วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2552

Nina Simone : The Diva Series : 97%



Nina Simone : The Diva Series : 97%


รูปแบบเพลง


แม้ว่านีน่า ซีโมนส์จะถูกจัดประเภทให้เป็นศิลปินแจ๊ซซ์ แต่เอาจริงๆแล้วหลังจากที่ได้สัมผัสกับงานดนตรีของป้าเดี๊ยนรู้สึกว่าแจ๊ซซ์เป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งเพียงแต่เธอใช้ยืนพื้นก็เท่านั้น พิจารณากันจริงๆแล้วสไตล์เพลงของป้ากว้างและหลากหลายมากๆมีตั้งแต่ดนตรีคนดำดิบๆอย่างกอสเพล,อาร์แอนด์บี,โซลและบลูส์ซึ่งบางเพลงมีกลิ่นอายและอิทธิพลของดนตรีพื้นเมืองและบลูส์แบบแอฟริกันขนานแท้มาด้วย ไล่ไปจนถึงแนวเพลงที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในยุค50อย่างแจ๊ซซ์,บัลลาดออเครสตร้า,สวิงรวมไปถึงแนวดนตรีและการร้องของดิว่าในยุคนั้นอย่าง Torch Song ซึ่งว่าด้วยการถ่ายทอดเพลงรักโดยตัวผู้ร้องจะต้องเข้าถึงอารมณ์ในตัวเพลงและถ่าทอดมันออกมาอย่างทรงพลังและรุนแรงสุดๆ (ศิลปินแนวนี้ที่ดังๆก็อย่างป้าบิลลี่ ฮอลิเดย์ เป็นต้น) นอกจากนี้ป้ายังทำเพลงระดับสูงๆอย่างคลาสสิค,บรอดเวย์ไปจนถึงอิสราเอลโฟล์คอีกด้วย (มึนเลยค่ะ) ในส่วนของภาคเนื้อหาเะอยังต่างจากดิว่าแจ๊ซซืนางอื่นๆที่บางคนอาจจะร้องเพลงเกี่ยวกับความรัก ชีวิตที่ทุกข์ระทมหรือเรื่องสองแง่สามง่าม แต่สำหรับป้าเน้นไปในเรื่องการเคลื่อนไหวของสิทธิมนุษยชน ประเด็นเรื่องสีผิวรวมถึงล้อเลียนและวิพากษ์วิจารณ์เสียดสีสถานการณ์สังคมในยุคนั้นอย่างสนุกสนานเจ็บแสบถึงพริกถึงขิง เรียกได้ว่านีน่า ซีโมนส์คือสาวนักปฏิวัติทางความคิดในยุคที่ดนตรีแจ๊ซซ์และโซลรุ่งเรืองก็คงไม่ผิด

จุดด้อย

นี่เป็นงานรวมฮิตดังนั้นเรื่องเพลงที่คัดมาไม่ต้องเป็นห่วงค่ะถือว่าสุดยอดทุกๆเพลง อย่างไรก็ตามรู้สึกขัดใจที่เพลงดีๆของป้าบางเพลงไม่ได้ถูกรับเลือกให้ลงมารวมไว้ในซีรีส์นี้เช่น Nobody Knows When You're Down And Out ที่ป้าคัฟเวอร์มาจากจักรพรรดินีเพลงบลูส์อย่างป้าเบสซี่ สมิทซึ่งสุดยอดมากๆก็ไม่ได้รับเลือก นอกจากนี้เพลงดีๆหลายเพลงที่เดี๊ยนโปรดปรานและคิดว่าเหมาะสมที่จะนำมาลงไว้อย่าง Be My Husband,Sinner Manหรือ Black Is The Color Of My True Love's Hair ก็ถูกมองข้ามไปซะอย่างงั้น เสียดายนะคะไม่งั้นอัลบั้มนี้จะสุดยอดถึงสุดๆ

แทร็คเด็ด

ปิดอัลบั้มด้วย I Put A Spell On You (5) บลูส์โซลอาร์แอนด์บีอาร์แอนด์บีบัลลาดที่แซมด้วยเครื่องสายและอารมณืพียโนแจ๊ซซ์พริ้วๆ เด็ดสุดๆกับน้ำเสียงโซลดิบๆสุดทรงพลังและสรรพสำเนียงการร้องทรงเสน่ห์ของป้า โดยส่วนตัวชอบเนื้อหามากๆค่ะแลดูมีชั้นเชิงสุดๆฆ่าเด็กรุ่นใหม่ตายไปหลายศพเลยค่ะป้า ต่อด้วย I Loves You,Porgy (4/5) ซิงเกิ้ลทะลุล้านของป้าในปี1959 คัฟเวอร์มาจากเพลงประกอบละครบรอดเวย์เรื่อง Porgy&BessของGershwinในปี1935 ตัวเพลงเป็นบัลลาดเพียโนคลอไปกับเสียงโซลที่นุ่มนวลและอบอุ่นของป้า เพราะมากๆ มาที่ Mississippi Goddam (5) เพียโนแจ๊ซซ์สนุกๆผสานความเป็นโซลอาร์แอนด์บีและกอสเพลได้อย่างลงตัว แต่เนื้อหาที่แท้จริงกล่าวถึง



