วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2552

Britney Spears : Britney : 68%



Britney Spears : Britney : 72%


หลายวันก่อนนี้ได้โอกาสไปเปิดกล่องเก็บเทปคลาสเซ็ทเก่าๆดูโน่นดูนี้ซึ่งมันก็เป็นความรู้สึกที่มีความสุขอย่างบอกไม่ถูกนะคะที่ได้เห็นอัลบั้มหลายอัลบั้มที่เราเคยชอบและฟังบ่อยมากๆมันทำให้หวนคิดถึงตอนสมัยเด็กๆที่เดินใส่แว่นหนาเตอะกระเตงกระเป๋าใบเท่าตู้ไปรษณีย์ไปถอยเทป7-8ม้วนทุกๆวันศุกร์ เป็นหนึ่งในความทรงจำและวันเวลาดีๆที่แอบนั่งคิดถึงตลอดหลายวันต่อหนึ่งสัปดาห์ ส่วนตัวก็ขอแบ่งปันหนึ่งในวันเวลาดีๆเหล่านั้นกับอัลบั้มชุดที่สามของบริทนีย์ สเปียรส์ " Britney " ซึ่งต้องบอกตามตรงว่าวันที่อัลบั้มนี้วางแผงคือหนึ่งในวันที่ดีใจที่สุดในฐานะที่เป็นที่สุดแห่งอัลบั้มที่เดี๊ยนรอคอยในปีนั้นเลยทีเดียวจำได้ตั้งแต่วินาทีแรกจวบจนสุดท้ายที่ฟังอัลบั้มชุดนี้จบว่า "มันเป็นความสุขเล็กๆน้อยๆที่เติมเต็มแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ให้เด็กคนหนึ่งอย่างบอกไม่ถูก" ส่วนตัวดีใจมากที่วันน้ได้มีโอกาสที่จะเขียนถึงรีวิวชุดนี้และอุทิศความตั้งใจทั้งหมดเท่าที่จะทำได้ให้แก่วันเวลาดีๆวันน้น ความสุขเล็กๆน้อยๆที่ยังคงสดใหม่ในความรู้สึกเหนือสิ่งอื่นใเดขออุทิศให้แก่เจ้าหญิงแห่งเพลงพ็อพ "บริทนีย์ สเปียรส์" ในฐานะอดีตแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่และไอค่อนที่เคยรักและเคารพมากๆแม้ว่าเส่นทางและรสนิยมทางดนตรีของอดีตแฟนเพลงคนนี้จะถอยห่างออกจากเธอชนิดที่ทาบกันไม่มีทางติดอีกต่อไปแต่ดีใจความรู้สึกดีๆและศรัทธาที่เคยมีมันกลับมาและเชื่อว่าจะมีมอบให้เธอคนนี้ตลอดไป


รูปแบบเพลง


ภาคดนตรีในงานชุดนี้สำหรับเดี๊ยนเปรียบเสมือนภาคต่ออันเป็นย่างก้าวที่พัฒนาขึ้นมาจาก Baby One More Time และ Oops! I Did It Again โดยภาพรวมของการนำเสนอดนตรียังเป็นพ็อพสไตล์ทีนดิว่าช่วงยุคมิลเลเนียมหรือจะว่าไปน่าจะเรียกว่าพ็อพสไตล์บริทนีย์ซึ่งเป็นที่นิยมไปทั่วโลกน่าจะดีกว่า ส่วนตัวคิดว่าการนำเสนอตัวเพลงมีความโดเด่นแบบชัดๆเลยบนความเป็นพ็อพเต้นรำที่ขยับเข้าสู่ความเป็นคลับแดนซ์ขึ้นสูงมากๆแม้ว่าจะเป็นเพียงแค่สองแทร็ครวมถึงภาพรวมส่วนใหญ่จะถูกนำเสนอบนความเป็นบับเบิ้ลกัมพ็อพและทีนพ็อพสูงโด่งเช่นเดิมก็ตามหากแต่ก็เป็นแค่สองแทร็คที่แรงจัดและแรงพอที่จะส่งอิทธิพลควบคุมทิศทางของตัวงานทั้งหมดรวมถึงภาพลักษณ์ของศิลปินได้ค่อนข้างทรงพลังทีเดียว (คือบริทนีย์ดูเปลี่ยนไปพอสมควรทีเดียว) ก่อนจะไต่ระดับไปสู่บัลลาด โอลด์สคูล พ็อพร็อค ฟั้งค์ ดิสโก้รวมถึงอิทธิพลของความเป็นเออร์บันซึ่งเข้ามามิบทบาทมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นับว่าเป็นงานเรียกน้ำย่อยก่อนที่จะได้ไปพบกับบริทนีย์ภาคพัฒนาแล้วที่ขยับเข้าสู่ภาพลักษณ์และการนำเสนอดนตรีในแบบเซ็กส์ซิมโบลตัวแม่แห่งทศวรรษกับภาคดนตรีที่ดำขึ้นถึงขั้นฮิพฮอพและโซลรวมถึงสรรพสำเนียงดาร์คอัลเทอเนทีฟแบบอิเล็คโทรโรโบติคซาวนด์ชืดๆแต่เปรี้ยวและเทคโนเก๋ๆในงานหลังจากนี้ที่จะทำให้คุณ เอ่อ ตะลึง

