วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2552

Whitney Houston : I Look To You : 62%



Whitney Houston : I Look To You : 62%

รูปแบบเพลง

ก่อนอื่นคงต้องขอสารภาพนะคะว่าตัวเดี๊ยนเองไม่ได้เป็นแม้กระทั่งแฟนเพลงขาจรของป้าวิทด้วยความที่สไตล์ส่วนตัวมันจูนกับเธอไม่ค่อยเข้าคือเพลงก็ป้าก็มีฟังบ้างอ่ะค่ะแบบจับทิศทางให้รู้ว่า เออ เพลงวิทนีย์เป็นแบบนี้นะในฐานะที่เป็นนักรีวิวจะไม่ทำความรู้จักกับตำนานระดับนี้เลยก็กระไรอยู่ อย่างไรก็ตามไม่น่าเชื่อนะคะว่าป้าจะเป็นศิลปินคนแรกที่เติมแรงบันดาลใจให้อยากรีวิวงานเพลงในปี2009บ้าง เพราะที่ผ่านมาช่วง2เดือนกว่าๆนี้ขุดแต่งานที่เก่าลงไปซักปีนึงเป็นอย่างต่ำจวบจนนับถอยหลังไปร่วม3ทศวรรษมารีวิวซึค่งก็แอบประหลาดใจพอสมควรเพราะไม่เคยมาก่อนที่อยากจะฟังและรีวิวงานของวิทนีย์ ฮุสทันขนาดนี้ สำหรับงานที่หยิบมารีวิวเป็นสตูดิโออัลบั้มล่าสุดของป้า (ถ้านับไม่ผิดน่าจะเป็นงานชุดที่7) ที่กำลังจะวางแผงช่วงปลายเดือนนี้นะคะ โดยภาพรวมยังเป็นงานพ็อพอาร์แอนด์บีที่ส่วนตัวแล้วเดี๊ยนรู้สึกว่าทิศทางค่อนข้างจะเน้นหนักไปที่ส่วนของ "อาร์แอนด์บี" ซึ่งใส่มาให้ฟังกันหลายระดับมากตั้งแต่อาร์แอนด์บีพ็อพผสานจังหวะเต้นรำแบบโอลด์สคูลไปยันรสชาติของมิดเทมโพ โซลฟูลอาร์แอนด์บีตลอดจนคอนเทมโพลารีย์ชั้นสูงที่ผสานทั้งโซล ฟั้งค์และแจ๊ซซ์เนียนๆเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัวก่อนจะบีบพ็อพเข้าไปเติมเสริมทัพอีกเกือบครึ่งถ้วยที่ขนมาทั้งลูกเล่นของแดนซ์-พ็อพกระชากวัย ดิสโก้ย้อนยุคสุดหรูหรา เทคโนอ่อนๆ (ต๊ายยย ขอเรอค่ะวิทนีย์ทำเทคโนหึหึหึ)ตลอดจนเมนท์สรีมบัลลาดแบบสแตนดาร์ดพ็อพที่คุ้นเคยกันดี วู๊ยยย! ไม่สงสัยเลยว่าทำไมมันถึงคันอยากจะรีวิวนัก หึหึหึ

จุดด้อย

มันเป็นงานที่มีจุดเด่นอยู่บนแค่ "ความเป็นงานของวิทนีย์ ฮุสทัน" เท่านั้นน่ะสิคะ คือพูดจากมุมมองส่วนตัวคิดว่าเนื้องานอ่ะเรื่อยๆนะเข้าขั้นโอเคแต่พอมาปะมวยกับศิลปินชั่วโมงบินสูงเสียดฟ้าอย่างป้าวิทแล้วคิดว่าพลังหลายอย่างในตัวงานที่เคยสัมผัสมาก่อนหน้านี้มันดร็อปลงเยอะมากๆจนน่าตกใจเลยทีเดียว แม้ว่าในส่วนของเอกภาพกับความละเมียดละไมจะเจียระไนออกมาได้อย่างเนียนเป็นเนื้อเดียวกันแต่โชคร้ายนะคะที่มันดันเนียนซะจนกลายเป็นเนิบนาบ แกนและธรรมดาจนขาดจุดเด่นฟังแล้วก็เหนือยกับการนั่งลุ้นว่า "จะเจอซักแทร็คที่มันเปรี้ยงโดนใจออกมาบ้างมั้ยนั่น" อย่าไรก็ตามขอชมนะคะว่าถึงแม้งานจะออกมาเนิบมากๆแต่ส่วนใหญ่แล้วยังรักษาคุณภาพให้ไม่มีตกไปจากมาตรฐานได้อย่างน่ายกย่อง

