วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2552

Avril Lavinge : The Best Damn Thing : 68%


Avril Lavinge : The Best Damn Thing : 68%

รูปแบบดนตรี :

ใน The Best Damn Thing อาวริลยังคงนำเสนอดนตรีที่มีพื้นฐานอยู่บนแนวพ็อพร็อคเช่นเดียวกับสองอัลบั้มที่ผ่านมา เพียงแต่ทิศทางและสัดส่วนของดนตรีแบบพังค์พ็อพค่อนข้างแรงและชัดเจนยิ่งขึ้น คิดว่าคนที่ชอบเพลงติดอารมณ์พังค์ๆแบบ Sk8er Boi หรือ He Wasn't คนจะถูกใจเพราะในอัลบั้มนี้มีให้คุณเลือกจิ้มกันเพลินเลยทีเดียว นอกจากนี้เธอยังได้นำสรรพสำเนียงการร้องแบบอาร์แอนด์บีเข้ามาประยุกต์ใช้เป็นสีสันในงานรวมถึงการครีเอทสไตล์การร้องและแร็พ (ใช่แล้วแร็พฟังไม่ผิดหรอก) แบบพวกสาวปอมปอมเชียร์ลีดเดอร์ เรียกได้ว่าเป็นซาวนด์ทดลองที่ค่อนข้างเก๋และเพิ่มความน่าสนใจให้แก่ชิ้นงานที่สำคัญที่สุดเป็นอีกหนึ่งความแปลกใหม่ที่ฉายแสงออกมาได้ชัดเลยทีเดียว ในส่วนของงานบัลลาดซึ่งมีน้อยมากในอัลบั้มแต่สำหรับเดี๊ยนส่วนน้อยนี่แหละที่เป็นตัวแทนบ่งบอกถึงพัฒนาการและศักยภาพในการทำงานเพลงที่สูงขึ้นไปอีกหนึ่งระดับของเธอ

ป.ล. The Best Damn Thing ยังมีอีกหนึ่งเวอร์ชั่นที่แถมดีวีดีซึ่งเป็นเวอร์ชั่นสำรอกคำหยาบ ซึ่งหยาบโลนจนถึงขั้นได้รับเกียรติแปะป้าย Parental Advisory เป็นอัลบั้มแรกของเธอ (คาดว่าคงสมใจวีนเธอน่ะค่ะ) ใครที่อยากฟังอะไรแรงๆห่ามๆแบบไม่ต้องกิ๊กๆกั๊กๆหนีบๆ หรืออยากจะรู้ว่าสาวปากปีจออย่าง Brooke Valentine หรือ Lady Souvereign ลองแบ่งภาคมาทำเพลงทีนควีนจะเป็นอย่างไรลองไปหามาฟังดูนะคะ

ซิงเกิ้ล :

Keep Holding On (5) ซาวนด์แทร็คประกอบภาพยนตร์เรื่อง Eragon บัลลาดพ็อพร็อคที่ทรงพลังทั้งในด้านเนื้อหาและดนตรี ฟังแล้วรู้สึกถึงเพลง Breakaway ของ เคลลีย์ คลาคสัน จนแถบอยากจะเรียกว่าเป็นภาคสองของเพลงนั้นเลยทีเดียว โดยส่วนตัวแล้วเป็นเพลงที่สมบูรณ์แบบ มีสาระ ลึกซึ้งและสวยงามที่สุดในอัลบั้มค่ะ ชอบที่สุดแล้ว

ป.ล. เพลงนี้ได้ถูกเสนอชื่อเข้าชิงอคาเดมี่อวอร์ดปีล่าสุดสาขา Best Original Song ด้วยนะคะ แต่หลุดไฟนอลโนมินีไปอย่างน่าเสียดาย

