วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2552

Mariah Carey : Memoirs Of An Imperfect Angel : 75%


Mariah Carey : Memoirs Of An Imperfect Angel : 75%

ก่อนจะพูดถึงมารายห์และตัวอัลบั้มนี้เดี๊ยนขอกล่าวอะไรเล็กน้อยถึงรีวิวชิ้นนี้นะคะไม่ว่าคุณอ่านแล้วจะประทับใจหรือไม่ก็ตามแต่สำหรับเดี๊ยน "มันเป็นงานรีวิวธรรมดาๆที่อบอุ่นและพิเศษเป็นการส่วนตัวมากๆ" มาถึงตรงนี้บางคนอาจจะงงว่า "มันก็ไม่เห็นจะมีอะไรแตกต่างวิเศษวิโสไปกว่างานรีวิวเดิมๆของอีนี่ที่เคยอ่านมา" ความรู้สึกดังกล่าวมันมีเบื้องหลังค่ะเพราะว่างานรีวิวชิ้นนี้มันไม่ได้เกิดขึ้นจากแนสทิน่าเพียงคนเดียวหากแต่เป็นมันการระดมสมองของทั้งคนที่ชื่นชอบมารายห์ด้วยกันส่วนหนึ่ง แรงบันดาลใจของเดี๊ยน คนที่เฉยๆไปจนถึงแอนตี้มารายห์ตลอดจนคนที่มีความรู้ความสามารถทางด้านดนตรีและเป็นนักดนตรีจริงๆ ซึ่งงานชิ้นนี้เกิดจากการที่มีโอกาสได้เจอพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นกันตลอดจนสื่อสารผ่านทางมายสเปซเฟซบุ๊คส์ก่อนที่จะคลุมทิศทางของตัวงานทั้งหมดด้วยสำนวนภาษาและการเรียบเรียงรูปแบบในแบบฉบับของแนสทิน่าเพื่อความสะดวกในการอ่านและเพื่อให้มีความเป็นตัวของเดี๊ยนในระดับหนึ่ง อยากบอกว่าประทับใจปาร์ตี้รีวิวเล็กๆครั้งนี้มากๆเป็นการรีวิวที่สนุกและท้าทายที่สุดในชีวิตที่ "ช่า" เคยเขียนมาเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามหากคุณไม่ชอบงานรีวิวชิ้นนี้ก็ขอให้ทุกสิ่งทุกอย่างมันลงกับตัวเดี๊ยนนะคะยินดีรับคำด่าวิพากษ์วิจารณ์ทุกรูปแบบแต่ถ้าคุณชอบและรู้สึกประทับใจไปกับมันก็ขอให้อุทิศคำชื่นชมให้แก่ทุกท่านที่มีส่วนร่วมในงานรีวิวครั้งนี้ ทุกคนคือส่วนสำคัญที่ช่วยขัดเกลาและดึงศักยภาพทางงานเขียนของแนสทิน่าให้มันออกมาสูงกว่าที่แค่คนๆเดียวจะทำได้

The Imperfect Angel

จำได้ว่าเคยพาดหัวเธอคนนี้ไว้ตอนรีวิว E=MC2 ว่า "ดาวจรัสแสงจากยุค90" ซึ่งส่วนตัวไม่รู้สึกว่าเป็นการยกยอปอปั้นอะไรที่เกินจริงแต่อย่างใด ถามว่าส่วนตัวชอบมารายห์มั้ย "ชอบมากในระดับหนึ่ง" แต่ถ้าถามว่าเป็นถึงขั้นลูกแกะสาวกตัวฉกาจของเธอมั้ย "ไม่ สำหรับเดี๊ยนเธอไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรมากมายขนาดนั้น" แต่ที่กล้าชมเธอถึงขนาดนั้นได้เต็มปากเนื่องจากบทพิสูจน์ที่ดีตลอดระยะเวลากว่า2ทศวรรษบนเส้นทางดนตรีจวบจนวินาทีนี้ส่วนตัวเชื่อว่าเธอทำให้ทุกสายตาได้ประจักษ์ถึงความเป็น "ของจริง" ประดับวงการได้อย่างดีไม่ว่าจะเป็นในฐานะศิลปิน ไอค่อน สุภาพสตรีแถวหน้าของวงการ (ดิว่า)ตลอดจนในฐานะตำนานที่ยังคงมีลมหายใจอยู่ แม้ว่าจะมีช่วงหนึ่งที่ดาวดวงนี้ถูกบดบังจนแถบจะดับแสงไปด้วยมรสุมชีวิตและความเชี่ยวกรากของวัฏจักรแห่งอุตสาหกรรมดนตรีแต่ด้วยศักยภาพทางดนตรีที่ทรงพลังโดดเด่นหาตัวจับยาก จิตวิญญาณอันแข็งแกร่งตลอดจนหลายสิ่งหลายอย่างที่ถูกกำหนดมาให้เธอกลับมาจรัสแสงได้อีกครั้งและก้าวฟันฝ่าต่อไปสู่หน้าใหม่ของประวัติศาสตร์ดนตรีในฐานะหนึ่งในศิลปินที่ทรงอิทธิพลที่สุดของวงการ ซึ่งไม่ว่าหน้าของประวัติศาสตร์ดนตรีนี้จะผลิกไปอีกกี่ทศวรรษก็ตามแต่ส่วนตัวเชื่อว่าชื่อของศิลปินท่านนี้ "มารายห์ แครีย์" จะยังคงเป็นหนึ่งในชื่อที่เจิดจรัสในความทรงจำของคนดนตรีไปอีกนาน ในฐานะหนึ่งในสุภาพสตรีที่ประสบความสำเร็จและทรงอิทธิพลที่สุดตลอดการแห่งอุตสาหกรรมดนตรี

รูปแบบเพลง

ภาคดนตรีโดยรวมใน Memoirs Of An Imperfect Angel ยังคงเป็นการสานต่อแรงบันดาลใจร่วม10กว่าปีต่อความคารวะอย่างยิ่งยวดในทิศทางสายพ็อพอาร์แอนด์บีนับตั้งแต่การปฏิวัติการนำเสนอภาคดนตรีครั้งใหญ่ของแม่นางฟ้าท่านนี้ในงานชุด Butterfly โดยงานชุดนี้ได้ปรับโครงสร้างและทิศทางให้เข้าสู่ความเป็นเออร์บันที่ดิบและลึกยิ่งขึ้นในแบบฉบับอาร์แอนด์บีแท้ๆที่ไต่ระดับตั้งแต่บีทอาร์แอนด์บีฮิพฮอพโพรแกรมมิ่งง่ายๆประดุจเดโมวันเดียวเสร็จตลอดจนเมนท์สตรีมบัลลาด บลูส์ โซล ไลท์แจ๊ซ์ยันกอสเพลซึ่งจะว่าไปก็ไม่ใช่ของใหม่สำหรับเธอซะเลยทีเดียวหากแต่ส่วนตัวประทับใจสำหรับความกล้าในการบีบความเป็นเออร์บันจัดๆแบบคอนเทมโพลารีย์อาร์แอนด์บีที่พาคุณหวนกลับสู่มนตร์เสน่ห์อันหอมหวานของท่วงทำนองพลิ้วไสวแบบไควเอทสตอร์มยุค70ที่ผสานบนความงามทางเมโลดี้ย์ของสมูธโซลอันนวลเนียนแบบโซลฟูลอาร์แอนด์บีเนิบนาบลอยละล่องปรุงแต่งเข้าสู่ความร่วมสมัยของภาคดนตรีพ็อพอาร์แอนด์บียุคมิลเลเนี่ยมคุมทิศทางการนำเสนอภาคดนตรีส่วนใหญ่ บทสรุปออกมาเป็นงานคอนเทมโพลารีย์อาร์แอนด์บีที่หยอดความเป็นเออร์บันในระดับที่นิ่งและเนียนกว่า Butterfly ซึ่งส่วนตัวรู้สึกว่าภาคการนำเสนอทำออกมาค่อนข้างใกล้เคียงกันในระดับหนึ่งหากแต่จะติดความเป็นโมเดิร์นฮิพฮอพและกลิ่นความร่วมสมัยมากกว่าฟังแล้วขยับได้มากกว่ากันเยอะ ตลอดจนดิบลึกกว่างานอาร์แอนด์บีร้อยเนื้อทำนองเดียวอย่าง Charmbracelet และ โอลด์สคูลอาร์แอนด์บีที่ความเป็นพ็อพสูง รสชาติหลากหลายและไฮแฟชั่นจัดอย่าง The Emancipation Of Mimi หลายช่วงตัว ส่วนตัวแม้แม่เทพธิดาของเราจะเนรมิตออกมาเนิบนาบฟังยากไปนิดแต่ส่วนตัวประทับใจในการรังสรรค์ออกมาได้อย่างมีศิลปะและคลาสสิคจนส่วนตัวประทับใจถึงขั้นขอยกให้เป็นอัลบั้มของมารายห์ แครีย์ที่ดีที่สุดประจำทศวรรษที่สองของเธอเลยทีเดียว

จุดด้อย

เข้าข่าย "งานดีที่ฟังยากยกกำลังสอง" นะคะ เพราะแม้ว่าถ้าตีความในแง่ของคนที่ฟังอาร์แอนด์บีมาในระดับหนึ่งถึงจะเห็นว่าพยายามหยอดลูกเล่นอะไรที่น่าสนใจลงไปหลายอย่างพอสมควรหากแต่ภาพรวมที่ออกมากลับมาในทิศทางที่เนิบเนือยหวีดหวิวซึ่งสำหรับคนที่ภูมิต้านทานทางเออร์บันและคอนเทมโพลารีย์สูงก็อาจจะฟังเพลินไปแต่ถ้ามาปะมวยกับผู้ฟังที่หูไม่รับกับแนวนี้ล่ะก็ "ไม่ฟังมันซะเลย อาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับหลายๆท่าน" เหลาออกมาซะพริ้งและเนียนเป็นเนื้อเดียวกันขนาดนี้ก็คงต้องเหนือ่ยหน่อยนะคะเนื่องจากต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ตัวเองซักระยะจนผู้ฟังจะเข้าใจในสิ่งที่เธอสื่อรวมถึงซึมซาบไปกับเสน่ห์ของมันนี่จึงเป็นเหตุผลส่วนตัวที่ไม่คิดจะรีวิวงานชุดนี้ตั้งแต่ช่วงแรกๆที่หลุดออกมาเนื่องจากส่วนตัวอยากจะให้เวลากับงานชิ้นนี้ได้พิสูจน์ตัวเองซักระยะนึงก่อนเพราะงานอาร์แอนด์บีตลบอบอวนแบบนี้มันฟังปุ๊ปจะตบอกผางกรี๊ดกร๊าดกันปั๊ปแบบ It's Like That หรือ We Belong Together ก็คงไม่ใช่ อย่างไรก็ตามเชื่อว่าถ้าให้เวลาซักนิดศักยภาพในตัวงานจะสามารถสะท้อนออกมาให้สัมผัสขึ้นเรื่อยๆกว่าที่รู้สึกในวินาทีแรกๆน่ะค่ะซึ่งตัวมารายห์เองก็คงต้องทำใจสำหรับกรณีจากข้อเท็จจริงอันน่าเศร้าที่มีแนวโน้มว่าจะเกิดกับผู้ฟังหลายๆท่านคือ "มันอาจจะไม่มีทางพิสูจน์ความดีในตัวสำเร็จ" เนื่องจากเพลงดีแต่ก็อาจจะไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้ฟังบางท่านจริงมั้ยคะ

สำหรับเดี๊ยนส่วนที่คิดว่าด้อยคือแม้ว่าจะเล่นความเป็นเออร์บันจัดกว่างานชุดที่ยกมาเปรียบเทียบอย่าง Butterfly หรือ Charmbracelet แต่พอฟังไปฟังมาแล้วรู้สึกว่าหนีไม่พ้นเงาของสองงานดังกล่าวชนิดที่ถ้าคิดร้ายๆหน่อยก็คือ "คลานกลับไปหาของเก่าเลยทีเดียว" อีกประเด็นคือคิดว่าถ้ามองผิวเผินแล้วเป็นงานที่ไม่มีจุดพีคเลยนะในที่นี้คือไพเราะเพราะพริ้งหยิบมาบรรเลงได้เรื่อยๆแต่ถ้าจะถามถึงแทร็คที่โดดเด่นระดับที่เป็นไฮไลท์เป็นแม่งานจริงๆแล้วส่วนตัวอยากบอกว่าถ้าไม่ลำเอียงหรือไม่รู้สึกไปกับเธอจริงๆไม่มีเพลงไหนน่าจะได้5หรอกค่ะรวมถึงรู้สึกแปลกใจที่ฟังเนื้องานทั้งอัลบั้มแล้วศักยภาพในตัวงานมันสมควรที่จะตัดคะแนนออกมาเป็นเปอร์เซนตที่สูงกว่าที่เห็นมากเนื่องจากเอกภาพเมื่อหยิบมารวมกันนี่จะทรงพลังจนน่าระทึกใจมากแต่ลองถ้าแยกตัดคะแนนเป็นแทร็คๆเมื่อไรความไม่สามัคคีจะตามมาทันทีเดี๋ยวเนื้อหาบ้างล่ะ เดี๋ยวเมโลดี้บ้างล่ะบ้างล่ะแต่ส่วนตัวไม่มีปัญหากับเสียงร้องของเธออย่างที่หลายๆท่านครหาเพราะเล็งเห็นว่าเธอทำออกมาเอื้อำนวยต่อศักยภาพในวินาทีปัจจุบันถึงขีดสุดหากแต่อดสงสัยเวลาแม่อัปสรมาลัยออกคอนเสิร์ตเพลงหวีดหวิวเป็นระลอกคลื่นขนาดนี้แล้วนางจะด้นออกมายังไงให้มันไพเราะสวยงามและคงที่ล่ะเนี่ย อีกประเด็นไม่ว่าคุณจะเชี่ยวชาญการฟังอาร์แอนด์บีมากน้อยหรือไม่อย่างไรก็ตามก็คงต้องพยักหน้ารับโดยดุษฏีว่าถ้ามองงานชุดนี้ให้มัน "น่าเบื่อ" ก็จะเป็นงานที่โคตรซ้ำซากน่าเบื่อขนาดสีสันและชวนหลับเลยทีเดียว ก็แหมเนิบนาบได้ใจเสียขนาดนี้จะมีซักกี่คนเนี่ยที่จะสนใจเข้าถึงวิมานทางดนตรีที่แม่เทพธิดาร่างยักษ์ของเราอุตส่าห์เนรมิตเนี่ย

แทร็คเด็ด

จากประสบการณ์ที่เขียนรีวิวมาร่วม7ปีส่วนตัวรู้สึกว่าเป็นเรื่องสำคัญมากๆสำหรับศิลปินที่จะสร้างFirst Impression ที่ดีโดยการวางแทร็คสวยๆ ไพเราะ โดดเด่นตลอดจนทรงพลังซักแทร็คไว้สำหรับเปิดงานซึ่งจะเป็นเข็มทิศที่สามารถบ่งชี้ถึงค่าของงานที่ฟังได้ดีทีเดียวว่าจะเข้าขั้นศิลปะระดับมหากาพย์ดนตรีหรือเป็นเพียงแค่ขยะย่อยยากชิ้นหนึ่งที่ประดับอุตสาหกรรมวงการเพลง ส่วนตัวรู้สึกประทับใจหลังจากที่ได้ฟัง Betcha Gon' Know (5) แทร็คเปิดอัลบั้มที่เปิดตัวได้สวยและสมบูรณ์แบบเข้าขั้นไฮไลท์เด็ดของงานเลยทีเดียวกับคอนเทมโพลารีย์บลูส์โซลอาร์แอนด์บีสุดเชือดเฉือนที่ร่วมฉาบความงามด้วยโพรแกรมมิ่งซินธิ์และสรรพสำเนียงร่วมสมัยแบบโมเดิร์นอาร์แอนด์บีคลอเคลียด้วยภาคความเป็นคลาสสิคจากเพียโนแจ๊ซซ์ตลอดจนปรยเสน่ห์ของลูกเล่นกึ่งๆไควเอทสตอร์มโซลฟูลอาร์แอนด์บีเนียนๆเข้าไปตรึงภาพรวมได้อย่างมั่นคง ส่วนตัวทำให้นึกถึงสรรพสำเนียงแบบมารายห์ที่เล่นบนภาคดนตรีที่ผสานความเป็นแมรีย์ เจ ไบล์ทเข้ากับอลิชา คียส์และวิทนีย์ ฮุสทันอย่างไรก็ตามขอชมที่เธอทำออกมาได้ไม่เสียทิศทางและรัศมีของตัวเองเลยนะคะ อีกประเด็นประทับใจที่ตัวเพลงสะท้อนคอนเส็ปท์ของไทเทิ่ลแทร็คออกมาได้อย่างมีมิติด้วยการสลัดตัวเองจากชีวิตที่เพียบพร้อมในปัจจุบันและหวนกลับสู่วินาทีแห่งความทุกข์ระทม มองลงไปให้ลึกกว่าภาคเนื้อหารู้สึกว่าเธอเสียดสีความเป็น "มารายห์" ที่สมบูรณ์แบบทั้งจากชื่อเสียง เงินทอง อันดับหนึ่ง18เพลงตลอดจน "รักแท้" ซึ่งไม่อาจจะเป็นมนตร์วิเศษที่ตจะเยียวยาความเจ็บปวด เปลี่ยนแปลงตลอดจนซื้อทุกสิ่งที่ใจปรารถนาชดใช้คืนสู่ชีวิตในอดีตได้ นับว่าเป็นการสะท้อนมุมดราม่าที่มีควมเป็นส่วนตัวสูงโด่งให้ออกมาเป็นสัจธรรมที่จะทะลุทะลวงใจผู้ฟังหลายท่านได้อย่างเหนือชั้นเลยทีเดียว สำหรับซิงเกิ้ลแรกอย่าง Obsessed (2/5) มาจนถึงวินาทีนี้ขอยืนยันอย่างมั่นคงว่าเป็นหนึ่งในเพลงที่น่าผิดหวังและแย่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์การตัดซิงเกิ้ลของมารายห์เลยทีเดียว พ็อพอาร์แอนด์บีผสานโพรแกรมมิ่งอาร์แอนด์บีฮิพฮอพลวกๆประหนึ่งเดโมคาาโอเกะขำๆวันเดียวพร้อมขาย อย่างไรก็ตามมองในแง่ที่จับมายัดไว้เป็นสมาชิกท่านหนึ่งของงานชุดนี้แล้วกลับเป็นแทร็คที่ดึงตัวงานให้โดเด่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเลยทีเดียวด้วยความแตกต่างจากภาคของความเป็นอัพบีทในตัวซึ่งถึงแม้ว่าจะแย่แต่กลับทำให้เนื้องานมาเด่นออกมามากกว่าเพลงที่มีชั้นเชิงอย่าง Standing O หรือ Up Out Of My Face ได้อย่างน่าประหลาดใจ จึงเป็นเหตุผลที่บวกให้อีกหนึ่งคะแนน มาที่ Inseparable (3.5/5) พ็อพอารืแอนด์บีติดสรรพสำเนียงอารืแอนด์บีฮิพฮอพที่เฉิดฉายบนกลิ่นของความเป็นโซลฟูลนวลเนียนร่วมสมัย ซึ่งเพลงนี้ทางเว็บไซต์ Wikipedia แปะข้อมูลไว้ว่าใช้แซมเพิ่ลเพลงสุดคลาสสิคอย่าง Time After Time ของ ซินดี้ ลอเพอร์ด้วยนะคะ สำหรับคนอื่นๆอาจจะเฉยๆแต่ส่วนตัวขอบอกว่าไม่เสียทีสำหรับยัยหมีที่หยิบของสูงระดับนี้มาเล่นนะคะเพราะส่วนตัวชอบมากๆแม้จะไม่ที่สุดแต่เป็นเพลงที่ฟังบ่อยที่สุดในอัลบั้มตอนนี้เลยทีเดียว ซึ่งดิฉันเป็นคนเดียวในโปรเจ็ครีวิวนี้ที่ดันหน้ามืดไปถูกใจเพลงแกนๆแบบนี้ซะได้ อย่างไรก็ยังงงๆอยู่

หนึ่งในแทร็คที่แรกๆเฉยๆแต่ฟังไปฟังมาแล้วประทับใจมากๆขอยกให้ The Impossible (4/5) ที่เป็นสโลแจมดาวน์เทมโพคอนเทมโพลารีย์อาร์แอนด์บีผสานไควเอทสตอร์มหลอนๆและโซลฟูลอาร์แอนด์บีเนิบนาบลอยละล่องในยุคหลังๆ ส่วนตัวประทับใจที่กลั่นกรองออกมาได้อย่างเซ็กซี่และเป็นมารายห์มากๆตลอดจนภาคเนื้อหาทรงวาทะศิลป์ที่เล่นโวหารอุปมาได้อย่างแยบยลมีศิลปะสุดๆ ต่อด้วยสองแทร็คสุดไพเราะติดกันอย่าง H.A.T.E U (3/5) กับ Candy Bling (4.5/5) ที่สะท้อนมนตร์เสน่ห์ของวัฒนธรรมการนำเสนออาร์แอนด์บีในแบบฉบับของมารายห์ได้อย่างน่าประทับใจ เพลงแรกเป็นพ็อพอาร์แอนด์บีหวานๆติดบีทสโลแจมเนิบนาบผสานเมโลดี้โซลฟูลอาร์แอนด์บีลอยๆฟังแล้วคิดถึงเพลงน่ารักๆหงุงๆหงิงๆประมาณนี้แบบที่ได้ยินใน Charmbracelet อยู่เหมือนกันหากแต่งวดนี้แม่นางฟ้าล่อซะโหยหวนคร่ำควญหวีดหวิวเป็นเด็กสามเดือนไปเลยทีเดียวนะคะฟังมากๆก็อึดอัดไม่ใช่เล่นเหมือนกันภถึงจะเพราะเนียนดีก็เถอะ ในขณะที่แทร็คหลังขยับเข้าสู่ความเป็นคอนเทมโพลารีย์ที่ใส่ลูกเล่นของโมเดิร์นอาร์แอนด์บีจัดๆที่ผสานเข้ากับโอลด์สคูล อาร์แอนด์บีฮิพฮฮพและโซลหวานๆลอยละล่องคุมทิศทางแบบที่น่าจะคุ้นเคยกันดีจาก Butterfly เป็นเพลงที่ส่วนตัวขอบอกว่าชอบมากขึ้นเรื่อยๆตามรอบการฟังนับว่าบรรจงขีดเขียนความงามของลวดลายช้าๆหากแต่ความประทับใจออกมาระยะยาวในระดับตัวบรจงเต็มบรรทัดโดยแท้ ไปๆมาๆในอนาคตอาจจะเป็นที่ชอบที่สุดในงานชุดนี้แทนที่ Angels Cry (5) ที่บูรณาการเสน่ห์ของมรายห์ทั้ง3ยุคตั้งแต่ความเป็นอดัลท์คอนเทมโพลารีย์บัลลาดสไตล์ดิว่ายุค90เข้ากับการยืนพื้นแบบโอลด์สคูลมิดเทมโพพ็อพอารืแอนด์บีที่ได้ยินจาก The Emancipation Of Mimi ก่อนจะบหนักๆด้วยอิทธิพลของโซลฟูลอาร์แอนด์บีจัดจ้านจาก Butterfly ปิดท้ายได้อย่างเหนือชั้น เปนแทร็คที่ส่วนตัวเห็นว่ามีเมโลดี้ย์และฮุคที่บรรเจิดติดหูที่สุดจากบรรดาทั้งหมด เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับการตัดซิงเกิ้ลโปรโมตสู่ตลาดเมนท์สตรีมในอนาคต ปิดท้ายกับ I Want To Know What Love Is (4/5) ซิงเกิ้ลที่สองที่เะอคัฟเวอร์มาจาก Foreigner และหลอมขึ้นมาใหม่ในแบบฉบับอดัลท์คอนเทมโพลารีย์เมนท์สตรีมพ็อพอาร์แอนด์บีบัลลาดบนท่วงทำนองสแตนดาร์ดเพียโนเป็นแบ็คกราวนด์เพราะๆก่อนจะหยอดความเป็นโซลเข้าไปจากคอรัสกอสเพลสุดอลังการ ส่วนตัวฟังแล้วคิดถึงงานเมนท์สตรีมบัลลาดที่เพราะมากๆในช่วง Daydream คิดว่าแฟนเพลงบัลลาดของเธอช่วงยุค90ได้ฟังกันล่ะก็มีจุดพลุฉลองชัยแน่ๆ

