วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

Jamie Cullum : The Pursuit : 87%



Jamie Cullum : The Pursuit : 87%

หลังจากที่รีวิวอัลบั้มครั้งที่แล้วดิฉันได้อุทิศความประทับใจให้แก่งานชุดใหม่ของคุณพี่จอห์น เมเยอร์อย่างจริงใจชนิดเต็มรักไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับโอกาสสุดว่างในวันนี้คิดว่าคงจะไม่มีศิลปินท่านใดที่จะเหมาะสมแก่การหยิบขึ้นมารีวิวเป็นท่านถัดไปมากไปกว่าคุณพี่ฮ็อบบิทแจ๊ซซ์สุดเฮี้ยวและมากความสามารถอย่างเจมี่ คัลลัมกับสตูดิโออัลบั้มล่าสุด The Pursuit หนึ่งในงานดนตรีที่เดี๊ยนรอคอยมาที่สุดชุดหนึ่งประจำปีนี้เลยทีเดียว

รูปแบบเพลง

ภาคดนตรีใน The Pursuit ยังคงยืนพื้นบนความเป็นครอสโอเวอร์แจ๊ซซ์ตามสไตล์ที่ตัวศิลปินถนัดโดยบูรณษการดนตรีสแตนดาร์ดแจ๊ซซ์ตามธรรมเนียมนิยมเข้ากับภาคดนตรีร่วมสมัยซึ่งส่วนตัวแล้วเดี๊ยนขอคารวะให้คุณพี่เจมี่เป็นหนึ่งในศิลปินแจ๊ซซืมือทองคำแห่งยุคที่เป็นเซียนในด้านการฉีกกรอบความสมบูรณ์แบบและความอนุรักษ์นิยมจากการนำเสนอดนตรีแจ๊ซซ์ในยุคก่อนๆสู่การคินชีวิตให้แก่ดนตรีแจ๊ซซ์เพื่อขึ้นมาโลดแล่นในวัฒนธรรมแห่งดนตรียุคปัจจุบันได้ชนิดสง่างามสุดๆ โดยในงานชุดนี้ถึงคิวของการจับความอลังการในแบบดนตรีคลาสสิคและมิวสิคคัลบรอดเวย์อ่อนๆผสานเข้ากับบีทเต้นรำร่วมสมัยที่ส่วนตัวรู้สึกว่าโดเด่นบนความเป็นเฮ้าส์เจืออิเล็คโทรอินดี้พ็อพอ่อนๆซึ่งคุมทิศทางได้อย่างอยู่หมัดบนความเป็นสแตนดาร์ดเพียโนแจ๊ซซ์สุดพลิ้วและอลังการอันเป็นเอกลักษณ์ก่อนจะหยิบมาประสานงากัยภาคการนำเสนอจำพวกคอนเทมโพลารีย์โอลด์สคูลบัลลาดที่ขนมาทั้งบลูส์ โซล อาร์แอนด์บียันกอสเพลตลอดจนเล่นกับจังหวะครึกครื้นสไตล์ฟั้งค์โซลสุดทรงพลังปะทะละทินไต่ระดับไปเล่นกับร็อคและโมเดิร์นแจ๊ซซ์จบข่าว นับว่าเป็นการนิยามดนตรีแจ๊ซซ์ขึ้นสู่ภาพลักษณ์ใหม่ได้อย่างมีมิติและทรงเสน่ห์เช่นเดิม

จุดด้อย

ในแง่ของเนื้องานจะว่าไปก็ยังคงต้องยอมรับว่าเหนือชั้นและน่าประทับใจเช่นเดิม แต่สำหรับเดี๊ยน แหมมมม งานชุดนี้มันไม่มีแทร็คที่แบบเอ่อฟังแล้วโดนใจจัดๆถึงขั้นกรี๊ดดดดน้ำตาไหลพรากแบบ London Skies,Photograh,Catch The Sun,Mind TrickหรือMy Yardเลยอ่ะค่ะ แค่นี้แหละ หึหึหึ ด้อยสะใจพอมั้ยเอ่ย?

แทร็คเด็ด

เปิดอัลบั้มได้ชนิดโคตรพ่อโคตรแม่อลังการกับ Just One Of Those Thing (5) ที่คัฟเวอร์จากปลายปากกาของโคล พอร์เทอร์นักเขียนเพลงบรอดเวย์และแจ๊ซซืระดับปรมาจารย์ของโลกซึ่งแทร็คนี้เป็นหนึ่งในแทร็คคลาสสิคระดับขึ้นหิ้งที่ศิลปินแจ๊ซซ์ระดับตำนานหลายท่านนิยมหยิบมาคัฟเวอร์ใหม่ในสไตล์เฉพาะตนนะคะ อาทิ เจ้าป้าบิลลี่ ฮอลิเดย์,ซาร่าห์ วอห์น,ดิน่าห์ วอชิงตัน เป็นต้น ต๊ายยยยย อ่านแต่ละชื่อแล้วขนลุกทีเดียวเชียะ สำหรับฉบับของคุณพี่ฮ็อบบิทแจ๊ซซืพรมด้วยสแตนดาร์ดเพียโนแจ๊ซซ์พริ้วไสลช่วงเปิดม่านที่หวนให้นึกถึงเพลงที่แสดงในคลับแจ๊ซซ์ช่วงยุค40-50ก่อนจะกลายร่างเป็นบอร์ดเวย์แจ๊ซซืผสานสวิงและบิ๊กแบนด์ชนิดสุดพลังฟังแล้วปลื้มไม่เสร็จมาจวบจนวินาทีนี้ แทร็คถัดไป I'm All Over It (4/5) อินดี้พ็อพแจ๊ซซ์น่ารักๆที่เป็นซิงเกิ้ลเปิดตัวแม้ว่าอาจจะดูน่ารักแบบง่ายๆไม่มีชั้นเชิงไปนิดแต่ถ้าลองเจาะลงลึกแล้วมันมีอะไรที่ดาดดื่นมากกว่าความเรียบง่ายที่ได้ยินกันผิวเผิน ด้วยการยืนพื้นที่สแตนดาร์ดเพียโนแจ๊ซซ์ปูเป็นโครงสร้างตบด้วยร็อคอ่อนๆและการประสานเสียงแบบมิวสิคคัลบรอดเวย์ได้อย่างลงตัวทีเดียว น่ารักดีนะ! อีกเพลงที่ส่วนตัวประทับใจมากๆขอยกให้ Don't Stop TheMusic (4.5/5) คัฟเวอร์จากริฮานน่าที่เก๋ไก่ด้วยการร่ายมนตร์เปลี่ยนร่างเพลงเออร์บันแดนซ์-พ็อพ เทคโนของต้นฉบับให้กลายเป็นสแตนดาร์ดเพียโนแจ๊ซซ์ติดสวิงและโมเดิร์นแจ๊ซซ์สุดหรูหราและเยือกเย็นตามแบบฉบับแจ๊ซซ์อังกฤษได้อย่างเหนือชั้นชนิดที่ถ้าไม่อ่านชื่อเพลงและไม่ฟังท่อนคอรัสก็ไม่รู้ว่าเป็นเพลงคัฟเวอร์ริานน่ามา

ข้ามมาที่ฝั่งบัลลาดอย่าง If I Ruled The World (4.5/5),Love Ain't Gonna Let You Down (4/5),I Think I Love (4/5) และ Not While I'm Around (4/5) ที่มาในแบบของคอนเทมโพลารีย์แจ๊ซซ์บัลลาดที่มาในรสชาติแตกต่างกันไปตั้งแต่โมเดิร์นแจ๊ซซ์ โอลด์สคูลแบบบลูส์โซลและอาร์แอนด์บีที่ไม่ได้ดำปี๋แบบฝั่งมะกัน แจ๊ซซ์เล้านจ์ ไลท์แจ๊ซซ์ตลอดจนกอสเพลออ่นๆ ส่วนตัวชอบหมดทุกแทร็คเลยขอกล่าวชนิดรวบรัดนะคะ ปิดท้ายด้วย Music Is Through (4/5) โดดเด่นด้วยการหยอดดนตรีเฮ้าส์เต้นรำมาวาดลวดลายภายใต้การคถุมเชิงของสแตนดาร์ดแจ๊ซซ์ที่เจ้าตัวถนัดเช่นเดิม จะว่าไปก็เก๋ดีนะเปิดอัลบั้มด้วยแจ๊ซซ์ย้อนยุคจัดๆและปิดท้ายด้วยดนตรีฟิวชั่นยุคอนาคตอย่างนี้ นับว่าเป็นการวางไฮไลท์ได้อย่างมีสีสันน่าสนใจดีแท้

สรุป

สุดท้ายนี้ไม่มีอะไรจะบอกมากไปกว่า "ภูมิใจ" และ "ประทับใจ" งานชุดนี้มากๆ คิดว่ามันเป็นอะไรที่น่ายินดีไม่น้อยนะคะเมื่อเราเลือกที่จะศรัทธาในผลงานของศิลปินสักท่านและได้เห็นว่าตลอดการผจญภัยในโลกแห่งเสียงดนตรีร่วมกันในระยะยาวเกือบสิบปีศิลปินท่านนี้ไม่เคยทำให้เดียนผิดหวังเลยแม้แต่นิดเดียว ส่วนตัวขอยกให้ The Pursuit เป็นหนึ่งในอัลบั้มที่ดีที่สุดแห่งปี2009และขอยืนยันว่าชายร่างเล็กท่านนี้ยังคงเป็นอนาคตอันรุ่งโรจน์แห่งดนตรีแจ๊ซซ์ในยุคโลกาภิวัฒน์อย่างแท้จริง

วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

Madonna (Music Cassanova#1)



Madonna (Music Cassanova#1)



Music Cassanova ไม่ใช่งานรีวิวเฉพาะแทร็ค ซิงเกิ้ลหรืออัลบั้มเพลงอย่างที่ดิฉันทำมาตลอด7ปี ในทางกลับกันเป็นงานเขียนที่ย้อนกลับไปอุทิศให้แก่ความประทับใจในตัวศิลปินท่านนั้นๆโดยตรงซึ่งต้องเรียนกับผู้อ่านทุกท่านว่าศิลปินทุกท่านที่ถูกยกขึ้นมาอยู่ในรีวิวนี้เป็นศิลปินที่มีความพิเศษกับเดี๊ยนเป็นการส่วนตัวมากๆไม่ว่าจะเป็นด้วยผลงานที่ทรงพลังจับไปถึงขั้วหัวใจหรืออาจจะเป็นที่ตัวตนของศิลปินนั้นๆที่ให้เกียรติสำหรับการลงมาเป็นแรงบันดาลใจอันยิ่งสำหรับเด็กคนหนึ่งตลอดจนท่านที่เป็นถึงขั้น "ภาพสะท้อนทางวิญญาณ" จากการที่งานดนตรีของเขาหรือเธอเหล่านั้นมันทะลุทะลวงไปสัมผัสไปถึงแก่นของจิตวิญญาณด้วยอิทธิพล พลังและความสอดคล้องกับตัวตนของเดี๊ยนชนิดมหาศาลจนต้องออกมากว่า "ใช่! งานของคุณกำลังตอบสนองเสียงกรีดร้องเบื้องลึกในจิตใจของฉันอยู่" งานรีวิวชิ้นนี้ถ้าเปรียบหัวใจของผู้เขียนเป็นเสมือนกล่องดนตรี เครื่องเล่นซีดีตลอดจนทันสมัยเฉกเช่น ไอพ็อด ศิลปินทุกท่านที่ถูกเขียนถึงในรีวิวชิ้นนี้ก็ไม่ต่างกับ "ดนตรี" ที่ถูกโชคชะตาลิขิตมาให้ถูกเปิดสะท้อนก้องกังวานและโลดแล่นปลอบประโลมจิตใจของนักเขียนคาสซาโนว่าท่านนี้ทุกเสี้ยววินาทีโดยแท้

