วันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2552

Rodrigo Del Arc : A Kind Of Bossa : 85%


Rodrigo Del Arc : A Kind Of Bossa : 85%


จัดรีเควสให้ท่านผู้อ่านมา2-3รีวิวติดแล้วงวดนี้ดิฉันขอเขียนอะไรตามความปรารถนาอันแรงกล้าสนองนี๊ดตัวเองบ้างนะคะ ซึ่งศิลปินที่จัดให้ในรีวิวครั้งนี้ต้องบอกว่าเป็นพรหมลิขิตประจำปีนี้จริงๆเพราะวันหนึ่งนั่งเปิดมายสเปซทำฉอเลาะหาเพื่อนไปเรื่อยอยู่ๆก็มาจ๊ะเอ๋จ๊ะเอากับศิลปินหนุ่มบราซิลเลี่ยนโคตรหล่อนายนี้ชนิดเต็มรักได้ยลโฉมพ่อเทพบุตรครั้งแรกแล้วเทพธิดาเทียมนางนี้ถึงกับหลุดลอยไปเลยทีเดียว แหมมมมม "ช่างรูปงามอะไรปานนี้" ชะรอยว่าสวรรค์ชั้นฟ้าจะกำหนดโชคชะตาให้เราได้มาเคียงคู่กันโดยแท้ประดุจมหากาพย์รักในวรรณคดี (อ๋อ อีพวกที่มาแซวดิฉันว่า "คดีอะไร" ฆาตกรรม ข่มขืน ลักทรัพย์ ฉ้อโกง เปิดซ่องหรือก่อการวิวาท? นี่ไพร่มากนะคะระวังจะโดนตบ) แถมงานดนตรีคุณเธอก็ยังไพเราะเพราะพริ้งจับจิตวิญญาณขนาดนั้นว่าแล้วก็ขอแนะนะ Rodrigo Del Arc กับงานชุด A Kind Of Bossa บุเพสันนิวาศประจำปี2009ของแนสทิน่าค่ะ หึหึหึ


รูปแบบเพลง

งานของคุณร็อดดี้ขาเป็นอินดี้พ็อพที่มีกลิ่นอายของดนตรีบราซิลเลี่ยนพื้นเมืองเข้ามาผสมผสานชนิดเด่นจัดและชัดเจนมากๆโดยหลายแทร็คได้รับอิทธิพลการนำเสนอมาจากดนตรีบอสซาโนว่า ชิลล์แจ๊ซซ์และเล้าจน์แทรกเข้ามารับบทเอกในทิศทางที่ค่อนข้างสูงทีเดียวนอกจากนี้บางแทร็คยังแฝงรสชาติคอนเทมโพลารีย์ อคูสติค บางแทร็คหวนให้นึกถึงอารมณืหวานๆของอินดี้พ็อพช่วงยุค60-70 บางแทร็คเจือโซลเหงาๆหวานๆลอยละล่องตลอดจนบางแทร็คขยับไปเล่นกับพ็อพโฟล์คบริสุทธิ์ยันทีนพ็อพจ๋าๆจัดๆเอาใจวัยรุ่นยุคสมัยนี้ก็มี ชะ ชะ ช่า ทั้งหล่อทั้งหลากหลายและมากความสามารถขนาดนี้ อ่า นี่แหละสเป็คช่า หึหึหึ



จุดด้อย

บางคนเขาค่อนขอดงานของคุณพี่ว่า หนักพ็อพ" ไปนิดมากกว่าจะเป็นศิลปะแบบบราซิลเลี่ยนจัดจ๋าและบอสซาโนว่าเข้มข้นชนิดเกินครึ่งอัลบั้มซึ่งก็ต้องยอมรับนะคะว่าอาจจะจริงอย่างที่เขาว่านะคะคุณพี่ขา เพียงแต่กรณีนี้สำหรับคุณน้องแล้วไม่มีปัญหาค่ะ ไม่มีอะไรจะติเตียนและไม่มีอะไรเป็นอุปสรรคต่อการดื่มด่ำของคุณน้องค่ะ น้องแนสทิน่าคนนี้รับได้ทุกสิ่งที่คุณพี่ Rodrigo Del Arc สุดหล่อรังสรรค์ขึ้นมา หึหึหึ จริงๆนะคะ


แทร็คเด็ด

เปิดอัลบั้มด้วย Slip Into Precision (5) ที่ครบเครื่องด้วยการนำเสนอและจังหวะจะโคนอันทรงเสน่ห์แบบบราซิลเลี่ยนแท้ๆที่แพรวพราววาวระยิบระยับไปด้วยบอสซาโนว่า ชิลล์แจ๊ซซื เล้าจน์ยันจังหวะคึกคักสนานใจแบบละทินโซลติดฟั้งค์ บิ๊กแบนด์ตลอดจนตบด้วยความเป็นซัลช่าช่วงท้ายเพลงได้ชนิดลงตัวสุดๆแถมยังได้น้ำเสียงสุดเซ็กซี่และนักร้องที่หล่อขนาดนี้มาขับขาน ดิฉันยอมพลีให้ทั้งวิญญาณเลยค่ะ ต่อด้วยซิงเกิ้ลอย่าง The Question Song (4/5) ที่เป้นงานอินดี้พ็อพย้อนยุคที่ตัวเพลงตลบอบอวนไปด้วยกลิ่นอายบราซิลเลี่ยนพ็อพช่วงยุค60-70เจือบอสซาโนว่า ชิลล์เอ๊าทืและแจ๊ซซ์เล้าจน์ได้อย่างมีเสน่ห์ส่วนตัวชอบภาคเนื้อหาที่รู้จักเล่นการใช้คำได้อย่างมีสำบัดสำนวนทรงวาทะศิลป์และมิวสิควิดีโอยังน่ารักอีกต่างหาก ก่อนจะขยับมาที่ Under The Sea (4/5) ที่หม่นขึ้นกว่าบรรดาแทร็คก่อนหน้านี้โดดยตัวเพลงเป็นคอนเทมโพลารีย์บัลลาดเจือแจ๊ซซ์เล้าจน์ขมุกขมัว โซลหวานๆเหงาๆลอยๆตลอดจนเครื่องสายแบบเมนท์สตรีมกรีดกรายยกระดับให้ตัวเพลงเพราะและหรูหราขึ้นมากกว่าที่เป็นทีเดียว

A Place To Remind (4/5) ต๊ายยยย พ็อพจ๋ามากๆฟังแล้วนึกถึงงานช่วงยุคแรกของไรอัน คาบรีล่าไม่ก็เจสซี่ แม็คคาร์ทนีย์ประมาณนั้นเลยทีเดียวแม้สำเนียงการร้องคุณพี่จะแปร่งๆไปนิดแต่ก็เชื่อว่าฟังแล้วคงเคลิ้มกันได้ไม่ยาก เพราะดีนะ สำหรับ Candle Light (4.5/5) อีกหนึ่งแทร็คที่พาคุณผู้ฟังไปดื่มด่ำทำความรู้จักกับศิลปะของดนตรีคอมเทมโพลารีย์แบบราซิลเลี่ยนแท้ๆที่หอมฟุ้งไปด้วยบอสซาโนว่าแจ๊ซซ์ติดเล้าจน์สุดไพเราะเข้มข้นสไตล์บราซิลเลี่ยนแท้ๆ หรูหรากรีดกรายและไฮโซสุดๆแม้จะไม่เหมาะกับหญิงเลวอย่างดิฉันแต่ก็พยายามชอบเต็มที่ค่ะเพื่อคุณพี่ไงคะ ปิดท้ายกับงานพ็อพโฟล์คอคูสติคเพราะใน Together (4/5) เวอร์ชั่นสดอำลาผู้ฟังได้อย่างสุดประทับใจ


สรุป

ตั้งแต่หายใจมาบนโลกนี้22จะ23ปีดีดักไม่เคยมีวันไหนที่ดิฉันรู้สึกอยากจะบินไปชมบราซิลเท่าวันนี้มากอ่นเลยค่ะมีประชากรหล่อสะบัดอย่างคุณพี่ Rodrigo Del arc ของดิฉันอาศัยอยู่นี่ส่วนตัวกล้าการันตีเลยว่าต้องเป็นปีะเทศที่น่าอยู่ติดอันดับโลกแน่นอน ว่าแล้วอยากจะสยายผมตีปีกไปตายเอาดาบหน้าที่บราซิลดีกั่ว ว่าแตาคุณพี่ rodrigo ยินดีให้ที่พักพิงแนสทิน่าคนนี้รึเปล่าเอ่ย ?

