วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2552

Coldplay : X&Y : 95%



Coldplay : X&Y : 95%

รูปแบบดนตรี

น่าแปลกที่จากประสบการณ์การฟังดนตรีสากลมาตอลด15-16ปียังไม่เคยมีโอกาสได้เปิดใจถามตัวเองจริงๆจังๆว่า "ดนตรีแนวไหนที่คิดว่ามีเสน่ห์ที่สุด" จวบจนก่อนหน้าที่จะตัดสินใจรีวิวงานชุดนี้เพียงไม่กี่ชั่วโมง เท่านั้นแหละค่ะเป็นเรื่อง!!!! เพราะส่วนตัวคิดว่าเป็นคำถามที่ยากพอๆกับการให้มานั่งจัดอันดับศิลปินหรืออัลบั้มโปรดเลยทีเดียว แล้วแหมมมมมม เพลงแนวไหนที่มีเสน่ห์ที่สุดเท่าที่เดียนเคยฟังล่ะสิ? คือส่วนตัวแล้วถ้าถามว่าแนวที่ชอบที่สุดคือ "พ็อพ" นะคะ แต่ถ้าเอามีเสน่ห์ ต๊ายยย ร็อค แจ๊ซซ์ โซล เฮ้าส์ พั้งค์ ดฟล์ค โกธิค บอสซาโนว่าเนี่ยเป็นตัวเลือกที่ขับเคี่ยวกันมาเป็นอันดับต้นๆพอสมควรทีเดียว สึดท้ายแล้วผู้ชนะสำหรับแนสทิน่าคือ "บริทพ็อพ" ซึ่งขอบอกไว้ก่อนนะคะว่าไม่ใช่แนวดนตรีประจำชาติของเดี๊ยนแต่อย่างใดหากแต่พิจารณาด้วยเมโลดี้ย์ละเมียดละไมเปี่ยมมนตร์ขลังผสานเข้ากับท่วงทำนองของอัลเทอเนทีฟเท่ห์ๆที่ต่อยอดไปสู่รสชาติที่หลากหลายทั้งพั้งค์ แจ๊ซซ์ อาร์แอนด์บี ร็อค พ็อพและอีกมากมายตามศักยภาพและกึ๋นของแต่ละวงจากการนำเสนอผ่านกีตาร์ เพียโน ซินธิไซเซอร์ ฯลฯ รวมถึงภาคเนื้อหาอันบริสุทธิ์ทรงพลัง ขบถและแฝงแง่คิดปรัชญาเสียดสีกระแทกกระทั้นตามแบบฉบับเอกลักษณืเฉพาะตัวของดนตรีจากเกาะอังกฤษที่ตราตรึงใจผู้ฟังทั่วโลกดังนั้นจึงขอตัดสินให้เป็นผู้ชนะไปด้วยประการฉะนี้ มาที่ดนตรีบริทพ็อพที่ส่วนตัวชอบและคิดว่าเป็นตัวแทนที่ดีของการนำเสนอดนตรีดังกล่าวเท่าที่ได้ฟังก็มี
Travis,Keane,Coldplay,Oasis,Radiohead,tereophonics,Blur,Suede,Starsailor,Manic treet Preachers ตลอดจน Hurricane#1ที่ดังจัดๆอยู่เพลงเดียวกับ Only The Strongest Will Survive แต่แค่เพลงเดียวนี่ก็เป็นหนึ่งในซิงเกิ้ลที่เดี๊ยนโปรดปรานที่สุดตลอดกาลจากแวดวงบริทพ็อพเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามถ้าจะให้เลือกงานของวงดังกล่าวโดยเน้นถึงจุดประสงค์ที่จะสามารถสะท้อนนิยามของบริทพอพแห่งยุคนี้ได้ดีที่สุดขึ้นมารีวิวล่ะก็ส่วนตัวขอเลือกงานของ Coldplay ในฐานะที่เป็นวงดนตรีบริทพ็อพที่ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามและได้รับความนิยมถึงขีดสุดในปัจจุบันกับ X&Y สตูดิโออัลบั้มชุดที่3ที่ฉายเสน่ห์อันเจิดจรัสของภาคการนำเสนอดนตรีบริทพ็อพรวมถึงการนำเสนอที่เป็นตัวตนของ Coldplay ได้อย่างดี