Girlfriend (3.5/5) เปิดตัวได้สมศักดิ์ศรีเกินความคาดหวังค่ะ เพลงนี้เป็นซิงเกิ้ลแรกของอัลบั้มและเป็นซิงเกิ้ลแรกของเธอที่ได้อันดับหนึ่งบนบิลด์บอร์ดชาร์ต พังค์พ็อพร็อคแบบเดียวกับที่ได้ยินจาก Sk8er Boi และ He Wasn't นั่นแหละค่ะ เรียกได้ว่าเป็น Signature Song ของเธอไปแล้ว เพียงแต่เพลงนี้มีลูกเล่นที่เก๋กว่าในการหยอดบีทและลูกเล่นการร้องแบบอาร์แอนด์บีเข้าไป รวมถึงการแร็พปลุกใจแบบสาวปอมปอม (ขอชมว่าทำได้น่ารักและลงตัวมากๆ) แต่ตินิ๊ดนึงนะคะว่าครังแรกๆที่ฟังนี่เดี๊ยนเห็นหน้าฮิลารีย์ ดัฟฟ์ลอยไปลอยมาว่อนเชียว โดยเฉพาะท่อนที่เธอเน้นคำว่า Disappear อ่ะค่ะ มีใครเห็นด้วยมั้ยว่าคล้ายกันมากๆ

ป.ล. ได้ข่าวว่าเกิลเฟรนด์ทำท่อนคอรัสออกมาถึง7ภาษา รวมไปถึงอีกสองภาษาที่ทำไม่เสร็จอย่างฮินดูและรัสเซียด้วย ไม่ทราบว่าทำมาเพื่ออะไรเจ้าคะ และอัพเดทนิ๊ดนึงค่ะว่าซิงเกิ้ลนี้ล่าสุดถูกTommy Dunbar และ James Gangwer ยื่นเรื่องต่อศาล ที่เพลง Girlfriend ของเอวริล มีทำนองและเนื้อร้องที่ละม้ายคล้ายเพลง I Wanna Be Your Boyfriend ของพวกเค้าที่แต่งขึ้นในปี 1979 และะขับร้องโดยวง The Rubinoos โดยเรื่องจะขึ้นพิจารณาคดีในศาล เดือนสิงหาคมนี้ น่ะค่ะ

ป.ล. (อีกที) อีย์หอกออกซิงเกิ้ลแรกงวดนี้อย่าแพ้เขานะลูก โฮะๆๆๆๆๆๆๆ

When You're Gone (3.5/5) บัลลาดพ็อพร็อคซิงเกิ้ลที่สอง อย่างแรกที่ชอบคือดนตรีเนียนตั้งแต่อินโทรเพียโนและเครื่องสายสม่ำเสมอและสอดรับกันกับท่วงทำนองบัลลาดร็อคแบบลงตัวไปจนจบเพลง อย่างที่สองคือการผนวกความรู้สึกที่หลากหลายแล้วสามารถถ่ายทอดออกมาได้อย่างมีเอกภาพ ส่วนตัวฟังแล้วคิดว่าเป็นการผสานที่ลงตัวระหว่างความเกรี้ยวกราดที่นุ่มนวลยิ่งขึ้นของ I'm With You และความมืดหม่นอ้างว้างแต่กลับมาอย่างทรงพลังของ Slipped Away อาวริล! เพลงนี้ขอบอกว่าคุ้มค่าที่รอคอยนะ

Hot (3/5) ว่าที่ซิงเกิ้ลที่สาม ที่ล่าสุดเธอนำไปโชว์ที่ The Friday Night Project น่ะค่ะ ตัวเพลงถูกนิยามว่าเป็นบัลลาดพังค์น่ะค่ะ คือใช้เทคนิคการเดินดนตรีแบบซอฟต์พังค์ร็อคและใส่อารมณ์พ็อพร็อคละเมียดละไมกึ่งๆบัลลาดลงไป เรียบๆง่ายๆแต่ส่วนตัวเดี๊ยนว่าโดดเด่นที่สุดในอัลบั้มคือดูแหวกออกมาจากเพลงอื่นเลยทีเดียวน่ะค่ะ มารอดูกันนะคะว่าจะออกหัวหรือก้อย

แทร็คอื่นๆ :