สรุป

ส่วนตัวคิดว่าเป็นอัลบั้มที่ดีที่สุดของมารายห์ในช่วงทศวรรษนี้

อธิษฐานถึงนางฟ้า

เนื้อที่ส่วนนี้ขออุทิศให้แก่ผู้ที่เป็นแฟนคลับของมารายห์ได้อธิษฐานถึงความในมฃใจที่อยากจะบอกเธอนะคะ ตลอดจนแนสได้ไปเชิญบุคคลที่แม้ว่าจะไม่ได้เป็นแฟนคลับของมารายห์หากแต่เป็นแรงบันดาลใจของแนสให้มาร่วมกันบอกความในใจถึงมารายห์ในฐานะหนึ่งในเพื่อนร่วมแรงบันดาลใจด้วยกัน ที่นำมาลงเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเนื่องจากเวลาของแต่ละท่านอาจจะยังไม่เอื้ออำนวยและสะดวกที่จะตอบอีเมลล์ของแนสในตอนนี้ แต่จะเอามาทยอยลงเรื่อยๆนะคะ รวมมถึงขอขอบคุณทุกๆท่านมา ณ ที่นี้จากใจจริง ที่ช่วให้งานรีวิวธรรมดาๆชิ้นนี้มีอะไรที่มันพิเศษและอบอุ่นขึ้น


เครดิต

1. ในส่วนของแรงบันดาลใจขอขอบคุณบาทหลวงจรัลอดีตรองอธิการของโรงเรียนเซนต์ดอมินิกเมื่อ10กว่าปีที่แล้ว คุณพ่อเป็นหนึ่งในผู้ที่ชื่นชมมารายห์มากๆรวมถึงขอขอบคุณบทสนทนาทุกครั้งกับคุณป้าโดเรมี ณ โดเรมีสยามร้านซีดีที่เปรี้ยวที่สุดในประเทศไทย พี่ตี้ สุรจักร์ ชัยวรศิลป์ อดีต บ.ก. นิตยสาร POP ตลอดจนนิตยสารดนตรีสากลสุดฮิพอย่าง POP,Forwardmag,Alert,Hook และที่จำชื่อไม่ได้อีกสองสามเล่มที่เราๆรัก และที่สำคัญงานศิลปะของ Christian Develter จิตรกรเบลเยี่ยมสุดเซ็กซี่ ซึ่งงานของคุณคริสเตียนมีอิทธิพลในแง่ของอารมณ์ต่องานเขียนชุดนี้มากๆ

2. ขอบคุณคุณน้อง Popparazzi มากๆชั่วโมงกว่าๆที่ร่วมแชร์ความเห็นกันทางโทรศัพท์พี่ต้องบอกว่าน้องป็อปช่วยวางทิศทางของงานรีวิวชิ้นนี้ให้มันชัดเจนและง่ายขึ้นมากๆ

3.ขอขอบคุณน้องนิค จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แฟนตัวจริงของทาทา ยังที่มาช่วยขัดเกลาสำนวนภาษารวมถึงดึงศักยภาพทางงานเขียนของพี่ให้ออกมาสูงเกินกว่าระดับที่เคยทำได้ สมศักดิ์ศรั "เพชรยอดมงกุฏ" ภาษาไทยมากๆ น้องรัก

4. ในส่วนของ "จุดด้อย" ขอขอบคุณพี่แชมป์ ปริศร์ อติเรกานนท์ จาก Channel [V]และอดีตคอนทริบิวเตอร์และนักรีวิวของนิตยสาร POP รู้สึกดีใจมากๆที่งานของแนสครั้งนี้ได้เครดิตจากหน่งในนักเขียนที่เป็นแรงบันดาลใจ

ขอบคุณ Jonathan G. สาวกตัวจริงของมาดอนน่าและอาจารย์สอนภาษษอังกฤษรูปหล่อจาก British Council, Alexander M. นักศึกษา/กราฟฟิคดีไซน์เนอร์และช่างภาพอิสระ กลับมาเที่ยวไทยงวดนี้จะพาไปเลี้ยงข้าวนะจ๊ะ ขอบคุณน้อง Chinya Y. น้องรักที่ล่วงหน้าได้ดิบได้ดีกับงานโมเดลลอ่งไปก่อนหน้าคุณพี่แล้ว (เชอะ!) รวมถึงคุณพี่แก๊งค์นั้นอ่ะที่คุยกันที่สีลมอ่ะ คุยกันออกความเห็นสุดฤทธิ์เดชนักรีวิวลืมถามชื่อซะนี่ แต่ไม่คิดว่าจะเจอคนอ่านที่ติดตามงานเขียนที่สีลมนะคะที่สำคัญพวกตัวอ่านงานของดิฉันแบบรู้ลึกรู้จริงมากๆเชื่อว่าคงไม่ทิ้งงานรีวิวชิ้นน้กันแน่ๆและนี่คือเครดิตสำหรับพวกพี่นะคะ

สุดท้าย Katherine,Damien,Patrick และ Mario เห็นอย่างนี้แต่ขอบอกนะคะว่าเป็นหญิงซะสาม บุคคลที่กล่าวๆมาเหล่านี้นี่ไม่ได้เป็นสาวกของมารายห์แต่อย่างใดนะคะแต่พวกเะอสามารถบ่งบอกจุดด้อยของงานชิ้นนี้รวมถึงจุดด้อยของมารายห์ชนิดรัวไม่นับเม็ดเลือดสาดกันไปข้างแบบถ้าสาวกของดิว่าอีก2นางได้มาอ่านล่ะก็คงนั่งหัวเราะ หึหึหึ อีมารายห์มาอ่านแล้วคงเป็นลม

5. โปรดิวเซอร์ของานรีวิวชิ้นนี้ทั้งหลายซึ่งไฟท์นี้สีสันสูงมากเนื่องจากเป็นการพบปะกันของคนที่รักมารายห์ชนิดใครหน้าไหนแตะไม่ได้ยันคนที่เกลียดเจ๊หมีเข้าไส้เลยทีเดียวตั้งแต่ แฟร้งค์ แนวเสียง The Beatles และ Bee Gee / Pierre นายนี้ของแรงมากๆเพราะเป็นฮิปปี้ตัวหอมจากเบลารูซ (ทำไมคนเบลารูซชื่อ ปิแอร์ อ่ะ?) เขาบอกว่าเขาโปรดนตรีตั้งแต่อายุ13ด้วยการหล่อหลอมประสบการณ์และรากฐานชนิดเหนือมนุษย์ ฟังผิวเผินและเหมือนโม้แต่พอได้คุยกันแล้ว แหม มันรู้จริง/ Jayden D. อดีตนายแบบสังกัดชื่อดังย่านอโศกส่วนตัวขอมอบตำแหน่ง Executive Producerให้เนื่องจากเธอเป็นคนช่วยจัดแจงทุกสิ่งอย่างตั้งแต่การดาวน์โหลดงานนางมาลัยมาให้ฟังก่อนวางแผง แสดงความเห็นจิก กัด แขวะนางมาลัยแบบลอยๆตลอดการดำเนินงานตลอดจนจนถึงทำหน้าที่กลั่นกรองคำพูดอีปิแอรร์ออกมาให้เป็นภาษาที่เดี๊ยนเข้าใจได้ / Lacoste (นามแฝง) บีทบ็อกซ์เซอร์ แร็พเพอร์และบีบอยพรสวรรค์ทางดนตรีและการเอ็นเตอร์เทนเหนือมนุษย์มากๆอีกนาย จัดเป็นคนไทยที่มีความสามารถน่าจับตามอง รักฮิพฮอพ ดรัมส์แอนด์เบสส์ เร็กเก้และสกาเป็นชีวิตจริงใจแต่น่าแปลกใจที่นางมารายห์คือแรงบันดาลใจอันดับหนึ่ง เหอๆๆๆ ว่าแต่ทำไมต้องเอายี่ห้อนี้เป็นนามแฝงอ่ะ เสียชื่อเด็กฮิพหมดว่ะค่ะ / พี่เป้นักดนตรีฮาร์ดร็อค ดีใจที่พอพี่อ่านงานวิจารณ์ของดิฉันแล้วคุณพี่ก็ยินดีสละเวลาเพื่อมาร่วมแสดงความเห็นชนิดทันที อยากจะทำอะไรก็รีบๆทำซะนะคะพี่เดี๋ยวมาคาบไปแดกแล้วหนูกไม่รู้จะช่วยคุณพี่อย่างไร เคารพนะเนี่ยถึงเตือนขอเตือน/ สุดท้ายพี่โจ๊ะ วลาลักษณ์ฝ่ายบัญชีคนเก่งจาก Notebook DD จำได้ว่าเคยบอกว่าอยากเขียนงานรีวิวแบบแนสบ้าง งานนี้มาจากพี่ล้วนๆไม่ใช่แนส พี่เป็นนักรีวิวแล้วนะ รักพี่คนนี้มาก
สรุป (อีกที)
รีวิวครั้งนี้คอนทริบิวเตอร์เหลือเฟือมาก จนส่วนตัวคิดว่าน่าจะทำเป็นอัลบั้มเพลงมากกว่ารีวิวเพลง

วันศุกร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2552

Marvin Gaye : What's Going On : 100%


Marvin Gaye : What's Going On : 100%

รูปแบบเพลง

นอกจากพ็อพแล้วก็อย่างที่รู้กันนะคะว่าส่วนตัวส่วนตัวเป็นคนที่ชอบดนตรีแนว "เออร์บัน" หรือพวก "แบล็คมิวสิค" มากๆ คือรู้สึกว่าถึงแม้จะเป็นแนวที่เรียกได้ไม่เต็มปากนักว่าเข้าถึงได้ง่ายหากแต่ทุกครั้งที่ฟังผลงานจากศิลปินแนวๆนี้ก็จะสามารถสัมผัสได้ถึงสาส์นอันทรงพลังและความพิเศศทางความรู้สึกที่ศิลปินเหล่านั้นสื่อผ่านดนตรีออกมาซึ่งขอยอมรับว่าเป็นการเติมเต็มทางจิตวิญญาณและการต่อยอดทางแรงบันดาลใจสำหรับเดี๊ยนอย่างดีเยี่ยมทีเดียว ก่อนหน้านี้ก็ได้มีโอกาสรีวิวดิว่าจากสายแจ๊ซซ์ไปค่อนข้างพอสมควรทีเดียวรวมถึงงานอาร์แอนด์บีร่วมสมัยหลายงานตลอดจนแนวเออร์บันที่ไม่ค่อยโปรดปรานนักอย่างฮิพฮอพก็ได้มีเขียนไปแล้วบ้าง มาครั้งนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากคนอ่านท่านหนึ่งที่ส่งอีเมลล์มาว่า "อยากอ่านงานจากศิลปินโซลดีๆบ้าง " พูดถึงโซลทำให้คิดถึงยุคที่ดนตรีโซลและอาร์แอนด์บีรุ่งเรื่องมากๆอย่างสมัย60-70ซึ่งส่วนตัวไม่ค่อยติดตามงานของศิลปินยุคนั้นเท่าที่ควร แต่ถ้าจะให้หยิบงานที่พูดได้เต็มปากว่าเป็นหนึ่งในตัวแทนอันทรงเกียรติจากอุตสาหกรรมดนตรีในยุคนั้น ส่วนตัวขอยกให้ What's Going On จาก "มาร์วิน เกย์" หนึ่งในศิลปินแนวโซลและอาร์แอนดืบีที่ส่วนตัวเคารพมากที่สุดท่านหนึ่งได้รับตำแหน่งดังกล่าวไปเลยทีเดียว ด้วยความที่เนื้องานเป็นอะไรที่ควรค่าแก่การยกย่องให้เป็นหนึ่งในงานอัลบั้มที่ทรงอิทธิพลที่สุดและเป็นนิยามใหม่แห่งแวดวงดนตรีแบล็คมิวสิคในยุคนั้นทีเดียวกับงนดนตรีสมูธโซลที่ยืนพื้นบนความบริสุทธิ์ของโซลยุค60และคอนเทมโพลารีย์อาร์แอนด์บีแท้ๆผสานเข้ากับเอกลักษณ์เฉพาะตัวของมาร์วิน เกย์ที่ขนมาครบทั้งบลูส์ แจีซซ์ กอสเพลเคียงคู่ไปกับภาคเนื้อหาที่อุทิศแก่ดศกนาฏกรรมของสงครามเวียดนาม สถาบันทางสังคม การเมืองและเศรษฐกิจ ปัญหาความยากจน อุปสรรคและความอยุติธรรมที่พบพานในชีวิตตลอดจนความสำคัญของความรัก ศรัทธา อนาคตของมวลมนุษยชาติจวบจนการสนทนาทางจิตวิญญาณกับพระผู้เป็นเจ้าระบายลงสู่โลกของแผ่นเสียงได้อย่างเป็นรูปธรรม

จุดด้อย

ตามบรรทัดฐานของเดี๊ยนนี่คงต้องขอตัดออกไปเลยนะคะข้อนี้ เนื่องจากเห็นว่าเป็นหนึ่งในอัลบั้มโซลที่สมบูรณ์แบบที่สุดงานหนึ่งเท่าที่โลกนี้เคยมีมาเลยทีเดียวคือทรงพลังทั้งในด้านดนตรีและเนื้อหารวมถึงไม่ได้เป็นงานโซลที่ฟังยากเกินไปด้วย ดิบมั้ย? "ดิบค่ะ" แต่ละเมียดละไมและไม่ได้ดิบหม่นจนหดหู่ฟังยากคิดว่างานที่คอดนตรีทุกระดับสามารถฟังได้เลยทีเดียว แต่จะชอบมั้ยนี่ขึ้นอยู่กับรสนิยม

แทร็คเด็ด

ขอเริ่มต้นกับแทร็คที่รุ้สึกกินใจเป็นการส่วนตัวกับ Wholy Holy (5) กับสาส์นอันทรงพลังที่กล่าวถึงความงดงามของ "ความรัก" ในฐานะกลไกสำคัญที่สุดที่จะเยียวยาโลกและขับเคลื่อนอนาคตของมวยมนุษยชาติให้เดินไปบนย่างก้าวที่แข็งแกร่งตลฃอดจนตระหนักถึง "ศรัทธาทางจิตวิญญาณ", "ความกตัญญู" และ "การระลึกถึงพระนามอันศักดิ์สิทธิ์" ของพระเยซูคริสต์ ผ่านความงดงามของดนตรีบลูส์โซลอาร์แอนด์บีผสานสมูธแจ๊ซซ์และกอสเพลที่ได้พัฒนาขึ้นมาเป้นไควเอทสตอร์มและโซลฟูลอาร์แอนด์บีในเวลาต่อมา ต่อด้วย What's Happening Brother (4.5/5) ที่อุทิศแก่แฟรงค์กี้ย์น้องชายแท้ๆกับบาดแผลทางวิญญาณที่ถูกกรีดลึกโดยโศกนาฏกรรมจากสงครามเวียดนามรวมถึงฝันร้ายจากการไคว่ขว้าและโหยหาความบริสุทธิ์และความรู้สึกที่าสวยงามที่โลกเคยมอบให้ในอดีต ในขณะที่ Save The Children (5) ก็สามารถสลัดความหมองหม่นมาสู่ความขลังและน่าประทับใจของการนำเสนอที่เปรียบเสมือนบทสวดขอพรสวยๆเพื่ออุทิศแก่มวลมนุษยชาติ ความสวยงามของโลก อนาคตที่รุ่งโรจน์และที่สำคัญศรัทธาและความรักที่ไม่มีวันแตกดับ

Mercy Mercy Me (The Ecology) (5) ที่มาพร้อมกับความละเมียดละไมน่าประทับใจในแบบฉบับพ็อพโซลอาร์แอนดืบีติดกอสเพลที่ฉายถึงความสวยงามทางเมโลดี้ย์และเสน่ห์จากอิทธิพลของดนตรีโซลแบบโมทาวน์แท้ๆที่หลอมเข้สู่ตัวเพลงได้อย่างน่าประทับใจ ไพเราะและหรูหราสุดๆ มาที่ไทเทิ่ลแทร็คอย่าง What's Going On (5) ที่เปรียบเสมือนกระจกที่สะท้อนถึงความเป้นไปอันน่าเสร้ารวมถึงการตั้งคำถามกับวิกฤตกาณ์ของโลกได้อย่างเชือดเฉือนชวนขบคิด ตัวเพลงเป็นสมูธโซลที่เสริมทัพด้วยความสวยงามของดนตรีคอนเทมโพลารีย์อาร์แอนดืบีผสานแจ๊ซซ์ บลูส์และเมนท์สตรีมพ็อพตลอดจนเครือ่งดนตรีและการอิมโพรไวส์สดๆแบบบีบ็อพช่วงยุค40ได้อย่างลงตัว ฟังแล้วไม่แปลกใจว่าทำไมเพลงนี้ถึงเป็นหนึ่งในแทร็คที่ทรงพลังและคลาสสิคที่สุดตลอดกาลเท่าที่โลกเคยมีมา ปิดท้ายด้วย Inner City Blue Make Me Wanna Holler (4.5/5) บลูส์โซลอารืแอนด์บีเข้มๆผสานฟั้งค์ ไซคลีเดลิกโซลและไลท์แจ๊ซซ์สไตล์เจมส์ บราวน์ก่อนที่ต่อยอดไปสู่เพียโนกอสเพลสุดอลังการ กับภาคเนื้อหาที่เสียดสีเศรษฐกิจ ความน่าเศร้าของกับดักความยากจน ความหนาวเหน็บอ้างว้างของสังคมตลอดจนความอยุตอชิธรรมทางการเมือง ปิดงานได้สวยและเริ่ดมากๆ

สรุป

นอกจากจะเป็นอัลบั้มแรกที่ยกระดับและแสดงให้เห็นการนำเสนอในทิศทางที่แปลกใหม่จากแวดวงอุตสาหกรรมดนตรีโซลแล้ว What's Going On ยังคงเป็นงานที่เปรียบเสมือนกระจกที่สะท้อนความเป็นจริงและย่างก้าวอันน่าเศร้าหลายสิ่งหลายอย่างของมวลมนุษย์และโลกได้อย่างเป็นรูปธรรม เป้นสัจธรรมและข้อเท็จจริงอันทรงพลังในอดีตที่ยังคงความทรงพลังจวบจนวินาทีปัจจุบัน

วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2552

Fischerspooner : #1 : 95%



Fischerspooner : #1 : 95%

รูปแบบเพลง

แม้ว่าช่วงนึง "อิเล็คโทรแคลช" จะเป็นวัฒนธรรมที่ฮิตไปทั่วหัวระแหงชนิดบ้าระห่ำถึงขีดสุดจนไม่รู้ทุกวันนี้แม่งจะเลิกฮิตแล้วย้อนกลับไปฮิตใหม่อีกกี่รอบแล้วก็ตามแต่ส่วนตัวเดียนไม่เคยตื่นตาตื่นใจอะไรไปกับปรากฏการณ์ของดนตรีแนวนี้เลยซึ่งผิดวิสัยตัวเองเป็นอย่างยิ่งเนื่องจากส่วนตัวเป็นคนที่พยายามจะผูกมิตรกับดนตรีทุกประเภทที่มันอินเทรนด์และเป็นแฟชั่นกระหึ่มของแต่ละสมัย จนวันหนึ่งสรรพคุณของ Fischerspooner ที่เกิดจากการผนึกกำลังกันของวอร์เรน ฟิชเชอร์และเคซี่ย์ สพูนเนอร์สองคู่หูจากมหานครนิวยอร์คได้ลอยเข้ามากระหน่ำหูเดี๊ยนอย่างบ้าคลั่ง "วงนี้แนวอย่างนั้น เจ๋งมากอย่างนี้ ทำเพลงล้ำโคตรบ้างล่ะ หนักเข้าก็ต้องฟังก่อนมึงตายห่าบ้างล่ะ (ไปยาลใหญ่)" วู๊ยยยยย! โคตรแม่งมันจะล้ำขนาดไหนวะคะเนี่ย? พอหยิบงานของพวกเขามาฟังแล้วเห็นว่าเสียงลือเสียงเล่าอ้างถ้าจะจริงด้วยความที่ภาคดนตรีเป็นอิเล็คโทรแคลชเท่หืๆล้ำจัดผสานเข้ากับอิเล็คโทรพ็อพสุดเข้มข้น อินดี้เปรี้ยวๆและเทคโนแปลกๆที่ผสานกันออกมาได้ต่างจากซาวนด์ของมนุษย์ธรรมดาสามัญทั่วไป หากแต่เปรี้ยวโคตร งานอัลบั้มดังกล่าวคือ # 1 ที่ดิฉันกำลังเขียนถึงอยู่นั่นแหละ