จุดด้อย

จะว่าไปด้วยภาคการนำเสนอที่มีจุดแข็งในตัวเองค่อนข้างสูงบนการยึดมั่นในเอกลักษณ์อันเป็นแนวทางปฏิบัติมาตลอด3อัลบั้มอาจจะกลายเป็นจุดด้อยสำหรับงานของ Coldplay โดยปริยายหากเกิดไปปะทะเอาผู้ฟังที่นิยมเติมเต็มสุนทรียภาพในแง่ของ "ความแปลกใหม่" แล้วอาจจะถูกมองว่าซ้ำซากเลยทีเดียว หากแต่ในความไม่มีอะไรใหม่นั้นถ้ามันสมารถสะท้อนความจัดจ้านละเมียดละไมและความสมบูรณ์แบบในเชิงที่มีพัฒนาการขึ้นอย่างเห็นได้ชัดกว่างานชุดก่อนรวมถึงรักษาคุณภาพไว้ได้อย่างดีแล้วนับว่าเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมทีเดียว ซึ่งในเรืองของคุณภาพคงปฏิเสธกันไม่ลงนะคะว่า Coldplay มีแต่ก้าวไปข้างหน้าเรื่อยๆ

แทร็คเด็ด

ประเดิมด้วย Speed Of Sound (5) ซิงเกิ้ลแรกที่ไปได้สวยถึงอันดับ8บนบิลด์บอร์ด (ซึ่งนับว่าประสบความสำเร็จเกินคาดทีเดียวนะคะหากตัดสินจากสถานการณ์ชาร์ตในช่วงนั้น) สำหรับภาคดนตรียังคงยืนพื้นบนความเป็นบริทพ็อพเมโลดี้ย์สวยๆสไตล์ Coldplay ทีแฝงมิติในการนำเสนอและเสน่ห์ของบรรยากาศอันหมองหม่นเยือกเย็นชวนสลดหากแต่บรรเจิดละเมียดละไมอยู่ในทีได้อย่างเหนือชั้นเช่นเดิมโดยนำเสนอผ่านรสชาติของอัลเทอเนทีฟร็อคที่ยืนพื้นอยู่บนท่วงทำนองอันสุดสง่างามจากเพียโนสวยๆผสานเข้ากับความเป็นอัพบีทจากซินธิไซเซอร์ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Running Up That Hill ในปี1985ของ Kate Bush ผนวกเข้ากับหนึ่งในมาสเตอร์พีซตลอดกาลจากทางวงอย่าง Clocks บทสรุปออกมาเป็นอีกหนึ่งแทร็คที่เจิดจรัสเหนือชั้นจนส่วนตัวขอยกให้เข้าทำเนียบหนึ่งในแทร็คที่เป็นตำนานของ Coldplay ด้วยการเนรมิตเนื้อหาอันสุดแสนมหัศจรรย์เกี่ยวกับการบรรลุถึงแก่นแท้ของศักดิ์ศรีและจิตวิญญาณของตนเองรวมถึงยืนหยัดที่จะมีชีวิตอย่างแข็งแกร่งและเปี่ยมคุณค่าบนโลก เช่นเดียวกับ Fix You (5) ที่ตอกย้ำให้ตระหนักถึงหัวใจของการยืนหยัดบนความเชื่อมั่น ความหวัง การเอาชนะทุกสิ่งบนพื้นฐานของความรักและที่สำคัญการเยียวยาชีวิตและจิตวิญญาณของตนด้วยศรัทธาได้อย่างมีชั้นเชิงจากการปรุงแต่งศักยภาพทางดนตรีร่วมกันของท่วงทำนองบริทพ็อพบริสุทธิ์กระจ่างใจจากทั้งเพียโนหวานๆและกีตาร์อคูสติคเข้ากับความเป็นกอสเพลจากออร์แกนโบสถ์ บีทกลองแบบสโลว์เทมโพและการบีบน้ำเสียงฟัลเซ็ทโทเข้ามาเติมเต็มรสชาตืและความสมบูรณ์แบบได้อย่างมีชั้นเชิงถึงขีดสุด เป็นอีกแทร็คที่ดีที่สุดจากทางวงเช่นกัน สลับมาฟังบริทพ็อพใสๆกันใน A Message (4/5) ที่โดเด่นบนท่วงทำนองของกีตาร์อคูสติคเท่ห์ๆที่แม้ว่าจะเล่นกันเรียบง่ายไปนิดหากแต่คุมคนฟังและทิศทางทั้งหมดอยู่หมัดด้วยอานิสงส์จากเมโลดี้ย์และความเพราะขั้นเทพล้วนๆ (แหม แต่ฟังอีแบบนี้ทีไรแล้วคิดถึงแต่ Travis) ต่อด้วย Talk (4/5) ที่แซมเพิ่ลความเป็นอิเล็คทรอนิคจากริฟฟ์ของ Kraftwerk เพลง Computer Love ในปี1981โดยรีมิกซ์ของแทร็คนี้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงแกรมมี่ปี2007สาขา Best Remixed Recording,Non-Classical นับว่าเป็นทิศทางที่แจ่มชัดและแปลกใหม่พอตัวทีเดียว