วันอังคารที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2552

James Morrison : Songs For You,Truths For Me : 94

James Morrison : Songs For You,Truths For Me : 94


ช่วง5เดือนที่เคยหายไปจากบอรืดมีอัลบั้มหนึ่งที่ส่วนตัวอยากรีวิวมากๆนั่นคือ Songs For You,Truths For Me การกลับมาครั้งที่สองของ "เจมส์ มอริสัน" หนึ่งในศิลปินชายสุดที่รัก แต่น่าเสียดายที่ไม่มีโอกาสและแม้ว่าทุกวันนี้จะกลับมาลอยหน้าลอยตาเยี่ยมบอร์ดค่อนข้างนานแล้ว (จนโดนบางคนแซวว่า "แหม อีนี่เยี่ยมนานเหลือเกินนะ") แต่ก็ยังหาช่วงเวลาประจวบเหมาะเจ๋งเป้งที่จะเขียรนถึงงานคุณพี่ไม่ได้เสียทีจวบจนวันนี้ที่ กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดด คุณน้องหาเรื่องเขียนถึงคุณพี่ได้เสียทีด้วยความที่ท่านผู้อ่านที่น่ารักหลายท่านทักท้วงมาว่า "อีแนสเมื่อไหร่จะรีวิวงานตานี่คะ" โฮะๆๆๆๆๆ คู่กันแล้วต่อให้จากกันไปนานเท่าใดก็ย่อมไม่แคล้วกันชิมิคะคุณพี่ในที่สุดดิฉันก็ได้เขียนถึงสุดที่รักเสียที หึหึหึ ถ้าพี่เจมส์อ่านภาษาไทยออกคงอุทานในใจว่า "อีห่ากูอยู่ของกูดีๆมาเป็นปี มายุ่งกับกูอีกแล้ว"

รูปแบบเพลง

เอาจริงๆแล้วคิดว่าภาคดนตรีของงานชุดนี้ไม่หนีจาก Undiscovered เท่าไรนะคะคือหลักใหญ่ใจความยังคงยืนพื้นที่พ็อพโซลนุ่มละมุนอุ่นไอรักละเมียดละไมผสานสรรพสำเนียงการร้องแหบเสน่ห์แบบบลูส์โซลสุดเชือดเฉือนที่ยังคงชวนให้หวนคิดถึงเส้นเสียงแบบศิลปินชายช่วงยุคโมทาวน์เช่นคยก่อนจะบีบความเป็นพ็อพและอดัลท์คอนเทมโพลารีย์สูงโด่เข้าไปคุมทิศทางตบด้วยโฟล์ค ณ้อค ฟั้งค์ คอนเทมโพลารีย์อาร์แอนด์บีและแจ๊ซซ์เข้าไปทำพิธีเจิมมนตร์เสน่ห์เป็นอันเสร็จพิธี หากแต่ความไม่เปลี่ยนแปลงนี้เป็นอะไรที่มาในทิศทางที่จัดจ้าน ชัดเจนและมีพัฒนาการในระดับที่น่ายกย่องกว่าที่เคยได้ยินจากงานชุดแรกมากๆเลยทีเดียว ส่วนตัวรู้สึกว่าความเป็นพ็อพสูงขึ้นและฟังง่ายขึ้นแต่ในขณะเดียวกันความดิบสด เข้มข้น ทรงพลังและจิตวิญญาณทางดนตรีที่ตัวศิลปินระเบิดออกผ่านทางผลงานนี่ก็มาในระดับที่เหนือชั้นขึ้นไม่แพ้กันที่สำคัญไพเราะชวนดื่มด่ำตลอด12แทร็คชนิดไม่มีเสื่อมคลายจริง

จุดด้อย

รอให้ผู้อ่านมาให้ค่ะเพราะดิฉันหาไม่เจอจริงๆ หึหึหึ เนื่องจากประทับใจในความไพเราะละมุนหวานหยดกับงานดนตรีของคุณพี่ดื่มด่ำชนิดที่โยนความประทับใจและความเคารพรักให้คุณพี่หมดทั้งทรวงแถมตัวคนเขียนให้คุณพี่ไปต้มยำทำแกงอะไรก็ได้เล่นด้วยค่ะ อย่างหลังนี่ไม่เอาไม่ได้ค่ะมันเป็นแพ็คเก็จที่มาควบคู่กันดังนั้นบังคับว่า ต้องเอา นะคะคุณพี่ขา หึหึหึ



แทร็คเด็ด


เริ่มที่ The Only Night (3.5/5) แทร็คเปิดอัลบั้มที่ส่วนตัวรู้สึกว่าเปรียบเสมือนภาคต่อของ Under The Influence จากงานชุดที่แล้วที่ตัวเพลงเป็นการบูรณาการเอาลวดลายของโซล บลูส์ อารืแอนด์บี ฟั้งค์ แจ๊ซซ์ตลอดจนร็อคปทะเข้าด้วยกันอย่างมีชั้นเชิงและเฮฮาสนานใจมากเช่นเดิม นับเป็นอีกครั้งที่ใช้แทร็คเปิดอัลบั้มในการประกาศจุดยืนและภาพรวมของซาวนด์เอกลักษณืของตัวงานได้อย่างน่าประทับใจ สำหรับซิงเกิ้ลแรกอย่าง You Make It Real (4/5) ที่ตอนแรกฟังแล้วรู้สึกเฉยๆแต่พอให้ระยะเวลาาในการฟังเป็นปีเข้ากลับเป็นอะไรที่งามระยับจับจิตมากๆ พ็อพโซลที่โดเด่นบนภาคดนตรีโฟล์คร็อคเรียบง่ายนุ่มละมุนเคียงคู่ไปกับน้ำเสียงทรงเสน่ห์บาดใจแค่นี้ก็รักจายแล้ว พิสูจน์ได้อีกเพลงใน Please Don't Stop The Rain (5) ที่ภาคดนตรีไม่หนีกันมากนักหากแต่โดเด่นกว่าบนความเป็นอดัลท์คอนเทมโพลารีย์หวานๆพร้อมกับท่อนคอรัสเพราะๆและสรรพสำเนียงการร้องกระชากใจที่ฟังแล้วติดหูชะงัดตั้งแต่รอบแรก ขอยกให้เป็นหนึ่งในแทร็คที่เพราะและโดดเด่นที่สุดสำหรับงานชุดนี้ทีเดียว สำหรับแทร็คที่ฟังแล้วประทับใจที่สุดต้องยกให้ Save Yourself (5) อดัลท์คอนเทมโพลารีย์พ็อพโซลบัลลาดที่ติดสรรพสำเนียงการร้องแบบบลูส์โซลเชือดเฉือนทรงพลังที่พี่เจมส์ขาของหนูร้องออกมาได้เพราะถึงขั้นฆ่ากันตายไปข้าง ใครที่เคยควักหัวใจให้กับ You Give Me Something ไปแล้วก็คงจะตกหลุมรักเพลงนี้ชนิดถวายจิตวิญญษณได้ไม่ยาก มาที่ Precious Love (5) ซึ่งกรีดกรายบนภาคดนตรีโอลด์สคูลคอนเทมโพลารีย์อารืแอนด์บีบัลลาดติดฟั้งค์และบิ๊กแบนด์แจ๊ซซ์ที่ภาคการนำพเสนอชวนให้ย้อนระลึกถึงมนตร์เสน่ห์อันหอมหวานของดนตรีช่วงยุคโมทาวน์อันเปนยุครุ่งเรื่องของดนตรีโซลและอาร์แอนดืบีทีเดียว อลังการมาก ปิดท้ายอัลบั้มด้วย Love Is Hard (4.5/5) แทร็คปิดอัลบั้มสุดเพราะกับดนตรีพ็อพโฟล์คอคูสติคสวยๆที่คลอเคลียไปกับน้ำเสียงโซลทุ้มนุ่มลึกและทรงพลังกังวานของคุณพี่เจมส์จ๋าสุดที่รักของดิฉันที่ฟังแล้วอบอุ่นประทับใจไปถึงขั้วของจิตวิญญาณเลยทีเดียว ต๊ายยย จบอัลบั้มซะแล้วเหรอคะ?

สรุป


หลังจากที่ดื่มด่ำกับงานชุดนี้จบแล้วส่วนตัวต้องขอบอกว่า "ภูมิใจ" และ "ประทับใจ" ในตัวคุณพี่ขามากกกกกกกกกกกกกกกกกกๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆและยังคงกล้ายืนยันดันทุรังต่อไปว่าสมญานามที่สื่ออังกฤษมอบให้คุณพี่เป็น "เพชรแห่งโซล" และหนึ่งในอนาคตทางดนตรีอันเจิดจรัสแห่งวงการฝากผู้ดีนั้น มันไม่เกินความจริงเกินไปแต่อย่างใดค่ะ เชื่อเถอะ!