อีกจุดหนึ่งที่สัมผัสได้จากงานชุดนี้คือ "ความไม่เป็นธรรมชาติ" ส่วนตัวฟังแล้วก็ขำที่ป้าสามารถสื่อถึงความเกร็งและลุ้นแถบขาดใจกับงานชุดนี้ออกมาได้อย่างเป็นรูปธรรมที่สุดในประวัติศาสตร์ดนตรีเท่าที่ฟังมาเลยทีเดียว หลายสิ่งหลายอย่างที่ผ่านมาก่อนหน้านี้มันเป็นบทเรียนที่เดี๊ยนคาดว่ายังคงหลอนแยงประสาทเจ้าป้าเข้าจนมีผลกับการทำงานเพลงที่ป้าและโปรดิวซ์เซอร์รัดเข็มขัดกันแน่นเสียจนเบ้าตาแถบหลุดภาพรวมมันเลยออมา "หนืด" ซะขนาดนี้ เทียบกับ Just Whitney แล้วส่วนตัวเดี๊ยนออกจะประทับใจงานชุดนั้นมากว่าด้วยการบรรเลงกันอย่างสบายๆไม่ประดิดประดอยปรุงแต่งให้มากความชนิดที่ทำงานกันแบบยึด2คอนเส็ปท์คือ " ช่างหัวแม่ง+นี่แหละกู" ซึ่งมันสะท้อนด้านที่ชวนประทับใจออกมาได้มากกว่าสำหรับเดี๊ยน แต่จะว่าไปเทียบกันขนาดนั้นคงจะไม่ยุติธรรมกับงานชุดนี้เนื่องจาก Just Whitney จัดว่าเป็นงานที่ค่อนข้างมีความเป็นพ็อพสูงโด่งบวกกับทำเพลงกันชนิดครอบคลุมไปเกือบทุกตลาดที่วิทนีย์จะตะกายไปถึงได้มิติในตัวงานจึงค่อนข้างสูงกว่า งานชุดนี้ที่เอกภาพในตัวสูงและนวลเนียนฟังยากในแบบฉบับเออร์บันในตัวที่สูงกว่าผลลัพธ์จึงออกมาเบื่อง่ายและต้องใช้เวลาในการทำความรู้จักนานกว่าเนื่องจากภาพรวมมันออกมาหน้าเดียวอารมณ์เดียว แต่เอาตรงๆนะสำหรับเดี๊ยนคิดว่าเป็นงานที่น่าจะ เอ่อ ได้รับการกล่าวถึงค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับงานชุดอื่นๆแต่ก็ไม่แน่เดี๊ยนเฉยๆแต่คนอื่นอาจจะชอบชนิดถวายวิญญาณก็ได้

แทร็คเด็ด

หลังจากมานั่งควานหาแทร็คที่เด็ดดวงจริงๆมาค่อนอัลบั้มกามเทพก็มาแผลงศรใส่จังๆใน A Song For You (4/5) ที่ถ้าจำไม่ผิดป้าน่าจะไปคัฟเวอร์มาจากลีออน รัสเซลมที่เปิดตัวหลอกๆบนความเป็นคอนเทมโพลารีย์อาร์แอนด์บีผสานท่วงทำนองสวยๆแบบเพียโนไลท์แจ๊ซซืก่อนจะตบหนักๆด้วยการแปลงร่างไปเป็นโอลด์สคูลพ็อพเต้นรำกับการหยอดภาคการนำเสนอสุดทรงพลังสไตล์วิทนีย์ทั้งดิสโก้ โซลและฟั้งค์กี้ย์ที่หวนให้นึกถึงเสน่ห์ของดนตรีเออร์บันแดนซ์-พ็อพช่วงยุค70ซึ่งถ้าใครได้ติดตามผลงานป้ามานอกจาบัลลาดระทึกขวัญแล้วก็มีเพลงเต้นรำแนวๆนี้และที่ต้องยอมรับว่าป้าก็ไม่แพ้ใครหน้าไหนเหมือนกัน ฟังแล้วนึกถึงเพลงเต้นรำของป้าที่ชอบมากๆอย่าง So Emotional,I'm Every Woman และ I Wanna Dance With Somebody มากๆ เป็นแทร็คที่โปรดปรานที่สุดของงานชุดนี้ ต่อด้วย Nothin' But Love (3/5) อีกหนึ่งแทร็คเต้นรำที่แม้ว่าตัวเดพลงจะพยายามยัดรายละเอียดทางดนตรีอละสรรพสำเนียงทางดนตรีมาค่อนข้างเยอะแต่น่าประหลาดใจที่ภาพรวมกลับออกมาเป็นแค่พ็อพแดนซ์เรียบๆแกนๆและโคตรธรรมดาชนิดที่กลบความเป็นฟั้งค์อ่อนๆ ยูโร(เชยแต่เก๋นะ)และน้ำเสียงอาร์แอนด์บีเข้มข้นของป้าเสียจนไม่รู้ว่าสาบสูญไปอยู่มิติใด ขนาดที่ความพยายามจะเทคโนกับชาวบ้านเขาได้ประดักประเดิดใน For The Lovers ยังออกมาชัดเจนกว่า หากแต่ส่วนตัวสัมผัสได้ถึงอะไรลึกๆในแทร็คนี้ที่เชื่อว่ามันมีดีให้ค้นหาอยู่เสียดายไม่มีเวลามากพอ หึหึหึ อ๋อเพราะติดหูมากค่ะ ต่อด้วยไทเทิ่ลแทร็คอย่าง I Look To You (3/5) อดัลท์คอนเทมโพลารีย์เมนท์สตรีมพ็อพอาร์แอนด์บีบัลลาดผสานอารมณ์โซลฟูลอาร์แอนด์บีนิ้งๆละเมียดละไมพร้อมทั้งตบด้วยสูตรสำเร็จของดิว่าบัลลาดยุค90ไปเสริมกำลังได้อย่าง เอ่อ ก็ดีแม้ว่าภาพรวมออกมาจะอ่อนปวกเปียกเสมอตัวไปเกินกว่าศักยภาพที่ป้าน่าจะทำได้ไปนิดแต่ส่วนตัวคิดว่ามันก็เพราะใช้ได้ ใครชอบสูตรสำเร็จตามธรรมเนียมนิยมของป้าก็คงจะประทับใจกันได้ไม่ยาก

