที่ยั่งน้ำลายดิฉันมากๆเพราะแค่เห็นแพ็คเก็จสวยงมขนาดนี้มันก็อดไม่ได้ที่อยากจะพุ่งเข้าไปหยิบจับระคนความอยากซื้อยิกๆๆๆๆๆ.....ว่าแล้วไป "โหลด" มาหังหน่อยก็ดีเหมือนกัน (แล้วมีเงินมากมายเมือไรสัญญาว่าจะตามมาซื้ออัลบั้มในสังกัดของตัวไปเก็บไว้ให้มันครบคอลเล็คชั่น....ผู้หญิงที่ดีมิมีเสียสัตย์ค่ะ! วางใจได้ หึหึหึ)
สำหรับงานที่หยิบมาแนะนำในมายสเปซครั้งนี้คือ "Paris" ที่ส่วนตัวเมื่อเพ่งพินิจหน้าปกงามๆแล้วก็พอจะอนุมานได้ว่าคอนเส็ปท์ของอัลบั้มนี้ต้องการที่จะอัดเอาบรรยากาศความงามของท้องฟ้าสวยๆในยามเช้ายันยามเย็นอันเบาสบายที่ตลบอบอวนไปด้วยมนตร์เสน่ห์อันสุดแสนจะโรแมนติคของอารยธรรมกรุงแพรีส วัฒนธรรมของเมืองที่สนุกสนานแต่แฝงไปด้วยความหรูหรากรีดกรายสไตล์ผู้ดีอยู่ในทีตลอดจนจินตภาพยามคุณนั่งพลอดรักอยู่ในร้านอาหารไม่ก็ร้านกาแฟตามมุมถนนสะอาดๆพลางส่งสายตายิ้มให้สารพันแวดล้อมอันเปี่ยมสุขรอบตัวลงสู่แพ็คเก็จสวยๆถ่ายทอดผ่านดนตรีฝรั่งเศสพื้นเมืองอย่าง "Chanson" อันถือกำเนิดขึ้นในช่วงปลายยุคกลางช่วงฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (Reinaissance) อันถูกนำมาปรุงแต่งหล่อหลอมเข้ากับดนตรีพื้นเมืองของฝรั่งเศส แจ๊ซซืและสวิงอีกทีในช่วงทศวรรษ1960จนกลายเป็นอารยธรรมทางดนตรีอันทรงคุณค่าเอนกอนันต์ไม่แพ้มนตร์เสน่ห์อันแสนจะงดงามตระการตาและโรแมนติคของตัวมหานครเอง อย่างไรก็ตามภาพรวมของงามชุดนี้ก็หาได้ย้อนยุคหรือพื้นเมืองจ๋าคจนคนต่างแดนอย่างเราๆฟังแล้วจะต้องอึ้งกิมกี่เขางอกตีกันไม่เนื่องจากงานนี้ออกมาในแนวดนตรีพ็อพร่วมสมัยประมาณคอนเทมโพลารีย์ที่นิยมเปิดกันตามร้านอาหารหรูๆไม่ก็ผับที่คลาสสูงหน่อยย่านสีลม ทองหล่อและพญาไทไปยันงานชิลล์ๆที่เปิดคลอเคลียให้ได้ยินกันตามห้าง (แต่ดูดีกว่านั้น) โดยภาคดนตรีมีความเป็นแจ๊ซซ์ อคูสติคโดยผสานมิติลูกเล่นของดนตรีพื้นเมืองประจำกรุงแพรีสในขณะที่บางแทร็คทำเก๋ด้วยเสียงกระซิบกระซาบเป็นภาษาฝรั่งเศสค่อนไปทางบอสซาโนว่าเล็กๆจะว่าไปถ้าใส่ซาวนด์อิเล็คโทรนิคไม่ก็ดาวน์เทมโพลงไปให้จัดกว่านี้อัลบั้มนี้จะสามารถรวมอยู่ในหมวดของดนตรีจำพวกเล้าจ์นและชิลล์เอ๊าท์ได้สบายๆ (แต่อย่าเลยมันมีเยอะแล้ว!) หรือถ้าที่กล่าวไปมันมากมายเกินจะเรียกว่าเป็นงาน "เฟร๊นซ์พ็อพ" อย่างที่พวกคออินดี้พ็อพที่รักใคร่วงฝรั่งเศสอย่าง Tahiti80 หรือ Orwell ชอบเรียกกันก็คงไม่ผิดแต่อย่างใด แถมเนื้องานยังจะดูเป็นพ็อพบริสุทธิ์สมกับนิยามพ็อพมากกว่า2วงดังกล่าวที่ออกแนวไปทางลุกผสมด้วยนะเออ
สุดท้ายอยากจะบอกกับทาง Putumayo มากๆว่า "ดีใจที่ได้ลองฟัง" นะคะและอัลบั้มนี้จะเป็นรงบันดาลใจที่ทำให้ดิฉันอยากสะสมและทำความรู้จักกับดนตรีเวิลด์มิวสิคอีกหลายอัลบั้มจากทางค่ายเลยทีเดียว แถมปลายปีช่วงใกล้ๆเทศกาลแบบนี้ได้เพลงพื้นเมืองฝรั่งเศสเพราะๆแบบนี้มาเปิดคลอแทนที่จะต้องมานั่งทนกับพวกฮิพฮอพหรือเพลงของเคชช่า.....นับว่าเป็ของขวัญก่อนคริสมาสต์ที่สุดจะเลอค่าทีเดียว

วันพฤหัสบดีที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

Belle&Sebastian : The Life Pursuit (Myspace#31)



Belle&Sebastian : The Life Pursuit : Indie Pop

"ลิเวอร์พูลอาจเป็นตำนานในยุครุ่งเรืองของ The Beatles แมนเชสเตอร์อาจจะเปรี้ยวปรี๊ดเมื่อครั้งไฮเซียนดาตระหง่านในยุคแมดเชสเตอร์ ลอนดอนอาจกิ๊บสุดในสมัยพังก์ครองเมือง แต่ถ้าถามว่าตอนนี้เมืองใดในสหราชอาณาจักรมีความเคลื่อนไหวทางดนตรีที่ร้อนแรงที่สุด คงต้องยกให้นครหลวงที่หนาวเหน็บเกินเมือใดอย่างกลาสโกว์แห่งสก็อตแลนด์" (มิลา วีณิน,คอลัมน์ "Off Beat" นิตยสาร "Hook" ฉบับที่3) .....แม้ว่าประโยคสุดเก๋จากนิตยสาร Hook -- นิตยสารดนตรีสากลที่ดิฉันรักไม่แพ้ Pop,Forward,AlertและAll Music...เพียงแต่ของเขาจะออกเอาใจคออินดี้มากกว่า ข้อมูลแน่นปึ๊ก เก๋สมกับที่คุณพี่เก๋ สิริกาญจ์นอดีตมือตบคนสวยประจำสำนักปอปมานำทัพ ^ ^ -- จะล่วงเลยผ่านไปกว่า5ปีแต่ในฐานะคอดนตรีและแฟนคลับของวงดนตรีบางวงที่เมืองนี้ส่งเข้าประกวดตัวดิฉันเองก็ยังกล้าเองคออันงามระหงส์และใบหน้าสวยงามโฉบเฉี่ยวของตัวเองเป็นประกันว่า "ข้อความที่คุณมิลาว่ามานั้นยังคงเป็นความจริง....จวบจนแม้จะ2010ศกขาลนี้" เพราะนับตั้งแต่ความสำเร็จของ Travis กับ Franz Ferdinand เราก็ยังไม่เคยได้เห็นกลาสโกว์หยุดผลิตวงดนตรีคุณภาพสู่ตลาดโลกเสมอและแม้แต่วงดนตรีที่ไม่เป็นที่รู้จักเท่า2วงดังกล่าวอย่าง Idlewind,Teenage Fanclub,The Jesus And Marychain หรือแม้แต่จะรุ่นหลายครามสนิมจับอย่าง Simple Mindsไม่ก็ Wet Wet Wet ที่กล้าการันตีว่าถ้าใครได้ไปลองลิ้มชิมผลงานของสารพัดวงที่กล่าวมาดูจะ "รัก" และ "หลง" กันหัวปักหัวปำได้ไม่ยาก เฉกเช่นวงนี้ -- Belle&Sebastian -- ที่ดิฉันหยิบขึ้นมาเขียนถึงกับอัลบั้มอินดี้พ็อพเพราะๆเมโลดี้น่ารักสวยงามอย่าง The Life Pursuit ที่ทุกวันนี้ฟังแล้วฟังอีกก็ยังหาจุดที่เบื่อไม่เจอสักที.....เรียกได้ว่า "รัก" และ "หลง" กันชนิดหัวปักหัวปำโดยแท้

สำหรับ Belle&Sebastian นี่ถ้าใครยังไม่รู้จักพวกเขาส่วนตัวก็ขอแนะนำคร่าวๆว่าพวกเขาเป็นวงเมนทสตรีมอินดี้คุณภาพจากกลาสโกว์สก็อตแลนด์ซึ่งมีดีกรีเป็นถึงเจ้าของรางวัลบริทอวอร์ด เคยได้รับการโหวตให้เป็นวงดนตรีจากสก็อตแลนด์ที่ดีที่สุดในปี2005เบียดตัวเต็งอย่างTravisที่ยอดขายและชื่อเสียงท่วมท้นกว่าลงไปแหมะอยู่ที่อันดับ2ในขณะที่วงสุดเปรี้ยวที่เป็นกระแสร้อนแรงในช่วงนั้นอย่าง Franz Ferdinand ถูกถีบกระเด็นไปกองที่อันดับ15 นอกจากนี้วงนี้ยังเป็นไม่กี่วงจากเกาะอังกฤษที่สามารถมีซิงเกิ้ลทะยานขึ้นบิลบอร์ดชาร์ตสูงถึงท็อป40ได้ แค่นี้ก็คงจะการันตีได้แล้วว่า "พวกเขามีดีจริงๆ" และสำหรับท่านใดที่ยังไม่ได้ลองพิสูจน์ของดีจากกลาสโกว์อย่างวงนี้ล่ะก็วันนี้มายสเปซขอแนะนำคุณให้รู้จักกับอัลบั้ม The Life Pursuit สตูดิโออัลบั้มในปี2006ของทางวงอันเป็นงาน "อินดี้พ็อพ" หวานใสนุ่มละมุนสไตล์กลาสโกว์แท้ๆที่แม้จะสัมผัสได้ถึงความหนาวเหน็บเย็นยะเยือกประจำภูมิลำเนาแต่ก็ไม่ลืมจะฉาบความอบอุ่นจากเมโลดี้เพราะพริ้งและเสียงร้องเหน่อๆทรงเสน่ห์ฟังแล้วต้องเคลิ้มหลุดลอยทุกครั้งไป แฟนTravisแย้มปากถามมาว่าเหมือนมั้ย? วู๊ยยยย อารมณ์สวยงามไม่ผิดกันแต่ "ไม่เหมือนค่ะ" คนละเรื่องกันด้วยซ้ำด้วยความที่วงของเจ้าฟรานนี่นั้นจะเน้นหนักไปที่กีตาร์บริทพ็อพเชือดเฉือนหวานหยาดเยิ้มไปจนเป็นอัลเทอเนทีฟร็อคหมองหม่นขมุกขมัวฉาบน้ำตาลมากกว่า แต่ของ Belle....นี่เป็นอินดี้พ็อพแต่งแต้มด้วยจังหวะจะโคนแบบพ็อพร็อคอ่อนๆบางแทร็คกรีดกรายด้วยเครื่องสายงามงดแถมด้วยเครื่องเป่าสวยๆและเพียโนแจ๊ซซ์ติดกลิ่นเอซิดนิดๆให้เชยชมในบางเพลง แต่จะว่าไปแฟนๆของTravisที่หลงใหลได้ปลื้มกับอัลบั้ม The Man Who ไม่ก็ The Invisible Band นี่ก็คงถูกใจได้ไม่ยากหรอกค่ะ เพราะของเขาดีไม่แพ้กันแถมออกมาสวยงามไม่หนีกันอีกต่างหาก....แต่ดนตรีไม่เหมือนกันนะเว้ย! ขอเถียง

เพลงแนะนำก็มี The Blues Are Still Blues เพลงเก่งของอัลบั้มกับจังหวะจะโคนน่ารักและภาคเนือ้หาที่แต่งออกมาได้อย่างฉลาดเฉลียวจนฟังแล้วสะอึกไปกับความที่พวกคุณเธอเข้าใจใช้ศัพท์แสงกันมากๆแถมยังเพราะติดหูจนฟังทีไรก็ต้องขอเบิ้ลๆๆๆๆๆชนิดที่ฉุดกันไม่อยู่ทีเดียว Act Of The Apostle แทร็คเปิดอัลบั้มที่ฟังผิวเผินก็ชวนให้คิดถึง Travis ไม่น้อย อันนี้ไม่ได้ว่าๆพวกเขาก็อปนะคะแต่ส่วนตัวคิดถึงจริงๆอ่ะแค่ไม่มีเสียงกีตาร์แกว่งไกวสวิงไสวก็แค่นั้น เพราะมากๆ Another Sunny day โดดเด่นด้วยจังหวะรื่นเริงสดใสแถมด้วยเมโลดี้ไพเราะติดหูกระชากใจสุดๆและ White Collar Boy ที่การเรียบเรียงดูแปร่งๆแตกต่างและออกแนวทดลองที่สุดในอัลบั้มแล้วแต่ก็ยังคงไว้ซึ่งเสน่ห์ของ Belle&Sebastian ชนิดครบถ้วนทุกกระเบียดนิ้ว นับว่าเป็นความสร้างสรรที่น่าชื่นชมทีเดียว

ป.ล. ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจากนิตยสาร Hook ค่ะ

วันอังคารที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

Cher&Christina Aguilera : Burlesque : 85%


Cher&Christina Aguilera : Burlesque : 85%


ในฐานะสาวกตัวกลั่นของ "คริสทิน่า อากิเลร่า" แม้ว่าปีนี้จะนับว่าเป็นปีที่สุดแสนจะรื่นรมย์เนื่องจากเจ้าหล่อนทยอยออกผลงานมาให้เราติดตามกันจนน้ำลายไหลไม่ว่าจะเป็นทั้งสตูดิโออัลบั้ม อัลบั้มซาวนด์แทร็คประกอบภาพยนตร์และยังรวมไปถึง Burlesque ภาพยนตร์เรื่องแรกที่เธอรับบทแสดงนำซึ่งก็นับว่าเป็นบทบาทใหม่ของคริสทิน่าในฐานะนักแสดงที่ชวนติดตาม (ลงโรงบ้านเราปีหน้า ^ ^) แต่กับตัวของคุณนายศิลปินเองไม่ทราบว่าปีนี้เป็น "ปีชง" ของเจ้าหล่อนหรืออย่างไรนะคะเพราะมีแต่เรื่องชวนให้ปวดใจตั้งแต่อัลบั้มล่าสุดอย่างBionicแป๊กชนิด "ไม่เป็นท่า" ไปจนถึงล่าสุดก็เพิ่งจะออกมาเปิดใจว่าแยกทางกับ "จอร์แดน แบรตแมน" สามีสุดที่รักหลังจากที่ประคับประคองชีวิตคู่มาร่วมกันถึง5ปีซึ่งนี่ก็อาจจะเป็นสาเหตุหลักนะคะที่ทำให้เราได้เห็นว่าทำไมคริสทิน่าไม่ค่อยใส่ใจต่อการโปรโมตงานเท่าไร..."ไม่ใช่ว่าไม่มีวินัยในตัวเอง แต่เธอก็คนเนอะแค่ต้องการเวลาเยียวยาในสภาพที่จิตใจมันไม่พร้อมก็แค่นั้น!" ก็ในฐานะแฟนคลับและคนที่รักเธอมากคนหนึ่งก็อยากจะขอเป็นกำลังใจให้และส่วนตัวเชื่อว่า "คริสทิน่าเป็นผู้หญิงที่เข้มแข็งมากๆอยู่แล้ว" และแน่นอนว่าเธอจะผ่านมรสุมตรงจุดนี้ไปได้อย่างสง่างาม สำหรับวันนี้แฟนคลับคนนี้ก็ไม่มีอะไรจะอุทิศให้เธอค่ะนอกจากความตั้งใจที่จะรีวิว Burlesque อัลบั้มซาวนด์แทร็คของเธอที่ส่วนตัวภูมิใจมากๆให้ออกมาดีที่สุด....ให้เธอ ให้ป้าแฌร์ ให้แฟนคลับคริสทิน่าและให้แก่ทุกๆหัวใจทีมีเสียงดนตรี

ป.ล. สิ่งที่อยากจะเสริมว่า "ภูมิใจในตัวเธอก็คือ" ภาพที่เห็นว่าแม้ชีวิตจะต้องเผชิญกับความรู้สึกโหดร้ายและสภาพกดดันจากสังคมดนตรีที่ตราหน้าเธอว่า "สุดยอดศิลปินที่ล้มเหลวแห่งปี" แต่อย่างน้อยหน้าที่ในฐานะนะ "แม่" ผู้หญิงคนนี้เลี้ยงดูและให้ความรักความอบอุ่นแก่ชีวิตน้อยๆได้อย่างไม่มีขาดตกบกพร่องจริงๆ....นับถือใจ!