จุดด้อย

ก่อนอื่นต้องขอชมในวิสัยทัศน์การทำดนตรีนะคะที่หยอดกันออกมาได้เก๋ไก๋ป่วงสะใจไม่ธรรมดาสามัญเหมือนชาวบ้านเขา ศิลปินที่น่ารักและเพี้ยนๆระดับน้หากแต่ทำเพลงออกมาได้เข้าถึงไม่ยากมากมายแบบ2หน่อนี่หาบนโลกนี้ได้ไม่เยอะนะคะ (ดูอย่างเจ๊บีเยิร์คสิคะเก๋ซะจนอยากจะถามว่าป้าตั้งใจจะทำเพลงออกมาให้สิ่งที่เขาเรียกว่า "คน" ฟังจริงๆเหรอเจ้าคะนั่น) สำหรับเนื้องานล้ำดีค่ะแต่ติดตรงที่บางส่วนออกจะรกหู ซับซ้อนและพิสดารชวนเครียดไปนิดถ้ามาเจอคนฟังที่ภูมิทางดนตรีไม่แข็งแกร่งพอล่ะก็ เหอๆๆๆๆ

แทร็คเด็ด

เปิดศักราชกันได้ป่วงสะใจและแยงประสาทมากๆกับ Invisible (5) แทร็คเปิดอัลบั้มที่ฟังครั้งแรกแล้วส่วนตัวถึงกับอึ้งด้วยความที่ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ยืนพื้นที่ความเป็นอิเล็คโทรนิคแดนซ์จัดจ้านก่อนจะปล่อยให้ซาวนด์ต่างๆทำสงครามชนทัพกันอย่างอิสระตั้งแต่เบรคบีท ดิสโก้ เทคโน ฟั้งค์ เฮ้าส์ ร็อคก่อนจะไต่ระดับไปสู่อินดี้พั้งค์ติดโลไฟแถมด้วยซาวนด์ประหลาดล้ำแบบเกมส์ Arcade ก็มา วู๊ยยยยยยย ธาตุแตก สิริรวมแล้วสรุปว่าเป็นอิเล็คโทรแคลชเก๋ๆที่ขนมาครบทั้งความบ้า ป่วง สวย เท่ห์ อัจฉริยะหลากบุคลิกครบเครื่องในหนึ่งเดียว แม้ว่าความเก๋จะไม่เท่าแต่ Emerge (4.5/5) ได้ใจเดี๊ยนไปเต็มด้วยลูกเล่นที่ลงตัวกว่า ซาวนด์เพลงยังคงยืนพื้นที่ความเป็นอิเล็คโทรแคลชผสานแดนซ์-พั้งค์ ร็อค เทคโน อินดี้ เบรคบีท โลไฟตลอดจนอิเล็คโทรนิคจัดๆก่อนจะตบความเป็นพ็อพอ่อนๆ (อ่อนมากๆ) เข้าไปคุมทิศทางได้อย่างลงตัว สติแตกและฉูดฉาดมากๆ มาที่ Tone Poem (4/5) ที่ฟังปุ๊ปแล้วรู้เลยว่า You Are What You Are (Beautiful) ในงานรวมฮิตของคุณคริสทิน่า อากิเลร่าได้รับแรงบันดาลใจมาจากไหน โครงสร้างดนตรีไม่หนีกันมากหากแต่เป็นอิเล็คโทรพ็อพี่เข้มข้นกว่ามากๆในระกดับที่เหนือกว่าอีติ๊หลายช่วงตัวอยู่ก่อนจะใส่ความเปนแทรนซ์หลอนๆสวยจัดเข้ากับแอมเบี้ยนท์เยือกเย็นบาดจิตวิญญาณและดีพเฮ้าส์เทคโนลอยละล่องลงไปไเด้อย่างกลมกล่อม ตะลุยอวกาศมากๆ

ถ้าถามว่าชอบแทร็คไหนที่สุดในงานชุดนี้ดิฉันคงตอบว่าชอบ The 15 TH (5) ที่แม้ว่าพวกคุณเะอจะไปคัฟเวอร์ชาวบ้านเขามาแต่ก็เอามาปัดฝุ่นและบีบวิญญาณของ Fischerspooner เข้าไปได้อย่างสวยจัดตัวเพลงมองผิวเผินเป็นดาวน์เทมโพอิเล็คโทรพ็อพเรียบๆหากแต่ลอยละล่องฟู่ฟ่าในแบบฉบับอิเล็คโทรแกลมติดบัลลาดทั้งบีท โพรแกรมมิ่ง ซินธิไซเวอร์ วิ่งว่อนกันนุกสนานไม่ได้พักก่อนจะตบด้วยความเป็นดีพเฮ้าส์เทคโนจัดๆแบบคุณโมบี้ย์ สง่างามและเก๋ไก๋เสียจนแถบจะนิยามได้ว่าสร้างเทพนิยายบนซาวนดอิเล็คโทรนิคเลยทีเดียว ปิดท้ายด้วย Natural Disaster (4.5/5) ที่กลับสู่วัฒนธรรมของความเป็นอิเล็คโทรแคลชเท่ห์ๆที่หนักหน่วงบนความเป็นพั้งค์ ฟั้งค์ แดนซ์ ร็อค ซินธิ์-พ็อพและอิเล็คโทรนิคที่ผสมกลมกลืนกันได้อย่างมีมิติและทรงพลังสุดๆ

สรุป

หนึ่งในอัลบั้มที่ส่วนตัวคิดว่าเต็มไปด้วยพลังสร้างสรรค์แห่งวิสัยทัศน์ทางดนตรีอันเปรี้ยวล้ำแปลกใหม่ เป็นหนึ่งในงานที่ส่วนตัวคิดว่ามีสีสันฉูดฉาดที่สุดครบเครื่องทั้งความบ้าระห่ำ เกรี้ยวกราดและไพเราะนุ่มละมุน นอกจากนี้ยังเปี่ยมไปด้วยการระบายความเก่ของศิลปะและแฟชั่นเข้าสู่นิยามดนตรีแห่งยุคอนาตได้อย่างน่าคารวะ ต้องฟังก่อนมึงตายอย่างที่เขาว่าจริงๆนั่นแหละ หึหึหึหึ

วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2552

Britney Spears : Britney : 68%



Britney Spears : Britney : 72%


หลายวันก่อนนี้ได้โอกาสไปเปิดกล่องเก็บเทปคลาสเซ็ทเก่าๆดูโน่นดูนี้ซึ่งมันก็เป็นความรู้สึกที่มีความสุขอย่างบอกไม่ถูกนะคะที่ได้เห็นอัลบั้มหลายอัลบั้มที่เราเคยชอบและฟังบ่อยมากๆมันทำให้หวนคิดถึงตอนสมัยเด็กๆที่เดินใส่แว่นหนาเตอะกระเตงกระเป๋าใบเท่าตู้ไปรษณีย์ไปถอยเทป7-8ม้วนทุกๆวันศุกร์ เป็นหนึ่งในความทรงจำและวันเวลาดีๆที่แอบนั่งคิดถึงตลอดหลายวันต่อหนึ่งสัปดาห์ ส่วนตัวก็ขอแบ่งปันหนึ่งในวันเวลาดีๆเหล่านั้นกับอัลบั้มชุดที่สามของบริทนีย์ สเปียรส์ " Britney " ซึ่งต้องบอกตามตรงว่าวันที่อัลบั้มนี้วางแผงคือหนึ่งในวันที่ดีใจที่สุดในฐานะที่เป็นที่สุดแห่งอัลบั้มที่เดี๊ยนรอคอยในปีนั้นเลยทีเดียวจำได้ตั้งแต่วินาทีแรกจวบจนสุดท้ายที่ฟังอัลบั้มชุดนี้จบว่า "มันเป็นความสุขเล็กๆน้อยๆที่เติมเต็มแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ให้เด็กคนหนึ่งอย่างบอกไม่ถูก" ส่วนตัวดีใจมากที่วันน้ได้มีโอกาสที่จะเขียนถึงรีวิวชุดนี้และอุทิศความตั้งใจทั้งหมดเท่าที่จะทำได้ให้แก่วันเวลาดีๆวันน้น ความสุขเล็กๆน้อยๆที่ยังคงสดใหม่ในความรู้สึกเหนือสิ่งอื่นใเดขออุทิศให้แก่เจ้าหญิงแห่งเพลงพ็อพ "บริทนีย์ สเปียรส์" ในฐานะอดีตแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่และไอค่อนที่เคยรักและเคารพมากๆแม้ว่าเส่นทางและรสนิยมทางดนตรีของอดีตแฟนเพลงคนนี้จะถอยห่างออกจากเธอชนิดที่ทาบกันไม่มีทางติดอีกต่อไปแต่ดีใจความรู้สึกดีๆและศรัทธาที่เคยมีมันกลับมาและเชื่อว่าจะมีมอบให้เธอคนนี้ตลอดไป


รูปแบบเพลง


ภาคดนตรีในงานชุดนี้สำหรับเดี๊ยนเปรียบเสมือนภาคต่ออันเป็นย่างก้าวที่พัฒนาขึ้นมาจาก Baby One More Time และ Oops! I Did It Again โดยภาพรวมของการนำเสนอดนตรียังเป็นพ็อพสไตล์ทีนดิว่าช่วงยุคมิลเลเนียมหรือจะว่าไปน่าจะเรียกว่าพ็อพสไตล์บริทนีย์ซึ่งเป็นที่นิยมไปทั่วโลกน่าจะดีกว่า ส่วนตัวคิดว่าการนำเสนอตัวเพลงมีความโดเด่นแบบชัดๆเลยบนความเป็นพ็อพเต้นรำที่ขยับเข้าสู่ความเป็นคลับแดนซ์ขึ้นสูงมากๆแม้ว่าจะเป็นเพียงแค่สองแทร็ครวมถึงภาพรวมส่วนใหญ่จะถูกนำเสนอบนความเป็นบับเบิ้ลกัมพ็อพและทีนพ็อพสูงโด่งเช่นเดิมก็ตามหากแต่ก็เป็นแค่สองแทร็คที่แรงจัดและแรงพอที่จะส่งอิทธิพลควบคุมทิศทางของตัวงานทั้งหมดรวมถึงภาพลักษณ์ของศิลปินได้ค่อนข้างทรงพลังทีเดียว (คือบริทนีย์ดูเปลี่ยนไปพอสมควรทีเดียว) ก่อนจะไต่ระดับไปสู่บัลลาด โอลด์สคูล พ็อพร็อค ฟั้งค์ ดิสโก้รวมถึงอิทธิพลของความเป็นเออร์บันซึ่งเข้ามามิบทบาทมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นับว่าเป็นงานเรียกน้ำย่อยก่อนที่จะได้ไปพบกับบริทนีย์ภาคพัฒนาแล้วที่ขยับเข้าสู่ภาพลักษณ์และการนำเสนอดนตรีในแบบเซ็กส์ซิมโบลตัวแม่แห่งทศวรรษกับภาคดนตรีที่ดำขึ้นถึงขั้นฮิพฮอพและโซลรวมถึงสรรพสำเนียงดาร์คอัลเทอเนทีฟแบบอิเล็คโทรโรโบติคซาวนด์ชืดๆแต่เปรี้ยวและเทคโนเก๋ๆในงานหลังจากนี้ที่จะทำให้คุณ เอ่อ ตะลึง

จุดด้อย

จะว่าไปก็ต้องนับว่างานชุดนี้เป็นอัลบั้มพ็อพที่นำเสนอเนื้องานออกมาได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียวนะคะทั้งในแง่ของการนำสเนอภาคดนตรีที่มีเสน่ห์สมกับนิยามของดนตรีพ็อพ (ซึ่งพ็อพมันก็ต้องแบบนี้ล่ะนะคะ) รวมถึงการระบายทุกมุมของความเป็นบริทนีย์ทั้งตัวตน ชื่อเสียง ภาพลักษณื สไตล์ลงสู่ตัวงานและสะท้อนหลายสิ่งที่เป็นเธอออกมาได้ดีเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามส่วนตัวคิดว่ามันเป็นไปแบบกั๊กๆครึ่งๆกลางๆคือบทที่จะแรงก็ล่อซะขนหัวลุกเหมือนกันแต่ส่วนมากของอัลบั้มสัมผัสได้ว่าเธอยังห่วงหน้าพะวงหลังอาลัยอาวรณ์กับสูตรสำเร็จ ภาพลักษณืและฐานแฟนเดิมๆจนไม่กล้าสลัดไปสู่สิ่งใหม่อย่างเต็มตัว ฟังๆไปก็ตลกดีเหมือนกันคะฉาบภาพลักษณ์ซะเซ็กซี่เชียวแต่เพลงส่วนใหญ่ในอัลบั้มก็ยังใสกิ๊งอยู่มากจะว่าไปเอาจริงๆแล้วแทร็คที่ส่วนตัวคิดว่าแรงจนพ้นระดับอดัลท์คอนเทมโพลารีย์มีอยู่แค่3แทร็คด้วยซ้ำ (I'm A Slave 4 U,BoysและI Love Rock'N'Roll) อย่างไรก็ตามส่วนตัวชอบการแสดงออกทางพัฒนาการทางวัยวุฒิที่ค้นหาความเป็นตัวเองไปพร้อมๆกับการเติบโตทางดนตรีไปเคียงคู่กันฟังแล้วรู้สึกว่าเธอเป็นธรรมชาติและให้เวลากับแฟนๆที่จะปรับตัวและก้าวเติบโตไปพร้อมๆกันได้ดี อย่างน้อยก้ไม่ได้เปิดศักราชชนิดบ้าระห่ำจนแฟนๆมึนแบบคริสทิน่า อากิเลร่าของเดี๊ยนอ่ะนะคะ

อีกประเด็นคิดว่างานชุดนี้มันมีกรอบบางอย่างที่จำกัดตัวมันเองอยู่ หนึ่งในนั้นคือถูกจำกัดอย่างน่าเศร้าด้วย "ความเป็นงานของบริทนีย์" ปฏิเสธกันไม่ได้หรอกนะคะว่าชื่อของบริทนีย์นี่ขายได้กว้างและทั่วทุกมุมโลกจริงแต่ในมุมมองของคนที่มาตรฐานทางดนตรีสูงมากๆบางท่านรวมถึงพวกพัฒนาการทางดนตรีทะลึ่งพรวดพราดหนักขึ้นเรื่อยๆเมื่อหันกลับไปย้อนมองงานชุดนี้คงจะถามตัวเองว่า "มันมีดีอะไรนักหนา" โชคดีที่ส่วนตัวเป็นแฟนเพลงบริทนีย์มาก่อนเลยตอบได้อย่างภูมิอกภูมิใจว่ามีดีในแง่ของการเป็นตัวแทนวัฒนธรรมของการทำดนตรีสไตล์ทีนพ็อพยุค2000ได้อย่างโดดเด่นที่สุด แต่แหมถ้าคุยกันตรงๆโดยไม่สนใจชื่อเสียงคับโลกและยอดขายมหาศาลแล้วมันก็ปฏิเสธไม่ได้จริงๆเนอะว่าเป็นงานดนตรีที่ขายตัวงานล้วนๆด้วยภาพลักษณ์และบารมีของศิลปิน แต่ไปคิดกันดีๆนะคะว่าในอุตสาหกรรมเพลงพ็อพน่ะมีแค่ "บริทนีย์คนเดียวเหรอที่เข้าข่ายนี้?" มากมายก่ายกองค่ะ เพียงแต่บริทนีย์ดังกว่าพวกนั้นไงคะเลยโดนด่ามากกว่า ทุกสิ่งทุกอย่างจะถูกโฟกัสไปที่คนเด่นที่สุดเสมอแม่บริทเลยซวยไป หึหึหึ
แทร็คเด็ด

เริ่มที่ซิงเกิ้ลเปิดตัวอย่าง I'm A Slave 4 U (4/5) ที่เก๋ด้วยการฉีกการนำเสนอเดิมๆให้แตกต่างออกไปจากการเปิดตัวเมื่อ2อัลบั้มที่แล้วได้อย่างชัดเจนด้วยการระบายภาพลักษณ์สุดแสนเซ็กซี่และร้อนแรงขึ้นอีกหลายองศาลงสู่ดนตรีพ็อพเต้นรำที่ถูกพัฒนาความแรงขึ้นจนเข้าสู่ระดับคลับแดนซ์ผสานอาร์แอนด์บีซึ่งไปได้ดีกับการถ่ายทอดแบบร้องกึ่งแร็พกึ่งกระซิลกระเส่าฟังแล้วนึกถึงเจเน็ตกับมาดอนน่าอยู่เหมือน อย่างไรก็ตามนับว่าเป็นการพัฒนาจากเจ้าหญิงวัยใสสู่ความเป็นเซ็กส์ซิมโบลคนใหม่แห่งยุคได้อย่างมีชั้นเชิงน่าดูชมทีเดียว ตามมาติดๆกับ Overprotected (2.5/5) ซิงเกิ้ลถัดไปที่คืนสู่ความเป็นสามัญเอาใจฐานแฟนเพลงเดิมเต็มที่ด้วยพ็อพบับเบิ้ลกัมยุคโลกาภิวัฒน์ที่ผสานจังหวะสนุกๆของวาวนด์เต้นรำและอาร์แอนด์บี พ็อพตามแบบฉบับทีนดิว่าแม้ฟังดูแล้วอาจจะเหมือนไม่มีอะไรใหม่แต่ส่วนตัวคิดว่าน่าภูมิในทีเดียวที่เธอสามารถนิยาม "เพลงพ็อพฉบับบริทนีย์ สเปียรส์" ซึ่งเพลงแบบนี้แหละเป็นพ็อพสไตล์เฉพาะตัวของเธอคนนี้จริองๆที่ส่งอิทธิพลยิ่งใหญ่สู่วัฒนธรรมการทำดนตรีของศิลปินทีนพ็อพทั่วโลกจวบจนปัจจุบัน แทร็คถัดไป Anticipating (4/5) เป็นโอลด์สคูลทีนพ็อพบับเบิ้ลกัมใสๆน่ารักๆที่แฝงรสชาติของฟั้งค์กี้ย์และยูโรดิสดก้90แบบอ่นๆได้อย่างลงตัว เป็นแทร็คที่เป็นตัวแทนมุมใสๆของบริทนีย์ที่เธอสื่ออมาได้อย่างเหนือชั้นทุกครั้ง มาที่2แทร็คจากภาพยนร์ Cross Road อย่าง I'm Not A Girl,Not Yet a Woman (4/5)และ I Love Rock'N'Roll (3/5) โดยแทร็คแรกเป็นอดัลท์คอนเทมโพลารีย์เมนท์สตรีมพ็อพบัลลาดสูตรสำเร็จที่เรียบง่ายแต่ไพเราะทรงพลังเหนือชั้นเคียงคู่ไปกับภาคเนื้อหาที่บรรจงแต่งออกมาได้อย่างลุ่มลึกจากปลายปากกาของไดโด้ที่ว่าด้วยเรื่องของการยอมรับสถานภาพทางวัยวุฒิในปัจจุบันของตนในขณะเดียวกันก็ไม่ลืมที่จะแสวงหาความเริ่มต้นทางจิตวิญญาณและการลิขิตหนทางชีวิตในฉบับที่ใจตนต้องการ ส่วนตัวประทับใจที่บริทนีย์สามารถนำภาพลักษณ์ความเป็นต้นแบบของวัยรุ่นในยุคนั้นมาถ่ายทอดลงสู่ตัวเพลงได้อย่างหนือชั้นทีเดียว สำหรับแทร็คหลังเป็นพ็อพร็อคที่คัฟเวอร์มาจากแทร็คอมตะของราชินีพั้งค์ร็อคอย่างป้าโจน เจ็ทท์นับว่าเป็นการระเบิดความเกรี้ยวกราดและทัศนคติที่ขบฏขึ้นอีกระดับจากเธอได้อย่างดี

สำหรับแทร็คที่แรงที่สุดในงานชุดนี้ขอยกให้ Boys (4.5/5) ซึ่งเป็นตัวแทนที่ดีที่สุดที่สะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการและชั้นเชิงทางดนตรีที่ที่มีสูงขึ้นจากที่เคยได้ยินหลายระดับ ตัวเพลงเป็นเออร์บันพ็อพเต้นรำที่ผสานความเป็นคลับแดนซ์มฟั้งค์มดิสโก้และอาร์แอนด์บีฮิพฮอได้อย่างลงตัว ส่วนตัวเห็นว่าเป็นหนึ่งในแทร็คเต้นรำที่เซ็กซี่และสมบูรณืแบบตลอดกาลจากบริทนีย์ ในขณะที่ That's Where You Take Me (5) เป็นแทร็คที่ฟังครั้งแรกแล้วมันคลิ๊กกับจิตวิญญาณของเดี๊ยนเลยทีเดียวด้วยภาคเนื้อหาและสาส์นอันทรงพลังหลายสิ่งหลายอย่างที่บริทนีย์สื่อออกมา ส่วนตัวภูมิใจกับภาคดนตรีมากๆเพราะสุดๆตัวเพลงเป็นมิดเทมโพทีนพ็อพ อาร์แอนด์บีบัลลาดเมโลดี้ย์สวยหวานบรรเจิดที่ผสานความเป็นคอนเทมโพลารีย์เข้ากับเสียงสังเคราะห์หลอนๆลอยละล่องแบบแอมเบี้ยนท์ได้อย่างลงตัวทีเดียว ไม่รู้จะพิมพ์ว่าอะไรดีเอาเป็นว่าเป็นส่วนตัวเป็นเพลงรักจากบริทนีย์ที่บริสุทธิ์และวาทะศิลป์สวยงามที่สุดเท่าที่เคยฟังมา เป็นหนึ่งในเพลงท่ชอบที่สุดของบริทนีย์เลยทีเดียว

สรุป

งานอัลบั้มเพลงพ็อพที่เป็นตัวแทนซึ่งสะท้อนนิยามของทีนพ็อพช่วงยุคโลกาภิวัฒน์รวมถึงวินาทีอันรุ่งโรจน์ของเจ้าหญิงแห่งเพลงพ็อพท่านนี้ได้อย่างทรงพลังที่สุดตลอดกาล ไม่ได้ทรงคุณภาพจนถึงที่สุดหากแต่ยิ่งใหญ่ในฐานะเป็นต้นแบบและตัวแทนแห่งวัฒนธรรมของวัยรุ่นช่วงต้นยุค2000ตลอดกาล

วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2552

Whitney Houston : I Look To You : 62%



Whitney Houston : I Look To You : 62%

รูปแบบเพลง

ก่อนอื่นคงต้องขอสารภาพนะคะว่าตัวเดี๊ยนเองไม่ได้เป็นแม้กระทั่งแฟนเพลงขาจรของป้าวิทด้วยความที่สไตล์ส่วนตัวมันจูนกับเธอไม่ค่อยเข้าคือเพลงก็ป้าก็มีฟังบ้างอ่ะค่ะแบบจับทิศทางให้รู้ว่า เออ เพลงวิทนีย์เป็นแบบนี้นะในฐานะที่เป็นนักรีวิวจะไม่ทำความรู้จักกับตำนานระดับนี้เลยก็กระไรอยู่ อย่างไรก็ตามไม่น่าเชื่อนะคะว่าป้าจะเป็นศิลปินคนแรกที่เติมแรงบันดาลใจให้อยากรีวิวงานเพลงในปี2009บ้าง เพราะที่ผ่านมาช่วง2เดือนกว่าๆนี้ขุดแต่งานที่เก่าลงไปซักปีนึงเป็นอย่างต่ำจวบจนนับถอยหลังไปร่วม3ทศวรรษมารีวิวซึค่งก็แอบประหลาดใจพอสมควรเพราะไม่เคยมาก่อนที่อยากจะฟังและรีวิวงานของวิทนีย์ ฮุสทันขนาดนี้ สำหรับงานที่หยิบมารีวิวเป็นสตูดิโออัลบั้มล่าสุดของป้า (ถ้านับไม่ผิดน่าจะเป็นงานชุดที่7) ที่กำลังจะวางแผงช่วงปลายเดือนนี้นะคะ โดยภาพรวมยังเป็นงานพ็อพอาร์แอนด์บีที่ส่วนตัวแล้วเดี๊ยนรู้สึกว่าทิศทางค่อนข้างจะเน้นหนักไปที่ส่วนของ "อาร์แอนด์บี" ซึ่งใส่มาให้ฟังกันหลายระดับมากตั้งแต่อาร์แอนด์บีพ็อพผสานจังหวะเต้นรำแบบโอลด์สคูลไปยันรสชาติของมิดเทมโพ โซลฟูลอาร์แอนด์บีตลอดจนคอนเทมโพลารีย์ชั้นสูงที่ผสานทั้งโซล ฟั้งค์และแจ๊ซซ์เนียนๆเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัวก่อนจะบีบพ็อพเข้าไปเติมเสริมทัพอีกเกือบครึ่งถ้วยที่ขนมาทั้งลูกเล่นของแดนซ์-พ็อพกระชากวัย ดิสโก้ย้อนยุคสุดหรูหรา เทคโนอ่อนๆ (ต๊ายยย ขอเรอค่ะวิทนีย์ทำเทคโนหึหึหึ)ตลอดจนเมนท์สรีมบัลลาดแบบสแตนดาร์ดพ็อพที่คุ้นเคยกันดี วู๊ยยย! ไม่สงสัยเลยว่าทำไมมันถึงคันอยากจะรีวิวนัก หึหึหึ

จุดด้อย

มันเป็นงานที่มีจุดเด่นอยู่บนแค่ "ความเป็นงานของวิทนีย์ ฮุสทัน" เท่านั้นน่ะสิคะ คือพูดจากมุมมองส่วนตัวคิดว่าเนื้องานอ่ะเรื่อยๆนะเข้าขั้นโอเคแต่พอมาปะมวยกับศิลปินชั่วโมงบินสูงเสียดฟ้าอย่างป้าวิทแล้วคิดว่าพลังหลายอย่างในตัวงานที่เคยสัมผัสมาก่อนหน้านี้มันดร็อปลงเยอะมากๆจนน่าตกใจเลยทีเดียว แม้ว่าในส่วนของเอกภาพกับความละเมียดละไมจะเจียระไนออกมาได้อย่างเนียนเป็นเนื้อเดียวกันแต่โชคร้ายนะคะที่มันดันเนียนซะจนกลายเป็นเนิบนาบ แกนและธรรมดาจนขาดจุดเด่นฟังแล้วก็เหนือยกับการนั่งลุ้นว่า "จะเจอซักแทร็คที่มันเปรี้ยงโดนใจออกมาบ้างมั้ยนั่น" อย่าไรก็ตามขอชมนะคะว่าถึงแม้งานจะออกมาเนิบมากๆแต่ส่วนใหญ่แล้วยังรักษาคุณภาพให้ไม่มีตกไปจากมาตรฐานได้อย่างน่ายกย่อง

อีกจุดหนึ่งที่สัมผัสได้จากงานชุดนี้คือ "ความไม่เป็นธรรมชาติ" ส่วนตัวฟังแล้วก็ขำที่ป้าสามารถสื่อถึงความเกร็งและลุ้นแถบขาดใจกับงานชุดนี้ออกมาได้อย่างเป็นรูปธรรมที่สุดในประวัติศาสตร์ดนตรีเท่าที่ฟังมาเลยทีเดียว หลายสิ่งหลายอย่างที่ผ่านมาก่อนหน้านี้มันเป็นบทเรียนที่เดี๊ยนคาดว่ายังคงหลอนแยงประสาทเจ้าป้าเข้าจนมีผลกับการทำงานเพลงที่ป้าและโปรดิวซ์เซอร์รัดเข็มขัดกันแน่นเสียจนเบ้าตาแถบหลุดภาพรวมมันเลยออมา "หนืด" ซะขนาดนี้ เทียบกับ Just Whitney แล้วส่วนตัวเดี๊ยนออกจะประทับใจงานชุดนั้นมากว่าด้วยการบรรเลงกันอย่างสบายๆไม่ประดิดประดอยปรุงแต่งให้มากความชนิดที่ทำงานกันแบบยึด2คอนเส็ปท์คือ " ช่างหัวแม่ง+นี่แหละกู" ซึ่งมันสะท้อนด้านที่ชวนประทับใจออกมาได้มากกว่าสำหรับเดี๊ยน แต่จะว่าไปเทียบกันขนาดนั้นคงจะไม่ยุติธรรมกับงานชุดนี้เนื่องจาก Just Whitney จัดว่าเป็นงานที่ค่อนข้างมีความเป็นพ็อพสูงโด่งบวกกับทำเพลงกันชนิดครอบคลุมไปเกือบทุกตลาดที่วิทนีย์จะตะกายไปถึงได้มิติในตัวงานจึงค่อนข้างสูงกว่า งานชุดนี้ที่เอกภาพในตัวสูงและนวลเนียนฟังยากในแบบฉบับเออร์บันในตัวที่สูงกว่าผลลัพธ์จึงออกมาเบื่อง่ายและต้องใช้เวลาในการทำความรู้จักนานกว่าเนื่องจากภาพรวมมันออกมาหน้าเดียวอารมณ์เดียว แต่เอาตรงๆนะสำหรับเดี๊ยนคิดว่าเป็นงานที่น่าจะ เอ่อ ได้รับการกล่าวถึงค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับงานชุดอื่นๆแต่ก็ไม่แน่เดี๊ยนเฉยๆแต่คนอื่นอาจจะชอบชนิดถวายวิญญาณก็ได้

แทร็คเด็ด

หลังจากมานั่งควานหาแทร็คที่เด็ดดวงจริงๆมาค่อนอัลบั้มกามเทพก็มาแผลงศรใส่จังๆใน A Song For You (4/5) ที่ถ้าจำไม่ผิดป้าน่าจะไปคัฟเวอร์มาจากลีออน รัสเซลมที่เปิดตัวหลอกๆบนความเป็นคอนเทมโพลารีย์อาร์แอนด์บีผสานท่วงทำนองสวยๆแบบเพียโนไลท์แจ๊ซซืก่อนจะตบหนักๆด้วยการแปลงร่างไปเป็นโอลด์สคูลพ็อพเต้นรำกับการหยอดภาคการนำเสนอสุดทรงพลังสไตล์วิทนีย์ทั้งดิสโก้ โซลและฟั้งค์กี้ย์ที่หวนให้นึกถึงเสน่ห์ของดนตรีเออร์บันแดนซ์-พ็อพช่วงยุค70ซึ่งถ้าใครได้ติดตามผลงานป้ามานอกจาบัลลาดระทึกขวัญแล้วก็มีเพลงเต้นรำแนวๆนี้และที่ต้องยอมรับว่าป้าก็ไม่แพ้ใครหน้าไหนเหมือนกัน ฟังแล้วนึกถึงเพลงเต้นรำของป้าที่ชอบมากๆอย่าง So Emotional,I'm Every Woman และ I Wanna Dance With Somebody มากๆ เป็นแทร็คที่โปรดปรานที่สุดของงานชุดนี้ ต่อด้วย Nothin' But Love (3/5) อีกหนึ่งแทร็คเต้นรำที่แม้ว่าตัวเดพลงจะพยายามยัดรายละเอียดทางดนตรีอละสรรพสำเนียงทางดนตรีมาค่อนข้างเยอะแต่น่าประหลาดใจที่ภาพรวมกลับออกมาเป็นแค่พ็อพแดนซ์เรียบๆแกนๆและโคตรธรรมดาชนิดที่กลบความเป็นฟั้งค์อ่อนๆ ยูโร(เชยแต่เก๋นะ)และน้ำเสียงอาร์แอนด์บีเข้มข้นของป้าเสียจนไม่รู้ว่าสาบสูญไปอยู่มิติใด ขนาดที่ความพยายามจะเทคโนกับชาวบ้านเขาได้ประดักประเดิดใน For The Lovers ยังออกมาชัดเจนกว่า หากแต่ส่วนตัวสัมผัสได้ถึงอะไรลึกๆในแทร็คนี้ที่เชื่อว่ามันมีดีให้ค้นหาอยู่เสียดายไม่มีเวลามากพอ หึหึหึ อ๋อเพราะติดหูมากค่ะ ต่อด้วยไทเทิ่ลแทร็คอย่าง I Look To You (3/5) อดัลท์คอนเทมโพลารีย์เมนท์สตรีมพ็อพอาร์แอนด์บีบัลลาดผสานอารมณ์โซลฟูลอาร์แอนด์บีนิ้งๆละเมียดละไมพร้อมทั้งตบด้วยสูตรสำเร็จของดิว่าบัลลาดยุค90ไปเสริมกำลังได้อย่าง เอ่อ ก็ดีแม้ว่าภาพรวมออกมาจะอ่อนปวกเปียกเสมอตัวไปเกินกว่าศักยภาพที่ป้าน่าจะทำได้ไปนิดแต่ส่วนตัวคิดว่ามันก็เพราะใช้ได้ ใครชอบสูตรสำเร็จตามธรรมเนียมนิยมของป้าก็คงจะประทับใจกันได้ไม่ยาก

Worth It (3/5) ที่ฟังครั้งแรกแล่นเอาสำลัก แหม!! อะไรจะมารายห์ขนาดนี้คะ ตัวเพลงเป็นมิดเทมโพพ็อพอาร์แอนด์บีบัลลาดอย่างที่มาลัยคนสวยของเดี๊ยนชอบทำใน2อัลบั้มล่าสุดนั่นแหละ (จะบอกว่าออกดอกเดียวกับ Bye Bye แฟนป้าวิทจะหักคอเดี๊ยนมั้ยคะเนี่ย) แต่ป้าวิทแอบเก๋ด้วยการใส่ความเป็นคอนเทมโพลารีย์ โซลและแจ๊ซซ์เข้าไปคุมทิศทางได้เข้มข้นกว่า แม้ตัวเพลงจะออกมาหลอนๆลอยๆเรื่อยเปื่อยไปนิดแต่ก็เป็นมิตรกับรูหูดี แทร็คถัดไป Million Dollar Bill (3.5/5) ที่หยิบมาเปิดงานสวยๆด้วยอดัลท์คอนเทมโพลารีย์โอลด์สคูลพ็อพอาร์แอนด์บีสุดไฮโซที่เจือฟั้งค์กี้ย์ โซลและจังหวะเต้นรำแบบดิสโก้อ่อนๆได้อย่างลงตัว ฟังแล้วแอบนึกถึง Love That Man จากงานชุดที่แล้วในภาคที่หรูหราและเหนือระดับกว่า แรกๆฟังแล้วแม้ว่าจะเชยและธรรมดาไปนิดหากแต่ความชอบทวีเพิ่มมากขึ้นตามจำนวนรอบที่ฟังย่างเข้ารอบที่4-5นี่ทำเอาเคลิ้มไปเลย แม้ว่าจะไม่ได้แปลกใหม่ร่วมสมัยหรือแรงสยบกระแสโลกแต่อย่างใดหากแต่ส่วนตัวประทับใจในความเป็นวิทนีย์ที่สะท้อนออกมาล้วนๆจากแทร็คนี้ สุดท้ายกับ I Din't Know My Own Strenght (4/5) ที่เชื่อว่าจะเป็นหนึ่งในแทร็คที่แฟนๆป้าวิทหลายคนคงจะถูกใจไม่มากก็น้อยด้วยอดัลท์คอนเทมโพลารีย์เมนท์สตรีมบัลลาดติดความทรงเสน่ห์แบบสแตนดาร์ดพอพจัดๆสไตล์วิทนีย์ผสานน้ำเสียงอาร์แอนด์บีโซลเข้มข้นทรงเสน่ห์ที่เป็นเอกลักษณ์อันเอกอุของเธอ ส่วนตัวคิดว่าเป็นแทร็คที่สะท้อนความตั้งใจและทรงพลังในจิตวิญญาณของเธอออกมาได้ค่อนข้างดีที่สุดแม้ว่าอาจจะถูกครหาในความที่ไม่มีอะไรใหม่รวมถึงมาตรฐานไม่ถึงของเดิมก็ตาม หากแต่วัดจากมาตรฐานของทั้งอัลบั้มแล้วสำหรับเดี๊ยนนับว่าทำออกมาได้สมศักดิ์ศรีทีเดียว

สรุป

สำหรับเดี๊ยนวัดจากเนื้องานแล้วอาจจะไม่ขอเรียกเต็มปากว่า "เป็นการคัมแบ็คที่ยิ่งใหญ่" ถึงกระนั้น I Look To You ของวิทนีย์ ฮุสทันก็เป็นอัลบั้มที่เดี๊ยนกล้ายืนยันว่าควรค่าแก่การสะสมของคอดนตรีทั้งหลายที่สุดงานหนึ่งในรอบปีนี้เลยเลยทีเดียว ส่องดีๆแล้วส่วนตัวค้นพบความน่าประทับใจที่ซ่อนอยู่ในความเนิบนาบมากมายที่แน่ๆแม้พลังจะตกลงไปแต่ยังรักษามาตรฐานของตัวงานให้อยู่ระดับที่น่าพึงพอใจพอสมควรนะคะ

วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2552

B.R.M.C : Take Them On,On Your Own : 94%



Black Rebel Motorcycle Club : Take Them On,On Your Own : 94%


รูปแบบเพลง

มีงานดีๆจากศิลปินหลายท่านที่ประมาณ5-10ปีก่อนหน้านี้เดี๊ยนเคยมองข้ามไปเนื่องจากหูไม่เหล็กพอที่จะรับฟังรวมถึงรสนิยมทางดนตรี วัยวุฒิ ศักยภาพทางดนตรีการตีความและทันคติไม่ล้ำลึกพอที่จะเข้าถึงความเก๋และสาส์นที่เขาสื่อ หนึ่งในนั้นมีชื่อของ Black Rebel Motorcycle Club อยู่ด้วยในฐานะที่นอกจากพวกคุณเธอจะทำดนตรีร็อคได้แปลกแหวกมันส์สะใจไม่เหมือนชาวบ้านชาวช่องเขา (อันนี้ไม่นับที่ทางวงมีมือกลองรูปงามสะโอดสะองอย่างนายนิค แจโคที่เป็นสมบัติล้ำค่าแห่งวงนะคะ)

ส่วนตัวรู้สึกแปลกใจและงงตัวเองมากๆที่ช่วงสองสามปีนี้ชอบวงนี้มากขึ้นเรื่อยๆเนื่องจากเมื่อ6ปีที่แล้วที่เพื่อนจากอังกฤษซื้อมาฝากเดี๊ยนเปิดฟังแค่สองแทร็คแรกแล้ววางเลยจริงๆ อู๊ยยย!!!! มันช่างดิบสดเก๋ไก๋ระคายหูอันบอบบางของเดี๊ยนอะไรเยี่ยงนี้ทนฟังไม่ได้จริงๆค่ะ ถึงขั้นขยาดเก็บใส่กล่องจนเวลาผ่านไปประมาณสี่ปีจึงมาเกิดพุทปัญญาเห็นค่าความดีกับชาวบ้านเขา งานชุดนั้นคือ Take Them On,On Your On สตูดิโออัลบั้มชุดที่สองที่วางขายเมื่อปี2003ซึ่งเป็นการผสานรสชาติของดนตรีไซคลีเดลิกร็อคจัดจ้านเข้ากับร็อคแอนด์โรลย้อนยุคสดดิบและโพสท์พั้งค์แรงๆกระแทกยอดหน้าก่อนจะไปคว้าเอารสชาติชูเกสซิ่งแบบอังกฤษจ๋าที่มีทั้งการาจ โพรเกรสซีฟ อินดี้ร็อคและโลไฟอัลเทอเนทีฟจวบจนหนีไปเล่นกับซาวนด์อคูสติคที่เป็นบลูส์ร็อคผสานคันทรีย์โฟล์คจ๋าแบบอเมริกาน่าก็มีมาเคียงคู่ไปกับภาคเนื้อหาที่ว่าด้วยเรื่องของเซ็กส์ ศาสนา การเมือง ความรัก สัจธรรมรวมถึงหลายสิ่งที่เป็นกระจกสะท้อนให้เห็นความเป็นไปอันน่าสะพรึงของวัฒนธรรมอันเลือดเย็นในสังคมมนุษย์ยุคปัจจุบันได้อย่างดี

จุดด้อย

ถ้าใครไม่ชินกับแนวนี้ประสาทกินแน่ค่ะด้วยความที่มันอินดี้และโลไฟชนิดระทึกขวัญไปนิดแต่ถ้าฟังผ่านแล้วก็ไม่ได้ฟังยากอะไรมากมายเลยนะ ที่แน่ๆเพลงดีจริงๆนะคะไม่โกหก


แทร็คเด็ด

ถ้าจะเอาความเด็ดในแง่ของความเป็นมิตรกับรูหูล่ะก็เชิญจิ้ม We're All In Love (4/5) ที่เชื่อว่าไม่ว่าจะเป็นคอร็อคหรือไม่เพลงนี้มันสามารถติดหูคุณชะงัดแน่นอนค่ะ ด้วยโครงสร้างดนตรีแบบอัลเทอเนทีฟอินดี้ร็อคย้อนยุคที่บีบความเป็นพ็อพจ๋าและความหมองหม่นแบบโพสท์กรั๊นจ์ที่เมโลดี้ละเมียดละไมเลิศเลอคล้ายๆนั่งกรี๊ดเพลง Nirvana ยังไงยังงั้น สำหรับคนที่ชอบของหนักๆก้คงโดนกันไปเต็มเบ้าตั้งแต่แทร็คแรกอย่าง Stop (5) ซิงเกิ้ลแรกที่เป็นไซคลีเดลิกอินดรี้ร็อคเข้มๆกับการปะทะกันตั้งแต่ความเก๋าของซาวนด์ชูเกสซิ่ง การาจ พั้งค์และซินธิ์ร็อคไปยันความระห่ำดิบสดแบบโลไฟอัลเทอเนทีฟดุดันแคว่กคว่ากกกหากแต่มันสวยงามและเข้มถึงใจชนิดที่แนสทิน่าคนสวยใช้บริการไม่ต่ำกว่าวันละ4รอบ บรรลุสัจธรรมที่ว่าความรักทำให้คนตาบิดอีกคำรบแล้วค่ะ ชะเอิงเอย มาที่ US Government (4/5) กับ Going Under (4.5/5) ที่ทำออกมาเอาใจคอโพสท์พั้งค์ (กรี๊ดดดดดดดดด) กับภาคเนื้อหาขบฏรุนแรงเกรี้ยวกราดหากแต่เป็นปัญญาชนอย่างยิ่งนะคะ โดยแทร็คแรกเป็นการหยิบระบอบการปกครองและทัศนคติแบบทุนนิยมสุดจิตวิญญาณของอเมริกามาสับ ถอง จิกหัวและกระทืบชนิดที่ไม่เหลือเสี้ยวชิ้นดีในขณะที่แทร็คหลังว่าด้วยการยืนหยัดบนศักดิ์ศรีและความแข็งแกร่งเพื่อที่จะก้าวผ่านความทรมานและอ้างว้างจากความรู้สึกไร้ตัวตนที่สังคมมอบให้ เด็ดดวง สลับมาฟังอคูสติคเพราะๆกันใน And I'm Aching (4.5/5) ที่ฟังครั้งแรกแล้วแอบตกใจเพราะส่วนตัวไม่คิดคาดว่าจะได้ฟังคันทรีย์โฟล์คผสานบลูส์ร็อคเข้มข้นกลิ่นอายอเมริกาน่าจ๋าๆจัดๆจากวงนี้ (ก็แหมทั้งอัลบั้มมีแต่ร็อคกับพั้งค์) แต่ส่วนตัวประทับใจที่ยังอุตส่าห์กระหน่ำความดิบด้วยการหยอดลูกเล่นของโลไฟและไซคลีเดลิกเข้าไปจนไม่สูญเสียเอกภาพแต่อย่างใด จะว่าไปก็เกือบๆจะเข้าขั้นโพรเกรสซีฟบลูส์กราสนะคะเนี่ยถ้าใส่ความบลูส์ คันทรีย์และร็อคแบบอเมริกาน่าที่จัดกว่านี้ นับเป็นการปูทางไปสู่ Howl งานชุดถัดไปที่มาสไตล์อเมริกาน่าและอัลเทอเนทีฟคันทรีย์จัดๆประมาณนี้แหละ


In Like The Rose (4.5/5) โลไฟอัลเทอเนทีฟอินดี้ร็อคติดพั้งค์หลอนๆลอยละล่องดิบกร้าวกับภาคเนื้อหางามระยับบาดจิตวิญญาณ เช่นเดียวกับ Generation (5) ที่สานต่อความเหนือชั้นทางวามะศิลป์บนภาคดนตรีที่ผสานการาจร็อคเข้ากับพั้งค์ อินดี้และอัลเทอเนทีฟได้อย่างทรงพลังซึ่งภาคเนื้อหาสามารถสะท้อนถึงความเป็นไปของวัฒนธรรมในสังคมมนุษย์ยุคปัจจุบันที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความอำมหิตและเชี่ยวกรากได้อย่างดี สิ่งที่เป็นสัจธรรมแม่งมักจะออกมาเศร้าแบบนี้เสมอ หึหึหึ ส่งท้ายด้วย Six Barrel Shotgun (5) แทร็คที่เดียนโปรดปรานที่สุดในอัลบั้ม ตัวเพลงเป็นฮาร์ดคอร์พั้งค์ผสานดีทรอยด์การาจหนักหน่อวงส่วนตัวขอยกให้เป็นภาคต่อที่ทรงคุณภาพแลบะความมันส์ในระดับที่เหนือชั้นพอๆกับ Whatever Happened To My Rock'N'Roll จากงานชุดที่แล้วทีเดียว