Worth It (3/5) ที่ฟังครั้งแรกแล่นเอาสำลัก แหม!! อะไรจะมารายห์ขนาดนี้คะ ตัวเพลงเป็นมิดเทมโพพ็อพอาร์แอนด์บีบัลลาดอย่างที่มาลัยคนสวยของเดี๊ยนชอบทำใน2อัลบั้มล่าสุดนั่นแหละ (จะบอกว่าออกดอกเดียวกับ Bye Bye แฟนป้าวิทจะหักคอเดี๊ยนมั้ยคะเนี่ย) แต่ป้าวิทแอบเก๋ด้วยการใส่ความเป็นคอนเทมโพลารีย์ โซลและแจ๊ซซ์เข้าไปคุมทิศทางได้เข้มข้นกว่า แม้ตัวเพลงจะออกมาหลอนๆลอยๆเรื่อยเปื่อยไปนิดแต่ก็เป็นมิตรกับรูหูดี แทร็คถัดไป Million Dollar Bill (3.5/5) ที่หยิบมาเปิดงานสวยๆด้วยอดัลท์คอนเทมโพลารีย์โอลด์สคูลพ็อพอาร์แอนด์บีสุดไฮโซที่เจือฟั้งค์กี้ย์ โซลและจังหวะเต้นรำแบบดิสโก้อ่อนๆได้อย่างลงตัว ฟังแล้วแอบนึกถึง Love That Man จากงานชุดที่แล้วในภาคที่หรูหราและเหนือระดับกว่า แรกๆฟังแล้วแม้ว่าจะเชยและธรรมดาไปนิดหากแต่ความชอบทวีเพิ่มมากขึ้นตามจำนวนรอบที่ฟังย่างเข้ารอบที่4-5นี่ทำเอาเคลิ้มไปเลย แม้ว่าจะไม่ได้แปลกใหม่ร่วมสมัยหรือแรงสยบกระแสโลกแต่อย่างใดหากแต่ส่วนตัวประทับใจในความเป็นวิทนีย์ที่สะท้อนออกมาล้วนๆจากแทร็คนี้ สุดท้ายกับ I Din't Know My Own Strenght (4/5) ที่เชื่อว่าจะเป็นหนึ่งในแทร็คที่แฟนๆป้าวิทหลายคนคงจะถูกใจไม่มากก็น้อยด้วยอดัลท์คอนเทมโพลารีย์เมนท์สตรีมบัลลาดติดความทรงเสน่ห์แบบสแตนดาร์ดพอพจัดๆสไตล์วิทนีย์ผสานน้ำเสียงอาร์แอนด์บีโซลเข้มข้นทรงเสน่ห์ที่เป็นเอกลักษณ์อันเอกอุของเธอ ส่วนตัวคิดว่าเป็นแทร็คที่สะท้อนความตั้งใจและทรงพลังในจิตวิญญาณของเธอออกมาได้ค่อนข้างดีที่สุดแม้ว่าอาจจะถูกครหาในความที่ไม่มีอะไรใหม่รวมถึงมาตรฐานไม่ถึงของเดิมก็ตาม หากแต่วัดจากมาตรฐานของทั้งอัลบั้มแล้วสำหรับเดี๊ยนนับว่าทำออกมาได้สมศักดิ์ศรีทีเดียว

สรุป

สำหรับเดี๊ยนวัดจากเนื้องานแล้วอาจจะไม่ขอเรียกเต็มปากว่า "เป็นการคัมแบ็คที่ยิ่งใหญ่" ถึงกระนั้น I Look To You ของวิทนีย์ ฮุสทันก็เป็นอัลบั้มที่เดี๊ยนกล้ายืนยันว่าควรค่าแก่การสะสมของคอดนตรีทั้งหลายที่สุดงานหนึ่งในรอบปีนี้เลยเลยทีเดียว ส่องดีๆแล้วส่วนตัวค้นพบความน่าประทับใจที่ซ่อนอยู่ในความเนิบนาบมากมายที่แน่ๆแม้พลังจะตกลงไปแต่ยังรักษามาตรฐานของตัวงานให้อยู่ระดับที่น่าพึงพอใจพอสมควรนะคะ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น