จุดด้อย

จะว่าไปก็ต้องนับว่างานชุดนี้เป็นอัลบั้มพ็อพที่นำเสนอเนื้องานออกมาได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียวนะคะทั้งในแง่ของการนำสเนอภาคดนตรีที่มีเสน่ห์สมกับนิยามของดนตรีพ็อพ (ซึ่งพ็อพมันก็ต้องแบบนี้ล่ะนะคะ) รวมถึงการระบายทุกมุมของความเป็นบริทนีย์ทั้งตัวตน ชื่อเสียง ภาพลักษณื สไตล์ลงสู่ตัวงานและสะท้อนหลายสิ่งที่เป็นเธอออกมาได้ดีเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามส่วนตัวคิดว่ามันเป็นไปแบบกั๊กๆครึ่งๆกลางๆคือบทที่จะแรงก็ล่อซะขนหัวลุกเหมือนกันแต่ส่วนมากของอัลบั้มสัมผัสได้ว่าเธอยังห่วงหน้าพะวงหลังอาลัยอาวรณ์กับสูตรสำเร็จ ภาพลักษณืและฐานแฟนเดิมๆจนไม่กล้าสลัดไปสู่สิ่งใหม่อย่างเต็มตัว ฟังๆไปก็ตลกดีเหมือนกันคะฉาบภาพลักษณ์ซะเซ็กซี่เชียวแต่เพลงส่วนใหญ่ในอัลบั้มก็ยังใสกิ๊งอยู่มากจะว่าไปเอาจริงๆแล้วแทร็คที่ส่วนตัวคิดว่าแรงจนพ้นระดับอดัลท์คอนเทมโพลารีย์มีอยู่แค่3แทร็คด้วยซ้ำ (I'm A Slave 4 U,BoysและI Love Rock'N'Roll) อย่างไรก็ตามส่วนตัวชอบการแสดงออกทางพัฒนาการทางวัยวุฒิที่ค้นหาความเป็นตัวเองไปพร้อมๆกับการเติบโตทางดนตรีไปเคียงคู่กันฟังแล้วรู้สึกว่าเธอเป็นธรรมชาติและให้เวลากับแฟนๆที่จะปรับตัวและก้าวเติบโตไปพร้อมๆกันได้ดี อย่างน้อยก้ไม่ได้เปิดศักราชชนิดบ้าระห่ำจนแฟนๆมึนแบบคริสทิน่า อากิเลร่าของเดี๊ยนอ่ะนะคะ