สรุป

เมื่อวันวานอาจจะไม่ใช่งานที่อยากจะเข้าใกล้นะคะแต่เมื่อ4ปีที่แล้ว (2006) ช่วงที่รสนิยมกลายพันธุ์ได้ห่ามและรวดเร็วมากๆพอไปขุดงานชิ้นนี้ขึ้นมาฟังแล้ว รู้สึกเสียดายมากๆที่เมื่อ3ปีก่อนหน้าความรู้สึกๆดีๆในงั้นนั้นมันผ่านไปโดยที่ไม่มีพวกเขา ว่าแล้วก็แอบกรอกใบสมัครเป็นแฟนจ๋าอย่างเงียบๆและก็รอแล้วรอแล่ารอวันที่สามารถจะรีวิวงานชุดนี้ออกมาได้ในระดับที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ลาบอร์ดไปรอบนึงแล้วก็ยังไม่ได้รีวิวดังนั้นกลับมาเยี่ยมบอร์ดในวันนี้ก็ขอเขียนถึงพวกตัวซะเลยแล้วกันนะคะ จะจะข้ามทศวรรอยู่แล้วช้าไปมั้ยเนี่ย หึหึหึหึหึ

Eminem : The Marshall Mather LP : 88%


Eminem : The Marshall Mather LP : 88%

รูปแบบเพลง

สำหรับผู้อ่านที่ติดตามรีวิวของแนสทิน่ามานานๆจะรู้ว่านักรีวิวคนนี้นี่เป็นอะไรที่ตามกระแสชาวบ้านเขาตะพึดตะพือเช่นกันดนตรีไหนที่อยู่ในกระแสนี่ก็พยายามที่จะฟังและเขียนแนะนำให้ได้มากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ หากแต่แปลกที่ "ฮิพฮอพ" ไม่เคยเป็นหนึ่งในแนวที่ดิฉันคลั่งไคล้ใหลหลงจนต้องกว้านตามเก็บตามซื้อหรือตามสะสมแม้ว่ามันจะดังกระหึ่มคับชาร์ตตลอด10อันดับก็เถอะ น่าแปลกที่เป็นคนชอบเพลงแนว "เออร์บัน" อย่างโซล บลูส์ แจ๊ซซ์ ฟั้งค์ กอสเพล อะแค็พเพลล่า อาร์แอนด์บีอะไรนี่ฟังได้หมดนะคะแต่กลับไม่ค่อยอินังขังขอบกับฮิพฮอพเท่าที่ควรจะเป็น ที่บ้านซื้องานของศิลปินสายฮิพฮอพมาเก็บ (ย้ำว่ามา "เก็บ" จริงๆนะคะไมได้มาฟัง) ไม่น่าจะเกิน20คนและหนึ่งในงานที่โชคดีคือ The Marshall Mathers LP สตูดิโออัลบั้มชุดที่สองขชองเอมิเน็ม ซึ่งเป็นอัลบั้มฮิพฮอพ ฮาร์ดคอร์แร็พชุดแรกในชีวิตที่ซื้อเพราะดันไปหลงเอาหน้าตาและสไตล์เถื่อนๆหากแต่ใสกิ๊งหล่อจัดเร้าอารมณ์ของพ่อคุณกับภาคเนื้อหาที่อุทิศให้แก่ความหมองหม่นและอุปสรรคนานัปประการที่พานพบในชีวิต ตีแผ่ความรุนแรงในสังคม ประณามแม่แท้ๆและก่นด่าสถาบันครอบครัว สรรเสริญยาเสพย์ติด เซ็กส์ จิกกัดวัฒนธรรมPOPตลอดจนเนื้อหาที่ดูหมิ่นสตรีและเหยียดชาวรักร่วมเพศอย่างโจ่งครึ้ม (ฉิบหาย!!!เข้าตัวกูอีก) เอาเถอะค่ะใครจะหาว่าคุณพี่ของเดียนหยาบชั่ว ถ่อย สถุน กักขฬะ ต่ำช้า สามานย์ ไพร่หาสังกัดมูลนายสิงไม่เจออย่างไรดิฉันไม่ไปสนใจเสียงนกเสียงกาหรอกเจ้าค่ะ เขอะ! ความรักมันเป็นเรื่องระหว่างคนสองคนนี่คะ

จุดด้อย

จะว่าไปงานชุดนี้ตกยกความดีความชอบให้ในฐานะหนึ่งในอัลบั้มฮิพฮอพทื่นอกจากจะฟังง่ายมากแล้วยังมีลูกเล่นและระดับที่ชวนติดตามและน่าประทับใจกว่างานของศิลปินแนวเดียวกันหลายชีวิตอยู่ จะว่าหยาบโลน ก้าวร้าว มืดหม่นมันก็เป็นเสน่ห์และเอกลักษณ์อันเอกอุของศิลปะแบบฮิพฮอพน่ะค่ะ และด้วยศิลปะที่บางทีมันแต้มลูกบ้าบางจุดมาซะจนเฝือ รกหูและซ้ำซากจนเลอะก็เป็นปัจจัยที่บั่นทอนความงามและความล้ำค่าของงานศิลป์ชิ้นเอกนี้ ที่ถ้าบรรจงมันออกมาละเมียดละไมกว่านี้อีกนิดมันก็จะล้ำผ่านคำว่าแค่ "งานฮาร์ดคอร์แร็พดีๆ" สู่งานฮิพฮอพคลาสสิคสมบูรณ์แบบที่คานยี เวสต์ทำได้น่ะค่ะ หยาบทางภาษาอ่ะฟังได้แต่การนำเสนอและความละเมียดละไมทางดนตรีที่ฟังแล้วมันดูรู้ว่าตั้งใจและทุ่มเทอ่ะมันต้องมีมากกว่านี้อ่ะค่ะ

แทร็คเด็ด

Stan (4/5) เด็ดดวงที่สามารถยกระดับอีสต์โคสต์ฮิพฮอพเรียบๆหยาบๆให้โดดเด่นและมีเมโลดี้ญืเก๋ไก๋ละเมียดขึ้นด้วยการแซมเพิ่ลความเป็นทริพฮฮพด้วยเพลง Thank You ของ ไดโด้เข้ากับลูพโพรแกรมมิ่งของซาวนด์เอ็ฟเฟ็คเฉี่ยวๆที่นับว่าเป็นลูกเล่นที่น่าสนใจพอดูสำหรับวงการฮิพฮอพแร็พฝั่งตะวันออกในช่วงนั้นเลยทีเดียว แม้ว่าเอมิเน็มจะไดรับความดีความชอบที่ทำให้ไดโด้แจ้งเกิดเปรี้ยงปร้างได้กับการจิกแซมเพิ่ลของเธอไปไว้ในงานแต่ส่วนตัวเดี๊ยนฟังจากเนื้องานแล้วคิดว่าเครดิตทั้งหมดควรตกไปที่ไดโด้ไปเต็มๆในฐานะที่ชุบชีวิตฮิพอฮพจืดๆเพลงนี้ให้มีอะไรที่ทรงเสน่ห์เร้าความสนใจมากขึ้นจนขึ้นแท่นหนึ่งในซิงเกิ้ลฮิพฮอพที่คลาสสิคที่สุดตลอดกาลจวบจนวินาทีนี้ ต่อด้วย The Way I Am (5) กับอารมณืดุดันเกรี้ยวกราดในแบบ Horrorcore หม่นๆที่ผสานบีทฮิพฮอพเข้ากับลูพเพียโนอาร์แอนด์บีเรียบง่ายแต่โดเด่นกระชากใจบนสรรพสำเนียงฮาร์ดคอร์แร็พดิบสดก้าวร้าวกรีดลึกไปถึงจิตวิญญาณ เป็นหนึ่งในแทร็คที่เห็นว่าเอมิเน็มใช้การแร็พและอารมณ์ล้วนๆเข้ามยกระดับตัวเพลงให้ระเบิดถึงขีดสุดได้อย่างเหนือชั้น สำหรับแทร็คที่ขอคารวะคือ The Real Slim Shady (5) ที่สามารถดึงศักยภาพควมกวนตีน กักขฬะและถ่อยสถุนของป๋าเน็มออกมาระบายบนโลกดนตรีได้อย่างน่ารักสุดๆ ตัวเพลงเป็นฮิพฮฮพแร็พผสานซาวนด์บิ๊กบีทที่ใส่ทั้งเทคโน คลับแดนซ์ ซินธิ์ พ็อพตลอดจนอัลเทอเนทีฟฮิพฮอพขยำเข้ากันได้อย่างแสบสันสะใจ สำหรับเนื้อหาด่ากราดตั้งแต่แฟชั่น สื่อมวลชน ดาราไปยันทุกซอกทุกมุมของวัฒนธรรมพ็อพชนิดกวาดตัวใหญ่เสร็จสรรพไปเกือบค่อนวงการภายในเวลาแค่4นาทีกว่าๆ โห มึงจบสำนักไหนมาวะคะเนี่ย? ต่อด้วย Bitch Please II Feat.Dr.Dre,Nate Dogg&Snoop Dogg (4.5/5) อีสต์โคสต์ฮิพฮอพแก๊งค์สทาแร็พที่เป็นแอร์เพลย์ซิงเกิ้ลต่อยอดจาด Bitch Please ในปี1999 (ถ้าจำไม่ผิด) ของ Snoop Dogg ในปี1999 ผลลัพธ์ออกมาปากหมาและกวนตีนมันส์สะใจไม่แพ้กัน

Kill You (4/5) ฮิพฮอพอาร์แอนด์บีที่หยิบมาเปิดอัลบั้มได้เหนือชั้นกว่าบรรดาแร็พเพอร์ฝั่งอีสต์โคสต์ทั่วไปที่มักจะมาแบบด้านๆหยาบๆซ้ำซากไม่ก็หนืดยืดยาดเป็นอาขยานไปเลย (จะว่าไปฝั่งนี้เข้าพัฒนาไปไกลแล้วนะคะเดี๋ยวนี้ ได้ยินมิคะเวสต์โคสต์) ถ้านำไปมิกซ์เพิ่มและใส่ลูกเล่นให้จัดจ้านกว่านี้ล่ะก็ตัดเป็นซิงเกิ้ลฟันอันดับสวยๆได้ไม่ยาก แทร็คถัดไป Under The Influence (3.5/5) หยาบถ่อยและเก็ทง่ายในความกามชนิดน่ากราบทีเดียว เห็นภาพพอๆกับนั่งฟังคนไทยปากจัดๆเขาด่ากันอ่ะค่ะประมาณนั้นเลย แม้ว่ามันจะกักขฬะไปนิดแต่หญิงร้ายอย่างหนูฟังบ่อยมากๆและถูกใจจนบวกคะแนพิศวาสให้อีก.5แถบไม่ทันเลยทีเดียว คราหน้าขออะไรที่มันหยาบโลนยิ่งกว่านี้อีกได้บ่? สุดท้ายกับ Marshall Mathers (4.5/5) ไทเทิ่ลแทร็คที่เป็นอัลเทอเนทีฟฮาร์ดคอร์ฮิพฮอพผสานแร็พ อาร์แอนด์บี บัลลาดและร็อคได้อย่างลงตัว ภาคเนื้อหาเป็นการอุทิศให้แก่มรสุมชีวิตรวมถึงความยากลำบาก ความไม่สมบูรณืแบบและความอยุติธรรมที่ได้พานพบเป็นบทเรียน เป็นบทอุทิศที่ดีให้แก่ตนเองรวมถึงบ่งบอกภาพรวมของอัลบั้มที่หม่น เกรี้ยวกราด ดุดันและรุนแรงขึ้นได้อย่างชัดเจน

สรุป

นอกจากจะเป็นงานอีสต์โคสต์ฮิพฮอพชุดแรกที่ฟันเงินแนสทิน่าได้ The Marshall Mathers ยังถูกจารึกให้เป็นอัลบั้มาร์ดคอร์แร็พชุดแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงแกรมมี่สาขา Album Of The Year ด้วยนะคะ งานเขาดีจริงถึงได้หยิบมาเขียนมิใช่เป็นเพราะเสน่หา ความลำเอียงหรือเป้ามันบังตาอย่างที่บางคนแถวนี้เขาครหาเดี๊ยนแต่อย่างใด

Armin Van Buuren : Imagine : 90%




Armin Van Buuren : Imagine : 90%
รูปแบบเพลง

ชื่อของ "อาร์มิน ฟาน บูเรน" คือรักแรงพบตั้งแต่วินาทีแรกที่ประทับเข้าไปในก้นบึงของความรู้สึกเดีญนหลังจากที่ไปอ่านเจอในนิตยสาร POP ฉบับที่105 (Trash Issue )ฉบับปิดตำนานน่ะค่ะ) ด้วยความที่คุณหญิง บ.ก.ตี้ ร่ายสรรพคุณของพ่อคนนี้ไว้ซะจเดี๊ยนขนหัวลุกอยากฟังเสียตัวซีดตัวสั่นในคอลัมน์ Nightscene : Zoukout รวมถึงนามของคุณเธอก็เพราะพริ้งจัดๆจนไม่แปลกใจว่าทำไมเจ๊ตี้ถึงอยากจะใช้นามสกุลด้วย เพราะละเมียดละไมรูหูจัดขนาดนี้เป็นใครก็เคลิ้มเนอะเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เดียนเกิดอาการสนใจที่จะลองไขว่คว้าดั๊นด้นลองหางานคุณพี่อาร์มินมาฟังดู โดยที่เราไปเจ๊อะกันครั้งแรกใน Shiver สตูดิโออัลบั้มที่สองของคุณพี่ที่ออกเมื่อปี2005น่ะค่ะ (ที่เดี๊ยนทำเก๋มาฟังเอาอีตอนจะปลายปี2007) แหมมมม ช่างรูปงามชวนหลงใหลอะไรเยี่ยงนี้นับว่ารูปทรัพย์ไปกันได้ดีกับชื่อแซ่ไพเราะจัดๆระดับเทพได้อย่างไม่ขัดเขิน หล่อมีชัยไปกว่าครึ่งแถมยังทำงานเพลงได้ล้ำมันส์สะใจขนาดนี้สำหรับแนสทิน่าซึ่งเป็นนักรีวิวที่ขึ้นชื่อเรื่องปล่อยคะแนนและแพ้คนหล่ออยู่แล้วก็ไปคิดกันเล่นๆนะคะว่าความลำเอียงจะถูกตีแผ่ออกมาในรสชาติระดับไหน หึหึหึ
สำหรับอัลบั้มที่หยิบขึ้นมารีวิวเป็นสตูดิโออัลบั้มชุดล่าสุดที่เพิ่งจะอกเมื่อปีที่แล้วเองนะคะ โดยภาพรวมทั้งหมดยังคงยืนพื้นที่งานโพรเกรสซีฟแทรนซ์ที่แฝงรสชาติของเพลงเต้นรำอิเล็คโทรนิคที่หลากหลายตั้งแต่แทรนซ์ตึ๊บๆที่เป็นรากฐานในการนำเสนอภาคดนตรีของทุกแทร็ค เฮ้าส์ลอยละล่อง นีโอดิสโก้ผสานฟั้งค์กี้ย์เท่ห์ๆจวบจนเทคโนเฟี้ยวฟ้าวเปรี้ยวล้ำตะลุยโลกอนาคตพร้อมกับบีบความเป็นพ็อพเข้าไปเพิ่มความละเมียดละไมและคุมทิศทางทางดนตรีเพื่อที่จะขยับตัวเข้าสู่ตลาดสากลได้อย่างมีชั้นเชิงทีเดียว เก๋ไม่เก๋แต่ดีเจดัทซ์นายนี้ก้เปิดตัวงานได้สูงสุดถึงอันดับ4บนบิลด์บอร์ดอิเล็คโทรนิคอัลบั้มชาร์ตเลยทีเดียว ไม่ธรรมดานะคะเนี่ย

จุดด้อย

ส่วนตัวแล้วคิดว่างานชุดนี้อาร์มินทำออกมาได้พ็อพและเข้าถึงง่ายกว่างาน2ชุดที่แล้วที่จะออกไปทางแทรนซ์ตึ๊บๆหนักหน่วงชนิดที่ฟังแล้วลมจับกันไปข้างจวบจนมิติลูกเล่นที่ประโหมประโคมอย่างหลากหลายชนิดที่เล่นเอาคนรีวิวนั่งงไปเป็นชั่วโมงเลยทีเดียว ถึงแม้ว่างานจะออกมาละเมียดและเป็นมิคตรกับรูหูผู้ฟังเพลงพ็อพยิ่งขึ้นก็ตามแต่ถ้าคุณไม่ใช่คอแทรนซ์หรือชอบเพลงเต้นรำแบบอิเล็คโทรนิคจัดๆงานชุดนี้ก็ยังจัดอยุ่ในระดับที่ค่อนข้างฟังยากอยู่ดี ส่วนประเด็นสำหรับคนที่ติดตามงานของคุณพี่มาอย่างหนูคนสวยคิดว่าชุดนี้คุรพี่อาร์มินออกแนวเริ่มวนไปเวียนมากับลูกเล่นเดิมๆซ้ำซากที่ประพิมประพายโปรยปรายรอให้ด่าอยู่หลายแทร็คเช่นกันนะคะ แต่หล่อขนาดนี้หนูด่าไม่ลงหรอกค่ะมีแต่จะมองข้ามแต่ถ้างานชุดหน้ายังมีแบบนี้หนูจะทบความแค้นทวีคูณด้วยจำนวนปีที่รอคอยแล้วเขียนด่าให้แฟนๆที่ไทยอ่านเล่นหน้านึงเต็มๆเลยนะคะ หล่อมากรักมากก็ยิ่งผิดหวังมากเนอะ หึหึหึหึ

แทร็คเด็ด

ร่ายมนตร์สะกดใจผู้ฟังได้อย่างอยู่หมัดกับแทร็คเปิดอัลบั้มกับ Going Wrong (5) ซิงเกิ้ลแรกที่ร่วมงานกับ DJ Shah และ Chris Jones กับงานโพรเกรสซีฟแทรนซ์เก๋ๆที่นำเสนอผ่านท่วงทำนองอิเล็คโทรแดนซ์-พ็อพ เทคโน (ก็มันพ็อพขนาดนั้นในสายตาหนูนี่คะ) เปร้ยวๆไต่ระดับสู่อารมณืของความเป็นคลับแดนซ์ ฟั้งค์และแน่นอนขาดไม่ได้นะคะกับแทรนซ์ได้อย่างทรงเสน่ห์ก่อนจะเบรคเวยท่อนฮุเพราะๆด้วยกีตาร์อคูสติคเท่ห์ๆได้อย่างลงตัว ผลลัพธ์ออกมาเป็นแทร็คที่พ็อพและฟังง่ายที่สุดในอัลบั้มหากแต่เปรี้ยวล้ำทรงพลังและผสานความเป็นแฟชั่นเข้ากับนิยามดนตรีอันเจิดจรัสแห่งยุคอนาคตได้อย่างดี ชอบสุดแล้วในงานชุดนี้ ต่อด้วย Unforgivable Feat. Jaren (4/5) ที่หวนคืนสู่รากฐานอันงดงามของแทรนวซ์จังหวะตึ๊บๆหนักหน่วงที่ใส่ลุเล่นของดีพเฮ้าส์เทคโนลอยะละล่องเรื่อยเปื่อยตามธรรมเนียมของการนำเสนอเพลงแทรนซ์ที่เราๆคุ้นเคยกันดี เอาจริงๆแล้วก็ไม่ได้มีอะไรโดเด่นไปกว่าดนตรีจำพวกเดียวกันที่นิยมใช้เปิดฟลอร์ตามซอย2แต่ส่วนตัวชอบการสะท้อนวัฒนธรรมเดิมๆของตนเองและปรุงแต่งออกมาเข้าสู่ความเป็นปัจจุบันได้เนี๊ยบเนียนน่าดูชม แทร็คถัดไป What If Feat. Vera Ostova (4.5/5) กับการเนรมิตบรรยากาศอันแสนงดงามด้วยอินโทรเพียโนสวยๆผสานบีทอิเลคโทรนิคลอยๆก่อนจะตบหนักๆด้วยการวาดลวดลายด้วยลูกเล่นของไลท์เทคโน เอซิด เบรคบีทอ่อนๆและเฮ้าส์ได้อย่างเหนือชั้น

In And Out Of Love (5) ซิงเกิ้ลที่สองที่ร่วมงานกับ Sharon Den Adel จาก Within' Temptation บนภาคดนตรีโพรเกรสซีฟแทรนซ์จัดจ้านและเข้มข้นหลากหลายมีมิติสุดๆตั้งแต่หลอมแทรนซ์เข้ากับนิวเอจด้วยการบีบเทคโน ฟั้งค์กี้ย์และเฮ้าส์ลงสู่ตัวเพลงอย่างมีชั้นเชิง บทสรุปออกมาเป็นอิเลคโทรนิคแอมเบี้ยนท์หลอนๆที่สะกดให้ผู้ฟังตกอยู่ในห้วงดนตรีฝันๆอันสุดแสนล้ำเลิศเหนือจินตนาการชนิดถอนตัวไม่ขึ้น
สรุป
สำหรับเดี๊ยน Imagine ยังคงเป็นเครื่องยืนยันที่ดีสำหรับควมสามารถอันยิ่งยวดของอาร์มิน ฟาน บูเรนที่เนรมิตความสวยงามของไอเดียทางดนตรีอันบรรเจิด รงขับเคลื่อน แทรนซ์ แฟชั่นและความล้ำสมัยเข้าสู่อาณาจักรอันเหนือจินตนาการของโลกแห่งเสียงดนตรีที่แสดงศักยภาพและวิสัยทัศน์ทางดนตรีได้อย่างสุดทรงพลัง กรี๊ดดดด รักคนไม่ผิดจริงๆฮ่ะ

The Killers : Day&Age : 85%


The Killers : Day&Age : 85%


แอบขำตัวเองอยู่นานมากๆก่อนที่จะเขียนรีวิวชิ้นนี้เพราะส่วนตัวแล้ว The Killers คือวงที่เดี๊ยนรู้สึกเฉยๆมาด้วยตลอดซึ่งในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาทำเพลงไม่ดีนะคะ ดีและเปรี้ยวมากๆเท่ห์ ทรงเสน่ห์ บาดใจฟังแล้วไม่ผิดหวังหากแต่วงสุดเก๋วงนี้อาจจะมาผิดจังหวะผิดที่ผิดเวลากับการหล่อหลอมรสนิยมทางดนตรีของเดี๊ยนเพราะรู้จักกันครั้งแรกตอนที่เดียนฟังอะไรที่มันกะโหลหะลามากๆจำพวกทีนพ็อพ พั้งค์พ็อพและดิว่ากระแสนิยมทั่วไป มาเจอวงนี้สรุปว่า "เก๋เกิน" ฟังไม่ได้ฮ่ะหูไม่ถึง มาเจอกันอีกที2ปีให้หลังจากนั้นตอนออกงานชุดที่สองที่อีแนสได้กลายร่างเป็นพวกบ้าพลังนิยมของหนักจำพวกแจ๊ซซ์ โซล ฮาร์ดคอร์พั้งค์ กรั๊นจ์ อัลเทอเนทีฟแถมยังไปถูกใจกับวงที่เก๋เชี่ยๆที่ภาคดนตรีดันเหลาออกมาใกล้กันหากแต่แรงกว่าหลายช่วงตัวอย่าง The Rapture กับ The Sunshine Underground สรุปว่าการทักทายกันครั้งที่สอง "แหม เก๋ไก๋ไม่ผิดหวังแต่ก็งั้นๆแหละ" จวบจนมาชนกันจังๆอีกทีในงานชุดล่าสุดที่เพิ่งแกะฟังเมื่อ2เดือนที่แล้ว (ต๊ายยยย ดองพวกเธอไว้หลายเดือนมากๆ) ซึ่งเป็นช่วงที่ไม่รู้มีอะไรมาดลใจให้ควานหาแรงบันดาลใจทางดนตรีใหม่ๆที่ไหลมาชนกันไม่หยุดยั้งแบบไม่จำกัดแนวและเกี่ยงน้ำหนัก หลังจากฟังงานชุดนี้ครั้งแรกแล้วแอบอมยิ้มก่อนที่จะไปขุดงานสองชุดก่อนหน้านี้มาฟังชนิดมาราธอนก่อนจะตบหนักๆด้วยงานชุดนี้เป็นรอบที่สอง อู๊ววว ว๊าว!!! มองข้ามไปได้อย่างไรตั้งนาน ว่าแล้วจึงต่อด้วยรอบที่สามพร้อมกับนั่งด้นรีวิวสดๆสร้างสถิติให้The Killersเป็นศิลปินที่ใช้เวลาพิสูจน์ตัวเองนานที่สุดก่อนที่แนสทิน่าจะตอบตกลงขอเป็นแฟน (ไม่มีอะไรที่ช้าไปสำหรับความรักนะคะ แต่ส่วนตัวตะหนักได้ดีว่าเดี๊ยน พลาดดดดดด มาก) แหมคิดดูตั้งแต่Hot Fussเราก็คบหากันมาร่วม5ปีแล้ว รวมถึงยังเป็นศิลปินที่เดี๊ยนให้รอบในการฟังก่อนที่จะรีวิวน้อยที่สุดรองลงมาจากคริสทิน่า อากิเลร่าอัลบั้มBack To Basicsที่ดิฉันล่อรีวิวสดๆไปพร้อมกับการฟังที่ยังไม่จบรอบแรกดีเลยด้วยซ้ำ แม้ว่าเพิ่งจะมารักหัวปักหัวปำหลังจากที่ชาวบ้านเขากรี๊ดกร๊าดคลั่งไคล้กันร่วม5ปีจนจะข้ามทศวรรษอยู่ร่อมร่อแล้วแต่ความรักครั้งนี้ของแนสทิน่าเป็นรักแท้จริงและบริสุทธิ์จริงใจยิ่งนะคะ เพราะพวกตัวได้พิสูจน์ตัวเองได้อย่สงดีมาตลอด5ปีที่รู้จักกันไม่รักปักใจขนาดนี้ก็บ้าแล้ว หึหึหึหึ พรหมลิขิตบันดาลชักพา......