จากนิยามข้างต้นเดี๊ยนกล้าพูดว่าไม่สามารถที่จะมีศิลปินท่านใดในโลกนี้ที่เหมาะสมแก่การหยิบมาประเดิมงานรีวิวชิ้นนี้เป็นท่านแรกมากไปกว่า "มาดอนน่า" มหาราชินีแห่งวงการเพลงพ็อพและสุภาพสตรีหมาลยเลขหนึ่งแห่งวงการอุตสาหกรรมดนตรีสากลตลอด3ทศวรรษ ด้วยความที่เธอตอบนิยามด้านบนได้ครบถ้วนทุกข้อไม่ว่าจะเป็นผลงานดนตรีที่ทรงอิทธิพลสำหรับเดี๊ยนตลอดกาล การเป็นแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ไม่ว่าจะเป็นแฟชั่น ทัศนคติ ภาพลักษณ์ตลอดจนการเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่เป็นภาพสะท้อนอันชัดเจนสำหรับความเป็นรูปธรรมหลายสิ่งหลายอย่างที่อัดแน่นอยู่ในจิตวิญญาณของดิฉัน มากไปกว่านั้นผู้หญิงคนนี้เหมือนกับเป็น "สัญลักษณ์" ที่ยิ่งใหญ่และทรงพลังมากๆของบางสิ่งซึ่งตัวเดี๊ยนเองค้นหาเธอมาจนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้คำตอบว่าคนธรรมดาๆคนนี้จะสามารถเป็นอะไรที่เหนือมนุษยขนาดนั้นได้อย่างไร (อันนี้ชมเจ๊นะ) หากแต่วินาทีแรกที่ได้รู้จักเธอน่าจะประมาณ5ขวบกว่าๆแม้ว่าจะเด็กมากๆแต่แค่มองเธอคนนี้แว๊บเดียวก็สัมผัสได้ทันทีว่า "เธอมีอะไรที่ทรงพลังมากๆอย่างที่หลายๆคนไม่มี" และแน่นอนว่าความประทับใจที่ได้ทำความรู้จักกับเธอครั้งแรกในมิวสิควิดีโอ Like A Prayer ยังคงเป็นอะไรที่สดใหม่จวบจนทุกวันนี้ คำถามที่ได้รับเป็นประจำเมื่อสนทนาเกี่ยวกับผู้หญิงท่านนี้คือ "ชอบอะไรในตัวเธอ?" เนื่องจากต้องบอกตามตรงว่าถึงแม้ว่าเธอจะเป็นถึงระดับราชินีในวงการดนตรีแต่คนใกล้ตัวร้อยละ70ไม่ค่อยมีใครยอมรับในตัวเธอเนื่องด้วยความอคติที่มีต่อสิ่งที่เธอสื่อ หากแต่ส่วนตัวดิฉันถูกกำหนดให้เกิดมานิยมของแรงจึงสามารถตอบได้อย่างฉาดฉานมั่นใจว่า "ชอบมาดอนน่าเพราะเธอกล้าทำในสิ่งที่คนอื่นไม่กล้าทำ" กล่าวคือกล้าที่จะสื่อ กล้าที่จะแตกต่างและไม่กลัวที่จะก้าวให้ล้ำหน้าศิลปินท่านอื่นไม่ว่าจะกี่ระดับก็ตาม ความไร้ขอบเขตของเธอเป็นหนึ่งในสิ่งที่จารึกชื่อของเธอให้เป็นหนึ่งในศิลปินหญิงที่อยู่บนยอดของคำว่า "ออริจินัล" ตลอดกาล ด้วยควมบรรเจิดทางวิสัยทัศน์ทั้งทางด้านดนตรี แฟชั่น ศิลปะและการตลาดที่หลอมทุกสิ่งที่เธอทำให้กลายเป็น "วัฒนธรรม" อันทรงเสน่ห์ที่โลกทั้งใบคอยจับตา นอกจากนี้ด้วยความ "กล้าที่จะสื่อแบบไม่แคร์สื่อ" สำหรับเดียนมาดอนน่าได้ฉีกภาพสัญลักษณ์ทางเพศในอุดมคติอันสูงส่งที่โลกเคยได้รับจากมาริลีน มอนโรให้ราบลงมาสัมผัสกับการตอบสนองสัญชาติญาณพื้นฐานของมนุษย์ หรือพูดง่ายๆ สันดานดิบคน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเซ็กส์ ความรัก ศาสนา การเมือง สังคม วัฒนธรรมและความเป็นไปของฌโลกตลอดจนเรื่องของจิตวิญญาณ น่าแปลกที่เรื่องเหล่านี้ต่างก็เป็นเรื่องรอบๆตัวเราหากแต่เมื่อคนๆหนึ่งหยิบขึ้นมาสื่ออย่างเผ็ดร้อนกลับกลายเป็น "เรื่องต้องห้าม" ได้อย่างน่าประหลาดใจ อย่างไรก็ตามควมขบฏ ขวางโลกและปราศจากความแยแสต่อสายตาสังคมของเธอมันเป็นอะไรที่โดนใจและเป็นสายสัมพันธ์อันอบอุ่นที่สื่อสารกับจิตวิญญาณของเดี๊ยนได้อย่างทรงพลังเป็นการส่วนตัวซึ่งมันทำให้คิดถึงบทสัมภาษณ์อันชาญฉลาดที่มาดอนน่าเคยให้ไว้กับนิตยสารฉบับหนึ่งเมื่อ2ปีที่แล้วถึง "ความสัมพันธ์อันล้ำลึกทางจิตวิญญาณระหว่างศิลปินที่ยืนอยู่บนสถานภาพอันทรงเกียรติที่เรียกว่า ดิว่า กับ เกย์" จากการที่เดี๊ยนได้มองดูเธอต่อสู้เพื่อจุดยืนทางภาพลักษณ์และดนตรีที่แข็งแกร่งมาตลอด3ทศวรรษมันไม่ต่างจากภาพสะท้อนอะไรที่ฉายกลับมาให้เห็นถึงภาพเดียวกันกับมรสุมซึ่งคนที่เป็น "เกย์" ต้องเผชิญในสังคมจากการต้องต่อสู้เพื่อจุดยืนในสิ่งที่ตัวเองเป็นตลอดจนการลุกขึ้นยืนเพื่อปกป้องสิทธิและเรียกร้องการปฏิบัติที่เสมอภาคในฐานะมนุษย์คนหนึ่งของสังคม เห็นได้ชัดว่าเป็นจริงอย่างที่เธอพูดว่า "ความเป็นดิว่าในตัวเธอกับความเป็นดิว่าในตัวของพวกเรามันขับขานซึ่งกันและกันเสมอ" ตอบคำถามได้ดีเสียจนนางสาวไทยอายกันไปข้างเยี่ยงนี้ดิฉันจึงไม่แปลกใจว่าทำไมบรรดาเพื่อนๆชาวเกย์ส่วนใหญ่รวมถึงดิฉันซึ่งเป็นหนึ่งในนั้นต่างยินดียกตำแหน่ง "พระเจ้าของเพศที่3" ให้วีรสตรีนางนี้ชนิดไร้ข้อกังขาใดๆ

จุดสรุปส่งท้ายสำหรับสิ่งที่ "ประทับใจ" ในตัวของศิลปินที่ชื่อ มาดอนน่า มากที่สุดนั่นคือ ไม่ว่ากี่ครั้งที่จะหลอมและหล่อตัวเองขึ้นในภาพลักษณ์ใหม่ๆแต่จิตวิญญาณของความเป็นมาดอนน่าที่เคยสัมผัสตั้งแต่รู้จักกันในวินาทีแรกมันไม่เคยละลายไปไหน สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งแห่งวงการดนตรีท่านนี้ยังคงเป็นคนเดิมกับที่เคยประทับใจเมื่อตอน5ขวบตลอดมาและเป็นมาดอนน่าคนเดิมตั้งแต่โลกได้จารึกชื่อของเธอมาร่วมจะ3ทศวรรษ ปฐมบทของ Music Cassanova ขอจารึกชื่อของ "มาดอนน่า" มหาราชินีแห่งวงการเพลงพ็อพท่านนี้ให้เข้าสู่พิพิธภัณฑ์ทางดนตรีในหัวใจที่ถ่ายทอดออกมาในรูปงานเขียนเป็นท่านแรกของนักรีวิวคาสซาโนว่าคนนี้ ในฐานะความทรงจำทางดนตรีที่หอมหวานที่สุด ศิลปินหญิงที่ทรงอิทธิพลที่สุดและแน่นอนผู้ชนะที่ยืนอยู่เหนือความเชี่ยวกรากของอุตสาหกรรมดนตรีแห่งวัฒนธรรมกระแสหลักตลอดกาล

วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

John Mayer : Battle Studies : 83%



John Mayer : Battle Studies : 83%


พฤศจิกายนนี้นับว่าเป็นอีกเดือนที่บรรดาศิลปินในดวงใจของดิฉันต่างพากันทยอยนำเสนอผลงานใหม่ๆออกสู่ตลาดให้เป็นที่ระทึกเติมเชื้อไฟและสีสันให้มีกำลังใจติดตามวงการดนตรีกันอีกครั้งหลังจากที่ซบเซาและจืดชืดเป็นช่วงๆ - - คิดว่าวงการเพลงสากลช่วง2-3ปีหลังนี่เป็นอะไรที่ป่วยหนักสุดๆ - - ศิลปินที่ว่าก็มีคุณจอห์น เมเยอร์มือวางอันดับหนึ่งในดวงใจฝ่ายชายของดิฉัน อีตาฮ็อบบิทแจ๊ซซสุดทะเล้นแต่มากไปด้วยความสามารถและพรสวรรค์ชวนสะพรึงอย่างเจมี่ คัลลัมที่ขอให้เครดิตนิดนึงว่าอัลบั้มล่าสุดของคุณเธอโดยรวมแล้วดิฉันขอยกให้ติดท็อป10งานที่ดีที่สุดประจำปีนี้ของดิฉันไปเลยทีเดียว ตลอดจนการเปิดตัวในฐานะศิลปินโซโล่ครั้งแรกของจูเลี่ยน คาสซาบลังก้าอดีตสมาชิก The Strokes ลามไปถึงฝากคุณๆสุภาพสตรี ก็น่าสนใจไม่แพ้กันตั้งแต่งานรวมซิงเกิ้ลสุดฮิตของคุณนาย บริทนีย์ สเปียรส์ เจ้าหญิงแห่งวงการเพลงพ็อพสุดอมตะนิรันดร์กาล ดิว่าจากฝั่งโซลอาร์แอนด์บีอย่าง อลิช่า คียส์ ก็ลงมาร่วมรบและทีนพ็อพไอค่อนสุดร้อนแรงและหนึ่งในเทพีสีม่วงประจำทศวรรษอย่าง ริฮานน่า ก็มา แหมมมมมมมมมมมๆๆๆๆๆๆว่าแล้วดิฉันนี่ก็อยากจะจับมาเขียนถึงซะให้หมดทุกท่านไปหากแต่ติดที่ว่ามีเวลาเพียงพอสำหรับแค่ท่านเดียวซะได้นี่ว่าแล้วก็ขอเลือก Battle Studies สตูดิโออัลบั้มชุดที่4จากคุณจอห์น เมเยอร์ (ไม่นับTry!) ขึ้นมารีวิวชนิดไม่ลังเลและไม่ต้องอาศัยการพิจารณาแต่ประการใด