อีกประเด็นคิดว่างานชุดนี้มันมีกรอบบางอย่างที่จำกัดตัวมันเองอยู่ หนึ่งในนั้นคือถูกจำกัดอย่างน่าเศร้าด้วย "ความเป็นงานของบริทนีย์" ปฏิเสธกันไม่ได้หรอกนะคะว่าชื่อของบริทนีย์นี่ขายได้กว้างและทั่วทุกมุมโลกจริงแต่ในมุมมองของคนที่มาตรฐานทางดนตรีสูงมากๆบางท่านรวมถึงพวกพัฒนาการทางดนตรีทะลึ่งพรวดพราดหนักขึ้นเรื่อยๆเมื่อหันกลับไปย้อนมองงานชุดนี้คงจะถามตัวเองว่า "มันมีดีอะไรนักหนา" โชคดีที่ส่วนตัวเป็นแฟนเพลงบริทนีย์มาก่อนเลยตอบได้อย่างภูมิอกภูมิใจว่ามีดีในแง่ของการเป็นตัวแทนวัฒนธรรมของการทำดนตรีสไตล์ทีนพ็อพยุค2000ได้อย่างโดดเด่นที่สุด แต่แหมถ้าคุยกันตรงๆโดยไม่สนใจชื่อเสียงคับโลกและยอดขายมหาศาลแล้วมันก็ปฏิเสธไม่ได้จริงๆเนอะว่าเป็นงานดนตรีที่ขายตัวงานล้วนๆด้วยภาพลักษณ์และบารมีของศิลปิน แต่ไปคิดกันดีๆนะคะว่าในอุตสาหกรรมเพลงพ็อพน่ะมีแค่ "บริทนีย์คนเดียวเหรอที่เข้าข่ายนี้?" มากมายก่ายกองค่ะ เพียงแต่บริทนีย์ดังกว่าพวกนั้นไงคะเลยโดนด่ามากกว่า ทุกสิ่งทุกอย่างจะถูกโฟกัสไปที่คนเด่นที่สุดเสมอแม่บริทเลยซวยไป หึหึหึ
แทร็คเด็ด

เริ่มที่ซิงเกิ้ลเปิดตัวอย่าง I'm A Slave 4 U (4/5) ที่เก๋ด้วยการฉีกการนำเสนอเดิมๆให้แตกต่างออกไปจากการเปิดตัวเมื่อ2อัลบั้มที่แล้วได้อย่างชัดเจนด้วยการระบายภาพลักษณ์สุดแสนเซ็กซี่และร้อนแรงขึ้นอีกหลายองศาลงสู่ดนตรีพ็อพเต้นรำที่ถูกพัฒนาความแรงขึ้นจนเข้าสู่ระดับคลับแดนซ์ผสานอาร์แอนด์บีซึ่งไปได้ดีกับการถ่ายทอดแบบร้องกึ่งแร็พกึ่งกระซิลกระเส่าฟังแล้วนึกถึงเจเน็ตกับมาดอนน่าอยู่เหมือน อย่างไรก็ตามนับว่าเป็นการพัฒนาจากเจ้าหญิงวัยใสสู่ความเป็นเซ็กส์ซิมโบลคนใหม่แห่งยุคได้อย่างมีชั้นเชิงน่าดูชมทีเดียว ตามมาติดๆกับ Overprotected (2.5/5) ซิงเกิ้ลถัดไปที่คืนสู่ความเป็นสามัญเอาใจฐานแฟนเพลงเดิมเต็มที่ด้วยพ็อพบับเบิ้ลกัมยุคโลกาภิวัฒน์ที่ผสานจังหวะสนุกๆของวาวนด์เต้นรำและอาร์แอนด์บี พ็อพตามแบบฉบับทีนดิว่าแม้ฟังดูแล้วอาจจะเหมือนไม่มีอะไรใหม่แต่ส่วนตัวคิดว่าน่าภูมิในทีเดียวที่เธอสามารถนิยาม "เพลงพ็อพฉบับบริทนีย์ สเปียรส์" ซึ่งเพลงแบบนี้แหละเป็นพ็อพสไตล์เฉพาะตัวของเธอคนนี้จริองๆที่ส่งอิทธิพลยิ่งใหญ่สู่วัฒนธรรมการทำดนตรีของศิลปินทีนพ็อพทั่วโลกจวบจนปัจจุบัน แทร็คถัดไป Anticipating (4/5) เป็นโอลด์สคูลทีนพ็อพบับเบิ้ลกัมใสๆน่ารักๆที่แฝงรสชาติของฟั้งค์กี้ย์และยูโรดิสดก้90แบบอ่นๆได้อย่างลงตัว เป็นแทร็คที่เป็นตัวแทนมุมใสๆของบริทนีย์ที่เธอสื่ออมาได้อย่างเหนือชั้นทุกครั้ง มาที่2แทร็คจากภาพยนร์ Cross Road อย่าง I'm Not A Girl,Not Yet a Woman (4/5)และ I Love Rock'N'Roll (3/5) โดยแทร็คแรกเป็นอดัลท์คอนเทมโพลารีย์เมนท์สตรีมพ็อพบัลลาดสูตรสำเร็จที่เรียบง่ายแต่ไพเราะทรงพลังเหนือชั้นเคียงคู่ไปกับภาคเนื้อหาที่บรรจงแต่งออกมาได้อย่างลุ่มลึกจากปลายปากกาของไดโด้ที่ว่าด้วยเรื่องของการยอมรับสถานภาพทางวัยวุฒิในปัจจุบันของตนในขณะเดียวกันก็ไม่ลืมที่จะแสวงหาความเริ่มต้นทางจิตวิญญาณและการลิขิตหนทางชีวิตในฉบับที่ใจตนต้องการ ส่วนตัวประทับใจที่บริทนีย์สามารถนำภาพลักษณ์ความเป็นต้นแบบของวัยรุ่นในยุคนั้นมาถ่ายทอดลงสู่ตัวเพลงได้อย่างหนือชั้นทีเดียว สำหรับแทร็คหลังเป็นพ็อพร็อคที่คัฟเวอร์มาจากแทร็คอมตะของราชินีพั้งค์ร็อคอย่างป้าโจน เจ็ทท์นับว่าเป็นการระเบิดความเกรี้ยวกราดและทัศนคติที่ขบฏขึ้นอีกระดับจากเธอได้อย่างดี

