วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2552

Madonna : Bedtime Story : 87%


Madonna : Bedtime Story : 87%



Bedtime Story เป็นสตูดิโออัลบั้มลำดับที่7ของมาดอนน่า (ปี1994) แม้จะไม่ใช่อัลบั้มที่ยิ่งใหญ่จนสามารถเทียบชั้น Ray Of Light , Like A Prayer หรือ Confessions On A Dancefloorก็ตาม แต่โดยส่วนตัวแล้วเดี๊ยนสามารถเข้าถึงตัวตนและสัมผัสอะไรหลายๆด้านของผู้หญิงที่ชื่อ “มาดอนน่า” ก่อนหน้านี้เราได้สัมผัสเธอในด้านของสาวนักปฏิวัติผู้ที่กล้านำเสนอในทุกๆเรื่องตั้งแต่การตีแผ่เรื่องพรหมจรรย์ของตนเองในเพลง การเสียดสีศาสนา ไปจนถึงการแสดงความเสมอภาคทางความคิดเรื่องค่านิยมทางเพศ (อย่างโจ่งครึ้ม) แต่อัลบั้มนี้สิ่งที่ผู้ฟังจะได้รับคือ “มาดอนน่า” กล่าวคือเปรียบเสมือนการที่เธอเปิดใจให้เราท่องไปในอีกด้านของเธอที่เราไม่เคยสัมผัสมาก่อน (ด้านที่นุ่มละมุน) หลังจากที่เรารู้จักแต่มาดอนน่าในโลกแห่งอุตสาหกรรมดนตรีสากล

รูปแบบดนตรี :

ในอาณาจักรดนตรี “พ็อพ” คือสัญลักษณ์ในการทำงานที่ไม่สามารถแยกออกจากตัวเธอได้ (เปรียบเสมือนให้ชีวิตแก่กันและกัน) โดยที่อัลบั้มนี้มาดอนน่าได้ขยับขยายไปเล่นกับทริพฮ็อพ เทคโน อิเล็คโทรนิค รวมไปถึง อาร์แอนด์บี (อีเจ๊มองการณ์ไกลแฮะเหมือนเธอจะจับกระแสดนตรีในอนาคตออก) โดยไปเกี่ยวก้อยเอาขุนพลอาร์แอนด์บีอย่าง Dallas Austin (รุ่นเราๆน่าจะรู้จักเขาจากผลงานที่ร่วมกับพิงค์ในMissundaztood!) Baby Face ที่เคยร่วมงานกับดิว่าอาร์แอนด์บีดังๆอย่างป้าวิทนีย์ โทนี่ แบร็คทัน รวมไปถึงเพื่อนซี้อีเจ๊และพี่สาวที่แสนดีของติ๊อย่าง มารายห์ แครีย์ มาคุมในเรื่องของBackgrounnd Vocal กับ ซินธิไซเซอร์ให้ นอกจากนี้ยังมี Nelee Hooper และ Dave “Jam” Hall (มาลัยอีกแร๊วว) และแล้วช่วงปลายทศวรรศ90เพลงคนดำอย่างอาร์แอนด์บี (ที่ปัจจุบันนิยมเล่นคู่กับฮิพฮอพและโซล) ก็กลับมาครองชาร์ตอีกครั้งจนถึงวันที่เดี๊ยนนั่งถ่างตาพิมพ์อยู่นี่แหละค่ะ ในส่วนของเนื้อหาโดยส่วนตัวมีความเห็นว่าอัลบั้มนี้เป็นอัลบั้มที่มีด้านเนื้อหาที่ดิบที่สุดของเธอ คือสื่อความเป็นตัวเธอออกมาตรงๆโดยปรุงแต่งคอนเซ็ปท์แบบก่อนๆค่อนข้างน้อย

จุดด้อย :