รูปแบบเพลง

หลังจากที่กระแสตอบรับจาก Bionic อัลบั้มล่าสุดออกมาไม่ค่อยโสภาอย่างที่ศิลปินระดับคริสทิน่าเองก็คงไม่คาดคิดเหมือนกันว่างานที่ถูกคาดหวังในระดับที่สูงที่สุดเท่าที่ชีวิตเธอเคยทำดนตรีมาพอถึงเวลาออกสู่โลกจริงๆแล้วจะลงเอยด้วยการ "ขายไม่ออก" ทั้งๆที่ภาพรวมของอัลบั้มก็นับว่าเป็นพ็อพระดับคุณภาพที่น่าฟังมากในระดับหนึ่งรวมถึงมีครบทั้งสูตรสำเร็จทางการตลาดและภาคดนตรีที่หลากหลายสมความต้องการของยุค หากแต่ปัญหาก็คือพอศิลปินระดับคริสทิน่าลดชั้นเชิงตัวเองมาทำงานเล่นๆสนุกๆละความสมบูรณ์แบบที่เคยสร้างไว้สูงส่งมากจากอัลบั้มก่อนหน้านี้อย่าง Stripped และ Back To Basics ให้กลับมาเอาใจตลาดกระแสหลักมากขึ้นหากแต่ผลลัพธ์ดันกลับตาลปัตรเป็น "ไม่ถูกอุปสงค์ของตลาดดนตรี" อันนี้รวมไปถึงความที่เธอ "โฆษณาชวนเชื่อไว้ซะเว่อร์เกิน" แต่ผลลัพธ์กลับออกมาไม่สมกับที่คาดหวังและรอคอยด้วยความที่ออกแนวสีสันเยอะเกินไปจนสะเปะสะปะขาดความลงตัวรวมถึงมาตรฐานทางดนตรีที่ดร็อปลงไปมากจนน่าตกใจไหนจะภาพลักษณ์ที่ไม่มีตัวตนและคอนเส็ปท์ชัดเจนเท่ายุค Xtina กับ Baby Jane อีก บทสรุปเลยออกมาเป็นโศกนาฏกรรมที่พากองทัพโปรดิวซ์เซอร์มากความสามารถมาตายร่วมกันชนิดไม่เกิดประโยชน์และเครดิตแก่ฝ่ายใดทั้งสิ้นโดยแท้ (สงสัย2หน่อโกลด์แฟร็ปจะมีญาณรู้ล่วงหน้าว่าไม่รอดๆแน่ๆเลยแกล้งๆทำเพลงให้มันไม่เสร็จ) พอมาถึงงานชุดนี้แม้จะเป็นแค่อัลบั้มซาวนด์แทร็คแต่ก็ขอติ๊แก้ตัวกันหน่อยเพราะภาคดนตรีในอัลบั้ม Burlesque เป็นอะไรที่เข้าทางเธอสุดๆกับการหวนคืนสู่จิตวิญญาณของตนเองในแบบฉบับ Back To Basics ที่นำดนตรียุคเก่าทั้งโซล บลูส์และแจ๊ซซ์มาปะทะปรุงแต่งเข้ากับดนตรีร่วมสมัยอาทิ พ็อพ ฮิพฮอพ ฟั้งค์และอาร์แอนด์บียันอารมณ์สวิงสวายกรีดกรายด้วยความเป็นคอนเทมโพลารีย์แถมด้วยเพลงย้อนยุคสไตล์โมทาวน์โซลยุคโมทาวน์และคลับแจ๊ซซ์ช่วงยุค40-50โบราณเลอค่าอมตะจัดๆโดยภาพรวมมีการบีบกลิ่นของดนตรีจำพวกคาบาเร่ต์และบรอดเวย์มิวสิคคัลเข้ามาคุมทิศทางในระดับที่สูงซึ่งผลลัพธ์ก็พิสูจน์ออกมาให้เห็นแล้วนะคะว่าคริสทิน่า อากิเลร่าควรจะรู้ตัวเองได้แล้วว่าตัวเธอเหมาะกับดนตรีแนวนี้ขนาดไหน มาที่ฝากของแขกรับเชิญอย่างป้าแฌร์ที่แสดงนำคู่กับยัยติ๊แถมยังมีดีกรีเป็นถึงเจ้าของรางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากเรื่ง Moonstruck มาแล้ว ดังนั้นได้นักแสดงระดับมืออาชีพของแท้ขนาดนี้มาร่วมงานแฟนๆติ๊ก็คงเบาใจไปเยอะเพราะว่าหนังเรื่องนี้คงจะมีภาษีหีบห่อค่อนข้างดีกว่าหลายๆเรื่องของบรรดาดิว่าที่ผันตัวมาเป็นนักแสดง มาที่เรื่องของผลงานดนตรีนี่ เหอๆๆๆ ก่อนหน้านี้เจ้าป้าเราก็ถูกด่าซะยับเยินเหมือนกันกับสตูดิโออัลบั้มล่าสุดเมื่อต้นปี2000อย่าง Living Proof ที่เป็นงานยูโรแด๊นซ์สุดจืดชืดระดับตลาดล่างที่ทลายชื่อเสียงบารมีของเจ้าป้าในฐานะแด๊นซ์ซิ่งควีนเกิดใหม่ใน Believe งานชุดก่อนหน้าได้อย่างหมดจดราบคาบภายในระยะห่างแค่ชุดเดียว สำหรับชุดนี้เจ้าป้าก็มาโชว์ลูกคอให้แฟนๆเดนตายได้ปลาบปลื้มหายคิดถึงกันหลังจากที่หายหน้าไปทัวร์แล้วทัวร์อีกชนิดยาวนานกินเวลาเกือบทั้งยุคมิลเลเนียมชนิดมากมายเต็มอิ่มจุใจถึง 2เพลง (ตายห่า!!!) เลยทีเดียว โดยเจ้าป้ารับผิดชอบในส่วนของภาคดนตรีที่เน้นความเป็นคลาสสิคคัลตลอดจนอดัลท์คอนเทมโพลารีย์บัลลาดอลังการสไตล์ดิว่าบัลลาดสมัยยุค90ซึ่งก็ทำออกมาได้ดีมากไม่แพ้กัน จะว่าไปถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดงานชุดนี้ก็น่าจะขายดีทีเดียวนะเพราะรวมแฟนคลับคริสทิน่าที่ชอบแนวโซลแนวแจ๊ซซ์ไหนจะเจ๊กะเทยทั้งหลายที่ตามแห่แหนดวงวิญญาณยายแฌร์มาร่วม4-5ทศวรรษเข้าไปอีกล่ะ.....ถ้าไม่มีเหตุให้สะดุดโซนี่ก็คงวจะนั่งนับเงินกันเพลิน???

จุดด้อย

เอาจริงๆในแง่ของงานซาวนด์แทร็คจำพวกมิวสิคคัลก็นับว่าไม่ได้พิเศษอะไรมากมายนะคะเมื่อเทียบกับงานของ Moulin Rouge,The Sound Of Music,Evita,Some Like It Hot,Dream Girls หรือแม้แต่ Chicago,Phantom Of The Opera ยัน Sweeny Todd แต่อย่างน้อยก็ชอบมากกว่า Mama Mia กับ Glitter ล่ะนะ ซึ่งเราไม่ได้พูดแถงความสมบูรณ์แบบในระดับ4-5งานแรกที่ยกมากันใช่มั้ยคะ? สำหรับภาพรวมของอัลบั้มนี้ในแง่ของการเรียบเรียงและความไพเราระนี่สำหรับดิฉันขอจัดให้อยู่ในระดับที่ "เจ๋ง!!!!" และสมศักดิ์ศรีกับที่เป็นงานของศิลปินระดับตำนานอย่างแฌร์และคริสทิน่าชนิดที่ไม่เสียทีที่จับเอาพลังของสุภาพสตรีแถวหน้าจากทั้ง2ยุค(ที่ห่างกันมาก)มารวมกัน จะมีจุดให้ติก็ตรงที่ในแง่ของการนำเสนอที่ดูจะให้ความสำคัญไปที่ตัวของคริสทิน่ามากเกินไปนิดจนกลายเป็นคล้ายๆถึงขั้นเหมือนงานอีพีเฉพาะกิจของติ๊ที่ไปดึงย่าแฌร์มาบังหน้าให้ดูเป็นซาวนด์แทร็คที่เกือบๆจะลวกมากกว่า (หมายถึงวิธีการขายนะไม่ใช่เนื้องาน) ทั้งที่จริงๆแล้วไม่คิดเหรอว่าตัวป้าสมควรที่จะมีบทบาทในงานชุดนี้มากกว่านี้อันนี้ยังไม่รวมไปถึงเพลงของนักแสดงท่านอื่นๆที่สมควรจะมีในงานชุดนี้เพราะ แหม!!! นี่งานซาวนด์แทร็คนะคะไม่ใช่โครงการติ๊feat.แฌร์ ฮ่วย!!! อีกประเด็นหนึ่งที่แม้ว่าจะไม่นับเป็นจุดด้อยแต่ก็ขอแอบเปรียบเทียบนิดนึงเนื่องจากส่วนตัวฟังงานชุดนี้แล้วแอบคิดถึงอัลบั้ม I'm Breathless ซาวนด์แทร็คประกอบภาพยนตร์เรื่อง Dick Tracy ที่นำแสดงโดยเจ๊แม่มาดอนน่านักแสดงมือฉมังของโลกไม่ได้เนื่องด้วยอารมณ์ในบางจุดออกมาค่อนข้างใกล้เคียงกันโดยเฉพาะซาวนด์ดนตรีแบบคลับแจ๊ซซ์ย้อนยุคทรงเสน่ห์ช่วง40-50นั่นแหละ ลองเทียบๆกันดูแล้วส่วนตัวรู้สึกว่าของติ๊มี"ทีเด็ด"จริงๆแต่ก็ไม่ได้เด้งถึงขั้นที่จะสร้างมาสเตอร์พีซประดับตนให้เป็นที่ฮือฮาแบบ Vogue รวมถึงไม่มีแทร็คที่น่าจะส่งตัวเองเด้งเข้าท็อป10บิลบอร์ดแบบที่เจ๊แม่ทำให้โลกตะลึงมาแล้วใน Sooner Or Later กับ Hanky Panky ที่ออกแนวโบราณจัดๆแต่ก็เสนอหน้าติดชาร์ต10อันดับต้นกับเขาได้ แต่จะว่าไปนั่นมันก็คนละยุคกันนะคะเพราะสมัยนี้รสนิยมการฟังเพลงของคนอเมริกันเนี่ยมันเป็นไปในทางที่...เอาเถอะ!อย่างที่เห็นๆกันแหละเนอะรวมถึงช่วงนั้นเป็นช่วงพีคสุดๆของมาดอนน่าด้วยในขณะที่คริสทิน่าเองล่าสุดก็เพิ่งเข็น Candy Man ติดท็อป20กับเขาไปได้เหมือนกันในช่วงที่ชาร์ตบิลบอร์ดวิกฤติและขาดความน่าเชื่อถืออย่างถึงขีดสุดซึ่ง...คุณขา!!!เพลงย้อนยุคขนาดนี้ต่อให้ติดท็อป50ยุคนี้ก็เก่งแล้วนะ อย่างไรก็ตามใช่ว่าคริสทิน่า อากิเลร่าชุดนี้จะไม่มีจุดที่เหนือกว่าด้วยความที่เธอมี "เสียง" และ "จริตจก้าน" ที่เข้าถึงอารมณ์เพลงในยุคนั้นได้ดีกว่าชนิดที่ตัวอีเจ๊แม่ก็คงปฏิเสธไม่ลงว่าถ้าให้มาร้องแข่งกัน "กูก็สู้มันไม่ได้!!!!" ความเจิดจรัสไม่เท่าแต่เหนือกว่าในแง่ของการใส่จิตวิญญาณนี่นับว่าน่ากลัวมากนะ บทสรุปก็คือถ้าเทียบกันแล้วความแรงติ๊อาจจะทำได้ไม่เท่าแต่ก็ได้เปรียบในส่วนของความทรงเสน่ห์และความชวนฟังที่ติดใจคอดนตรีในวงที่กว้างกว่าและระยะที่ยาวกว่าชนิดที่ไม่ต้องมาสนใจว่าใครมาก่อนมาหลังแน่นอน....ต๊ายยย!!!แล้วดิฉันจะจับมาเทียบกันให้โดนด่าทำไมเนี่ย???? หึหึหึ ^ ^

แทร็คเด็ด

เปิดอัลบั้มอย่างอลังการด้วย Something's Got A Hold On Me (4.5/5) คัฟเว่อร์จากเจ้าป้าเอ็ตต้า เจมส์ที่ทางทีมงานภาพยนตร์ปล่อยคลิปมายั่วน้ำลายแฟนๆติ๊นาร่วมหลายเดือนแล้ว ตัวเพลงเป็นงานโมทาวน์โซลย้อนยุคที่ให้อารมณ์โซลยุค60จัดๆที่โดดเด่นทรงพลังด้วยน้ำเสียงบลูส์โซลดิบๆสุดเชือดเฉือนและการเข้าถึงศิลปะดนตรีโซลฉบับโมทาวน์ได้อย่างถึงแก่น เป็นความทรงพลังชนิดที่สตีวี่ วอนเดอร์,เจมส์ บราวน์,อรีธ่า แฟลงคลิน,มาร์วิน เกย์และตัวเจ้าป้าเอ็ตต้า เจมส์เองถ้าได้มานั่งฟังก็คงยิ้มกันตาหยี ต่อด้วย Express (3/5) ที่สรุปแล้วเป็นซิงเกิ้ลแรกใช่มั้ย?เพลงนี้มีทีเด็ดด้วยท่อนคอรัสที่ติดหูและชัดเจนมากๆพร้อมด้วยเนื้อหาคมกริบเชือดเฉือนใจหากแต่มาพลาดตรงที่ตอนหลุดมาเป็นคลิป45วิแล้วชวนให้หลายๆคนตั้งความหวังไว้ว่ามันต้องเป็นไฮไลท์เด็ดของอัลบั้มแน่นอนแต่พอได้ฟังเต็มๆแล้วรู้สึกว่าผลลัพธ์ที่ได้ค่อนข้างสับสน ยืดเยื้อและวนไปเวียนมาจนหาทางออกแถบไม่เจอกว่าจะหมุนกันหลุดก็ทำความเข้าใจกับเธอชั่วขณะ คือส่วนตัวเข้าใจนะว่าต้องการจะทำให้มันแตกต่างและดูมีมิติแบบพวกสกอร์ภาพยนตร์ที่มีโครงสร้างเป็นดนตรีบรอดเวย์ช่วงปลายทศวรรษ60-80ที่ดนตรีร็อคเริ่มขยับเข้ามามีอิทธิพลในโลกของบรอดเวย์แบบที่คอบรอดเวย์คงอาจจะเคยเห็นกันไปแล้วในละครเวทีอย่าง Pippin ไม่ก็ Jesus Christ Superstarก่อนจะตบความเป็นตัวตนของเธอแบบที่ทำในอัลบั้ม Back To Basics ที่ยัดทั้งพ็อพ โซล อาร์แอนด์บีและคลับแจ๊ซซ์ช่วงยุค40-50ลงไป ผลลัพธ์ออกมาเป็นธีมบรอดเวย์ร่วมสมัยช่วงย่างเข้าทศวรรษ80ที่ยังคงมนตร์เสน่ห์ของความเป็นเออร์บันและความร่วมสมัยแบบคริสทิน่าไว้.....ลูกเล่นเก๋ดีแต่ไม่ลงตัวว่ะเจ๊! มาที่ Tough Lover (4.5/5) ซึ่งเชื่อว่าเป็นอีกเพลงที่หลายคนจับตามองในงานชุดนี้ เปิดตัวเก๋ไก๋ด้วยการอิมโพรไวซ์เสียงหอนแบบโซลที่รู้สึกว่าคริสทิน่าจะชอบทำแบบนี้ซะเหลือเกินก่อนจะขยับเข้ามาเป็นคลับแจ๊ซซ์ช่วงยุค40-50ผสานสวิง คาบาเร่ต์ เครื่องเป่าสไตล์บีบ็อพยืนพื้นคู่ไปกับเพียโนพลิ้วๆในแบบสแตนดาร์ดแจ๊ซซ์กึ่งบรอดเวย์ ส่วนตัวฟังแล้วจินตนาการถึงการร่วมงานกันระหว่างเจ้าป้าซาร่าห์ วอห์นกับคาร์เม็น แม็คเรย์ที่ได้เจ้าป้าบลอสซั่ม เดียร์รี่ย์มาเดี่ยวเพียโนให้ปะทะไปกับการบรรเลงมโหรีคงวงดนตรีแจ๊ซซืใหญ่บึ้มจากเค้าน์เบสซี่หรือถ้าจะเอาให้ง่ายกว่านั้นก็ลองคิดภาพของสองเจ๊ในชิคาโก้ที่วันดีคืนดีมีเสียงเป็นโซลขึ้นมาน่ะค่ะ สำหรับเพลงโปรดของดิฉันนี่เลยค่ะ But I Am A Good Girl (5) อาจจะเพราะความซวยที่ดันชอบดนตรีแนวๆนี้เป็นทุนรวมถึงดั๊นนนนนไปเห็นลวดลายนางโชว์ของนางติ๊นามันเข้าเท่านั้นแหละค่ะ อู๊ยยยยยยยยย แม่ร่อนอยู่ในห้องทั้งคืน หึหึหึ ดนตรีไม่มีอะไรมากค่ะเป็นคาบาเร่ต์แจ๊ซซ์ผสานบรอดเวย์แจ๊ซซ์ที่เจ้าป้ามาริลีน มอนโรล่อมาบนจอเงินซะจนดังคับโลกไปแล้วเป็นเพลงที่คริสทิน่าใช้น้ำเสียงได้แตกต่างและมีจริตจก้านกว่าเพลงอื่นๆมากชนิดถอดวิญญาณมาริลีนออกมาร้องเลยทีเดียว ส่วนอีกเพลงที่รักไม่แพ้กันคือ A Guy What Takes His Time (5) ที่แพรวพราวไปด้วยมนตร์เสน่ห์ของบลูส์แจ๊ซซ์ติดโซลหม่นๆในแบบที่ชวนให้นึกถึงเจ้าป้าเบสซี่ สมิธและบิลลี่ ฮอลิเดย์ก่อนจะตบด้วยอารมณ์หฤหรรษ์แบบบรอดเวย์สุดคลาสสิคที่ให้ความรู้สึกถึงจริตจก้านเซ็กซี่แพรวพราวของมาริลีน มอนโรยามที่มาผสานกับน้ำเสียงหนักแน่นทรงพลังของมหาราชินีบรอดเวย์สุดคลาสสิคอย่างเอ็ธเธล เมอร์แมนแล้วมันออกมาเป็นนางติ๊นาคนนี้นี่เอง แต่ท้ายที่สุดแล้วแม้คุณนายคริสทิน่าจะอาจหาญขึ้นไปท้าชนล่อกับศิลปินระดับตำนานหลายท่านแต่ก็ยังต้องยอมศิโรราบให้แก่ You Haven't Seen The Last Of Me (5) ของย่าแฌร์ที่นับว่าเป็นไฮไลท์เด็ดของอัลบั้มจริงๆกับความเรียบง่ายและสูตรสำเร็จของอดัลท์คอนเทมโพลารีย์พ็อพบัลลาดสไตล์ดิว่าบัลลาด90 (ที่หาไม่ค่อยจะมีแล้วในยุคนี้) เพลงแบบที่มารายห์,วิทนีย์และซีลินชอบทำน่ะค่ะ สำหรับของป้าแฌร์นี่แอบเหยาะความเท่ห์ไว้ลายอดีตสาวร็อคหน่อย (ได้ข่าวว่ากำลังจะกลับมาออกอัลบั้มเป็นสาวร็อคอีกครั้งนี่คะ) ผลลัพธ์ออกมาเป็นตัวป้ามากค่ะที่สำคัญป้าร้องออกมาได้ไพเราะและเข้าถึงอารมณ์มากๆ ส่วนตัวขอยกให้เป็นแทร็คระดับมาสเตอร์พีซของป้าประจำทศวรรษนี้เคียงข้าง A Song For Lonely เมื่อต้นยุคไปเลย จะว่าไปถ้าตัดออกมาเป็นซิงเกิ้ลถัดไปนี่ดูแล้วน่าจะมีอนาคตดีทีเดียวนะคะ เพราะเพลงแบบนี้ขายได้แน่ๆ ปิดท้ายด้วย Welcome To Burlesque (3.5/5) อีกแทร็คหนึ่งของป้าที่เป็นงานเต้นรำย้อนยุคอันโดดเด่นด้วยเครื่องสายที่บรรจงวาดลวดลายลงไปได้อย่างสง่างามกรีดกรายตลอดทั่วทั้งเพลง ส่วนตัวฟังแล้วนึกถึงเสียงไวโอลินและมิติของคลาสสิคคัลแบบวาเนสซ่า เมย์ (ยังมีใครจำเธอได้มั้ยเนี่ย?) ที่เจ้าป้าให้เกียรติไปลงเสียงร้องเป็นแขกรับเชิญเก๋ๆ ฟังไปฟังมาชักเริ่มจะถูกชะตาซะแล้ว