รูปแบบดนตรี


จากการนิยามเอกลักษณ์ทางภาคดนตรีอันเรียบง่ายบนพื้นฐานของความเป็นพ็อพโฟล์คอคูสติคใน Room For Square สตูดิโออัลบั้มชุดแรกสู่ย่างก้าวที่ดิบ หม่นและเกรี้ยวกราดขึ้นอีกหลายระดับใน Heavier Thing และ Try! ที่ผสานลูกเล่นของบลูส์ร็อคดิบๆเข้ากับมนตร์เสน่ห์จากบลูส์โซลคันทรีย์ฟั้งค์หนักหน่วงที่ย้อนกลับเข้าสู่ภาคการนำเสนอดนตรีตามธรรมเนียมฟั้งค์ร็อคที่ได้รับอิทธิพลมาจากช่วงยุค60-70 ก่อนจะขยับเข้าสู่จุดสมดุลใน Continuum ที่บูรณาการความเป็นพ็อพเข้าและโฟล์คจากงานชุดแรกระบายร่วมกับบลูส์ร็อคหม่นๆและคันทรีย์ดิบสดในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันได้อย่างเกิดเอกภาพและแน่นอนว่าเป้นทฺศทางที่ดีสู่การปูทางไปสู่การรังสรรค์ดนตรีคุณภาพในอนาคต ส่วนตัวขอบอกว่าประทับใจงานชุดนี้มากจนขอยกให้เป็นงานที่ดีที่สุดตลอดกาล (มาสเตอร์พีซ) จากจอห์น เมเยอร์เลยทีเดียว สำหรับย่างก้าวใหม่ใน Battle Studies ส่วนตัวรู้สึกว่าภาคการนำเสนอยังคงวัฒนธรรมในรูปแบบเดียวกันกับ Continuum ค่อนข้างสูงหากแต่เรียบง่าย ฟังง่านและผ่อนคลายบนการยกระดับลูกเล่นของความเป็นพ็อพโฟล์คอคูสติคในอัลบั้มแรกให้มีบทบาทชัดเจนและเข้มข้นขึ้นกว่าที่ได้ยินจากงานชุดที่แล้วอีกหลายช่วงตัวพร้อมเหยาะความเป็นบลูส์ร็อคและคันทรีย์เข้าไปผสานได้อย่างเกิดเอกภาพเช่นเดิม จะว่าไปไม่มีอะไรแปลกใหม่ให้ดาดดื่นก็จริงแต่ก็นับว่าเหนือชั้นและทรงคุณภาพเช่นเดิมและที่สำคัญเพราะมากๆๆๆๆๆฟังกันไปเถิดดดด

จุดด้อย


บางทีคำว่า "ผ่อนคลาย" กับ "ตกจากมาตรฐาน" ในอุตสาหกรรมดนตรีอาจจะห่างกันไม่กี่เส้นฟางได้จริงๆนะคะ ในกรณีของจอห์น เมเยอร์ชุดนี้นี่เดียนคงต้องยอมรับว่าฟังแล้วรู้สึกประทับใจน้อยที่สุดและคิดว่าดีน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับบรรดางานทุกชุกที่ผ่านมา ผิดหวังมั้ย? ก็ไม่หรอก เพียงแต่คงต้องบอกว่า "ออกมาไม่ได้อย่างที่หวังไว้" มากกว่า แต่ถ้าจะว่าไปมองในมุมของการที่เห็นศิลปินหลายท่านที่ทำงานหลังจากที่ผ่านจุดที่สมบูรณ์แบบสุดๆมาแล้วและต้องการละจากจุดที่ว่ามาทำอะไรที่มันง่ายๆ ผ่อนคลายตลอดจนแกนๆไปบ้างซึ่งถ้าเอางานของจอห์น เมเยอร์ชุดนี้ไปเทียบกับพวกหมวดสูงสูดคืนสุ่สามัญหลายท่านเหล่านั้นนี่คิดว่างานชุดนี้ยังอยู่ในระดับที่ต้องจัดว่าประณีตและหรูหราในหมวดทรงคุณภาพทีเดียว แต่น่าเศร้าที่บางทีผู้บริโภคบางท่าน เช่น "ดิฉัน" อาจจะไม่สามารถละจากจุดที่ว่าตามศิลปินไปได้ ผลลัพธ์ที่ออกมาจึงเป็นอะไรที่อาจจะกระทบกับความรู้สึกเล็กน้อยด้วยความที่แรงขับเคลื่อนทางดนตรีและความทรงพลังที่เคยสัมผัสได้มันจางหายไปเยอะจนน่าตกใจจนถึงลูกเล่นที่เคยเป็นเอกลักษณ์อันทรงเสน่ห์กลับกลายเป็นอะไรที่ค่อนข้างจืดชืดและซ้ำซากน่ารำคาญไปเสียฉิบ จะหาว่าอคติก็คงไม่ถูกเพราะว่าชอบตานี่มากจะหาว่าหูไม่ถึงก็คงไม่ใช่อีก ไม่ได้อีโก้แต่ส่วนตัวคิดว่าฟังงานดนตรีที่ดีถึงขีดสุดมาเยอะและงานชุดนี้คงนับรวมกับนิยามที่เรียกว่า "ถึงขีดสุด" ได้ยากถ้าไม่ตั้งหน้าตั้งตาลำเอียง รวมถึงจะหาว่ายึดติดกับความสมบูรณ์แบบเพียงคนเดียวก็คงไม่ใช่เพราะงานวิจารณ์จากหลายสำนักก็โปรยคำว่า "Mediocre" ให้อ่านกันชนิดละลานตา นี่แหละหนา กรรมของศิลปินที่ทำงานแบบเหนือเมฆเหนือระดับมาตลอด


แทร็คเด็ด


เริ่มด้วย Who Says (4/5) ซิงเกิ้ลเปิดตัว บนภาคดนตรีพ็อพโฟล์คอคูสติคสุดเรียบง่ายติดกลิ่นคันทรีย์และบลูส์จางๆ แม้ส่วนตัวจะรู้สึกว่าทำออกมาได้ง่ายจนแลดูขาดชั้นเชิงไปนิดแต่นับว่ายังคงสามารถรักษาเสน่ห์ของเมโลดี้ที่เพราะติดหูรวมถึงสำยัดสำนวนสุดเชือดเฉือนในแบบฉบับของจอห์น เมเยอร์ได้อย่างน่าประทับใจทีเดียว พิสูจน์ได้อีกเพลงใน War Of My Life (4.5/5) อีกหนึ่งพ็อพโฟล์คอคูสติคบริสุทธิ์สุดไพเราะอบอุ่นที่ตอกย้ำอิทธิพลที่ได้รับจากงานชุดแรกได้อย่างลึกไปอีกหนึ่งระดับ แม้ว่าอาจจะดูวนเวียนล่องลอยไปกับสูตรสำเร็จเดิมๆก็ตามแต่สูตรที่ทำออกมาแล้วมันสร้างความสำเร็จทุกทีแบบนี้มันก็ควรค่าต่อการชอบและการชม พูดถูกใช่มั้ย? มาที่ Edge Of Desire (4.5/5) ซึ่งเป็นแทร็คติดกัน ตัวเพลงผสานความเป็นคันทรีย์ที่เจือบลูส์และโซลเข้าไปเสริมทัพได้อย่างลงตัว ในแง่ของชั้นเชิงแม้จะเหนือกว่าทั้งสองแทร็คข้างต้นในแง่ของกึ๋นและลวดลายทางดนตรีหากแต่ส่วนตัวชอบแทร็คที่เขียนถึงก่อนหน้านี้มากกว่า ด้วยความที่เพราะติดหูและตอบความเป้นจอห์น เมเยอร์ที่ต้องการเป็นการส่วนตัวได้ตรงจุดกว่า ประทับใจเสียงกีตาร์บลูส์เชือดๆท้ายเพลงมากกกกกกกกกกกกกก

สำหรับ Half Of My Heart Feat. Taylor Swift (5) ที่ร่วมงานกับเทย์เลอร์ สวิฟท์นับว่าเป็นอีกแทร็คที่เพราะและโดดเด่นเรียกได้ว่าที่สุดของงานชุดนี้เลยก็ว่าได้ ภาคดนตรีเป็นอดัลท์คอนเทมโพลารีย์คันทรีย์พ็อพโฟล์คอคูสติคใสๆที่หวานหยดและติดหูมากๆ นอกจากนี้ยังเป็นอีกหนึ่งในแทร็คที่สามารถสะท้อนความสามารถในการรังสรรค์ภาคเนื้อหาด้วยวาทะศิลป์อันทรงเสน่ห์สุดร้ายกาจและอัจฉริยะของพี่จอห์นได้อย่างดี "I Was Born In The Arms Of Imaginary Friends.ree To Roam,Made A Home Out Of Everywhere I've Been" อ่านแล้วขนลุกทีเดียว จะว่าไปเพลงนี้คุณพี่ไม่จำเปนต้องลากคุณน้องเทย์เลอร์มาร่วมทรมานฮู้ๆ ฮ้าๆด้วยมันก็สมบูรณ์แบบอยู่แล้วอ่ะค่ะ อะไร้ เอาดาวรุ่งอย่างน้องเขามาร่วมงานด้วยทั้งทีจะให้เครดิตร่วมร้องมากกว่านี้ก็ไม่ได้ ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำโดยแท้ หึหึหึ ต่อด้วย All We Ever Do Is Say Goodbye (4/5) พ็อพโฟล์คอคูสติคเจือความหมองหม่นในแบบบลูส์โซลผสานคันทรีย์เข้าไปได้อย่างมีชั้นเชิง เรียบง่ายชนิดไม่มีอะไรหากแต่ทะลวงใจโดยแท้ฟังแล้วนึกถึง I Don't Trust Myself (With Loving You) จากชุกที่แล้วในแบบที่โรยแรงกว่าน่ะค่ะ ปิดท้ายด้วย Friends,Lovers,Or Nothing (4.5/5) ดิบ ดุและทรงพลังที่สุดในงานชุดนี้แล้ว ด้วยภาคดนตรีโอลด์สคูลคอนเทมโพลารีย์อาร์แอนดืบีผสานบลูส์ร็อคที่โดเด่นบนความเป็นบลูส์โซลคันทรีย์ฟั้งค์หนักหน่วงดิบกร้าวหากแต่นุ่มละมุนและทรงเสน่ห์เมื่อถูกถ่ายทอดโดยจอห์น เมเยอร์ เหนือสิ่งอื่นใดภาคเนื้อหาที่สะท้อนสัจธรรมของสถานภาพทางความรักได้อย่างเหนือชั้นหรือจะคิดให้ลึกกว่านั้นมันสามารถระบุถึงความเป้นของวัฒนธรรมและสายสัมพันธ์ในปัจจุบันของมนุษยชาติกลายๆได้อย่างดีทีเดียว


สรุป
งานธรรมดาๆหากแต่ทรงคุณภาพที่ส่วนตัวอยากจะลองแนะนำคอดนตรีทุกท่านให้ลองฟังและถึงแม้ว่าความสมบูรณ์แบบจากบรรดางานชุดก่อนหน้านี้จะถูกถอดออกไปมากก็ตามแต่บทสรุปที่ Battle Studies ได้รับจากเดียนคงหนีไม่พ้น "การเป็นหนึ่งในอัลบั้มพ็อพที่ดีที่สุดในปี2009ทีเดียว"

วันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

Victoria Beckham : Victoria Beckham : 60%



Victoria Beckham : Victoria Beckham : 60%

เหตุเกิดหลังจากที่ดิฉันได้กระหน่ำตั้งกระทู้รีวิวเพลงเดี่ยวของบรรดา5สาวสไปซ์อย่างเมามันส์ในอารมณ์เมื่อประมาณ2-3สัปดาห์ที่แล้ว พอได้มานังอ่านอีเมลล์เล่นๆนี่ ต๊ายยยยยยยยยยยยยยๆๆๆๆๆๆ ออกจะเป็นปลื้มค่ะเนื่องจากหญิงวิคของเดี๊ยนได้รับฟีดแบ็คจากคนอ่านชนิดที่เริ่ดเกินคาดสุดเดช (89รีเควสอยากอ่านงานชุดนี้ เหอๆๆๆๆ) เอาล่ะค่ะถึงแม้ว่ามันอาจจะไม่ได้ช่วยอะไรยอดขายตลอดจนโอกาสที่จะได้เห็นเธอในฐานะศิลปินแล้วก็ตาม แต่แหม รีเควสศิลปินที่ส่วนตัวชอบมากๆเข้ามาขนาดนี้แล้วดิฉันก็ต้องขอเนรมิตให้อ่านกันอย่างทันท่วงทีซักหน่อย เพราะล่าสุดคนอ่านบางท่านบ่นมาว่าเจองานของอีติ๊และโปรดิวซ์เซอร์นางทำพิษอยากได้อะไรฟังง่ายๆมาล้างหูหน่อย วิคตอเรียนี่พ็อพพอสำหรับพวกเจ้า บ่?

