วันอังคารที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2552

Travis : 12 Memories : 88%


Travis : 12 Memories : 88%


รูปแบบดนตรี


ภาคดนตรีของ Travis เป็นบริทพ็อพที่ยืนพื้นอยู่บนความเป็นอินดี้โฟล์คผสานอัลเทอเนทีฟร็อคก่อนจะต่อยอดไปสู่พ็อพร็อค อคูสติค พ็อพโฟล์ค โฟล์คร็อคไปจนถึงติดกลิ่นบลูส์จางๆในบางแทร็ค โดยภาคดนตรีทั้งหมดทุกนำเสนอผ่านกีตาร์และกลองเป็นตัวเอกก่อนที่จะตตามด้วยเบสส์ เครื่องสายและการเรียบเรียงเสียงประสานเนียนๆที่ทุกองค์ประกอบยังคงตอบ5นิยามทางดนตรีของTravisที่ว่า สวย หวาน เหงา โศกและหม่นได้อย่างครบถ้วนไม่ขาดตกบกพร่อง


จุดด้อย
สำหรับเดี๊ยนแล้วคงจะไม่มีอะไรลงไปค่อนแคะงานชุดนี้นะคะเนื่องจากเห็นว่าเป็นอัลบั้มที่แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการทั้งด้านเนื้อหา ดนตรีและการนำเสนอที่เหนือระดับขึ้นกว่าอัลบั้มก่อนหน้านี้อย่างเห็นได้ชัดโดยเฉพาะในส่วนของเอกภาพทางภาคดนตรีที่ถ่ายทอดเรียบเรียงออกมาได้อย่างดีมากๆตั้งแต่ต้นจนจบอัลบั้มเรียกได้ว่าภาพรวมของงานชุดนี้ให้ผลลัพธ์ออกมา "ดีจนถึงดีมากๆ" เลยทีเดียว แต่อย่างไรก็ตามเมื่อหันมาลองพิจารณาประเด้นที่อยู่นอกเหนือศักยภาพของชิ้นงานจะพบว่าอุปสรรคของทราวิสก็มีอยู่บ้างแต่ขอยกตัวอย่างที่เป็นสากลพบเจอกันในบรรดาสิลปินดีๆทุกชีวิตหลักๆเลยคือ "ความเป็นที่นิยมในหมู่คนฟังที่ยังไม่กว้างพอ." ซึ่งจริงๆแล้วไม่ใช่ประเด็นที่ต้องแคร์หรอกค่ะเพียงแต่นี่เป็นมุมมองที่เดี๊ยนเห็นจากการที่เป็นผู้บริโภคและนักรีวิวที่ยึดกระแสดนตรีพ็อพเป็นหลัก ซึ่งส่วนตัวยอมรับค่ะว่างานดีเลยแต่สำหรับผู้ฟังบางท่านอาจจะไม่รู้สึกประทับใจ ไม่เห็นด้วยว่ามันดีตรงไหนอย่างไรไปจนถึงเข้าไม่ถึงในสิ่งที่นักดนตรีสื่อ (ไม่ได้เว่อร์เพราะถึงแม้ว่างานอาจจะฟังง่ายมากสำหรับคนที่ฟังเพลงกว้างหลายๆคน แต่สำหรับกลบุ่มคนที่ไม่คุ้นกับบริทพ็อพอาจจะไม่ถูกหูจนถึงขั้นขัดใจ) ก็ด้วยความที่เอาจริงๆแล้วแนวนี้อาจจะไม่ใช่แนวเฉพาะทางของใครหลายๆคนพอลองมาได้ฟังแล้วก็คงมีไม่น้อยที่เกิดอารมณ์ประมาณ "น่าเบื่อกูจะหลับ"ม"ก็เพราะดีอ่ะ แต่แม่งง่อยว่ะ" ไปจนถึง "อีห่านี่รีวิวเว่อร์อีกแล้วกูฟังแล้วยังชอบไม่ลงเลย หึหึหึหึ กลับไปฟังฮิลดีกว่า" เป็นต้น ก็ประเด็นนี้คงจะไปเป็นประเด้นที่ไปเอาผิดกับใครไม่ได้หรอกนะคะเพราะในเรื่องของรสนิยมก็รู้ๆกันอยู่ว่าไม่ใช่เป็นสิ่งที่จะไปปรับเปลี่ยนหรือสอนกันได้เพราะเป็นเรื่องของสิทธิส่วนบุคคลรวมถึงตัวศิลปินก็ไม่ผิดที่จะเรื่องยึดการนำเสนอภาคดนตรีตามแบบฉบับที่ตนเองถนัด ในโลกแห่งความจริงก็มีให้เห็นเยอะแยะไปค่ะพวกที่ทำเพลงดีมากๆแต่ก็ได้รับการยอมรับแค่เป็นกลุ่มๆไป เช่น เจมี่ คัลลัม/The Rapture/Tahiti 80/Swandive/Keane/จอห์น เลเจนด์/เรจิน่า สเป็คเตอร์/เลอมาร์/พิงค์/Yeah Yeah Yeah!และอีกหลายชีวิตที่นึกไม่ทันตอนนี้ แต่อย่างไรก็ตามในโลกแห่งความจริงอีกเช่นกันคนที่ฟังเพลงกว้างๆก็มีอยู่เยอะและคนที่ฟังเพลงมากเหล่านี้แหละเชื่อว่าคงจะตระหนักถึงความสารมถของศิลปินตัวจริงเหล่านี้ไม่มากก็น้อย