สรุป

งานอัลบั้มซาวนด์แทร็คเล็กๆที่มอบสุนทรียภาพทางดนตรีให้คุณครบแถมยังเพียบพร้อมไปด้วยรสนิยมทางดนตรีอันดีมอบให้แก่ทุกคุณผู้ฟังที่แวะเวียนมาทักทายทำความรู้จัก ไม่ใช่งานซาวนด์แทร็คที่อลังการสมบูรณ์แบบแต่ถ้าตัดสินความดีในฐานะอัลบั้มดีๆอัลบั้มหนึ่งล่ะก็ ไม่แน่ว่างานชุดนี้อาจจะเป็นหนึ่งใน20-30อัลบั้มที่ดีที่สุดประจำปีนี้ของสายเมนทสตรีมเลยก็เป็นได้.....It's Burlesque!

วันศุกร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

Groovejet (If This Ain't Love) (Music Cassanova#9)


Groovejet (If This Ain't Love) (Music Cassanova#9)
เคยรู้สึกเหมือนกันมั้ยคะ?เวลาฟังเพลงๆหนึ่งแล้วความประทับใจที่มีมันเกิดขีดของคำธรรมดาๆที่แค่ว่า "ฉันชอบเพลงนี้"...หากแต่มันเหมือนกับพรหมลิขิตที่สวยงามไม่ต่างอะไรกับเวลาที่เราได้เจอใครสักคนที่ทำให้เราตกหลุมรักได้หมดใจ เคยเป็นมั้ย?เวลาที่เราขาดเพลงๆนั้นไปแม้แต่แค่เพียงวันเดียวแล้วรู้สึกเหมือนกับชีวิตนี้แห้งแล้งขาดความสวยงามไปโข...ไม่ต่างอะไรกับวินาทีที่เพื่อนหรือคนรักจากเราไปอยู่ไกลและมีมั้ยคะที่บางทีเพลงธรรมดาๆแค่เพลงเดียวที่อาจจะโด่งดังชั่วระยะเวลาหนึ่งแล้วก็เลือนหายไปจากความทรงจำของมวลชนตามวัฏจักรดนตรีอันเชี่ยวกรากแต่กับเรามันไม่มีวันจะตายไปจากความรู้สึกได้?....โดยที่แม้แต่คุณก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าไปตกหลุมรักอะไรมันเข้านักหนา Music Cassanovaครั้งที่9นี้ขอสลับจากการเขียนถึงศิลปินที่ประทับใจมากล่าวอะไรสั้นๆถึงเพลงที่เปรียบเสมือนสวรรค์น้อยๆสำหรับดิฉันบ้างด้วยความที่เสน่ห์ในตัวของมันเป็นอะไรที่จะไม่มีวันสูญสลายไปจากพิพิธภัณฑ์ทางดนตรีในจิตวิญญาณของดิฉันแน่นอนและเพลงที่กล่าวถึงคือ Groovejet (If This Ain't Love) ซิงเกิ้ลเต้นรำสุดโด่งดังในปี 2000 กับดนตรีแด๊นซ์เฮ้าส์สวยๆสุดหรูหรากรีดกรายและงดงามประหนึ่งรังสรรค์มาจากเกาะท่ามกลางมหาสมุทรอันไกลโพ้นบนสรวงสวรรค์ซึ่งตามจินตภาพของดิฉันคงเป็นสถานที่ที่เราคงจะได้เห็นหมูเทพยดาเต้นระบำกันอย่างสวยงามเคียงข้างไปกับรอยยิ้มของปุยเมฆและดวงจันทร์กลมโตสีนวลสวยสว่างเจิดจ้าพร้อมกับเสียงคลื่นซัดสาดดังกังวานไพเราะประดุจดนตรีบรรเลงควบคู่ไปกับแสงดาวทอประกายไม่ต่างอะไรกับแสงสวยๆของสปอทไลท์หลากสีในไนท์คลับยามกระทบกับดิสโก้บอลแพรวพราวระยิบระยับ ทั้งหมดทั้งมวลนี้ต้องยกความดีให้แก่ดีเจอิทาเลี่ยนอย่างคริสเทียโน่ สพิลเลอร์ผู้เนรมิตอารมณ์บรรเจิดเหนือมนุษย์นี้ลงสู่โลกแห่งเสียงดนตรีได้อย่างแยบคายนอกจากนี้ยังต้องขอบคุณศิลปินหญิงชาวอังกฆษสุดเก๋อย่างโซฟี เอลลิส เบ็กซ์เทอร์อดีตสมาชิกวงอินดี้ร็อคอย่าง theaudience ผู้ที่ภายหลังก็มีเพลงเต้นรำเก่ๆที่เชื่อว่าบอร์ดเราก็น่าจะคุ้นเคยกับเพลงของเธอกันพอตัว อาทิ Take Me Home,Murder On The Dancefloor และ Mixed Up World มาวาดลวดลายลงเสียงร้องเย็นๆสุดเก๋ให้ส่งผลให้เพลงนี้นอกจากจะออกมาหรูหราด้วยภาคดนตรีของมันเองแล้วยังไฮโซกรีดกรายขึ้นไปอีกหลายระดับด้วยน้ำเสียงของคุณนายเธอที่ให้อารมณ์เชิ่ดๆจิกๆนิ่งเรียบเนี้ยบและสะท้อนนิยามของคำว่า "มีระดับ" ออกมาได้ชัดเจนที่สุด ผลลัพธ์คือนอกจากเจ๊โซฟีจะเกิดแล้วเพลงนี้ยังดังระบือทะยานขึ้นไปถึงอันดับหนึ่งฝั่งยูเคชาร์ตตบหน้าเจ๊วิคตอเรีย เบ๊คแฮมฉาดใหญ่ด้วยการไปขวางลำเอา Out Of Your Mind ของอีเจ๊ให้สะดุดกึกอย่างสง่างามที่อันดับ2สร้างเจ้าของสถิติอันปวดใจให้แก่คุณนายพอซสไปซ์ในฐานะหนึ่งเดียวในสาวเครื่องเทศที่พาเพลงโซโล่ขึ้นไปอันดับหนึ่งไม่ได้ เหอๆๆๆๆ ส่วนตัวแม้จะเห็นใจเจ๊วิคแต่ดิฉันก็ไม่สามารถปฏิเสธหัวใจตัวเองได้ลงว่า "หลงรักเพลงนี้เข้าเต็มเปา" เป็นความรักชนิดที่ไม่รู้เหตุผลเหมือนกันว่า10ปีที่นั่งฟังมันมานี่รักเพราะอะไรจนตอนนี้ไม่เสียเวลาลงไปเหนื่อยหาคำตอบกับอะไรทั้งสิ้นแล้วรู้แค่ว่าทุกครั้งที่เปิดเพลงนี้แล้วปล่อยใจให้คลอไปกับดนตรีเฮ้าส์สวยๆและเสียงเก๋ๆเย็นๆของแม่นักร้องแล้วมันรู้สึกเหมือนกับถูกพาให้หลุดออกไปจากกรอบของชีวิตจริงทุกอย่างทั้งปัญหาที่พานพบ ภาระที่ต้องรับผิดชอบ ความกังวลกับอนาคตที่มองไม่เห็นรวมถึงความทุกข์ทรมานของชีวิตที่ต้องตะเกียกตะกายเพื่อไขว่คว้าสิ่งที่ฝันทั้งๆทั้ง "มันอาจจะเป็นได้มากสุดแค่เพียง ความฝัน".....สุดท้ายนี้ใครจะไปเชื่อว่าว่าสุนทรียภาพทางความงามอันไร้เขตุจำกัดของเพลงนี้มันจะเปรียบเสมือนถนนอีกสายที่ดิฉันปลีกไปสู่อิสรภาพทางอารฒณ์และหยุดความเป็นจริงที่โหดร้ายไว้ให้มันเป็นเพียงแค่ "ความฝัน" ของอีกเส้นทางหนึ่งได้ง่ายๆเพียงแค่ปล่อยใจให้ลอยละล่องไปกับวิมานที่ถูกรังสรรค์มาเสร็จสรรพในเพลงๆนี้โดยที่ไม่จำเป็นต้องหลับตา แค่นี้ก็เป็นวิธีง่ายๆที่จะปิดตัวคุณจากสภาพชีวิตจริงอันแสนวุ่นวายแล้วเปิดตัวเองให้เข้าไปพานพบดื่มด่ำกับความงดงามของโลกที่อยู่ข้างในตัวคุณได้ไม่รู้เบื่อ....ก่อนจะกลับมาบู๊ล้างผลาญกับชีวิตได้อย่างบ้าระห่ำแพรวพราวด้วยชั้นเชิงกว่าเดิม!!!

วันพฤหัสบดีที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

Mariah Carey : Merry Christmas II You (Myspace#30)