วันจันทร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2552

VNV Nation : Of Faith,Power And Glory : 85%


VNV Nation : Of Faith,Power And Glory : 85%


ควันหลงจากการจัดอันดับท็อป50แห่งปี2009ของดิฉันยังคงตามมาหลอกหลอนในอีเมลล์จวบจนวินาทีนี้อยู่หลายฉบับทีเดียวนะคะ หนึ่งในคำถามที่ถูกส่งมามากที่สุดคือ "รีเควสอัลบั้มศิลปินแปลกๆ" เพื่อนำไปใช้ในการพิจารณาประกอบการตัดสินใจในการเลือกโหลดเลือกซื้อ ส่วนตัวก็ดีใจนะคะที่ศิลปินบางท่านในลิสต์50อันดับของดิฉันเนี่ยเป็นอะไรที่ไม่ได้อยู่ในกระแสของเมนท์สตีมเลยแต่ก็กลับมีผู้อ่านให้ความสนใจมากอยู่ว่าแล้วแนสทิน่าก็ขอสนองนี๊ดคุณๆผู้อ่านที่น่ารักทั้งหลายด้วยรีวิวอัลบั้ม Of Faith,Power And Glory ของ VNV Nation วงอิเล็คโทรนิคสุดล้ำจากลอนดอนหนึ่งในอัลบั้มที่ส่วนตัวชอบมากที่สุดของปี2009จากหนึ่งศิลปินที่ผู้อ่านของแนสทิน่าถามถึงมากที่สุด

รูปแบบเพลง

สำหรับงานดนตรีของวงนี้นิยามไว้ชัดเจนว่าเป็นอะไรค่อนข้างจะ Futuristic นะคะกล่าวคือเน้นการนำเสนอดนตรีแบบเปรี้ยวล้ำมหัศจรรย์ที่ตลบอบอวนไปด้วยกลิ่นอายเก๋ๆแห่งนิยามดนตรียุคอนาคตซึ่งโดเด่นบนความเป็นอิเล็คโทรนิก้าผสานพ็อพตบด้วยการระบายสีสันลวดลายจากดนตรีเต้นรำสุดแฟชั่นทั้งแทรนซ์ เทคโน เฮ้าส์ นิวเวฟตลอดจนซินธิ์พ็อพเข้าไปยกระดับความเจิดจรัสของตัวงานได้อย่างมีชั้นเชิงบางเพลงเป็นอัลเทอเนทีฟ บางเพลงเข้าขั้นโพรเกรสซีฟและบางเพลงฉีกมาเป็นอดัลท์คอนเทมโพลารีย์เพียโนบัลลาดแบบพ้อพบริสุทธิ์กระจ่างใสหากแต่ทรงพลังอลังการบนสรรพสำเนียงการร้องที่เปี่ยมด้วยพลังโซลของตานักร้องนำและจากที่กล่าวมาทั้งหมดก็หาฟังได้ใน Of Faith,Power And Glory ชุดนี้นี่แล

จุดด้อย

งานเก๋จริงๆแต่ก็สะดุดในบางจุดที่มักจะวนเวียนอยู่กับลูกเล่นเดิมๆ ช่วงครึ่งแรกอัลบั้มเป็นอะไรที่แบบบรรเจิดใจมากๆฝนขณะที่ช่วงหลังๆนี่ก็เริ่มวนลูพก็อปลูกเล่นงานตัวเองแล้ว แต่จะว่าศิลปินจำพวกอิเลคโทรนิค อาร์แอนด์บีกับเมทัลทั้งหลายแหล่ไม่ค่อยจะหนีพ้นสัจธรรมเหล่านี้กันอยู่แล้วก็เลยไม่รู้สึกขัดเคืองใจอะไรมา

แทร็คเด็ด

Sentinal (4/5) แทร็คเปิดอัลบั้มต่อจาก Pro Victoria ที่เป็นอินโทรบรรเลงล้วนหนึ่งแทร็คตัวเพลงเป็นอิเล็คโทรพ็อพเต้นรำจัดจ้านที่บูรณาการเอาความเปรี้ยวล้ำของดนตรีเต้นรำทั้งเบรคบีท เฮ้าส์ เทคโน ซินธิ์พ็อพและแทรนซ์เข้ามาประสานงากันได้อย่างลงตัวในแทร็คเดียวนับว่าเป็นการนำไฮไลท์ของดนตรีเด็ดๆและการนำเสนอที่เป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นจากทางวงมาเปิดตัวงานเพื่อบอกภาพรวมของอัลบั้มได้อย่างดีพอๆกับภาคเนื้อหาที่เปรียบเสมือนไทเทิ่ลแทร็คอันเป็นธงชัยประกาศจุดยืนครั้งใหม่ของทางวงกลายๆ แทร็คถัดไป Tomorrow Never Comes (5) ที่ขยับข้นไปสู่ระดับของการนำเสนอแบบโพรเกรสซีฟแทรนซ์ตึ๊บๆหนักหน่วงติดเฮ้าส์ลอยๆและเทคโนเก่ๆฟังแล้วก็ชวนนึกถึงงานอาร์มิน ฟาน บูเรน ดีเจแทรนซ์สุดเซ็กวี่จากเนเธอร์แลนด์คนนั้นทีเดียว ตัวเพลงแฟชั่นมากๆ ต่อด้วย The Great Divide (5) ชอบที่สุดในอัลบั้ม ตัวเพลงเรียบง่ายหากแต่เพราะและทรงพลังมากๆกับลุกเล่นของซินธิ์พ็อพอิเล็คโทรติดอินดี้และนิวเวฟจางๆ เท่ห์ขาดใจ !!!

Art Of Conflict (4.5/5) แนวที่สุดในงานชุดนี้ตัวเพลงเป็นอัลเทอเนทีฟแดนซ์ที่วางโครงสร้างบนบีทไลท์เทคโนตบด้วยซินธิ์ เสียงสังเคราะห์และอิเล็คโทรนิก้าจัดๆเข้ากับสรรสำเนียงการร้องสุดเหวี่ยงสไตล์โรโบติค ส่วนตัวฟังแล้วเห็นถึงภาพของคำว่า Futuristic ได้อย่างชัดเจนมากๆ ติ๊สท์โคตรค่ะ ปิดท้ายรีวิวด้วย From My Hands (4/5) ที่สลับอารมณ์เพลงเต้นรำเก๋ๆตึ๊บๆมาสู่ความพลิ้วไสวของดนตรีอดัลท์คอนเทมโพลารีย์เพียโนพ็อพบัลลาดสุดสง่างามที่คลอเคลียไปกับสรรพสำเนียงโซลสุดทรงพลังของอาเฮียนักร้องนำชนิดที่ทำเอาดิฉันฟังแล้วต้องตกตะลึงเพราะไม่คาดคิดว่าจะได้ยินบัลลาดระดับนี้จากทางวง เริ่ด!!

สรุป

หนึ่งในภาพสะท้อนที่ทรงพลังแจ่มชัดของนิยามดนตรี Futuristic ถ้าคุณจะหาคำจำกัดความ


Forwardmag (Music Cassanova#4)


สำหรับ Music Cassanova ครั้งที่4นี้ส่วนตัวขอสลับจากงานเขียนอุทิศถึงความประทับใจถึงศิลปินมาเป็นงานเขียนที่ต้องบอกว่าอุทิศหลายสิ่งหลายอย่างที่มันอยู่เหนือกว่าคำว่า "ประทับใจ" ให้แก่พื้นที่เล็กๆบนโลกไซเบอร์แห่งหนึ่งซึ่งพื้นที่แห่งนี้สำาหรับเดี๊ยนนอกจากจะมอบแรงบันดาลใจให้แก่งานเขียนและดนตรีในฐานะหนึ่งในนิตยสารเพลงสากลที่ส่วนตัวรักที่สุดแล้วยังเป็นจุดเริ่มต้นทั้งหมดบนถนนสายรีวิวตลอด7ปีของชื่อ Da Nastina ที่แห่งนี้ก็มอบความสำเร็จให้แก่ชื่อนี้มากมายนะคะไม่ว่าจะในฐานะนักรีวิวตัวแม่ หนึ่งในล็อคอินที่ถูกเกลียดขี้หน้าและถูกด่าลับหลังมากที่สุด น้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรง ดิว่า หนึ่งในบุคคลที่ได้ชื่อว่านิสัยแย่ที่สุดในบอร์ดตลอดจนได้รับอะไรที่มันทรงเกียรติถึงขั้น "ตำนาน" ของบอร์ดรีวิว ซึ่งส่วนตัวขอบอกว่ารู้สึกประทับใจและภูมิใจสำหรับทุกคำขนานนามที่ได้รับมากเพราะถึงแม้ว่าจะเป็นความสำเร็จในโลกที่จับต้องไม่ได้หากแต่การที่ความฝัน งานอดิเรกและภาพลักษณ์ของคนธรรมดาคนหนึ่งมันกลายเป็นอะไรที่ "โอเค ถูกยอมรับในระดับหนึ่ง" ที่ต่อให้แม้ว่าโลกนั้นจะเป็นโลกแห่งความฝันหรือเป็นโลกจินตนาการเทพนิยายก็ตามมันเป็นอะไรที่อบอุ่นไม่น้อย เหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมดความเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดท่านหนึ่งที่พื้นที่แห่งนี้มอบให้เด็กคนหนึ่งตลอด7ปีและช่วยให้ผ่านช่วงเวลายากลำบากต่างๆหลายเรื่องมาได้นั้นมันส่งแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ให้ใน Music Cassanova ครั้งนี้ต้องอุทิศคำขอบคุณให้แก่ Forwardmag หนึ่งในนิตยสารดนตรีสากลที่รักและเว็บบอร์ดกนตรีสากลที่เปี่ยมไปด้วยสีสันแห่งชีวิตและวัฒนธรรมที่ครบเครื่องที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทยและสำหรับดิฉัน ที่แห่งนี้เป็นมากกว่า "โลกไซเบอร์"