รูปแบบเพลง

งานของหญิงวิคยืนพื้นอยู่บนภาคดนตรีพ็อพสูงโด่ชนิดที่ไม่ต้องนั่งปวดหัวจำแนกดนตรีครงสร้างหลักกันให้มากความ โดยตัวงานโดดเด่นด้วยการระบายสีสันจากลูกเล่นของความเป็นอาร์แอนด์บีในแบบฉบับที่นิยมนำเสนอกันในงานของพวกบอยแบนด์เกิลแบนด์ปลายยุค90ถึงต้นทศวรรษ2000ก่อนจะคุมทิศทางด้วยแด๊นซ์และอดัลท์คอนเทมโพลารีย์บัลลาดเข้าไปผสานชนิดเสร็จสรรพพร้อมขาย สิริรวมแล้วคงไม่ต้องบรรยายนะคะว่างานของเจ๊วิคจะออกมาเซฟที่สุดในบรรดางานโซโล่ของ5สาวกล่าวคือเป็นงานที่ฉีกจากความเป็นสไปซ์เกิลน้อยที่สุด ไม่ได้พ็อพบับเบิ้ลกัมจ๋าขนาดเอ็มม่าตลอดจนไม่ได้ฉีกตัวเองออกไปจนแถบหลุดกรอบแบบงานของสองเมล.....

จุดด้อย

........ซึ่งก็น่าแปลกใจที่ทำงานออกมาเซฟขนาดนี้แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จเนื่องจากถ้าวัดกันจริงๆแล้วเพลงของเธอก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่อะไรออกจะฟังง่ายขายง่ายด้วยซ้ำยิ่งมาได้ภาพลักษณ์ของเจ๊วิคสมัยสไปซ์เกิลที่ก็โดดเด่นเป็นที่น่าจับตาไม่แพ้ใตรหน้าไหนในทีม (ซึ่งจะว่าไปก็แปลกเพราะสไปซ์เกิลเป็นวงที่ต้องบอกว่าสมาชิกนี่แม่งเด่นกันทุกคนเลย ไม่มีใครน่าสนใจน้อยกว่าใครซึ่งหายากมากๆในโลกเกิลแบนด์ตลอดจนบอยแบนด์ยังทำไม่ได้คลาสสิคระดับอี5เจ๊เลยคิดเอา หึหึหึ อันนี้ในด้สนภาพลักษณ์ล้วนๆนะคะ) อย่างไรก็ตามนั่งพิจารณษกันดีๆแล้วเพลงเพราะเพลงเซฟแต่เอาจริงๆคงต้องบอกว่าไม่มีจุดเด่นทางดนตรีอะไรที่ชัดเจนนอกจากความเป็น "วิคตอเรีย" ที่เจิดจรัสออกมาชนิดแสบตาทีเดียวคือถ้าติดตามสไปซ์เกิลมานี่ฟังแล้วคงต้องบอกเลยล่ะค่ะว่า "ปฏิเสธไม่ออกว่างานแบบนี้นี่มันวิคตอเรียจริงๆทั้งดนตรีและการร้อง" ระบายภาพลักษณ์ลงสู่ตัวงานได้ขนาดนี้มันก็น่าจะขายดิบขายดีถ้าผู้บริโภคไม่เหมารวมความหมั่นไส้เข้าไปในการซื้อด้วยเลยทำให้อีเจ๊วิคเป็นหนึ่งในตัวแทนที่ดีในฐานะศิลปินคุณภาพผู้บุกเบิกการผลิตงานดนตรีที่อยู่ในระดับที่ดีออกมาหากแต่ถูกมองข้ามเนื่องจากภาพลักษณื์ส่วนตัว (เครดิต เจ๊นาโอ บอร์ดFF) ได้ข่าวว่าอีเจ๊นี่มีช่วงนึงสลับกันวิ่งขึ้นลงอันดับหนึ่งสองในอันดับบุคคลที่ถูกเกลียดโหวตว่าเป็นผู้ที่ประชาชีอังกฤษเหม็นขี้หน้าที่สุดเลยนี่คะ ต๊ายยยยย น่าสงสาร หึหึหึหึ

ในส่วนของภาคดนตรีอย่างที่ได้บอกไปนะคะว่าไม่มีอะไรโดดเด่นไปมากกว่าความเป็นงานของวิคตอเรียซึ่งก็อาจจะไม่ถูกใจผู้ฟังที่ต้องงานพ็อพอาร์แอนด์บีระดับทรงพลังสุดขีดศักยภาพแต่ส่วนตัวกล้าการันตีนะคะว่า "ไม่ใช่งานที่แย่" เชื่อว่าถ้าเปิดใจและลองรับฟังโดยปราศจากอคติล่ะก็จะเห็นว่าสามารถรักษาเนื้องานโดยรวมให้อยู่ในระดับที่น่าฟังได้อย่างมั่นคงทีเดียวตลอดจนนำเสนอเนื้องานออกมาได้อย่างสมกับความเป็น "พ็อพ" (เครดิต พี่แชมป์ ปริศร์ นิตยสารPOP) ชนิดที่อาจจะเป็นเพื่อนที่ดีในระยะยาวของผู้ฟังบางท่านได้เลบยทีเดียว ขนาดดิฉันที่ใครๆเขานินทากันหลังไมค์ว่าทำเก๋ ทำแนว ทำเป็นอินดี้ยังไม่พ้นที่จะนั่งฟังงานชุดนี้จนถึงทุกวันนี้เลยค่ะ8ปีแล้วนะ เออ

แทร็คเด็ด

เปิดอัลบั้มด้วย Not Such An Innocent Girl (3/5) ซิงเกิ้ลแรกที่สามารถบ่งบอกภาพรวมของงานชุดนี้โดยเฉพาะในส่วนของภาพลักษณ์แบบเริ่ดๆจิกๆตลอดจนภาพรวมของทัศนคติของคุณนายวิคตอเรียจากศรีษะจรดตีนได้อย่างครบถ้วนเหนือชั้นภายในเวลาไม่กี่นาที ตัวเพลงเป็นพ็อพแด๊นซ์ผสานอาร์แอนด์บีอ่อนๆที่นอกจากจะมรทีเด็ดที่ท่อนฮุคเก๋ไก๋ติดหูจัดๆแล้วยังใส่ความแบบว่าเริ่ดแบบว่าเชิ่ดฮ่ะ (เครดิต มาม่าเมย์ บอร์ด FF) ในแบบฉบับที่โลกนี้มีวิคตอเรีย เบ็คแฮ็มนางเดียวเท่านั้นที่ทำได้ลงสู่ตัวเพลงได้อย่างสยองขวัญจนดิฉันแถบจะจุดธูปขึ้นไหว้สามดอกเลยทีเดียว เพลงนี้ต้องหล่อนร้องเท่านั้นค่ะเจ๊ หึหึหึ ตามมาติดๆกับ A Mind Of Its Own (4/5) ซิงเกิ้ลที่สอง อดัลท์คอนเทมโพลารีย์พ็อพอาร์แอนด์บีละเมียดละไมกึ่งบัลลาดที่ตัวเพลงดีไซน์การนำเสนอการใช้ลูกเล่นแร็พสลับด้วยการเบรคร้องช่วงคอรัสได้อย่างมีเสน่ห์ (ท่อนคอรัสเพราะมากๆ) ส่วนตัวคิดว่าเป็นแทร็คที่ดีที่สุดในงานชถุดนี้เลยทีเดียวรวมถึงประทับใจที่สามารถนำเสนอได้อย่างมีชั้นเชิงเกินกว่าที่เคยคาดไว้จากเธอทีเดียว คิดถูกที่ตัดเป็นซิงเกิ้ล! และสมมุติว่าถ้างานชุดนี้ขายได้ดีกว่านี้และมีโอกาสเลือกซิงเกิ้ลตัดโปรโมตต่อไปล่ะก็แน่นอนว่าสำหรับเดียนไม่มีแทร็คไหนที่เหมาะสมไปกว่า That Kind Of Girl (3/5) ที่เคยรีวิวไปแล้วในกระทู้ด้านล่าง มิดเทมโพพ็อพอาร์แอนด์บีบัลลาดนิ้งๆที่ทำออกมาได้เพราะและโดดเด่นมากๆถึงขั้นที่รีวิวไปแค่เพลงเดียวสั้นๆแต่มีอีเมลล์ร่อนมา80กว่าฉบับขอรีเควสงานชุดนี้อ่ะค่ะ อีแบบนี้คิดว่าน่าตัดเป็นซิงเกิ้ลมั้ยล่ะ สำหรับแทร็คที่เห็นว่าอีกหลายๆท่านพูดถึงคือ Midnight Fantasy (3/5) อาร์แอนด์บีพ็อพผสานจังหวะเต้นรำอ่อนๆน่ารักๆซึ่งเป็นหนึ่งในแทร็คที่เดียนชอบที่สุดในงานชุดนี้เลยทีเดียวรวมถึงต้องขอสารภาพนะคะว่าส่วนตัวก็ไม่ได้คาดหวังจะได้ยินอะไรน่ารักๆขนาดนี้จากงานอีเจ๊ด้วย เฮ้อ แม้ว่าจะหมดหวังไปแล้วแต่จำได้ว่าก่อนหน้านี้เชียร์ให้ตัดเป็นซิงเกิ้ลอย่างออกนอกหน้าเหมือนกันนะ