การปรุงแต่งที่ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับอัลบั้มก่อนๆจนแถบจะดูเหมือนไร้คอนเซ็ปท์ทำให้อัลบั้มนี้อาจจะถูกมองข้ามไปเนื่องจากการนำเสนอภาพลักษณ์ที่อ่อนยวบ อันนี้เจ๊ผิดเองตั้งแต่แรกแล้วล่ะที่ผูกชีวิตสายดนตรีของตนเองกับการขายภาพลักษณ์แบบตายจากกันไม่ได้ซะขนาดนั้นเมื่อต้องเผชิญกับความคาดหวังที่สูงเสียดฟ้าของแฟนๆและนักฟังเพลงที่ ยึดติดกับภาพลักษณ์แรงๆและต้องการเสพย์ผลงานของเจ๊ในฐานะสาวนักฏิวัติมากกว่าจะสนใจว่าเธอที่ชื่อมาดอนน่าแท้จริงแล้วเป็นอย่างไรนี่ก็เลยเป็นสาเหตุแรกๆที่จะทำให้อัลบั้มนี้ไม่ถูกพูดถึงในหมู่มาก อีกประการหนึ่งคือเรื่องของเพลงอัลบั้มนี้มีเพลงช้าเก๋ๆเยอะมากก็จริงแต่ดันผิดต่ออุปสงค์ของตลาดที่มีต่อมาดอนน่าอันนี้ไม่รู้จะโทษใครดีนะคะแต่โดยส่วนตัวคิดว่าอัลบั้มนี้เพลงดีและเก๋แบบไม่โฉ่งฉ่างอ่ะค่ะ ซึ่งพวกขาแดนซ์ทั้งหลายที่นิยมเสพย์เพลงเต้นระบำรำฟ้อนซ่องแตก (ฐานใหญ่ของเจ๊ซะด้วย) คงผิดหวังไปตามๆกันผลที่ตามมาคือขายออกแต่ก็เงียบอยู่นะคะ

ซิงเกิ้ล :

Secret (3.5/5) ซิงเกิ้ลแรกที่มี่ส่วนผสมระหว่างบีทอาร์แอนด์บีกีตาร์เข้ากับสำเนียงการร้องแบบกึ่งๆพ็อพบัลลาดผสานทริพฮอพหลอนๆและโซลหม่นๆลอยละล่อง ที่ประทับใจคือการที่มาดอนน่าสามารถใช้น้ำเสียงสื่อความเซ็กซี่ของเพลงนี้ออกมาได้อย่างดีก้าวไปอีกขั้นสำหรับการเข้าถึงอารมณ์ในบทเพลงของเธอนะคะ

Take A Bow (3.5/5) เพลงนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นบัลลาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมาดอนน่าไปแล้วนะคะ โดยส่วนตัวคาดว่าส่วนหนึ่งมาจากการที่เพลงนี้สามารถทำอันดับบนบิลบอร์ดชาร์ตได้นานที่สุดของมาดอนน่าและในช่วงนั้นเป็นช่วงที่เจ๊เราต้องฝ่าฟันกับคำครหาที่ว่าหมดยุคของเธอแล้ว
แต่เพลงนี้กับสัมผัสอันดับหนึ่งได้อีกครั้งเป็นการการันตีความนิยมในตัวเธออย่างยิ่งยวดเชียวค่ะ สำหรับเดี๊ยนส่วนตัวไม่ได้รู้สึกประทับใจหรือยกย่องเพลงนี้จนถึงขั้นยกให้เป็นสุดยอดบัลลาดของเธอ แต่ก็ยอมรับว่าเป็นอีกบัลลาดระดับดิว่าที่เพราะมากๆของมาดอนน่า ที่สำคัญผ่านการเรียบเรียงดนตรีที่ดีกว่าบัลลาดหลายๆเพลงของเธอ ส่วนความรู้สึกที่มีต่อเพลงนี้คือ “น่าเบื่อมากๆค่ะ”


Bedtime Story (4/5) ไทเทิ่ลแทร็คที่Bjorkลงมือแต่งเนื้อร้องให้เลยนะคะ เจ๊ทำออกมาเป็นซาวนด์แบบเทคโนแดนซ์ผสานด้วยลูกเล่นของทริพฮอพและซาวนด์อิเล็คโทรนิค ที่เก๋มากๆเลยคือเนื้อหาแบบจิตวิเคราะห์ที่ว่าด้วยการจมดิ่งสู่โลกแห่งจิตไร้สำนึกที่ถ่ายทอดโดยการใช้สำนวนภาษาเหนือระดับที่อัจฉริยะของBjork เรียกได้ว่าทั้งเนื้อหาและดนตรีเป็นการปูทางสู่ Ray Of Lightเลยก็ได้นะคะ แม้ว่าเพลงนี้จะเป็นเพลงเต้นรำที่ดีมากๆแต่จุดด้อยมีอยู่จุดเดียวคือตรงที่เมื่อมันมารวมอยู่ในอัลบั้มแล้วขัดต่อภาพรวมของอัลบั้มอยู่มาก

