วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

John Mayer : Battle Studies : 83%



John Mayer : Battle Studies : 83%


พฤศจิกายนนี้นับว่าเป็นอีกเดือนที่บรรดาศิลปินในดวงใจของดิฉันต่างพากันทยอยนำเสนอผลงานใหม่ๆออกสู่ตลาดให้เป็นที่ระทึกเติมเชื้อไฟและสีสันให้มีกำลังใจติดตามวงการดนตรีกันอีกครั้งหลังจากที่ซบเซาและจืดชืดเป็นช่วงๆ - - คิดว่าวงการเพลงสากลช่วง2-3ปีหลังนี่เป็นอะไรที่ป่วยหนักสุดๆ - - ศิลปินที่ว่าก็มีคุณจอห์น เมเยอร์มือวางอันดับหนึ่งในดวงใจฝ่ายชายของดิฉัน อีตาฮ็อบบิทแจ๊ซซสุดทะเล้นแต่มากไปด้วยความสามารถและพรสวรรค์ชวนสะพรึงอย่างเจมี่ คัลลัมที่ขอให้เครดิตนิดนึงว่าอัลบั้มล่าสุดของคุณเธอโดยรวมแล้วดิฉันขอยกให้ติดท็อป10งานที่ดีที่สุดประจำปีนี้ของดิฉันไปเลยทีเดียว ตลอดจนการเปิดตัวในฐานะศิลปินโซโล่ครั้งแรกของจูเลี่ยน คาสซาบลังก้าอดีตสมาชิก The Strokes ลามไปถึงฝากคุณๆสุภาพสตรี ก็น่าสนใจไม่แพ้กันตั้งแต่งานรวมซิงเกิ้ลสุดฮิตของคุณนาย บริทนีย์ สเปียรส์ เจ้าหญิงแห่งวงการเพลงพ็อพสุดอมตะนิรันดร์กาล ดิว่าจากฝั่งโซลอาร์แอนด์บีอย่าง อลิช่า คียส์ ก็ลงมาร่วมรบและทีนพ็อพไอค่อนสุดร้อนแรงและหนึ่งในเทพีสีม่วงประจำทศวรรษอย่าง ริฮานน่า ก็มา แหมมมมมมมมมมมๆๆๆๆๆๆว่าแล้วดิฉันนี่ก็อยากจะจับมาเขียนถึงซะให้หมดทุกท่านไปหากแต่ติดที่ว่ามีเวลาเพียงพอสำหรับแค่ท่านเดียวซะได้นี่ว่าแล้วก็ขอเลือก Battle Studies สตูดิโออัลบั้มชุดที่4จากคุณจอห์น เมเยอร์ (ไม่นับTry!) ขึ้นมารีวิวชนิดไม่ลังเลและไม่ต้องอาศัยการพิจารณาแต่ประการใด

รูปแบบดนตรี


จากการนิยามเอกลักษณ์ทางภาคดนตรีอันเรียบง่ายบนพื้นฐานของความเป็นพ็อพโฟล์คอคูสติคใน Room For Square สตูดิโออัลบั้มชุดแรกสู่ย่างก้าวที่ดิบ หม่นและเกรี้ยวกราดขึ้นอีกหลายระดับใน Heavier Thing และ Try! ที่ผสานลูกเล่นของบลูส์ร็อคดิบๆเข้ากับมนตร์เสน่ห์จากบลูส์โซลคันทรีย์ฟั้งค์หนักหน่วงที่ย้อนกลับเข้าสู่ภาคการนำเสนอดนตรีตามธรรมเนียมฟั้งค์ร็อคที่ได้รับอิทธิพลมาจากช่วงยุค60-70 ก่อนจะขยับเข้าสู่จุดสมดุลใน Continuum ที่บูรณาการความเป็นพ็อพเข้าและโฟล์คจากงานชุดแรกระบายร่วมกับบลูส์ร็อคหม่นๆและคันทรีย์ดิบสดในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันได้อย่างเกิดเอกภาพและแน่นอนว่าเป้นทฺศทางที่ดีสู่การปูทางไปสู่การรังสรรค์ดนตรีคุณภาพในอนาคต ส่วนตัวขอบอกว่าประทับใจงานชุดนี้มากจนขอยกให้เป็นงานที่ดีที่สุดตลอดกาล (มาสเตอร์พีซ) จากจอห์น เมเยอร์เลยทีเดียว สำหรับย่างก้าวใหม่ใน Battle Studies ส่วนตัวรู้สึกว่าภาคการนำเสนอยังคงวัฒนธรรมในรูปแบบเดียวกันกับ Continuum ค่อนข้างสูงหากแต่เรียบง่าย ฟังง่านและผ่อนคลายบนการยกระดับลูกเล่นของความเป็นพ็อพโฟล์คอคูสติคในอัลบั้มแรกให้มีบทบาทชัดเจนและเข้มข้นขึ้นกว่าที่ได้ยินจากงานชุดที่แล้วอีกหลายช่วงตัวพร้อมเหยาะความเป็นบลูส์ร็อคและคันทรีย์เข้าไปผสานได้อย่างเกิดเอกภาพเช่นเดิม จะว่าไปไม่มีอะไรแปลกใหม่ให้ดาดดื่นก็จริงแต่ก็นับว่าเหนือชั้นและทรงคุณภาพเช่นเดิมและที่สำคัญเพราะมากๆๆๆๆๆฟังกันไปเถิดดดด