Mariah Carey : Merry Christmas II You : Pop/Christmas/Contemporary Christian Music/Gospel
สำหรับมายสเปซครั้งที่30นี้นี่พิเศษหน่อยค่ะ ที่ว่าพิเศษนี่ก็คือประการแรกเป็นมายสเปซแรกที่ดิฉันเขียนขึ้นสดๆเลยปราศจากการร่างเค้าโครงอะไรให้มากกว่าเนื่องจาก "ไม่มีเวลา" ดังนั้นรีวิวชิ้นนี้จะเกิดหรือจะตายอย่างไรดิฉันก็ต้องกราบขอโทษท่านผู้อ่านมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะเพราะต้องยอมรับว่าเป็นรีวิวที่ไม่ได้ทำการบ้านอะไรมาคือ "ลงสนามแล้วฉะกับแม่มาลัยเลยน่ะค่ะ" อีกอย่างที่พิเศษไปกว่านั้นคืออัลบั้มที่มารีวิวเนี่ยเป็นอัลบั้มที่ส่วนตัวคงต้องบอกว่าฟังแล้วชอบที่สุดและรู้สึกพิเศษที่สุดในช่วงครึ่งปีหลังนี่เลยทีเดียว (นะคะ Bionic) อัลบั้มที่ว่าจะเป็นอะไรไปไม่ได้ค่ะนอกจาก Merry Christmas II You อัลบั้มคริสมาสต์ชุดที่สองของแม่มาลัยของดิฉันเอง ซึ่งหลังจากที่โปรเจ็ครีมิกซ์อัลบั้มMemoirs Of An Imperfect Angelของเจ๊หมีเป็นอันต้องยุบโครงการไปดิฉันก็ถึงถอดใจกับคุณนายเธอเนื่องจากไม่เห็นแววว่าปีนี้จะออกอะไรมาสู้รบปรบมือกับเขาได้ขนาดอัลบั้มที่ว่าพิถีพิถันทำออกมาซะอย่างน่าดื่มด่ำยังแป๊ก โธ่ๆๆๆๆๆๆ ทูนหัวของคุณลูก....ว่าเข้าไปนั่นจู่ๆอิฉันก็ถึงกับต้องตะลึงเนื่องจากแม่หมีไม่รู้เกิดพิสดารของขึ้นอะไรขึ้นมาเข็นอัลบั้มคริสมาสต์ชุดที่สองวางขายแบบไม่ให้สุ้มให้เสียงให้เวลาทำใจเตรียมตัวใดๆ หลังจากที่ชุดแรกในปี1994ถูกส่งเข้าประกวดจนกลายเป็นอัลบั้มคริสมาสต์ขึ้นหิ้งระดับตำนานไปแล้ว ต๊ายยยย แล้วระดับมารายห์ แครีย์ลงสนามทำเพลงแนวๆนี้ทั้งทีมีเหรอจะทำให้ผิดหวัง ชิมิคะ สาวกของแม่มาลัยในบอร์ดทั้งหลายเจ๊มาดามจ๊อกกาโล่ เจ๊เอ็มซี น้องPop น้องแมรียา เจ๊กาหังและคุณน้องMariah Scary ขา ขอเสียงหน่อยเร้ววววววววว
แหม!!!! ในส่วนของรายละเอียดนี่อัลบั้มคริสมาสต์ก็ไม่รู้จะสาธยายอะไรให้มากความเนอะด้วยความที่ธีมที่เป็นธรรมเนียมนิยมก็คือเน้นอารมณ์เปี่ยมสุขสวยสดรื่นเริงของเทศกาลคริสมาสต์เทศกาลที่น่ารักที่สุดในโลกอยู่แล้วรวมถึงก็มีแซมๆด้วยเพลงที่มาจากพระวจนะของพระผู้เป็นเจ้าตามพระคัมภีร์และเพลงTraditionalตามที่เราได้ยินกันในโบสถ์ช่วงเทศกาลคริสมาสต์อีฟอยู่แล้ว....แต่ขอโทษเถอะค่ะสำหรับแม่มาลัยของดิฉันเธอไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาสามัญแบบชาวบ้านชาวช่องเขาสิ่งที่กล่าวๆมาทั้งหมดนี่แม่จัดมาให้ครบไม่มีขาดแถมเต็มอิ่มอีกต่างหากนอกจากนี้ยังทำประยุกต์เก๋ๆใส่ความเป็นมาร๊าย มารายห์เข้าไปพร้อมกับรังสรรค์ความร่วมสมัยของดนตรียุคปัจจุบันเข้ากับภาคเนื้อหาที่ศักดิ์สิทธิ์บริสุทธิ์ยิ่งใหญ่สะอาดสะอ้านเปี่ยมศรัทธาสุดๆแถมยังคมคายชนิดที่อ่านแล้วถึงกับขนหัวลุก (ก็แน่นี่คะก็เป็นพระวจนะที่ลงมาจากองค์พระผู้เป็นเจ้านี่หน่า) ที่ยกมาจากข้อความในพระคัมภีร์บ้างหรือเป็นเพลงประดับเทศกาลตามธรรมเนียมอยู่แล้วบ้าง ถามถึงเพลงที่เด่นๆนี่ส่วนตัวก็ฟังได้ทุกแทร็คนะคะแต่ก็ขอยกมาเฉพาะเพลงที่ชอบจริงๆแล้วกันเพราะเดียวจะกลายเป็นรีวิวแทร็คบายแทร็คไปเริ่มต้นกับแค่ซิมโฟนีสุดอลังการใน Santa Claus Is Coming To Town (Intro) ที่หยิบยกแซมเพิ่ลสั้นๆมาจากธีมคริสมาสต์สุดอมตะนิรันดร์กาลของโลกมาได้อย่างน่ารักอบอุ่นฟังแล้วชวนขนลุกดื่มด่ำประทับใจสุดๆ เปิดตัวมาสั้นๆแต่ชนะเลิศไปทั้งอัลบั้มแล้วค่ะ ต่อด้วย Oh Santa เพลงเก่งประจำอัลบั้มที่ตอนนี้ก็เดินย่ำรอยตามความสำเร็จของ All I Want For Christmas Is You เพลงสุดคลาสสิคของแม่มาลัยเมื่อปี1994ที่อัลบั้มนี้ยังใจดีมายัดเป็นExtra Festiveขายในชุดนี้ด้วย นัยว่าเพลงนี้ของอิฉันมันขายได้ทุกคริสมาสต์ค่ะอ๋อแค่นี้ยังไม่สะใจเจ๊หมียังมีจิกเวอร์ชั่นสดของ O Holy Night ที่เธอไปหวีดไว้ลายสมฐานะเจ้าแม่มหาหอนที่ลอสแองเจลิสด้วยนะคะ หึหึหึ ต่อด้วย O Little Town Of Betlehem/Little Drummer Boy (Medley) งานเมดเลย์สองคริสต์มาสต์แครอลสุดคลาสสิคของโลกเข้าไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัว เปิดตัวด้วยเสียงกลองออกแนวมาร์ชนิดๆสุดน่ารักก่อนจะเข้าสู่ท่วงทำนองฝันๆของธรรมเนียมเพลงคริสมาสต์ด้วยความเป็นกอสเพลยืนพื้นผสานความกรีดกรายของเครื่องสายและออเครสตร้าใหญ่บึ้มสุดอลังการรวมถึงตบความเป็นเมนท์สตรีมพ็อพบัลลาดใสสว่างสุดทรงพลังตามยี่ห้อแม่หมีเข้ากับธรรมเนียมของความเป็นโซลจางๆจากการเรียบเรียงดนตรีแบบคอนเทมโพลารีย์คริสเตียนได้อย่างดีฟังแล้วรู้สึกอบอุ่นไปทั้งตัว มาที่ Christmas Time Is In The Air Again ที่ถ้าไม่มองว่าเป็นเพลงคริสมาสต์ก็คิดว่าน่าจะเป็นแทร็คที่น่าจะถูกใจแฟนๆของแม่หมีหลายๆท่านด้วยดนตรีที่เป็นมารายห์มากๆในเพลงนี้ฟังแล้วคิดถึงงานบลูส์โซลผสานอาร์แอนด์บีเย็นๆในช่วงสองอัลบั้มแรกในแบบฉบับที่ถูกเจือด้วยความเป็นกอสเพลและดนตรีบรรเลงเครื่องสายกระหน่ำทะลุปอดมากหน่อยก็แค่นั้น เช่นเดียวกับ When Christmas Comes ที่มีกลิ่นของความเป็นสแตนดาร์ดแจ๊ซซ์ผสานโซลยุค70อ่อนๆดูกรีดกรายมากๆคนที่ชอบเพลง Subtle Invitation ในงานชุด Charmbracelet น่าจะกรี๊ดกร๊าดกระโดดพุ่งใส่ได้ไม่ยากแน่นอนแต่ที่เด็ดกว่าเป็นอินเทอลูดอย่าง The First Noel/Born Is The King ที่เป็นคอนเทมโพลารีย์บลูส์โซลอาร์แอนด์บีบัลลาดเจือความเป็นไลท์แจ๊ซซ์และคลาสสิคอาร์แอนด์บีตามสไตล์มารายห์ที่ทำออกมาเอาใจคนรักเพลงกอสเพลสไตล์มารายห์โดยแท้ฟังแล้วถึงขั้นหลุดไปเลยไพเราะงดงามมากกกกกกกกกก อืมเพลงต่อไปเหรอ?ที่ชอบก็คงหนีไม่พ้น Here Comes Santa Claus (Right Down Santa Claus Lane)/Housetop Celebration ที่แม่มาลัยทำเก๋ไก๋หยิบซาวนด์โอลด์สคูลอาร์แอนด์บีฮิพฮอพบีทเฟี้ยวฟ้าวเจืออารมณ์ฟังค์กี้ย์ดิสโก้สวยๆเฮ้าส์ลอยๆสไตล์เพลงเต้นรำของมารายห์มาปะทะกับธรรมเนียมของดนตรีคริสมาสต์ได้อย่างเปรี้ยวแร่ดแก่นแตกเริ่ดหล้าไม่กลัวตายมากๆ ส่วนตัวประทับใจนะที่เธอกล้าดีแถมออกมาดูดีซะด้วยร่วมสมัยและเป็นมาร๊าย มารายห์ในยุคนี้มากๆ (ถ้าซานตาคลอสกับเหล่าเทพบนสวรรค์ได้ฟังก็คงได้มีนั่งงงผสานอมยิ้มน้อยๆกันทีเดียว) น่ารักดีค่ะชอบ!!!! Charlie Brown Christmas ส่วนตัวถูกใจน้อยที่สุดถ้าเทียบกับแทร็คอื่นๆแต่ก็อดหลงรักดนตรีคลาสสิคอาร์แอนด์บีหวานๆที่ผสานไปกับเพียโนแจ๊ซซ์สวยๆและเสียงร้องเพราะๆของคุณแม่ไม่ได้เหนือสิ่งอื่นใดอารมณ์โมทาวน์โซลจัดๆช่วงเปิดม่านนี่คุณลูกนึกถึงสตีวี่ วอนเดอร์ผสานเจมส์ บราวน์และอรีธ่า แฟรงคลินมากๆชอบค่ะ (ว่าแล้วก็น่าจะยุให้เธอทำคริสมาสต์แนวโซล60สักเพลงสองเพลง รวมถึงถ้ากล้าทำนีโอโซลช่วง90กับนอร์เธิร์นโซลสวยๆช่วง70ออกมานี่ก็คงจะดีไม่น้อย ^ ^) O Come All Ye Faithful/Hallelujah Chorus ที่ได้คุณแม่แพ็ททริเชีย แครีย์มาร่วมร้องด้วยก็เป็นเพลงคอนเทมโพลารีย์คริสเตียนกอสเพลสวยๆแถมอลังการมากๆด้วยเสียงระดับโซพราโน่ของคุณแม่ที่คลอเคลียนำเสียงออเครสตร้าที่บรรเลงสู้สุดพลังเช่นเดียวกับคุณลูกสาวที่ก็หวีดสู้ตายเคียงข้างคอรัสกอสเพลเหมือนกัน สุดท้ายศิโรราบให้คุณแม่หมดค่ะ เด็ดสุดๆกับ One Child ที่เป็นกอสเพลสุดอลังการในแบบฉบับที่เดินตามธรรมเนียมอันสวยงามของ Jesus Born On This Day ของอัลบั้มคริสมาสต์ชุดที่แล้วเปี๊ยบ ใครมาฟังก็ไม่มีผิดหวังเนื่องจากอลังการสุดยอด ภาคเนื้อหาบริสุทธิ์ทรงพลังสุดๆ ฟังแล้วขนลุก!!!! ปิดท้ายด้วย Auld Lang Syne(The New Year's Anthem) ที่ทำออกมาเป็นแด๊นซ์3ช่าเผื่อยันไปเค้านท์ดาว์นเลยทีเดียว.....ต๊ายยยย นี่เผลอรีวิวหมดอัลบั้มซะแล้ว ก็บอกแล้วว่าอย่าให้รีวิวมาลัย
โดยภาพรวมแล้วว่ากันตามตรงก็คงสู้งานคริสมาสต์ชุดแรกไม่ได้เนื่องจากอัลบั้มนั้นนี่ถูกยกขึ้นหิ้งให้เป็นงานคริสมาสต์ระดับตำนานไปแล้วจนมีสาวกมารายห์ท่านหนึ่งออกมาให้ความเห็นกับดิฉันทางเฟซบุ๊คส์ว่าในอนาคตข้างหน้าคงจะได้กลายเป็นTraditionalแน่นอน (ซึ่งส่วนตัวก็เห็นด้วยและคิดว่ามีความเป็นไปได้สูงทีเดียว) แต่สำหรับ Merry Christmas II You นี้ความด้อยมันก็คือแค่สู้อันแรกไม่ได้น่ะค่ะแต่ความสมบูรณ์แบบ ความอบอุ่นเปี่ยมสุขตามธรรมเนียมของเทศกาลคริสมาสต์ยังคงมีให้คุณๆอย่างครบครันไม่มีตก เป็นอัลบั้มที่มีแต่ความบริสุทธิ์สวยงามและความรู้สึกดีๆที่กล้าพูดว่าคนรักดนตรีทุกคนควรมีเก็บไว้....ไม่ได้จำกัดเฉพาะแค่เพียงแฟนคลับมารายห์เท่านั้นที่ควรมีสะสมครอบครอง เพราะเธอทำอัลบั้มนี้ออกมาเพื่อสดุดีพระเจ้าสดุดีเทศกาลคริสมาสต์เทศกาลแห่งความสุข ความรัก ครอบครัวและการให้อภัย ซึ่งก็หมายถึงเธอทำออกมาเพื่อพวกเราทุกๆคน!

วันพฤหัสบดีที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2553

Madonna : Evita (Myspace#29)


Madonna : Evita : Pop/Classical/Musical Broadway

ในแวดวงอุตสาหกรรมดนตรี "มาดอนน่า" คือนักแสดงหญิงอันมากความสามารถที่สุด เจิดจรัสที่สุดและเปี่ยมไปด้วยอิทธิพลที่ขับเคลื่อนโลกทั้งใบให้หมุนไปภายใต้พลังของเธอได้เสมอ อย่างไรก็ตามเราคงปฏิเสธกันไม่ออกนะคะว่าในฐานะนักแสดงของมหาราชินีเพลงพ็อพคนนี้ในอาณาจักรส่วนมากชื่อของมาดอนน่าเป็นอะไรที่ไม่ค่อยจะน่าจดจำเท่าไรถึงกระนั้นในปี1996นักแสดงหญิงที่ถูกตราหน้าว่าห่วยที่สุดตลอดกาลอย่างเธอก็สามารถลบคำสบประมาทได้ใน Evita ภาพยนตร์การเมืองที่ถ่ายทอดในแบบฉบับมิวสสิคคัลเป็นเรื่องแรกซึ่งเธอสามารถผนวกความเป็นตัวตนของเธอเข้ากับจิตวิญญาณของเอวา เปรอนเทพธิดาของชาวอาร์เจนตินาและถ่ายทอดออกมาในระดับที่ถึงเสียจนถ้าเอวา เปรอนมีตัวตนจริงๆล่ะก็ดิฉันสงสัยว่าชาตินี้เธอคงกลับชาติมาเกิดเป็นมาดอนน่าแน่นอนเลยทีเดียว เหนือสิ่งอื่นใดนอกจากศักยภาพทางการแสดงที่เราได้เห็นเธอระเบิดออกมาอย่างไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนแล้ว "ศักยภาพทางดนตรี" ที่เอถ่ายทอดผ่านพัฒนาการทางการใช้เสียงร้องของเธอทั้งการทะลุเข้าถึงก้นบึ้งอารมณ์ การใช้ลูกเล่นของเสียงที่หลากหลายตลอดจนมิติทางน้ำเสียงที่ทลยขีดจำกัดออกไปได้ไกลขึ้น จนสำหรับดิฉันต้องนับว่าอัลบั้มประกอบภาพยนตร์เรื่อง Evita นี้มาดอนน่าได้สร้างมาสเตอร์พีซในแง่ของการใช้น้ำเสียงได้ดีที่สุดในชีวิตการร้องเพลงของเธอกว่า3ทศวรรษมาเลยทีเดียว


Evita สร้างจากละครบรอดเวย์ในช่วงทศวรรษ70ของ Andrew Lloyd Webber ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับโชคชะตาอันผลิกพันของหญิงสาวคนหนึ่งที่มุ่งสู่มหานครตามความใฝ่ฝันและความทะเยอทะยานของตนที่สามารถเปลี่ยนชีวิตตัวเองจากคนชายขอบสู่สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของอาร์เจนตินาได้สำเร็จ....ซึ่งก็นับว่าผู้กำกับตาถึงนะคะที่เลือกมาดอนน่ามารับบทของเอวา เปรอนเนื่องจากเธอมีคุณสมบัติของEvitaครบถ้วนสมบูรณ์แบบทุกสิ่งอย่างซึ่งแสดงออกมาอย่างเห็นได้ชัดผ่านทางการแสดงและการถ่ายทอดอารมณ์ผ่านบทเพลงของเธอที่สามารถมอบชีวิตให้แก่เอวา เปรอนคนนี้ขึ้นมาโลดแล่นมีลมหายใจและเป็นที่สัมผัสได้ง่ายหากแต่ลึกซึ้งอย่างที่ถ้าใครได้ดูแล้วถ้าไม่มีอคติต่อเธอก็คงจะต้องยอมรับว่าเธอทำออกมาได้ดีจริงๆ ในส่วนของเพลงประกอบภาพยนตร์ที่วันนี้คัดมาแนะนำส่วนตัวก็ขอเลือกเพลงที่ "โดน" เป็นการส่วนตัวแบบสุดๆแล้วกันนะคะเริ่มต้นกับ Buenos Aires เพลงสนุกๆที่สะท้อนความเป็นมาดอนน่าออกและเอวา เปรอนออกมาได้ชัดเจนในฐานะคนที่มีความศรัทธาในสิ่งที่ตัวเองฝันและกล้าที่จะใช้ความทะเยอทะยานขีดเขียนสิ่งเหล่านั้นให้สามารถขึ้นมาโลดแล่นมีชีวิตบนเส้นทางแห่งความเป็นจริงได้ ส่วนตัวฟังเพลงนี้แล้วนึกถึงไพ่ The Fool ที่เป็นภาพของคนเดินยิ้มหน้าระรื่นพร้อมจะก้าวไปมีความสุขกับอนาคตได้เสมอไม่ว่าเบื้องหน้าจะเต็มไปด้วยขวากหนาม อุปสรรคและเหวลึกก็ตาม นับว่าเป็นเพลงน่ารักๆสำหรับคนที่ยึดสโลแกน Absolutely No Regret เป็นศิลปะในการดำรงชีวิตโดยแท้จริงๆ Good Night And Thank You บทเพลงเสียดสีชีวิตของหญิงหิวเงินกระหายความสำเร็จซึ่งยินดีตะกายไปหาจุดสูงสุดที่ชีวิตปรารถนาได้โดยไม่เลือกวิธี แม้ว่าจะต้องนำเอาความรักที่แสนบริสุทธิ์มาขยี้เพื่อความก้าวหน้าของชีวิตก็ตามแม้จะดูแสบทรวงแต่พิจารณาลึกๆแล้วเป็นเพลงที่เศร้าพอตัวนะเพราะคนประเภทนี้มีความเป็นมายาในตัวสูงพอๆกับเงินและชื่อเสียงซึ่งหาความเสถียรและจีรังไม่ได้สุดท้ายก็ไม่พ้นที่จะต้องกลับไปคุกเข่าอยู่ที่คำว่า "ศูนย์" Don't Cry For Me Argentina เพลงบรอดเวย์ระดับตำนานอันเป็นไฮไลท์เด็ดของเรื่อง You Must Love Me เจ้าของรางวัลออสการ์สาขา Best Original Song กับเนื้อหาที่พรรณนาความรู้สึกที่กำลังจะสูญเสียทุกอย่างของผู้ที่เคยเป็นหนึ่งจนท้ายที่สุดคนที่ไม่เคยร้องขอหรืออ้อนวอนใครกลับต้องมาโอดครวญเรียกหาสิ่งที่เรียบง่ายและเล็กน้อยที่สุดเท่าที่มนุษย์พึงจะมอบให้กันได้....สิ่งที่เธอเคยเหยีบน่ำและไม่เคยเห็นค่ามันมาก่อนที่เรียกว่า "ความรัก" ปิดท้ายด้วย Lament โศลกแห่งการประมวลความทรงจำและบทกวีที่ร่ำลาไฟแห่งความทะเยอทะยานที่กำลังจะมอดดับพร้อมกับลมหายใจ....สุดท้ายดาวจรัสฟ้าก็ต้องคืนสู่คสามไร้ตัวตนอย่างมิอาจจะเอาชนะสัจธรรมอันเป็นนิรันดร์ของโลกได้

ในฐานะสาวกตัวกลั่นของเจ๊แม่ส่วนตัวก็ขอแนะนำซาวนด์แทร็คประกอบภาพยนตร์เรื่อง Evita ในฐานะอัลบั้มที่มาดอนน่าสามารถใช้เสียงร้องได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด งานจากภาพยนตร์ที่เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จที่สุดของมาดอนน่าและเหนือสิ่งอื่นใดงานดนตรีที่ทำออกมาเพื่อสดุดีเส้นทางชีวิตของผู้ที่ศรัทธาในความฝัน มั่นคงในเส้นทางของตน มีความทะเยอทะยาน รู้ความต้องการของตัวเอง มุทะลุกล้าได้กล้าเสียและแน่นอนที่สุดผู้ที่ไม่อายที่จะยอมรับตัวเองว่าเป็นไอ้แมงดาหรืออีแพศยาที่พร้อมจะแลกทุกสิ่งเพื่อให้ได้มาซึ่งความสำเร็จโดยไม่เลือกวิธีโดยแท้.......เชื่อเถอะว่าสารพันสิ่งที่กล่าวมานี้มีอยู่ในตัวพวกเราทุกคนหมดจะแสดงออกมามากหรือน้อยมันก็อีกเรื่องหนึ่ง!