สำหรับแทร็คที่แรงที่สุดในงานชุดนี้ขอยกให้ Boys (4.5/5) ซึ่งเป็นตัวแทนที่ดีที่สุดที่สะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการและชั้นเชิงทางดนตรีที่ที่มีสูงขึ้นจากที่เคยได้ยินหลายระดับ ตัวเพลงเป็นเออร์บันพ็อพเต้นรำที่ผสานความเป็นคลับแดนซ์มฟั้งค์มดิสโก้และอาร์แอนด์บีฮิพฮอได้อย่างลงตัว ส่วนตัวเห็นว่าเป็นหนึ่งในแทร็คเต้นรำที่เซ็กซี่และสมบูรณืแบบตลอดกาลจากบริทนีย์ ในขณะที่ That's Where You Take Me (5) เป็นแทร็คที่ฟังครั้งแรกแล้วมันคลิ๊กกับจิตวิญญาณของเดี๊ยนเลยทีเดียวด้วยภาคเนื้อหาและสาส์นอันทรงพลังหลายสิ่งหลายอย่างที่บริทนีย์สื่อออกมา ส่วนตัวภูมิใจกับภาคดนตรีมากๆเพราะสุดๆตัวเพลงเป็นมิดเทมโพทีนพ็อพ อาร์แอนด์บีบัลลาดเมโลดี้ย์สวยหวานบรรเจิดที่ผสานความเป็นคอนเทมโพลารีย์เข้ากับเสียงสังเคราะห์หลอนๆลอยละล่องแบบแอมเบี้ยนท์ได้อย่างลงตัวทีเดียว ไม่รู้จะพิมพ์ว่าอะไรดีเอาเป็นว่าเป็นส่วนตัวเป็นเพลงรักจากบริทนีย์ที่บริสุทธิ์และวาทะศิลป์สวยงามที่สุดเท่าที่เคยฟังมา เป็นหนึ่งในเพลงท่ชอบที่สุดของบริทนีย์เลยทีเดียว

สรุป

งานอัลบั้มเพลงพ็อพที่เป็นตัวแทนซึ่งสะท้อนนิยามของทีนพ็อพช่วงยุคโลกาภิวัฒน์รวมถึงวินาทีอันรุ่งโรจน์ของเจ้าหญิงแห่งเพลงพ็อพท่านนี้ได้อย่างทรงพลังที่สุดตลอดกาล ไม่ได้ทรงคุณภาพจนถึงที่สุดหากแต่ยิ่งใหญ่ในฐานะเป็นต้นแบบและตัวแทนแห่งวัฒนธรรมของวัยรุ่นช่วงต้นยุค2000ตลอดกาล

1 ความคิดเห็น:

  1. อัลบั้มที่ทำให้เด็กชายสมัยนั้นอยากเป็นเด็กหญิง 55555+

    ตอบลบ