สำหรับส่วนของบัลลาดส่วนตัวต้องขอบอกว่าถ้าวัดจาดมาตรฐานของเจ๊วิคแล้วคิดว่าทำออกมาได้ดีกว่าที่คาดไว้เลยทีเดียว ต้องบอกว่าอย่ในระดับที่ดี ขอยกมาพูดสองเพลงนะคะเริ่มที่ I.O.U (4/5) ที่เป็นอดัลท์คอนเทมโพลารีย์พ็อพบัลลาดที่ผสานบีทอาร์แอนด์บีเข้ากับเมนท์สตรีมออเครสตร้าสุดอลังการได้อย่างลงตัวมาชนกับย้ำเสียงของเจ๊วิคที่แม้ว่าอาจจะไม่ได้ทรงพลังหรือมีลูกเล่นล้ำเลิศสะท้านมิติยุทธภพมากมายหากแต่สำหรับเดี๊ยนออกมาลงตัวและไพเราะมากๆเลยทีเดียว แหม เจ๊วิคนี่ชอบทำอะไรที่ไม่เคยคาดถึงได้เสมอเลยนะเนี่ย ปิดท้ายอัลบั้มด้วย Every Part Of Me (4/5) อีกหนึ่งอดัลท์คอนเทมโพลารีย์อาร์แอนด์บีพ็อพบัลลาดที่อาจจะไม่เพราะสำหรับบางท่านแต่กับเดียนเพลงนี้ดีได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้พลังเสียงอะไรมากมายเลย ส่วนตัวประทับใจสิ่งที่เจ๊วิคร้องและสื่อออกมาได้น่าประทับใจคือมันเปรียบเสมือนกระจกสะท้อนด้านที่นุ่มละมุน เปี่ยมสุขตลอดจนหล่อหลอมจิตวิญญาณในอีกแง่ของวิคตอเรียที่ส่วนตัวไม่เคยสัมผัสมาก่อนลงสู่โลกแห่งเสียงเพลงของเธอได้อย่างเหนือชั้นมากๆ เป็นเพลงบัลลาดที่โคตรจะธรรมดาและอาจจะง่อยเงือกน่าเบื่อสำหรับบางท่านแต่สำหรับดิฉันที่เป็นแฟนเพลงเจ๊ฟังแล้วรู้สึกว่าเป็นหนึ่งในด้านที่อบอุ่นน่ารักที่สุดเท่าที่เคยได้รับจากผู้หญิงท่านนี้ และแน่นอนมีค่าอย่างยิ่งสำหรับจิตใจแฟนเพลงคนนี้มากๆ

สรุป

มีอีเมลล์ฉบับหนึ่งถามว่า "ควรซื้อมั้ย?" ก็ถ้าคุณไม่ยึดติดกับงานดนตรีที่ต้องออกมาสมบูรณ์แบบ ทรงพลังตลอดจนน้ำเสียงเลิศเลอระดับที่มารายห์หรือคริสทิน่าทำได้รวมถึงไม่ได้หวังงานอาร์แอนด์บีที่แรงในระดับเดียวกันกับบียอนเซ่และงานที่โดดเด่นมากๆในแบบมาดอนน่าหรือบริทนีย์ สเปียรส์ เพราะต้องบอกตามตรงว่าวิคตอ เรียสู้ชื่อที่กล่าวมาไม่ได้สักชื่อแน่นอนต้องยอมรับกันตรงๆหากแต่ถ้าคุณอยากจะลองเปิดใจและโลกทัศน์ที่จะรับฟังงานพ็อพธรรมดาๆที่โดนครหาว่าแย่ด้วยยอดขายที่น้อยและภาพลักษณ์ของศิลปินที่ทำให้เนื้องานโดนมองข้ามก่อนจะได้มารับรู้ว่า "อันที่จริงงานชุดนี้ไม่ได้แย่อยางที่เขาว่ากัน" คิดว่างานชุดนี้เป็นงานที่คุณควรซื้อ แม้จะบอกได้ไม่เต็มปากว่าทรงคุณภาพหากแต่อย่างน้อยก็อาจจะสามรถเป็นเพื่อนในระยะยาวที่ดีสำหรับคุณตลอดจนสอนสัจธรรมในโลกแห่งอุตสาหกรรมดนตรีให้ได้เรียนรู้ว่า "บางทีเราอาจจะพลาดงานที่ดีกับเราไปเพียงเพราะมัวแต่ไปสนใจคำวิจารณ์ในแง่ลบตลอดจนยอดขายที่น้อยชนิดน่าขายหน้าก็ได้ แต้ถ้าเราฟังแล้วชอบมันก็มีค่ากับเรานี่ะจะไปสนอะไร " สุดท้ายความสุขในการเสพย์ดนตรีมาจากการลิ้มลองสัมผัสด้วยตัวคุณเองทั้งสิ้นไม่ต้องสนใจโรลลิ่งสโทน ออลมิสิค นิตยสารปอปตลอดจนแนสทิน่า ถ้าสนใจที่จะฟังมากๆลองฟังแม่งเลย

วันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

Santigold : Santogold : 91%


Santigold : Santogold : 91%

ครั้งที่แล้วได้ลงงานของ M.I.A ไปแล้วนะคะซึ่งก็แหมๆๆๆๆๆเมื่อมีM.I.Aแล้วจะขาดซานติโกลด์ได้ยังไงเนอะด้วยความที่ช่วงหลังๆมีการร่วมฟีทเจอริ่งในงานของศิลปินเดียวกัน ออกทัวร์คอนเสิร์ตร่วมกันตลอดจนเป็นโปรดิวซ์เซอร์ของคริสทิน่าสองท่านที่โดนร่อนรีเควสมาถามถึงรีวิวอัลบั้มเต็มมากที่สุดใกล้ๆกันเลย หากแต่ส่วนตัวที่ตัดสินใจรีวิวนังเมียก่อนเนื่องจากมัคนอ่านสนับสนุนเยอะกว่าในแง่ของรีเควส รีวิวได้ง่ายกว่าตลอดจนเนื้องานทำออกมาได้ถูกจริตกว่า อย่างไรก็ตามสำหรับวันที่ว่างมากๆวันนี้เดี๊ยนไม่เห็นว่าจะมีศิลปินท่านใดที่เหมาะสมแก่การมารีวิวเป็นงานอดิเรกเพื่อเข้าคอลเล็คชั่นส่วนตัวของเดียนเท่ากับเธอคนี้ในฐานะเพื่อสาวสุดอาร์ตคนใหม่ล่าสุดในวงการของเดี๊ยน

รูปแบบดนตรี

Santogold เป็นสตูดิโออัลบั้มแรกภายใต้ชื่อเดียวกับศิลปินที่วางแผงเมื่อปี2008ก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อตัวเองมาเป็นSantigoldทีหลังเนื่องจากปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์การใช้ชื่อที่ชื่อของอีเจ๊แกดันไปปะทะเข้าเต็มรักกับแบรนดอัญมาณีอะไรซักอย่างเนี่ยแหละค่ะ สำหรับแนวเพลงในงานชุดแรกเป็นการผสมผสานกันอย่างลงตัวของอิเล็คโทรนิค นิวเวฟ อินดี้ร็อค โพสท์พั้งค์ แด๊นซ์ฮอลล์ อัลเทอเนทีฟแดนซ์ตลอดจนดั๊บออกดอกผลมาเป็นงานดนตรีโคตรอาร์ทและเท่ห์จัดชนิดที่ดิฉันนั่งฟังครั้งแรกถึงกับอึ้งไปกับอัจฉริยะภาพทางดนตรีตลอดจนความบ้าพลังล้นเหลือที่แม่คุณกระหน่ำยัดลงไปซะเกินพิกัดในงานชุดนี้ หากแต่ แหมมมมมมมม มันปฏิเสธไม่ได้นะคะว่างานออกมาดูดี๊ ดูดีค่ะเธอ

จุดด้อย

เอาจริงๆฟังไปนานๆแล้วมันก็ไม่ใช่งานที่ฟังยากเหมือนที่เล่นซะสยองขนหัวลุกในรอบแรกนะคะ ฟังง่ายมากๆหากแต่ "เข้าใจยาก" มากกว่าด้วยความติ๊สท์จัดๆในการนำเสนอของเธอตลิอดจนภาคดนตรีที่ตึ๊บมาในแง่ของรายละเอียดที่ใส่ลงไปเอาใจผู้ฟังชนิดแออัดยัดทะนานจนผู้ฟังบางส่วนที่ภูมิต้านทนทางดนตรีแนวนี้ไม่แข็งกล้าพอ "เฉกเช่น ดิฉัน" ถึงกับมึน คืออีฟังเพลินๆไม่เท่าไรหรอกค่ะหากแต่ถ้าฟังแบบจะเก็บรายละเอียดข้อมูลมารีวิวล่ะก็ แหกกกกกกกกกกก อีกประเด็นคือส่วนตัวไม่รู้ว่าจะจัดแม่คุณไปไว้ในหมวดหมุ่ไหนดีเนื่องจากภาคดนตรีคุณนายมาชนิดที่กว้างและใส่น้ำหนักความชัดเจนลงมาเท่ากันมากๆ จะตอบว่า "อินดี้" เฉยๆก็แลดกำปั้นทุบดินจะอิเล็คโทรนิคไปเลยก็ดันมีนิวเวฟ มีอัลเทอมีโน่นมีนี่ปนมาเฉียบขาดพอกันทุกแทร็คหมด เข้าข่ายศิลปินคุณภาพที่หาศาลสิงไม่ได้อีกนางแล้ว
ป.ล. ได้ข่าวว่าหนู Paraduzer ประทับใจงานชุดนี้มากเลย ครับผม!!!

แทร็คเด็ด

เปิดอัลบั้มด้วย L.E.S Artiste (4.5/5) อัลเทอเนทีฟอินดี้ร็อคติดกลิ่นอายนิวเวฟช่วงยุค80ตบด้วยเบสส์ฟั้งค์และบีทอิเล็คโทรนิคตามมาติดๆก่อนจะเหยาะความเป็นพ็อพเข้าไปเพิ่มความละมุนละไมได้อย่าลงตัว ส่วนตัวประทับใจภาคเนื้อหาที่ตอกหน้าพวกวอนน่าบีได้อย่างแสบทรวงยิ่งไปกว่านั้นเป็นหนึ่งในแทร็คที่ฟังง่ายที่สุดเป็นลำดับต้นๆของอัลบั้มแล้วค่ะ แทร็คถัดไป You'll Find A Way (5) ต๊ายยยยยยยยย เท่ห์โคตรๆค่ะ ตัวเพลงเป็นอัลเทอเนทีฟอินดี้ร็อคที่โดดเด่นบนสรรพสำเนียงโพสท์พั้งค์สุดเกรี้ยวกราดผสานแดนซ์ ฟั้งค์ อิเล็คโทรนิคและนิวเวฟเข้าด้วยกันชนิดสุดกลมกล่อม เก๋ไก๋และเปรี้ยวปราดมากๆเป็นแทร็คที่ประทับใจที่สุดสำหรับงานชุดนี้ สำหรับ Shove It (4.5/5) ส่วนตัวคิดว่าภาคการนำเสนอใกล้เคียงกับ M.I.A เพื่อนซี้เธอพอสมควรทีเดียว แด๊นซ์ฮอลล์ปะทะฮิพฮอพแร็พเจือสำเนียงFunk Carioca ละทินโซล เร็กเก้แบบที่เป็นซาวนด์เอกลักษณ์ของ M.I.A นั่นแหละ หากแต่ในเรื่องการแร็พออกมาไม่จัดจ้านเท่าแต่ตีตื้นตรงภาคดนตรีที่ประดิดประดอยออกมาได้มีมิติน่าค้นหาในแบบของซานติโกลด์เองจนต้องชม

Say Aha (4/5) อัลเทอเนทีฟแด๊นซ์ที่ยืนพื้นบนอินดี้ร็อคผสานแด๊นซ์-พั้งค์ก่อนจะไต่ระดับไปสู่ซินธิ์พ็อพ อิเล็คโทรตลอดจนแซมเพิ่ลกลิ่นอายอันทรงเสน่ห์จากความเป็นเรโทรด้วยนิวเวฟยุค80ได้อย่างเหนือชั้น ติดหูพอสมควร! ปิดท้ายรีวิวด้วย Creator Feat. Switch&Freq Nasty (5) ซิงเกิ้ลแรกที่เจิดจรัสด้วยการผสานความหลากหลายของนิวเวฟ อินดี้ อัลเทอเนทีฟ แด๊นซ์ฮอลล์และฮิพฮฮพเข้าสู่โครงสร้างยืนพื้นที่เป็นอิเล็คโทรนิคตึ๊บๆผสานยูเคการาจดั๊บสเต็ปสุดเปรี้ยวปราดได้อย่างมีชั้นเชิงสมศักดิ์ศรภาคเนื้อหาที่ร่ายถึงพรสวรรค์อันยิ่งยวดในฐานะผู้เนรมิตศิลปะและนวัตกรรมของเจ้าหล่อน หึหึหึหึ ได้ใจมากค่าาาาาาาา