วันพุธที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2553

Goldfrapp : Seventh Tree : 97%


Goldfrapp : Seventh Tree : 97%
ในฐานะแฟนเพลงเดนตายของโกล์ดแฟร็ปแม้ว่าความผิดหวังที่ได้รับจาก Head First อัลบั้มชุดล่าสุดของพวกเขาจะออกแนวสาหัสสากรรจ์พอตัวก็ตามที แต่เมื่อมองย้อนกลับไปพิจารณาถึงความดีของพวกเขาจากหลายๆอัลบั้มก่อนนห้านี้ตั้งแต่ Felt Mountain งานแอมเบี้ยนท์เปิดตัวสุดเก๋ยัน Black Cherry และ Supernature ที่ผงาดกลายร่างเป็นนางพญาอิเล็คโทรนิคเจิดจรัสบนฟลอรืเต้นรำจี๊ดๆกับการยกเครื่องผสานดนตรีอิเล็คโทรพ็อพเต้นรำเข้ากับแกลมร็อค นิวเวฟ ซินธิ์พ็อพ ทริพฮอพตลอดจนยูโรดิสโก้ที่เล่นเอานักวิจารณ์สยบอยู่ภายใต้มนตร์สะกดจนอึ้งกิมกี่กันไปทางบางแล้ว ก่อนที่ทางวงจะออกงานดาวน์เทมโพดีๆอย่าง Seventh Tree สตูดิโออัลบั้มที่4ออกมาตอกย้ำความประทับใจเน้นๆอีกครั้ง แม้ว่าในแง่ของการเป็นที่กล่าวถึงในระยะยาวจะออกแนวเบาสบายกว่า3งานชุดแรกจนแถบจะไม่รอดก็ตามแต่ในเรื่องของคำชมและคุณภาพนี่ "เหนือคำบรรยายค่ะ" จนส่วนตัวขอมอบตำแหน่งให้เป็นอัลบั้มของโกลด์แฟร็ปที่ดิฉันภูมิใจที่สุดไปเลยทีเดียว.....ส่วนจะภูมิใจอะไรยัไงมากมายขนาดไหนนั้นเดี๋ยวเรามาคุยกันในรีวิวดีกว่า (ต๊ายยยย งวดนี้แนสทิน่าตัดฉึบเข้าง่ายได้ง่ายๆและดื้อๆมากเลยนะคะ)
รูปแบบเพลง
ใน Seventh Tree โกลด์แฟร็ปได้สลัดภาพของดนตรีอิเล็คโทรนิคเต้นรำแพรวพราวระยิบระยับสุดแรงเกิดด้วยบีทดิสโก้ตึ๊บๆและซินธิไซเซอร์กรูเกรียวแบบใน2งานก่อนหน้านี้ออกไปเสียจนสะอาดหมดจนสู่ความเรียบง่ายของดนตรีโฟล์คโทรนิก้าอันก่อกำเนิดจากการผนึกวิญญาณระหว่างดนตรีโฟล์คอคูสติคเข้ากับบีทอิเล็คโทรนิคเจือจางด้วยซินธิไซเซอร์และเสียงสังเคราะห์กรีดกรายบางเบาตบด้วยการพร่ำพรรณนาบนสรรพสำเนียงแอมเบี้ยนท์เยือกเย็นลอยละล่อง บีททริพฮอพเคว้งคว้างและมิติของความเป็นดรีมพ็อพชวนฝันสุดหรรษา ผลลัพธ์ออกมาเป็นงานอินดี้พ็อพดาวน์เทมโพบริสุทธิ์สะอาดสะอ้านที่ทุกแทร็คล้วนแต่สะท้อนความงามของเมโลดี้อันละเมียดละไมนุ่มละมุน อัจฉริยภาพด้านความเป็นเอกในการใช้วาทะศิลป์ตลอดจนความงามอันน่าอัศจรรย์ของวัฏจักรธรรมชาติที่โลดแล่นไหลเวียนอยู่ภายในชีวิตของพวกเขาทั้งสองที่สามารถรังสรรค์ดนตรีสวยงามขนาดนี้ออกสู่โลกได้จนน่าตะลึง
จุดด้อย
สำหรับคนที่ติดภาพของดนตรีเต้นรำแรงๆใน Supernature คงจะไม่ค่อยถูกใจงานชุดนี้จนถึงขั้นอาจจะมีหลับพริ้มตายคาสเตอริโอไปเลยก็เป็นได้ แต่สำหรับคนที่ชอบเพลงที่ขอเน้นเพราะเน้นงามหวานหยดไว้ก่อนล่ะก็มาทางนีเกนเถิอหมู่เฮา กรู๊ววววววววววว!!!! หึหึหึ
แทร็คเด็ด
เลือกยากนะคะเนื่องจากไม่ว่าจะจิ้มจะแทงไปเพลงไหนนี่มันก็ไพเราะงดงามจนขนลุกซู่ไปหมด เอาเป็นว่าขอคัดมาเขียนถึง5เพลงก็แล้วกันเนอะ เริ่มด้วย Clowns (4.5/5) เพลงเปิดอัลบั้มสุดเรียบง่ายสุขุมลุ่มลึกสงบเยือกเย็นโดยการคลอเคลียกีตารือคูสติคควบคู่ไปกับเสียงหวานๆหากแต่เยือกเย็นทะลวงไปจับถึงขั้วหัวใจของเจ๊อลิสันก่อนจะตบตามด้วยโพรแกรมมิ่งเครื่องสายและเสียงสังเคราะห์บางเบาเป็นอันเสร็จพิธี สำหรับผู้ที่ไม่ชินอาจจะรู้สึกว่าเล่นง่ายและน้อยชิ้นไปนิดสำหรับโกลด์แฟร็ปแต่ก็เป็นความเรียบง่ายที่เปี่ยมไปด้วยพลังสะท้านไปถึงจิตวิญญาณโดยแท้ดิฉันขอยืนยัน เช่นเดียวกันกับ A&E (4.5/5) ที่ยืนพื้นบนกรรมวิธีเดียวกันหากแต่จะแตกต่างตรงบีทดนตรีที่กระฉึกกระฉักกว่าพร้อมกับการเหยาะกลิ่นหอมๆของความเป็นดรีมพ็อพและคันทรีย์โฟล์คจางๆลงไปได้อย่างทรงเสน่ห์ เป็น2แทร็คที่เพราะมากๆฟังแล้วนึกถึงงานพ็อพช่วงยุค60ลงมาถึงอินดี้พ็อพยุคบุปผาชนในทศวรรษ70 มาที่เพลงที่ชอบที่สุดในงานชุดนี้ขอยกให้ Little Bird (5) งานโฟล์คโทรนิก้าผสานแอมเบี้ยนท์หวานๆประพิมประพายไปด้วยมนตร์สเสน่ห์อันสุดแสนจะเย็นยะเยือกตบด้วยทีเด็ดจากท่อนคอรัสที่เพราะชนิดฆ่ากันตายฟังแล้วแถบจะควักหัวใจให้เลย เป็นหนึ่งในงานของโกลด์แฟร็ปที่ส่วนตัวขอยกให้เป็นงานที่สวยที่สุดเท่าที่เคยฟังมาเลยทีเดียวCaravan Girl (4/5) นี่ก็ออกมาพ็อพจ๋าจนตกใจฟังแล้วนึกถึงงานพ็อพร็อคติดกลิ่นเซลติคแบบ The Corrs ติดหูมากๆ ปิดท้ายด้วย Cologne Cerrone Houdini (5) อีกแทร็คที่กรีดกรายและสวยสง่าที่สุดโดดเด่นด้วยเครื่องสายงามหยดย้อย การเรียบเรียงภาคเนื้อหาที่แตกต่างทรงวาทะศิลป์ประดุจบทกวีและน้ำเสียงหวานใสหากแต่โหยหวนลึกลับหนาวเหน็บไปถึงก้นบึ้งแห่งจิตวิญญาณของเจ๊อลิสัน......สวยงามประดุจถูกเนรมิตมาจากอีกมิติอันไหลโพ้นโดยแท้
สรุป
อัลบั้มที่เพราะที่สุด เอกภาพสูงที่สุด ฟังง่ายที่สุดและบริสุทธิ์งดงามที่สุดของGoldfrappถ้าคุณจะลองหาคำจำกัดความ

วันจันทร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2553

Cher : Heart Of Stone (Myspace#28)


Cher : Heart Of Stone : Pop-Rock
สำหรับ "ป้าแฌร์" นี่ถ้ายังจำกันได้ก่อนหน้านี้ดิฉันเคยเขียนรีวิวถึงเธอไปเต็มๆแล้วกับอัลบั้ม Believe ที่ป้าคืนชีพผงาดขึ้นมาดังได้อีกทีเอาอีตอนอายุเฉียดเลข5กับการอัพลุ๊คยกเครื่องตัวเองเป็นนางพญาอัลคาซ่าร์แด๊นซ์กระจายล่อกะเทยซึ่งยังติดตาตรึงใจชาวสีม่วงสีลมสีรุ้งกันไม่เสร็จมาจวบจนศกนี้หากแต่แฟนๆที่มาคลั่งไคล้เจ้าป้ากันรุ่นหลังๆรู้อะไรกันมั้ยคะว่าก่อนที่เจ้าป้าเราจะของเข้าท่านเคยเป็นร็อคเกอร์สาวตัวแม่เขย่าวงการมาก่อนพิ้งค์ อาวริลและเทย์เลอร์ มอมเซ็นมาก่อน (เหอๆๆๆ) วันนี้มายสเปซได้ฤกษ์ดีของพาคุณๆหวนกลับไปสัมผัสกับบรรยากาศอันหอมหวนสมัยที่เจ้าป้ายังไม่จำแลงร่างเป็นเทพีกะเทยกับงานชุด Heart Of Stone หนึ่งในอัลบั้มที่ดีที่สุดตลอดกาลของป้าแฌร์
ก่อนจะเข้าเรื่องขอเม้าท์มอยนิดนึงว่า Heart Of Stone เป็นอัลบั้มที่ขายดีที่สุดเป็นอันดับ3ในชีวิตการทำงานของเจ้าป้าเธอเลยทีเดียวนะคะแถมยังเป็นงานที่ประสบความสำเร็จที่สุดในยุค80ของป้าจนถึงขั้นถูกยกขึ้นเป็นไฮไลท์ประจำทศวรรษนั้นของป้าแฌร์เลยทีเดียว มาถึงตรงนี้หลายท่านคงจะสงสัยกันว่าอีย่าแฌร์ก็ทำร็อคมาตั้งนานแล้วนมยานแล้วกับอีแค่อัลบั้มชุดที่20ของหล่อนมันจะมีอะไรเด็ดสะระตี่ไปกว่าของเดิมมากมาย? ส่วนตัวกล้าการันตีค่ะว่าเด็ดกว่าในแง่ของความประณีตในการเรียบเรียงเมโลดี้ย์และการนำเสนอที่ดูมีพลังขึ้นทั้งทางภาคเนื้อหาและเสน่ห์ลูกล่อลูกชนที่หอมฉุยเตะตาตลาดจากภาคดนตรีพ็อพร็อคยืนพื้นที่ใส่มนตร์เสน่ห์ของวัฒนธรรมพ็อพร็อคยุค80ที่โดดเด่นเฉิดฉายทั้งสำบัดสำนวนวาทะศิลป์และอัตลักษณ์การนำเสนอก่อนจะผสานเข้ากับมิติของความเป็นอดัลท์คอนเทมโพลารีย์อันเป็นมิตรกับผู้ฟังในวงกว้างหลากระดับซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่มำให้เราได้ยินท่อนฮุตโจ๊ะๆติดหูในหลายเพลงบวกกับเมโลดี้สุดเพราะพริ้งกรีดกรายต่างจากร็อคยุค80ที่ค่อนข้างกราดเกรี้ยว ดิบและหยาบอย่างที่คุ้นเคยกันนอกจากนี้อีป้ายังฉลาดที่จะรักษากลิ่นอายของเสน่ห์ความเป็นร็อคยุค80ไม่ให้ระเหยไปไหนง่ายๆด้วยการตบสารพัดลูกเล่นตั้งแต่ซอฟต์ร็อค ฮาร์ดร็อค โฟล์คยันคันทรี่ย์ผสมกลมกลืนออกมาได้ชวนลิ้มลอง สำหรับดิฉันผลลัพธ์ที่ออกมาคือหนึ่งในอัลบั้มที่ลงตัวที่สุดเท่าที่ชีวิตป้าแฌร์เคยคลอดออกมาและแน่นอนนับว่าเป็นงานชิ้นมาสเตอร์พีซของป้าเคียงคู่ไปกับ Believe หรือ All I Really Want To Do ก็คงไม่เป็นการยกยอเกินความจริงไปนัก (ส่วนตัวคิดว่าดีกว่า Believe มากด้วยซ้ำ)
ก่อนจากคนแถวนี้ตะโกนบอกว่า "แนะนำเพลงชวนฟังด้วยสิโว้ย!"....จัดให้ก็ได้ค่ะ เริ่มจาก If I Could Turn Back Time เพลงโลโก้อมตะตลอดกาลของป้าที่สำหรับดิฉันขอยกให้เป็นหนึ่งในงานจากฝากศิลปินร็อคหญิงที่เท่ห์และมีชั้นเชิงเข้าขั้นคลาสสิคที่สุด ตามด้วยไทเทิ่ลแทร็คอย่าง Heart Of Stone ซึ่งโดดเด่นบนการเรียบเรียงที่แตกต่างพร้อมด้วยเนื้อหาคมกริบสุดเชือดเฉือนอันนับว่าเป็นการเสียดสีตอบสนองสภาพสังคมโลกอันสุดแสนจะโหดร้ายอำมหิตด้วยภาคเนื้อหาที่กระแทกกระทั้นไม่ไว้หน้าสัจธรรมใดๆเช่นกัน ใครอยากจะหาตัวอย่างที่ดีของพ็อพร็อค80ในชุดนี้ขอแนะนำให้จิ้ม You Wouldn't Know Love เช่นเดียวกับ After All ที่มีไว้เอาใจคนรักบัลลาดสูตรสำเร็จโดยเฉพาะ และก่อนจากไม่พูดถึงไม่ได้กับ Just Like Jesse James พ็อพร็อคบัลลาดที่ใส่สูตรสำเร็จของความเป็นคันทรี่ย์หอมๆเหยาะโชยลงไปเคียงคุ่ไปกับภาคเนื้อหาที่สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นดิว่าและความแข็งแกร่งสไตล์สาวร็อคได้อย่างสมบูรณ์แบบ นับเป็นเพลงรักมลายที่ภาคเนื้อหาทรงพลังยอดเยี่ยม.....แค่นี้คงจะพอให้อยากลองหามาฟังกันแล้วเนอะ!

วันอาทิตย์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2553

Pet Shop Boys : Very (Myspace#27)


Pet Shop Boys : Very : Electropop
เคยเป็นมั้ยคะ? บางทีที่เราฟังงานของศิลปินบางท่านหรือบางวงที่คนทั่วทั้งโลกเขาหลงใหลได้ปลื้มแห่แหนให้เป็นศิลปินเจ๋งระดับตำนานหากแต่พอมาอยู่กับเราแล้วกลับกลายเป็นรู้สึก "เฉยๆงั้นๆ" ออกแนวจะไปในทางที่ต่อให้ดีขนาดไหนก็ไม่อยากจะหวนกลับมาฟังอีกด้วยซ้ำ กรณีเคยเกิดขึ้นกับดิฉันมาแล้วเมื่อฟังงานของศิลปินระดับตำนานหลายท่าน อาทิ The Beatles,Michael Jackson,Celine Dionไปยันพวกคลาสสิคจัดๆอย่างระดับAbbaและCarpentersนี่ก็อย่าได้เฉียดมาใกล้รูหูเชียว แน่นอนที่สุดค่ะPet Shop Boysก็เป็นอีกหนึ่งศิลปินที่เข้าข่ายไม่ค่อยถูกโรคกับดิฉันเท่าไรหากแต่ที่วันนี้ต้องมาทำหน้าที่เขียนแนะนำอัลบั้มของสองพ่อมดซินธิไซเซอร์จากเกาะอังกฆษนี้ให้แก่ "คุณเสาวรส" เพื่อนสาวสมัยมัธยมปลายที่ตอนนี้เธอได้พัฒนาจากหารเป็นแฟนคลับบริทนี่ย์มาฟังPSBเสียแล้ว เหอๆๆๆๆ
สำหรับอัลบั้มที่ขอหยิบมาแนะนำอีรสก็คือ Very งานในปี1993ของทางวงซึ่งเครดิตดีถึงขั้นที่โรลลิ่งสโทนออกมายิ้มตาหยีอันเชิญให้เป็นหนึ่งในอัลบั้มที่ดีที่สุดแห่งทศวรรษ90เลยทีเดียว โดยที่มาของชื่ออัลบั้มสั้นๆแต่คมคายนี้คุณลุงนีล เทนแนนท์ได้จีบปากไว้ว่า "It's Very Pet Shop Boys,It's Very Up,It's Very Hi-Energy,It's Very Romantic,It's Very Sad,It's Very Pop,It's Very Danceable,And Some Of It Is Very Funny" (ขอขอบคุณคอลัมน์Diacographyของพี่เอก อนุรักษ์ หุตะสิงห์จากนิตยสารPopฉบับTeen Divas นะคะ) แม้ว่าส่วนตัวจะไม่ได้คุ้นเคยกับ Pet Shop Boys มากนักแต่เท่าที่ได้ฟังก็ขออนุมานเอาว่าความเป้นตัวตนทางดนตรีถึงขีดสุดของทางวงก็คงเป็นงานดนตรีอิเล็คโทรพ็อพที่การเรียบเรียงและโครงสร้างดนตรีเป็นพ็อพจัดๆบนการเนรมิตซินธิไซเซอร์ลอยๆสวยสง่าคลอไปกับเสียงเศร้าๆอ้างว้างเย็นยะเยือกเปี่ยมด้วยมนต์ขลังของตาลุงนีลและอิทธิพลของดนตรีดิสโก้70ล่อกะเทยที่คุณคริสเธอออกหน้าออกตาว่ามักหลายขยำตำรวมกันออกมาเป็นอัลบั้มพ็อพอิเล็คโทรนิคที่จัดจ้านกระแทกใจชาวสีม่วงสุดๆ สำหรับดิฉันแค่เปิดงานมากับ Can You Forgive Her? ก็ได้ใจไปสุดๆแล้วกับมนตร์เสน่ห์ของเรโทร80อันสุดแสนจะหอมหวนและภาคเนื้อหาที่ว่าด้วยการเพิ่งค้นพบตัวตนทางเพศที่แท้จริง ของแรงซะขนาดนี้ก็เล่นเอาอยากจะติดตามทั้งอัลบั้มชนิดใจจดจ่อ ต่อด้วย To Speak Is A Sin กับอารมณ์ขมุกขมัวเคว้งคว้างอันสุดแสนจะหรูหรากรีดกรายเชื่อว่าจะต้องโดนใจพวกเกย์น้อยใหญ่ทั้งหลายแน่ๆเพราะมันสีม่วงจัดตั้งแต่เริ่มเดินโน๊ตแรกเลยทีเดียว อีกเพลงที่ชอบมากๆแม้จะโหลหน่อยก็ตามเห็นจะเป็น Go West ที่คัหเวอร์มาจากวงดิสโก้ยุค70อย่าง The Village People ช่างติดหูและสีลมดีแท้เพลงนี้เป็นเพลงแรกที่ทำให้ดิฉันรู้จักพวกเขาเนื่องจากเมื่อก่อนนี่เป็นธีมประกอบข่าวกีฬาเลยทีเดียวนะคะแถมวิทยุรายงานผลฟุตบอลช่วงดึกก็ยังหยิบเอามาเปิดให้ฟังกันบ่อยๆ (ฟังไปก็ขำไปเพราะเนื้อหาที่ตุ๊ดสะเด็ดเลย เหอๆๆๆๆ ) ปิดท้ายกับอาหารจานโปรดอย่าง Liberation กับเสียงซินธิ์ลอยๆสวยๆที่ได้เสียงเหงาๆสุดทรงเสน่ห์ของลุงนีลมาช่วยยกระดับโครงสร้างอันสุดแสนเรียบง่ายให้กลายเป็นความเฉียบขาดอันยากจะหาใครมาเทียบ ช่วยให้ความชุ่มชื่นกับชีวิตที่สุดแสนจะแห้งแล้งนี้โดยแท้
ฟังแล้วก็ไม่รู้สึกแปลกใจที่ใครๆเขาก็ยกให้สองคู่หูนี้เป็นปูชนียบุคคลระดับตำนานแห่งวัฒนธรรมดนตรีพ็อพฝั่งสหราชอาณาจักร แม้ว่าฟังแล้วอาจจะไม่สามารถเปลี่ยนดิฉันให้กลายเป็นแม้แต่แฟนขาจรของพวกเขาได้ก็ตามแต่อย่างน้อยก็ต้องคารวะล่ะนะคะว่า Pet Shop Boys เป็นวงดนตรีที่เจ๋งจริงๆและส่วนตัวรู้สึกดีใจที่ได้มีโอกาสทำความรู้จักกับ Very อัลบั้มดนตรีอันทรงคุณค่าระดับตำนานของพวกเขา