มาที่แทร็คเปิดอัลบั้มอย่าง Square One (4.5/5) ที่บีบอิเล็คโทรนิคและซินธิไซเซอร์ลงสู่ภาคการนำเสนอแบบอัลเทอเนทีฟร็อคตามธรรมเนียมให้ขยับขยายไปสู่จังหวะจะโคนที่มีความเป็นอัพบีทมากขึ้นอย่าไงรก็ตามตัวเพลงก็ยังสามารถรักษาวัฒนธรรมของการนำเสนอที่ให้อารมณ์หม่นหมองโศกสลดหนาวเหน็บหากแต่เจิดจรัสแพรวพราวสไตล์ Coldplay ไว้ได้อย่างครบถ้วน ส่วนตัวประทับใจภาคเนื้อหาที่ว่าด้วยการทลายกำแพงทางทัศนคติสู่การผจญภัยในโลกทัศน์อันเหนือจินตนาการเพื่อค้นพบและสัมผัสควมมหัศจรรย์หลายสิ่งหลายอย่างที่ดาหน้าเข้ามาทำความรู้จักบนเส้นทางชีวิต ในขณะที่ What If (4.5/5) จะนำพาคุณหวนเข้าสู่วัฏจักรแห่งธรรมเนียมการนำเสนอภาคดนตรีอันโศกศัลย์หมองหม่นทุกข์ระทมเย็นยะเยือกบาดจิตวิญญาณอันเป็นเสน่ห์และอัตลักษณือันเอกอุของ Coldplay ที่ใครได้มาลิ้มลองแล้วจะตกหลุมรักจนถอนใจไม่ขึ้นกับการปลดปล่อยจิตวิญญาณให้ลงไปดื่มด่ำกับโลกแห่งเสียงดนตรีอันเปี่ยมสุขที่หลอมเอาความสวยงามเข้ากับความปวดร้าวได้อย่างมีชั้นเชิง ก่อนจะหวนคืนสู่ความสวยงามที่หลงเหลือให้สัมผัสอย่างเต็มเปี่ยมบนโลกแห่งความจริงใน The Hardest Part (5) ที่ภาคดนตรีเป็นอดัลท์คอนเทมโพลารีย์บริทพ็อพที่ต้อนรับผู้ฟังด้วยเมโลดี้ย์พริ้วสลวยจากเพียโนก่อนจะตบด้วยความคึกตักจากกีตาร์ไฟฟ้าคลอเคล้าไปกับน้ำเสียงสุดแสนไพเราะเจิดจรัสของคริส มาร์ทินที่พัดพาความแห้งแล้งของจิตวิญญาณให้กลับมาสีสันและยืนหยัดได้อย่างทรงพลังอีกครั้ง

สรุป

ทั้ง X&Y และ Coldplay คือบทพิสูจน์อันทรงพลังของความบรรเจิดล้ำลึกและมนตร์มหาศาลที่สะท้อนออกมาจากดนตรีบริทพ็อพ เป็นเครื่องยืยยันได้อย่างดีในฐานะหนึ่งในภาคดนตรีที่ทรงเสน่ห์ที่สุดของโลก หนึ่งในอัลบั้มที่ประสบความสำเร็จ น่าจับตามอง สมบูรณ์แบบและทรงคุณภาพที่สุดประจำปี2005และที่สำคัญในฐานะการจารึกชื่อของ Coldplay ขึ้นสู่ความเป็นตำนานหน้าสำคัญที่ยังมีลมหายใจอยู่ของอาณาจักรดนตรีสากล ส่วนตัวเชื่อและศรัทธาว่าผลงานของวงๆนี้จะต้องออกมาในมาตรฐานที่มีศักยภาพสูงกว่าคำว่า "ตำนาน" อย่างแน่นอน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น