สรุป

มาถึงตรงนี้แล้วบอกตรงๆว่ามองไปถึงแรงบันดาลใจที่คาดว่าจะส่งถึงงานของคริสทิน่าในอัลบั้มใหม่แล้วทำให้รู้สึกตื่นเต้นอยากฟังมากขึ้นไปอีกระดับ สรุปว่ามานั่งรีวิวแม่พวกนี้นี่ไม่ได้ช่วยบันทอนความอยากฟังที่สุมอยู่เต็มทรวงให้คลี่คลายไปด้วยดีอย่างใดแต่กลับทำให้อยากฟังมากขึ้นไปอีก เพราะจากศิลปินที่เป็นโปรดิวซ์เซอร์ของคริสทิน่าที่หยิบมารีวิว4ท่านนี่แต่ละคนมันการันตีให้เห็นภาพว่างานอีนี่ต้องออกมาเริ่ดแน่ๆ โอ๊ยยยย เมื่อไรจะปีหน้าวะคะ

วันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

M.I.A : Arular : 95%



M.I.A : Arular : 95%


ก่อนหน้านี้ได้รีวิวงานของหนึ่งในโปรดิวซเซอร์ของคริสทิน่าทั้ง Goldfrapp ที่ชนะโหวตและ Ladytron ที่อยากรีวิวเป็นการส่วนตัวลงบอร์ดชนิดเต็มๆไปแล้วน่ะค่ะ ส่วนตัวก็ดีใจที่แม้ว่าทั้งสองวงนี้จะเป็นศิลปินที่ค่อนขางรู้จักแค่ในวงแคบแต่การตอบรับจากผู้อ่านดีเกินคาดทีเดียวซึ่งก็เป็นไปตามคารดเช่นกันนะคะว่าจะมีรีเควสโปรดิวซ์เซอร์ท่านอื่นของอีติ๊ตามมาเรื่อยๆ ซึ่งก็เป็นจริงตามนั้นเพราะดิฉันได้รับรีเควสท่านที่เหลือหมดทุกท่านเลยก็ต้องขอกราบเรียนตรงนี้ว่าคงไม่สามารถรีวิวให้หมดทุกคนได้เนื่องด้วยเวลาและอะไรหลายๆอย่างมันไม่เอื้ออำนวยน่ะค่ะอย่างไรก็ตามถ้ามีเวลาว่างมากจริงๆอย่างวันนี้ก็จะทยอยลงให้อ่านกันตามที่ดิฉันสนใจนะคะ ซึ่งวันนี้เป็นคิวของ M.I.A ซึ่งเป็นโปรดิวซ์เซอร์อีติ๊ที่โดนร่อนรีเควสมาถามถึงมากที่สุดและส่วนตัวเท่าที่มองเธอคนนี้แล้วคิดว่าเป็นอีกท่านที่โดเด่นในระดับแนวหน้าจากบรรดาโปรดิวซ์เซอร์อีติ๊ทั้งหมดเลยทีเดียวและจากการที่ได้ฟังผลงานของเธอทั้ง2อัลบั้มแล้วคงต้องขอบอกว่า "แม่คนนี้นี่เปรี้ยวระดับเทพธิดาทีเดียว"


รูปแบบเพลง
สำหรับสาวพรสวรรค์สูงท่านนี้มีชื่อเต็มว่า Mathangi "Maya" Arulpragasam เป็นขาวอังกฤษเชื้อสายศรีลังที่นอกจากจะมีความสามารถอันหาตัวจับยากในด้านการร้องเพลง แต่งเพลงและโปรดิวซ์แล้วยังควบด้วยการเป็นแฟชั่นดีไซเนอร์ นักเขียนตลอดจนกราฟฟิคดีไซน์เนอร์เก๋ๆให้งานตัวเองด้วยนะคะ (จะเก่งเกินคนไปมั้ยแม่นาง?) สำหรับงานที่หยิบขึ้นมารีวิวเป็นสตูดิโออัลบั้มชุดแรกชื่อ rular ที่วางขายช่วงต้นปี2005ซึ่งเป็นงานอัลเทอเนทีฟแดนซ์ซึ่งเน้นบทบาทส่วนใหย๋ไปที่ภาคของอิเล็คโทรนิก้า ดรัมส์แอนด์เบสส์ แดนซ์ฮอลล์และฮิพฮอพแร็พในระดับที่สูงผสานบนสรรพสำเนียง Funk Carioca หรือ ไบเล่ฟั้งค์ที่เป็นภาคดนตรีท้องถิ่นที่ถ้าจำไม่ผิดน่าจะมาจากโซนพวก "บราซิล" (อันนี้ไม่แน่ใจ) โดยจับมาปรุงแต้งให้มีความร่วมสมัยขึ้นโดยบูรณาการเข้ากับเทคโนและGrimeที่เป็นบริทิชิพฮอพแบบยูเคการาจผสานดั๊บสเต็ปตลอดจนคอนเทมโพลารีย์อาร์แอนดืบีและอิเล็คโทรแคลชได้อย่างลงตัว โดยภาคเนื้อหาเป็นการสะท้อนทัศนคติที่มีต่อสังคม การเมือง วัฒนธรรมตลอดจนเหตุการณ์ที่ทางครอบครัวเคยมีส่วนเข้าไปพัวพันกับกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬอีแลมและสงครามการกวาดล้างกบฏจากรัฐบาลศรีลังกา


จุดด้อย

สำหรับเดียนคิดว่า "คงไม่มี" เนื่องจากเก๋ไก๋และสมบูรณ์แบบเพียงพอต่อความต้องการเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่าเพลงของเธอยังค่อนข้างเฉพาะทางคือไม่ได้เป็นที่นิยมในวงกว้างพอสมควรซึ่งลองคิดเล่นๆว่าถ้านำงานชุดนี้ไปเปิดให้บรรดาผู้ฟังเพลงที่ติดอยู่กับการบริโภคดนตรีในกระแสหลักฟังแล้วส่วนตัวไม่แน่ใจว่าจะสามารถเป็นที่ถูกใจได้กี่คนเพราะเอาจริงๆเพลงเธอก็ไม่ใช่จะเรียกว่าฟังง่ายซักเท่าไรหรอกนะคะ อีกประเด้นคือเสียงหล่อนซ่องแตกมากค่ะถ้าจะฟังให้มันเปรี้ยวมันก็โคตรจะจี๊ดดดดดแต่สำหรับคนที่เขารำคาญตคงจะมีไม่ใช่น้อยเช่นกันเนื่องจากมันกรี๊ดกร๊าดโหยหวนแทงประสาทเหลือเกิน หึหึหึหึ

แทร็คเด็ด

เปิดอัลบั้มได้อย่างสะเด็ดสะเด่าด้วย Pull Up The People (5) ที่จับสรรพสำเนียงของฮิพฮอพแร็พมาผสานเข้ากับแด๊นซ์ฮอลล์ก่อนจะตบอิเล็คโทรนิก้าเข้าไปคุมทิศทางได้อย่างลงตัวตามด้วยอาร์แอนด์บี เทคโน ฟั้งค์ขยำรวมกันอย่างกลมกล่อมภาพรวมออกมาเป็นอัลเทอเนทีฟแดีนซ์เริ่ดๆสุดร้อนแรงเข้าขั้น "ไพร่" (อันนี้ชมนะ) ที่ระเบิดทุกซ่องได้กระจุยเปยผุยผงเลยทีเดียว มาที่ Galang (4.5/5) และ Sunshowers (5) 2ซิงเกิ้ลแรกที่ส่วนตัวคิดว่าภาคการนำเสนอโดดเด่นและฉีกออกมาจากหลายๆแทร็คมากที่สุดโดยแทร็คแรกเปนยการหล่อหลอมดนตรีบอมบาพื้นเมืองให้เข้าสู่มิติใหม่แห่งทศวรรษ2000ด้วยการใส่บีทอิเล็คโทรนิค ทคโน ฟั้งค์เข้าไปประยุกต์ก่อนจะถ่ายทอดอย่างเก๋ไก๋บนท่วงทำนองของฮิพฮอพแร็พผสานแดนซ์ฮอลล์ติดเร็กเก้นิดๆเปรี้ยวสมศักดิ์ศรีซิงเกิ้ลแรก ในขณะที่แทร็คหลังพาคุณย้อนกลับเข้าสู่บรรยากาศของความเป็นพื้นเมืองจริงๆกับภาคดนตรีแด๊นซ์ฮอลล์ที่ติดกลิ่นของความเป็นจังเกิ้ลเสริมทัพด้วยลูกเล่นGrimeที่นำเสนอผ่านความเป็นยูเคการาจในแบบบริทิชฮิพฮอพ เร็กเก้และพ็อพก่อนจะหยอดบีทอิเล็คโทรนิคเข้าไปคุมเข้มได้อย่างเหนือชั้น เริ่ดมากกกกกกกกกก

Amazon (4/5) ทรงเสน่ห์บนสรรพสำเนียงของ Funk Carrioca ที่ถูกแปลงโฉมให้โฉบเฉี่ยวร่วมสมัยขึ้นโดยฮิพฮอพแร็พ แดนซ์ฮอลล์และอิเล็คโทรนิก้าแรงๆส่วนตัวฟังแล้วติดตรงที่อยากให้ใส่ความเป็นอิเล็คโทรนิคและคลับแด๊นซ์เข้าไปให้จัดจ้านกว่านี้รับรองได้เพลงอิเล็คโทรแคลชบนสรรพสำเนียงแด๊นซ์ฮอลล์ที่เปรี้ยวปราดมากๆแน่ ต้องชมว่าเก๋าเพราะมีน้อยคนที่จะทำออกมาได้ เอ่อ ..... ขนาดนี้ (เน้นว่างานชุดนี้ต้องฟังเองจะเห็นภาพว่าแรงจริง) ปิดท้ายด้วยแทร็คที่ชอบที่สุด 10 Dollar (5) อัลเทอเนมีฟแด๊นซ์ที่โดเด่นบนท่วงทำนองอิเล็คโทรนิคคลับแด๊นซ์จัดๆผสานเทคโน ฮิฮอพดรัมส์แอนด์เบสส์ แร้พตลอดจนยูเคการาจดั๊บสเต็พสุดพลังแค่ดนตรีก็เริ่ดพอแล้วแต่พอฟังเสียงหล่อนนี่ต้อง กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เพราะเสียงแร็พของหล่อนนี่มันช่างซ่องแตกเหลือร้ายอะไรขนาดนี้ฟังแล้วหนาวเลยฮ่ะ หึหึหึ ไม่มีที่สิ้นสุดจริงๆอีนี่ย์

สรุป

เธอเปรี้ยว เก๋และแรงจริงๆผู้หญิงคนนี้ฟังแล้วขอคารวะ ส่วนสรรพคุณจะเป็นอย่างไรแนะนำให้ไปลองหาซื้อหาโหลดมาฟังกันเอาเองเพราะต่อให้เดี๊ยนบรรยายซะสวยหรูขนาดไหนภาพมันก็ไม่ชัดเท่าได้ลิ้มลองนะคะ ระวังหยุดเต้นไม่ได้แล้วกันเพราะเพลงชีประสาทแดกมาก หนู ช๊อบบบบบบบบบบบบบบบ ชอบบบบบบบ ค่า

วันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

Ladytron : Velocifero : 85%


Ladytron : Velocifero : 85%

ก่อนอื่นต้องขอบอกนะคะว่าศิลปินวงนี้เป็นวงที่รู้สึกว่า "การกลับมาเยี่ยมบอร์ดครั้งนี้จะต้องเขียนถึงงานของทางวงให้ได้" ซึ่งไม่ใช่เพรนาะว่าเป็นแฟนคลับหรือนับถือในผลงานกันมาแต่ชาติปางไหนนะคะ ต้องขอสารภาพว่าไม่เคยฟังหรือรู้จักมาก่อนเลยด้วยซ้ำแต่หลังจากช่วงที่ลาบอร์ดไปและได้รู้มาว่าวงนี้ได้ร่วมเป็นหนึ่งในโปรดิวซ์เซอร์งานชุดใหม่ของ คริสทิน่า อากิเลร่า ด้วยก็เลยเกิดความรู้สึกที่อยากจะรีวิวงานของวงนี้เป็นพิเศษทีเดียวเพราะส่วนตัวรู้สึกว่า เอ่อ ดนตรีของพวกเะอน่าจะมีอะไรที่เชื่อมไปสู่แนวทางของคริสทิน่าในงานชุดใหม่ได้ ซึ่งมันก็อาจจะเป้นเหมือนเซ้นส์ของนักรีวิวอ่ะนะคะเพราะหลังจากนั้นไม่นานก็ได้อ่าน2-3ข่าวที่หลุดออกมาว่า "ทิศทางดนตรีในงานชุดใหม่ของอีติ๊จะมีความเป็นเลดี้ทรอนที่ค่อนข้างสูงทีเดียว" (เครดิตบอร์ดคริสทิน่าไทยแลนด์) ซึ่งผลของงานอีติ๊จะเป็นอย่างไรก็ยังคงล่องลอยกันต่อไปหากแต่ต้องขอบคุณหล่อนมากๆนะคะที่แนะนำวงนี้ให้น้องสาวรู้จักนะคะเพราะว่า เก๋มากๆทีเดียว หึหึหึหึ

รูปแบบเพลง

สำหรับ Velocifero เป็นสตูดิโออัลบั้มลำดับที่4ซึ่งเป็นงานชุดล่าสุดจากทางวงที่วางขายเมื่อปี2008 โดยสไตล์โดยรวมยังคงยืนพื้นอยู่ที่อินดี้อิเล็คโทรพ้อพที่ผสานซินธิ์พ็อพ นิวเวฟ ไซคลีเดลิก เรโทรและแกลมร็อคตลอดจนไต่ระดับไปหนักหน่วงในขั้นอิเล็คโทรแคลชเช่นเดียวกับทิศทางของงานชุดที่ผ่านๆมา ต่างกันตรงที่งานชุดนี้จะมีความเป็น เอ่อ พ็อพมากขึ้นกว่าชุดก่อนๆที่จะมาแบบอินดี้กว่านี้โดยทิศทางของการนำเสนอดนตรียังคงรักษาบีทที่หนัก แรงและเร็วดังที่เป็นเอกลักษณ์ของทางวงโดยปรับแต่งให้ซาวนด์ดนตรีมีความล้ำยุคในระดับของนิยามซาวนด์แห่งอนาคตตลอดจนใส่ความเป็นแฟชั่นเข้ามาเสริมทัพในตัวงานในระดับที่สูงมากๆเลยทีเดียว บทสรุปก็คือเก๋ไงคะต้องลองฟัง

จุดด้อย

จะว่าเก๋มากๆก็ใช่หากแต่ด้วยความที่ภาคดนตรีในอัลบั้มมีเอกภาพที่สูงเสียดฟ้ามากๆมองในแง่ร้ายสำหรับผู้บริโภคที่นิยมความหลากหลายเยี่ยงดิฉันอาจจะไม่ปลื้มในจุดที่ไม่ค่อยมีความแตกต่างหลากหลายให้เป็นที่แปลกใจเท่าที่ควรเพราะออกแนวเวียนไปวนมากับภาคดนตรีเดิมๆตลอดทั้งอัลบั้ม แต่จะว่าไปมองในแง่ของอิเล็คโทรนิคการทำอัลบั้มประมาณนี้ก็นับเป็นวัฒนธรรมที่ศิลปินหลายท่านปฏิบัติกันมายาวนานพอสมควรนะคะมองแง่ของความสมบูรณ์แบบด้านเอกภาพแล้วก็ต้องยอมรับว่าเริ่ดเอาการเลยทีเดียว


แทร็คเด็ด

เด็ดตั้งแต่ประเดิมฤกษ์ด้วย Blackcat (4.5/5) แทร็คเปิดอัลบั้มที่เป็นภาษษบัลแกเรียซึ่งภาคดนตรีเป็นอิเล็คโทรนิคที่หนักหน่วงในระดับอิเล็คโทรแคลชที่เจิดจรัสบนซินธิไซเซอร์ตึ๊บๆเฟี้ยวฟ้าวรวมร่างกับอิเล็คโทรนิคแดนซ์และอินดี้ร็อคส่วนตัวแอบขัดใจที่พวกแม่คุณล่ออินโทรกันซะยาวรากเลือดไปนิดแต่ฟังไปฟังมาก็มันส์ดีเหมือนกันตลอดจนประทับใจสรรพสำเนียงการร้องที่ดีไซน์กันได้อย่างเก๋ไก๋ ลึกลับทรงเสน่ห์ประหนึ่งกำลังร่ายมนตร์ดำสะกดผู้ฟัง เจ้าค่าทาทาขอบอกว่ามันเจิดดดด! ตามมาด้วย Ghosts (4.5/5) แทร็คติดกันที่เป้นอินดี้อิเล็คโทรแดนซ์-พ็อพบีทหนักหน่วงผสานแกลมร็อคเข้ากับซินธิ์พ็อพและนิวเวฟช่วงยุค80สุดทรงพลังร้อนแรงหากแต่ก็สามารถหลอมรวมเข้ากับสรรพสำเนียงการร้องที่เย็นยะเยือกได้อย่างลงตัวน่าพิศวงทีเดียว ส่วนตัวฟังแล้วนึกถึงงานของ Goldfrapp ช่วงยุค Black Cherry ตึ๊บและอินดี้ประมาณนี้แหละหากแต่ติดที่ความเป็นเรโทรและนิวเวฟน้อยกว่าตลอดจนเป็นอิเล็คโทรแกลมมากกว่า มาที่ Predict The Day (4/5) ที่เป็นอินดี้อิเล็คโทรพ็อพผสานซินธิ์และลูกเล่นของความร่วมสมัยในแบบฉบับคลับแด๊นซ์เริดๆได้อย่างมีชั้นเชิง ค่อนข้างพ็อพและติดหูเป็นอันดับต้นๆของงานชุดนี้ทีเดียว

สำหรับหนึ่งในแทร็คที่ส่วนตัวประทับใจที่สุดคงหนีไม่พ้น Deep Blue (5) ที่ภาคดนตรีล่อวะยุคอนาคตจัดๆด้วยความเป็นอิเล็คโทรแคลชเท่ห์ๆเกรี้ยวกราดผสานท่วงทำนองของดิสโก้และซาวนด์เทคโนช่วงยุค90ที่นำกลับมาชุบชีวิตให้โลดแล่นอีกครั้งบนโลกแห่งเสียงดนตรียุคมิลเลเนียมได้อย่างน่าประทับใจไม่ต้องอะไรมากเจอแค่เสียงซินธิไซเซอร์ในเพลงนี้ก็อลังการซะจนคนฟังแถบจะสลบไปตามๆกัน สลับมาฟังเพลงช้าใน Kletva (4/5) อีกหนึ่งแทร็คที่เป็นภาษาบัลแกเรียซึ่งคัฟเวอร์มาจาก Kivil Marichkova ศิลปินชาวบัลแกเรีย ตัวเพลงเป็นอินดี้อิเล็คโทรพ็อพบัลลาดที่ดำเนินเรื่องเคียงคู่ไปกับบีทไซคลีเดลิก ออร์แกนและซินธิไซเซอร์ได้อย่างลงตัว เพราะดี! ปิดท้ายกับแทร็คที่ชอบที่สุดตลอดกาลของเลดี้ทรอนกับ Runaway (5) อิเล็คโทรพ็อพแดนซ์ที่ผสานมนตร์เสน่ห์ของกลิ่นอายเรโทรหอมหวานจากซินธิไซเวอร์และนิวเวฟที่ปรุงแต่งอิทธิพลมาจากภาคการนำเสนอเพลงเต้นรำที่ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงยุค80 ตัวเพลงเพราะติดหูและแฟชั่นมากๆส่วนตัวขอยกให้เป็นหนึ่งในแทร็คมาสเตอร์พีซตลอดกาลของเลดี้ทรอนเลยทีเดียว

สรุป


สรุปว่าวงนี้ "เก๋และเจ๋งจริงๆ" ส่วนตัวฟังแล้วก็ประทับใจในวิสัยทัศน์ของคุณนายคริสทิน่านะคะ (หล่อนมาไงอีกวะคะเนี่ย หึหึหึหึ) ที่เลือกมืออิเล็คโทรนิคระดับนี้มาโปรดิวซ์งานให้จากตอนแรกๆที่แบบ เอ่อ ใครอ่ะไม่เคยได้ยินชื่อจะไว้ใจได้เหรอคะแต่พอมาไล่ฟังงานของวงนี้แล้วต้องสารภาพตามตรงว่าเปลี่ยนความคิดชนิดกลับตารปัตรไปเลย เหลืออยู่อย่างเดียวที่สงสัยคือพอมาลงเอยกับหล่อนแล้วจะออกมาในระดับไหนแค่นั้น เพราะฉะนั้นอัลบั้มหล่อนนะรีบๆออกมาซะทีนะคะกูจะซื้อเงินที่เก็บรอมาเป็นปีจะบูดแล้วเนี่ย (อ้าว! ได้ข่าวว่านี่ดิฉันรีวิวอัลบั้มเลดี้ทรอนอยู่นี่คะ ไหงไปลงเอยด้วยดีกับอีติ๊ชนิดน้ำขุ่นๆได้น้อ หึหึหึหึ)

Goldfrapp : Supernature : 92%



Goldfrapp : Supernature : 92%

รีวิวชิ้นนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากกระทู้คาดการณ์งานชุด Light&Darkness ของคุณนายคริสทิน่า อากิเลร่าที่ดิฉันขอคุณพี่สตาฟปักหมุดไว้อัพเดทเรื่อยๆเท่าที่จะคิดได้ชนิดไม่มีที่สิ้นสุดจนกว่าอีติ๊มันจะคายงานออกมาเสียทีนะคะ เรื่องของเรื่องคือเพื่อนสาวกลุ่มเดี๊ยนไม่รู้นึกครื้นเครงอะไรขึ้นมาจู่ๆก็เข้ามาอ่านกระทู้ที่ว่าชนิดยกกลุ่มเลยทีเดียว มีทั้งเข้ามาเพราะเป็นหน้ามาาประจำนังแนส สนใจเฉพาะอีติ๊ตลอดจนเข้ามาหาเพลงฟังเล่นแก้กลุ้มอย่างไรก็ตามส่วนตัวดีใจนะคะที่กระทู้แก้เซ็งธรรมดาๆกระทู้นี้ก็สามารถเป็นที่กรี๊ดกร๊าดดดดดดของพวกหล่อนๆได้ ไอ้เราก็หลงดีใจนึกว่าคนอ่านเป็นพันจริงๆที่ไหนได้มีสามนางเข้ามาสารภาพว่า "ช่วงแรกๆกูเขาไปฟังเพลงกระทู้อีติ๊มึงวันละร่วมสิบรอบ" ต๊ายยยยยยย หึหึหึหึ สำหรับรีวิวชิ้นนี้เป็นรีวิวของผู้ชนะการโหวตในมีตติ้งกลุ่มที่ผ่านมาในฐานะโปรดิวซ์เซอร์ของคริสทิน่าที่สาวๆในกลุ่มเดี๊ยนสนใจอยากจะอ่านรีวิวอัลบั้มเต็มๆมากที่สุด ซึ่งก็เป็นไปตามคาดนะคะว่า Goldfrapp ชนะโหวตนี้ไปชนิดเรียกได้ว่าขาดลอยทีเดียวซึ่งส่วนตัวก็ไม่แปลกใจเท่าไรเนื่องจากเครดิตในเรื่องของการเป็นที่นิยมในวงกว้าง ชั่วโมงบินในวงการตลอดจนชื่อชั้นบารมีแล้วนับว่าปฏิเสธกันไม่ลงทีเดียวว่าวงนี้ออกจะเหนือระดับ โดเดนและทรงพลังกว่าโปรดิวซ์เซอร์ท่านอื่นๆที่มาร่วมงานกับติ๊เลยทีเดียว