ซิงเกิ้ล


Re-Offender (5) :ซิงเกิ้ลแรก บัลลาดบริทพ็อพดีๆที่แพรวพราวไปด้วยการยกขบวนส่วนผสมชั้นเยี่ยมทั้งโฟล์ค ร็อค พ็อพและอัลเทอเนทีฟโดยผนวกเข้ากับภาคเนื้อหาที่โศกสลดแต่ละเมียดละไม สวยงามและเปี่ยมไปด้วยชั้นเชิงอันลึกซึ้ง ฟังครั้งแรกขอยอมรับว่าหลุดลอยไปเลยอารมณ์เหมือนกับว่าเรากำลังดำดิ่งลงสู่ความเศร้าและความมืดหม่นที่ลึกลงไปเรื่อยๆแบบไม่มีจุดสิ้นสุดก่อนที่วิญญาณและสติจะถูกกระชากกลับแบบไม่ให้ทันตั้งตัวก็ตอนจบเพลงนั่นแหละค่ะ เป็นหนึ่งในเพลงที่เดียนนิยมกลับไปฟังและดื่มดำอยู่กับการผจญภัยท่ามกลางอารมณ์เพลงที่อ้างว้างอย่างมีความสุขทุกครั้ง โดยเฉพาะครั้งที่เราต้องการให้วินาทีนี้มีตัวเราเหลืออยู่บนโลกในมุมมืดเพียงคนเดียว


The Beautiful Occupation (4.5/5) แทร็คที่ก่อนหน้านี้เคยถูกทำเป็นอคูสติคเวอร์ชั่นรวมไว้ในอัลบั้มการกุศล Hope : War Child ในก่อนหน้านี้ด้วยนะคะ มาที่เวอร์ชั่นนี้สลับภาคดนตรีมาเป็นบริทพ็อพใสๆที่ผสานความเป็นอินดี้โฟล์คเข้ากับอัลเทอเนทีฟร็อคหนักหน่วงแต่แฝงไว้ซึ่งความน่ารักได้อย่างลงตัว โดยส่วนตัวชอบภาคการนำเสนอที่เล่นเอาความขัดแย้งระหว่างภาคดนตรีสดใสๆน่ารักๆเข้ากับภาคเนื้อหาที่หนักอึ้งบนแรงบันดาลใจจากโศกนาฏกรรม 11 กันยายนโดยกล่าววิพากษ์สังคมและการเมืองไปจนถึงเสียดสีบทบาทใหม่ของประชาชนที่ทุกวันนี้เปรียบเสมือนหุ่นเชิดสำหรับให้รัฐบาลใช้เป็นเกราะบังหน้าฉากบนการแข่งขันอย่างเอาเป็นเอาตายบนเวทีโลกถือเป็นตลกร้ายและเสน่ห์ที่หอมหวานอันหาตัวจับยากที่เป็นอัตลักษณ์เฉพาะตัวของบรรดาศิลปินบริทพ็อพโดยแท้ ป.ล. ท่อนสุดท้ายที่ว่า The Beautiful Occupation.So Much For An Intervention.Don't Call The United Nations. นี่เล่นเอาเดี๊ยนสะดุ้งโหยงขนหัวลุกไปเลย ต๊ายยยย จิกสุดฤทธิ์ครบทุกเม็ดยันวินาทีสุดท้ายจริงๆ


