วันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2552

Alicia Keys : The Element Of Freedom : 79%



Alicia Keys : The Element Of Freedom : 79%

หลังจากที่ได้จัดท็อป50อัลบั้มประจำปีเป็นครั้งแรกดินก็ได้รับอีเมลล์จากท่านผู้อ่านที่น่ารักส่งคำถามมาชนิดละลานตาทีเดียวว่า "ทำไมงานชุดนี้ของอลิช่า คียส์ถึงไม่ติด? มันไม่ดีอย่างไร?" ก็ขอตอบคำถามทุกท่านที่ถามมา ณ ที่นี้นะคะว่า "ที่ไม่ติดเพราะว่ายังไม่ได้ฟังค่ะ" รวมถึงไม่อยากจะจัดอันดับแบบส่งๆไป ดังนั้นงานชุดนี้ของอลิช่านี่เท่าที่ฟังแล้วคิดว่าต้องได้อยู่ในลิสต์ของท็อป50ปีหน้าแน่นอนเหนือสิ่งอื่นใดต้องขอมอบรีวิวชิ้นนี้ไว้โอ๋ผู้อ่านบางท่านที่เขียนมาแหกตัดพ้อต่อว้าดิฉันเนื่องจากน้อยใจที่อัลบั้มของศิลปินสุดที่รักนางนี้ไม่มีชื่อโผล่อยู่ใน50อันดับประจำปีที่ผ่านมา "ก็เพิ่งจะได้ฟังเจ้าค่ะ" หึหึหึ


รูปแบบดนตรี
สังเกตจากทิศทางการนำเสนอของอลิช่าจากงาน3ชุดก่อนหน้านี้แล้วส่วนตัวรู้สึกว่าเป็นอะไรที่เห็นได้ชัดเจนนะคะว่า "เธอตั้งใจที่จะแทรกงานดนตรีของเธอเข้าสู่พื้นที่ของตลาดและวัฒนธรรมดนตรีกระแสหลักมากขึ้น" จากงานบลูส์โซลอารืแอนด์บีติ๊สท์ๆดิบ หม่นและสวยสดสง่างามประดุจศิลปะใน Song In A Minor สู่ The Diary Of Alicia Keys ที่หยอดความนุ่มละมุนและหวานหูในแบบพ็อพมากขึ้นเข้ากับจิตวิญญาณของความเป็นโอลด์สคูลจากดนตรีโซลยุค60จัดๆก่อนจะขยับเข้าสู่งานที่มีความเป็นร็อคมากขึ้นมีกลิ่นอายของคันทรีย์จางๆในบางแทร็คตลอดจนภาพรวมที่ออกมาฟังง่ายขึ้นจนน่าตกใจใน As I Am มาถึงสตูดิโออัลบั้มชุดล่าสุด The Element Of Freedom ในส่วนของภาคดนตรีก็ยังคงไม่ถอยหนีจากการยื้นพพื้นที่พ็อพโซลอาร์แอนด์บีผสานบลูส์ ฟั้งค์ แจ๊ซซ์ คลาสสิคและกอสเพลแบบเออร์บันครบรสตามแบบฉบับอลิช่าที่เราๆคุ้นเคยรวมถึง "ความพ็อพ" ที่ยังคงติดตามมามากขึ้นชนิดที่ฟังจบครั้งแรกแล้วต้องสบถว่า "แม่งพ็อพฉิบหาย!" เลยทีเดียว คืออยากจะเรียนตามตรงว่าถ้าไม่สนลวดลายดนตรีตลอดจนสสรรพสำเนียงการร้องของเอแล้วส่วนตัวไม่คิดว่ามันเป็นงานในหมวด "โซลอาร์แอนด์บี" แต่อย่างใดด้วยความที่มันเป็นอะไรที่ไหลลื่นผิดวิสัย ฟังง่าย ฟังเพลิน ฟังแล้วไม่ต้องปีนกะไดประหนึ่งว่านั่งฟังงานจากฝาก "พ็อพ" ที่มีความเป็นคอนเทมโพลารีย์ในตัวสูงมากก็แค่นั้น รวมถึงความเป็นโอลด์สคูลในแอบบที่คุ้นเคยก่อนหน้านี้คิดว่าถูกแทนที่เข้ามาด้วยภาคก่ารนำเสนอที่ร่วมสมัยขึ้นค่อนข้างมากทีเดียวส่วนตัวฟังแล้วนึกถึงงานพวกโมเดิร์นอาร์แอนด์บี นีโอโซลตลอดจนคลาสสิคแจ๊ซซ์ร่วมสมัยมากกว่าที่จะเป็นบลูส์โซลอาร์แอนด์บีดิบๆหม่นๆหรืองานพ็อพโซลกลิ่นอายโมทาวน์ยุค60จ๋าๆอย่างที่เคยชิน อย่างไรก็ตามส่วนตัวชอบนะคิดว่าฟังง่ายและได้เห็นมุมมองใหม่ๆที่ไม่ซ้ำซากดี หาได้ไม่งายนักจากศิลปินประเภทอนุรักษ์นิยมจัดๆแบบเธอ
จุดด้อย
ถ้าไม่เอาความรู้สึกส่วนตัวของดิฉันล่ะก็คงต้องขอบอกว่า "เป็นงานที่ดีมากๆ" ทีเดียวคือครบรสสมบูรณ์แบบอ่ะค่ะ ไพเราะ ละเมียดละไม จรรโลงโลก จับจิตวิญญาณและทรงคุณภาพในแบบฉบับที่งานดนตรีดีๆงานหนึ่งจะทำได้ แต่ถ้าเอาความรู้สึกส่วนตัวใส่ลงไปล่ะก็อยากจะบอกว่า "เฉยๆมาก" กับงานชุดนี้คือไม่เถียงอ่ะนะว่าไพเราะทรงคุณภาพเพียงแต่ส่วนตัวไม่ได้รู้สึกดาดดื่นประทับใจอะไรมากมายก็แค่นั้นด้วยความที่ดิฉันอาจจะ "เรื่อง มากขึ้น","ฟังเพลงมากขึ้น" ตลอดจนอลิช่าทุกครั้ง "ก็มาแบบนี้อ่ะค่ะ" คือรักษามาตรฐานัวเองมาได้ดีตลอดแบบไม่ขยับหลีกหนีไปไหนถึงแม้ว่าศักยภาพที่ออกมาให้เห็นจะสูงเสียดฟ้าทุกครั้งแต่ เอ่อ อืมม อ่า โอเคคงต้องใช้คำว่าค่อนข้าง "ซ้ำซาก" ขนาดนี้ จากที่เคยดื่มด่ำมาตลอดมันกลับกลายเป็นไม่มีอะไรพิเศษเสียแล้วก็เท่านั้น
แทร็คเด็ด
เอาจริงๆอัลบั้มชุดนี้ของอลิช่าเป็นอะไรที่หลับตาจิ้มได้ทีเดียวนะคะแต่ถ้าจะให้เลือกแทร็คที่ฟังแล้ว "โดน" จริงๆก็ขอเลือก Doesn't Mean Anything (3.5/5) ซิงเกิ้ลเปิดตัวมาอุทิศถึงเป็นแทร็คแรกด้วยภาคการนำเสนอเป็นพ็อพโซลอาร์แอนด์บีพรมด้วยเพียโนคลาสสิคและแจ๊ซซ์จางๆในแบบฉบับที่ไม่หนีจาก No One ของงานชุดที่แล้วสักนิดแต่ถูกใจในความงดงามที่ไม่มีตกระดับไปจริงๆค่ะ เป็นปลื้มกันต่อกับ Try Sleeping With Broken Heart (4/5) ที่ส่วนตัวคิดว่าเป็นอะไรที่ค่อนข้างฉีกและแหวกแนวไปจากการนำเสนอธรรมเนียมเดิมๆของอลิช่านะคะ พ็อพโซลอาร์แอนด์บีบัลลาดที่โด่นด้วยการหยอดเสียงสังเคราะห์และซินธิ์แบบสโลวแจมดาวน์เทมโพลอยละล่องเก๋ๆเข้ากับความดิบสดของฟั้งค์ ร็อคและบลูส์จางๆก่อนจะปิดท้ายด้วยเพียโนคลาสสิคตามแบบฉบับของอลิช่าได้ในชนิดที่สุดแสนจะลงตัว สลับมาฟังเพลงคึกคักๆกันบ้างใน This Bed (3.5/5) อีกหนึ่งแทร็คที่ฉีกตัวออกจากความอนุรักษ์นิยมของอลิช่าในงานก่อนหน้านี้ด้วยโอลด์สคูลพ็อพเต้นรำฉาบด้วยความกรีดกายในแบบฉบับของฟังค์กีย์ดิสโก้ยุค70ตบด้วยซลหวานๆและอาร์แอนด์บีหรูๆได้อย่างเก๋ไ ฟังแล้วนึกถึงงานของวิทนีย์ ฮุสทันไม่ก็เจเน็ท แจ็คสันทีเดียว
ข้ามฝากมาที่ฝั่งคอนเทมโพลารีย์จัดๆในแบบที่แฟนๆอลิช่าฟังแล้วต้องชอบเริ่มที่ That's How Strong My Love Is (4.5/5) บลูส์โซลอาร์แอนด์บีบัลลาดติดคลาสสิคแจ๊ซซ์ตลอดจนการนำเสนอที่ร่วมสมัยในแบบโมเดิร์นอาร์แอนด์บีแลดูเรียงง่ายหากแต่ไพเราะและนุ่มละมุนชนะเลิศ ที่สำคัญเพลงแบบนี้แหละที่คิดว่าแฟนๆของอลิช่าต้องการแน่ๆ เช่นเดียวกันกับ Distance And Time (4/5) ที่หยอดความเป็นพ็อพเข้าไปสูงโด่จนเข้าขั้นอดัลท์คอนเทมโพลารีย์เป็นอีกหนึ่งแทร็คพ็อพโซลอาร์แอนด์บีที่เพราะและเข้มข้นในระดับแนวหน้าของานชุดนี้เลยทีเดียว เชื่อว่าผู้ฟังไม่ว่าจะขาประจำหรือขาจรคงจะตกหลุมรักแทร็คนี้กันได้ไม่ยาก มาที่ How It Feels To Fly (5) หนึ่งในแทร็คที่เประทับใจที่สุดของงานชุดนี้ คอนเทมโพลารีย์บลูส์โซลอาร์แอนด์บีบัลลาดผสานแจซซ์ คลาสสิคและกอสเพลสุดอลังการในแบบฉบับภาคดนตรีเอกลักษณ์อันโดเด่นของอลิช่าที่เราๆคุ้นเคยและรักกันดี ปิดท้ายด้วย Empire State Of Mind (Part II) (5) แค่อ่านชื่อก็รู้แล้วว่าเพลงนี้ต้องไม่ธรรมดาและแน่นอนไม่มีผิดหวังจริงๆ ภาคดนตรีเป็นคอนเทมโพลารีย์พ็อพโซลอาร์แอนด์บีบัลลาดติดกอสเพลและสแตนดาร์ดแจ๊ซซ์ที่ไพเราะทรงพลังจนขนลุกนับว่าเป็นอีกครั้งที่แรกแทรคมาปิดม่านมหากาพย์ทางดนตรีได้อย่างเหนือชั้น (คัฟเวอรืจย์ซีมาเหรอคะ?)
สรุป
The Element Of Freedom นับว่าเป็นอีกหนึ่งย้างก้าวที่ดีสำหรับความตั้งใจของอลิช่าที่จะนำดนตรีโซลอาร์แอนด์บีเข้าสู่ตลาดกระแสหลักตลอดจนเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ศักยภาพ ความสามารถและกึ๋นของอัจฉริยะในการเป้นศิลปินทรงคุณภาพของเธอได้อย่างดีทีเดียว ต๊ายยย ไม่อยากให้พลาดจริงๆค่ะ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น