รูปแบบเพลง+จุดด้อย

มีหลายเสียงครหามาว่างานของ The Killers นี่หาความแปลกใหม่ไม่ได้ตลอด3ชุดหนักเข้าก็กระหน่ำว่าซ้ำซากอยู่กับลูกเล่นการนำเสนอแบบเดิมๆตลอด3อัลบั้ม ส่วนตัวแล้วไม่คิดว่ามันจะรุนแรงอะไรถึงขั้นนั้นหรอกนะคะคือมันมีความเป็นไปได้ในส่วนของเอกลักษณ์ทางดนตรีที่ยืนพื้นอยู่บนดนตรีเต้นรำสนุกๆผสานพั้งค์ ฟั้งค์ ดิสโก้และเรโทรอันเป็นโครงสร้างที่แข็งแกร่งเหนียวแน่นมาตลอดสามอัลบั้มหากแต่ถ้าพิจารณากันดีๆและอย่างเปิดใจแล้วจะสัมผัสได้ว่าการนำเสนอทั้ง3อัลบั้มมาในรสชาติที่ลึกๆค่อนข้างจะแตกต่างกันเลยทีเดียวอย่าง Hot Fussนี่ส่วนตัวสัมผัสได้ถึงความเป็นชูเกสซิ่งแบบอังกฤษที่ติดการาจ พั้งค์ ดิสโก้ เรโทรและอินดี้ร็อคเท่ห์ๆขยำรวมออกมาเป็นซาวนด์ดนตรีที่เก๋และเปรี้ยวเท่ห์เป็นเอกลักษณ์สุดจิตวิญญาณ มาที่ Sam's Town ที่ขยับเข้าสู้ความคลาสสิคแบบอเมริกาน่าที่ผสานแกลมร็อคเข้ากับอัลเทอเนทีฟและRockabillyและยกระดับภาคการนำเสนอให้ดิบและสดขึ้นตามอรรถรสของร็อคแอนด์โรลแบบอเมริกัน มาที่งานชุดนี้ส่วนตัวเดียนคิดว่าความเป็นซาวนด์ทดลองค่อนข้างจะหลุดออกมาชัดเจนกว่า2ชุดที่แล้วโดยผนวกเอาลูกเล่นที่หลากหลายทั้งดั๊บ แคริบเบี้ยน อดัลท์คอนเทมโพลารีย์ บอสซาโนว่า เวิลด์ละเลงบนภาคดนตรียืนพื้นอย่างอัลเทอเนทีฟร็อคผสานเรโทร ซินธิ์พ็อพและนิวเวฟยุค80โดยส่วนตัวรู้สึกว่ารสชาติที่ได้รับค่อนข้างหลากหลายกว่า2ชุดที่ผ่านมาหากแต่ยังสามารถรักษาเอกภาพ ทิศทางและความเป็น The Killers ไว้ได้อย่างเหนือชั้น นับว่าเป็นการค้นหาทิศทางดนตรีใหม่ๆและปูทางไปสู่การนำเสนอที่จัดจ้านขึ้นในอนาคตได้อย่างทรงเสน่ห์ทีเดียว


แทร็คเด็ด

ประเดิมที่แทร็คโปรดของดิฉันก่อนนะคะกับ Space Man (5) ที่ขยำเอาโพสท์พั้งค์เข้ามาฟาดฟันกับจังหวะเต้นรำแบบเรโทรซาวนด์ที่หอบเอาลูกเล่นทั้งพ็อพ ฟั้งค์ แดนซ์-พั้งค์ ดิสโก้ฉบับThe Killersที่ท่านรักและถวิลหามาปะทะกันได้อย่างเฟี้ยวฟ้าวเมามันส์ในอารมณ์ โฮะๆๆๆๆๆ ฟังแล้วนึกถึงภาคที่พ้อพกว่าของThe RaptureและNew Orderแต่ที่แน่ๆผลลัพธ์นี้ทำเอาดิฉันหยุดฟังไม่ได้มาร่วม2เดือนแล้วค่ะ ต่อด้วย Human (4.5/5) กับการผสานจังหวะเต้นรำที่โดเด่นบนท่วงทำนองของซินธิ์พ็อพอิเล็คโทรเข้ากับซาวนด์นิวเวฟยุค80และอัลเทอเนทีฟร็อคผสานรวมออกมาแม้ว่าจะเป็นแทร็คเต้นรำที่เรียบนุ่ทสุขุมผิดแผกจากงานเต้นระบำรำฟ้อนเดิมๆที่เน้นความโจ๊ะๆพรึมๆโลกแตกไปนิดหากแต่ในระยะยาวสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการในการนำเสนอดนตรีและเนื้อหาที่ล้ำลึกขึ้นอีกหลายระดับ เรียบๆแต่เก๋และอัจริยะน่ะเคยได้ยินมั้ย สลับมาฟังจังหวะเต้นรำน่ารัๆกันใน I Can't Stay (4/5) กับอารมณ์หวานๆของซาวนด์แคริบเบี้ยน เร็กเก้ บอสซาโนว่าเทียบกับเพลงอื่นๆแล้วอาจจะไม่มีอะไรโดเด่นแต่ส่วนตัวชอบเพลงนี้แบบไม่มีเหตุผลมากๆจนถึงวินาทีที่เขียนอยู่ยังไม่รู้เลยว่าชอบเพลงนี้เพราะอะไร แปลกดี! เพราะน้อยครั้งที่จะเป็น


The World We Live In (4.5/5) แทร็คที่เป็นแรงบันดาลใจให้แก่ชื่อของ Day&Age กับภาคดนตรีอัลเทอเนทีฟร็อคเท่ห์ๆที่ผสานแกลมร็อค อินดี้ ไซคลีเดลิก พั้งค์และการาจอ่อนๆเข้าด้วยกันอย่างลงตัวส่วนตัวประทับใจเสีนยงร้องของคุณพี่แบรนดอนรูปงามที่เซ็กซี่ เถื่อน ดิบและเท่ห์บาดใจสาวบริสุทธิ์เยี่ยงคุณน้องมากๆค่ะ ภาคดนตรีก็เท่ห์แพรวพราวระยิบระยับและเหนืออื่นใดภาคเนื้อหาที่ชวนประทับใจถึงขีดสุด อาทิ Bless Your Body,Bless Your Soul Pray For Peace And Self Control อู๊ยยยย มันช่างงามสง่าเจิดจรัสได้ใจอะไรขนาดนี้คะคุณพี่ สำหรับแทร็คที่ขออกตัวว่าเก๋ระดับฟ้าประทานขอยกให้ Joy Ride (5) แทร็คเต้นรำเปรี้ยวปรี๊ดดดดดแถมเซ็กซี่มิติสูงส่งที่แผลงฤทธิโดยการจับเอาดั๊บมาชนกับโอลด์สคุลฟั้ง๕กี้ย์ดิสโก้ผสานซินธิไซเซอร์เคียงคู่กับภาคเนื้อหาที่วาทะศิลป์งดงามไพเราะประดุจบทกวี กรี๊ดๆๆๆๆๆๆ เหนือคำบรรยายค่ะนี่พวกตัวจะปราณีเดี๊ยนกันบ้างได้มั้ยคะเนี่ย เริ่ด! ปิดอัลบั้มด้วย Goodnight Travel Well (5) ที่การนำเสนออลังการประดุจมหากาพย์อวกาศทั้งภาคเนื้อหาที่วาทะศิลป์ล้ำลึกเหนือมนุษย์ อาทิThe unknown distance to the great beyond Stares back at my grieving frame To cast my shadow by the holy sun My spirit moans with a sacred pain And it's quiet now The universe is standing still เช่นเดียวกันกับภาคดนตรีที่นำเสนอด้วยการใช้ซนธิไซเซอร์วาดลวดลายและเนรมิตบรรยากาศสภาพแวดล้อมในตัวเพลงได้อย่างเป็นรูปธรรมพร้อมทั้งลูกเล่นของความเป็นชูเกสซิ่งแบบสเปซร็อคที่ผสานวัฒนธรรมอันงดงามของไซคลีเดลิก อิเล็คโทรและโพรเกรสซีฟเข้าสู่ตัวงานได้อย่างมีชั้นเชิง ต๊ายยยย เก๋และทรงพลังพอที่จะจับไปเป็นสกอร์ประกอบภาพยนตร์ไซไฟได้เลยทีเดียว ปิดม่านการผจญภัยทางโลกแห่งเสียงดนตรีและส่งผู้ฟังกลับโลกแห่งความเป็นจริงได้อย่างเหนือชั้น


สรุป
สุดท้ายนี้คงต้องจำใจยอมรับข้อครหานะคะว่า The Killers นี่เป็นวงที่หาความแปลกใหม่ไม่ได้เลย เนื่องจากคบกันมาตลอด3อัลบั้ม The Killers ก็ยังคงเป็น The Killers ที่สามารถทำเพลงได้เปรี้ยว เก๋ เท่ห์ทรงเสน่ห์บาดใจเหมือนกับที่ทำเอาเดี๊ยนอึ้งกิมกี่จนฟังไมได้แบบตอนที่รู้จักกันวินาทีแรกไม่มีผิดเพี้ยน หึหึหึหึห อย่างที่คุณพี่ศรีวิการ์ ณ กองปอปท่านว่าไว้ในฉบับที่100แหละค่ะว่า "เก๋ไก๋ เปรี้ยวเท่ห์จนฟังได้ไม่รู้เบื่อและไม่มีขีดคั่นของกาลเวลามาเป็นตัวขวาง" นี่แหละ The Killers ตลอด3อัลบั้ม สรุปแล้วหาความแปลกใหม่ไมได้ขนาดนี้นี่ขอสมัครเป็นแฟนจ๋า (สำนวนพี่กอล์ฟ) เสียตั้งแต่วินาทีนี้นี่ยังไม่สายเกินไปใช่มั้ยคะ หึหึหึหึหึ

Coldplay : X&Y : 95%



Coldplay : X&Y : 95%

รูปแบบดนตรี

น่าแปลกที่จากประสบการณ์การฟังดนตรีสากลมาตอลด15-16ปียังไม่เคยมีโอกาสได้เปิดใจถามตัวเองจริงๆจังๆว่า "ดนตรีแนวไหนที่คิดว่ามีเสน่ห์ที่สุด" จวบจนก่อนหน้าที่จะตัดสินใจรีวิวงานชุดนี้เพียงไม่กี่ชั่วโมง เท่านั้นแหละค่ะเป็นเรื่อง!!!! เพราะส่วนตัวคิดว่าเป็นคำถามที่ยากพอๆกับการให้มานั่งจัดอันดับศิลปินหรืออัลบั้มโปรดเลยทีเดียว แล้วแหมมมมมม เพลงแนวไหนที่มีเสน่ห์ที่สุดเท่าที่เดียนเคยฟังล่ะสิ? คือส่วนตัวแล้วถ้าถามว่าแนวที่ชอบที่สุดคือ "พ็อพ" นะคะ แต่ถ้าเอามีเสน่ห์ ต๊ายยย ร็อค แจ๊ซซ์ โซล เฮ้าส์ พั้งค์ ดฟล์ค โกธิค บอสซาโนว่าเนี่ยเป็นตัวเลือกที่ขับเคี่ยวกันมาเป็นอันดับต้นๆพอสมควรทีเดียว สึดท้ายแล้วผู้ชนะสำหรับแนสทิน่าคือ "บริทพ็อพ" ซึ่งขอบอกไว้ก่อนนะคะว่าไม่ใช่แนวดนตรีประจำชาติของเดี๊ยนแต่อย่างใดหากแต่พิจารณาด้วยเมโลดี้ย์ละเมียดละไมเปี่ยมมนตร์ขลังผสานเข้ากับท่วงทำนองของอัลเทอเนทีฟเท่ห์ๆที่ต่อยอดไปสู่รสชาติที่หลากหลายทั้งพั้งค์ แจ๊ซซ์ อาร์แอนด์บี ร็อค พ็อพและอีกมากมายตามศักยภาพและกึ๋นของแต่ละวงจากการนำเสนอผ่านกีตาร์ เพียโน ซินธิไซเซอร์ ฯลฯ รวมถึงภาคเนื้อหาอันบริสุทธิ์ทรงพลัง ขบถและแฝงแง่คิดปรัชญาเสียดสีกระแทกกระทั้นตามแบบฉบับเอกลักษณืเฉพาะตัวของดนตรีจากเกาะอังกฤษที่ตราตรึงใจผู้ฟังทั่วโลกดังนั้นจึงขอตัดสินให้เป็นผู้ชนะไปด้วยประการฉะนี้ มาที่ดนตรีบริทพ็อพที่ส่วนตัวชอบและคิดว่าเป็นตัวแทนที่ดีของการนำเสนอดนตรีดังกล่าวเท่าที่ได้ฟังก็มี
Travis,Keane,Coldplay,Oasis,Radiohead,tereophonics,Blur,Suede,Starsailor,Manic treet Preachers ตลอดจน Hurricane#1ที่ดังจัดๆอยู่เพลงเดียวกับ Only The Strongest Will Survive แต่แค่เพลงเดียวนี่ก็เป็นหนึ่งในซิงเกิ้ลที่เดี๊ยนโปรดปรานที่สุดตลอดกาลจากแวดวงบริทพ็อพเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามถ้าจะให้เลือกงานของวงดังกล่าวโดยเน้นถึงจุดประสงค์ที่จะสามารถสะท้อนนิยามของบริทพอพแห่งยุคนี้ได้ดีที่สุดขึ้นมารีวิวล่ะก็ส่วนตัวขอเลือกงานของ Coldplay ในฐานะที่เป็นวงดนตรีบริทพ็อพที่ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามและได้รับความนิยมถึงขีดสุดในปัจจุบันกับ X&Y สตูดิโออัลบั้มชุดที่3ที่ฉายเสน่ห์อันเจิดจรัสของภาคการนำเสนอดนตรีบริทพ็อพรวมถึงการนำเสนอที่เป็นตัวตนของ Coldplay ได้อย่างดี

จุดด้อย

จะว่าไปด้วยภาคการนำเสนอที่มีจุดแข็งในตัวเองค่อนข้างสูงบนการยึดมั่นในเอกลักษณ์อันเป็นแนวทางปฏิบัติมาตลอด3อัลบั้มอาจจะกลายเป็นจุดด้อยสำหรับงานของ Coldplay โดยปริยายหากเกิดไปปะทะเอาผู้ฟังที่นิยมเติมเต็มสุนทรียภาพในแง่ของ "ความแปลกใหม่" แล้วอาจจะถูกมองว่าซ้ำซากเลยทีเดียว หากแต่ในความไม่มีอะไรใหม่นั้นถ้ามันสมารถสะท้อนความจัดจ้านละเมียดละไมและความสมบูรณ์แบบในเชิงที่มีพัฒนาการขึ้นอย่างเห็นได้ชัดกว่างานชุดก่อนรวมถึงรักษาคุณภาพไว้ได้อย่างดีแล้วนับว่าเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมทีเดียว ซึ่งในเรืองของคุณภาพคงปฏิเสธกันไม่ลงนะคะว่า Coldplay มีแต่ก้าวไปข้างหน้าเรื่อยๆ

แทร็คเด็ด

ประเดิมด้วย Speed Of Sound (5) ซิงเกิ้ลแรกที่ไปได้สวยถึงอันดับ8บนบิลด์บอร์ด (ซึ่งนับว่าประสบความสำเร็จเกินคาดทีเดียวนะคะหากตัดสินจากสถานการณ์ชาร์ตในช่วงนั้น) สำหรับภาคดนตรียังคงยืนพื้นบนความเป็นบริทพ็อพเมโลดี้ย์สวยๆสไตล์ Coldplay ทีแฝงมิติในการนำเสนอและเสน่ห์ของบรรยากาศอันหมองหม่นเยือกเย็นชวนสลดหากแต่บรรเจิดละเมียดละไมอยู่ในทีได้อย่างเหนือชั้นเช่นเดิมโดยนำเสนอผ่านรสชาติของอัลเทอเนทีฟร็อคที่ยืนพื้นอยู่บนท่วงทำนองอันสุดสง่างามจากเพียโนสวยๆผสานเข้ากับความเป็นอัพบีทจากซินธิไซเซอร์ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Running Up That Hill ในปี1985ของ Kate Bush ผนวกเข้ากับหนึ่งในมาสเตอร์พีซตลอดกาลจากทางวงอย่าง Clocks บทสรุปออกมาเป็นอีกหนึ่งแทร็คที่เจิดจรัสเหนือชั้นจนส่วนตัวขอยกให้เข้าทำเนียบหนึ่งในแทร็คที่เป็นตำนานของ Coldplay ด้วยการเนรมิตเนื้อหาอันสุดแสนมหัศจรรย์เกี่ยวกับการบรรลุถึงแก่นแท้ของศักดิ์ศรีและจิตวิญญาณของตนเองรวมถึงยืนหยัดที่จะมีชีวิตอย่างแข็งแกร่งและเปี่ยมคุณค่าบนโลก เช่นเดียวกับ Fix You (5) ที่ตอกย้ำให้ตระหนักถึงหัวใจของการยืนหยัดบนความเชื่อมั่น ความหวัง การเอาชนะทุกสิ่งบนพื้นฐานของความรักและที่สำคัญการเยียวยาชีวิตและจิตวิญญาณของตนด้วยศรัทธาได้อย่างมีชั้นเชิงจากการปรุงแต่งศักยภาพทางดนตรีร่วมกันของท่วงทำนองบริทพ็อพบริสุทธิ์กระจ่างใจจากทั้งเพียโนหวานๆและกีตาร์อคูสติคเข้ากับความเป็นกอสเพลจากออร์แกนโบสถ์ บีทกลองแบบสโลว์เทมโพและการบีบน้ำเสียงฟัลเซ็ทโทเข้ามาเติมเต็มรสชาตืและความสมบูรณ์แบบได้อย่างมีชั้นเชิงถึงขีดสุด เป็นอีกแทร็คที่ดีที่สุดจากทางวงเช่นกัน สลับมาฟังบริทพ็อพใสๆกันใน A Message (4/5) ที่โดเด่นบนท่วงทำนองของกีตาร์อคูสติคเท่ห์ๆที่แม้ว่าจะเล่นกันเรียบง่ายไปนิดหากแต่คุมคนฟังและทิศทางทั้งหมดอยู่หมัดด้วยอานิสงส์จากเมโลดี้ย์และความเพราะขั้นเทพล้วนๆ (แหม แต่ฟังอีแบบนี้ทีไรแล้วคิดถึงแต่ Travis) ต่อด้วย Talk (4/5) ที่แซมเพิ่ลความเป็นอิเล็คทรอนิคจากริฟฟ์ของ Kraftwerk เพลง Computer Love ในปี1981โดยรีมิกซ์ของแทร็คนี้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงแกรมมี่ปี2007สาขา Best Remixed Recording,Non-Classical นับว่าเป็นทิศทางที่แจ่มชัดและแปลกใหม่พอตัวทีเดียว