Human Nature (4/5) แซมเพิ่ลเพลง What You Need ของกลุ่มศิลปินฮิพฮอพ Main Sourceนะคะ สำหรับตัวเพลงถูกนำเสนอมาในแนวของพ็อพอาร์แอนด์บีเต้นรำที่มีการใช้เทคนิคของทริพฮอพเข้ามาเป็นสีสันในแง่ของเนื้อหายังคงยืนหยัดถึงความแสบสันยอมหักไม่ยอมงอและสงวนไว้ซึ่งความเสมอภาคของเพศสภาพตามแบบฉบับของมาดอนน่าครบถ้วนค่ะ (ทราบมาว่าสาวกของมาดอนน่าหลายคนไม่ชอบเพลงนี้เหรอคะ มาตอบด่วน) จริงๆแล้วต้นสังกัดเจ๊ไม่ได้คิดจะตัดเพลงนี้หรอกค่ะ เห็นว่าทีแรกจะตัด Don’t Stop (3.5/5) ออกมาโปรโมตค่ะว่าแล้วขอพูดถึงเลยนะคะ เพลงนี้ออกแนวโอลด์สคูลพ็อพผสานอารมณ์โซลหวานๆลอยละล่อง ฟั้งค์กีย์อ่อนๆและจังหวะเต้นรำแบบพ็อพใสๆทั้งดนตรี เสียงร้อง และเนื้อหาเลยค่ะ เป็นเพลงที่แสดงด้านที่หวานแหววและเป็นPositive Thinkingของมาดอนน่าในแบบที่หาฟังได้ค่อนข้างน้อย (ถ้าไม่นับอัลบั้มแรกนะคะ) คาดว่าตัดมาคงเป็นเพลงที่ตลาดนิยมบริโภคอยู่นะคะ เพียงแต่บุญน้อยที่อีเจ๊ดันเม้งใส่ต้นสังกัดและเลือกตัดเพลงที่ตัดอนาคตตัวเองมาโปรโมตค่ะ

เพลงที่เหลือ :

Survival (4/5) โครงสร้างดนตรีเป็นพ็อพแบบง่ายๆอารมณ์หวานๆลอยละล่องประมาณเพลงของโทรี่ เอมอส เนื้อหานอกจากจะกล่าวถึงจุดประสงค์ที่ผู้หญิงที่ชื่อ “มาดอนน่า” ยืนหยัดอยู่บนโลกทุกวันนี้ยังกล่าวสิ่งที่เป็นสัจธรรมสำหรับชีวิตของมนุษย์ทุกระดับบนโลก ทุกสิ่งทุกอย่างเราทำเพื่อความอยู่รอดไม่มีอะไรสำคัญไปกว่านั้น ป.ล. เพลงนี้เป็นเพลงของเธอที่เดี๊ยนชอบที่สุด I’d rather be your lover (4/5) อาร์แอนด์บีดำๆเก๋ๆ อีกหนึ่งเพลงที่มีศักยภาพในการเป็นซิงเกิ้ลมากที่สุดในอัลบั้มช่วงกลางเพลงมีการให้นักร้อง ฮิพฮอพมาแร็พซึ่งไม่แน่ใจว่าเจ๊หรือมารายห์เป็นนักร้องหญิงคนแรกในยุคนั้นที่เริ่มการฟีทเจอริ่ง มาดูที่เนื้อหาอันนี้โดนมากค่ะเจ๊แสดงให้โลกเห็นถึงความเป็นดิว่าและความเป็นผู้ชนะตลอดกาล ที่แท้จริงลองแม่เล็งไว้แล้วล่ะก็แม่ต้องได้ค่ะ เกย์มากๆค่ะเพลงนี้ Inside Of Me (4.5/5) ซอฟท์ลัลลาบายที่มีกลิ่นอายของทริพฮอพเก๋มากๆค่ะ เพลงนี้เจ๊แต่งให้แม่ของเธอ (นี่แหละนะที่เขาว่าเงินหรือชื่อเสียงมากมายแค่ไหนมันลบแผลเป็นในใจไม่ได้หรอกค่ะ) เดโมตอนแรกใช้ชื่อว่า I will always love you (เสร่อจริงๆค่ะเจ๊จากใจ) เห็นว่าเวอร์ชั่นก่อนที่จะรีรีสออกมาเจ๊ทำเป็นดิว่าบัลลาดโชว์พลังเสียงแบบCrazy for you เลยนะคะ อยากฟังจัง