วันเสาร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2553

Kraftwerk : Computer World (Myspace#26)


Kraftwerk : Computer World : Electronic
มายสเปซครั้งนี้ขอพาคุณๆข้ามฝากมาทำความรู้จักกับอีกหนึ่งศิลปินดีๆจากฝั่งเยอรมนีอีกครั้งหลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้เคยเขียนถึงRammstienวงอินดัสเทรียลเมทัลสุดอำมหิตและหนุ่มอาร์แอนด์บีเสียงหวานหน้าหล่ออย่างDeemahไปแล้ว มาคราวนี้ได้ฤหษ์อันงามที่จะเขียนทักทายวงสุดเจ๋งอย่าง Kraftwerk บิดาแห่งดนตรีอิเล็คโทรนิคจากเยอรมันเสียที
ถ้าจะหานิยามที่จำกัดความถึงภาคดนตรีโดยรวมของKraftwerkได้อย่างครบถ้วนสมบูรณืแบบที่สุดล่ะก็สิ่งนั้นคือชื่อวงสุดเท่ห์ของพวกเขาซึ่งมีความหมายว่า "สถานีพลังงาน" อันสะท้อนตัวตนของพวกเขาลงสู่วัฒนธรรมดนตรีที่ถูกนำเสนอได้ชนิดกระจ่างแจ้งสุดๆจากดนตรีอิเล็คโทรนิคที่ได้แรงบันดาลใจในการวาดลวดลายบนความเป็น "อินดัสเทรียล" ซึ่งอุทิศให้แก่สภาพแวดล้อมรอบตัวของสังคมอุตสาหกรรมหนักในเยอรมนีโดยเน้นดนตรีสังเคราะห์ที่มอบจิตวิญญาณของความเป็นเครื่องจักรผสานเข้ากับซินธิไซเซอร์ ดรัมส์แมชชีนและซาวนด์โรโบติคฟั้งค์เย็นชาไร้จิตวิญญาณและปราศจากการแยปสใดๆต่อสภาวการณ์รอบตัวที่แปรเปลี่ยนและหลั่งไหลไปสู่อนาคตอย่างบ้าคลั่งประหนึ่งว่าพวกเขาได้ถอดตัวตนออกจากวัฏจักรของความเป็นจริงอันเชี่ยวกรากและหลอมตัวเองให้กลายเป็น "เครื่องจักร" กลไกสำคัญของกรรมวิธีทางอุตสาหกรรมอันเป็นแรงบันดาลใจทางดนตรีและวัฒนธรรมการดำรงชีวิตที่เขาต้องเผชิญเป็นที่เรียบร้อย
ผลลัพธ์อันเป็นรูปธรรมสุดๆที่สามารถยืนยันสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นได้อย่างดีคงหนีไม่พ้น Computer World สตูดิโออัลบั้มในปี1981ของพวกเขาซึ่งเป็นอัลบั้มเพลงสั้นๆความจุแค่7แทร็คประหนึ่งอีพีที่ความยาวยังไงก็ไม่น่าจะเกิน35นาทีโดยประมาณ หากแต่เป็นงานที่สามารถตอบความเป็น Kraftwerk ได้บรรลุในทุกจุดกับการผสานตัวตนและงานดนตรีเข้าสู่โลกแห่งเครื่องจักร อุตสาหกรรม คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีอันก่อให้เกิดงานดนตรีอิเล็คโทรนิคสุดลึกลับชวนพิศวงรวมถึงถ้ามองในแง่ร้ายสิ่งที่พวกเขาแสดงออกมันก็เป็นการเสียดสีประชดประชันที่ไม่ต่างอะไรกับการปวารณาตัวให้อยู่ภายใต้จักรวรรดินิยมของวัฒนธรรมโลกาภิวัฒน์โดยสมยอม.....ซึ่งเก๋ไม่เก๋ล่ะคะที่ถึงกระนั้นความเป็น Kraftwerk ก็ยังสามารถยืนอยู่เหนือวัฒนธรรมของอาณาจักรดนตรีอีกตลบหนึ่งโดยมีศิลปินอิเล็คโทรนิคและเทคโนรุ่นหลังอีกหลายชีวิตที่อยู่ภายใต้อิทธิพลและมนตร์เสน่ห์จากดนตรีของพวกเขา......สมศักดิ์ศรีตำนานแห่งดนตรีอิเล็คโทรนิคของเยอรมนีและศิลปินตัวจริงแถวหน้าของโลกโดยแท้

วันศุกร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2553

Coldplay : A Rush Of Blood To The Head : 98%


Coldplay : A Rush Of Blood To The Head : 98%
ก่อนหน้านี้เคยออกตัวไว้อย่างสง่างามว่า "ไม่ใช่แฟนเพลงแนวบริทพ็อพ" หากแต่ช่วงปีสองปีหลังนี้ไม่รู้เกิดอะไรขึ้นกับดิฉันเหมือนกันถึงได้นั่งขลุกอยู่กับเสียงกีตาร์และวงดนตรีแนวๆนี้ได้เป็นวันๆ ได้ทุกวันและได้ซ้ำไปซ้ำมาตลอดวันชนิดไม่รู้เบื่อ (แตฝรั่งแถวนี้ออกอาการให้เห็นทุกครั้งว่า "อันตัวกูนั้นโคตรจะเบื่อ" ) ....ฤาดิฉันจะตกอยู่ภายใต้มนตร์สะกดแห่งโลกเหนือจินตนาการทางดนตรีอันสวยสดงดงามดนตรีร็อคจากฝากสหราชอาณาจักรเสียจนถอนตัวไม่ขึ้นแล้วก็ไม่อาจทราบได้? ถามว่ารู้จักหลายวงมั้ย?ก็คงต้องบอกว่า "ไม่" เพราะเท่าที่ฟังจนเรียกได้เต็มปากว่าติดตามก็เห็นจะมีแค่ Keane,ColdplayและTravis ซึ่งก็เป็นตัวแทนของบริทพ็อพแนวหน้าหลังทศวรรษ90กันแถบทั้งนั้น (เว้นTravis) รองลงมาก็เห็นจะเป็น Manic Street Preachers ส่วนพวก Blur,OasisกับStereophonicนี่ก็มีพอฟังให้รู้บ้าง Radioheadเหรอ?เจ๋งดีแต่เห็นจะยากไปนิด มาที่ The Hurricane#1 นี่ชอบอยู่เพลงเดียวจริงๆค่ะ และล่าสุดที่ได้ลองฟังก็เห็นจะมี The Wild Swans วงบริทพ็อพยุค80เท่ห์ๆที่ทำเพลงได้สวยมากๆ (ไม่ทราบว่าวงนี้จะมีนักรีวิวท่านใดในบอร์ดสนใจจะหยิบมารีวิวให้อ่านกันบ้างมั้ยคะ?).....อย่างไรก็ตามสิ่งเดียวที่รู้ก็คือทุกครั้งที่ปล่อยใจให้ล่องลอยไปกับเสียงกีตาร์เท่ห์ๆเหงาๆรวมถึงเกรี้ยวกราดเย็นยะเยือกหมองหม่ยนบ้างในบางทีและเมโลดี้ย์ที่เรียบเรียงได้อย่างสวยงามละเมียดละไมพร้อมกับภาคเนื้อหาที่เสียดแทง โศกศัลย์ เปี่ยมสุข ประชดประชันยันเป็นกวีทั้งเชิงจินตะและปรัชญาทางการเมืองสะท้อนโลกทัศน์ของสังคมอยู่ในทีนี่มันเป็นอะไรที่ทำให้รู้สึกมีความสุขชนิดบรรยายไม่ถูกจริงๆและวันนี้ดิฉันกลับมาพร้อมกับการรีวิวอัลบั้มบริทพ็อพอีกครั้งกับ A Rush Of Blood To The Head อัลบั้มมาสเตอร์พีซแห่งวงการบริทพ็อพจาก Coldplay ตามที่สัญญากับผู้อ่านหลายท่านเมื่อ2ปีที่แล้วพร้อมกับยืนยันคำเดิมที่เคยบอกไปในรีวิวX&Yที่ว่า "บริทพ็อพคือภาคดนตรีที่มีเสน่ห์ที่สุดในโลกสำหรับแนสทิน่าโดยแท้
รูปแบบเพลง
เพลงของColdplayน่ะหรือคะ? สำหรับดิฉันงานบริทพ็อพของวงนี้ถูกนำเสนอในรูปแบบของอัลเทอเนทีฟร็อคที่โดดเด่นบนท่วงทำนองพลิ้วไสวของกีตาร์ร็อคเท่ห์จัดทั้งกีตาร์โปร่งที่จะดีดดออกมาให้หวานใสพริ้งเพราะเสนาะหูพวกพ่อคุณก็ทำได้หรือจะเอาให้ดิบหม่นเชือดเฉือนเลือดสาดก็ได้มียกมือกราบกรานในชั้นเชิงกันแถบไม่ทันเลยทีเดียวผสานไปกับการพรมเพียโนสวยๆ เครื่องสายกรีดกราย กลองทุ้มนุ่มและเสียงสังเคราะห์ซินธิไซเซอร์อันส่วนประกอบที่แสนจะเรียบง่ายแต่ถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างล้ำลึกงดงามจับจิตเหนือมนุษย์ (บางแทร็คก็ทำเท่ห์เข้าขั้นพวกไซคลีเดลิก) นอกจากนี้มนตร์เสน่ห์และเอกลักษณ์อันเอกอุที่จะขาดไปไม่ได้ของทางวงคืออารมณ์หมองหม่นเย็นยะเยือกหากแต่บริสุทธิ์งดงามและทรงพลังชนิดที่ไม่ว่าคุณจะใช้หูฟังหรือใช้ใจฟังก็ตาม....ก็จะไม่สามารถหาคำมาปรามาสปฏิเสธความเจ๋งของพวกเขาได้อย่างแน่นอน...ขอเตือนว่าอย่าเผลอใจตกลงมาในดินแดนดนตรีของพวกเขา เพราะคุณจะตกหลุมรักดนตรีดีๆจากพวกเขาแน่นอน หึหึหึ
จุดด้อย
ส่วนตัวคงต้องบอกว่า "ไม่มี" เนื่องจาก Coldplay เป็นวงดนตรีที่นำเสนอเนื้องานของตนเองออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบอยู่แล้วตลอดทั้ง4อัลบั้ม แต่ถ้าจะให้ลองเปรียบเทียบงานชุดนี้กับอีกทั้ง3ชุดแบบคร่าวๆดูเริ่มจากที่ใกล้ตัวที่สุดกับ Parachutes อัลบั้มแรกที่หลายท่านบอกว่าในแง่ของการนำเสนอมีความสมบูรณ์แบบสูงกว่าจนทำให้งานชุดที่กำลังเขียนถึงมีบางส่วนที่ขาดไปจนน่าผิดหวัง อย่างไรก็ตามส่วนตัวไม่คิดอย่างนั้นเนื่องจากในระยะยาวเห็นว่างานชุดนี้เป็นการเดินแต้มต่อที่สง่างามและสามารถรักษามาตรฐานทางดนตรีได้อย่างมีชั้นเชิง (แม้ว่าอาจจะน่าผิดหวังที่ความแปลกใหม่จะแลดูเหมือนไม่มีอะไรขยับก็ตาม....แต่ถ้ามองกันดีๆมันก็ไม่ได้เหมือนเดิมไปซะทั้งหมดนะ) มาที่กับ X&Y ที่ส่วนตัวขอยกให้เป็นงานระดับมาสเตอร์พีซของทางวงเคียงข้างกับอัลบั้มนี้ในแง่ของมิติที่สูงขึ้น พัฒนาการทางเนื้อหาที่ลึกและเชือดเฉือนตลอดจนบูรณภาพที่ทางวงสะท้อนผ่านตัวงานในทุกด้านแสดงให้ประจักษ์กันโต้งๆว่า "พวกเขาก้าวไปได้ไกลขึ้น" ในขณะที่งานชุดนี้คือมาสเตอร์พีซในแง่ของการถ่ายทอดความดิบสดทางจิตวิญญาณผ่านงานดนตรีที่ภาพรวมออกมาแลดูเรียบง่ายหากแต่สะอาดสะอ้าน เข้มข้น จัดจ้านและเป็นความงามอันบริสุทธิ์ตามธรรมชาติที่ถ่ายทอดสู่แพ็คเก็จสวยๆของ Audio CD ได้ชนิดที่ดิฉันขอคุกเข่าคารวะพวกท่าน ก่อนจากขอจับมาชนกับ Viva...งานชุดล่าสุดที่ดีมากๆแม้ว่าอาจจะทำให้ดิฉันชอบได้มากไม่เท่าแต่งานชุดที่กล่าวถึงนี้ก็ยืนยันเป็นประจักษ์พยานที่ดีให้หลายชีวิตในโลกดนตรีมาชะโงกกันดูว่าพวกเขาทำดนตรีออกมาชนิดเข้าใกล้คำว่า "เหนือมนุษย์" มากขึ้นทุกที
แทร็คเด็ด
อู๊ยยยยย!!! จะมีอะไรที่เด็ดไปกว่า4ซิงเกิ้ลสร้างชื่อของอัลบั้มอีกล่ะค่ะที่แต่ละเพลงนี่นอกจากจะเป็นเพลงโลโก้ประดับทางวงไปแล้วยังล้วนแต่งดงามสุดพรรณากันชนิดครบครันอีกต่างหาก เริ่มต้นกับ In My Place (5) ที่โดดเด่นกับริฟฟ์กีตาร์สวยๆเท่ห์ๆที่แค่แย้มออกมาทักทายตอนอินโทรก็เล่นเอาดิฉันลงไปดิ้นพราดๆไหนจะหันมามองเนื้อหาสุดโศกศัลย์กับเมโลดี้ท่อนฮุคเพราะพริ้งซึ้งๆติดหูชะงัดหากแต่ฟังแล้วรู้สึกอ้างว้างขึ้นมาจับใจ อู๊ยยยยยยยยยยยยย! เพิ่งจะรู้ว่าความทรมานจากความหนาวเหน็บมันสวยงามซะขนาดนี้ก็อีตอนฟังเพลงนี้นั่นแหละ เช่นเดียวกันกับ The Scientist (5) งานบัลลาดพรมเพียโนไพเราะเศร้าซึ้งหวานหยดที่คลอเคลียนำพาเอาความเจ็บปวดทุกข์ระทมเสมือนมีดเป็นพันๆด้ามชำแหละกรีดและกระหน่ำทิ่มแทงอยู่ในจิตวิญญาณของคนๆหนึ่งที่ตกอยู่ในวังวนแห่งความเศร้าและสำนึกผิดอย่างบริสุทธิ์ใจออกโลดแล่นสู่โลกแห่งเสียงเพลงได้อย่างสมบูรณ์แบบซะจนดิฉันฟังแล้วรู้สึกเหมือนหัวใจถูกขยร้เสียแหลกเป็นเสี่ยงๆ เริ่ดมากค่ะตัว ต่อด้วยเพลงเก่งอย่าง Clocks (4.5/5) ที่เหยาะเมโลดี้สวยๆพลิ้วไสวบนท่วงทำนองเพียโนมินิมัลลิสเจือซินธิไซเซอร์บางเบาพร้อมกับชั้นเชิงการถ่ายทอดดนตรีที่งดงามจับจิตหากแต่เย็นยะเยือกประดุจรังสรรค์ลงมาจากอีกแดนที่ห่างไกลตามแบบฉบับ Coldplay จึงไม่แปลกที่ทั้งเพลงจะมีแต่คำว่า "สวยๆๆๆๆ" ลอยไปลอยมา สำหรับแทร็คที่โปรดปรานที่สุดเห็นจะหนีไม่พ้น God Put A Smile Upon Your Face (5) งานอัลเทอเนทีฟร็อคสุดเท่ห์ตั้งแต่โครงสร้างดนตรีที่โดดเด่นออกมาจากหลายๆแทร็คด้วยการปูพื้นบนบีทกีตาร์อคูสติคเพราะๆหม่นๆก่อนจะเร่งจังหวะสลับเข้ากับกีตาร์ไฟฟ้าเก๋าๆได้อย่างลงตัวพร้อมกับท่อนคอรัสกระแทกกระทั้นสุดใจ หากแต่สิ่งที่ประทับใจที่สุดในเพลงนี้เห็นจะเป็น "ภาคเนื้อหา" ที่ขอบอกว่าใช้สำบัดสำนวนออกมาได้แน่และลึกตามวัฒนธรรมร็อคปัญญาชนอังกฤษเสียจนไม่กล้าแปลเนื่องจากส่วนตัวฟังเพลงนี้ไปแล้วรู้สึกว่าตัวเองจะตีความได้อิสระขึ้นเรื่อยๆตั้งแต่ความเสมอภาคในฐานะมนุษย์ ความทะเยอทะยานและภาคภูมิใจในศักดิ์ศรีตลอดจนคุณสมบัติที่ไม่ได้มีสงวนไว้ให้ชีวิตอื่นสัมผัสเชยชม รูปสมบัติและกิริยาตลอดจนการพยายามแสวงหาคำตอบให้แก่ชีวิตซึ่งทุกสิ่งในวันรุ่งขึ้นล้วนแต่เป็นปริศนา เป็นต้น นอกจากนี้ที่ประทับใจก็มี Politik (4.5/5) แทร็คเปิดอัลบั้มที่ออกแนวอัลเทอเนทีฟอินดี้ร็อคเท่ห์ๆที่ยังคงความแพรวพราวบนท่วงทำนองที่สวยงามและความเยือกเย็นประดุจต้องมนตร์สะกดสไตล์ Coldplay ที่สามารรถเอาไปอวดวงเมโลดิคร็อคอย่าง U2 ได้สบายๆ ภาคเนื้อหาว่าด้วยเรื่องของศิลปะในการดำรงชีวิตที่ยึดอยู่บนนโยบายของความซื่อวัตย์ สร้างสรรและปราศจากกำแพงของความเสแสร้ง....นี่แหละค่าของคนจริงและศิลปินจริงๆ!!! ปิดท้ายด้วย2เพลงที่ตัดใจเลือกมาเขียนกับ Green Eyes (4.5/5) กับไทเทิ่ลแทร็ค A Rush Of Blood To The Head (4.5/5) งานบริทพ็อพเพราะๆที่วาดลวดลายบนกีตาร์อคูสติคที่ออกแนวพ็อพจัดกว่าท่านสมาชิกที่เหลือในอัลบั้มแต่ก็เพราะนะ ฟังแล้วนึกถึงเสียงกีตาร์ของจอห์นนี่ย์ แคชขึ้นมาจับใจ
สรุป
ความรู้สึกของดิฉันทุกครั้งที่ได้ฟังงานชุดนี้มันเปรียบเสมือนการได้ลิ้มสุนทรียรสแห่งความงามทางดนตรีอันสูงส่งลึกซึ้งแท้จริงอันนำมาซึ่งความสุขอันประณีตล้ำลึกไม่รู้ลืมจากการถูกปลดปล่อยอิสรภาพทางวิญญาณโดยแท้ รักพวกคุณค่ะ!!!!