จุดด้อย


บางทีคำว่า "ผ่อนคลาย" กับ "ตกจากมาตรฐาน" ในอุตสาหกรรมดนตรีอาจจะห่างกันไม่กี่เส้นฟางได้จริงๆนะคะ ในกรณีของจอห์น เมเยอร์ชุดนี้นี่เดียนคงต้องยอมรับว่าฟังแล้วรู้สึกประทับใจน้อยที่สุดและคิดว่าดีน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับบรรดางานทุกชุกที่ผ่านมา ผิดหวังมั้ย? ก็ไม่หรอก เพียงแต่คงต้องบอกว่า "ออกมาไม่ได้อย่างที่หวังไว้" มากกว่า แต่ถ้าจะว่าไปมองในมุมของการที่เห็นศิลปินหลายท่านที่ทำงานหลังจากที่ผ่านจุดที่สมบูรณ์แบบสุดๆมาแล้วและต้องการละจากจุดที่ว่ามาทำอะไรที่มันง่ายๆ ผ่อนคลายตลอดจนแกนๆไปบ้างซึ่งถ้าเอางานของจอห์น เมเยอร์ชุดนี้ไปเทียบกับพวกหมวดสูงสูดคืนสุ่สามัญหลายท่านเหล่านั้นนี่คิดว่างานชุดนี้ยังอยู่ในระดับที่ต้องจัดว่าประณีตและหรูหราในหมวดทรงคุณภาพทีเดียว แต่น่าเศร้าที่บางทีผู้บริโภคบางท่าน เช่น "ดิฉัน" อาจจะไม่สามารถละจากจุดที่ว่าตามศิลปินไปได้ ผลลัพธ์ที่ออกมาจึงเป็นอะไรที่อาจจะกระทบกับความรู้สึกเล็กน้อยด้วยความที่แรงขับเคลื่อนทางดนตรีและความทรงพลังที่เคยสัมผัสได้มันจางหายไปเยอะจนน่าตกใจจนถึงลูกเล่นที่เคยเป็นเอกลักษณ์อันทรงเสน่ห์กลับกลายเป็นอะไรที่ค่อนข้างจืดชืดและซ้ำซากน่ารำคาญไปเสียฉิบ จะหาว่าอคติก็คงไม่ถูกเพราะว่าชอบตานี่มากจะหาว่าหูไม่ถึงก็คงไม่ใช่อีก ไม่ได้อีโก้แต่ส่วนตัวคิดว่าฟังงานดนตรีที่ดีถึงขีดสุดมาเยอะและงานชุดนี้คงนับรวมกับนิยามที่เรียกว่า "ถึงขีดสุด" ได้ยากถ้าไม่ตั้งหน้าตั้งตาลำเอียง รวมถึงจะหาว่ายึดติดกับความสมบูรณ์แบบเพียงคนเดียวก็คงไม่ใช่เพราะงานวิจารณ์จากหลายสำนักก็โปรยคำว่า "Mediocre" ให้อ่านกันชนิดละลานตา นี่แหละหนา กรรมของศิลปินที่ทำงานแบบเหนือเมฆเหนือระดับมาตลอด