I Can Do Better (3.5/5) กรี๊ดๆๆๆๆๆๆๆ เริ่ดมากๆค่ะเพลงนี้ย์! พัhงค์พ็อพชนกับร็อคทั้งดนตรีเนื้อหาไปยันลูกเล่นการนำเสนอป่วงได้สะใจเดี๊ยนมากๆ ไหนจะลูกบ้าที่ประโหมประโคมทั้งลูพกลอง กีตาร์ เบสหนักๆไปจนถึงวีนที่แหกปากสุดพลังก่อนจะแปล่งร่างมาเป็นสาวปอมๆแร็พเอาช่วงกลางเพลง ขุดสารพัดวิทยายุทธขึ้นมาเอ็นเตอร์เทนคนฟังเกิน108เล่มเกวียนขนาดนี้ กรี๊ดๆๆๆๆๆๆๆๆ เริ่ดมากค่ะเพลงนี้ย์! อีกรอบน่ะค่ะ Runaway (4/5) เข้าทางอาวริลสุดๆค่ะแทร็คนี้ พ็อพร็อคเริ่มต้นด้วยจังหวะใสๆกลางๆแล้วไประเบิดพลังเอาถึงขีดสุดในช่วงคลอรัส เป็นอีกหนึ่งอัตลักษณ์และสูตรสำเร็จอีกหนึ่งอย่างของงานเธอที่ได้ยินกันมาตั้งแต่ Mobile กับ Anything But Ordinary แล้ว อย่างไรก็ตามไม่ว่าทำออกมากี่ครั้งก็ถูกใจเดี๊ยนทุกทีไป ต่อกันด้วย The Best Damn Thing (4/5) ไทเทิ่ลแทร็ค ฟังแล้วพาลนึกถึง Watching The Rain ของ เคที่ โรส ตะหงิดๆน่ะค่ะ ถ่ายทอดอย่างเก๋ไก๋ด้วยการร้องกึ่งแร็พที่ได้อิทธิพลมาจากพวกลีดแดนซ์ที่เราเห็นประกวดๆกันน่ะค่ะผสมผสานกับท่อนฮุคที่ปรับตัวมาเป็นสาวพังค์ได้อย่างลงตัว ได้ใจสุดๆก็ตอนการร้องแบบแปรอักษรช่วงกลางเพลงนั่นแหละช่างคิดช่างครีเอทจริงๆน่ารักดีน่ะ เป็นอีกหนึ่งเพลงที่อยากให้เป็นซิงเกิ้ลมากๆค่ะ อีกเพลงที่มันส์ไม่แพ้กันคือ Everything Back But You (3/5) ชั้นเชิงไม่มีอะไรมากมายค่ะ แต่ถ้าจะเอาความมันส์กระแทกกระทั้นเร้าใจล่ะก็รีบๆจิ้มแล้วสนุกไปกับการเปิดคอนเสิร์ตร็อคส่วนตัวในห้องนอนเลยค่ะ เหมาะต่อการเล่นสดมากๆแค่คิดก็ไม่ต้องบรรยายแล้วว่าจะออกมามันส์ขนาดไหน

ป.ล. ใครก็ได้ช่วยเดี๊ยนคิดหน่อยสิคะว่าอีย์ท่อนคลอรัสสุดจะกระแทกกระทั้นนี่ย์ ได้แรงบันดาลใจมาจากเพลงไหนของ Green Day คือรู้สึกถึงอ่ะค่ะแต่นึกไม่ออก