ก่อนอื่นต้องขอบอกว่าตลอดระยะเวลา7ปีเต็มที่เป็นสมาชิกที่นี่เป็น7ปีที่ได้อะไรกับชีวิตทั้งในบอร์ดและนอกบอร์ดเยอะมาก เผชิญมาทุกความรู้สึกตั้งแต่มิตรภาพแสนอบอุ่นชั่วข้ามคืนยันสมรภูมิอมตะอภิมหานิรันดร์กาลล่วงเข้า7ปีดีดักแล้วต่างฝ่ายก็ต่างไม่คิดจะเผาผีกันก็มีซึ่งต้องขอบอกนะคะว่าเป็นอะไรที่ "มีค่าทุกความรู้สึก" บางคนอ่านแล้วคงสงสัยว่า "อีนี่จะอะไรนักหนากับโลกไซเบอร์" คือส่วนตัวก็ไม่ได้อะไรนักหนานะคะเพียงแต่คิดว่าทุกสิ่งที่ได้เจอ ณ ที่แห่งนี้มันเป็นอะไรที่มีค่ามากกว่านิยามอันผิวเผินของคำว่า "แค่" โลกไซเบอร์ อย่างที่เคบยฃบอกไปเมื่อลาบอรืดงวดที่แล้วแหละค่ะว่าในโลกไซเบอร์นี่ถ้าคุณเล่นแบบรู้จักพลิกนิดเดียวมันจะให้ประสบการณ์ดีๆแก่ชีวิตของคุณได้มากมายแต่ถ้าไม่รู้จักพลิกทุกที่ในชีวิตที่ไปเหยียบมันก็มีแต่คำว่า "แค่" แน่นอนไม่ต้องแปลกใจ ซึ่งนับว่าเป็นหนึ่งในสิ่งแรกและสิ่งที่สำคัญที่สุดที่แนสอยากจะขอบคุณ Forwardmag เพราะประสบการณืที่ได้รับจากสังคมแห่งนี้ตลอดระยะเวลา7ปีไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าว่าช่วยให้แนสสามารถที่จะรับมือกับคนหลายประเภท ทันจิตวิทยาคนรวมถึงมีสัญชาตญาณแรงกล้ามากๆในการเลือกที่จะ "หลีก" หรือ "ชน" กับคนในสังคมภายนอกอย่างมีศิลปะ ทุกวันนี้หลายคนถามว่า "ทำไมอายุแค่22แต่มึงกร้านชีวิตจัง ซัดกับคนได้ทุกประเภทเลยนะ" ส่วนตัวก็ได้แต่คิดในใจว่า "อีแบบนี้กูเจอในคอมมา7ปีแล้ว หึหึหึ" อาจจะดูเหมือนมองโลกในแง่ร้ายไปนิดนะคะแต่เชื่อว่าทุกคนที่เล่นบอรีดนี้มานานรู้กันดีว่าสังคมแห่งนี้มีคนปะปนกันไปทุกประเภทคนที่ดีมีเยอะมากในขณะที่คนที่ไม่ดีก็ส่วนหนึ่งซึ่งก็ไม่ต่างอะไรจาก "โลกนอกจอคอม" หลายสิ่งที่ได้จากการเรียนรู้ใจคน "ที่อยากจะหยั่งถึงเป็นสองเท่าตัว" ในโลกแห่งเว็บบอร์ดนี้ต้องขอบอกว่ามันทำให้คนๆนี้ฉลาดขึ้นและยืนหยัดรอดพ้นเขี้ยวเล็บของสังคมและวํฒนธรรมอันเชี่ยวกรากของชีวิตจริงมาได้ สำหรับดิฉันที่นี่จึงเป็นมากกว่าโลกไซเบอร์ ประการที่สองที่ไม่ขอบคุณไม่ได้คือในเรื่องของ "โอกาสและแรงบันดาลใจ" คือถ้าไม่ได้รับโอกาสในการพิสูจน์ตัวเองจากพี่ๆสตาฟที่มอบพื้นที่ให้แนสรีวิวได้อย่างอิสระมาตลอด7ปีรวมถึงถ้าไม่ได้รับแรงบันดาลใจจากทางนิตยสาร FF ตลอดจนถ้าอุดมการณ์ของพี่ๆไม่เกิดขึ้น "ชื่อของ Da Nastina ก็ไม่มีทางเกิดขึ้น" สิ่งดีๆที่ได้รับจากที่แห่งนี้ในทุกวันนี้ ความฝันในฐานะนักเขียน เพื่อนดีๆที่ได้รู้จัก คนอ่านที่น่ารัก ความรู้สึกอบอุ่นตลอดจนความสุขที่ได้รับจากที่นี่เดียนจะไม่มีทางได้สัมผัสและก็คงจะมีหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตนี้ที่ค้นเจอที่นี่ยังต้องเหนื่อยตามหาต่อไปถ้าไม่มีทุกสิ่งที่กล่าวมาเกิดขึ้น สำหรับดิฉันที่นี่จึงเป็นมากกว่าโลกไซเบอร์ ประการที่สามซึ่งจะเป็นประการสุดท้ายที่ขอเขียนถึง (ไม่งั้นคงจะต้องเขียนยาวไปอีกประมาณ50ประการ) คือมิตรภาพที่ดีที่ Forwardmag มอบให้ตลอดระยะเวลาที่รู้จักกันมันเป็นอะไรที่เทียบเท่ากับความรู้สึกที่ "เพื่อนดีๆคนหนึ่งจะมอบให้กับอีกคนหนึ่งได้" ไม่ใช่แค่ "สิ่งดีๆสิ่งหนึ่งจะมอบให้แก่คนๆหนึ่งได้" กับ FF มันเป็นความรู้สึกผูกพันและอบอุ่นอย่างประหลาดไม่ต่างกับที่ส่วนตัวรักและผูกพันกับPOPและขอสารภาพว่า5เดือนที่คิดจะหันหลังให้บอรืดไปเป็นอะไรที่เหงามากๆถึงจะสงบและมีความสุขดีเช่นเดิมหากแต่ก็ปฏิเสธไม่ลงว่ารสชาติสำคัญที่ปรุงให้ชีวิตเกิดรอยยิ้มมันจางหายไปจริงๆและแน่นอนไม่ต้องบอกว่าเป็นหนึ่งในช่วงที่อึดอัดและหงุดหงิดทุรนทุรายที่สุดเท่าที่ชีวิตนี้เคยประสบมา ขนาดนี้คงไม่ต้องบอกแล้วว่าสำหรับดิฉันที่นี่จึงเป็นมากกว่าโลกไซเบอร์

สุดท้ายนี้ที่อยากจะบอกจากใจจริงคือนอกจากพี่สตาฟที่กล่าวขอบคุณในข้างต้นไปแล้วคงต้องกล่าวขอบคุณทุกล็อกอินที่เคยมีมาในที่แห่งนี้ ที่ขอบคุณไม่ใช่ว่ารักว่าชอบทุกล็อกอินหรอกนะคะ "ตฃคนที่คิดว่าน่ารังเกียจมากๆก็มีเยอะแยะ" หากแต่ขอบคุณในฐานะที่ทุกคนเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยขับเคลื่อนให้เว็บบอรืดนี้มีมนตร์เสน่ห์และมีชีวิตชีวาเหนือกว่านิยามแห่งธรรมชาติของเว็บบอร์ดทั่วไปรวมถึงขอบคุณทุกล็อกอินที่ให้เกียรติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตไซเบอร์ของคนๆหนึ่งและทำให้คนๆนี้ได้เรียนรู้อะไรที่ดีหลายๆสิ่งจนพูดได้เต็มปากว่า สำหรับดิฉันที่เป็นมากกว่าโลกไซเบอร์ ขอบคุณ Forwardmag

วันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2552

Alicia Keys : The Element Of Freedom : 79%



Alicia Keys : The Element Of Freedom : 79%

หลังจากที่ได้จัดท็อป50อัลบั้มประจำปีเป็นครั้งแรกดินก็ได้รับอีเมลล์จากท่านผู้อ่านที่น่ารักส่งคำถามมาชนิดละลานตาทีเดียวว่า "ทำไมงานชุดนี้ของอลิช่า คียส์ถึงไม่ติด? มันไม่ดีอย่างไร?" ก็ขอตอบคำถามทุกท่านที่ถามมา ณ ที่นี้นะคะว่า "ที่ไม่ติดเพราะว่ายังไม่ได้ฟังค่ะ" รวมถึงไม่อยากจะจัดอันดับแบบส่งๆไป ดังนั้นงานชุดนี้ของอลิช่านี่เท่าที่ฟังแล้วคิดว่าต้องได้อยู่ในลิสต์ของท็อป50ปีหน้าแน่นอนเหนือสิ่งอื่นใดต้องขอมอบรีวิวชิ้นนี้ไว้โอ๋ผู้อ่านบางท่านที่เขียนมาแหกตัดพ้อต่อว้าดิฉันเนื่องจากน้อยใจที่อัลบั้มของศิลปินสุดที่รักนางนี้ไม่มีชื่อโผล่อยู่ใน50อันดับประจำปีที่ผ่านมา "ก็เพิ่งจะได้ฟังเจ้าค่ะ" หึหึหึ


รูปแบบดนตรี
สังเกตจากทิศทางการนำเสนอของอลิช่าจากงาน3ชุดก่อนหน้านี้แล้วส่วนตัวรู้สึกว่าเป็นอะไรที่เห็นได้ชัดเจนนะคะว่า "เธอตั้งใจที่จะแทรกงานดนตรีของเธอเข้าสู่พื้นที่ของตลาดและวัฒนธรรมดนตรีกระแสหลักมากขึ้น" จากงานบลูส์โซลอารืแอนด์บีติ๊สท์ๆดิบ หม่นและสวยสดสง่างามประดุจศิลปะใน Song In A Minor สู่ The Diary Of Alicia Keys ที่หยอดความนุ่มละมุนและหวานหูในแบบพ็อพมากขึ้นเข้ากับจิตวิญญาณของความเป็นโอลด์สคูลจากดนตรีโซลยุค60จัดๆก่อนจะขยับเข้าสู่งานที่มีความเป็นร็อคมากขึ้นมีกลิ่นอายของคันทรีย์จางๆในบางแทร็คตลอดจนภาพรวมที่ออกมาฟังง่ายขึ้นจนน่าตกใจใน As I Am มาถึงสตูดิโออัลบั้มชุดล่าสุด The Element Of Freedom ในส่วนของภาคดนตรีก็ยังคงไม่ถอยหนีจากการยื้นพพื้นที่พ็อพโซลอาร์แอนด์บีผสานบลูส์ ฟั้งค์ แจ๊ซซ์ คลาสสิคและกอสเพลแบบเออร์บันครบรสตามแบบฉบับอลิช่าที่เราๆคุ้นเคยรวมถึง "ความพ็อพ" ที่ยังคงติดตามมามากขึ้นชนิดที่ฟังจบครั้งแรกแล้วต้องสบถว่า "แม่งพ็อพฉิบหาย!" เลยทีเดียว คืออยากจะเรียนตามตรงว่าถ้าไม่สนลวดลายดนตรีตลอดจนสสรรพสำเนียงการร้องของเอแล้วส่วนตัวไม่คิดว่ามันเป็นงานในหมวด "โซลอาร์แอนด์บี" แต่อย่างใดด้วยความที่มันเป็นอะไรที่ไหลลื่นผิดวิสัย ฟังง่าย ฟังเพลิน ฟังแล้วไม่ต้องปีนกะไดประหนึ่งว่านั่งฟังงานจากฝาก "พ็อพ" ที่มีความเป็นคอนเทมโพลารีย์ในตัวสูงมากก็แค่นั้น รวมถึงความเป็นโอลด์สคูลในแอบบที่คุ้นเคยก่อนหน้านี้คิดว่าถูกแทนที่เข้ามาด้วยภาคก่ารนำเสนอที่ร่วมสมัยขึ้นค่อนข้างมากทีเดียวส่วนตัวฟังแล้วนึกถึงงานพวกโมเดิร์นอาร์แอนด์บี นีโอโซลตลอดจนคลาสสิคแจ๊ซซ์ร่วมสมัยมากกว่าที่จะเป็นบลูส์โซลอาร์แอนด์บีดิบๆหม่นๆหรืองานพ็อพโซลกลิ่นอายโมทาวน์ยุค60จ๋าๆอย่างที่เคยชิน อย่างไรก็ตามส่วนตัวชอบนะคิดว่าฟังง่ายและได้เห็นมุมมองใหม่ๆที่ไม่ซ้ำซากดี หาได้ไม่งายนักจากศิลปินประเภทอนุรักษ์นิยมจัดๆแบบเธอ
จุดด้อย
ถ้าไม่เอาความรู้สึกส่วนตัวของดิฉันล่ะก็คงต้องขอบอกว่า "เป็นงานที่ดีมากๆ" ทีเดียวคือครบรสสมบูรณ์แบบอ่ะค่ะ ไพเราะ ละเมียดละไม จรรโลงโลก จับจิตวิญญาณและทรงคุณภาพในแบบฉบับที่งานดนตรีดีๆงานหนึ่งจะทำได้ แต่ถ้าเอาความรู้สึกส่วนตัวใส่ลงไปล่ะก็อยากจะบอกว่า "เฉยๆมาก" กับงานชุดนี้คือไม่เถียงอ่ะนะว่าไพเราะทรงคุณภาพเพียงแต่ส่วนตัวไม่ได้รู้สึกดาดดื่นประทับใจอะไรมากมายก็แค่นั้นด้วยความที่ดิฉันอาจจะ "เรื่อง มากขึ้น","ฟังเพลงมากขึ้น" ตลอดจนอลิช่าทุกครั้ง "ก็มาแบบนี้อ่ะค่ะ" คือรักษามาตรฐานัวเองมาได้ดีตลอดแบบไม่ขยับหลีกหนีไปไหนถึงแม้ว่าศักยภาพที่ออกมาให้เห็นจะสูงเสียดฟ้าทุกครั้งแต่ เอ่อ อืมม อ่า โอเคคงต้องใช้คำว่าค่อนข้าง "ซ้ำซาก" ขนาดนี้ จากที่เคยดื่มด่ำมาตลอดมันกลับกลายเป็นไม่มีอะไรพิเศษเสียแล้วก็เท่านั้น
แทร็คเด็ด
เอาจริงๆอัลบั้มชุดนี้ของอลิช่าเป็นอะไรที่หลับตาจิ้มได้ทีเดียวนะคะแต่ถ้าจะให้เลือกแทร็คที่ฟังแล้ว "โดน" จริงๆก็ขอเลือก Doesn't Mean Anything (3.5/5) ซิงเกิ้ลเปิดตัวมาอุทิศถึงเป็นแทร็คแรกด้วยภาคการนำเสนอเป็นพ็อพโซลอาร์แอนด์บีพรมด้วยเพียโนคลาสสิคและแจ๊ซซ์จางๆในแบบฉบับที่ไม่หนีจาก No One ของงานชุดที่แล้วสักนิดแต่ถูกใจในความงดงามที่ไม่มีตกระดับไปจริงๆค่ะ เป็นปลื้มกันต่อกับ Try Sleeping With Broken Heart (4/5) ที่ส่วนตัวคิดว่าเป็นอะไรที่ค่อนข้างฉีกและแหวกแนวไปจากการนำเสนอธรรมเนียมเดิมๆของอลิช่านะคะ พ็อพโซลอาร์แอนด์บีบัลลาดที่โด่นด้วยการหยอดเสียงสังเคราะห์และซินธิ์แบบสโลวแจมดาวน์เทมโพลอยละล่องเก๋ๆเข้ากับความดิบสดของฟั้งค์ ร็อคและบลูส์จางๆก่อนจะปิดท้ายด้วยเพียโนคลาสสิคตามแบบฉบับของอลิช่าได้ในชนิดที่สุดแสนจะลงตัว สลับมาฟังเพลงคึกคักๆกันบ้างใน This Bed (3.5/5) อีกหนึ่งแทร็คที่ฉีกตัวออกจากความอนุรักษ์นิยมของอลิช่าในงานก่อนหน้านี้ด้วยโอลด์สคูลพ็อพเต้นรำฉาบด้วยความกรีดกายในแบบฉบับของฟังค์กีย์ดิสโก้ยุค70ตบด้วยซลหวานๆและอาร์แอนด์บีหรูๆได้อย่างเก๋ไ ฟังแล้วนึกถึงงานของวิทนีย์ ฮุสทันไม่ก็เจเน็ท แจ็คสันทีเดียว
ข้ามฝากมาที่ฝั่งคอนเทมโพลารีย์จัดๆในแบบที่แฟนๆอลิช่าฟังแล้วต้องชอบเริ่มที่ That's How Strong My Love Is (4.5/5) บลูส์โซลอาร์แอนด์บีบัลลาดติดคลาสสิคแจ๊ซซ์ตลอดจนการนำเสนอที่ร่วมสมัยในแบบโมเดิร์นอาร์แอนด์บีแลดูเรียงง่ายหากแต่ไพเราะและนุ่มละมุนชนะเลิศ ที่สำคัญเพลงแบบนี้แหละที่คิดว่าแฟนๆของอลิช่าต้องการแน่ๆ เช่นเดียวกันกับ Distance And Time (4/5) ที่หยอดความเป็นพ็อพเข้าไปสูงโด่จนเข้าขั้นอดัลท์คอนเทมโพลารีย์เป็นอีกหนึ่งแทร็คพ็อพโซลอาร์แอนด์บีที่เพราะและเข้มข้นในระดับแนวหน้าของานชุดนี้เลยทีเดียว เชื่อว่าผู้ฟังไม่ว่าจะขาประจำหรือขาจรคงจะตกหลุมรักแทร็คนี้กันได้ไม่ยาก มาที่ How It Feels To Fly (5) หนึ่งในแทร็คที่เประทับใจที่สุดของงานชุดนี้ คอนเทมโพลารีย์บลูส์โซลอาร์แอนด์บีบัลลาดผสานแจซซ์ คลาสสิคและกอสเพลสุดอลังการในแบบฉบับภาคดนตรีเอกลักษณ์อันโดเด่นของอลิช่าที่เราๆคุ้นเคยและรักกันดี ปิดท้ายด้วย Empire State Of Mind (Part II) (5) แค่อ่านชื่อก็รู้แล้วว่าเพลงนี้ต้องไม่ธรรมดาและแน่นอนไม่มีผิดหวังจริงๆ ภาคดนตรีเป็นคอนเทมโพลารีย์พ็อพโซลอาร์แอนด์บีบัลลาดติดกอสเพลและสแตนดาร์ดแจ๊ซซ์ที่ไพเราะทรงพลังจนขนลุกนับว่าเป็นอีกครั้งที่แรกแทรคมาปิดม่านมหากาพย์ทางดนตรีได้อย่างเหนือชั้น (คัฟเวอรืจย์ซีมาเหรอคะ?)
สรุป
The Element Of Freedom นับว่าเป็นอีกหนึ่งย้างก้าวที่ดีสำหรับความตั้งใจของอลิช่าที่จะนำดนตรีโซลอาร์แอนด์บีเข้าสู่ตลาดกระแสหลักตลอดจนเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ศักยภาพ ความสามารถและกึ๋นของอัจฉริยะในการเป้นศิลปินทรงคุณภาพของเธอได้อย่างดีทีเดียว ต๊ายยย ไม่อยากให้พลาดจริงๆค่ะ