Love Will Come Through (4.5/5) เพลงนี้เป็นซาวนด์แทร็คประกอบหนังเรื่อง Moonlight Mileด้วยนะคะ ตัวเพลงเป็นพ็อพโฟล์คบัลลาดสวยๆตบด้วยท่วงทำนองอคูสติค อินดี้ อัลเทอเนทีฟและร็อคจางๆได้อย่างลงตัว แถมหมัดเด็ดด้วยภาคเนื้อหาที่โรแมนติคลึกซึ้งระแทกเข้ากลางใจอย่างจังอีกหนึ่งคำรบ เป็นอีกแทร็คที่ระบายความเจ็บปวดรวดร้าวลงสู่เสียงดนตรีได้อย่างมีวาทะศิลป์จนน่าขนลุก แทร็คอื่นๆ


แทร็คเปิดอัลบั้ม
Quicksand (3.5/5) อินดี้โฟล์คร็อคเจืออัลเทอเนทีฟก่อนที่จะตบด้วยเครื่องสายเซลโล่สวยๆเข้ามาเป็นสีสันช่วงกลางเพลง ยกระดับให้เพลงที่ดแล้วค่อนข้างธรรมดาให้น่าสนใจและไพเราะขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ส่วนตัวฟังแล้วแอบคิดถึงโฟล์คร็อคในยุค80กว่าๆอยู่เหมือนกัน ต่อด้วย Peace The Fuck Out (4.5/5) ต๊ายยยย เก๋มากค่ะอินโทรขึ้นมานี่หอมกลิ่นเรโทรจ๋าเลยนึกว่าจะทำโฟล์คบุปผาชนยุค70ให้ฟังกันเสียอีก ที่ไหนได้ภาพรวมพลิกเป็นอินดี้พ็อพผสานอัลเทอเนทีฟร็อคจัดๆไปกันได้ดีกับภาคเนื้อหาที่แสดงความเป็นขบถโดยประกาศให้รู้จักที่จะตระหนักถึงจุดยืน ศักยภาพ ศักดิ์ศรี ค่าความสำคัญและการเชื่อมั่นในตัวตนก่อนที่จะตบท้ายอย่างเก๋ไก๋ด้วยการจิกแซมเพิ่ลเสียงตะโกนเชียร์ฟุตบอลจากแฟนๆสโมสรเซลติดและฟุลแล่มสโมสรชื่อดังของสก็อตแลนด์นั่นแหละค่ะ เป็นการตอบโจทย์ที่ต้องการจะสื่อให้ผู้ฟังตระหนักถึง "การรวมพลังของมนุษยชาติเพื่อเปลี่ยนแปลงอนาคตของโลกให้ดีขึ้น" ได้อย่างเหนือชั้นเลยทีเดียว แทร็คถัดไป How Many Hearts (4/5) เพราะดีนะคะเพลงนี้ เปิดตัวด้วยอคูสติคสวยๆก่อนจะกลบด้วยความเป็นพ็อพร็อค อินดี้และอัลเทอเนทีฟคลุกเคล้ากันอย่างลงตัวแม้ว่าภาพรวมอาจจะดูลอยละล่องและเรื่อยเปื่อยไปนิดแต่ชั้นเชิงในการนำเสนอและตัวเพลงก็ถือว่าแนนแบบหาตัวจับยากอยู่ดี ตามมาติดๆกับ Paperclips (3.5/5) และ Somewhere Else (4/5) แทร็คแรกเป็นอินดี้โฟล์คหม่นๆที่ภาคการนำเสนอค่อนข้างจะสดและดิบกว่าแทร็คอื่นๆอย่างเห็นได้ชัดจนสัมผัสได้ ภาคเนื้อหาจิกเลือดสาดมากๆค่ะไม่ทราบว่ามอบให้โปรดิวเซอร์เก่าหรือเปล่าคะเนี่ย ในขณะที่แทร็คหลังภาคดนตรีจะสดใสเข้าขั้นน่ารักโคตรๆไปเลยฟังแล้วอารมณ์ดีมีความสุขพอๆกับนั่งฟังบรรดาเพลงน่ารักๆใน The Invisible Band เลยทีเดียว เอาเป็นว่าถ้ามีโอกาสได้ฟังไม่ควรพลาด