วันเสาร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2553

Mariah Carey : Charmbracelet : 62%




Mariah Carey : Charmbracelet : 62%
[b]รูปแบบเพลง[/b]
ภาพรวมของCharmbraceletยืนพื้นอยู่ที่ดนตรีพ็อพอาร์แอนด์บีเสริมทัพด้วยฮิพฮอพที่ติดมากับคณะแร็พเพอร์ชายที่พร้อมใจเสี่ยงตายกันมาช่วยฟีทเจอริ่งให้เธอ รวมไปถึงอิทธิพลของแนวดนตรีอื่นๆอย่างเวสโคสต์ฮิพฮอพ โซล อัพเทมโป สแตนดาร์ดแจ๊ซซ์รวมไปถึงร็อคซึ่งภาคดนตรีโดยรวมถูกผสมผสานออกมาอย่างมีเอกภาพ คือไม่แรงจนหลุดกรอบความเป็นมารายห์ (ที่ผู้ฟังส่วนใหญ่คุ้นเคย) อย่างGlitter แต่ก็ไม่มีอะไรดาดดื่นเมื่อเทียบกับงานอื่นๆของเธอที่มีความสมบูรณ์แบบในตัวค่อนข้างสูงอยู่แล้วอย่าง Butterfly,Emotion,Music Box รวมไปถึงThe Emancipation Of Mimi อย่างไรก็ตามสำหรับเดี๊ยนอัลบั้มนี้เป็นหนึ่งในงานของมารายห์ที่เดี๊ยนสามารถฟังได้อย่างต่อเนื่องไม่มีสะดุดตั้งแต่ต้นจนจบ ซึ่งหาแบบนี้ได้ไม่ง่ายในงานเพลงของเธอ
[b]จุดด้อย[/b]
สำหรับเดี๊ยนไม่มีอัลบั้มไหนของเจ๊หรอกค่ะที่ไม่เพราะ อัลบั้มนี้ก็เช่นกันทั้งเพราะ ทั้งฟังสบาย ทั้งมีเอกภาพสามารถทำหน้าที่ของมันตั้งแต่ต้นจนจบได้อย่างไม่มีติดขัด แต่ถ้าว่ากันตามตรงเมื่อเอามันมาเทียบกับทุกอัลบั้มตั้งแต่Mariah CareyยันMimiแล้วคงต้องยอมรับกันนะคะว่าเป็นอัลบั้มที่มีภาคดนตรีอ่อนที่สุด น่าสนใจน้อยที่สุดและคงจะไม่ผิดถ้าเดี๊ยนจะขอบอกว่าออกมาดีน้อยที่สุด บอกตรงๆเลยว่าตอนฟังครั้งแรกยังปวดหัวแทนเจ๊เลยค่ะเพราะความโดดเด่นของแต่ละแทร็คที่แรงพอจะตัดเป็นซิงเกิ้ลได้นอกจากThrough The Rainแล้วต้องคิดกันหนัก คือมีแต่แทร็คระดับแกนๆกึ่งรอดกึ่งล่มทั้งตัวเจ๊ ทั้งทีมงาน ทั้งลูกแกะนี่คงต้องนั่งลุ้นกันเหนื่อยหน่อยอ่ะค่ะ โชคดีนะคะที่เธอเสียงดีและโชคดีสุดๆที่เธอคือมารายห์ แครีย์ไม่งั้นเดี๊ยนก็ไม่รู้ว่าเจ๊เราจะงัดอะไรออกมารบกับชาวบ้านเขา
ในแง่ของการโปรดิวซ์ส่วนตัวรู้สึกว่าอาร์แอนด์บีในอัลบั้มออกมาให้ความรู้สึกแบบเดียวกันเกือบหมด คือเนิบๆเนือยๆครวญครางหงุงๆหงิงๆเรียกได้ว่าแถบจะเหมือนกันไปหมด ยิ่งตั้งแต่You Had Your ChaceยันIrressistlbleนี่หาความแตกต่างอย่างเด่นชัดได้ค่อนข้างน้อยเลยทีเดียว แม้ว่าจะฟังได้ลื่นๆแต่ส่วนตัวรู้สึกเบื่อค่ะ ประมาณว่า "อะไรวะมาแบบนี้อีกแล้ว เธอมีอะไรใหม่ๆมาเสนอเราบ้างมั้ยเนี่ย?" ไปๆมาๆพาลจะสร้างความรำคาญให้ผู้ฟังบางคนด้วยซ้ำน่ะค่ะ มาที่อิทธิพลจากหนังเรื่องGlitterเดี๊ยนคงไม่พูดถึงแล้วนะคะ คือเรื่องมันเก่ามากๆแล้ว เอาเป็นว่าล่าสุดเจ๊ก็สามารถกลับมาเป็นขวัญใจอเมริกันชนได้อีกครั้งรวมถึงเดี๊ยนเห็นเพื่อนๆในไทยหลายนางก็ตามซื้อตามเก็บอัลบั้มนี้กันให้จ้าล่ะหวั่น เห็นมั้ยล่ะว่าที่ตกไปมันเป็นแค่กระแสแรงๆชั่วคราวบางทีจะตัดสินอะไรต้องดูกันยาวๆน่ะค่ะ ดีใจด้วยนะคะมารายห์

[b]ซิงเกิ้ล[/b]
[b]Through The Rain (4/5)[/b] ซิงเกิ้ลแรก พ็อพบัลลาดที่ทรงพลังและบริสุทธิ์ในทุกองค์ประกอบการนำเสนอ ในแง่เนื้อหาเป็นการพรรณนาให้ผู้ฟังเข้าใจถึงสภาพความรู้สึกและถ่ายทอดภาพการที่เธอสามารถฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆนานาที่รุมเร้าชีวิตเธอในก่อนหน้านี้และกลับกลายมาเป็นมารายห์ที่แข็งแกร่งขึ้นในที่สุด ส่วนตัวชอบที่เธอปลอบประโลมตัวเองด้วยเนื้อหาที่แสดงถึงความศรัทธาในค่าของชีวิตตัวเองพร้อมน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความปวดร้าวและทุกข์ระทม แม้ว่ากระแสตอบรับจะไม่ดีเอามากๆก็ตามนะคะแต่เดี๊ยนขอยกย่องในฐานะที่เธอตั้งใจนำเสนอมันออกมาได้อย่างดีสุดๆ เป็นอีกครั้งหนึ่งที่มารายห์มอบความรู้สึกที่พิเศษแก่ผู้ฟัง สำหรับเดี๊ยนเพลงนี้สมบูรณ์แบบที่สุดในอัลบั้มค่ะ
[b]Boy(I Need You) Feat. Cam'ron (3/5)[/b] ซิงเกิ้ลที่สองที่ตัดออกมาแทนที่ The One ตัวเพลงเป็นอัพเทมโป อาร์แอนด์บีฮิพฮอพ เพลงนี้มีการใช้แซมเพิ่ล "I'm Going Down" ของ Rose Royce เช่นเดียวกับที่เคยใช้ในเพลง "Oh Boy" ของแคมรอนที่มาฟีทให้เธอน่ะค่ะ สำหรับเดี๊ยนขอสารภาพเลยว่าไม่ประทับใจเพลงนี้เท่าไรเพราะเชื่อว่าเจ๊ทำฮิพฮอพได้แรงกว่าระดับนี้ตั้งเยอะ พอมาเจออาร์แอนด(บีหนืดๆแบบนี้เข้าไปทำเอาเสื่อมศรัทธาไปหลายวันเลยค่ะ อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาเทียบกับฮิพฮอพอีกเกือบครึ่งอัลบั้มแล้วก็ต้องยอมรับนะคะว่าเพลงนี้ความแรงจัดอยู่ในระดับแนวหน้าและดีพอที่จะเป็นซิงเกิ้ลได้ ดังนั้นตัดมาก็ไม่ว่ากันค่ะ
[b]Bringin' On The Heartbreak (3/5)[/b] ไม่แน่ใจว่ามีซิงเกิ้ลอื่นก่อนหน้านี้รึเปล่านะคะ แต่เท่าที่จำได้ก็เห็นเจ๊แกโปรโมตแค่3เพลงไม่นับ I Know What You Want ที่เจ๊ไปช่วยฟีทไปช่วยหวีดให้บัสทา ไรห์ม นะคะ ถ้าผิดพลาดอะไรพวกลูกแกะก็ช่วยแย้งมาโดยด่วนเลยนะคะ มาที่ตัวเพลงกันคะเพลงนี้เจ๊คัฟเวอร์มาจากDef Leppardในปี1981ซึ่งแต่เดิมเป็นเวอร์ชั่นฮาร์ดร็อค มาที่แม่มาลัยของเดี๊ยนนำมาปัดฝุ่นเป็นพ็อพบัลลาดติดกลิ่นร็อค (เธอบอกว่าอยากจะลองอะไรใหม่ๆน่ะค่ะ) ตบด้วยความเป็นโซลด้วยเสียงกอสเพลคอรัสซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ของงานเพลงแบบมารายห์ มารายห์ที่ไม่เคยขาดหายไปไหนนะคะ ส่วนตัวคิดว่าเพลงนี้ไม่แย่เลยนะแต่เห็นหลายคนด่าประณามกันถล่มทลาย ใครที่มีมุมมมองต่างจากเดี๊ยนไปช่วยมาอธิบายหน่อยนะคะ
[b]แทร็คอื่นๆ[/b]
[b]The One (3/5)[/b] เพลงสไตล์กลายเป็นSignature Songของเจ๊ไปแล้วน่ะค่ะ พ็อพอาร์แอนด์บี ฮิพฮอพนวลๆแบบที่เราได้ยินกันจากBreak DownและShake It Offนั่นแหละ แต่ส่วนตัวชอบการใช้เสียงของมารายห์ในเพลงนี้มากที่สุดในกลุ่ม จริงๆแล้วก่อนหน้านี้ถูกวางไว้เป็นซิงเกิ้ลที่สองค่ะแต่กลับถูกถอดกลางอากาศทั้งๆที่เจ๊ถ่ายเอ็มวีเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้เนื่องมาจากสาวกของเธอในญี่ปุ่นรวมตัวกันเดินขบวนประท้วงให้เจีตัดเพลงอื่นแทนน่ะค่ะ ิต๊ายยยยยยยยย! 5555 เริ่ดชิงๆค่ะ ตั้งแต่เกิดมาเพิ่งเคยเห็นม็อบประท้วงซิงเกิ้ล เก๋จัดๆ ให้ตายเถอะเจ๊ขาถ้าเจ๊จะหันลองไปเอาดีทางการเมืองล่ะก็รุ่งชัวร์ๆฮ่ะ แบ็คอัพประชาชนแข็งแกร่งมากๆขนาดที่ฝ่ายรัฐบาลของบางประเทศมาเห็นแล้วจะต้องอายยุบสภาไปเลย (เดี๊ยนไม่ได้ว่าใครนะคะ แค่พูดลอยๆ)
[b]You Got Me Feat.Jay-Z And Freeway (3.5/5)[/b] ขออนุญาติใช้คำนี้นะคะ เพลงนี้ "หงี่" สุดในอัลบั้มแล้วค่ะ คือฟังแล้วโดนตั้งแต่รอบแรกเลย อาร์แอนด์บีเนิบๆน่ารักๆเหยาะฮิพฮอพเปรี้ยวๆลงไป ภาพรวมออกมาเก๋เข้าขั้นค่ะ ส่วนตัวคิดว่าศักยภาพสูงพอที่จะเป็นซิงเกิ้ลเลยทีเดียว เสียดายนะคะที่เจ๊ไม่ยักตัด ต่อด้วย [b]I Only Wanted (3/5)[/b] ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นภาคต่อของ My All มีบัลลาดเพราะๆแบบนี้มาคั่นนี่รู้สึกดีขึ้นเยอะเลยค่ะ เพลงนี้มารายห์ร้องได้เซ็กซี่มากๆฟังได้เพลินๆเลยทีเดียวส่วนตัวชอบค่ะ แทร็คต่อไป [b]Clown (1.5/5)[/b] ว่ากันว่าเจ๊แต่งโต้ตอบเอมิเน็ม เนื้อเพลงนี่พิจารณากันลึกๆนี่จะเห็นได้ว่าด่าจิกไปถึงแม่คู่กรณีเลยค่ะ (ปากชั่วใช่ย่อยนะคะเจ๊ หึหึหึ) เพลงนี่น่าจะทำให้เริ่ดได้ไม่ยากนะคะถ้าเจ๊ทำออกมาเป็นฮิพฮอพแรงๆแล้วเอาสาวแสบๆอย่างดา แบร็ทหรือลิล คิม มาช่วยแร็พจะเด้งกว่านี้เยอะ ส่วนออริจินัลขอบอกเลยว่าไม่รอดค่ะล้มเหลวและไร้ทิศทางมากๆ เจ๊เป็นอะไรมากรึเปล่าคะ มาที่ [b]My Saving Grace (3/5)[/b] เพลงนี้เอาไปแถมไว้ในซิงเกิ้ล Fly Like A Bird ของอัลบั้มมีมี่ด้วยค่ะ ภาคดนตรีเปิดตัวด้วยเพียโนไลท์แจ๊ซซ์ก่อนจะค่อยๆเดินหน้าเป็นโซลฟูลอาร์แอนด์บีบัลลาดแบบเต็มสตรีมจนจบเพลง ชอบการเรียบเรียงดนตรีนะคะแต่ขัดใจตรงอารมณ์เพลงคือมันเหมือนจะอลังการแต่ไม่มอบความรู้สึกอะไรประดับอยู่ในนั้นเลยค่ะ เดี๊ยนว่ามันแลดูกลวงๆไปนิ๊ดน่ะค่ะ
[b]Yours (2.5/5)[/b] อาร์แอนด์บีเพราะๆเย็นๆ ถือว่าเป็นอีกเพลงที่เดี๊ยนฟังเพลินที่สุดในอัลบั้มเลยเชียวค่ะ เพลินชนิดที่ผ่านมาแล้วผ่านไปอย่างรวดเร็วหรือจะพูดอีกนัยนึงก็คืออ่อนยวบยาบมากๆ มาที่สองฮิพฮอพอาร์แอนด์บีเท่ห์ๆอย่าง [b]You Had You Chance (3/5)[/b]กับ[b]Lullaby (3/5)[/b]แม้ว่าความโดเด่นอาจจะสู้อาร์แอนด์บีต้นๆอัลบั้มไม่ได้แต่อย่างไรก็ตามเมือ่พิจารณาในแง่ของเอกภาพในตัวเพลงแล้วความไหลลื่นในการฟังถือว่าทำออกมาได้ค่อนข้างชม ที่ผิดคาดและผิดหวังมากๆก็คือ [b]Irresistible Feat. Westside Connection (2/5)[/b] ตอนแรกเห็นชื่อทีมของIce Cubeแล้วก็ตั้งความหวังไว้สูงว่าจะได้ฟังแก๊งคสทาแร็พแรงๆแน่ๆ ผลลัพธ์ออกมากลับกลายเป็นเวสต์โคสต์ฮิพฮอพจืดๆเนือยๆ ที่สำคัญเดี๊ยนรู้สึกว่ามารายห์เป็นส่วนเกินในเพลงนี้สุดๆด้วยซ้ำ คือปล่อยให้3หนุ่มนั่นแร็พไปน่าจะรื่นหูกว่าน่ะค่ะ มาที่[b]Subtle Invitation (3/5)[/b] โดดเด่นออกมาจากเพลงอื่น ด้วยความสดของดนตรีที่ใช้ลูกเล่นแบบสแตนดาร์ดแจ๊ซซ์ เก๋ดีที่กล้าฉีกออกมาจากกรอบเดิมๆแต่เจ๊ยังต้องการความลงตัวมากกว่านี้นะคะ เอาไปทำใหม่ให้ดีกว่านี้นะเจ๊ ปิดท้ายด้วย [b]Sunflowers For Alfred Roy (3.5/5) [/b] เพลงที่เธอแต่งเพื่อไว้อาลัยให้แก่การเสียชีวิตของ อัลเฟรด รอย แครีย์ คุณพ่อของเธอ ตัวเพลงเรียบง่ายแต่ใหความรู้สึกที่อบอุ่น สวยงามและบริสุทธิ์สุดๆ บัลลาดที่มอบมุมสว่างๆสะอาดหมดจดแบบนี้เป็นอีกหนึ่งในงานของมาราย์ที่เดี๊ยนฟังทีไรก็ประทับใจทุกๆครั้ง
รีมิกซ์ท้ายอัลบั้มเดี๊ยนขออนุญาติไม่รีวิวนะคะ
[b]สรุป[/b]
สำหรับเดี๊ยนนี่อาจจะเป็นอัลบั้มที่แย่ที่สุดของเธอนะคะ แต่อย่างไรก็ตามต้องถือว่าน่าประทับใจที่เธอสามารถประคับประคองภาพรวมให้อยู่ในระดับที่ไม่ต่ำกว่ามาตรฐานได้ ทั้งๆที่เพิ่งเผชิญกับลวิกฤตและความสูญเสียหลายๆอย่างไปจนถึงขั้นเสียความเชื่อมั่นและกำลังใจในการดำรงชีวิตไปชั่วขณะแต่งานกลับออกมาได้ระดับนี้ต้องบอกเลยว่าน่าชมเชยสุดๆ นอกจากนี้ยังต้องขอชมมารายห์ในฐานะที่เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ดีให้แก่ศิลปินรุ่นหลังได้เรียนรู้ถึงความบ้าคลั่ง ไม่เสถียรและไม่จีรังของวงการนี้ได้อย่างดี