Forbidden Love (4/5) ยกให้เป็นหนึ่งในเพลงที่ดีที่สุดของอัลบั้มและเป็นเพลงที่ศักยภาพสูงที่สุดที่สมควรจะตัดเป็นซิงเกิ้ลคือ มีครบทั้งคุณภาพของเนื้องาน ความโดนใจของเนื้อหา(สีม่วงสุดพลังค่ะเพลงนี้) และเชื่อว่าขายได้แน่ๆ เพลงนี้เป็นบัลลาดที่เหนือชั้นในด้านการนำเสนอและทรงพลังในแง่ของการเล่นและสื่ออารมณ์ เป็นอีกหนึ่งในขุนพลบัลลาดแนวหน้าของเจ๊ที่ได้รับเลือกไปใส่ในอัลบั้ม Something To Remember อัลบัมรวมเพลงบัลลาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมาดอนน่า Love tried to welcome me(5) กับ Sanctuary(5) สองบัลลาดที่ส่วนตัวขอยกให้เป็นสองแทร็คที่เป็นไฮไลท์ประจำงานชุดนี้ซึ่งเป็นการสะท้อนความเหนือชั้นของหีบห่อพัฒนาการในส่วนของการรังสรรค์บัลลาดของมาดอนน่าในระดับที่ทรงพลังจนถึงขีดสุดทั้งในแง่ของการเรียบเรียงดนตรีและสรรพสำเนียงการร้องเก๋ๆหากแต่เหนือชั้น แทร็คแรกเป็นคอนเทมโพลารีย์อาร์แอนด์บี พ็อพบัลลาดที่ทรงเสน่ห์บนการแทรกกลิ่นอายความเป็นละทินโซลแบบสแปนนิชโดยเครื่องสายหวานหยาดเยิ้มเข้ามาเคียงคู่ไปกับความหมองหม่นของภาคเนื้อหาที่ใช้วาทะศิลป์ที่ถ่ายทอดความปวดร้าวเยือกเย็นหนาวเหน็บอ้างวาางได้ลึกสุดจิตวิญญาณหากแต่งามสง่าทรงพลังเหนือชั้นขอยกให้เป็นหนึ่งในบัลลาดที่ดีที่สุดตลอดกาลของมาดอนน่า ในขณะที่แทร็คหลังเป็นทริพฮอพบัลลาดหลอนๆลอยละล่องที่ตัวเพลงสามารถถ่ายทอดแวดล้อมในตัวเองได้อย่างมีมิติเหนือชั้น เร่าร้อน เซ็กวี่และอลังการจนขนลุก

สรุป :
เส้นทางสู่บัลลังก์แห่งมหาราชินีเพลงพ็อพกว่าสองทศวรรษมาดอนน่าได้สร้างสรรผลงานหลายสิ่ง ที่ประวัติศาสตร์ของโลกดนตรีพ็อพจะต้องจารึกเธอในฐานะศิลปินของโลก (Superstar) แม้ว่าอัลบั้มนี้อาจจะไม่เป็นที่กล่าวขานในหมู่มากแต่เดี๊ยนเชื่อว่าเมื่อคุณลองเปิดใจและเข้าไป ผจญภัยในโลกเหนือประสาทสัมผัสของเธอพร้อมๆกับบทเพลงในชุดนี้ คุณจะสัมผัสได้ว่า Bedtime Story คือหนึ่งในดาวที่จรัสแสงที่สุดดวงหนึ่งที่ประดับเคียงคู่ความเป็นตำนานของมาดอนน่า ซักวันโลกทั้งใบจะหันมาส่องดาวดวงนี้เชื่อมั้ยล่ะ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น