วันเสาร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2552

Britney Spears(Music Cassanova#3)



สำหรับศิลปินที่เลือกมาเขียนอุทิศความประทับใจส่งท้ายปีใน Music Cassanova ครั้งที่3นี้เป็นหนึ่งในสุภาพสตรีแถวหน้า3ท่านที่ทรงอิทธิพลที่สุดสำหรับเดี๊ยนซึ่งได้เปิดให้คนอ่านร่วมโหวตทางอีเมลล์ เฟซบุ๊ค บอร์ดFFและมายสเปซไปเมื่อรีวิวครั้งที่แล้วนะคะ ก่อนอื่นต้องขอเรียนให้ทราบว่า "ผิดคาด" ที่ผู้ชนะการโหวตกลับกลายเป็นอีกท่านหนึ่งแต่อย่างไรก็ตามส่วนตัวตัดสินใจเลือกเธอคนนี้ขึ้นมาเขียนถึงก่อนเนื่องจากงานของแม่ผู้ชนะเท่าที่อ่านๆดูแล้วรู้สึกว่า "เหมาะกับที่จะนำลงบอร์ดในปีหน้ามากกว่า" เหนือสิ่งอื่นใดคิดว่ามันเป็นเรื่องของแรงบันดาลใจที่ได้รับจากศิลปินท่านนี้เป็นการส่วนตัวว่า Music Cassanova ครั้งที่3นี้ "มันต้องเขียนขึ้นสำหรับเธอเท่านั้น" ซึ่งมันอาจจะดูเป็นเหตุผลที่ไม่เข้าท่าและไม่น่าจะเข้าใจได้สำหรับบางท่านแต่เชื่อว่าสำหรับผู้อ่านอีกหลายๆท่าน แฟนเพลงของเธอโดยเฉพาะอย่างยิ่งคาสโนว่าดนตรีคนนี้ปฏิเสธไม่ลงค่ะว่าเมื่อเป็นการเขียนอุทิศให้กับศิลปินที่ประทับใจเป็นครั้งที่ "3" มันไม่สามารถมีศิลปินท่านใดในโลกจะควรค่ากับเลขสุดมหัศจรรย์นี้มากไปกว่า "บริทนีย์ สเปียรส์" เจ้าหญิงแห่งเพลงพ็อพและตำนานคนสำคัญของหน้าประวัติศาสตร์อาณาจักรดนตรีและวัฒนธรรมกระแสหลักแห่งทศวรรษ2000แน่นอน
ถ้าจะให้กล่าวถึงความประทับใจแรกเริ่มที่มีต่อเธอคนนี้ส่วนตัวคิดว่าตัวเดียนเองคงจะมีจุดเริ่มต้นที่ไม่ต่งจากหลายๆท่าน (ในรุ่นเดียวกัน) ที่ชอบบริทนีย์นั่นคือ "ความน่ารักสดใสของเธอในมิวสิควิดีโอBaby One More Time" ซึ่งครั้งแรกที่ได้ดูขอบอกว่ามันเป็นความรู้สึกที่ตื่นเต้นตระการตามากๆที่ได้เห็นศิลปินวัยรุ่นหญิงที่ขอบอกว่าทั้งสวยและมีความสามารถในการเต้นระดับเทพที่ดูแล้วชวนตกตะลึงทีเดียว ประโยคที่กล่าวมาข้างต้นอาจจะเป็นอะไรที่ดูยกยอเกินจริงไปนิดสำหรับบางท่านนะคะแต่สำหรับดิฉันที่ส่วนตัวพิจารณาเธอในมุมที่สามารถฉายศักยภาพในการวาดลวยลายออกมาในระดับที่แกร่งกว่าศิลปินหลายท่านที่คร่ำหวอดในวงการมาก่อนต้องนับว่าเป็นอะไรที่แปลกใหม่ไม่ธรรมดาทีเดียว นับแต่นาทีเหล่านั้นมันทำให้เดียนสัมผัสได้ว่า "บริทนีย์" คือีกหนึ่งศิลปินที่เปรียบเสมือนสายป่านที่ต่อยอดลมหายใจให้แก่สถานภาพผู้รักจะบริโภคดนตรีสากลของเดี๊ยนให้ยาวขึ้นไปอีกขั้นหลังจากความประทับใจที่ได้รับจากยุครุ่งเรื่องขอมาดอนน่า,มารายห์ แครีย์และสไปซืเกิลเลยทีเดียว แม้ว่าในสายตาของเดี๊ยนเธอจะไม่ได้มอบแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ ความอบอุ่นทางความรู้สึกตลอดจนมีอิทธิพลมหาศาลที่จะสามารถทะลวงเข้าไปถึงจิตวิญญาณในระดับที่เทียบเท่ากับบรรดาชื่อที่กล่าวมาหากแต่บริทนีย์ก็สามารถสะท้อนภาพของคำว่า "แรงบันดาลใจ" ออกมาในมุมมองที่แตกต่างจากเดิมที่เคยมาแบบสูงเสียดฟ้า ทรงพลังและจับต้องได้ไม่ง่ายนักให้กลายเป็นอะไรที่ใกล้ชิดและมีย่างก้าวของพัฒนาการที่จะเติบโตไปสู่อนาคตพร้อมๆกัยโดยสิ้นเชิงด้วยการที่เธอเป็นตัวแทนที่มาจากเจเนอเรชั่นเดียวกันซึ่งจะว่าไปสำหรับเดี๊ยน "บริทนีย์ สเปียรส์" คงต้องนับว่าเป็นไอค่อนท่านแรกสำหรับช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของชีวิต (หัวเลี้ยวหัวต่อ) โดยแท้ อย่างไรก็ตามต้องบอกว่าศิลปินที่น่ารักและมีเสน่ห์ที่สุดคนหนึ่งของโลกอย่างเธอกลับมีเวลานั่งอยู่ในหัวใจเดี๊ยนฐานะ "ไอค่อนที่ทรงอิทธิพลจริงๆ" น้อยไปนิดเพียงเพราะเสี้ยววินาทีเดียวที่ได้ทำความรู้จักกับศิลปินหญิงจากเจเนอเรชั่นเดียวกันที่มีผลงานออกมาในระยะเวลาใกล้กันอีกท่าน การจัดสำดับความสำคัญในจิตใจของเดี๊ยนก็เปลี่ยนไปและเป็นการเปลี่ยนแปลงชนิด "อำลารอยยิ้มของไอค่อนอันดับหนึ่งคนเก่าแถบไม่ทัน" ถึงแม้ว่าสถานะของบริทนีย์จะถูกลดระดับลงเป็นแค่ "ศิลปินที่เคยเปนอันดับหนึ่งในใจ" แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการติดตามสนับสนุนเธอคนนี้จะลดน้อยลงไปอย่างใดจำได้ว่าวันแรกที่ Oops! I Did It Again และ Britney วางขายที่ไทยเป็นวันแรกหลังเลิกเรียนก็รีบเดินแบกกระเป๋าอลังการเท่าบ้านใส่แว่นหนาเตอะเดินเข้าแมงป่องชนิดไม่รีรอ จำได้ถึงช่วงเวลาที่นังนับวันรอจะไปชมภาพยนตร์เรื่อง Crossroad และจำความตื่นเต้นอลังการและความประทับใจถึงขีดสุดหลังจากที่ได้ดู Britney Live In Las Vegas ทางโทรทัศน์ช่องหนึ่ง (น่าจะเป็นช่อง3) ที่เอามาฉายได้อย่างดี ความทรงจำที่กลาวมาเหล่านั้นขอบอกตามตรงว่าคิดถึง โหยหาและรสชาติของความสุขที่ได้รับยังคงหอมหวานตลบอบอวนมาจนถึงวินาทีนี้ทีเดียว และถึงแม้ว่าทุกวันนี้ความรู้สึกระหว่างเดี๊ยนกับบริทนีย์จะเป็นอะไรที่ค่อนข้างจะห่างไกลออกไปจากกันเรื่อยๆจนบางทีรู้สึกเหมือนกับว่า "ในใจเธอไม่มีเธอคนนี้อยู่อีกต่อไป" และบางทีก็ถึงขั้นรู้สึกว่า "จิตวิญญาณของเรามันถูกฉีกออกจากกัน และเธอคนนี้เป็นอะไรที่บางทีเหมือนกับสิ่งที่เชื่อมกับเดี๊ยนไม่ติดออกไป" แต่ก็น่าแปลกที่ทุกครั้งที่ฟังเพลงของเธอคนนี้มันเป็นอะไรที่ที่ต้องบอกว่า "สัมผัสได้ถึงความสุขทุกที" และตลอดระยะยะเวลาเกือบสิบปีที่ได้รู้จักกันไม่มีสัปดาห์ไหนที่จะผ่านไปได้โดยปราศจากเสียงเพลงจากเธอ จากที่กล่าวมาจึงสามารถกล่าวได้เต็มปากว่า "บริทนีย์ยังคงเป็นหนึ่งในศิลปินที่วนเวียนอยู่ในใจเสมอมาและแน่นอนว่าในพื้นที่เล็กๆของใจเดี๊ยนยังคงมีความเคารพและความรู้สึกดีๆมอบให้เธอเสมอ"