รูปแบบเพลง

สำหรับท่านผู้อ่านที่เคยเขียนมาถามว่า "Goldfrapp คือใครเอ่ย?" ก็วงนี้เป็นวงดนตรีอิเล็คโทรนิคจากลอนดอนที่ฟอร์มวงขึ้นช่วงปี1999 จกการรวมพลังกันระหว่างนางพญาอิเล็คโทรนิคสุดเปรี้ยวอย่างอลิสัน โกลด์แฟร็ปนักร้องนำและวิล เกรกอรีย์มือซินธิไซเซอร์ระดับพระกาฬประจำวง ซึ่งวงนี้ก็เริ่มสร้างชื่อในหมูนักวิจารณ์ดนตรีตั้งแต่งานชุด Felt Moutain สตูดิโออัลบั้มชุดแรกเมื่อปี2000ที่ภาคดนตรีเป็นอิเล็คโทรแอมเบี้ยนท์จัดๆก่อนจะไต่ระดับมาตีความเป็นที่ยอมรับในวงกว้างขึ้นในงานชุด Black Cherry อัลบั้มถัดมาก่อนจะประสบความสำเร็จสุดๆใน Suernature ที่เลือกมารีวิวด้วยความที่สามารถขยับชื่อของพวกเขาให้มาเจิดจรัสกระชากความสนใจจากทุกสายตาในอาณาจักรดนตรีสากลและโลกแห่งเสียงเพลงเต้นรำจากการนำเสนอภาคดนตรีได้อย่างเก๋ไก๋บนพื้นฐานของความเป้นอิเล็คโทรนิคจัดๆผสานคลับแด๊นซ์ ยูโร ทริพฮอพและดิสโก้ตลอดจนหยอดลูกเล่นของควมเป็นซินธิ์พ็อพ แกลมร็อคและนิวเวฟสู่บีทดิสโก้ตึ๊บๆและอิเล็คโทรแกลมแรงๆจนกลายร่างสู่วัฒนธรรมอันเกรี้ยวกราดของอิเล็คโทรแคลชอย่างที่ได้ยินกันใน Black Cherry ตลอดจนการร่ายมนตร์เสน่ห์ของแอมเบี้ยนท์ที่ยังคงสืบทอดอิทธิพลมาอย่างเจือจางจากงานชุดแรกหากแต่ถูกพัฒนาให้พ็อพและเข้าถึงง่ายมากขึ้นในงานชุดนี้ สิริรวมเป็นงานอิเล็คโทรพ็อพสุดเปรี้ยวล้ำ แฟชั่นและหรูหราสมบูรณ์แบบจนได้รับการลงความเห็นจากผู้ฟังหลายเสียงว่าเป็นงานระดับมาสเตอร์พีซของทางวงทีเดียว

จุดด้อย

แต่สำหรับดิฉันดันโชคร้ายที่เกิดมาไม่ได้รับพรสวรรค์สำหรับใช้ผูกมิตรกับดนตรีอิเล็คโทรนิคมากมายเท่าใดนักซึ่งด้วยความที่ไม่ถนัดและไม่คุ้นเคยเป็นการส่วนตัวมากมายนักกับดนตรีแนวนี้ก้อาจจะทำให้เข้าไม่ถึงจุด "เก๋ๆ" บางจุดที่ศิลปินต้องการสื่อรวมถึงอาจจะตีความแทร็คบางแทร็คไปในทิศทางที่ตัวเองเคยชินชนิดที่เรียกว่าเล่นหลอมใหม่บัญญัติความเข้าใจไปเองจนถ้าตัวศิลปินมารู้อาจจะมีงงประมาณว่า "เอ๊ะ อีนี่นี่มันไม่ใช่ที่ฉันต้องการสื่อเลยนะ" ส่วนตัวก็จะพยายามให้ดีที่สุดที่จะพัฒนาควมสามารถตัวเองในการรีวิวดนตรีสายนี้ให้ดีขึ้นเรื่อยๆนะคะ นอกจากนี้ดันซวยที่เดียนดันไปฟังสองงานแรกเทียบกับงานชุดนี้ก่อนซึ่งมาเหนือระดับกว่าในแง่ของความแรง เข้มข้น ดิบและตึ๊บชนิดที่คนฟังมึนกันไปข้างทีเดียวเลยกลายเป็นที่เขาว่ามาสเตอร์พีซๆเนี่ยมันดันไม่ถึงระดับนั้นสำหรับดิฉันไปอย่างน่าเศร้า เหอๆๆๆๆๆ ไม่ถนัดอิเล็คโทรนิคก็จริงๆแต่เซ้นส์ทางดนตรีในฐานะนักวิจารณ์เพลง7ปีมันฝังลึกอยู่ในตัวนี่คะ อย่างไรก็ตามเหตุผลที่หยิบงานชุดนี้ขึ้นมารีวิวทั้งๆที่ชอบน้อยกว่าเพราะส่วนตัวคิดว่าฟังง่ายและค่อนข้างสะดวกต่อการรีวิวมากๆตลอดจนคิดว่าเป็นงานที่รู้สึกเป็นการส่วนตัวว่าน่าจะส่งอิทธิพลในงานชุดหน้าของคริสทิน่าเท่าที่ควรว่าแล้วก็๋เลยขอหยิบมารีวิวด้วยหลายเหตุผลดังกล่าว หึหึหึหึ

แทร็คเด็ด

เริ่มต้นด้วยเพลงเก่งอย่าง Ooh la la (4.5/5) ซิงเกิ้ลสุดฮิพในแบบฉบับอิเล็คโทรแกลมสวยหรูที่ยืนพื้นบนโครงสร้างของแดนซ์พ็อพอิเล็คโทรนิคที่ผสานท่วงทำนองของแกลมร็อค ยูโรและตลอดจนอิทธิพลของความเป็นโพสท์ดิสโก้โดยใส่ซินธิ์พ็อพผสานเขากับริฟฟ์กีตาร์ไฟฟ้าวิ่งว่อนกันสนุกสนานทำเก๋ทั้งเพลงประกอบกับท่อนคอรัสเก๋ๆที่หลอนติดหูสุดๆส่งผลให้แทร็คนี้เป็นหนึ่งในซิงเกิ้ลที่ประสบความสำเร็จที่สุดตลอดกาลของทางวงเลยทีเดียวซึ่งถ้าจำไม่ผิดน่าจะได้อันดับ4บนฝั่งยูเคและได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงแกรมมี่ปีที่49ในสาขา Best Dance Recording ด้วย เริ่ด!!!! ต่อด้วย Ride A White Horse (5) ซิงเกิ้ลที่สามที่เจิดจรัสด้วยการร่ายมนตร์เสน่ห์บนบีทอิเล็คโทรนิคที่หนักหน่วงเข้มข้นขึ้นอีกหลายระดับพร้อมกับหยอดท่วงทำนองของความเป็นคลับแด๊นซ์ แอมเบี้ยนท์และดิสโก้เข้าไปยกระดับได้อย่างลงตัว บทสรุปออกมาเป็นอิเลคโทรนิคแดนซ์เปรี้ยวล้ำหรูหราสุดบรเจิดที่ทรงพลังทั้งในแง่ของความสวยงามจากวาทะศิลป์และบรรยากาศแวดล้อมของดนตรีที่เนรมิตออกมาได้อย่างสุดอัศจรรย์ มาที่ Fly Me Away (5) ที่เคยรีวิวไปในกระทู้รีวิวซิงเกิ้ลก่อนหน้านี้สลับอารมณ์จากอิเล็คโทรเต้นรำผสานบีทดิสโก้หนักหน่วงจากสองเพลงข้างต้นสู่ห้วงของมิดเทมโพอิเล็คโทรพ็อพบัลลาดลอยๆที่หลอมเอาวิญญาณซินธิไซเซอร์รวมร่างเข้ากับเสน่ห์ของเครื่องสายออเครสตร้าได้อย่างลงตัวก็จะถ่ายทอดคลอเคลียไปกับสรรพสำเนียงหลอนๆลอยละล่องกับมนตร์เสน่ห์ของท่วงทนองแอมเบี้ยนท์สวยๆที่จะพาคุณหลุดไปยังอีกโลกหนึ่งที่เต็มไปด้วยความฝัน จินตนาการและความลึกลับที่สุดแสนจะงดงามน่าแสวงหา เพราะมากเลยทีเดียว

Lovely 2 C U (4.5/5) อีกหนึ่งอิเล็คโทรแกลมเริ่ดๆที่โดดเด่นด้วยการจับเอาแกลมร็อค นิวเวฟ อินดี้และซินธิ์พ็อพเข้าไปประสานวิญญาณกับอิเล็คโทรนิคแดนซ์แรงๆ ผลลัพธ์ออกมาเป็นอิเล็คโทรแคลชอ่อนๆหากแต่เปรี้ยวและทรงพลังมากๆส่วนตัวฟังแล้วแอบคิดถึงมาดอนน่าช่วงยุค80ในแบบฉบับที่หนักหน่วงกว่าประมาณอีกสามช่วงตัว เก๋ไก๋มากๆ ส่งท้ายรีวิวด้วย Koko (5) อีกหนึ่งในแทร็คที่ส่วนตัวประทับใจที่สุดของงานชุดนี้ด้วยภาคเนื้อหาที่บรรจงแต่งออกมาได้อย่างสวงามทรงวาทะศิลป์ในระดับกวีอิเล็คโทรนิคถ่ายทอดผ่านน้ำเสียงเย็นยะเยือกจับขั้วหัวใจในแบบแอมเบี้ยนท์ตลอดจนสรรพสำเนียงทริพฮอพที่หลอมรวมเข้ากับอิเล็คโทรแคลชได้อย่างน่าประทับใจ กรี๊ดดดดดดๆๆๆๆแฟชั่นมากๆฮ่ะ ฟังแล้วรู้เลยว่านิยามของแดนมหัศจรรย์ที่รังสรรค์ด้วยดนตรีเป็นอย่างไร
สรุป

แม้ว่าจะชอบน้อยกว่าสองงานก่อนหน้านี้หากแต่ต้องขอชมที่ Goldfrapp สามารถที่จะรักษษมาจรฐานทางดนตรีอันสูงส่งของทางวงได้อย่างสมบูรณ์แบบชนิดที่ไม่มีทำให้ผิดหวัง งานดนตรีของวงนี้สร้างความประทับใจตั้งแต่วินาทีแรกเริ่มเช่นไรวินาทีนี้ก็ยังคงเป็นเช่นนั้น คือ ดินแดนเหนือจินตนาการแห่งโลกดนตรีที่สวยงามประดุจเนรมิตขึ้นมาจากเวทย์มนตร์ ถ้าจะหาคำจัดความ