Mid-Life Krysis (4.5/5) กรี๊ดดดดดดดดด เมโลดี้สวยงามบรรเจิดขาดใจไปเลยค่ะเพลงนี้ ภาคดนตรีเป็นบริทพ็อพขาวสะอาดบนอินดี้พ็อพโฟล์คบริสุทธิ์เสริมทัพด้วยภาคพ็อพร็อคหวานๆและอัลเทอเนทีฟกระจ่างใสได้อย่างลงตัว นอกจากนี้ยังเหนือชั้นด้วยการสารต่ออุดมการณ์ในการนำเสนอภาคเนิชื้อหาได้อย่างทรงพลังไม่มีถดถอย เป็นอีกหนึ่งแทร็คที่ดีที่สุดในอัลบั้มสำหรับเดี๊ยนเลยทีเดียว มาที่ Happy To Hang Around (4/5) อัลเทอเนทีฟร็อคบัลลาดเจือกลิ่นอายโฟล์คเหงาๆติดกลิ่นจางๆของบลูส์ร็อคหม่นๆลงในตัวเพลงอย่างมีชั้นเชิง เป็นอีกแทร็คที่ภาคเนื้อหาหม่นหมองและเชือดเฉือนมากๆจนอยากจะแนะนำให้ฟังกัน ส่งท้ายด้วย Walking Down The Hill (3.5/5) ที่มาพร้อมกับการนำเสนอโครงสร้างดนตรีที่เรียบง่ายบนถาคเนื้อหาที่ใช้วาทะศิลป์ในการเรียบเรียงถ้อยคำได้ไพเราะสุดอลังการประหนึ่งบทกวี ปิดอัลบั้มได้อย่างสวยงาม


สรุป


สำหรับผู้ที่อยากจะชะล้างรูหูจากแนวดนตรีเดิมๆจำพวกอีโมพังค์ร็อคฮาร์ดคอร์แรงๆ ฮพฮอพอาร์แอนด์บีมึนๆดำๆไปจนถึงเลี่ยนเอียนกับดนตรีจำพวกดิว่าแดนซ์กระจายไม่ก็โชว์พลังเสียง เดียนก็ขอแนะนำ 12 Memories ให้เป็นหนึ่งในทางเลือกใหม่สำหรับเติมเต็มความสุขในชีวิตการฟังดนตรีต้อนรับฤดูฝนนะคะ เพียงแค่เปิดใจแล้วให้อิทธิพลจากภาคดนตรีที่กระจ่างใสแต่เปี่ยมด้วยพลังของพวกเขาลองเดินทางเข้าไปสัมผัสกะบกลางใจของพวกคุณดู ไม่แน่นะคะว่าอัลบั้มนี้อาจจะเปลี่ยนวันธรรมดาๆวันหนึ่งของคุณให้กลายเป็นวันพิเศษไปเลยก็ได้ ใครจะไปรู้ถ้าไม่ลองจริงมั้ยล่ะค่ะ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น