ปิดท้ายการอุทิศความประทับใจครั้งนี้ด้วยการตอบคำถามเมื่อ "3" ปีที่แล้วจาก "คุณจอย" ผู้อ่านท่านหนึ่งที่เคยอีเมลล์มาถามว่า "ศิลปินหญิงท่านใดที่แนสคิดว่าคือไอค่อนประจำยุค2000?" โอเคถ้ามาดอนน่าคือราชินีแห่งยุค80และมารายห์ แครีย์คือดาวจรัสแสงของช่วงยุค90ล่ะก็ ศิลปินที่เป็นประวัติศาสตร์สำคัญที่สุดของหน้าประวัติศาสตร์ดนตรีสากลแห่งทศวรรษ2000คือสำหรับเดี๊ยนคือเธอคนนี้ศิลปินที่เป็นคนจากเจเนอเรชั่นเดียวกันที่สามารถประกาศศักดิ์ศรี ศักยภาพและความสามารถให้เป็นที่ยอมรับจนกลายเป็นสัญลักษณ์อันยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรดนตรีสากลและวัฒนธรรมกระแสหลักไม่เพียงชั่วข้ามคืนหากแต่ยังประดับตลอดมาจวบจนวินาทีนี้ เธอศิลปินคนที่ถูกกล่าวหาว่า "ไม่ได้ขายคุณภาพ" หากแต่ตลอดระยะเวลาการพิสูจน์ตัวเองกว่า6อัลบั้มสำหรับเดี๊ยนเป็น6อัลบั้มเพลงที่ไม่เคยต่ำกว่าระดับของคำว่า "มาตรฐาน" และแน่นอนในแง่ของย่างก้าวพัฒนาการทางดนตรีที่ทรงคุณภาพ โดดเด่นและแข็งแกร่งต้องบอกว่าเธอคนนี้สามารถทำได้ดีกว่าศิลปินที่ได้รับการประกันคุณภาพซึ่งมาคิดกันดีๆก็เกินค่อนวงการ เธอคนที่สร้างชื่อตนเองให้มีอิทธิพลเหนือขึ้นไปกว่าความเชี่ยวกรากของวัฒนธรรมกระแสหลักเฉกเช่นที่ เอลวิส เพรสลีย์,มาดอนน่า,ไมเคิล แจ็คสัน,เดอะ บีทเทิ่ลส์,มารายห์ แครีย์ ตลอดจน สไปซ์เกิล เคยสร้างวัฒนธรรมของตนเองขึ้นมาสยบบัลลังก์ของอาณาจักรดนตรีทั่วโลก เธอคนที่โลกครหาแต่ไม่เคยปฏิเสธและแน่นอนชื่อนี้ต้องยกให้เธอ "บริทนีย์ สเปียรส์" เจ้าหญิงแห่งวงการเพลงพ็อพ หนึ่งในบุคคลที่แข็งแกร่งและทรงอิทธิพลที่สุดแห่งสังเวียนดนตรีโลก ศิลปินและสัญลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดแห่งวัฒนรรมกระแสหลักประจำทศวรรษ2000ที่โลกทั้งใบไม่เคยละสายตาไปจากเธอ

ไม่มีสัปดาห์ไหนที่ผ่านไปโดยปราศจากเสียงเพลงจากเธอ

วันอังคารที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2552

Spice Girls (Music Cassanova#2)


Spice Girls (Music Cassanova#2)

ในที่สุดก็ถึงเดือนธันวาคมเดือนที่เดียนรอคอยที่สุดในรอบปี ซึ่งเป็นที่รู้กันสำหรับท่านผู้อ่านที่ติดตามงานเขียนของแนสทิน่ามาตลอด7ปีนะคะว่านักรีวิวคนนี้มักจะมีอาการผีเข้าช่วงหน้าเทศกาลส่งท้ายปีเป็นประจำด้วยความที่ส่วนตัวเป็นคนหลงใหลในมนตร์เสนห่ของบรรยากาศแห่งความสุขสันต์ช่วงท้ายปีซึ่งสำหรับเดี๊ยนมันไม่ได้หมายถึงการช็อปปิ้งชนิดล้างผลาญหรือกระหน่ำปาร์ตี้เสเพลเข้าขั้นมหกรรมเพียงอย่างเดียว หากแต่มันยังหมายถึงการหวนกลับมาให้ความสำคัญและเยียวยาจิตวิญญาณของตนเองหลังจากที่ผ่านมรสุมกรรโชกมาตลอดทั้งปีด้วยการเติมเต็มบรรยากาศแห่งความสุข สวยงามและอบอุ่นที่ความรู้สึกเหล่านี้มันแถบจะควานหาไม่ได้อีกต่อไปในการต่อสู้กับชีวิตตามท้องถนนในยุคปัจจุบัน อิทธิพลจากเทศกาลคริสมาสต์ที่จุดประกายพลังขับเคลื่อนทางวิญญาณอันยิ่งใหญ่ให้ไม่ลืมที่จะยืนหยัดในสิ่งสำคัญสองสิ่งที่เรียกว่า "ความฝันและศรัทธา" ตลอดจนการย้อนกลับไปทบทวนทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นก่อนที่จะก้าวไปต้อนรับบทบาทใหม่ของชีวิตพร้อมๆกับมรสุมลูกเก่าที่พัดผ่านพ้นไปอย่างสง่างาม ส่วนตัวเดี๊ยนก็ขอใช้พื้นที่บทนำใน Music Cassanova นี้กล่าวเมอร์รี่คริสต์มาสต์และแฮปปี้นิวเยียร์ล่วงหน้าท่านผู้อ่านรวมถึงสมาชิกบอร์ดทุกท่านและขอให้ปี2553ที่กำลังจะมาถึงเป็นปีที่ดีสำหรับทุกๆท่านนะคะ