Marilyn Monroe : Marilyn-Greatest Hits : 90%



Marilyn Monroe : Marilyn-Greatest Hits : 90%


รูปแบบเพลง
งานเพลงของมาริลีน มอนโรส่วนใหญ่ยืนพื้นอยู่ที่บรอดเวย์และแจ๊ซซ์เป็นหลัก โดยมักจะนำเสนออกมาเป็นสแตนดาร์ดแจ๊ซซ์หรูๆสนุกๆไม่ก็เป็นบรอดเวย์แจ๊ซซ์เก๋ๆที่อารมณ์เพลงอลังการมากๆ (ยิ่งได้ภาพลักษณ์ของเธอมาช่วยขับยิ่งดูสูงส่งขึ้นไปใหญ่) สำหรับแนวอื่นๆที่มีแทรกเข้ามาเป็นสีสันก็ได้แก่ สวิง พ็อพ บัลลาด คาบาเรต์รวมไปถึงโฟล์คป้าก็มีเดี่ยวลูกคอสดๆให้ฟังในอัลบั้มนี้ด้วย ส่วนตัวประทับใจสุดๆที่ป้านำเสนอภาพลักษณ์ของตัวเองลงบนงานเพลงได้อย่างมีชั้นเชิง ทั้งจริตจก้านสาวบลอนด์ ดีกรีความเป็นไอค่อนฮอลลีวูดรวมถึงการนำเสนอความเป็นสัญลักษณ์ทางเพศตลอดการของเธอลงสู่งานดนตรีได้อย่างแยบยล เรียกได้ว่าแจ๊ซซ์ของเธอคนนี้เป็นแจ๊ซซ์ที่เต็มไปด้วยสีสีน มารยาหญิง (ซึ่งหญิงที่รักจะมีมารยารุ่นหลังๆค่อนข้างจะนิยม) ความอลังการและสำคัญที่สุดเอกลักษณ์ของความเป็น มาริลีน มอนโร ล้วนๆ ซึ่งไม่ว่าใครได้ลงมาสัมผัสต้องเกิดความประทับใจและเพลิดเพลินไปกับลีลาการขับกล่อมของเธอ
จุดด้อย
เอาจริงๆแล้วขัดใจกับลิสต์เพลงเจ้าป้ามากๆค่ะ ส่วนตัวแล้วเดี๊ยนเห็นว่าบางเพลงไม่มีความน่าสนใจและไม่มีความยิ่งใหญ่พอที่จะมารวมอยู่ในอัลบั้มอันทรงเกียรตินี่ได้อย่าง That Old Black Magic ที่ป้าร้องในเรื่อง Bus Stop และผลลัพธ์ออกมาค่อนข้างไปทางแย่แต่กลับได้รับเลือก ในขณะที่เพลงดีๆอย่าง River Of No Return หรือ I'm Through With Love กลับถูกมองข้ามไปอย่างน่าเสียดาย (มาก) ได้ไงกันคะ แล้วอย่างเพลง Ladies Of The Chorus ที่เป็นสกอร์สั้นๆนี่ส่วนตัวเดี๊ยนไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องเอามันมารวมไว้ด้วยเลยค่ะ ยังคะยังที่น่าเกลียดสุดๆคือ Happy Birthday Mr. President ที่ป้าขึ้นไปร้องอวยพรให้ประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคเนดี้ ก่อนที่ป้าจะโดนฆาตกรรม (ส่วนตัวไม่คิดว่าผู้หญิงอย่างมาริลีน มอนโรจะฆ่าตัวตายเองหรอกน่ะค่ะ) ไม่ทราบว่าเอามายัดไว้เพื่ออะไรคะ แต่อันนี้โทษป้าไม่ได้เพราะตัวป้าก็ไม่ได้อยู่เลือกแทร็คเด็ดด้วยตนเองเอาเป็นว่าคงต้องมองไปที่ความตั้งใจและความละเมียดละไมของทีมงานที่ทำหน้าที่คัดเพลงลงในอัลบั้มน่ะค่ะว่า คิดอะไรกันอยู่ อีกเรื่องที่เดี๊ยนไม่พูดแล้วต้องอกแตกแน่ๆค่ะนั่นคือหน้าปกอัลบั้ม ถ้าพิจารณากันในเชิงแฟชั่นอาจจะดูดิบ เก๋และเฉี่ยวจริง แต่ส่วนตัวเห็นว่าไม่ใช่รูปที่ดีพอที่จะมาเป็นตัวแทนถ่ายทอดความเป็นมาริลีนบนปกอัลบั้มได้ (ฝ่ายอาร์ทเวิร์คล้มสุดๆ) โชคดีนะคะที่ผลงานของป้า90กว่าเปอร์เซนต์กู้ศรัทธากลบข้อผิดพลาดเหล่านี้ได้อย่างหมดจด (แต่ก็ด่าไปแล้วน่ะค่ะป้า หึหึหึ)
มาอีกเรื่อง ส่วนตัวแล้วเสียดายนะคะที่หลายคนมองข้ามเพลงของป้าไปเพียงเพราะตัดสินภาพของการที่เธอเป็นแค่นักแสดงและคงต้องยอมรับว่าการที่เธอได้รับการยกย่องว่าเป็นสัญลักษณ์ทางเพศตลอดกาลนี่ก็ถือเป็นดาบสองคมที่จะทำให้ผู้คนมองข้ามความสามารถของเธอไปในบางด้าน (เช่น การร้องเพลงที่กำลังพูดอยู่) เอาจริงๆแล้วเสียงป้าดีกว่าที่คิดนะคะรวมไปถึงชั้นเชิงและทักษะการนำเสนอเดี๊ยนว่าทำได้ดีไม่แพ้มืออาชีพทีเดียว ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะดิว่าแจ๊ซซ์มืออาชีพหลายนางได้ปูความสมบูรณ์แบบมาก่อนหน้ามาริลีนค่อนข้างนาน ที่สำคัญศิลปินหญิงแนวนี้เป็นพวกที่ความสมบูรณ์แบบและศักยภาพโดยรวมสูงกันมากๆชนิดที่แถบจะไม่มีใครด้อยกว่าใครเลยทีเดียว เอาง่ายๆลองคิดถึงชื่ออย่างบิลลี่ ฮอลิเดย์,นีน่า ซีโมนส์หรือเอลล่า ฟิทซ์เจอรัลด์แล้วลงมาเทียบกับมาริลีน มอนโรดูสิคะ (เห็นความแตกต่างของเครดิตได้อย่างชัดเจน) อีแบบนี้เจ้าป้าสุดที่รักของเดี๊ยนก็เลยซวยไปตามระเบียบ อย่างไรก็ตามเดี๊ยนขอยืนยันนะคะว่าอย่างน้อยเดี๊ยนเห็นและยอมรับศักยภาพของตัวเธอว่าจริงๆแล้ว ไม่ได้ด้อยกว่าดิว่าท่านใด
แทร็คเด็ด
เปิดอัลบั้มด้วย [b]I Wanna Be Loved By You (5)[/b] จากภาพยนตร์คอมเมดี้สุดคลาสสิคตลอดกาลเรื่อง Some Like It Hot ตัวเพลงเป็นสแตนดาร์ดแจ๊ซซ์หวานๆน่ารักๆผสานความเป็นบรอดเวย์ลงไปได้อย่างลงตัว ชอบวิธีการร้องของป้ามากๆค่ะเปรี้ยวและดัดจริตสุดๆ (นี่ชมนะคะ) ยิ่งมาพิจารณาเนื้อหานี่สมศักดิ์ศรีสัญลักษณ์ทางเพศตลอดการมากๆค่ะ ป้าทอดสะพานได้อย่างเหนือชั้นจนเดี๊ยนคิดว่าถ้าศิลปินรุ่นหลานยุคปัจจุบันได้ยินกันนี่จะต้องอายมุดดินหนีไปเลย นี่แหละค่ะที่บอกว่าป้าสามารถถ่ายทอดตัวตนลงสู่เพลงได้อย่างสมบูรณ์แบบ ตามมาติดๆกับ [b]Some Like It Hot (5)[/b] จากเรื่องเดียวกัน แจ๊ซซ์สนุกๆที่ป้านำจริตจก้านมารยายัดลงในเพลงได้อย่างมีชั้นเชิงไม่น้อยหน้าดิว่าแจ๊ซซ์นางใด ผลลัพธ์ออกมาเก๋มากๆเป็นอีกหนึ่งเพลงที่บอกความเป็นมาริลีนได้อย่างครบถ้วน มาที่ [b]A Fine Romance (4/5)[/b] กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดด เปรี้ยวมากๆค่ะป้า สวิงแจ๊ซซ์เริ่ดๆที่ป้าไปคัฟเวอร์มาจากป้าบิลลี่ ฮอลิเดย์ในปี1936 เดี๊ยนประทับใจสุดๆกับการปัดฝุ่นในแบบฉบับของป้าเองได้อย่างเหนือชั้น ส่วนตัวฟังเทียบกันเดี๊ยนชอบเวอร์ชั่นมาริลีนมากกว่าเวอร์ชั่นต้นฉบับอีกค่ะ (ไม่น่าเชื่อว่าจะทำได้)
ป.ล. คริสทิน่า อากิเลรา น่าจะลองคัฟเวอร์เพลงนี้ดูนะคะ อยากเห็นว่าเวอร์ชั่นแบบอีติ๊จะเป็นอีแบบไหนต้องซ่องแตกไม่แพ้กันแน่ๆ
[b]There's No Business Like Show Business (5)[/b] แอร๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย ต๊ายยยยย!ป้าจิกเพลงบรอดเวย์สุดคลาสสิคตลอดกาลมาร้องใหม่ค่ะ ต้นฉบับบมาจากละครบรอดเวย์เรื่อง Annie Gets Yiur Gun ของ Irving Berlin ในปี1946 โฮะๆๆๆๆ ป้าเล่นของสูงมากค่ะ แต่ทำออกมาได้อลังการสมศักดิ์ศรีทั้งตัวป้าและทั้งต้นฉบับเลยทีเดียว มาที่ [b]When I Fall In Love (3/5)[/b] เสียงป้าเหมือนเจ๊เกว็น สเทฟานี่มากๆค่ะเพลงนี้เป็นพ็อพบัลลาดที่เสริมด้วยเพียโนและเครื่องสายพร้อมสรรพสำเนียงการร้องแบบฝันๆ ป้าร้องบัลลาดได้เพราะเข้าขั้นนะคะ พิสูจน์ได้อีกกับ [b]One Silver Dollar (5)[/b] จากภาพยนตร์เรื่อง River Of No Return ภาคดนตรีเป็นพ็อพโฟล์คที่ป้าใช้เสีงร้องนำกีตาร์อคูสติค (กึ่งๆไปทางโซลได้เหมือนกันค่ะ) เรียบๆง่ายๆแต่สวยงามและทรงพลังสุดๆ ยกให้เป็นสุดยอดบัลลาดของป้าไปเลยมาต่อกับที่อีกหนึ่งเพลงช้าจากภาพยนตร์เรื่องเดียวกันอย่าง [b]Down In The Meadown (5)[/b] อีกหนึ่งพ็อพอคูสติคประสานกลิ่นอายชิลล์แจ๊ซซ์จางๆ (สมัยนั้นมีแล้วเหรอเนี่ย) ฟังแล้วรู้สึกอบอุ่นมากๆๆๆๆ ไม่น่าเชื่อว่าจะได้ยินเพลงน่ารักๆขนาดนี้จากมาริลีน มอนโร สลับมาฟังป้าร้องคลาสสิคกันดูดีมั้ยคะ?ขอแนะนำ [b]I Found A Dream (4/5)[/b] จากภาพยนตร์เรื่อง The Prince And The Show Girl ภาคดนตรีเป็นคลาสสิคบรอดเวย์บัลลาดที่ป้าขึ้นเสียงสูงถึงระดับโซพราโน่เลยเชียวค่ะ ลองนึกถึงThe Sound Of Music ไม่ก็ สโนไวท์ดูนะคะ ต่อด้วย [b]Bye Bye Baby (4/5)[/b] ฟังครั้งแรกยอมรับว่าตกใจค่ะเพราะช่วงต้นเพลงโครงสร้างเหมือนกับเพลงของป้าบิลลี่ช่วงยุค50มากๆคือเป็น สวิง แจ๊ซซ์และผสานกลิ่นอายบลูส์เข้มๆลงไป พอฟังภาพรวมทั้งหมดแล้วนึกถึงCandy Manของอีติ๊กับHanky Pankyของเจ๊แม่เลยค่ะ เรียกได้ว่าเป็นต้นแบบของสองคนนั้นก็คงไม่ผิด แทร็คต่อไป [b]Ev'ry Baby Needs A Da Da Daddy (3.5/5)[/b] จากภาพยนตร์เรื่องLadies Of The Chorusภาพยนตร์เพลงเรื่องแรกของเธอ เป็นอีกหนึ่งเพลงที่ตอบความเป็นมาริลีนแก่คนรุ่นหลังได้อย่างดี
[b]Diamonds Are A Girl's Best Friend (5)[/b] แทร็คปิดอัลบั้ม เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องGentlemen Prefer Blondes (โห! แค่ชื่อก็รู้ชั้นน่ะค่ะ) เพลงนี้ถือได้ว่าเป็นเพลงที่ดีที่สุดและดังที่สุดของป้า บรอดเวย์แจ๊ซซ์สนุกๆที่หยอดมาครบทั้งจริตจก้าน ลูกเล่น อารมณ์ขันในขณะที่เนื้อหาแต่งออกมาได้อย่างสวยงามมีชั้นเชิงสุดๆ องค์ประกอบที่สมบูรณ์แบบรอบด้านนี่เองที่ช่วยส่งให้เพลงนี้ดีเข้าขั้นคลาสสิค ถือว่าเป็นอนุสรณ์อันยิ่งใหญ่ที่มาริลีน มอนโรยังคงทิ้งไว้เป็นแรงบันดาลใจแก่ศิลปินรุ่นหลัง ซึ่งยังคงความนิยมมาจนถึงทุกวันนี้

สรุป
แม้ว่ามาริลีน มอนโรจะจากโลกนี้ไปนานแล้วก็ตาม แต่เรื่องราวของผู้หญิงคนนี้ยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆทั้งในเรื่องของผลงาน ภาพลักษณ์รวมไปถึงการจากไปอันเป็นปริศนาของเธอซึ่งทุกวันนี้โลกก็พยายามหาคำตอบ คงไม่ผิดถ้าจะบอกว่าMarilyn-Greatest Hitsเป็นหนึ่งในนั้นเช่นเดียวกัน ส่วนตัวแล้วเดี๊ยนดีใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีอัลบั้มชุดนี้ไว้ในครอบครองเพราะมันเป็นสิ่งเดียวที่แนะนำให้เดี๊ยนรู้จักกับเธอทั้งในฐานะนักร้อง นักแสดง สัญลักษณ์ทางเพศและที่สำคัญที่สุดในฐานะผู้หญิงธรรมดาๆคนหนึ่งที่ก้าวสู่ความเป็นสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของโลกตลอดกาล ทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอสร้างไว้มันยังคงเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆก้าวสู่ความเป็นตำนานที่โลกจะเล่าขานและนิยมสืบไป