โศกนาฏกรรมจากเหตุการณ์ลอบวางระเบิดโบสถ์ที่อลาบาม่าซึ่งส่งผลให้มีเด็กผิวดำเสียชีวิต4คนรวมไปถึงยังตั้งคำถามเกี่ยวกับการฆาตกรรม Medgar Wiley Evers นักพิทักษ์สิทธิมนุษยชนเชื้อสายแอฟริกันอเมริกันเล่นเอาผู้ฟังหลายท่านหน้าหงายไปตามๆกัน เป็นหนึ่งในตลกร้ายที่คลาสสิคและเป็นที่กล่าวถึงมาที่สุดของนีน่า ซีโมนส์เลยทีเดียว
Love Me Or Leave Me (5) เด็ดดวงค่ะ เพลงนี้ป้าคัฟเวอร์มาจากป้าบิลลี่ ฮอลิเดย์ที่ร้องไว้ในอัลบั้มสุดคลาสสิคอย่างLady Sings The Bluesเมื่อปี1954 ต้นฉบับเป็นสแตนดาร์ดแจ๊ซซ์หรูๆติดกลิ่นบลูส์เข้มๆ (เพราะมากๆแนะนำให้ลองหามาฟังกันดูนะคะ) เวอร์ชั่นป้านีน่าเป็นสแตนดาร์ดเพียโนแจ๊ซซ์ติดกลิ่นอาร์แอนด์บีโซลเก๋ๆ ชอบชั้นเชิงการใช้เพียโนของป้ามากๆหาตัวจับยากและน่าทึ่งสุดๆ ชนิดที่ว่าแน่ๆอย่างอลิเซีย คียส์หรือนอร่าห์ โจนส์มาฟังแล้วต้องถึงขั้นสลบไปเลยทีเดียว สำหรับเดี๊ยนเพลงนี้เป็นหนึ่งในเพลงที่โปรดปรานตลอดกาล คิดว่าเป็นหนึ่งในเพลงแจ๊ซซ์ที่หรูหราและสวยงามที่สุดไม่ว่าใครเอามาทำใหม่ก็เพราะเสมอ มาที่ See-Line Woman (3.5/5) บรอดเวย์ที่ได้รับอิทธิพลจากดนตรีพื้นเมืองของชาวแอฟริกันและกลิ่นอายบลูส์จางๆ เนื้อหากล่าวถึงบทเรียนของการมีชีวตที่หรูหราของโสเภณีชั้นสูง ต่อด้วย Wild Is The Wind (5) บลูส์โซลบัลลาดบนภาคดนตรีที่เป็นคลาสสิคแจ๊ซซ์ผสานกับเสียงโซลดิบๆไปถึงขั้วหัวใจของป้า พลังเสียงของป้าสุดยอดมากๆในเพลงนี้ฟังแล้วขนลุกเลย เพื่อนๆในบอร์ดที่คลั่งไคล์เพลงดิว่าโชว์พลังเสียงอย่าพลาดเชียวนะคะ แทร็คต่อไป Four Women (5) เป็นเพลงที่เดี๊ยนฟังแล้วรู้สึกปวดร้าวที่สุดของป้าค่ะ โหดร้ายมากๆตอนวิจารณ์นี่เรียบเรียงคำพูดไม่ถูกไปหลายนาทีเลยทีเดียว ภาคดนตรีเป็นบลูส์เนิบๆหม่นๆมีเนื้อหาที่เกี่ยวกับประเด็นสีผิวค่อนข้างรุนแรง ว่าด้วยผู้หญิงสี่คนคนแรก Aunt Sara สาวผิวดำจากบริบทแล้วเดี๊ยนว่าชีวิตค่อนเธอจะต้องยากจนและทุกข์ระทมสุดๆ คนที่สอง Siffronia สาวผิวเหลืองที่มีพ่อเป็นคนผิวขาวและร่ำรวยมากๆซึ่งได้ข่มขืนแม่ตัวเองแล้วทิ้งไป คนถัดไป Sweet Thing สาวผิวแทนที่โหยหาชีวิตที่เพียบพร้อมจึงลงเอยด้วยการขายตัวเลี้ยงชีพ แล้วคนสุดท้าย Peaches ฟังแล้วน่าจะเป็นเด็กข้างถนนและมีชีวิตที่แร้นแค้นเอามากๆ เนื่องจากพ่อและแแม่ถูกจับไปเป็นทาส (แม่ง ทำไมกูต้องมาเจอเพลงแบบนี้ด้วยวะ?) เพลงนี้ถูกสถานีวิทยุหลายแห่งแบนด้วยเนื้อหาดังกล่าวน่ะค่ะ
ปิดท้ายด้วย Don't Let Me Be Missunderstood (5) แทร็คปิดอัลบั้มโซลบัลลาดหม่นๆที่มีกลิ่นอายและสรรพสำเนียงของแอฟริกันบลูส์ในตัวเพลงด้วย เพลงนี้เคยถูกนำไปใช้ประกอบโฆษณาน้ำหอม J'ADOREของ คริสเตียน ดิออร์น่ะค่ะ

สรุป
ขอยกคำพูดที่สุดแสนจะคมคายของป้ามาปิดรีวิวนะคะว่า "รู้มั้ยฉันรักดนตรีเพราะว่ามันเป็นหนึ่งในเส้นทางที่ดีที่สุดที่จะช่วยสื่อสารให้มนุาญืตระหนักถึงความเป็นจริงและความเป็นไปต่างๆบนโลกใบนี้ ฉันรักมันเพราะว่าเส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่ฉันจะสามารถสร้างสรรในแบบฉบับของฉันได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด แม้ฉันจะจากโลกนี้ไปแล้วแต่มันก็ยังคงเป็นตัวแทนของฉันที่ดำเนินให้คนรุ่นหลังรับรู้ต่อไป ดนตรีคือสิ่งที่เป็นอมตะเฉกเช่นพระเจ้านั่นแหละ เข้าใจรึยังว่าทำไมฉัน ถึงทุ่มเทและศรัทธาในมันนัก" และเดี๊ยนคือหนึ่งในคนที่คิดและเชื่อแบบนั้นเช่นกันค่ะ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น