สำหรับศิลปินที่หยิบขึ้นมารีวิวใน Music Cassanova ครั้งที่สองในเดือนแห่งความสุขนี้ แหมมมม ส่วนตัวต้องออกตัวว่าไม่มีศิลปินหญิงท่านใดหรือกลุ่มใดใดจะเหมาะสมมากไปกว่าเกิร์ลกรุ๊ปจากเกาะอังกฤษกลุ่มนี้ที่ต้องบอกว่าเป็นศิลปินกลุ่มหญิงที่มีอิทธิพลต่อเดียนมากที่สุดทั้งในด้านดนตรี ภาพลักษณ์ตลอดจนวัฒนธรรมในการดำเนินชีวิตเลยทีเดียว เหนือสิ่งอื่นใดคือหนึ่งในตัวแทนที่ดีที่สุดของความทรงจำทางดนตรีอันเปี่ยมสุขสำหรับดิฉันโดยแท้ซึ่งจะเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจาก Scary (เมลบี),Sporty(เมลซี),Baby(เอ็มม่า),Ginger(เจอร์รี่)และ Posh(วิคตอเรีย) 5สาวสไปซ์เกิลตำนานแห่งเกิลกรุ๊ปที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งทศวรรษ90ค่ะ มาถึงตรงนี้เชื่อว่าท่านผู้อ่านที่รู้จักแนสทิน่ามาตลอด7ปีคงจะไม่ถามกันแล้วนะคะว่า "รู้สึกอย่างไรกับสไปซ์เกิล?" แต่สำหรับบางท่านที่เพิ่งได้ทำความรู้จักกันในช่วงหลังๆนี้ดิฉันขอบอกว่า "สำหรับแนสวงนี้นี่เป็นอะไรที่สุดๆจริงๆ" คือเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของความประทับใจที่ส่วนตัวจะสามารถสรรหาคำมาบอกได้ สำหรับเดียนพวกเธอเป้นทั้งแรงบันดาลใจทางภาพลักษณ์และทัศนคติ เป็นไอดอลในวัยเด็ก เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ทุกวันนี้หันกลับมาสนใจฟังดนตรีสากลอีกครั้งและฟังชนิดระยะยาวมาจวบจนวินาทีที่กำลังเขียนถึงอยู่นี้และทุกสิ่งของทุกสิ่งคงต้องบอกว่าสไปซ์เกิลคือภาพสะท้อนของชีวิตและความทรงจำอันเปี่ยมสุขช่วงวัยเด็กซึ่งหลังจากที่ชีวิตต้องพบกับจุดหักเหครั้งใหญ่และทุกสิ่งมันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปการเปิดผลงานของพวกเธอสำหรับเดียนเป็นการเยียวยาที่ดีสำหรับบรรเทาความโหยหาชีวิตที่สุขสมบูรณ์ดังกล่าวที่มันไม่สามารถเรียกกลับมาได้หากแต่ส่วนตัวรู้สึกดีใจที่ทุกครั้งเมื่อปิดตาภาพของบรรยากาศอันเปี่ยมสุขและความรู้สึกดีๆในอดีตมันสามารถกลับมามีชีวิตอีกครั้งและโลดแล่นพร้อมๆกับเสียงเพลงจากพวกเธอซึ่งกับนับว่าเป็นการปัดเป่าความปวดร้าวที่วนเวียนรอบตัวยามเปิดตาได้ไม่เลวทีเดียว นี่แหละเหตุผลที่รักพวกเธอ! อย่างไรก็ตามถ้าคิดในทางกลับกันว่าหากสมมุติทุกวันนี้ชีวิตยังดีเหมือนที่เคยเป็นมาเมื่อ10กว่าปีที่แล้วจะรักพวกเธอน้อยลงมั้ย? คำตอบคือ "ไม่" จากการติดตามวงการเพลงสากลชนิดจริงจังแบบถวายชีวิตตีเป็นเวลาประมาณ15ปีได้พบพานกับศิลปินที่เป็นแรงบันดาลใจมากหน้าหลายตาซึ่งไม่ว่าผลงานของเขาจะสามารถสะท้อนความเป็นจริงของเดี๊ยนได้หรือไม่นั้นมันไม่สำคัญเท่ากับ "การเลือกที่จะชอบ หรือ ไม่ชอบ" และสำหรับสไปซ์เกิลคงต้องบอกว่าเป็นอะไรที่เปรียบเสมือนโชคชะตาลิขิตลงมาให้วงนี้เป็น "ตัวเลือกที่ถูกใจตั้งแต่วินาทีแรก" โดยไม่จำเป็นว่าผลงานของพวกเธอจะต้องผูกติดเป็นภาพสะท้อนของชีวิตเดียนมุมใดมุมหนึ่งที่อนาคตจะย้อนกลับไปโหยหา ส่วนตัวจำได้ถึงวินาทีแรกที่ได้รู้จักกับพวกเธอในมิวสิควิดีโอ Wannabe ซึ่งทุกวันนี้ยังจำความประทับใจอันแรงกล้าในวันนั้นได้อย่างดีว่าดูแล้วมันถึงขั้นตบอกผางพลางกรี๊ดกร๊าดว่า "อีพวกสไปซ์เกิลนี่มันเป้นใครกันแล้วทำมันถึงได้เปรี้ยวเก๋ไก๋และแรงได้ใจขนาดนี้?" ซึ่งปรากฏการณ์ของ Wannabe นอกจากจะสร้างชื่อให้สไปซ์เกิลเป็นตำนานเกิลกรุ๊ปที่เขย่าบัลลังก์ของอาณาจักรเพลงพ็อพไปทั่วทุกมุมโลกแล้วยังทำให้เด็กคนหนึ่งหันกลับมาสนใจรายการโทรทัศนดนตรีสากลทุกวัน (สมัยก่อนที่จะมีUBCและTrue Visionsที่บ้านเป็นIBCมาก่อนค่ะ) แทนการดูการ์ตูนวอล์ทดิสนีย์ โดเมอน เซเลอร์มูน มวยปล้ำหรือพวกขบวนการยอดมนุษย์พิทักษ์โลกแดง ดำ ขาว เขียว ฟ้า น้ำเงิน เหลืองและที่ขาดไม่ได้ชมพูจำพวกไดเรนเจอร์ได้อย่างราบคาบและหันมาสนใจวงการดนตรีมาจวบจนทุกวันนี้ มากไปกว่านั้นพวกเธอยังได้ส่งแรงบันดาลใจให้เด็กคนน้หยิบปากกาขึ้นมาเขียนเรียงความอุทิศถึงความประทับใจที่มีต่อพวกเธอส่งเข้าประกวดในงานสัปดาห์ศิลปะและดนตรีของทางโรงเรียนด้วยแม้จะไม่ได้รางวี่รางวัลปลอบใจใดๆแต่ส่วนตัวแอบภูมิใจสำหรับคำชมของคุณพ่ออธิการที่ว่า "น่ายินดีที่โรงเรียนเรามีเด็กป.4ที่รู้จักศิลปินที่ทันสมัยขนาดนี้ด้วย" (และแน่นอนนะคะว่าเดี๊ยนเป็นคนบุกเบิกการฟังเพลงสากลของป.4ทั้งระดับชั้น หึหึหึ) ตั้งแต่วินาทีนั้นมันทำให้เด็กคนนั้นรักการเขียนค่ะจนทุกวันนี้เขากลายมาเป็นนักรีวิวของบอร์ดนิตยสารForwardmagหนึ่งในนิตยสารที่เขารักและในปีที่7การเป็นนักรีวิวเขาก็ได้ทำหนึ่งในสิ่งที่เคยสัญญากับตัวเองไว้เมื่อตอนป.4ซึ่งก็ลืมไปนานแล้วด้วยนั่นคือ "เขียนถึงความประทับใจที่มีต่อสไปซ์เกิลวงเกิลกรุ๊ปที่เขารักที่สุดให้คนเป็นร้อยๆคนได้อ่าน" ส่วนตัวก็ขอฝากความประทับใจทั้งหมดที่มีต่อสไปซ์เกิลพร้อมทั้งจุดเริ่มต้นของงานเขียนทั้งหมดที่ทุกท่านได้อ่านตลอด7ปี ความรักในเสียงเพลง การคารวะวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ของดนตรีพ็อพตลอดกาลและการศรัทธาในการสานฝันของเด็กคนหนึ่งไว้ใน Music Cassanova ครั้งที่2นี้นะคะ

แม้ว่าชื่อของสไปซ์เกิลสำหรับบางท่านจะเป็นชื่อที่สิ้นลมหายใจไปจากสารบบแห่งอุตสาหกรรมดนตรีแล้วก็ตาม แต่สำหรับคนๆนี้ที่พวกเธอมอบความสุขและแรงบันดาลใจผ่านทางทุกสิ่งที่เธอทำไว้มากมายเหนือคณานับขอยืนยันว่าสำหรับเขาชื่อของ "สไปซ์เกิล" ยังคงจะเป็นชื่อที่เปี่ยมด้วยพลังและสดใหม่ในความรู้สึกเสมอ ชื่อของพวกเธอ งานดนตรีของพวกเธอ ยุคของพวกเธอและความประทับใจที่มีต่อพวกเธอยังจะคงรุ่งโรจน์และโลดแล่นในจิตใจของนักรีวิวคาสซาโนว่าท่านนี้ตลอดไปจนกว่าจิตวิญญาณของเขาจะแตกดับ