มาที่แทร็คเปิดอัลบั้มอย่าง Square One (4.5/5) ที่บีบอิเล็คโทรนิคและซินธิไซเซอร์ลงสู่ภาคการนำเสนอแบบอัลเทอเนทีฟร็อคตามธรรมเนียมให้ขยับขยายไปสู่จังหวะจะโคนที่มีความเป็นอัพบีทมากขึ้นอย่าไงรก็ตามตัวเพลงก็ยังสามารถรักษาวัฒนธรรมของการนำเสนอที่ให้อารมณ์หม่นหมองโศกสลดหนาวเหน็บหากแต่เจิดจรัสแพรวพราวสไตล์ Coldplay ไว้ได้อย่างครบถ้วน ส่วนตัวประทับใจภาคเนื้อหาที่ว่าด้วยการทลายกำแพงทางทัศนคติสู่การผจญภัยในโลกทัศน์อันเหนือจินตนาการเพื่อค้นพบและสัมผัสควมมหัศจรรย์หลายสิ่งหลายอย่างที่ดาหน้าเข้ามาทำความรู้จักบนเส้นทางชีวิต ในขณะที่ What If (4.5/5) จะนำพาคุณหวนเข้าสู่วัฏจักรแห่งธรรมเนียมการนำเสนอภาคดนตรีอันโศกศัลย์หมองหม่นทุกข์ระทมเย็นยะเยือกบาดจิตวิญญาณอันเป็นเสน่ห์และอัตลักษณือันเอกอุของ Coldplay ที่ใครได้มาลิ้มลองแล้วจะตกหลุมรักจนถอนใจไม่ขึ้นกับการปลดปล่อยจิตวิญญาณให้ลงไปดื่มด่ำกับโลกแห่งเสียงดนตรีอันเปี่ยมสุขที่หลอมเอาความสวยงามเข้ากับความปวดร้าวได้อย่างมีชั้นเชิง ก่อนจะหวนคืนสู่ความสวยงามที่หลงเหลือให้สัมผัสอย่างเต็มเปี่ยมบนโลกแห่งความจริงใน The Hardest Part (5) ที่ภาคดนตรีเป็นอดัลท์คอนเทมโพลารีย์บริทพ็อพที่ต้อนรับผู้ฟังด้วยเมโลดี้ย์พริ้วสลวยจากเพียโนก่อนจะตบด้วยความคึกตักจากกีตาร์ไฟฟ้าคลอเคล้าไปกับน้ำเสียงสุดแสนไพเราะเจิดจรัสของคริส มาร์ทินที่พัดพาความแห้งแล้งของจิตวิญญาณให้กลับมาสีสันและยืนหยัดได้อย่างทรงพลังอีกครั้ง

สรุป

ทั้ง X&Y และ Coldplay คือบทพิสูจน์อันทรงพลังของความบรรเจิดล้ำลึกและมนตร์มหาศาลที่สะท้อนออกมาจากดนตรีบริทพ็อพ เป็นเครื่องยืยยันได้อย่างดีในฐานะหนึ่งในภาคดนตรีที่ทรงเสน่ห์ที่สุดของโลก หนึ่งในอัลบั้มที่ประสบความสำเร็จ น่าจับตามอง สมบูรณ์แบบและทรงคุณภาพที่สุดประจำปี2005และที่สำคัญในฐานะการจารึกชื่อของ Coldplay ขึ้นสู่ความเป็นตำนานหน้าสำคัญที่ยังมีลมหายใจอยู่ของอาณาจักรดนตรีสากล ส่วนตัวเชื่อและศรัทธาว่าผลงานของวงๆนี้จะต้องออกมาในมาตรฐานที่มีศักยภาพสูงกว่าคำว่า "ตำนาน" อย่างแน่นอน

David Guetta : Blaster : 90%




David Guetta : Blaster : 90%

รูปแบบดนตรี

เดวิ เกตต้าสร้างชื่อในหมู่นักฟังเพลงจากฐานะหนึ่งในผู้บุกเบิกดนตรีเฟร้นซ์เฮ้าส์ให้กลายเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมที่สูบฉีดแรงบันดาลใจในการรังสรรค์และนำเสนอภาคดนตรีในตลาดเพลงสากลกระแสหลักเมื่อประมาณ17ปีที่แล้วกับซิงเกิ้ล Up&Way ช่วงปี1992 (ซึ่งช่วงนั้น "เฮ้าส์" กลายเป็นหนึ่งของสายเลือดใหม่ที่สูบฉีดวัฒนธรรมดนตรีทั่วโลกอย่างแพร่หลายถึงขีดสุดคิดดูแม้แต่ระดับอีเจ๊แม่มาดอนน่ายังแอบเฮ้าส์กับชาวบ้านเขาเช่นกันใน Erotica) ก่อนที่จะโด่งดังถึงขีดสุดกับสตูดิโออัลบั้มชุดแรกอย่าง Just A Little More Love ซึ่งเป็นการยกระดับการนำเสนอภาคดนตรีเฮ้าส์เข้าสู่วัฒนธรรมของกระแสสากลด้วยภาคการนำเสนอที่มีมิติหลากหลายและทรงเสน่หซึ่งนับว่าเป็นนิยามใหม่อันน่าตื่นตาตื่นใจของดนตรีเฮ้าส์เลยทีเดียว มาที่แนวเพลงของงานชุดนี้ก็ยังคงยืนพื้นอยู่บนความเป็นอิเล็คโทรเฟร้นซ์เฮ้าส์ที่โดเด่นด้วยการผสานการาจ ฟั้งค์ เทคโน เบรคบีทและดิสโก้โดยบีบความเป็นพ็อพลงไปเพิ่มาความละมุนใระดับที่ค่อนข้างสูงทีเดียวเสริมทัพด้วยสรรสำเนียงแสนทรงเสน่ห์จากบบรดาแขกรับเชิญตั้งแต่อารมณืร็อคหนักหน่วงดิบกร้าวสไตล์นิวเวฟยุค80ผสานพั้งค์จากคริส วิลลิสวง Nashville หรือจะเป็นอารมณ์โซลทุ้มนุ่มลึกหากแต่เซ็กซี่และทรงเสน่ห์บาดใจจากเจดี เดวิสวง Sinema ตลอดจนสรรพสำเนียงฮิพฮอพแร็พมันส์ๆสไตล์เบรคบีทจาก Stereo MC's ที่ทุกฝ่ายต่างขุดอาวุธลับขึ้นมาประชันกันเต้มที่ชนิดที่ไม่มีใครด้อยไปกว่าใครเลย แซ่บ!!!!

จุดด้อย

พิจารณาจากภาพรวมแล้วต้องนับว่าเป็นภาคต่อที่เหนือชั้นและสมบูรณืแบบขึ้นไปอีกระดับจากงานชุดแรกเลยทีเดียวนะคะส่วนตัวแล้วรู้สึกว่าเป็นงานที่ "แถบจะไม่มีจุดด้อย" สำหรับบรรทัดฐานของเดียนเนื่องจากส่วนมากที่สัมผัสได้จะเป็นความล้ำลึกและมีมิติในการนำเสนอขึ้นอีกระดับรวมถึงพัฒนาการที่เห็นได้ชัดในการนำเสนอภาคดนตรีที่หลากหลาย เก๋ แฟชั่นรวมถึงเป็นการระบายดนตรีเฮ้าส์ลงสู่กระแสตลาดสากลได้อย่างน่ายกย่องเลยทีเดียว ที่เหลือจะชอบหรือไม่ชอบก็คงต้องสุดแท้แต่รสนิยมผู้ฟังแต่ละท่าน

แทร็คเด็ด

3แทร็คที่จะไม่ทำให้ขาร็อคผิดหวังด้วยการผสานแดนซ์-เฮ้าส์เข้ากับริฟฟ์กีตาร์ร็อคหนักๆกระแทกกระทั้นเจือด้วยลูพซินธิไซเซอร์สไตล์นิวเวฟยุค80และสรรพสำเนียงเกรี้ยวกราดแบบพั้งค์ร็อคจากน้ำเสียงเท่ห์ๆของคริส วิลลิสได้แก่ Money (4/5) บนจังหวะอิเล็คโทรฮาร์ดเฮ้าส์ผสานพั้งค์และนิวเวฟเท่ห์ขาดใจสมศักดิ์ศรีซิงเกิ้ลแรก ต่อด้วย Stay (4.5/5) ที่แซมเพิ่ล I Feel Love ของดอนน่า ซัมเมอร์ได้อย่างแยบยลตัวเพลงเป็นแดนซ์-พั้งค์ ฟั้งค์เจือดิสโก้และชิคาโก้เฮ้าส์ที่ภาคการนำเสนอเปรี้ยวกระชากวิญญาณสุดๆฟังแล้วหอบไปเลยและถูกใจสุดๆกับ Get Up (4.5/5) ที่เจิดจรัสบนบีทอิเล็คโทรเฮ้าส์ผสนซินธิไซเซอร์และลูพแบบนิวเวฟยุค80พร้อมกับลูกเล่นเรโทรคลับแดนซ์ที่ยกพลมาทั้งพั้งค์ ฟั้งค์และอินดี้ร็อครวมร่างกันได้อย่างเหนือชั้นสุดๆ ที่สำคัญทั้ง3แทร็คนี้คุณพี่คริสถวายวิญญาณร้องได้อย่างสะใจสุดๆฟังแล้วขนลุก

หนึ่งในแทร็คที่ส่วนตัวประทับใจที่สุดขอยกให้ The World Is Mine (5) ที่เป็นแดนซ์-พ็อพผสานอิเล็คโทร เฮ้าส์บนโพรแกรมมิ่งเก๋ๆ ตัวเพลงแซมเพิ่ล Someone Somewhere In Summertime ของ Simple Minds ได้อย่างลงตัว ส่วนตัวประทับใจภาคเนื้อหาที่กลั่นกรองออกมาคารวะความฝัน จินตนาการและความทะเยอทะยานได้อย่างเหนือชั้นโดยเฉพาะท่อนคอรัสที่ว่า "The World Is Mine! I've Lost My Fear To War And Peace" นี่ฟังแล้วเล่นเอาเดียนหลุดลอยออกจากโลกไปเลยคือมันเป็นประโยคสั้นๆหากแต่คมคายและทรงพลังต่อจิตวิญญาณมากๆยิ่งมาถ่ายทอดเคียงคู่ไปกับน้ำเสียงสวรรค์สุดเซ็กซี่ของเจดี เดวิสแล้วยิ่งเหนือชั้นสมบูรณ์แบบเหนือคำบรรยาย สมศักดิ์ศรีอันดับหนึ่ง Hot Dance Airplay ตัวแรกบนฝั่ง US ของป๋าเดฟ กลับสู่รากฐานเฟรนซ์เฮ้าส์สวยๆลอยละล่องใน Time (4.5/5) ที่บีบความเป็นพ็อพดาวน?เทมโพเข้าไปเจือกับดีพเฮ้าส์ เทคโนเย็นๆผสานแทรนซ์ลอยละล่องได้อย่างเซ็กซี่ละเมียดละไม เมโลดี้ย์สวยมาก สำหรับแทร็คที่โดนใจที่สุดในงานชุดนี้ขอยกให้ Open Your Eyes (5) ที่ได้ Stereo MC's มาลงเสียงแร็พได้อย่างสะเด็ดสะเด่าปลิดขั้วหัวใจบนภาคดนตรีแบบเบรคบีทเก๋ๆที่ทอดไปสู่มนตร์เสน่ห์ที่หลากหลายทั้งพั้งค์ เอซิด ฮิพฮอพรวมถึงอิเล็คโทรเฮ้าส์ได้อย่างสุดทรงพลัง เป็นหนึ่งในแทร็คที่สมบูรณืแบบและแฟชั่นทีสุดตลอดกาลของเดวิดที่แรงพอจะเข้าทำเนียบแห่งนิยามของการนำเสนอดนตรีช่วงทศวรรษหน้าทีเดียว

สรุป

สามคำสั้นๆ "เปรี้ยว เก๋และร้ายกาจ" ก็สามารถสะท้อนนิยามของงานชุดนี้ได้อย่างครบถ้วน จะว่าไปคิดว่าเป็นงานที่ดีที่สุดของเดวิดสำหรับเดี๊ยนเลยทีเดียว
ป.ล. ขอบคุณนิตยสาร Hook และคุณอนุรักษ์ รุ่งเรื่องธัญญาสำหรับข้อมูลอ้างอิงต่างๆและศัพท์ทางดนตรีที่เดี๊ยนขอแซมเพิ่ลมาใช้ในงานรีวิวครั้งนี้ ที่สำคัญขอบคุณสำหรับงานเขียนดีๆและแรงบันดาลที่ทำให้รู้จักงานดีๆงานนี้ค่ะ

Britney Spears : In The Zone : 70%




Britney Spears : In The Zone : 88%

In The Zone สตูดิโออัลบั้มอันดับสี่ของบริทนีย์ สเปียร์ส ซึ่งสามารถสร้างสถิติให้เธอเป็นศิลปินหญิงคนแรกที่มีสตูดิโออัลบั้มขึ้นเป็นอับดับหนึ่งติดต่อกันถึงสี่อัลบั้ม (ถ้าจำไม่ผิดขึ้นด้วยยอด609,000ก็อปปี้) ได้3แพลตตินัมจากR.I.A.A ด้วยจำนวนยอดขาย3.1ล้านแผ่นเฉพาะในอเมริกา (ถ้าข้อมูลด้านสถิติผิดพลาดช่วยโต้แย้งด้วย)

รูปแบบเพลง: บริทนีย์สามารถแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของความเป็นศิลปินที่มีศักยภาพยิ่งขึ้นเมื่อเทียบกับงานชุดก่อนๆ โดยที่เธอสามารถฉีกรูปแบบการนำเสนอดนตรีและภาพลักษณ์ของตนเองให้หลากหลาย และมีชั้นเชิงกว่าเดิม เธอก้าวไปอีกระดับจากการทำเพลงพ็อพตามแบบฉบับทีนดิว่าสู่งานดนตรีพ็อพเต้นรำที่ผสานไปด้วยสรรพสำเนียงและกลิ่นอายของดนตรีที่หลากหลายเช่น อาร์แอนด์บี (ซึ่งมีอิทธิพลในหลายแทร็ค) แดนซ์ฮอลล์ แทรนซ์ อิเล็คโทรนิค ทริพฮอพ ดีฟเฮาส์ เทคโน ฮิพฮอพ รวมไปถึงบัลลาด (ทำไมเยอะจังคะ) นอกจากนี้การที่เธอได้ร่วมงานกับโปรดิวซ์เซอร์ระดับแนวหน้าอย่าง อาร์ เคลลี่ มาดอนน่า โมบีย์ เดอะแมทริกซ์และอีกมากมายทำให้ผลผลิตที่ถูกคัดเลือกอยู่ในอัลบั้มค่อนข้างแข็งกล่าวคือมีประสิทธิภาพและแรงพอที่จะตัดขายได้เกือบทุกเพลง - - ที่สำคัญลงตัวและล้ำเสียจน Bionic อายม้วนต้วน




ป.ล. เป็นครั้งแรกที่เธอไม่ได้ร่วมงานกับแม็ก มาร์ติน โปรดิวเซอร์คู่บุญที่สร้างชื่อและความสำเร็จให้เธออย่างมากมายเมื่อสามอัลบั้มที่แล้ว

จุดด้อย




จากการฟังในระยะยาวเมื่อเทียบกับทุกอัลบั้มของบริทนี่ย์ ส่วนตัวรู้สึกว่า In The Zone เป็นงานที่หาข้อด้อยในแถบจะน้อยที่สุดในบรรดา7อัลบั้มทั้งหมดทั้งมวลของเธอเลยทีเดียวรวมถึงถ้าตัดสินในแง่ของการเล่นกับภาคดนตรี วิสัยทัศน์และการระเบิดศักยภาพทางการนำเสนอที่สุดโต่งที่ฉีกจากบริทนี่ย์ที่ค่อนข้างจะเมนทสตรีมจัดจ๋าชัดเจนในช่วงก่อนหน้านี้และอัลบั้มล่าสุดลงมาทำเพลงเต้นรำที่กว่าค่อนอัลบั้มเป็นงานอิเล็คโทรนิคไต่ไปเกือบจะไฮเอ็นไม่แคร์ตลาดและทะลึ่งออกมาลงตัวขนาดนี้นี่คงต้องยกนิ้วให้...เสียตรงดาบสองคมที่เธอดันเกิดเป็น "บริทนี่ย์" และเกิดในฐานะ "เจ้าหญิงเพลงพ็อพ" In The Zone ที่เรียกได้ว่าดีมากๆชุดนี้จึงต้องใช้ระยพเวลาในการพิสูจน์ตัวเองในฐานะงานคุณภาพนานพอตัวก่อนที่นักวิจารณืปากแข็งหลายๆท่านจะยอมรับ


ป.ล. เสียดายที่อัลบั้มนี้ดันเกิดเร็วไปนิดถ้ามาออกในยุคนี้นี่คงได้สอยอันดับหนึ่งไปหลายเพลงทีเดียว




ซิงเกิ้ล :

Me Against The Music Feat. Madonna (5) ซิงเกิ้ลแรกและถือเป็นไทเทิ่ลแทร็คของอัลบั้ม จริงๆก่อนหน้าเวอร์ชั่นที่จะร่วมงานกับเจ๊เพลงนี้เคยใช้ชื่อว่า Get In The Zone (ซึ่งเป็นชื่อของอัลบั้มก่อนหน้าที่จะวางขายเช่นกัน) ก่อนหน้านี้เพลงที่ถูกวางเป็นซิงเกิ้ลแรกคือ Outrageus เนื่องจากต้นสังกัดเห็นว่ามีความเป็นเออร์บันสูงพอที่จะตอบสนองอุปสงค์ของตลาดเพลงปัจจุบันได้ แต่อีหอกมองการณ์ไกลค่ะเห็นว่าถ้าตัดเพลงนี้ไม่ต้องรอให้เข่าหักเดี๊ยนก็ไม่รอดแน่ก็เลยส่ง Me Against The Music ไปให้มาดอนน่าพิจารณาก่อนที่จะมาบันทึกเสียงใหม่ ด้วยชื่อเสียงและความอัจฉริยะของทั้งคู่ทำให้เพลงอาร์แอนด์บีเต้นรำธรรมดาๆเพลงนี้ดูมีพลังมากขึ้นทีเดียวเมื่อตัวเลือกที่มาร่วมงานด้วยคือสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของอุตสาหกรรมดนตรีสากล โดยส่วนตัวคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดามากๆแน่ค่ะสำหรับการที่ตัวแทนพลังจากสองยุค (ที่มีอิทธิพลสุดๆต่อตลาดเพลงพ็อพ) มาดวลเพลงกัน นอกจากนี้ที่น่าสนใจคือเพลงนี้เป็นซิงเกิ้ลเปิดตัวเพลงแรกของบริทนีย์ในฐานะ Co-WritingและCo-Producingด้วยนะคะ


Toxic (4/5) ซิงเกิ้ลที่สองพ็อพแดนซ์เจือสรรพสำเนียงความเป็นบอลลีวูดด้วยเครื่องสายแบบอินเดียที่เล่นตามแบบฉบับหนังสายลับ (ได้ข่าวว่ามีแรงบันดาลใจมาจากเจมส์ บอนด์สักภาคนี่แหละคะ) ที่น่าประทับใจแทนหอกคือเพลงนี้สามารถขึ้นอันดับ9บนชาร์ตบิลด์บอร์ดได้หลังจากที่เธอไม่ได้มีเพลงฮิตมาถึง2ปี นอกจากนี้ยังชนะรางวัลแกรมมี่เป็นตัวแรกสาขา Best Dance Recording นะคะ (ต๊ายยย เพิ่งรู้นะคะ) แถมโพลจากการสอบถามลูกค้ากว่า66ประเทศของบริษัท โซนี่ อิริคสันเกี่ยวกับเพลงที่โดนใจลูกค้ามากที่สุดจากตัวเลือกเจ็ดแสนกว่าเพลง Toxicของบริทนีย์ได้เป็นอันดับที่สองเชียวนะคะ เป็นรองแค่ We Are The Champion ของ Queen น่ะค่ะ ดีใจด้วยนะเธอ

Everytime (3/5) พ็อพบัลลาดโดยใช้เพียโนแสดงลูกเล่นแบบกล่องดนตรีน่ะค่ะ เพลงนี้แต่งที่เยอรมนีโดยที่เธอได้ร่วมแต่งกับ Annette Artan นักร้องแบ็คอัพของเธอ มาดูที่ตัวเพลงเดี๊ยนว่าเพลงนี้มองได้สองแง่นะคะคือถ้าไม่ห่วยไปเลยก็จัดว่าดีในระดับที่รับได้ ขอตบหัวก่อนแล้วกันนะคะที่ว่าห่วยเนื่องจากความรู้สึกส่วนตัวคิดว่าเป็นบัลลาดแห้งๆเนือยๆขาดจุดน่าสนใจซึ่งจริงๆบรืทนีย์ก็ไม่ใช่นักร้องที่มีเสียงทรงพลังอะไรอยู่แล้วฟังแล้วไม่ค่อยรู้สึกถึงอารมณ์ร่วมเท่าไร แต่ถ้ามองในแง่พัฒนาการสังเกตได้ว่าบัลลาดก่อนๆของเธอจะเน้นดนตรีและท่อนคอรัสกลบเสียงเธอเป็น่วนใหญ่แต่เพลงนี้กลับเน้นที่จะโชว์พัฒนาการของการใช้เสียงเธอเป็นหลักโดยที่มีดนตรีเป็นแบ็คกราวนด์บางๆ ซึ่งขอบอกว่าเธอใช้เสียงได้ดีขึ้นจริงขอชมในความกล้าเสี่ยงค่ะ

Outrageous (3/5) จากที่กล่าวไปข้างต้นนะคะว่าเกือบจะได้เป็นซิงเกิ้ลเปิดตัวเสียแล้ว บริทนีย์คิดถูกแล้วค่ะที่ไม่เลือกปล่อยเพลงนี้มาเป็นซิงเกิ้ลแรกโดยส่วนตัวตกใจนะคะที่รู้ว่า อาร์ เคลลี่ย์โปรดิวซ์เพลงนี้เพราะไม่คิดว่าจะทำออกมาได้อย่างขาดชั้นเชิงเสียชื่อขนาดนี้ เหมือนกับอาร์แอนด์บีตลาดๆในปัจจุบันที่หามุขแปลกใหม่ๆไม่ได้ก็ใส่ความเป็นตะวันออกเอาสำเนียงภารตะมาเป็นลูกเล่นไว้ก่อน ส่วนเนื้อเพลง เฮ้อ อย่าให้พูดเลยดีกว่านะคะสัญญากับตัวเองไว้ว่าจะพยายามไม่หยาบคายในงานรีวิวเหมือนแบบก่อนๆแล้ว เอาเป็นว่า เสร่อ นะคะสั้นๆง่ายๆไทยๆดีค่ะ แต่ภาพรวมเมื่อมองในแง่ของความแปลกใหม่แล้วถือว่าเป็นเพลงสูตรสำเร็จที่เพราะนะคะและสามารถขายได้ง่ายๆ โดยรวมก็ยังถือว่าไม่แย่เกินไปที่จะรับ....แต่เชื่อเถอะพอมาอยู่กับบริทนี่ย์แล้วเธอทำให้เพลงแบบนี้ดีขึ้นเยอะทีเดียว

เพลงอื่นๆ :