I Don't Have To Try (2/5) ในแง่เนื้อหาเดี๊ยนว่าน่าสนใจนะคะ ฐานะที่แสดงจุดยืนและทัศนคติของอาวริลออกมาได้อย่างเด่นชัดคือเล็งไปที่เนื้อหาแล้ว อาวริล ลาวีญ ตัวจริงเสียงจริงเลยอ่ะค่ะ เสียงแร็พและดนตรีในช่วงต้นฟังดูเหมือนจะเก๋น่ะค่ะแต่พอเข้ามาที่ตัวเพลงเต็มๆแล้วค่อนข้างกลวงนะคะ คือเธอพยายามยัดลูกบ้าที่มันมากมายจนเกินไปทั้งพยายามทำเสียงแหลม ทั้งกระแทกดนตรี ทั้งแหกปากตะคอก เพลงที่น่าจะรอดเลยร่วงไปสมใจเลยค่ะ เหลือแต่เพียงความห้วน ความเฝือ ความกระด้างและไร้ทิศทางจนไม่น่าฟังอ่ะค่ะ ขอชมนะคะที่กล้าจะใส่ลูกบ้าแต่คราวหน้าต้องออกมาดีกว่านี้นะคะ มาที่ One Of Those Girl (2.5/5) กับ Contagious (2.5/5) ไม่ใช่เพลงที่แย่อะไรเลยค่ะ เพราะติดหูด้วยซ้ำแต่เรามามองดูกันดีๆนะคะว่าโพรดัคชั่นแบบนี้มันเกลื่อนแล้วน่ะค่ะ พังค์แท้พังค์เทียมที่ไหนเขาก็ใช้กัน ถ้าคิดจะย่ำรอยเดี๊ยนว่าฉีกอะไรที่แปลกใหม่ไปเลยแบบช่วงต้นอัลบั้มจะดีกว่าน่ะค่ะ

ป.ล. Contagiousนี่ล่าสุด Chantal Kreviazuk นักแต่งเพลงที่ร่วมงานกับเธอในอัลบั้มก่อน ก็จะออกมาฟ้องค่ะในฐานะที่เขาเป็นคนแต่งเพลงนี้แต่กลับไปมีเครดิตเขาในปกเลย ตอนที่ทำอัลบั้มร่วมกันได้ข่าวว่าก็เจออีย์วีนแผลงฤทธิ์ใส่ไว้เยอะนิคะ น่าสงสารน่ะค่ะ

Innocence (4/5) พาวเวอร์บัลลาดที่อาวริลสามารถโชว์พลังเสียงและทักษะในการร้องได้ดีมากๆค่ะ ในที่สุดก็ได้ยินเพลงระดับนี้จากเธอเสียที จากที่ฟังงานบัลลาดทั้งหมดในอัลบั้มนี้มาเดี๊ยนขอชมว่าชั้นเชิงและลูกเล่นในการทำเพลงสูงขึ้นมากๆ ศักยภาพทางดนตรีรอบด้านพัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัดค่ะ

จุดด้อย+บทสรุป :

ตัดสินจากการฟังรอบแรกแม้ว่าจะประทับใจเรื่องลูกเล่นหลายอย่างที่เธอเสริมเข้ามาแต่ก็คิดว่าอาวริลย่ำอยู่กับมันมากเกินไปจนเป็นแพทเทิร์นน่ะค่ะ แบบว่า "เออร้องแบบนี้อีกแล้ว ใส่เบสลงกลองจุดนี้เหมือนเดิม สรรพสำเนียงแบบนี้อีกแล้ว เป็นสาวปอมปอมอีกแล้ว" อย่างไรก็ตามมันก็ไม่แย่จนถึงขั้นซ้ำซากหรอกค่ะเมื่อฟังมากรอบเข้า สำหรับคนฟังบางท่านอาจจะรำคาญและงงๆกับความบ้าพลังของเธอนะคะทั้งการประโคมดนตรีและการร้องในหลายๆอย่าง แต่สำหรับเดี๊ยนไม่ใช่ปัญหาค่ะตัดตรงนั้นไปได้เลย ปัญหาของเดี๊ยนมันอยู่ที่ว่าศักยภาพของเธอมันแรงได้มากกว่านี้ค่ะอย่างที่เห็นกันครั้งแรกใน Let Go แต่นี่เป็นอีกครั้งที่เดี๊ยนรู้สึกว่าเธอไม่ได้ปล่อยมาแบบสุดๆ หรืออาจจะสุดๆแล้วแต่อาจจะยังไม่พบว่าแท้จริงแล้วเธอมีดีกว่านี้และทำได้เหนือระดับกว่านี้ค่ะ วันนั้นเดี๊ยนเชื่อว่าจะมาถึงในเร็วๆนี้ แต่วันนี้ขอร่วมเดินทางไปกับก้าวใหม่ของเธอ ที่ตื่นตาตื่นใจ สนุกและน่าติดตามสมศักดิ์ศรีไอค่อนแห่งยุคของจริงค่ะ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น