แทร็คเด็ด


เริ่มด้วย Who Says (4/5) ซิงเกิ้ลเปิดตัว บนภาคดนตรีพ็อพโฟล์คอคูสติคสุดเรียบง่ายติดกลิ่นคันทรีย์และบลูส์จางๆ แม้ส่วนตัวจะรู้สึกว่าทำออกมาได้ง่ายจนแลดูขาดชั้นเชิงไปนิดแต่นับว่ายังคงสามารถรักษาเสน่ห์ของเมโลดี้ที่เพราะติดหูรวมถึงสำยัดสำนวนสุดเชือดเฉือนในแบบฉบับของจอห์น เมเยอร์ได้อย่างน่าประทับใจทีเดียว พิสูจน์ได้อีกเพลงใน War Of My Life (4.5/5) อีกหนึ่งพ็อพโฟล์คอคูสติคบริสุทธิ์สุดไพเราะอบอุ่นที่ตอกย้ำอิทธิพลที่ได้รับจากงานชุดแรกได้อย่างลึกไปอีกหนึ่งระดับ แม้ว่าอาจจะดูวนเวียนล่องลอยไปกับสูตรสำเร็จเดิมๆก็ตามแต่สูตรที่ทำออกมาแล้วมันสร้างความสำเร็จทุกทีแบบนี้มันก็ควรค่าต่อการชอบและการชม พูดถูกใช่มั้ย? มาที่ Edge Of Desire (4.5/5) ซึ่งเป็นแทร็คติดกัน ตัวเพลงผสานความเป็นคันทรีย์ที่เจือบลูส์และโซลเข้าไปเสริมทัพได้อย่างลงตัว ในแง่ของชั้นเชิงแม้จะเหนือกว่าทั้งสองแทร็คข้างต้นในแง่ของกึ๋นและลวดลายทางดนตรีหากแต่ส่วนตัวชอบแทร็คที่เขียนถึงก่อนหน้านี้มากกว่า ด้วยความที่เพราะติดหูและตอบความเป้นจอห์น เมเยอร์ที่ต้องการเป็นการส่วนตัวได้ตรงจุดกว่า ประทับใจเสียงกีตาร์บลูส์เชือดๆท้ายเพลงมากกกกกกกกกกกกกก

สำหรับ Half Of My Heart Feat. Taylor Swift (5) ที่ร่วมงานกับเทย์เลอร์ สวิฟท์นับว่าเป็นอีกแทร็คที่เพราะและโดดเด่นเรียกได้ว่าที่สุดของงานชุดนี้เลยก็ว่าได้ ภาคดนตรีเป็นอดัลท์คอนเทมโพลารีย์คันทรีย์พ็อพโฟล์คอคูสติคใสๆที่หวานหยดและติดหูมากๆ นอกจากนี้ยังเป็นอีกหนึ่งในแทร็คที่สามารถสะท้อนความสามารถในการรังสรรค์ภาคเนื้อหาด้วยวาทะศิลป์อันทรงเสน่ห์สุดร้ายกาจและอัจฉริยะของพี่จอห์นได้อย่างดี "I Was Born In The Arms Of Imaginary Friends.ree To Roam,Made A Home Out Of Everywhere I've Been" อ่านแล้วขนลุกทีเดียว จะว่าไปเพลงนี้คุณพี่ไม่จำเปนต้องลากคุณน้องเทย์เลอร์มาร่วมทรมานฮู้ๆ ฮ้าๆด้วยมันก็สมบูรณ์แบบอยู่แล้วอ่ะค่ะ อะไร้ เอาดาวรุ่งอย่างน้องเขามาร่วมงานด้วยทั้งทีจะให้เครดิตร่วมร้องมากกว่านี้ก็ไม่ได้ ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำโดยแท้ หึหึหึ ต่อด้วย All We Ever Do Is Say Goodbye (4/5) พ็อพโฟล์คอคูสติคเจือความหมองหม่นในแบบบลูส์โซลผสานคันทรีย์เข้าไปได้อย่างมีชั้นเชิง เรียบง่ายชนิดไม่มีอะไรหากแต่ทะลวงใจโดยแท้ฟังแล้วนึกถึง I Don't Trust Myself (With Loving You) จากชุกที่แล้วในแบบที่โรยแรงกว่าน่ะค่ะ ปิดท้ายด้วย Friends,Lovers,Or Nothing (4.5/5) ดิบ ดุและทรงพลังที่สุดในงานชุดนี้แล้ว ด้วยภาคดนตรีโอลด์สคูลคอนเทมโพลารีย์อาร์แอนดืบีผสานบลูส์ร็อคที่โดเด่นบนความเป็นบลูส์โซลคันทรีย์ฟั้งค์หนักหน่วงดิบกร้าวหากแต่นุ่มละมุนและทรงเสน่ห์เมื่อถูกถ่ายทอดโดยจอห์น เมเยอร์ เหนือสิ่งอื่นใดภาคเนื้อหาที่สะท้อนสัจธรรมของสถานภาพทางความรักได้อย่างเหนือชั้นหรือจะคิดให้ลึกกว่านั้นมันสามารถระบุถึงความเป้นของวัฒนธรรมและสายสัมพันธ์ในปัจจุบันของมนุษยชาติกลายๆได้อย่างดีทีเดียว


สรุป
งานธรรมดาๆหากแต่ทรงคุณภาพที่ส่วนตัวอยากจะลองแนะนำคอดนตรีทุกท่านให้ลองฟังและถึงแม้ว่าความสมบูรณ์แบบจากบรรดางานชุดก่อนหน้านี้จะถูกถอดออกไปมากก็ตามแต่บทสรุปที่ Battle Studies ได้รับจากเดียนคงหนีไม่พ้น "การเป็นหนึ่งในอัลบั้มพ็อพที่ดีที่สุดในปี2009ทีเดียว"

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น