Breath On Me (5) ขอยกให้เพลงนี้เป็นเพลงที่ดีที่สุดของอัลบั้มนะคะ พ็อพแทรนซ์แบบเก๋ๆลอยละล่อง การนำเสนอถือว่าเหนือชั้นและแปลกใหม่ๆมากๆสำหรับบริทนีย์ โดยส่วนตัวฟังแล้วนึกถึง Confide In Me ของ ไคย์ลีย์ มิโน้กน่ะค่ะ อารมณ์เพลงเต้นรำเก๋ๆเซ็กซี่เชิญชวนประมาณนั้น จริงๆแล้วจะถูกตัดโปรโมตเป็นซิงเกิ้ลที่สี่นะคะก่อนที่จะถุกเลือนออกไปเป็นตัวที่ห้าแต่เสียดายที่เธอได้รับบาดเจ็บเสียก่อนเพลงดีๆเพลงนี้เลยอดโปรโมตไปซะอย่างนั้น เห็นว่ามีซิงเกิ้ลขายเฉพาะในญี่ปุ่นกับเยอรมันนี่คะ (I Got That) Boom Boom Feat. Ying Yang Twins (4/5) อาร์แอนด์บีฮิพฮอพเขย่าฟลอร์ เวลาผ่านไปนานๆ (บวกกับทักษะการฟังเพลงแนวเออร์บันพัฒนาขึ้น) จากที่ไม่ชอบต้องขอบอกเลยค่ะว่าเพลงนี้แรงมากๆเพลงหนึ่งเลยทีเดียว และก็เป็นอีกเพลงนึงนะคะที่พลาดจากการถูกตัดเป็นซิงเกิ้ลเคยถูกวางไว้ว่าจะใช้เป็นซิงเกิ้ลปิดอัลบั้ม...ถ้าเอามาเปิดโปรโมตในยุคนี้นี่สงสัยติดอันดับจนหยากไย่ขึ้นเกรอะแน่นอน

Touch Of My Hand (4.5/5) ผสานเทคโนเข้ากับอารมณ์เวิลด์มิวสิคด้วยโพรแกรมมิ่งเครื่องสายแบบจีน เป็นอีกหนึ่งเพลงที่แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการทางดนตรีที่ดีของบริทนีย์ เพลงนี้เด็ดตรงเนื้อหาที่ว่าด้วยเรื่องของการช่วยตัวเองค่ะ เซ็กซี่มากๆ ต๊ายยยยได้เพลงสำหรับเปิดระหว่างมีเซ็กส์อีกเพลงแล้วค่ะ Showdown (4/5) เคยดูถูกเพลงนี้ในช่วงที่ยังโง่และความรู้ทางดนตรีน้อยอยู่แต่พอมาฟังอีกทีตอนโตนี่ต้องขอกราบงามๆทีเดียวกับงานทริพฮอพสุดปรี๊ดที่วาดบีทอิเล็คโทรนิคล้ำแบบดั๊บลอยตุ๊บป่องๆ ชั้นเชิงยากจะเข้าใจแตนานไปแล้วกระเดื่องเลิศล้ำอันดับหนึ่งในปฐพีทีเดียว The Hook Up (3/5) แหมอัลบั้มนี้เพลงเต้นเยอะจังนะคะนี่เป็นเพลงสนุกๆชวนโยกอีกหนึ่งเพลงค่ะ พ็อพอาร์แอนด์บีที่ประสานเสน่ห์ของจังหวะแบบแดนซ์ฮอลล์เข้าไว้ได้อย่างลงตัวเสียอย่างเดียวที่เสียงร้องและลุพเดิมๆที่วนไปวนมาทั้งเพลงแบบนี้อัลบั้มหน้าทำท่อนคอรัสอย่างเดียวเพลงนึงเต็มๆไปเลยรู้แล้วรู้รอดไปนะคะ Early Morning (5) เพลงนี้เป็นเพลงที่เธอร่วมงานกับโมบีย์ค่ะ ตัวเพลงออกมาเป็นเพลงเต้นรำแบบเทคโนดีพเฮาส์เก๋ๆสไตล์พี่เหม่ง งดงามเกินบรรยายลอยละล่องไปในห้วงอวกาศที่อ้างว้างพิสดาร


Brave New Girl (2/5) ความพยายามของบริทนีย์ที่จะทำเพลงแบบมาดอนน่าหรือเจเน็ตนะคะ โดยส่วนตัวคิดว่าเพลงนี้มีองค์ประกอบที่หลากหลายดี แต่มันมากเกินไปจนนำเสนออกมาได้ค่อนข้างมั่วนะคะกวาดมาหมดตั้งแต่พ็อพซินธ์กับบีทแบบอัพเทมโปยุค80 การวางโครงสร้างดนตรีแบบนีโอ-อิเล็คโทรคคุมคู่ไปกับพ็อพแดนซ์ การร้องแบบทั้งร้อง ทั้งแร็พ ทั้งผ่านเครื่องแปลงเสียง โอ๊ย สนุกสนาน ว่างๆยัดทุกแนวบนโลกเข้าไปในเพลงๆเดียวให้หมดและตั้งคำถามชิงบัตรคอนเสิร์ตเลยนะคะ Shadow (4/5) แม้ว่าจะดูฉาบฉวยและสูตรสำเร็จไปนิดนะคะ แต่ขอชมบริทนีย์ที่สามารถทำบัลลาดที่มีชั้นเชิงออกมาได้ น่าประทับใจที่เธอสามารถเชื่อมโยงทุกสิ่งทุกอย่างในเพลงนี้เข้าด้วยกันและนำเสนอออกมาได้อย่างดี ที่ชอบมากๆคือลีลาการใช้น้ำเสียงที่สามารถถ่ายทอดเนื้อหาและสอดรับกับภาคดนตรีอย่างดี ที่สำคัญคือเธอสามารถเข้าถึงอารมณ์และสื่อสิ่งที่ต้องการออกมาเป็นรูปธรรมได้ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของศิลปินน่ะค่ะ


สรุป :

สำหรับดิฉันนี่เป็นอัลบั้มที่ดีที่สุดของเธอรองจาก Baby One More Time เลยทีเดียวและอาจจะดีที่สุดในแง่ของรสชาติที่หลากหลาย พัฒนาการก้าวกระโดดและการร้อยเรียงงานออกมาในระดับมาสเตอร์พีซ - - ซึ่งน่าเสียดายที่แฟนเพลงส่วนใหญ่จะไปยอมรับ Blackout ในฐานะมาสเตอร์พีซมากกว่าเนื่องจากเพลงที่ดีที่สุดและเพลงที่แรงที่สุดของบริทนี่ย์อยู่ในงานชุดนั้น หากแต่ภาพรวมของอัลบั้มค่อนข้างจะน่าผิดหวังสำหรับดิฉัน - - ไม่ว่าใครจะมองเธออย่างไร อย่างน้อยบริทนีย์ก็ไม่เคยให้อัลบั้มที่ต่ำกว่ามาตรฐานแก่ผู้ฟัง ซึ่งนั่นเป็นหนึ่งในสิ่งที่พิสูจน์แล้วว่าเธอคือศิลปินที่ดีเพียงแต่ถูกมองข้ามข้อนี้ไปอย่างน่าเสียดาย

Avril Lavinge : The Best Damn Thing : 68%


Avril Lavinge : The Best Damn Thing : 68%

รูปแบบดนตรี :

ใน The Best Damn Thing อาวริลยังคงนำเสนอดนตรีที่มีพื้นฐานอยู่บนแนวพ็อพร็อคเช่นเดียวกับสองอัลบั้มที่ผ่านมา เพียงแต่ทิศทางและสัดส่วนของดนตรีแบบพังค์พ็อพค่อนข้างแรงและชัดเจนยิ่งขึ้น คิดว่าคนที่ชอบเพลงติดอารมณ์พังค์ๆแบบ Sk8er Boi หรือ He Wasn't คนจะถูกใจเพราะในอัลบั้มนี้มีให้คุณเลือกจิ้มกันเพลินเลยทีเดียว นอกจากนี้เธอยังได้นำสรรพสำเนียงการร้องแบบอาร์แอนด์บีเข้ามาประยุกต์ใช้เป็นสีสันในงานรวมถึงการครีเอทสไตล์การร้องและแร็พ (ใช่แล้วแร็พฟังไม่ผิดหรอก) แบบพวกสาวปอมปอมเชียร์ลีดเดอร์ เรียกได้ว่าเป็นซาวนด์ทดลองที่ค่อนข้างเก๋และเพิ่มความน่าสนใจให้แก่ชิ้นงานที่สำคัญที่สุดเป็นอีกหนึ่งความแปลกใหม่ที่ฉายแสงออกมาได้ชัดเลยทีเดียว ในส่วนของงานบัลลาดซึ่งมีน้อยมากในอัลบั้มแต่สำหรับเดี๊ยนส่วนน้อยนี่แหละที่เป็นตัวแทนบ่งบอกถึงพัฒนาการและศักยภาพในการทำงานเพลงที่สูงขึ้นไปอีกหนึ่งระดับของเธอ

ป.ล. The Best Damn Thing ยังมีอีกหนึ่งเวอร์ชั่นที่แถมดีวีดีซึ่งเป็นเวอร์ชั่นสำรอกคำหยาบ ซึ่งหยาบโลนจนถึงขั้นได้รับเกียรติแปะป้าย Parental Advisory เป็นอัลบั้มแรกของเธอ (คาดว่าคงสมใจวีนเธอน่ะค่ะ) ใครที่อยากฟังอะไรแรงๆห่ามๆแบบไม่ต้องกิ๊กๆกั๊กๆหนีบๆ หรืออยากจะรู้ว่าสาวปากปีจออย่าง Brooke Valentine หรือ Lady Souvereign ลองแบ่งภาคมาทำเพลงทีนควีนจะเป็นอย่างไรลองไปหามาฟังดูนะคะ

ซิงเกิ้ล :

Keep Holding On (5) ซาวนด์แทร็คประกอบภาพยนตร์เรื่อง Eragon บัลลาดพ็อพร็อคที่ทรงพลังทั้งในด้านเนื้อหาและดนตรี ฟังแล้วรู้สึกถึงเพลง Breakaway ของ เคลลีย์ คลาคสัน จนแถบอยากจะเรียกว่าเป็นภาคสองของเพลงนั้นเลยทีเดียว โดยส่วนตัวแล้วเป็นเพลงที่สมบูรณ์แบบ มีสาระ ลึกซึ้งและสวยงามที่สุดในอัลบั้มค่ะ ชอบที่สุดแล้ว

ป.ล. เพลงนี้ได้ถูกเสนอชื่อเข้าชิงอคาเดมี่อวอร์ดปีล่าสุดสาขา Best Original Song ด้วยนะคะ แต่หลุดไฟนอลโนมินีไปอย่างน่าเสียดาย

Girlfriend (3.5/5) เปิดตัวได้สมศักดิ์ศรีเกินความคาดหวังค่ะ เพลงนี้เป็นซิงเกิ้ลแรกของอัลบั้มและเป็นซิงเกิ้ลแรกของเธอที่ได้อันดับหนึ่งบนบิลด์บอร์ดชาร์ต พังค์พ็อพร็อคแบบเดียวกับที่ได้ยินจาก Sk8er Boi และ He Wasn't นั่นแหละค่ะ เรียกได้ว่าเป็น Signature Song ของเธอไปแล้ว เพียงแต่เพลงนี้มีลูกเล่นที่เก๋กว่าในการหยอดบีทและลูกเล่นการร้องแบบอาร์แอนด์บีเข้าไป รวมถึงการแร็พปลุกใจแบบสาวปอมปอม (ขอชมว่าทำได้น่ารักและลงตัวมากๆ) แต่ตินิ๊ดนึงนะคะว่าครังแรกๆที่ฟังนี่เดี๊ยนเห็นหน้าฮิลารีย์ ดัฟฟ์ลอยไปลอยมาว่อนเชียว โดยเฉพาะท่อนที่เธอเน้นคำว่า Disappear อ่ะค่ะ มีใครเห็นด้วยมั้ยว่าคล้ายกันมากๆ

ป.ล. ได้ข่าวว่าเกิลเฟรนด์ทำท่อนคอรัสออกมาถึง7ภาษา รวมไปถึงอีกสองภาษาที่ทำไม่เสร็จอย่างฮินดูและรัสเซียด้วย ไม่ทราบว่าทำมาเพื่ออะไรเจ้าคะ และอัพเดทนิ๊ดนึงค่ะว่าซิงเกิ้ลนี้ล่าสุดถูกTommy Dunbar และ James Gangwer ยื่นเรื่องต่อศาล ที่เพลง Girlfriend ของเอวริล มีทำนองและเนื้อร้องที่ละม้ายคล้ายเพลง I Wanna Be Your Boyfriend ของพวกเค้าที่แต่งขึ้นในปี 1979 และะขับร้องโดยวง The Rubinoos โดยเรื่องจะขึ้นพิจารณาคดีในศาล เดือนสิงหาคมนี้ น่ะค่ะ

ป.ล. (อีกที) อีย์หอกออกซิงเกิ้ลแรกงวดนี้อย่าแพ้เขานะลูก โฮะๆๆๆๆๆๆๆ

When You're Gone (3.5/5) บัลลาดพ็อพร็อคซิงเกิ้ลที่สอง อย่างแรกที่ชอบคือดนตรีเนียนตั้งแต่อินโทรเพียโนและเครื่องสายสม่ำเสมอและสอดรับกันกับท่วงทำนองบัลลาดร็อคแบบลงตัวไปจนจบเพลง อย่างที่สองคือการผนวกความรู้สึกที่หลากหลายแล้วสามารถถ่ายทอดออกมาได้อย่างมีเอกภาพ ส่วนตัวฟังแล้วคิดว่าเป็นการผสานที่ลงตัวระหว่างความเกรี้ยวกราดที่นุ่มนวลยิ่งขึ้นของ I'm With You และความมืดหม่นอ้างว้างแต่กลับมาอย่างทรงพลังของ Slipped Away อาวริล! เพลงนี้ขอบอกว่าคุ้มค่าที่รอคอยนะ

Hot (3/5) ว่าที่ซิงเกิ้ลที่สาม ที่ล่าสุดเธอนำไปโชว์ที่ The Friday Night Project น่ะค่ะ ตัวเพลงถูกนิยามว่าเป็นบัลลาดพังค์น่ะค่ะ คือใช้เทคนิคการเดินดนตรีแบบซอฟต์พังค์ร็อคและใส่อารมณ์พ็อพร็อคละเมียดละไมกึ่งๆบัลลาดลงไป เรียบๆง่ายๆแต่ส่วนตัวเดี๊ยนว่าโดดเด่นที่สุดในอัลบั้มคือดูแหวกออกมาจากเพลงอื่นเลยทีเดียวน่ะค่ะ มารอดูกันนะคะว่าจะออกหัวหรือก้อย

แทร็คอื่นๆ :

I Can Do Better (3.5/5) กรี๊ดๆๆๆๆๆๆๆ เริ่ดมากๆค่ะเพลงนี้ย์! พัhงค์พ็อพชนกับร็อคทั้งดนตรีเนื้อหาไปยันลูกเล่นการนำเสนอป่วงได้สะใจเดี๊ยนมากๆ ไหนจะลูกบ้าที่ประโหมประโคมทั้งลูพกลอง กีตาร์ เบสหนักๆไปจนถึงวีนที่แหกปากสุดพลังก่อนจะแปล่งร่างมาเป็นสาวปอมๆแร็พเอาช่วงกลางเพลง ขุดสารพัดวิทยายุทธขึ้นมาเอ็นเตอร์เทนคนฟังเกิน108เล่มเกวียนขนาดนี้ กรี๊ดๆๆๆๆๆๆๆๆ เริ่ดมากค่ะเพลงนี้ย์! อีกรอบน่ะค่ะ Runaway (4/5) เข้าทางอาวริลสุดๆค่ะแทร็คนี้ พ็อพร็อคเริ่มต้นด้วยจังหวะใสๆกลางๆแล้วไประเบิดพลังเอาถึงขีดสุดในช่วงคลอรัส เป็นอีกหนึ่งอัตลักษณ์และสูตรสำเร็จอีกหนึ่งอย่างของงานเธอที่ได้ยินกันมาตั้งแต่ Mobile กับ Anything But Ordinary แล้ว อย่างไรก็ตามไม่ว่าทำออกมากี่ครั้งก็ถูกใจเดี๊ยนทุกทีไป ต่อกันด้วย The Best Damn Thing (4/5) ไทเทิ่ลแทร็ค ฟังแล้วพาลนึกถึง Watching The Rain ของ เคที่ โรส ตะหงิดๆน่ะค่ะ ถ่ายทอดอย่างเก๋ไก๋ด้วยการร้องกึ่งแร็พที่ได้อิทธิพลมาจากพวกลีดแดนซ์ที่เราเห็นประกวดๆกันน่ะค่ะผสมผสานกับท่อนฮุคที่ปรับตัวมาเป็นสาวพังค์ได้อย่างลงตัว ได้ใจสุดๆก็ตอนการร้องแบบแปรอักษรช่วงกลางเพลงนั่นแหละช่างคิดช่างครีเอทจริงๆน่ารักดีน่ะ เป็นอีกหนึ่งเพลงที่อยากให้เป็นซิงเกิ้ลมากๆค่ะ อีกเพลงที่มันส์ไม่แพ้กันคือ Everything Back But You (3/5) ชั้นเชิงไม่มีอะไรมากมายค่ะ แต่ถ้าจะเอาความมันส์กระแทกกระทั้นเร้าใจล่ะก็รีบๆจิ้มแล้วสนุกไปกับการเปิดคอนเสิร์ตร็อคส่วนตัวในห้องนอนเลยค่ะ เหมาะต่อการเล่นสดมากๆแค่คิดก็ไม่ต้องบรรยายแล้วว่าจะออกมามันส์ขนาดไหน

ป.ล. ใครก็ได้ช่วยเดี๊ยนคิดหน่อยสิคะว่าอีย์ท่อนคลอรัสสุดจะกระแทกกระทั้นนี่ย์ ได้แรงบันดาลใจมาจากเพลงไหนของ Green Day คือรู้สึกถึงอ่ะค่ะแต่นึกไม่ออก

I Don't Have To Try (2/5) ในแง่เนื้อหาเดี๊ยนว่าน่าสนใจนะคะ ฐานะที่แสดงจุดยืนและทัศนคติของอาวริลออกมาได้อย่างเด่นชัดคือเล็งไปที่เนื้อหาแล้ว อาวริล ลาวีญ ตัวจริงเสียงจริงเลยอ่ะค่ะ เสียงแร็พและดนตรีในช่วงต้นฟังดูเหมือนจะเก๋น่ะค่ะแต่พอเข้ามาที่ตัวเพลงเต็มๆแล้วค่อนข้างกลวงนะคะ คือเธอพยายามยัดลูกบ้าที่มันมากมายจนเกินไปทั้งพยายามทำเสียงแหลม ทั้งกระแทกดนตรี ทั้งแหกปากตะคอก เพลงที่น่าจะรอดเลยร่วงไปสมใจเลยค่ะ เหลือแต่เพียงความห้วน ความเฝือ ความกระด้างและไร้ทิศทางจนไม่น่าฟังอ่ะค่ะ ขอชมนะคะที่กล้าจะใส่ลูกบ้าแต่คราวหน้าต้องออกมาดีกว่านี้นะคะ มาที่ One Of Those Girl (2.5/5) กับ Contagious (2.5/5) ไม่ใช่เพลงที่แย่อะไรเลยค่ะ เพราะติดหูด้วยซ้ำแต่เรามามองดูกันดีๆนะคะว่าโพรดัคชั่นแบบนี้มันเกลื่อนแล้วน่ะค่ะ พังค์แท้พังค์เทียมที่ไหนเขาก็ใช้กัน ถ้าคิดจะย่ำรอยเดี๊ยนว่าฉีกอะไรที่แปลกใหม่ไปเลยแบบช่วงต้นอัลบั้มจะดีกว่าน่ะค่ะ

ป.ล. Contagiousนี่ล่าสุด Chantal Kreviazuk นักแต่งเพลงที่ร่วมงานกับเธอในอัลบั้มก่อน ก็จะออกมาฟ้องค่ะในฐานะที่เขาเป็นคนแต่งเพลงนี้แต่กลับไปมีเครดิตเขาในปกเลย ตอนที่ทำอัลบั้มร่วมกันได้ข่าวว่าก็เจออีย์วีนแผลงฤทธิ์ใส่ไว้เยอะนิคะ น่าสงสารน่ะค่ะ

Innocence (4/5) พาวเวอร์บัลลาดที่อาวริลสามารถโชว์พลังเสียงและทักษะในการร้องได้ดีมากๆค่ะ ในที่สุดก็ได้ยินเพลงระดับนี้จากเธอเสียที จากที่ฟังงานบัลลาดทั้งหมดในอัลบั้มนี้มาเดี๊ยนขอชมว่าชั้นเชิงและลูกเล่นในการทำเพลงสูงขึ้นมากๆ ศักยภาพทางดนตรีรอบด้านพัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัดค่ะ

จุดด้อย+บทสรุป :

ตัดสินจากการฟังรอบแรกแม้ว่าจะประทับใจเรื่องลูกเล่นหลายอย่างที่เธอเสริมเข้ามาแต่ก็คิดว่าอาวริลย่ำอยู่กับมันมากเกินไปจนเป็นแพทเทิร์นน่ะค่ะ แบบว่า "เออร้องแบบนี้อีกแล้ว ใส่เบสลงกลองจุดนี้เหมือนเดิม สรรพสำเนียงแบบนี้อีกแล้ว เป็นสาวปอมปอมอีกแล้ว" อย่างไรก็ตามมันก็ไม่แย่จนถึงขั้นซ้ำซากหรอกค่ะเมื่อฟังมากรอบเข้า สำหรับคนฟังบางท่านอาจจะรำคาญและงงๆกับความบ้าพลังของเธอนะคะทั้งการประโคมดนตรีและการร้องในหลายๆอย่าง แต่สำหรับเดี๊ยนไม่ใช่ปัญหาค่ะตัดตรงนั้นไปได้เลย ปัญหาของเดี๊ยนมันอยู่ที่ว่าศักยภาพของเธอมันแรงได้มากกว่านี้ค่ะอย่างที่เห็นกันครั้งแรกใน Let Go แต่นี่เป็นอีกครั้งที่เดี๊ยนรู้สึกว่าเธอไม่ได้ปล่อยมาแบบสุดๆ หรืออาจจะสุดๆแล้วแต่อาจจะยังไม่พบว่าแท้จริงแล้วเธอมีดีกว่านี้และทำได้เหนือระดับกว่านี้ค่ะ วันนั้นเดี๊ยนเชื่อว่าจะมาถึงในเร็วๆนี้ แต่วันนี้ขอร่วมเดินทางไปกับก้าวใหม่ของเธอ ที่ตื่นตาตื่นใจ สนุกและน่าติดตามสมศักดิ์ศรีไอค่อนแห่งยุคของจริงค่ะ